แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำบุญ แสดงบทความทั้งหมด



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๑)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

คนไทยทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติกันทุกเช้า-แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้คิดและไม่มีใครชวนให้คิด

นั่นก็คือ ทำบุญใส่บาตร

เชื่อหรือไม่ ทำบุญใส่บาตรคือทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

พระมีข้อห้ามอย่างหนึ่งคือ หุงข้าวต้มแกงฉันเองไม่ได้

พระหุงข้าวต้มแกงฉันเองเป็นอาบัติ คือมีความผิด

แต่พระเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องกินจึงจะมีชีวิตอยู่ได้

ใส่บาตรให้พระ คือใส่อาหารที่พร้อมกิน

พระเอาอาหารนั้นไปฉันได้เลย ไม่ต้องเอาไปหุงต้มอีก

พระจึงไม่ต้องอาบัติเพราะหุงข้าวต้มแกงฉันเอง

การใส่บาตรจึงเป็นการทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ด้วยประการฉะนี้ 

แต่เราไม่ได้คิด ไม่ได้มองกันในมุมนี้ เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติกันทุกเช้า

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสามารถทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติได้

หญ้าขึ้นรกวัด พระตัดหญ้า 

พระตัดหญ้าเป็นการกระทำที่ผิดวินัย พระต้องอาบัติ

ไม่ตัด คนก็ตำหนิว่าพระขี้เกียจ ปล่อยให้วัดรก

ตัด ก็ต้องอาบัติ

พระท่านกลัวคนบ่นว่า ท่านก็ต้องตัด ต้องยอมเป็นอาบัติ

ถ้าชาวบ้านไปช่วยกันตัดหญ้าเสียเอง ไม่ต้องให้พระตัด พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะตัดหญ้า

การเข้าไปตัดหญ้าไม่ให้รกวัดจึงเป็นการทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอีกอย่างหนึ่ง

อย่างอื่น ๆ ก็ยังมีอีก ถ้าเรารู้วินัยพระก็จะรู้ได้ว่า ชาวบ้านสามารถทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติได้อีกตั้งหลายเรื่อง

น่าเสียดายที่ชาวบ้านไทยไม่ได้คิดเรื่องนี้กัน-เรื่องช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

มีแต่คนบ่นว่าตำหนิพระ พระทำอย่างนั้นไม่ดี พระทำอย่างนี้ไม่เหมาะ พระทำอย่างนี้เป็นการทำลายศาสนา

แต่เราไม่เคยคิดว่า ทำไมเราไม่ช่วยกันหาวิธีช่วยพระไม่ให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้-ที่เราว่าไม่ดีไม่เหมาะ เป็นการทำลายศาสนา

พระที่ทำลายศาสนาก็คือพระที่ละเมิดศีลของพระ

อะไรที่พระทำเองไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดศีล

ถ้าชาวบ้านเข้าไปช่วยทำแทน พระท่านก็ไม่ต้องละเมิดศีล ไม่ต้องทำลายศาสนา

เราผู้ทำสิ่งนั้น ๆ แทนพระก็ได้บุญ 

ได้บุญคือการช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

และได้บุญคือการช่วยพระไม่ให้ทำลายศาสนา

ซึ่งก็คือ-การช่วยกันรักษาพระศาสนาโดยตรงนั่นเอง

..........................

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่พระทำเองผิดวินัย ต้องอาบัติ และเป็นการทำลายศาสนา ก็คือ การหยิบจับรับเงินเป็นของตน และการเอาเงินไปจับจ่ายซื้อของด้วยตนเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และกระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน

ต้องถอยหลังไปตั้งหลักกันไกลหน่อย

..........................

คณะสงฆ์ไทยมีพระสงฆ์ ๒ นิกาย เรียกรู้กันว่า ธรรมยุตกับมหานิกาย

ธรรมยุตเป็นนิกายเกิดใหม่ “ธรรมยุต” แปลว่า ประกอบด้วยธรรม

มหานิกายเป็นพระสงฆ์ที่มีมาแต่เดิม ที่เรียกว่า “มหานิกาย” เพราะเป็นพระสงฆ์ส่วนมาก

พระสงฆ์ธรรมยุตเกิดขึ้นโดยรัชกาลที่ ๔ ในขณะที่ทรงผนวชในรัชกาลที่ ๓

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดก็คือเรื่องศีล คือรัชกาลที่ ๔ (ขณะนั้นทรงผนวชอยู่) ทรงเห็นว่าพระในสมัยนั้นละเมิดศีลกันมาก จึงทรงแยกพระองค์ออกมาประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดในศีล อันเป็นต้นกำเนิดของพระสงฆ์ธรรมยุต และเป็นที่มาของคำสรุปว่า ธรรมยุตเคร่ง มหานิกายไม่เคร่ง 

ชาวบ้านที่นับถือพระธรรมยุตก็อ้างแบบนี้กันทั่วไป-นับถือพระธรรมยุตเพราะพระธรรมยุตเคร่ง

เคร่ง-หมายถึงปฏิบัติตามศีลอย่างเคร่งครัด

อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ไม่ทำเด็ดขาด

อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่ปล่อยปละละเลย

ไม่เคร่ง-ก็ตรงกันข้าม

อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ฝ่าฝืน ล่วงละเมิด

อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่เอาใจใส่

ตรงนี้ถ้าจับหลักหรือจับจุดถูก ก็จะเข้าใจได้ง่าย

หลักก็คือ-เป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือความหลุดพ้น คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

เวียนว่ายตายเกิดเป็นเหตุให้ต้องประสบทุกข์

จะเวียนว่ายตายเกิดไปด้วย และไม่ต้องประสบทุกข์ด้วยนั้นผิดธรรมชาติ

วิธีแก้ที่จะไม่ต้องประสบทุกข์มีทางเดียว คือต้องหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยวิธีอบรมจิตจนบรรลุธรรม

จะบรรลุธรรมได้ต้องใช้ปัญญา

ปัญญาจะเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยจิตที่ดิ่งนิ่งแน่วแน่ ที่เรียกว่า สมาธิ

จิตจะดิ่งนิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิได้ต้องครองชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม-เพราะการครองชีวิตที่ถูกต้องดีงามคือการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเกื้อกูลแก่การปฏิบัติสมาธิ

การครองชีวิตที่ถูกต้องดีงามคือการปลีกตนจากการครองชีวิตแบบโลกที่เกิดมาก็ประสบพบเห็นเป็นกันอยู่ทั่วไป-ไปสู่ “วิถีชีวิตสงฆ์” ที่พระพุทธเจ้าทรงจัดตั้งขึ้นหรือทรงบัญญัติไว้

วิถีชีวิตสงฆ์มีพื้นฐานสำคัญอยู่ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ห้ามทำและส่วนที่ต้องทำ เรียกเป็นคำรวมว่า “ศีล”

วิถีชีวิตสงฆ์จึงมีพื้นฐานอยู่บนศีล

รักษาศีลไว้ได้ก็รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้

ศีลคือวิถีชีวิตสงฆ์จะเกื้อกูลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกื้อกูลให้จิตดิ่งนิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิ

สมาธิจะเกื้อกูลให้เกิดปัญญา

ปัญญาจะเป็นตัวแทงทะลุให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นเป้าหายของพระพุทธศาสนา

ความที่ว่ามานี้ ไม่ได้ว่าเอาเอง แต่ถอดความมาจากพระพุทธพจน์อันมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์

.........................................................

อิติ  สีลํ  อิติ  สมาธิ  อิติ  ปญฺญา  

ศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้ 

สมาธิมีอยู่ด้วยประการฉะนี้ 

ปัญญามีอยู่ด้วยการฉะนี้

สีลปริภาวิโต  สมาธิ  มหปฺผโล  โหติ  มหานิสํโส

สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญา  มหปฺผลา  โหติ  มหานิสํสา

ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

ปญฺญาปริภาวิตํ  จิตฺตํ  สมฺมเทว  อาสเวหิ  วิมุจฺจติ  

จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย 

เสยฺยถีทํ  กามาสวา  ภวาสวา  อวิชฺชาสวาติ  ฯ

กล่าวคือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ด้วยประการฉะนี้

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๗๕

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ศีลเป็นพื้นฐานของวิถีชีวิตสงฆ์ 

และวิถีชีวิตสงฆ์เป็นที่ปรากฏตัวของพระพุทธศาสนา

ขอให้ศึกษาสังเกตหลักการครองชีพของชาวพุทธที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” -

สำหรับวิถีชาวบ้าน คือ ทาน ศีล ภาวนา

สำหรับวิถีชีวิตสงฆ์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

วิถีชาวบ้านตั้งพื้นฐานที่ “ทาน” คือการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน 

ไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็อยู่ในวิถีชาวบ้านไม่ได้ อยู่ได้ก็ยาก

วิถีชีวิตสงฆ์ตั้งพื้นฐานที่ “ศีล” คือการไม่ละเมิดหลักพระวินัย

ละเมิดหลักพระวินัยคือละเมิดศีลก็อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ไม่ได้ อยู่ได้ก็ไม่สง่างาม

ศีลจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความอยู่รอดของพระศาสนา

และชาวบ้านอย่างเรา ๆ นี่แหละครับมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในความอยู่รอดของพระศาสนา-ชนิดที่คาดไม่ถึง เพราะไม่มีใครเคยคิดในมุมนี้มาก่อน

ผมกำลังชวนคิดครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๑:๔๖


[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๒)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

จะทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ควรรู้จัก “อาบัติ” ของพระไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น

“อาบัติ” หมายถึง ความผิด หรือโทษ อันเกิดจากการที่พระละเมิดศีล มีทั้งหมด ๗ ลักษณะ ในวงการพระนิยมเรียกกันว่า อาบัติ ๗ กอง มีชื่อและความหมายตามลักษณะความผิดดังต่อไปนี้ (เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความกำกับไว้ด้วย) 

.........................................................

(๑) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

(๒) สังฆาทิเสส (สัง-คา-ทิ-เสด) = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

(๓) ถุลลัจจัย (ถุน-ลัด-ไจ) = “เลวอย่างหยาบ”

(๔) ปาจิตตีย์ (ปา-จิด-ตี) = “ทำดีตกแตก”

(๕) ปาฏิเทสนียะ (ปา-ติ-เท-สะ-นี-ยะ) = “รับสารภาพ”

(๖) ทุกกฏ (ทุก-กด) = “มารยาททราม”

(๗) ทุพภาสิต (ทุบ-พา-สิด) = “ปากเสีย”

.........................................................

