การด่าว่าเสียดสีผู้อื่นมีผลอย่างไร?
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
การด่าว่าเสียดสีผู้อื่นมีผลอย่างไร?
ถาม คนที่ชอบด่าว่าคนอื่น เสียดสีคนอื่น โดยที่ไม่เป็นความจริง เขาจะได้รับ ผล
อย่างไร?
ตอบ ในข้อนี้มีตัวอย่างจริงๆ ของพระเถระเถรีทั้งหลายในสมัยพุทธกาลหลายท่าน ที่ในอดีตท่านได้เคยด่าว่าผู้อื่น เสียดสีผู้อื่นด้วยคำที่ไม่เป็นจริง ผลก็คือท่านต้องได้รับผลของกรรมนั้น ตามที่ท่านได้เคยด่าว่าเสียดสีผู้อื่นไว้ในชาติต่อมา อย่าง สุปปพุทธกุฏฐิ ที่ยากจนขัดสนเป็นโรคเรื้อน ต้องขอทานอาหารจากผู้อื่น แต่ได้ฟังพระธรรมของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลาย สงสัยว่า ผู้ที่มีบารมีมากพอที่จะเป็นพระอริยเจ้าในชาตินี้แล้ว เหตุไรจึงยังเป็นคนขัดสน ยากไร้ ทั้งเป็นโรคเรื้อนด้วย
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงอดีตกรรมของสุปปพุทธกุฏฐิว่า
ในอดีตเขาเป็นลูกเศรษฐีอยู่ในกรุงราชคฤห์นี้เอง ได้ออกไปเที่ยวสวน ได้เห็น พระตครขีปัจเจกพุทธเจ้า กำลังเดินเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ เขาเกิดความคิดดูหมิ่นท่านว่า ใครที่เป็นโรคเรื้อนเที่ยวไปอยู่ เขาคิดแล้วก็ถ่มน้ำลายหลีกไปทางซ้าย ด้วยผลของกรรมนั้น ซึ่งเพียงแต่คิดเท่านั้น ยังไม่ได้กล่าวออกมาเป็นวาจา ก็ยังทำให้ตกนรกอยู่นานนับแสนปี เมื่อกรรมนั้นยังไม่สิ้น มาในชาตินี้เขาเกิดเป็นคนขัดสนกำพร้า ยากไร้ ทั้งเป็นโรคเรื้อน ตรงกับที่เขาเคยคิดว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้
หรืออย่าง นางอัมพปาลีเถรี หญิงงามเมือง ซึ่งภายหลังออกบวชแล้วได้เป็น พระอรหันต์ ในอดีตท่านบวชเป็นภิกษุณี เดินตามหลังบรรดาภิกษุณีทั้งหลายไปไหว้ พระเจดีย์ พระอรหันตเถรีองค์หนึ่งเดินไปข้างหน้าเกิดไอขึ้นเสมหะหลุดจากคอกระเด็น ไปตกที่ลานเจดีย์ นางอัมพปาลีภิกษุณีในชาตินั้น เดินมาข้างหลัง เห็นก้อนเสมหะบน ลานเจดีย์ก็ไม่ชอบใจกล่าวว่า หญิงแพศยาที่ไหนมาถ่มน้ำลายหรือเสมหะลงตรงนี้ ด้วยผลของกรรมนั้นนางได้เกิดเป็นหญิงแพศยาในเมืองเวสาลี ภายหลังฟังธรรมจาก พระวิมลโกณฑัญญะบุตรของท่าน จึงออกบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุเป็นพระอรหันต์ นี่คือผลของการด่าว่าผู้อื่น โดยเฉพาะผู้อื่นนั้นเป็นพระอรหันต์ด้วย ท่านจึงได้รับโทษหนัก สาสมกับคำด่านั้น
นอกจากเรื่องที่เล่าแล้ว ยังมีเรื่องของหญิงเปรตตนหนึ่งที่เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ด่าว่า สามีในขณะให้ทาน ตายลงจึงมาเกิดเป็นเปรต
ในขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาเปสการเปตวัตถุ ข้อ ๙๔ ภิกษุรูปหนึ่งถาม เทพบุตรคนหนึ่งว่า หญิงเปรตนี้กินคูถ มูตร โลหิต และหนอง นี่เป็นเพราะวิบากแห่ง กรรมอะไร หญิงเปรตนี้เมื่อก่อนได้ทำกรรมอะไรไว้ จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหารเป็นนิจ ผ้าทั้งหลายที่ใหม่และงาม อ่อนนุ่ม บริสุทธิ์มีขนนิ่ม ที่ท่านให้แล้วแก่หญิงเปรตนี้ จึงกลายเป็นเหล็กไป เมื่อก่อนหญิงเปรตนี้ได้ทำกรรมอะไรไว้ เมื่อเทพบุตรถูกพระภิกษุถามเช่นนั้นจึงตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนหญิงเปรตตนนี้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า มีความตระหนี่เหนียวแน่น ไม่ให้ทาน นางได้ค่าบริภาษข้าพเจ้าผู้กำลังให้ทานแก่สมณ พราหมณ์ทั้งหลายว่า จงกินคูถ มูตร เลือด และหนอง อันไม่สะอาดตลอดกาลทุกเมื่อ คูถ มูตร เลือด และหนอง จงเป็นอาหารของท่านในปรโลก แผ่นเหล็กจงเป็นผ้าของท่าน นางมาเกิดในเปตโลกนี้ จึงกินแต่คูถ บุตร เลือด และหนอง ตลอดกาลนาน แม้ผ้า ที่มีข้าพเจ้าอุทิศให้ก็กลายเป็นเหล็กไป เพราะประพฤติชั่วเช่นนั้น นี่เป็นคาถาที่เทวดา
กล่าวตอบภิกษุ ซึ่งมีเรื่องราวสั้นๆ พอเข้าใจ แต่อรรถกถาท่านเล่าไว้โดยละเอียด ซึ่งจะขอยกมาเล่าให้ฟังด้วย เพื่อจะได้เห็นโทษของการด่าว่าด้วยโทสะจิตว่ามีโทษหนักเพียงใด จะได้เตือนใจบางท่านที่ชอบด่าว่าผู้อื่นเสมอๆ ด้วย
อรรถกถาท่านเล่าว่า เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารถนางเปรตผู้เป็นช่างหูกตนหนึ่ง จึงได้ตรัสเรื่องนี้
ได้ยินว่า ภิกษุประมาณ ๑๒ รูป เรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว พิจารณาถึงสถานที่เหมาะสมแก่การอยู่จำพรรษา เห็นราวป่าอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย ร่มเงาและน้ำกับไม่ไกลจากที่เที่ยวไปบิณฑบาตนัก จึงได้พักอยู่ที่นั้นราตรีหนึ่ง รุ่งเช้าจึง เที่ยวไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน
ที่หมู่บ้านนั้นมีช่างหูก ๑๑ คนอาศัยอยู่ พวกเขาเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วก็โสมนัส พามายังเรือนของตน อังคาสเลี้ยงดูด้วยอาหารอันประณีต แล้วถามว่า พระคุณเจ้าจะไป ไหนกันขอรับ ภิกษุทั้งหลายตอบว่า จะไปยังที่ที่สบาย พวกช่างหูกจึงว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าจงอยู่ที่นี่เถิดขอรับ แล้วขอร้องให้จำพรรษา ณ ที่นั้น ภิกษุทั้งหลายก็รับคำ บรรดาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายจึงได้ช่วยกันสร้างกระท่อมในป่าถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายจึงจำพรรษา ณ ที่นั้น
