Voice TV - Overview

#Overview - 'หมอเลี๊ยบ' เผยเข้าเรือนจำแล้วเลือกอยู่ห้องขังเหมือนนักโทษทั่วไป ไม่สนเป็นผู้ช่วยในโรงพยาบาลเรือนจำ แม้จะสุขสบายกว่า และถึงแม้จะเคยเป็นอาจารย์หมอที่มหิดลมาแล้ว ชี้คุกเหมือนแดนสนธยาไร้คนสนใจ ระบุคุกไทยทำลายสุขภาพนักโทษเหมือนซ้ำเติมจากการจำคุกปกติ จวกระบบ “ผ้าห่ม ๓ ผืน” ใช้ผ้าต่างหมอนทำกระดูกนักโทษกลุ่มสูงอายุพังหมด ย้ำราชทัณฑ์ต้องพัฒนาอีกเยอะเพื่อทำให้เรือนจำคืนคนดีสู่สังคมอย่างสมบูรณ์
https://shows.voicetv.co.th/overview/523060.html



“นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์” อดีต ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ดีเอสไอ ตกชั้น 8 อาคารจอดรถย่านนนทบุรี เสียชีวิต ตำรวจลูกชายยันพ่อไม่มีเรื่องเครียด แค่มาออกกำลังกายที่นี่

ทางด้าน "พ.ต.ท.กวินท์" สว.จร.สน.บางโพ ลูกชายคาดว่าพ่อ "พ.ต.อ.นิรันดร์" อดีตผบ.คดีอาญาเทคโนโลยี พลัดตกอาคารจอดรถคอนโดดังย่านเมืองนนท์ดับ-ไม่เชื่อฆ่าตัวตาย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 ก.ย.60 ร.ต.ท.อาทิตยา ภิบาล รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้กระโดดตึกเสียชีวิต เหตุเกิดลานจอดรถ ริเวอร์ไรน์ คอนโด ถนนพิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมพ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.พ.ต.ท.พิทยากร เพชรรัตน์ รอง ผกก.ป.แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารจอดรถสูง 8 ชั้น อยู่ติดกับอาคารพักอาศัย ผู้เสียชีวิตตกลงมาจากลานจอดรถชั้น 8 นอนคว่ำหน้าจมกองเลือด สภาพศพสวมเสื้อเชิ้ตลายสีฟ้า กางเกงยีนส์ขายาว มีบาดแผลกระโหลกหน้าผากยุบ ขาซ้ายหัก ข้อเท้าขวาหักมีแผลฉีกขาด ในตัวไม่พบเอกสารระบุตัว


สอบสวน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คอนโด ให้ปากคำว่า ไม่เคยพบเห็นมาก่อนว่าเป็นใคร และยังไม่ทราบว่าเป็นผู้พักอาศัยที่คอนโดหรือไม่ คงต้องตรวจสอบกับนิติบุคคลอีกครั้ง

ต่อมาเวลา 15.30 น. พ.ต.ท.กวินท์ อดุลยาศักดิ์ สว.จร.สน.บางโพ ได้เดินทางมาสภ.เมืองนนทบุรี แจ้งว่าชายที่ตกตึกลานจอดรถคอนโดเป็นบิดาตน ชื่อ พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ อายุ 61 ปี อดีต ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาเทคโนโลยี ดีเอสไอ เกษียณมาได้แค่ปีเดียว ปกติพ่อพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 20/66 ซอยรามอินทรา 3 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร แต่พ่อมีอาการปวดหลังจึงมาออกกำลังกายที่สปอร์ตคลับ ของคอนโด แต่ไม่ทราบสาเหตุว่าตกลงมาได้อย่างไร ทุกวันพ่อจะขับรถมาส่งตนทำงานที่ สน.บางโพ เสร็จแล้วพ่อจะไปเปิดร้านเช่าหนังสือใกล้โรงเรียนโยธินบูรณะทุกวัน แต่ช่วงนี้พ่อบ่นปวดหลังจึงมาออกกำลังกายที่สปอร์ตของคอนโด พ่อไม่มีโรคประจำตัวหรือมีเรื่องเครียด คาดว่าน่าจะพลัดตกมาจากลานจอด

พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.กล่าวว่า พ.ต.อ.นิรันดร์ ได้มาออกกำลังกายที่สปอร์ตคลับของคอนโดที่ชั้น 10 หลังออกกำลังกายเสร็จได้ลงมาที่ชั้น 8 เพื่อขับรถกลับคาดว่าอาจจะยืนพิงขอบกำแพงลานจอดรถแล้วเสียหลักตกลงมา แต่ก็ต้องรอผลชันสูตร ของนิติวิทยาศาสตร์ และผลตรวจที่เกิดเหตุของตำรวจพิสูจน์หลักฐานอีกครั้ง เบื้องต้น พ.ต.ท.กวินท์ ลูกชายได้ให้ปากคำว่าไม่มีสาเหตุอะไรที่จะทำให้พ่อคิดฆ่าตัวตาย
พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ เป็นนักเรียนนายร้อยสามพราน (นรต.) รุ่น 31 และย้ายมาอยู่ ดีเอสไอ ตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาเทคโนโลยี และเกษียรมาได้ 1 ปี



สถิติเข้า 6งวดซ้อน! งวดนี้ให้อีกแล้ว ตารางสูตรหวย 3ตัวบนแม่นๆ งวดวันที่ 1/9/60










Posted: 25 Aug 2017 08:35 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

1. หากไม่โกหกต่อตนเอง หากซื่อสัตย์ต่อตนเองอยู่บ้าง คงไม่มีใครคิดว่า "คดีจำนำข้าว" เป็นเรื่อง "กฎหมาย"


ผมเห็นว่าการเริ่มต้นกระบวนการในคดีนี้ คือ การ purge โดยผ่านปรากฏการณ์ "Judicialization of Politics" ดังที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เช่น ปากีสถาน, อินเดีย, ตุรกี, บราซิล, ฯลฯ และเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ 2549

เพียงแต่ว่า ที่นี่ แตกต่างจากที่อื่นๆ ตรงที่ว่า "ศาล" มี "เกราะคุ้มกัน" แน่นหนามากกว่าที่อื่นๆ ทำให้การตอบโต้ศาลทำได้อย่างยากลำบาก นานวันเข้า ดุลยภาพของอำนาจระหว่าง Political Actor (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ศาล และพลังทางการเมืองอื่นๆ) จึงไม่เกิดขึ้น

(โปรดอ่านความเห็นของผมในส่วนนี้ได้ในโพสก่อนๆ และคลิปการ Live ในเฟสบุ๊กตอนล่าสุด)

2. "Judicialization of Politics" เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติของการเมือง นำเรื่อง "การเมือง" มาเป็นเรื่อง "กฎหมาย" ให้ศาลซึ่งมีความชอบธรรมจากอุดมการณ์แบบ "นิติรัฐ-เสรีประชาธิปไตย" เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ "การเมือง"

"การเมือง" เป็นเรื่องของความไม่ลงรอยกัน เถียงกัน ขัดแย้งกัน ไม่มีวันจบ

"กฎหมาย" ต้องการให้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างยุติ ชี้ขาดให้จบสิ้น และการยุติก็ได้แรงสนับสนุนจากความคิดแบบ "นิติรัฐ-เสรีประชาธิปไตย"


มันจึงเป็นเรื่องที่ขัดกันอย่างยิ่ง

พลังของ "กฎหมาย" ไม่มีวันที่จะยุติ "การเมือง" ได้ ที่เห็นๆกัน มันเป็นแค่การยุติลงอย่างชั่วคราว เพราะถูกกลไกรัฐกดทับ ถูกกำลังทางกายภาพ กำลังทางอุดมการณ์กดทับ มากกว่า แท้จริงแล้ว "การเมือง" ยังคงดำรงอยู่ ยังไม่ลงรอยต่อไป และไม่มีวันที่จะลงรอยได้ด้วย