มาตรการลงโทษกำหนดไว้ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ)

- ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำผิดสำเร็จ (๑)

- ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด (๒)

- เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ” (๓-๗)

อนึ่ง เฉพาะอาบัติปาจิตตีย์ ยังแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ -

๑ มีของกลางประกอบการทำผิด เรียกว่า “นิสสัคคียปาจิตตีย์” (นิด-สัก-คี-ยะ-ปา-จิด-ตี) = ปาจิตตีย์มีของกลางที่ต้องสละ

๒ ทำผิดล้วน ๆ ไม่มีของกลาง เรียกว่า “สุทธิกปาจิตตีย์” (สุด-ทิ-กะ-ปา-จิด-ตี) = ปาจิตตีย์ปลอดของกลาง

กรณีมีของกลาง ต้องดำเนินการกำจัดของกลางให้พ้นไปจากการครอบครองเสียก่อนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด จึงจะปลงอาบัติได้

..........................

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกเรื่องอาบัติไว้ชัดเจนดี ขอยกมาเสริมความรู้ดังนี้ -

.........................................................

อาบัติ : (คำนาม) โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ มี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาษิต 

มีโทษ ๓ สถาน คือ 

๑. โทษสถานหนัก เรียกว่า ครุโทษ หรือ มหันตโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่ อาบัติปาราชิก ซึ่งเรียกว่า ครุกาบัติ 

๒. โทษสถานกลาง เรียกว่า มัชฌิมโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติต้องอยู่กรรมก่อนจึงจะพ้นโทษ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส 

และ ๓. โทษสถานเบา เรียกว่า ลหุโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติที่ตํ่ากว่าอาบัติสังฆาทิเสสต้องปลงอาบัติ คือ บอกอาบัติของตนแก่ภิกษุด้วยกัน ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาษิต ซึ่งเรียกว่า ลหุกาบัติ. (ป., ส. อาปตฺติ).

.........................................................

สรุปความหมายอย่างง่าย ๆ เป็นพื้นฐานของการหาความรู้ต่อไปว่า -

๑ “อาบัติ” คือ ความผิดของพระที่เกิดจากการละเมิดศีล 

๒ พระที่ทำผิดเช่นนั้น เรียกว่า “ต้องอาบัติ” 

๓ กิริยาที่กระทำเพื่อให้พ้นโทษตามกระบวนการทางพระธรรมวินัย เรียกว่า “ปลงอาบัติ” 

..........................

รู้จักอาบัติแล้ว ต่อไปก็ทำความรู้จักกับ “ศีล” ของพระ

ศีลของพระมี ๒ ส่วน ศัพท์วิชาการเรียกว่า “อาทิพรหมจริยกาสิกขา” หรือ “อาทิพรหมจรรย์” ส่วนหนึ่ง และ “อภิสมาจาริกาสิกขา” หรือ “อภิสมาจาร” อีกส่วนหนึ่ง

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายไว้ดังนี้ - 

.........................................................

อาทิพรหมจริยกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพรหมจรรย์ สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย, ข้อศึกษาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึง สิกขาบท ๒๒๗ ที่มาในพระปาฏิโมกข์.

อภิสมาจาริกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป, สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร.

.........................................................

หรืออาจจำไว้ง่าย ๆ ว่า -

อาทิพรหมจรรย์ คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ 

อภิสมาจาร คือ กิริยามารยาทและแบบธรรมเนียมต่าง ๆ 

ทั้งสองส่วนนี้บรรพชิตในพระพุทธศาสนาต้องประพฤติปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง

“อาทิพรหมจรรย์” คือ ศีล ๒๒๗ ข้อนั้น เป็นบันไดขั้นต้นแห่งการก้าวขึ้นสู่เพศบรรพชิตหรือวิถีชีวิตสงฆ์ ถ้าก้าวไม่พ้น คือปฏิบัติไม่ได้ ก็เท่ากับขึ้นสู่เพศบรรพชิตไม่ได้นั่นเอง

ส่วน “อภิสมาจาร” เป็นกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียมเพื่อความประพฤติดีงามยิ่งขึ้นไปของบรรพชิต และเพื่อความเรียบร้อยงดงามแห่งสงฆ์ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปของผู้พบเห็น เป็นส่วนที่อาจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในภายหลังไปได้เรื่อย ๆ

ภิกษุผู้ประพฤติสำรวมในศีล ๒๒๗ ข้อไม่ขาดตกบกพร่อง แม้บางเวลากิริยาวาจาจะรุ่มร่ามไปบ้าง ก็ยังนับว่าเป็นผู้งามแท้ในศีล

ตรงข้ามกับภิกษุที่ศีล ๒๒๗ ขาดรุ่งริ่ง แม้จะแต่งกิริยาวาจาให้เรียบร้อยอย่างไร ที่จะนับว่างามแท้นั้นหามิได้เลย

“อาทิพรหมจรรย์” เหมือนอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาด

“อภิสมาจาร” เหมือนประแป้งแต่งตัวให้สวยงาม

อาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดอยู่เสมอ แม้จะยังไม่ได้ประแป้งแต่งตัว ก็ควรแก่การชื่นชมยินดีได้ 

แต่ถ้าเนื้อตัวเหม็นสาบสกปรก ถึงจะประแป้งแต่งตัวให้สวยงามอย่างไร ก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนา

ตอนหน้า เจาะลึกเรื่องการรับเงิน-ใช้เงิน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๑

[full-post]



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๓)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

คราวนี้ก็มาเจาะลึกเฉพาะเรื่องรับเงินใช้เงิน

ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุ มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -

.........................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  ชาตรูปรชตํ  อุคฺคเณฺหยฺย  วา  

อุคฺคณฺหาเปยฺย  วา  

อุปนิกฺขิตฺตํ  วา  สาทิเยยฺย  

นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยํ.

แปลว่า -

อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน 

หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้, 

ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐

.........................................................

https://84000.org/tipitaka/read/?2/105

.........................................................

ศีลข้อนี้เป็นที่รู้กันในหมู่ชาวพุทธว่า พระรับเงินไม่ได้

เรื่องพระกับเงิน หรือ money นี้ ควรทราบข้อห้ามให้ครบประเด็นและถูกประเด็น คือ ห้ามรับ ห้ามจับ ห้ามใช้ 

๑ ห้ามรับ คือรับเอามาครอบครองเป็นเจ้าของ (receive as owner) จะรับด้วยวิธียื่นมือไปรับหรือหยิบเอา หรือโดยวิธีให้ผู้ถวายใส่ในบาตร ใส่ในย่าม หรือโอนเข้าบัญชี อยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น 

๒ ห้ามจับ คือใช้ร่างกายสัมผัส (catch) ในฐานะเป็นสิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง 

ตรงนี้ขออนุญาตขยายความเพื่อเป็นความรู้

สิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง ภาษาพระวินัยเรียกว่า “วัตถุอนามาส” 

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “วัตถุอนามาส” ไว้ว่า -

.........................................................

อนามาส : วัตถุอันภิกษุไม่ควรจับต้อง เช่น ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น.

.........................................................

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ห้ามพระจับต้องไม่ได้มีแต่เงินทอง (silver, gold > money) อย่างที่หลายคนมักจะเข้าใจแบบนี้เท่านั้น

คำว่า “ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น” แสดงว่า วัตถุอนามาสยังมีอีกมาก ซึ่งอาจจะชวนให้สงสัยว่า-ถ้าไม่แจงเป็นรายการไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรบ้างเป็นวัตถุอนามาส อะไรไม่ใช่วัตถุอนามาส

หลักปฏิบัติก็คือ อะไรก็ตามที่ชีวิตประจำวันของพระไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็อย่าไปจับต้องเข้าโดยไม่จำเป็น-เท่านี้ก็ปลอดภัย

เคยมีผู้แสดงความเห็นว่า ศีล ๒๒๗ ข้อ มีข้อหนึ่งบัญญัติว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส” ศีลข้อนี้เงื่อนไขอยู่ที่ “มีความกำหนัด” เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความกำหนัด พระสามารถจับต้องกายหญิงได้ ไม่เป็นอาบัติ

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า เป็นการแสดงความเห็นที่ไม่รอบคอบ ทั้งนี้เพราะ-จะมีความกำหนัดหรือไม่มีความกำหนัด ร่างกายสตรีก็เป็นสิ่งที่ห้ามพระจับต้องอยู่นั่นเอง

ทำไมร่างกายสตรีท่านจึงจัดเป็นวัตถุอนามาส?

ก็เพราะการสัมผัสตัวเพศตรงข้ามถือว่าเป็น "บุรพภาค" แห่งการมีสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่ง-อย่าว่าแต่นักบวชเท่านั้นที่จะต้องสำรวมระวัง-แม้สุภาพชนทั่วไปเขาก็ยังถือเป็นมารยาทที่จะไม่ทำโดยไม่จำเป็น 

๓ ห้ามใช้ คือจับจ่ายซื้อขาย (buying & selling) คำบาลีว่า “กยวิกฺกย” แปลว่า การซื้อและการขาย 

กย = ซื้อ: เอาเงินตราแลกกับสิ่งของ > ให้เงินเขาไป เอาของเขามา

วิกฺกย = ขาย: เอาสิ่งของแลกกับเงินตรา > ให้ของเขาไป เอาเงินเขามา

ห้ามพระทำเช่นนี้ เป็นศีลข้อหนึ่งใน ๒๒๗ ข้อ พระไปทำเข้าเป็นการละเมิดศีล

..........................

ที่ว่ามานั้นเป็นข้อห้ามตามพระวินัยคือศีลของพระ

แต่ตามข้อเท็จจริง พระก็ละเมิดศีลข้อนี้กันอยู่ทั่วไป

เมื่อรัชกาลที่ ๔ ตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตขึ้นมา และคณะสงฆ์ธรรมยุตปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด เรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านรู้กันและพูดกันทั่วไป-แม้จนทุกวันนี้-ก็คือ

พระมหานิกายจับเงิน

พระธรรมยุตไม่จับเงิน

ตรงนี้คือที่ผมว่า-ควรทราบข้อห้ามให้ครบประเด็นและถูกประเด็น

เมื่อใช้คำว่า “จับ” ก็ชวนให้เข้าใจไปว่า กำลังพูดถึงเฉพาะกรณี catch เท่านั้น แต่เรื่องเกี่ยวกับเงิน (money) ไม่ใช่ห้ามเฉพาะกรณี catch หากแต่ทั้ง receive ทั้ง catch ทั้ง buying & selling ห้ามหมดทั้งนั้น จึงต้องมองภาพให้ครบประเด็น

..........................

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญที่กระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน นั่นก็คือ พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน 

เมื่อห้ามรับ ห้ามจับ ห้ามใช้ อย่างนี้ จะให้พระทำอย่างไร จะให้พระอยู่ได้อย่างไร

ผมเคยถูกพระท่านพูดเสียงเข้มใส่หน้า ๒ เรื่อง

.........................................................