ก็บรรดาช่างหูกเหล่านั้น ช่างหูกที่เป็นหัวหน้าได้อุปัฏฐากภิกษุ ๒ รูป ด้วยปัจจัย โดยเคารพ ส่วนช่างหูกที่เหลือ ๑๐ คน ก็อุปัฏฐากภิกษุที่เหลือ ๑๐ รูป คนละรูป หมายความว่าภิกษุมี ๑๒ ช่างหูกมี ๑๑ หัวหน้าจึงรับภาระภิกษุ ๒ รูป บริวารรับ คนละรูป แต่ว่าภรรยาของหัวหน้าช่างหูกเป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความตระหนี่ ไม่อุปัฏฐากภิกษุโดยเคารพ สามีเห็นดังนั้นจึงไปนำน้องภรรยามา แล้ว มอบความเป็นใหญ่ในเรือนให้ ก็น้องสาวนั้นเป็นหญิงมีศรัทธา เลื่อมใส ปรนนิบัติภิกษุ ทั้งหลายโดยเคารพ ครั้นออกพรรษา ช่างหูกทั้งหลายก็ได้ถวายผ้าจำนำพรรษาแก่ภิกษุ ทั้งหลายรูปละผืน แต่ภรรยาของหัวหน้าช่างหูก ผู้มีความตระหนี่ มีจิตประทุษร้ายได้ด่าบริภาษสามีของตนว่า ทาน คือข้าวน้ำที่ท่านให้แก่สมณศากยบุตรนั้น ขอจงบังเกิดเป็น คูถ มูตร เป็นหนอง และเลือด แก่ท่านในปรโลกเถิด และผ้าสาฎกอันเป็นผ้าจำนำพรรษา ก็จงเป็นแผ่นเหล็กลุกโพลง นี่เป็นถ้อยคำของภรรยาหัวหน้าช่างหูกที่ด่าสามี
ต่อมาช่างหูกผู้เป็นหัวหน้าได้ทำกาละ แล้วบังเกิดเป็นรุกขเทวดาที่ถึงพร้อมด้วย อานุภาพในดงไฟไหม้ แต่ภรรยาของเขาทำกาละแล้วบังเกิดเป็นนางเปรตในที่ไม่ไกลจาก ที่อยู่ของรุกขเทวดานั้น นางเป็นหญิงเปลือย รูปร่างขี้เหร่ ถูกความหิวครอบงำไปยังที่อยู่ ของรุกขเทวดา กล่าวว่า นาย ฉันไม่มีผ้า ทั้งถูกความหิวครอบงำอย่างเหลือเกิน ขอท่าน จงให้ผ้า ข้าว และน้ำแก่ฉันเถิด
รุกขเทวดาได้ฟังคำของนางเปรต จึงน้อมข้าวและน้ำอันเป็นทิพย์เข้าไปให้ นางเปรต อาหารทิพย์นั้นก็กลายเป็นคูถ มูตร หนอง และเลือด ผ้าสาฎกที่ให้นางไป พอนางนุ่งห่มก็กลายเป็นแผ่นเหล็กลุกโชน นางเปรตได้เสวยทุกข์มหันต์ ทิ้งผ้านั้น ร่ำครวญเที่ยวไป
ผู้ที่ด่าว่าผู้อื่นเขาไว้อย่างไร ตนก็ได้รับอย่างนั้น นี่ไม่ได้ค่าธรรมดา สาปแช่งให้เขาได้รับผลเช่นนั้นด้วย คนถูกแช่งกลับเกิดเป็นเทวดา แต่คนแช่งกลับเป็นเปรตได้รับผลของคำแช่งด่านั้นแทน น่ากลัวนัก
เรื่องต่อไปมีว่า ก็สมัยนั้นภิกษุรูปหนึ่งออกพรรษาแล้วเดินทางไปเฝ้าพระบรม ศาสดา ผ่านมายังดงไฟไหม้นั้นพร้อมด้วยหมู่เกวียนหมู่ใหญ่ หมู่เกวียนเดินทางกลางคืน พอกลางวันเห็นพื้นที่แห่งหนึ่งสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำในป่า จึงปลดเกวียนพักผ่อน ฝ่ายภิกษุรูปนั้นหลีกไปปูผ้าสังฆาฏินอนลงที่โคนไม้ที่ปกปิดด้วยพงหญ้า