สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ด่าพระอริยะ สำเร็มมรรคผลได้หรือไม่

   ถาม คนที่เคยด่าว่าพระอริยะ จะมีโอกาสสำเร็จมรรคผลได้หรือไม่ ถ้ามีตัวอย่าง ขอฟังด้วย

   ตอบ คนที่เคยด่าว่าพระอริยะนั้น ตายไปตกนรกแน่นอน ด้วยอำนาจของบาปกรรมนั้น แต่เมื่อพ้นจากนรกแล้ว ถ้าได้กัลยาณมีพระพุทธเจ้า ก็อาจสำเร็จมรรคผลได้ ดังเรื่องของท่านพระสุนีตเถระ ในเถรคาถา ข้อ ๓๗๙ ซึ่งมีเรื่องเล่าไว้ดังนี้

  .ท่านพระสุนีตเถระ ได้ทำบุญอันยิ่งไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อน สั่งสมบูณไว้ในภพนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลก และมนุษยโลก ในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้า ท่านบังเกิดในเรือนของผู้มีสกุล เจริญวัยแล้ว ขวนขวายในการเล่นกีฬากับคนพาลเที่ยวไป ในตอนนี้ท่านคบคนชั่วเป็นมิตร วันหนึ่ง เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตใน หมู่บ้าน จึงด่าว่าจะมีประโยชน์อะไรกับการปกปิดกายทั้งสิ้น แล้วเที่ยวภิกขาจารไป เหมือนร่างหญิงสาว ควรจะหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ไถนา ค้าขายเป็นต้นมิใช่หรือ หากว่าท่านไม่สามารถทําไร่ไถนาค้าขายได้ ก็จงนำอุจจาระและปัสสาวะ เป็นต้น ในทุกครัวเรือนออกไปทิ้ง จงเลี้ยงชีพด้วยการทำความสะอาด ล้างพื้นที่เปรอะเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ ในภายหลัง ท่านได้ด่าว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าอย่างนี้

   ด้วยกรรมอันนหยาบช้านั้น ท่านจึงไหม้อยู่ในนรก พ้นจากนรก เกิดในตระกูลคนเทดอกไม้อยู่หลายร้อยชาติ แม้ในสมัยของพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ ท่านก็ยังเกิดใน ตระกูลคนเทดอกไม้อยู่นั่นเอง เมื่อไม่ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม ก็เลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างล้างอุจจาระ ในเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติตามที่เคย ประพฤติมา ออกจากสมาบัติแล้ว ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นธรรมอันเป็น อุปนิสัยแห่งพระอรหัต ลุกโพลงอยู่ภายในหทัยของท่านสุนีตะ เหมือนประทีปที่ลุกโพลงอยู่ในหม้อ ฉะนั้น ดังนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระองค์จึงทรงครองผ้าแต่เช้า ถือบาตรและจีวร เสด็จเที่ยวบิณฑบาตไปตามถนน ในกรุงราชคฤห์ มีภิกษุสงฆ์ตามเสด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปจนถึงที่สุนีตะทำงานอันเศร้าหมองอยู่

   ฝ่ายสุนีตะรวบรวมอุจจาระ ขยะ และเศษอาหาร เป็นต้น ในที่นั้นๆ ให้เป็นกองๆ เอาใส่ตะกร้าหาบไป เห็นพระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์กำลังเสด็จมา เกิดความละอายพรั่นพรึงอยู่ ทั้งๆ ที่อีกใจหนึ่งก็ชื่นชมในพระพุทธเจ้า แต่เมื่อไม่ได้ที่แอบซ่อน จึงวางหาบไว้ข้างฝาเรือน ยืนแอบฝาประคองอัญชลีอยู่ พระศาสดาเสด็จมาใกล้ ทรงดำริว่า ผู้นี้ถูกกุศลมูลตักเตือนตน ทั้งๆ ที่ชื่นชมเรา แต่ก็ยังเกิดความละอายในชาติตระกูลต่ำ  และการงานสกปรก เอาเถิด เราจะทำให้เธอเกิดความแกล้วกล้า ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสเรียกสุนีตะ ด้วยพระสุรเสียงดังเสียงพรหม ไพเราะอ่อนหวานดังเสียงนกการเวก บันลือไปทั่วพระนคร ตรัสกะสุนีตะว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของลำบากนัก เธอจะบวชได้ไหมเล่า

   สุนีตะฟังแล้วชุ่มชื่นใจ เหมือนรดด้วยน้ำอมฤต เกิดปีติโสมนัส กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าแม้บุคคลเช่นข้าพระองค์จักบวชได้แล้วไซร้ ไฉนข้าพระองค์ จักไม่บวชเล่า ขอพระองค์จงให้ข้าพระองค์บวชเถิด พระศาสดาตรัสว่า จะเป็นภิกษุมาเถิด ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ด้วยเอหิภิกขุอุปสมบท ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นราวกะพระเถระมีพรรษา ๖๐ ได้อยู่ในสำนักของพระศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำท่านไปยังวิหาร ตรัสบอกกรรมฐานแล้ว ท่านยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้นก่อน แล้วเจริญวิปัสสนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ เทวดาทั้งหลาย มีท้าวสักกะเป็นต้น และพวกพรหมได้เข้าไปนมัสการท่าน ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวเป็นคาถาว่า เทวดา ๗๐๐ และพรหมเป็นอันมาก กับพระอินทร์มีจิตเลื่อมใส เข้าไปนมัสการท่านพระสุนีตะ ผู้เป็นดังม้าอาชาไนย ครอบงำชาติและชราแล้ว ดังนี้