เรื่องแรก: สมัยนี้ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย

เรื่องที่สอง: โยมช่วยมาเป็นคนรับเงินจ่ายเงินแทนอาตมาให้หน่อยสิ รู้ดีนักนี่

.........................................................

แล้วผมทำยังไง?

ก็ได้แต่นิ่งสิขอรับ

พระท่านพูดก็ถูกของท่าน จะไปว่าอะไรท่านได้

ปากนิ่ง แต่ใจคิดหาทางหาวิธี-จะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเรื่องเงินนี่อย่างไรดีหนอ

..........................

พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน-เรื่องนี้คนเก่าเขารู้กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงมีการถวายเงินให้พระกันตลอดมา ทำบุญงานอะไรก็ตาม นิมนต์พระไปก็ถวายเงินให้พระกันทุกงาน

แต่คนเก่าเขารู้วิธีที่จะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติในเบื้องต้น นั่นคือเขาถวายเงินด้วยวิธีปวารณา

ผมแน่ใจว่า ญาติมิตรที่กำลังอ่านเรื่องนี้-ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่รู้จักแล้วว่า วิธีปวารณาคืออย่างไร

เผลอ ๆ พอดีพอร้าย แม้แต่พระเณรรุ่นใหม่ก็จะไม่รู้จักด้วยว่า ปวารณาคืออะไร-ขออนุญาตพูดให้กระทบใจไว้ตรงนี้ด้วยเลย

เพราะฉะนั้น ขออนุญาตคุยกันถึงเรื่องปวารณาเล็กน้อย

..........................

ชาวบ้านที่มีศรัทธาปรารถนาจะถวายเงินให้พระเพื่อใช้จัดซื้อจัดหาของฉันของใช้ที่จำเป็น (ก็บอกแล้ว-ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย!) เขารู้วินัยพระว่าพระรับเงินไม่ได้ ผิดศีล ต้องอาบัติ จึงใช้วิธีมอบเงินนั้นให้แก่ไวยาวัจกรผู้ทำหน้าที่รับ-จ่ายเงินแทนพระ แล้วบอกกล่าวแก่พระผู้รับถวายให้ทราบไว้ 

การทำอย่างนี้ เรียกว่า “ปวารณา” 

การปวารณานั้น จะใช้วิธีบอกกล่าวด้วยวาจาก็ได้ บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ กรณีที่บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกใบบอกกล่าวนั้นว่า “ปวารณาบัตร” หรือ “ใบปวารณา” 

ข้อความบอกกล่าวที่มีใจความครบถ้วนตามมาตรฐาน เป็นดังนี้ -

.........................................................

เจ้าภาพ (จะระบุนามด้วยก็ได้) ขอถวายปัจจัยเป็นมูลค่า (เท่านั้น ๆ) แด่พระคุณเจ้า (เช่น ถวายประธานสงฆ์เป็นมูลค่าเท่านี้ ถวายพระอันดับรูปละเท่านี้) ได้มอบไว้แก่ไวยาวัจกรแล้ว พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค ขอได้โปรดเรียกร้องจากไวยาวัจกรนั้น เทอญ

.........................................................

ถ้าปวารณาเป็นหนังสือก็ถวายใบปวารณานี้แก่พระ ส่วนตัวเงินมอบให้ไวยาวัจกรเก็บรักษา

เมื่อถวายอย่างนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

นี่คือวิธีถวายเงินให้พระอย่างถูกต้อง-ที่คนเก่าเขาทำกันมา

สมัยก่อน ตอนท้ายพิธี ถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว ก่อนพระอนุโมทนายะถาสัพพี พิธีกรจะกล่าวคำปวารณา

ถ้าเผลอหรือลืม พระท่านก็จะเตือน “ปวารณาก่อน โยม!”

แต่ทุกวันนี้-ตามที่ผมสังเกต-ไม่มีใครทำกันแล้ว

ใช้วิธีเอาเงินใส่ซองประเคนพระไปดื้อ ๆ

พระก็รับซื่อ ๆ

พิธีกรสมัยใหม่ไม่ปวารณา เพราะไม่รู้วิธี

พระก็ไม่เตือน เพราะไม่รู้วิธีเหมือนกัน

..........................

ปวารณากับพระแล้ว 

มอบตัวเงินให้ไวยาวัจกรแล้ว

พระไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

ทีนี้ พอจะเอาเงินไปซื้อของฉันของใช้ที่จำเป็น ทำยังไง?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๘:๒๗

[full-post]



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๔)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ชาวบ้านถวายเงินให้พระโดยวิธีปวารณาคือบอกกล่าวให้พระทราบว่า ขอถวายปัจจัยเป็นจำนวนเท่านี้ ๆ แต่ตัวเงินอยู่ที่ไวยาวัจกร

ถวายเงินด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

ครั้นเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องการของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภค พระก็บอกแก่ไวยาวัจกร 

ไวยาวัจกรก็ไปดำเนินการจัดซื้อจัดหาของฉันของใช้ที่พระต้องการ-และที่สำคัญต้องเป็นของที่สมควรแก่สมณบริโภคเท่านั้น-ตามวงเงินที่พระรูปนั้นมีสิทธิ์ใช้ตามที่โยมปวารณามอบไว้

เมื่อจัดซื้อจัดหาด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะซื้อขายอันเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่มีพุทธบัญญัติห้ามไว้

นี่คือวิธีรับเงิน-ใช้เงินตามวิถีชีวิตสงฆ์

จะเห็นได้ว่า ไม่ต้องรับตัวเงินตรง ๆ พระก็มีวิธีรับเงินได้โดยไม่ต้องละเมิดศีล

ไม่ต้องกำเงินไปซื้อของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภคตรง ๆ พระก็มีวิธีซื้อของได้โดยไม่ต้องละเมิดศีล

นั่นคือ รับเงิน-ใช้เงินผ่านไวยาวัจกร

ง่าย ๆ

แต่ยากมาก-โดยเฉพาะในโลกคือสังคมไทยปัจจุบันวันนี้ด้วยแล้ว-ยากที่สุดในโลก

นั่นคือ-เราจะไปหาไวยาวัจกรมาจากไหน?

ปัญหานี้คือหลุมดำขนาดมหึมาที่ขวางหน้าพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทย ทั้งในเมืองไทยและทุกแห่งทั่วโลก

..........................

ไวยาวัจกรคือใคร?

คำว่า “ไวยาวัจกร” แปลว่า “ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ” หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนสงฆ์, ผู้ช่วยขวนขวายทำกิจธุระของสงฆ์, ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระ

ในทางปฏิบัติ “ไวยาวัจกร” คือผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือพระและวัดในกิจทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องการเงิน หากแต่ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะในยามปกติหรือในคราวที่มีพิธีหรือการจัดงานใด ๆ ก็ตาม

แต่ทุกวันนี้ “ไวยาวัจกร” ถูกกฎหมายยึดเอาไปเป็น “เจ้าหน้าที่ของทางราชการ” ไปเสียแล้ว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -

.........................................................

ไวยาวัจกร : (คำนาม) คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ. (ป. เวยฺยาวจฺจกร).

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ไวยาวัจกรตามกฎหมายทำหน้าที่เพียง ๒ อย่าง คือ -

๑ เบิกจ่ายนิตยภัต

๒ ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด

.........................................................

“นิตยภัต” หมายถึง เงินที่ทางราชการจัดถวายพระภิกษุที่มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะสงฆ์ตามที่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้

.........................................................

จะให้ไวยาวัจกรมาคอยรับเงินที่มีผู้ถวายแทนพระ และให้ไปจับจ่ายซื้อของฉันของใช้ที่พระต้องการแทนพระ ไม่ได้อีกแล้ว 

ตัวไวยาวัจกรนั่นเองจะวางมาดทันที - “ไม่ใช่หน้าที่”

........................

คนที่เรียกว่า “ไวยาวัจกร” นั้น มีมาตั้งสมัยพุทธกาล เป็นบุคคลที่สำคัญมาก พระวินัยให้สิทธิ์ “กินก่อนพระ” ได้ เทียบเท่ากับพ่อแม่พระนั่นเลย 

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ ผมว่า-แม้แต่ตัวผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรตามวัดต่าง ๆ ก็ไม่รู้!-ขอพูดให้กระทบใจไว้อีกเรื่องหนึ่ง

อาหารที่ภิกษุไปบิณฑบาตได้มาและยังไม่ได้ฉัน เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “อนามัฏฐบิณฑบาต” (อะ-นา-มัด-ถะ-บิน-ดะ-บาด) แปลว่า “บิณฑบาตที่ยังมิได้แตะต้อง”

อาหารบิณฑบาตที่ยังมิได้แตะต้องนั้น จะหยิบยื่นให้ฆราวาสกินก่อนมิได้ ผิดพระวินัย ถือว่าเป็นการทำศรัทธาไทยให้ตกไป 

“ศรัทธาไทย” คือของที่เขาถวายด้วยศรัทธา

ทำศรัทธาไทยให้ตกไป คือทำของที่เขาถวายด้วยศรัทธาให้เสียหาย คือเสียความตั้งใจที่ถวายเพื่อให้ภิกษุฉัน แต่กลับเอาไปให้ผู้อื่นกินก่อน 

แต่ทั้งนี้ยกเว้นบุคคล ๖ จำพวก ที่มีพุทธานุญาตให้กินอาหารที่ภิกษุไปบิณฑบาตได้มาและยังไม่ได้ฉันก่อนได้ 

.........................................................

บุคคล ๖ จำพวก มีดังนี้ -

(๑) บิดามารดาของของภิกษุรูปนั้น

(๒) คนที่ปฏิบัติดูแลบิดามารดาของภิกษุรูปนั้น นี่แสดงว่าภิกษุเลี้ยงพ่อแม่ กิจอะไรที่ทำให้พ่อแม่ด้วยตัวเองไม่ได้เพราะผิดวินัย เช่นจับต้องตัวแม่ ก็สามารถมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ และคนที่ทำแทนนั้นพระวินัยให้สิทธิ์เสมอกับพ่อแม่

(๓) ไวยาวัจกร คือคนที่พระมอบหมายให้ทำงานบางอย่างแทนพระ หรือผู้ที่อยู่รับใช้ทำกิจของวัด

(๔) คนเตรียมบวชที่มาอยู่ในวัด ซึ่งกำลังฝึกหัดกิริยามารยาทหรือวัตรปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเตรียมที่จะเป็นพระ ภาษาพระวินัยเรียกว่า “บัณฑุปลาส” ภาษาชาวบ้านไทยเรียกว่า “นาค”

(๕) คนร้ายที่บุกเข้ามาในวัด ซึ่งอาจทำอันตรายแก่พระ หรือทำเหตุเสียหายให้แก่วัดได้ เรียกเป็นศัพท์ว่า “ทามริก” (ทา-มะ-ริก)

(๖) เจ้านายหรือผู้ปกครองบ้านเมืองซึ่งผ่านเข้ามา และเป็นบุคคลที่อาจสนับสนุนหรือทำลายพระศาสนาได้ ในคัมภีร์ใช้คำว่า “อิสรชน” 

บุคคล ๖ จำพวกนี้ ภิกษุเอาอาหารบิณฑบาตที่ตนยังไม่ได้ฉันให้กินก่อนได้ ไม่ผิดวินัย ไม่นับว่าเป็นการทำศรัทธาไทยให้ตกไป

.........................................................