3. เมื่อ "Judicialization of Politics" กันมากขึ้น โอกาสที่จะถูก "บิดผัน" นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกวาดล้างกันทางการเมือง ก็มีมากขึ้น

ทุกความคิด-ทุกระบอบ ต่างก็มีโอกาสที่จะหยิบฉวย "Judicialization of Politics" ไปใช้เพื่อให้ความคิด-ระบอบของฝ่ายตนชนะ

"Judicialization of Politics" แบบ "ประชาธิปไตย" ก็ถูกนำไปใช้ไล่บี้พวกเผด็จการได้

"Judicialization of Politics"แบบ "นีโอลิบ" ก็ถูกนำไปใช้ไล่บี้พวกซ้ายได้

"Judicialization of Politics"แบบ "เผด็จการ" ก็ถูกนำไปใช้ไล่บี้ฝ่ายตรงข้ามกับเผด็จการได้

กรณีของประเทศไทยเป็นแบบใด ให้ท่านลองตรึกตรองพิจารณาดูกันเอาเอง


4. ในกรณีระบอบเผด็จการ นำ "Judicialization of Politics" มาใช้ ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องจัดการแก้ไข คือ เราจำเป็นต้องทำลายความศักดิสิทธิ์ของศาล ทำลายมายาคติ "ศาลเป็นใหญ่" สร้างปัจจัยบังคับกดดันไปที่ "ศาล" เพื่อฟื้นเอาดุลยภาพอำนาจกลับมาใหม่ ไม่ใช่ "ศาล" ครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ ให้สังคมเห็นว่า "ศาล" ก็คือ Political Actor ตัวหนึ่ง ไม่ต่างกับนักการเมือง ไม่ต่างกับพลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ไม่ต่างกับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในชีวิตทางการเมือง

ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจของศาลในระบอบเผด็จการ ตามแนวทาง "Judicialization of Politics" นั้น สูญเสียความชอบธรรม ไม่สามารถยึดครองจิตใจคนอีกต่อไป ที่ยังครองอำนาจได้อยู่นั้น มาจากกลไกปราบปรามของรัฐล้วนๆ ไม่ใช่เกิดจากการครองความเป็นใหญ่ผ่านอุดมการณ์ความคิด

5. กรณีคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันนี้ ผมไม่เห็นว่าการไม่มาฟังคำพิพากษา และอาจออกจากประเทศนี้ไปแล้ว เป็นเรื่องผิดหลักการแต่อย่างไร

หากเราวินิจฉัยว่าทั้งหมด คือ "Judicialization of Politics" ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตามมา ก็คือ "การเมือง"

6. กรณีปัญหาว่า ถ้าเช่นนั้น ยอมรับเข้าสู่กระบวนการนี้ตั้งแต่แรกทำไม ทำไมไม่ "ชน" ตั้งแต่แรก? ผมเห็นว่า เงื่อนไขชีวิตและทางเลือกของแต่ละคน การประเมินของแต่ละคน แตกต่างกันไป


การพยายามต่อสู้ตาม "กระบวนการ" ที่พวกเขาขีดเส้นให้เดิน ด้านหนึ่ง ก็คือ การทำลายความชอบธรรมของ "กระบวนการ" เหล่านี้ไปด้วย ฉีกหน้ากากให้คนเห็น นำไปอธิบาย อภิปรายกันต่อได้ว่า นี่คือ การ purge โดยผ่านปรากฏการณ์ "Judicialization of Politics" จริงๆ

หากได้ตามข่าวกันบ้าง ก็คงทราบว่า การเดินของคดีนี้ ไปในทิศทางที่เล่นงานโครงการจีทูจี ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อ "ชิ่ง" มาให้ถึงคุณยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ปล่อยปละเลยทำให้เสียหาย และที่ทำกันก็เพื่อประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยในการเย้ายวนใจให้ประชาชนเลือกเป็นรัฐบาล

ผมคาดไว้อยู่แล้วว่า คุณบุญทรง เตริยาภิรมย์ และคุณภูมิ สาระผล ต้องถูกจำคุกจริงแน่นอน เพราะ ความผิดของสองคนนี้ ใช้ "ชิ่ง" มาให้ถึงนายกฯได้ แต่ที่เหลือเชื่อเกินคาด คือ ติดคุกยาวถึง 42 และ 36 ปี

เมื่อเห็นโทษจำคุกขนาดนี้ ก็น่าคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์จะโดนจำคุกหรือไม่ กี่ปี?