มีร่มเงาสบาย ด้วย ความอ่อนเพลียในการเดินทางในราตรีจึงหลับไป หมู่เกวียนครั้นพักครู่หนึ่งแล้วก็ออกเดินทางต่อไป ภิกษุนั้นตื่นขึ้นในเวลาเย็นไม่เห็นหมู่เกวียน จึงเดินทางไปผู้เดียว แต่หลงทาง ได้ไปถึงต้นไม้ที่เป็นที่อยู่ของรุกขเทวดาผู้เคยเป็นหัวหน้าช่างหูกนั้น รุกขเทวดาจึงแปลง กายเป็นคนเข้าไปหา ทำปฏิสันถารแล้วนิมนต์ให้เข้าไปในวิมานของตน ถวายเภสัชมียาทาเท้า เป็นต้น สมัยนั้นนางเปรตได้มาบอกแก่เทวดาว่า นาย ท่านจงให้ข้าวน้ำและ ผ้าสาฎกแก่ฉันเถิด เทวดาก็ให้ของเหล่านั้นแก่นางเปรตๆ รับแล้วก็กลายเป็นคูถ มูตร หนอง เลือด และแผ่นเหล็กมีไฟลุกโพลงดังครั้งแรก ภิกษุรูปนั้นเห็นแล้วสลดใจ จึงได้ถามขึ้นและเทวดาก็ได้ตอบให้ทราบ
เทวดาครั้นเล่าอดีตกรรมของนางเปรตให้ภิกษุนั้นฟังแล้ว ได้กล่าวว่า ท่านขอรับ มีอุบายอันใดที่จะให้นางเปรตได้พ้นจากเปตโลกบ้างไหม ถ้ามีก็จงแสดงให้ทราบเถิดขอรับ ภิกษุนั้นจึงว่า ถ้าท่านถวายทานแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอริยสงฆ์หรือแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แล้วอุทิศให้นางเปรต เมื่อนางเปรตอนุโมทนาทานนั้นแล้ว นางก็จะพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยอุบายนี้ เทพบุตรฟังแล้วจึงได้ถวายข้าวน้ำอันประณีตแก่ภิกษุนั้น แล้วอุทิศให้นางเปรต ทันใดนั้นเองนางเปรตมีใจเอิบอิ่ม มีอินทรีย์ผ่องใส ได้เป็นผู้อิ่มหนําด้วยอาหารอันเป็นทิพย์ ครั้นเทวดานั้นถวายคู่ผ้าทิพย์ในมือของภิกษุรูปนั้น เจาะจงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว อุทิศทักษิณานั้นแก่นางเปรต ในขณะนั้นเอง นางเปรต ก็ได้นุ่งผ้าทิพย์ ประดับด้วยเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา ทั้งปวง ได้เป็นผู้มีส่วนเปรียบด้วยนางเทพอัปสร และภิกษุนั้นก็ได้ไปถึงกรุงสาวัตถีใน วันนั้นเองด้วยฤทธิ์ของเทวดานั้น ครั้นเข้าไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวายคู่ผ้าสาฎกนั้น กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกันพร้อมหน้าในที่นั้น เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก เพราะทำให้เว้นความตระหนี่ในการให้ทาน ไม่ด่าว่าแช่งด่าใครๆ ในเวลาที่เขาให้ทาน เพราะเกรงว่าตนจะต้องได้รับความลำบากในปรโลกอย่างนางเปรตตนนี้ และถ้าไปเกิดเป็นเปรตแล้ว จะมีใครช่วยเหลือทำบุญ อุทิศให้หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้
นี่แหละคือ โทษของการด่าว่าเสียดสีผู้อื่นด้วยคำไม่จริง