   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นท่านพระสุนีตะ แวดล้อมไปด้วยหมู่เทพ จึงทรงกระทำการแย้ม แล้วทรงสรรเสริญ และทรงแสดงธรรม ครั้งนั้นภิกษุเป็นอันมากประสงค์ จะให้ท่านบันลือสีหนาท จึงถามท่านว่า ท่านสุนีตะ เพราะเหตุไร ท่านจึงออกจากตระกูลบวช ท่านบวชได้อย่างไร และท่านแทงตลอดสัจจะได้อย่างไร 

   ท่านสุนีตะ เมื่อจะประกาศเรื่องนั้นทั้งหมด จึงบันลือสีหนาทด้วยคาถาเหล่านี้ว่า เราเกิดมาในสกุลต่ำ เป็นคนยากจน มีเครื่องบริโภคน้อย การงานของเราเป็นการงานต่ำ เราเป็นคนเทดอกไม้ เราถูกมนุษย์เกลียดชัง ดูหมิ่นและแช่งด่า เราถ่อมตนไหว้หมู่ชนเป็นอันมาก ครั้งนั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ห้อมล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปสู่นครอันอุดมของชาวมคธเพื่อบิณฑบาต เราจึงวางกระเช้าลง แล้วเข้าไป ถวายบังคม พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เรา ครั้งนั้น เราได้ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระ

ศาสดา แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลขอ บรรพชากับพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง พระศาสดาผู้มีพระกรุณา อนุเคราะห์สัตว์ โลกทั้งปวง ได้ตรัสเรียกเราว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด พระดำรัสนั้นเป็นอุปสมบทของเรา เมื่อเราอุปสมบทแล้วอยู่ในป่าผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน ได้ทำตามพระดำรัสของพระพิชิตมาร ที่ทรงสั่งสอนเรา ในราตรีปฐมยามเราก็ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ ในมัชฌิมยาม ก็ได้ ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยามเราทำลายกองแห่งความมืดคืออวิชชาได้ ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากันมาประนมอัญชลีนมัสการเรา พร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน ข้าแต่ท่านผู้อุดมบุรุษ ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเรา ห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้า จึงได้ทรงยิ้มแย้ม และได้ ตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะความสำรวม ๑ ทมะความข่มใจ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย กล่าว บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ มีตบะ เป็นต้นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ผู้อุดม คือสูงสุด 

  จากคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นี้ ทำให้ทราบว่าชาติตระกูล ประเทศ โคตร และสมบัติ เป็นต้น หาเป็นเหตุแห่งความเป็นพระอริยะไม่ แต่อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ๓ ประการนี้เท่านั้น เป็นเหตุแห่งความเป็นพระอริยะ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ดอกบัวมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองหยากเยื่อ อันบุคคลทิ้งแล้ว ใกล้ทางใหญ่ ดอกบัวนั้นพึงเป็นที่ชอบใจ ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนเป็นดังกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงซึ่งปุถุชนผู้มืดทั้งหลายด้วยปัญญา ฉันนั้น พระเถระถูกภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะแก้เนื้อความนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ จึงบันลือสีหนาทดังนี้

   นี่คือเรื่องราวของท่านสุนีตะ ที่เคยด่าว่าล่วงเกินพระปัจเจกพุทธเจ้า ตายแล้วตกนรก พ้นจากนรกก็เกิดในตระกูล ตระกูลคนเทขยะ เทอุจจาระหลายร้อยชาติ แม้ในชาติที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังไม่พ้นจากบาปกรรมนั้น จึงต้องเกิดเป็นคนเทขยะ เทอุจจาระอีก หากไม่ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ท่านคงไม่อาจพ้นจากความมืดคืออวิชชาได้ เพราะฉะนั้นการด่าว่าพระอริยะ โดยเฉพาะพระอริยะที่หมดกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง อย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าจึงมีโทษหนักมาก ดังเรื่องของพระสุนีตะเถระนี้

   อนึ่ง ในมิจฉาทิฏฐิสูตร และอรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ข้อ ๒๔๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เราตถาคตได้เห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่นการกระทำด้วยมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก "

   อรรถกถา ขยายความว่า อริยุปวาทกรรม กรรมคือการติเตียนด่าว่าพระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น โดยที่สุดแม้พระโสดาบันผู้เป็นคฤหัสถ์ ด้วยการกล่าวตู่ ด้วยคำที่ไม่จริง เป็นเหตุกำจัดคุณความดีของท่านเหล่านั้น รวมทั้งมิจฉาทิฏฐิมีโทษมาก

   ในกรรม ๒ อย่างนั้น อริยุปวาทะ มีโทษมากเท่าอนันตริยกรรม ผู้นั้นไม่ละโทษนั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรก

   ถึงกระนั้น อริยุปวาทะ การกล่าวติเตียนว่าร้ายพระอริยเจ้า ก็ยังมีโทษน้อยกว่า มิจฉาทิฏฐิ (โดยเฉพาะนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓) เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กรรมที่ชื่อว่ามีโทษมากกว่ามิจฉาทิฏฐิไม่มี โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง 

   สรุปว่า คนที่ด่าว่าพระอริยเจ้านั้น บาปกรรมที่ทำให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว ย่อม มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลได้ หากได้พบหรือฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วปฏิบัติตาม


[full-post]