7. ผมคิดว่าคนจำนวนมาก ไม่ได้คาดคิดอยู่แล้วว่าคุณยิ่งลักษณ์มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำทางการเมืองในระยะหัวต่อหัวเลี้ยว หรือผู้นำทางการเมืองแบบปฏิวัติเปลี่ยนแปลงใหญ่ (แน่นอนว่า คงมีหลายคนหวัง แต่ก็เป็นความหวัง ความอยากเห็น เพื่อการต่อสู้ทางการเมืองมากกว่า โดยคาดว่าการเสียสละยอมเข้าคุกจะช่วยให้ "จุดติด" ขึ้นมาได้)

ผมไม่เคยคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์จะสามารถทำได้แบบที่อินทิรา คานธี, เบนาซีร์ บุตโต, อองซาน ซูจี, รุซเซฟ ทำ

การเข้าสู่วงการทางการเมืองของคุณยิ่งลักษณ์เป็นเช่นไร เกิดจากอะไร ทุกท่านก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว

ต่อให้คุณยิ่งลักษณ์เข้าคุก ผมก็คิดว่าไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในยามบ้านเมือง "เฉื่อยชา-ชิน" กับระบอบเผด็จการเช่นนี้ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่จะเป็นชนวน "จุดติด" ขึ้นมาได้ คสช เองก็ตรึงกำลังไว้อย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่าระบอบเผด็จการกำลังติดตั้งได้สำเร็จแล้ว เวลาผ่านมา 3 ปีเศษแล้ว สถานการณ์การต่อสู้กับระบอบเผด็จการก็ทำได้ยากขึ้น และต่อให้มีเหตุการณ์ที่จุดติด จน คสช เสียท่า คสช ก็มีไพ่ใบสุดท้าย คือ การจัดให้มีการเลือกตั้ง ทันที

8. สำหรับผม ผมเห็นว่า หากพิจารณาจากบุคลิกลักษณะ การก่อรูปทางความคิด ที่มาที่ไปในการเข้าสู่วงการเมือง ตลอดจนเงื่อนไขความเป็นจริงของการเมืองไทยที่เธอต้องเผชิญแล้ว เท่าที่คุณยิ่งลักษณ์ได้ทำมาตั้งแต่รณรงค์หาเสียงการเลือกตั้ง 2554 จนถึงวันนี้ ผมคิดว่า ทำได้ดีเท่าที่จะทำได้แล้ว

ตั้งแต่หาเสียงโดยใช้เวลาไม่กี่วัน เดินสายไปทั่วประเทศ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน ก็เจออุทกภัยขนาดใหญ่จนเอาตัวแทบไม่รอด เจอ "การเมืองที่แท้จริงแบบไทยๆ" ต้องประนีประนอมกับกองทัพและชนชั้นนำจารีตประเพณีตลอดเวลา เจอการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เจอการชุมนุมของ กปปส เจอเรื่อง "เหมาเข่ง" เจอคดีความสารพัด ถูกปลดจากนายกฯ ถูกถอดถอนตัดสิทธิ ถูกรัฐประหาร เจอคดี "จำนำข้าว" ทั้งเอาผิดเข้าคุก และเอาเงินจนหมดตัว และอาจมีคดีอื่นๆตามมาอีกมาก