ศึกษาเรื่องนี้ได้จากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ ตติยปาราชิกวัณณนา

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=203

.........................................................

เพราะไวยาวัจกรทำงานรับใช้พระ ช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติในหลาย ๆ เรื่อง เป็นบุคคลที่มีอุปการคุณแก่พระเป็นอันมาก ท่านจึงอนุญาตให้กินก่อนพระได้

แต่กฎหมายไทยมากำหนดหน้าที่ของไวยาวัจกรไว้แค่เบิกจ่ายนิตยภัตและดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด ไม่มีหน้าที่รับใช้พระเหมือนกับที่ไวยาวัจกรเคยทำมาแต่ครั้งพุทธกาล 

คู่ควรแล้วหรือกับสิทธิที่กินก่อนพระได้?

แล้วจะทำอย่างไร?

ก็ต้องปล่อยไป ลืมไวยาวัจกรไปเสีย กฎหมายไทยกำหนดให้เขาอยู่คนละโลกกับการรับใช้พระไปแล้ว

แต่ก็ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบหรือค่านิยมใด ๆ ที่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปรับใช้พระหรือรับใช้วัด 

เพราะฉะนั้น ชาวบ้านก็ยังสามารถเข้าไปรับใช้พระหรือรับใช้วัดได้เหมือนกับที่เคยทำกันมาในอดีต

เพียงแต่อย่าไป (บังอาจ) เรียกว่า “ไวยาวัจกร” เข้าก็แล้วกัน

นอกจากคำว่า “ไวยาวัจกร” แล้ว ยังมีคำอื่นที่ใช้เรียกคนที่รับใช้พระหรือรับใช้วัดได้อีก เช่น -

(๑) “กัปปิยการก” แปลว่า “ผู้ทำให้ถูกต้องเหมาะสม” หมายความว่า ผู้เข้ามาช่วยพระให้ทำถูกต้องตามพระวินัย คือไม่ละเมิดศีล และเหมาะสมแก่วิถีชีวิตสงฆ์

พระกำเงินไปซื้อของเอง ผิดพระวินัย ละเมิดศีล

กัปปิยการกรับหน้าที่ไปซื้อแทนพระ นี่คือช่วยพระให้ทำถูกต้องตามพระวินัย ไม่ละเมิดศีล นี่คือความหมายของคำว่า “กัปปิยการก”

(๒) “อารามิกชน” (อา-รา-มิ-กะ-ชน) แปลตามศัพท์ว่า “คนผู้อยู่ในอาราม” ตามศัพท์ควรหมายถึงนักบวช กล่าวเฉพาะในพระพุทธศาสนาก็หมายถึงพุทธบริษัทฝ่ายบรรพชิต คือ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี

แต่เท่าที่พบในคัมภีร์ “อารามิก” หมายถึง คนที่อยู่ในวัด แต่มิได้เป็นบรรพชิต

ต้นเรื่องในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระสาวกรูปหนึ่ง ชื่อพระปิลินทวัจฉะ เป็นชาวเมืองสาวัตถี ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ คราวหนึ่งจาริกมาถึงเมืองราชคฤห์ พบเงื้อมเขาแห่งหนึ่ง ทำเลสงบสงัดดี จึงช่วยกันกับภิกษุอื่น ๆ จัดแจงปรับสถานที่สำหรับเป็นที่ปลีกวิเวก

พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธรัฐทรงทราบ จึงตรัสสั่งให้จัดคนไปช่วยทำกิจนั้นโดยวิธียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งให้เป็น “อารามิก” (คำว่า “อารามิก” พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลว่า “คนทำการวัด”) คนในหมู่บ้านนั้นทั้งหมดมีฐานะเป็นคนทำงานให้วัด หมู่บ้านนั้นมีฐานะเป็นเอกเทศจากบ้านเมือง คือเป็นเหมือนสมบัติของวัด บ้านเมืองไม่เข้าไปใช้อำนาจ เช่นไม่เก็บภาษี ไม่เกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสงครามเป็นต้น

ในเมืองไทยเราก็เคยมีธรรมเนียมยกหมู่บ้านถวายวัดแบบนี้ มีคำเรียกคนที่ทำงานรับใช้วัดว่า “ข้าพระ โยมสงฆ์”

“อารามิกชน” ที่สังคมไทยสมัยหนึ่งรู้จักกันดีคือ เด็กวัด

(๓) “อุปัฏฐาก” แปลตรงตัวว่า “ผู้รับใช้” (servitor, personal attendant, servant) สมัยก่อนจะมีคน-มักจะสูงอายุหน่อย-ทำหน้าที่นี้ประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ เรียกรู้กันว่า อุปัฏฐากวัดนี้ อุปัฏฐากวัดโน้น

.........................................................

สมัยผมเป็นเด็กวัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ ลุงเปล่งบ้านอยู่ข้างวัดเป็นอุปัฏฐาก เอ่ยชื่อลุงเปล่งก็จะมีสร้อยตามมาว่า “อุปัฏฐากวัดหนองกระทุ่ม”

.........................................................

ใครทำหน้าที่รับเงินเก็บเงินที่มีผู้ถวายพระ ไม่ว่าจะเรียกกัปปิยการก อารามิกชน เด็กวัด หรืออุปัฏฐาก (อย่าเผลอไปเรียก “ไวยาวัจกร” เข้าก็แล้วกัน นั่นเขาอยู่คนละโลกแล้ว!) เวลาพระต้องการจะซื้ออะไร-ที่สมควรแก่สมบริโภค พระก็จะไปบอกโยมคนนั้น โยมคนนั้นก็จะไปจัดการซื้อหาให้ตามวงเงินที่พระรูปนั้นมีสิทธิ์ใช้ตามที่โยมปวารณามอบไว้

เมื่อจัดซื้อจัดหาด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะซื้อขายอันเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่มีพุทธบัญญัติห้ามไว้

นี่คือวิธีรับเงิน-ใช้เงินตามวิถีชีวิตสงฆ์-ดังที่พูดไว้ตอนต้นของตอนนี้

แต่ปัญหาก็คือ ตามสภาพสังคมไทย ณ วันนี้ พระท่านจะไปหากัปปิยการก อารามิกชน เด็กวัด หรืออุปัฏฐากมาจากที่ไหน?

คนที่บอกว่าห่วงพระศาสนา เคยช่วยคิดเรื่องนี้กันบ้างไหม?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๒:๐๑

 

[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๕)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ผมบอกไว้ในตอนก่อนว่า เรื่องถวายเงิน-ใช้เงิน เป็นเรื่องที่กระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน 

กระทบใจพระ พูดไปแล้ว 

กระทบใจชาวบ้านคืออย่างไร?

ยกเรื่องเด่นเรื่องเดียวก็พอ-นั่นคือ ทุกวันนี้พระออกบิณฑบาต ชาวบ้านเอาเงินใส่บาตรกันทั่วไปหมด

พระเองก็ประกาศดัง ๆ-ผมได้ยินมากับหู-รับเฉพาะเงินนะโยม! ไม่รับอาหาร

เอาเงินใส่บาตร พอทักเข้า ก็ไม่พอใจ

คนที่เอาเงินใส่บาตรนั้นมีเหตุผลที่น่าฟัง คือเขาบอกว่า ใส่อาหาร พระก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระจะได้เอาเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีก

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางวันไม่สะดวกที่จะจัดเตรียมอาหาร แต่เงินมีอยู่ในกระเป๋าพร้อมแล้ว พระก็มาอยู่ตรงหน้านี่แล้ว ใส่เงินสะดวกที่สุด

ฟังแล้วคิดอย่างไร?

เป็นเหตุผลที่ฟังได้ จะว่าฟังขึ้นก็ได้

แต่เหตุผลที่ฟังขึ้นหรือฟังได้เช่นว่านี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้การเอาเงินใส่บาตรกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามพระวินัยขึ้นมาได้เลย

ผมเคยอธิบายมาบ่อยแล้ว แต่ไม่เบื่อที่จะอธิบายอีก

มีศรัทธาอยากถวายเงินให้พระ อ้างเหตุผลนั่นนี่โน่น เป็นสิ่งที่ดีแล้ว ควรแก่การอนุโมทนา

แต่การถวายเงินให้พระต้องทำให้ถูกวิธีด้วย

พระรับเงินที่โยมเอาใส่บาตร เป็นการละเมิดศีล ต้องอาบัติ

โยมที่เอาเงินใส่บาตรได้บุญก็จริง แต่ได้บาปด้วยเพราะเป็นตัวการทำให้พระต้องอาบัติ

ผมมีวิธีถวายเงินให้ได้บุญบริสุทธิ์ด้วย และช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติด้วย

เบื้องต้น ท่านที่มีศรัทธาจะเอาเงินใส่บาตรโปรดจัดหาซองหรือกล่องเล็ก ๆ ไว้ให้พร้อม

ทุกเช้าที่มีศรัทธาจะเอาเงินใส่บาตร ควักเงินออกมาจบ

คำจบหรือคำอธิษฐานที่ขอแนะนำ คือคาถาตั้งความปรารถนาของพระอนุรุทธ 

.........................................................

คำบาลีว่าดังนี้

อิมินา ปะนะ ทาเนนะ

มา เม ทาลิททิยัง อะหุ

นัตถีติ วะจะนัง นามะ

มา อะโหสิ ภะวาภะเว.

คำไทยว่าดังนี้

ด้วยอำนาจแห่งทานนี้

ขอความยากจนเข็ญใจอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า

ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ยินได้ฟังคำว่า “ไม่มี”

ทุกภพทุกชาติ เทอญ

.........................................................

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=35&p=12

.........................................................

จบแล้วเอาเงินใส่ซองหรือกล่องที่เตรียมไว้

ทำอย่างนี้มีผลเท่ากับท่านได้ใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว ได้บุญอันเกิดจากการใส่บาตรเรียบร้อยแล้วทุกประการ อุทิศส่วนบุญให้แก่บิดามารดาปู่ย่าตายายได้เลย

.........................................................

เฮ้ย! ได้ไง! ยังไม่ได้ใส่บาตรเลย เงินก็ยังอยู่ในซองในกล่องนั่นเอง จะได้บุญได้ไง ไม่เชื่อ พูดเลอะเทอะ

.........................................................

ไม่เลอะเทอะ จงเชื่อเถิด 

ผม-ผู้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน-เป็นเด็กวัด ๕ ปี เป็นสามเณร ๔ ปี เป็นพระ ๑๐ ปี รวมแล้วมีชีวิตอยู่ในร่มเงาอารามแหล่งฝึกศึกษาพระพุทธศาสนา ๒๐ ปี 

เรียนบาลีจบเปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นภูมิเปรียญเอกอุสูงสุดในกระบวนศึกษาบาลีของคณะสงฆ์ไทย 

ศึกษาค้นคว้าคัมภีร์คือพระบาลีพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติตั้งแต่อายุ ๑๘ จนบัดนี้อายุ ๘๐ ไม่เคยเว้นว่างเลย 

เขียนบทความเผยแพร่ความรู้ภาษาบาลีชุด “บาลีวันละคำ” ทุกวัน จนถึงวันนี้เขียนมาแล้วมากกว่า ๔,๐๐๐ คำ 

เขียนบทความเกี่ยวกับศาสนา ภาษา และสังคม เผยแพร่มาแล้วมากกว่า ๒,๐๐๐ เรื่อง และยังเขียนอยู่สม่ำเสมอ

เขียนหนังสือวิชาการทางพระพุทธศาสนาพิมพ์เผยแพร่มาแล้วมากกว่า ๓๐ เล่ม 

ได้รับพระราชทานปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิยาลัย 

ได้รับพระราชทานปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิยาลัย 

ได้รับพระราชทานยศ “พลเรือตรี” เป็นกรณีพิเศษ

เท่านี้พอไหม-ที่จะเป็นเครื่องรับรองให้ท่านมั่นใจได้ว่า การที่ผมบอกว่า เอาเงินใส่ซองตั้งใจสลัดตัดใจสละบริจาคให้เป็นของพระให้เป็นของสงฆ์-แม้จะไม่ได้หย่อนลงในบาตรที่พระถือไว้ ก็ได้บุญจากการบริจาคที่เรียกว่าบุญทานมัยเรียบร้อยแล้วทุกประการ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงจริงตามเหตุผล ไม่ใช่เป็นการเอาเรื่องฉ้อฉลมดเท็จหรือเรื่องไม่มีเหตุผล-ที่วิญญูชนตรองตามไปก็จะพึงเห็นได้จริง-มาบอกกล่าวแต่ประการใดเลย

หรือยังจะต้องให้อ้างสรรพคุณอะไรอีก-จึงจะเชื่อ?

..........................

วิธีตัดใจบริจาคนี้ ท่านสามารถทำได้ตลอดเวลา เช้า-สาย-บ่าย-เย็น-ค่ำคืน-ดึกดื่น เกิดศรัทธาเวลาไหน ควักเงินออกมาจบเวลานั้น ไม่จำกัดว่าทำได้เฉพาะตอนเช้าที่พระออกบิณฑบาต

.........................................................

คำเตือน: เงินที่ใส่ในซองในกล่อง บัดนี้เป็นเงินพระเงินสงฆ์แล้ว ไม่จำเป็นไม่สุดวิสัยถึงชีวิต อย่าได้ข้องแวะแตะต้องใด ๆ เป็นอันขาด นรกรออยู่

.........................................................

ปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยไป ครั้นถึงวันที่ท่านสะดวกสบายใจที่จะไปวัด ท่านก็เอาเงินในซองในกล่องนั้นไปที่วัด-วัดไหนก็ได้ที่ท่านสะดวกหรือมีศรัทธา ชวนครอบครัวผัวเมียแม่ลูกไปด้วยก็ยิ่งดี ถือโอกาสไปไหว้พระ-ไปทำบุญกันทั้งบ้าน ไปถึงวัด แจ้งความประสงค์แก่พระว่าจะเอาเงินทำบุญมาส่งวัด ขอให้จัดเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ใช่พระภิกษุสามเณรมารับ จะถวายเป็นส่วนตัวแก่เณรจ่อยมหาย้อยหลวงตาหยดก็ให้จดลงไป หรือจะถวายเป็นของสงฆ์ของวัดเป็นส่วนกลางเพื่อเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าบำรุงการศึกษาของพระเณรหรือค่าอะไร ๆ ได้อีกสารพัด-ก็ว่าไป ขออนุโมทนาบัตรมาด้วยก็ดี เอาไปลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้อีกต่างหาก หรือถ้าท่านไม่ต้องการยุ่งยากมากเรื่อง ไปถึงวัดแล้วมองหาตู้บริจาคที่ไว้ใจได้ เอาเงินใส่ตู้บริจาคไปเงียบ ๆ ก็เรียบร้อยดี

นี่คือวิธีถวายเงินให้พระโดยไม่ทำให้พระต้องอาบัติ

ก็ท่านอ้างเองไม่ใช่รึ-ว่าใส่อาหาร พระก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระจะได้เอาเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีก 

ก็นี่ไง ทำวิธีนี้ไง พระก็ได้มีเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีกสมตามเจตนารมณ์ของท่านแล้ว โดยไม่ต้องเป็นอาบัติเพราะละเมิดศีลเรื่องห้ามรับเงิน ท่านเองก็ได้บุญบริสุทธิ์ ไม่ต้องเกิดบาปเพาะทำให้พระผิดศีล

วิธีที่เสนอมานี้มีข้อบกพร่องนิดเดียว คือไม่ทันใจโก๋และไม่สนองความเข้าใจผิด ๆ ยึดติดอยู่กับรูปแบบทำบุญ คือคนส่วนมากยังยึดติดอยู่ว่า ต้องเอาของหย่อนลงในบาตรที่พระถือ ต้องทำแบบนี้จึงจะได้ทำบุญ ไม่ทำแบบนี้ไม่ใช่ทำบุญ ไม่ได้บุญ

ปรับแก้ความเข้าใจเสียใหม่ ข้อกระทบใจก็จะหายไปเอง

เรื่องถวายเงิน-ใช้เงิน ยังมีข้อกระทบใจชาวบ้านอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือค่านิยมใส่บาตรพระใหม่

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๑


[full-post]


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๖)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ค่านิยมใส่บาตรพระใหม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทบใจชาวบ้าน

บุญกิริยาใส่บาตรพระใหม่นี้ บัดนี้เป็นที่นิยมทำกันทั่วไปหลาย ๆ พื้นที่ อาจจะทั่วประเทศไทย

ใส่บาตรพระใหม่ตอนออกจากโบสถ์เป็นเรื่องที่ทำกันมาไม่นานนัก ถ้าเอาประสบการณ์ส่วนตัวเป็นเกณฑ์ก็บอกได้ว่า เมื่อ ๗๐ ปีที่แล้วผมไม่เคยเห็นใครเขาทำกัน

สมัยนี้พอแห่นาครอบโบสถ์แล้ว นอกจากพ่อแม่ญาติพี่น้องของนาคแล้ว ก็จะมีผู้มีจิตศรัทธาส่วนหนึ่งเข้าไปนั่งร่วมดูพิธีบวชในโบสถ์ด้วย เชื่อกันว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง 

นอกจาก “นั่งร่วม” ในโบสถ์แล้ว ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่ง “นั่งรอ” หน้าโบสถ์

พอสำเร็จเป็นองค์พระออกจากโบสถ์ ก็จะมีท่านผู้บอกทางสวรรค์ร้องประกาศให้ญาติโยมพี่น้องไปตั้งแถวรอตั้งแต่หน้าประตูโบสถ์ลงไป --

ขอเชิญใส่บาตรพระใหม่กันนะครับ 

จะเป็นดอกไม้ธูปเทียนอะไรก็ได้ 

แต่ที่ไม่ควรขาดคือเงิน 

เตรียมเงินใส่บาตรพระใหม่ด้วยนะครับ 

ทำบุญกับพระใหม่ได้กุศลแรง

......................

“ใส่บาตร” ในคำพูดนี้หมายถึง เอาดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมมาถวายพระใหม่โดยวิธีใส่ลงในย่ามที่พระใหม่คล้องแขนเดินออกจากโบสถ์ เรียกกันพอเป็นที่เข้าใจง่าย ๆ ว่า “ใส่บาตรพระใหม่”

......................

ทำไมจึงว่า-ทำบุญใส่บาตรพระใหม่ได้กุศลแรง? 

อ๋อ ก็เนื่องจากพระเพิ่งบวชใหม่ ศีลของท่านยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง 

ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง 

ย่อมได้กุศลแรงด้วยประการฉะนี้ 

เป็นตรรกะที่ฟังแล้วสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง 

อยากได้กุศลแรงก็เลยใส่กันใหญ่ 

ทั้งดอกไม้ ทั้งธูปเทียน 

และที่จะต้องไม่ขาดก็คือ-เงิน

......................