แน่นอน ผมไม่เห็นด้วยกับหลายๆเรื่อง เห็นว่าต้องทำมากกว่านี้ แรงมากกว่านี้ เดินหน้ามากกว่านี้ สู้มากกว่านี้ เคยวิจารณ์ทั้งในทางสื่อและทางเฟสบุ๊คก็หลายครั้งหลายหน แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ตัดสินใจ ก็คือ คนที่อยู่ในสนามการเมือง เราเป็นผู้สังเกตการณ์ วิจารณ์ เมื่อเขาไม่ทำ เราก็ผิดหวัง และก็เรียกร้องต่อไป เรียกร้องคนอื่น และในอนาคต วันหนึ่ง หากไม่ได้ดังที่เราหวังเสียที ผมก็ต้องเรียกร้องต่อตนเองให้ลงไปทำเอง

9. ข้อเรียกร้องให้คุณยิ่งลักษณ์ เป็นผู้นำมวลชน เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างน้อยช่วยเสียสละอิสรภาพของตนเองเพื่อเป็น "สัญลักษณ์" คงเป็นเรื่องคาดหวังเกินจริง เป็นเรื่องเพ้อฝันไป

ถ้าคิดได้แบบนี้ ก็จะไม่ผิดหวังมากนัก

10. หากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากแผ่นดินนี้ไปจริง ผมคิดว่า ก็มีข้อดี อยู่

หากคุณยิ่งลักษณ์ สู้ จากข้างนอก ก็อาจทำให้การต่อสู้ครั้งใหม่กลับมาคึกคักได้อีก

หากคุณยิ่งลักษณ์ ไม่สู้ อยู่อย่างเงียบๆ รีไทร์ทางการเมือง ก็ยิ่งดีเสียอีก เพราะ นั่นหมายความว่า "การเมืองไทย" เดินหน้าเข้าสู่เฟสใหม่เสียที

โดยส่วนตัว ผมคิดว่า ไม่น่าจะมีการต่อสู้ใดๆจากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีก หากจะมี ก็คงเป็นแค่แถลงการณ์ชี้แจงชิ้นสุดท้ายเท่านั้น แต่คงไม่มีการต่อสู้แบบต่อเนื่องยาวนาน

ถ้าความเห็นของผมไม่ผิด นี่ก็นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่การเมืองไทยกำลังก้าวสู้เฟสใหม่ คือ ยุค "โพสต์-ชินวัตร"

11. การเมืองไทยติดล็อคมานานหลายปี ส่วนหนึ่ง มาจากปัจจัยเรื่องครอบครัวชินวัตร ที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาเล่นงาน สร้างเงื่อนไข สร้าง "ผี" เพื่อทำให้พวกเขาครองอำนาจไปได้เรื่อยๆ

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยเอง จะเดินหน้าแบบก้าวรุดหน้ามากกว่าเดิม ก็ไปติดขัดการเมืองแบบพรรคการเมืองเดิม ต้องประคองตัวไปสู่การเลือกตั้ง ต้องเป็นรัฐบาล ต้องประนีประนอม แล้วก็วนกลับมาที่การชุมนุมต่อต้าน การยึดอำนาจ แบบนี้อีก

ถ้าการเมืองไทยเข้าสู่ยุค "โพสต์-ชินวัตร" ได้จริง นั่นหมายความว่าปัจจัยเรื่อง "ชินวัตร" ก็จะหายไป

การสร้าง "ผี" ชินวัตร ก็ทำไม่ได้หรือทำได้ยาก


การเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ก็สามารถทำได้เต็มที่ไม่ต้องติดเรื่องเงื่อนไขการเมืองแบบเดิม

12. การเมืองยุค "โพสต์-ชินวัตร" เป็นโอกาสอันสำคัญ เป็นพื้นที่ที่เปิดใหม่


ใครที่เห็นว่าการเมืองไทยจะเป็นแบบเดิมๆตลอด 12 ปีนี้ ไม่ได้อีกแล้ว

ใครที่เห็นว่าการเมืองไทยต้องหลุดพ้นจากความขัดแย้งชุดนี้ (ที่ทำให้ คสช เข้าสู่อำนาจและครองอำนาจได้อย่างสบาย) เพื่อไปสู่การสร้างระบบการเมืองใหม่

ใครที่เห็นว่าประเทศไทยสูญเสียโอกาสสำคัญไปกับ "ทศวรรษที่สูญหาย"