ที่นิยมใส่บาตรพระใหม่-ชนิดที่ออกจากโบสถ์ปุ๊บ ก็ต้องใส่ปั๊บ ก็ด้วยเหตุผลข้อสำคัญที่สุด นั่นคือ --

พระใหม่มีศีลบริสุทธิ์ 

ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง

แต่การเอาเงินใส่ย่ามถวายพระใหม่นั่นเองทำให้พระใหม่ศีลไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโบสถ์

พูดกันชัด ๆ พระใหม่ศีลขาดตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโบสถ์ก็เพราะญาติโยมเอาเงินใส่ย่าม ทั้ง ๆ ที่อ้างว่า-ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง

ทั้ง ๆ ที่อ้างเองว่าทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง

แต่วิธีทำบุญของเราคือการทำให้พระศีลไม่บริสุทธิ์ขึ้นมาในบัดนั้นทันที

แล้วก็ที่บอกว่า ได้กุศลแรงเพราะพระใหม่ศีลบริสุทธิ์นั้น ลองคิดให้ดีจะเห็นว่าวิปริตอย่างที่สุด

พระใหม่ศีลบริสุทธิ์ออกจากโบสถ์

ทันทีที่ท่านรับสตางค์ที่โยมคนแรกเอาใส่ย่าม ท่านก็ต้องอาบัติ เพราะละเมิดศีล ศีลขาดทันที

ท่านกลายเป็นพระที่ศีลไม่บริสุทธิ์ไปแล้วในบัดนั้นนั่นเอง

โยมคนแรกที่เอาสตางค์ใส่ย่ามพระ ได้บุญจากการถวายทานแก่พระผู้มีศีลบริสุทธิ์ ได้กุศลแรง ก็จริง

แต่พร้อมกันนั้นก็ได้ทำบาปอย่างมหันต์ไปด้วย คือทำให้พระศีลไม่บริสุทธิ์ไปในฉับพลันนั้นเอง เป็นบาปหนักที่สุด

ญาติโยมคนต่อ ๆ ไปที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้บุญมากได้กุศลแรงเพราะทำบุญกับพระที่ศีลบริสุทธิ์ ก็หมดสิทธิ์ เพราะพระศีลไม่บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว

ตรงจุดนี้คือที่ทุกคนลืมคิด ทำกันไป แต่ลืมคิดว่าเรากำลังทำผิดฉกรรจ์

วิธีที่จะไม่ต้องให้มีเหตุการณ์มหาวิปริตแบบนี้ก็คือ ช่วยกันทำให้พระใหม่ไม่ต้องอาบัติ

เริ่มจากพระอุปัชฌาย์-บอกพระใหม่ทันทีที่บวชเสร็จว่าอย่ารับเงินที่โยมเอาใส่ยาม บอกโยมเขาไปว่าอย่าเอาเงินใส่ย่าม

เจ้าอาวาส-สั่งคนวัดให้เตรียมบาตรถือตามหลังพระใหม่ออกจากโบสถ์

พิธีกรงานบวช-คนนี้ควรจะมีบทบาทมากที่สุด-ประกาศบอกย้ำเตือนญาติโยมที่รอใส่บาตรพระใหม่ว่าอย่าเอาสตางค์ใส่ย่ามพระใหม่ ให้ใส่บาตรคนวัดที่ถือตามหลังพระใหม่มา

คนอื่น-ใครอีก ใครอยู่ตรงไหนตำแหน่งไหนในเหตุการณ์ พิจารณาดูว่าเราจะช่วยพระใหม่ไม่ให้ต้องอาบัติได้อย่างไรบ้าง ช่วยกันทำ

แต่ที่ทำกันอยู่ทั่วไปนั้น กลายเป็นว่า-งานบวชรายไหน ๆ ก็ไม่มีใครช่วยกันทำ

มีแต่รุมกันทำให้พระใหม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

.........................................................

เชื่อหรือไม่ว่า ค่านิยมวิปริตแบบนี้ระบาดไปถึงวัดไทยในอังกฤษแล้วด้วย ฝรั่งบวชพระ คนไทยไปร่วมพิธี บวชเสร็จออกจากโบสถ์ เอาเงินใส่บาตรกันหน้าโบสถ์นั่นเลย-เหมือนกับที่ทำกันในเมืองไทย

.........................................................

ผมเคยแนะนำพิธีกรงานบวชที่พอจะแนะนำได้ว่า ขอให้ใช้โอกาสที่เป็นพิธีกรชี้แจงให้ญาติโยมฟังว่า --

การตั้งใจทำบุญกับพระใหม่เพราะได้กุศลแรงนั้นเป็นเรื่องดี 

ขออนุโมทนา 

แต่ขออนุญาต อย่าเอาเงินใส่ย่ามพระใหม่นะครับ 

ดอกไม้ธูปเทียนใส่ได้ 

แต่เงินขอให้ใส่ในบาตรซึ่งจะมีคนวัดหรือจัดใครสักคนถือบาตรตามหลังพระใหม่มาด้วย 

เอาเงินใส่บาตรนั่น 

พระใหม่จะได้ไม่เป็นอาบัติ 

พระใหม่จะได้มีศีลบริสุทธิ์สมกับเจตนาของพวกเรา

เราเองก็ได้บุญบริสุทธิ์ ไม่มีบาปติดปลายนวม

ข้อสำคัญ เป็นการริเริ่มถวายกำลังใจให้พระภิกษุสามเณร คือให้ท่านมีกำลังใจที่จะพยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์ต่อไปอีกด้วย จะได้มากได้น้อยไม่ว่ากัน แต่อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี

......................

พิธีกรคนที่ผมแนะนำรายงานกลับมาว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

เมื่อแนะนำชี้แจงกันอย่างสุภาพนอบน้อม ทุกคนก็เข้าใจ

จัดคนวัดอุ้มบาตรตามหลังพระใหม่

ดอกไม้ธูปเทียนใส่ย่าม

ส่วนเงิน ใส่บาตรที่คนอุ้มตามหลังพระใหม่

พระใหม่ศีลไม่ขาด

ญาติโยมได้บุญบริสุทธิ์

ใครที่เคยไปร่วมบุญงานบวช เคยเอาเงินใส่บาตร-ใส่ย่ามพระใหม่ตอนออกจากโบสถ์

ต่อไปนี้เลิกทำนะครับ

การเลิกทำมีค่าเท่ากับทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

......................

ที่ว่ามาทั้งหมด เป็นเรื่องเฉพาะหน้าเฉพาะงาน

แต่ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอย่างเป็นหลักการมั่นคงถาวร ต้องทำกันอีกแบบหนึ่ง

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๒ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๓:๕๕

[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๗)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอย่างเป็นหลักการมั่นคงถาวร ทำอย่างไร - ตรงนี้เป็นเป้าหมายของการเขียนบทความชุดนี้

ตั้งแต่ตอนที่ ๑ มาถึงตอนที่แล้ว เป็นการปูพื้นเพื่อให้เห็นภาพรวมว่า วิถีชีวิตสงฆ์เป็นที่ปรากฏตัวของพระพุทธศาสนา

ต่อให้สร้างโบสถ์วิหารศาลามหาเจดีย์มโหฬารอลังการเต็มไปทั้งแผ่นดิน ถ้าไม่พระภิกษุสามเณรปรากฏตัวอยู่ในสังคม สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็เท่ากับสิ่งที่ตายซาก อย่างดีก็เอาไว้ให้เดินดูเล่น แต่ไม่มีชีวิตจริง

ชีวิตจริงของพระพุทธศาสนาอยู่ที่มีผู้เข้ามาครองชีวิต ดำรงชีวิต และดำเนินชีวิต-ตามวิถีชีวิตสงฆ์ ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแบบแผนเอาไว้ อันมีศีลเป็นพื้นฐาน

พระละเมิดศีล ต้องอาบัติ วิถีชีวิตสงฆ์ก็วิบัติ

การละเมิดศีลจึงเป็นการทำลายพระศาสนา

การช่วยให้พระไม่ต้องอาบัติ-คือการช่วยพระไม่ให้ละเมิดศีล-จึงเป็นการรักษาพระศาสนาโดยตรง เป็นบุญเป็นมหากุศลที่มีอานิสงส์แรงล้ำเลิศ

แต่เป็นบุญที่คนไทยลืมคิด ลืมมอง และลืมทำ 

แม้จะทำบางอย่าง เช่นใส่บาตรทุกเช้า (ช่วยให้พระสงฆ์ไม่ต้องอาบัติเพราะหุงต้มฉันเอง) แต่ก็ไม่รู้ตัว 

มิหนำซ้ำ มีการเอาเงินใส่บาตร ทำให้พระศีลขาด ต้องอาบัติ ทำลายพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว-หนักเข้าไปอีก

ญาติมิตรที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ คงมองภาพออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควรเป็นอะไร หรืออะไรไม่ควรเป็นอะไร

เป้าหมายของการเขียนเรื่องนี้ก็คือ ชักชวนคนไทยให้ทำบุญไวยาวัจมัย-บุญคือการช่วยทำกิจที่ควรทำ อันเป็น ๑ ใน ๑๐ วิธีทำบุญ-โดยการอาสาเข้าไปเป็นกัปปิยการก เป็นอารามิกชนหรือคนวัด เป็นอุปัฏฐากวัด ดังที่คนเก่าท่านเคยทำกันมา

หน้าที่หลักของกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ก็คือ 

.........................................................

๑ เมื่อมีคนถวายเงินให้พระ ไม่ว่าจะเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด จะรับเงินนั้นแทนพระได้ทันที ไม่ต้องให้พระรับเองให้ต้องอาบัติ และเก็บรักษาดูแลไว้อย่างเรียบร้อยปลอดภัย ไม่ต้องให้พระเก็บเองให้เป็นอาบัติ

๒ เมื่อพระต้องการซื้อของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภคด้วยเงินที่มีผู้ถวายนั้น กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด จะเป็นผู้ไปจัดซื้อจัดหามาถวายให้ ไม่ต้องให้พระกำเงินไปซื้อเองให้ต้องอาบัติ

.........................................................

นี่คือหน้าที่หลักของกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด

ส่วนหน้าที่รองก็คือ งานทั่วไปที่พระทำเองไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดศีล เป็นอาบัติ -ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ เช่นงานตัดหญ้าที่เคยยกตัวอย่างข้างต้น งานประเภทนี้มีอะไรบ้าง ค่อยศึกษาเรียนรู้กันไป

เมื่อพระไม่ต้องทำเอง การละเมิดศีลก็ไม่เกิด 

เมื่อไม่ละเมิดศีล วิถีชีวิตสงฆ์ก็ไม่เสีย

วิถีชีวิตสงฆ์ไม่เสีย พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ได้

มองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลหรือยังครับ?

กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด เป็นบุคคลช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ เป็นบุคคลที่พระจำเป็นต้องมี ต้องใช้ 

แต่ปัญหาใหญ่ก็คือจะไปหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดได้ที่ไหน?

ปัญหานี้ก็คือที่ผมบอกว่า-เป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่ขวางหน้าพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทย ทั้งในเมืองไทยและทุกแห่งทั่วโลก

ไปหาได้ที่ไหน?

ก็หาด้วยวิธีที่ผมกำลังทำอยู่ คือบอกกล่าวกัน-อย่างที่กำลังบอกอยู่นี่ไง

เป็นวิธีตรง ๆ ซื่อ ๆ

หรือใครจะว่าเป็นวิธีทื่อ ๆ หรือโง่ ๆ ก็คงไม่ผิด

บอกแล้วจะมีใครฟัง?

ฟังแล้วจะมีใครคิด?

คิดแล้วจะมีใครทำ?

ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร

บอกไปจนตายก็ไม่มีใครอาสาเข้าไปเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด-ให้โง่หรอก

และส่วนมากจะลากภูเขามาขวางทาง-ทำไม่ได้หร็อก ติดตรงนั้น ตันตรงนี้ สารพัด

.........................................................

สังคมไทยเรา มีคนที่พร้อมจะด่าพระ ถล่มพระอยู่ตลอดเวลา

แต่ขาดแคลนคนที่จะช่วยพระ-โดยเฉพาะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

.........................................................

บรรดาอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง-ที่ทำไม่ได้

หาคนมาเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด-ไม่ได้ 

หรือหาคนมาช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ-ไม่ได้

รากเหง้าใหญ่อยู่ที่-พระท่านไม่พยายามช่วยตัวเอง

คณะสงฆ์ไทยมีทุนที่คนเก่าท่านวางรากฐานไว้ดีมาก ๆ นั่นคือ มีระบบการปกครอง ตั้งแต่ฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ คือเจ้าอาวาส ไปจนถึงองค์กรขนาดมหึมา-จะเรียกชื่ออะไรก็ตาม-ปัจจุบันเรียกว่า มหาเถรสมาคม

ถ้าฟันเฟืองเหล่านี้ขยับขับเคลื่อนขึ้นมาช่วยตัวเอง อย่าว่าแต่หาคนมาเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดเลย ทำชาวโลกทั้งโลกให้เป็นพุทธศาสนูปถัมภกก็ทำได้ 

เรารู้และยอมรับกันว่า พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน ถึงกับพระเองพูดใส่หน้าผมว่า “สมัยนี้ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย”

แต่ใช้เงินอย่างไรจึงจะไม่ละเมิดศีล ไม่มีใครคิด ทั้ง ๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งสามารถจะช่วยกันคิดทำได้-ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีอยู่แท้ ๆ 

แต่พระท่านก็ไม่ช่วยกันคิด

เรารู้กันว่า รับเงินจ่ายเงิน พระทำเองผิดวินัย ต้องมีคนรับเงินจ่ายเงินแทนพระ ถึงกับพระเองพูดใส่หน้าผมว่า “โยมช่วยมาเป็นคนรับเงินจ่ายเงินแทนอาตมาให้หน่อยสิ รู้ดีนักนี่”

แต่จะหาคนรับเงินจ่ายเงินแทนมาจากไหน ไม่มีใครคิด ทั้ง ๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งสามารถจะช่วยกันคิดทำได้-ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีอยู่แท้ ๆ 

แต่พระท่านก็ไม่ช่วยกันคิด

นี่คือที่บอกว่า-พระท่านไม่พยายามช่วยตัวเอง

.........................................................

จับเข่าคุยกันให้เข้าใจก่อนนะครับว่า เดี๋ยวนี้พระภิกษุสามเณรในเมืองไทยรับเงิน จับเงิน ซื้อของ จ่ายเงินด้วยตัวเอง ทั่วไปแล้ว อ้างว่าเป็นความจำเป็นตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม

และเข้าใจตรงกันนะครับว่า เราไม่ว่าอะไรกันแล้ว เลิกพูดกันแล้ว และเรายอมรับกันว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ต้องย้ำว่า-เข้าใจให้ตรงกัน จะได้ไม่มีใครมาถล่มผมข้อหาถล่มพระ

.........................................................

ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ก็เพื่อย้ำเตือนว่า แม้เราจะไม่ว่าอะไรกันแล้ว และเรายอมรับว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ไม่ว่าเราหรือใครจะมองอย่างไรคิดอย่างไรก็ตาม การละเมิดศีลก็ยังคงเป็นภัย คือเป็นการทำร้ายพระศาสนาอยู่นั่นเอง

ถ้าไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับตรงนี้ และไม่คิดจะหยุดทำ เราก็กำลังฆ่าตัวตาย คือดำเนินไปสู่ความพินาศ

..........................

โปรดถอยหลังมาตั้งหลักตรงนี้นิดหนึ่ง -

การละเมิดศีล คือทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเรื่องนั้นท่านห้ามทำ ก็ยังฝืนทำ จัดว่าเป็น “ภัย” 

ละเมิดศีล แล้วพากันเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย จัดว่าเป็น “มหาภัย”

ขอให้ศึกษาข้อความในพระไตรปิฎกต่อไปนี้ -

.........................................................

“อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี” 

แปลความว่า “โทษเพียงเล็กน้อยก็เห็นเป็นภัยที่น่ากลัว” 

หมายความว่า ไม่ดูหมิ่นสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อาบัติก็แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ความผิดบกพร่องก็เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

.........................................................

พระภิกษุที่ดีจะไม่คิดแบบนี้ แต่จะเห็นว่า พระธรรมวินัยทุกข้อทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสำคัญ สิกขาบทไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงไรเป็นเรื่องควรยำเกรงทั้งสิ้น ไม่กล้าล่วงละเมิด

“อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี” เป็นข้อความบรรยายถึง --

- ลักษณะของภิกษุผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเพื่อขัดเกลาตนเอง 

- คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของภิกษุที่คณะสงฆ์ควรแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ อันเป็นกิจของพระศาสนา เช่น ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนภิกษุณี เป็นพระวินัยธร ทำหน้าที่ตัดสินอธิกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 

- คุณสมบัติของภิกษุผู้นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสของประชาชน

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติข้อนี้น่าศึกษายิ่งนัก 

ขอยกมาศึกษากันในตอนหน้าครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๓ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๓๑


[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๘)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ที่จะนำมาศึกษาต่อไปนี้มีอยู่ในคัมภีร์แบบเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทย 

แต่ผมเชื่อว่า นักเรียนบาลีของเรา-ไม่ว่าจะเรียนจบแล้วหรือยังไม่จบ จะลืมหมดแล้วหรือไม่ก็นึกไม่ออกว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร เพราะเราเรียนบาลีเพื่อสอบได้ ไม่ได้เรียนเพื่อเอาความรู้-ความข้อนี้ตั้งใจพูดให้กระทบใจครับ บอกเสียเลย

..........................

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ เป็นดังนี้ -

.........................................................

สีลวา  โหติ  ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ  อาจารโคจรสมฺปนฺโน  อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี  สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ  พหุสฺสุโต  โหติ  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย.

แปลถอดความดังนี้ -

สีลวา  โหติ  

เป็นผู้ทรงศีล 

ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ

สำรวมระวังอยู่ในพระปาติโมกข์

อาจารโคจรสมฺปนฺโน 

ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร (คือความประพฤติปฏิบัติอันสมควรแก่ภูมิเพศบรรพชิต)

อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี 

โทษผิดเพียงเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นภัยน่ากลัวไม่กล้าล่วงละเมิด

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ 

ปฏิบัติอย่างมั่นคงอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

พหุสฺสุโต  โหติ  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย.

เป็นพหูสูต ทรงความรู้ ใฝ่หาความรู้

ที่มา: สิกขาบทที่ ๑ โอวาทวรรค ปาจิตตียกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๐๗ และที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง

.........................................................

ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ พระอภิธรรมปิฎก แสดงลักษณะของพระผู้ปฏิบัติขัดเกลาตนเองขึ้นต้นเหมือนกัน แต่ขยายความเพิ่มเติมออกไปอีก พึงศึกษาดูเถิด

https://84000.org/tipitaka/read/?35/599

.........................................................

คำว่า “ภยทสฺสาวี” นั้นสำคัญมาก หมายถึงเห็นว่าการละเมิดศีลเป็นภัย คือเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่กล้าละเมิด

แต่พระสงฆ์ในปัจจุบันท่านไม่กลัว ท่านกล้าละเมิด

มิหนำซ้ำ ละเมิดแล้วยังเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายเสียอีกด้วย

คือถ้าละเมิดแล้วยอมรับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ก็ยังพอมีหวังว่าจะไม่ละเมิดอีก คือละเมิดเฉพาะคราวที่จำเป็นสุดวิสัยจริง ๆ

แต่ถ้าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายเสียแล้ว ก็คงจะละเมิดเรื่อยไป และพากันเห็นว่าการละเมิดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา 

ถึงขั้นนี้ก็ไม่ใช่ภัยธรรมดาแล้ว แต่จัดว่าเป็น “มหาภัย”

และเมื่อพากันเห็นว่า รับเงินเองใช้เงินเองไม่ใช่เรื่องเสียหายอย่างนี้แล้ว ความคิดที่จะหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด มาช่วยทำหน้าที่แทนก็จึงไม่มี เห็นว่าไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำไป

แปลว่าตั้งใจละเมิดศีลเป็นการถาวร

และเมื่อละเมิดเรื่องหนึ่งได้ เรื่องสอง เรื่องสามก็ตามมาได้ไม่ยาก

เห็นมหาภัยที่จะเกิดแก่ศีล ๒๒๗ ในอนาคตอันไม่ไกลกันบ้างหรือไม่

เมื่อศีลส่วนที่เป็นอาทิพรหมจรรย์ถูกละเมิดหมด 

ศีลส่วนที่เป็นอภิสมาจารก็ไม่ต้องพูดถึง-คือไม่เหลือเช่นกัน

เมื่อศีลไม่เหลือ วิถีชีวิตสงฆ์ก็ไม่เหลือ

เมื่อวิถีชีวิตสงฆ์ไม่เหลือ พระพุทธศาสนาก็ไม่รอด

ไม่ใช่มองในแง่ร้าย

แต่มองตามเหตุผลที่เป็นไปได้จริง

ทางรอดก็คือ หาวิธีช่วยพระไม่ให้ละเมิดศีล

เริ่มด้วย-ช่วยกันถวายกำลังใจให้พระท่านมีอุตสาหะที่จะรักษาศีล ช่วยกันหาวิธีทำให้พระท่านรักษาพระธรรมวินัยได้สะดวกขึ้น อยู่กับสังคมได้และรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ด้วย 

ใครคิดอะไรออกก็ช่วยกันแนะนำเผยแพร่ พระท่านจะได้รู้ว่าโยมไม่ทิ้งพระ โยมเป็นห่วงพระ พระท่านจะได้ห่วงตัวท่านเองและห่วงพระธรรมวินัยยิ่ง ๆ ขึ้น

สำนึกที่จะมีฉันทะอุตสาหะรักษาศีลรักษาพระธรรมวินัยให้มั่นคง รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ให้เข้มแข็ง ก็จะค่อย ๆ ฟื้นคืนมา

.........................................................

การกระทำอย่างนั้นผิดศีล

มีโยมมาคอยรับทำให้ พระไม่ต้องทำเอง

พระท่านจะเอาเหตุผลอะไรมาอ้าง-ที่จะทำผิดศีลต่อไปอีก

.........................................................