ใครที่เห็นว่าประเทศไทยจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นถัดไป ถัดถัดไป จะต้องไม่เจอและทนทุกข์กับสภาพเช่นนี้อีก

ต้องลงมาทำ ช่วยกันทำ ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือ

พวกเขาเหล่านี้แหละ จะเป็นพลังสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง

ขอให้ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เริ่มต้นทำอย่างจริงจัง สร้าง "ทางเลือกใหม่" อย่างแท้จริงให้กับสังคมไทย

รักษาเนื้อรักษาตัว ดูแลสุขภาพ พัฒนาความรู้ความคิดให้แหลมคม สนทนาแลกเปลี่ยนหารือประสบการณ์กับแวดวงต่างๆ ยึดมั่นในหลักการอย่างแน่วแน่อดทน

การเมืองที่มีวิกฤติ เปิดโอกาสให้ "ทางเลือกใหม่" ขึ้นมาเสมอ เมื่อยังไม่มีโอกาส ก็ต้องฝึกฝนตระเตรียมความคิดความพร้อมไว้ เมื่อโอกาสยังไม่มาเสียที ก็ต้องสร้างโอกาสขึ้นมา และเมื่อมีโอกาส ก็ต้องใช้มัน

ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ไม่มีอะไรต้องผิดหวัง

เดินหน้าเพื่ออนาคต




Judicialization of Politics คืออะไร "ตุลาการภิวัตน์" เหมือนหรือต่างกับ Judicialization of Politics

Posted: 25 Aug 2017 08:56 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ต้องการแสดงออกให้ผู้คนเข้าใจเรื่องการเหยียดเชื้อชาติสีผิวจึงทำการปลดสินค้าที่มาจากต่างปะเทศออกจากชั้นวางสินค้าทั้งหมดให้เหลือแต่สินค้าที่มาจากเยอรมนี ส่งผลให้เห็นชั้นวางสินค้าโล่งๆ ดูเงียบหงอยเพราะขาดความหลากหลายของสินค้าจากที่อื่นๆ


ที่มา: twitter/@opendev

25 ส.ค. 2560 เอดิคา (Edeka) หนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีนำสินค้าที่มาจากต่างประเทศออกจากชั้นวางสินค้าแล้วนำป้ายที่เขียนว่า "ชั้นวางของนี้ดูน่าเบื่อพอสมควรเลยถ้าไม่มีความหลากหลาย" และ "การคัดเลือกสินค้าของเราในวันนี้มีการแบ่งพรมแดนแล้ว"

ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ต้องการแสดงออกหลังจากเกิดกรณีอาชญากรรมจากความเกลียดชังในเชิงต่อต้านผู้อพยพรวมถึงการแสดงความรู้สึกต่อต้านผู้อพยพที่เพิ่มมากขึ้น โดยการนำสินค้าเหล่านี้ออกจะทำให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้นด้วยว่าเยอรมนีกับประเทศภายนอกต้องพึ่งพาอาศัยกัน

สิ่งที่หายไปจากชั้นคือมะเขือเทศของสเปน มะกอกจากกรีซ รวมถึงไม่มีชีสให้เห็นเลย ผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างชื่นชมการรณรงค์แบบนี้กันมาก

โฆษกของเอดิคากล่าวว่าเอดิคามจุดยืนสนับสนุนความหลากหลายในร้านค้าของพวกเขาก็มีการขายอาหารที่มาจากหลายแหล่งและผลิตในหลายภูมิภาคของเยอรมนี แต่การวางร่วมกับผลิตภัณฑ์จากประเทศอื่นด้วยเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความหลากหลายจริงๆ ได้ นั่นคือค่านิยมของผู้บริโภคของพวกเรา และทางเอดิคาก็รู้สึกยินดีที่มีเสียงตอบรับทางบวกจำนวนมาก

นักการเมืองในเยอรมนีแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไปในหลายแนวทาง ในขณะที่ผู้นำระดับสูงจากพรรครัฐบาลของแองเกลา แมร์เคิล บอกว่าเป็นการกระทำที่ฉลาด แต่ตัวแมร์เคิลเองเพิ่งจะถอยห่างจากนโยบายเปิดรับผู้อพยพและต้องการเพิ่มกฎการส่งคนออกนอกประเทศให้หนักขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้แมร์เคิลเคยถูกวิจารณ์เรื่องที่พวกเขารับผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางมากกว่า 1 ล้านคนเข้าสู่เยอรมนี

ขณะที่มาร์คัส เพรตเซลล์ จากพรรคการเมืองที่ต่อต้านผู้อพยพวิจารณ์ซูเปอร์มาร์เก็ตนี้ว่า "ทำไมเรื่องนี้มันควรจะฉลาดล่ะ ไม่ใช่ว่ามันบ้าบอสิ้นดีเลยหรือ"

ตั้งแต่ต้นปีนี้ยังคงมีผู้ลี้ภัยมากกว่า 400,000 รายรอการรับรองสถานะหลังจากที่เข้าสู่ยุโรปมาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว สื่อบีบีซีระบุว่าในช่วงปีที่แล้วมีกรณีการโจมตีใส่ผู้อพยพจำนวนมากเฉลี่ยราว 10 กรณีต่อวัน มีผู้อพยพได้รับบาดเจ็บราว 560 ราย และมีการโจมตีที่พักอาศัยเกือย 1,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการโจมตีองค์กรผู้ลี้ภัยหรืออาสาสมัครมากกว่า 200 ครั้งจากชาวยุโรปในพื้นที่ อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ลี้ภัยก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่แล้วที่มีจำนวนสูงสุดหลังจากที่เยอรมนีปิดเส้นทางอพยพบอลข่านรวมถึงทำข้อตกลงสหภาพยุโรปกับตุรกี



เรียบเรียงจาก

German supermarket clears foreign goods from shelves to make point about racism, ฺBBC, 24-08-2017

German Supermarket Clears Out Foreign Products To Make A Point About Racism, Lad Bibel, 23-08-2017

Posted: 25 Aug 2017 09:01 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)



คนส่วนใหญ่วันนี้คงโพสต์ถึงอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ผมขอโพสต์ถึง "เพื่อน" ผม "บุญทรง เตริยาภิรมย์"


ผมรู้จัก "บุญทรง" ตั้งแต่เราเข้ามาร่วมอุดมการณ์ตั้งพรรคไทยรักไทย ปี 2542-2543 อายุเท่าๆกัน "ฮุก" เกิด 2503 ส่วนผม 2504 คุยกันถูกคอ เราเป็นคนรุ่นเดียวกัน และเป็นรุ่นแรกๆที่เข้ามาทำการเมืองในพรรค ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยยังเป็น "วุ้น"

ผมรู้สึกว่า "บุญทรง" เป็นคนหนุ่มตั้งใจดี เป็นนักธุรกิจที่อยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า เราคุยกันตลอด จัดสัมมนาร่วมกันเพื่อระดมความคิดในการทำการเมืองในหมู่คนรุ่นใหม่ด้วยกัน

เราอยากเห็นการเมืองใหม่ อยากเห็นการเมืองก้าวหน้า และเชื่อว่า "ทักษิณ ชินวัตร" จะเป็นผู้นำที่จะทำให้ความฝันของเราเป้นความจริง

ริมบ่อริมบึงหลังระดมความคิด ผมนั่งจิบเบียร์กับ "บุญทรง" หลายครั้งหลายหน ผมเชื่อว่าเราเข้าใจตรงกัน ใน ฐานะนักการเมือง "รุ่นใหม่" ในขณะนั้น

ชะตาชีวิตพลิกผัน ปี 2544 ผมเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ "เพื่อน" เป็น ส.ส. เขต เราคุยกันเสมอ ผมก้าวกระโดดจาก ส.ส. และโฆษกพรรค ปี 2544-2548 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในปี 2548 แต่ก็ติดต่อกันคุยและประสานงานกับ "เพื่อน" จนรัฐประหาร ปี 2549

จากนั้นก็แตกกระสานซ่านเซ็นกันไป

ได้ข่าว "เพื่อน" อีกทีเป็นเลขานุการส่วนตัวนายกฯ "สมชาย วงศ์สงวัสดิ์" ใจห่วงว่าเพื่อนจะปลอดภัยหรือไม่ ยกหูโทร.คุยกันครั้งหนึ่งเท่าที่จำได้ เพื่อนบอก "ไม่ต้องห่วง"

ส่วนผมนั้นโดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ด้วยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้แต่ช่วยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

เวียนมาเจอและร่วมงานอีกครั้ง เมื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเข้ามาเป็น "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี" หลังพ้นการตัดสิทธิ์ ปี 2555 "เพื่อน" เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ไปเยี่ยมห้องครัวเพื่อนไฟไหม้ ที่กระทรวง ยังหัวเราะกันอยู่

จน "เพื่อน" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมเป็นเลขาธิการนายกฯ ได้เจอกันบ้าง แวะไปคุย เห็นเพื่อนแฟ้มเต็มโต๊ะ ยังเป็นห่วง

"ใครดูให้มึง แต่ละเรื่องน่ากลัว" ผมแอบพลิกแฟ้มดู

"กูมีทีม" แล้วชวนทานข้าวจากโรงอาหาร หน้าห้องสั่งมาให้ ยังคงความเป็นคนง่ายๆ ที่ผมรู้จัก ถึงแม้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่

เวลานายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปต่างประเทศ บางทีได้คุยกัน ได้ปรับทุกข์ผูกมิตรกันมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ แต่ในแววตา "เพื่อน" มีความกังวล

ช่วงวิกฤต ผมมีงานหลายด้าน แต่ก็ไม่วายห่วงเพื่อน ส่งเรื่องจากทำเนียบก็คอยเตือนว่าเรื่องไปแล้่วรีบจัดการ เราเป็นเพียง "เสมียน" ไม่รู้ตื่นลึกหนาบางทั้งหมด แต่รู้สึกเสมอว่าเพื่อน "ไม่สบายใจ"

หลังพายุพัดผ่าน รัฐประหารไปแล้ว เคยนั่งจิบไวน์คุยกันสองคน

ผมถาม​ "มึงเล่าให้กูฟังหน่อยว่าเรื่องเป็นยังไง" ผมนับถือน้ำใจมันที่ตอบ "กูพูดไม่ได้"

เราร่ำสุราจนดึก แล้วไม่แตะเรื่องนั้นอีกเลย

ทางการเมือง บางเรื่อง "ต้องตายไปกับเรา" พูดไม่ได้ ผมเข้าใจดี และผม "เห็นใจ" เพื่อน ที่ต้องเข้าไปติดกับ "เงื่อนไข" นั้น ผมอาจจะ "โชคดี" กว่า ที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองได้ และ "เพื่อน" ไม่ "โขคดี" เท่า

ผมโลดแล่นทางการเมืองมาหลายสิบปี เห็นคนตั้งใจดีโดนกลั่นแกล้งจนถอยไป และเห็นคนที่เริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ดี แต่เวลาผ่านไป "เสียคน" ก็เยอะ เอาเป็นว่า ไม่หาก "ใจ" ไม่ "นิ่ง" จริง อำนาจทำลายล้างทางการเมือง ทำลายคนได้

ครั้งสุดท้ายที่เจอ "เพื่อน" เมื่อเร็วๆนี้ ก็ได้แต่ "โบกมือ" ทักทายกัน เพราะต่างมี "ภารกิจ" ไม่นึกว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนคำตัดสินของศาลวันนี้

สาธารณชนอาจจะตัดสิน "บุญทรง" อย่างไรก็ตาม และต่างๆนานา ย่อมทำได้ แต่ผมรู้จัก "บุญทรง" และไม่ว่าจะในสถานะใด จะผิดจะถูกอย่างไร เขาเป็น "เพื่อน" ผมเสมอ ขอให้ "เพื่อน" โชคดีและพ้นวิบากกรรม ผมขอให้กำลังใจ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.