ตรรกะง่าย ๆ แต่สามารถช่วยรักษาพระศาสนาไว้ได้

ทำบุญควักกระเป่าบริจาคสร้างนั่นนี่โน่น มีคนชักชวนบอกบุญกันอึกทึกทุกวัน ทั้งพระทั้งชาวบ้าน

แต่ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ไม่มีใครเอ่ย ไม่มีใครแอะ ไม่มีใครชวน ไม่มีใครคิด

ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครคิดทำเรื่องนี้มาก่อน-เรื่องชักชวนคนให้ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

ถ้ามีใครเคยคิดเรื่องนี้มาแล้ว ก็ขอยกความดีความชอบให้ท่านผู้นั้นไปเต็ม ๆ ผมจะยิ่งดีใจว่า-เรามีพวกแล้ว เราไม่ได้คิดเพ้อเจ้อไปคนเดียว เราเจอคนที่จะมาช่วยกันทำงานนี้แล้ว

แต่คนที่คอยจ้องจะ “เบรก” ก็คงมี และน่าจะมีมากกว่าคนที่คิดจะช่วย 

.........................................................

คิดได้แต่ทำไม่ได้หรอก 

จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน 

เดี๋ยวมันก็โกงเงินพระเงินวัดกันสนุกไปเสียอีก 

ช่วยพระเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก 

ห้ามไม่ได้หรอก 

ปล่อยให้เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว 

คิดเลอะเทอะ ไร้สาระ

.........................................................

- จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน 

- ช่วยเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก

๒ ข้อนี่น่าคิด

จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน คือ จะไปหาคนอาสาสมัครเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดได้ที่ไหน ใครเขาจะอยากเป็น

ถ้ามองที่ระบบ นอกจากคณะสงฆ์ไทยจะมีทุนดี-คือเรามีตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปถึงเจ้าอาวาสรูปสุดท้าย ที่-ถ้าจะช่วยกันหาก็หาได้-ดังที่ว่ามาแล้วในตอนก่อน ๆ ทางราชการบ้านเมืองก็ตั้งทุนไว้ดีด้วย นั่นคือ เรามีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหานี้

แต่เป็นโชคร้ายของเรา-ถ้าจะเรียกอย่างนั้น-คือ คณะสงฆ์ท่านไม่คิดจะช่วยตัวเอง 

ครั้นดูไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็โชคร้ายอีก เพราะเป็นหน่วยงานราชการ ตกอยู่ในค่านิยมของระบบราชการ

.........................................................

ค่านิยมของระบบราชการไทยคือรับใช้ “นาย” ไม่ใช่รับใช้ประชาชน

ประชาชนจะเอาอะไร โยกโย้ ยืดเยื้อยาวนานมากกว่าจะลงมือทำได้ เรื่องใหญ่ก็คือต้องรอให้นายอนุมัติ

แต่ถ้านายจะเอาอะไร ลงมือได้ทันที

.........................................................

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ตกอยู่ในคติเดียวกัน หน่วยงานแห่งนี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อจะรับใช้วัดรับใช้พระ แต่หน่วยงานนี้ไม่ได้ฟังว่าวัดจะเอาอะไรพระจะเอาอะไร

แต่คอยฟังว่านายจะเอาอะไร

บางสมัย ผู้บริหารหน่วยงานนี้แทนที่จะช่วยพระไม่ให้ทำผิด กลับ “เล่นงาน” พระที่ตนเชื่อว่าทำผิดเอาด้วยซ้ำ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมี “หน่วยขึ้นตรง” (ภาษาทหาร) อยู่ทุกจังหวัด นี่คือทุนดีที่เรามีอยู่

ถ้าหน่วยงานนี้จะเป็นหัวหอกในการจัดหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ให้แก่วัดต่าง ๆ ก็จะสามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะรู้จักวัด รู้จักคน อยู่ใกล้กับประชาชนในพื้นที่

แต่หน่วยงานนี้ก็ไม่ได้ทำ อ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีในระเบียบ 

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ-นายไม่ได้สั่ง

คณะสงฆ์ท่านก็ไม่คิดจะช่วยตัวเอง

หน่วยราชการที่เรามีอยู่ ก็ไม่คิดจะช่วยพระ

คงเหลือแต่เรา-ชาวพุทธที่รักและห่วงพระศาสนา

ถ้าเราพากันคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ ศาสนาไม่ใช่ของกูคนเดียว

ซ้ำพอมีใครคิดจะทำ ยังพากันเหยียบย่ำเย้ยหยันให้อีกด้วย

พระพุทธศาสนาก็ม้วยลงด้วยมือของพวกเรานี่เอง

แต่ภาษานักเลงบอกไว้ว่า-อย่าเพิ่งถอดใจ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๓:๒๕


[full-post]



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๙)-จบ

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ที่ภาษานักเลงบอกไว้ว่า “อย่าเพิ่งถอดใจ” หมายความว่า อย่าเพิ่งเลิกคิด

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร ก็อย่าเลิกคิดเรื่องชักชวนให้คนทำบุญด้วยการช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

วิธีที่แสดงว่าไม่ถอดใจหรือไม่เลิกคิดก็คือ --

ไม่ใช่โอกาสก็เฉยไว้ รอโอกาส

แต่ถ้าใช่โอกาส เป็นโอกาสแล้ว ทำทันที

ปลุกความคิดให้เกิดขึ้นในสังคมไทยว่า การช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะช่วยรักษาพระศาสนาได้อย่างแท้จริง

.........................................................

ต้องอาบัติคือละเมิดศีล

ละเมิดศีลคือทำลายพระศาสนา

ช่วยพระไม่ให้อาบัติคือช่วยรักษาพระศาสนา

การช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเป็นการทำบุญที่เรียกว่า “ไวยาวัจมัย” เป็น ๑ ใน ๑๐ ของวิธีทำบุญตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ตรงกับที่คนสมัยใหม่รู้จักกันในนาม “จิตอาสา” 

คนไทยมีจิตอาสาในเรื่องอื่น ๆ ได้ ก็ต้องมีจิตอาสาในการเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ได้ด้วย

.........................................................

พูดได้ พูด

บอกได้ บอก

ชวนได้ ชวน

แม้แต่ในคณะสงฆ์ที่ท่านไม่คิดจะช่วยตัวเองนั้นเองก็อย่าละเว้น

รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าอาวาสวัดไหน หลวงพ่อหลวงลุงหลวงน้าหลวงพี่รูปไหน มีโอกาสบอกท่านได้ บอก

รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ กรรมการมหาเถรสมาคมรูปไหน มีโอกาสบอกท่านได้ บอก

.........................................................

ไม่ต้องเกณฑ์ให้ท่านเห็นด้วย

ไม่ต้องหวังว่าท่านจะเห็นด้วย

แต่ให้ระลึกไว้เสมอว่า-พูดยังไงท่านก็ไม่เอาด้วย

ตั้งอารมณ์ไว้อย่างนี้ เราจะไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเปล่าหรือขาดทุน

.........................................................

และแม้แต่กับคนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดใกล้บ้านเราซึ่งมีอยู่ทุกจังหวัดนั่นด้วย มีโอกาสพูด มีโอกาสคุย ก็อย่าละเว้น

ตั้งอารมณ์อย่างที่ผมเรียกว่า “ลมพัดใบไม้ไหว” --

เราไม่ใช่นายเขา เขาไม่ฟังเราหรอก 

ถึงฟังเขาก็ไม่เชื่อเราหรอก

แต่อย่างน้อยที่สุด-เขาก็ได้ยิน

ตัวเราผู้คิด ผู้บอก อยู่ได้ไม่นานก็ต้องไป

แต่ความคิด คำบอกของเราอยู่ไปได้อีกนาน

สักวันหนึ่ง คนที่มีบารมี มีความสามารถมากกว่าเรา มาได้ยินความคิดนี้ เขาอาจเอาไปทำให้เกิดผลสำเร็จขึ้นมาได้

..........................

วิธีหนึ่งที่น่าทำ คือ หาคนที่มีพรสวรรค์ในการชักชวนผู้คน

ขออนุญาตเล่าเรื่องจริงที่วัดมหาธาตุราชบุรี

วัดมหาธาตุราชบุรีทำบุญวันพระตลอดทั้งปี (วัดทั่วไปทำบุญวันพระเฉพาะช่วงเวลาเข้าพรรษา) มีขันบริจาค ๓ ขัน คือขันกัณฑ์เทศน์ ขันครัวสงฆ์ และขันน้ำปานะ ตั้งขันไว้กับที่ ใครมีศรัทธาจะบริจาคขันไหน เชิญตามศรัทธาอัธยาศัย 

ขยายความหน่อยเพื่อความเข้าใจที่ดี

๑ ขันกัณฑ์เทศน์ ไม่ต้องพูด รู้จักกันทั่วไปอยู่แล้ว

๒ ขันครัวสงฆ์ วัดมหาธาตุมีครัวสงฆ์ ทำอาหารถวายพระตอนเพล บางทีก็เช้าด้วยตามโอกาส อาหารแห้งที่พระไปบิณฑบาตได้มาหรือที่มีคนเอามาทำบุญวันพระหรือวันอื่น ๆ จะเก็บไว้ที่ครัวสงฆ์ มีแม่ครัวมาปรุงถวายพระเป็นประจำ

๓ ขันน้ำปานะ สำหรับจัดหาน้ำปานะถวายพระตอนบ่าย รวมทั้งเลี้ยงญาติโยมที่มาถืออุโบสถ ตลอดจนคนทั่วไปที่มาหาพระหรือมาด้วยกิจใด ๆ แล้วผ่านไปทางโรงครัวที่เลี้ยงน้ำ ก็จะมีน้ำปานะเลี้ยง

เฉพาะขันน้ำปานะ จะมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาทำบุญวันพระเป็นประจำ ขออนุญาตถือขันเดินบอกบุญทั่วศาลา ทำเพราะอยากทำ ทำด้วยความสุข บุคลิกของโยมคนนี้ถือขันไปทางไหนไม่มีใครรังเกียจ ไม่มีใครรำคาญ ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นการรบกวนหรือรีดไถ ไม่ต้องเดินไปใส่ขันเอง มีคนบริการให้ถึงที่ มีแต่ยินดีบริจาค คนอื่นทำไม่ได้ เลียนแบบกันไม่ได้ เป็นบุคลิกประจำตัว

..........................

คนที่ถนัดในการชวนคนให้ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ต้องมีอยู่แน่ ๆ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าหาคนแบบนี้เจอ โอกาสที่จะทำงานนี้สำเร็จก็มีได้ไม่ยาก

แม้แต่ในหมู่พระด้วยกันนั่นเองก็ต้องมี นึกออกไหมครับ พระที่หาเงินเก่ง สร้างโบสถ์สร้างศาลา เงินเป็นสิบล้านหาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะท่านมีบุคลิกในทางนั้น

พระที่ถนัดชวนโยมให้ทำบุญไวยาวัจมัยก็ต้องมี เพียงแต่ใช้คนให้ถูกงาน-ใช้งานให้ถูกคน โอกาสที่จะทำงานนี้สำเร็จก็มีได้ไม่ยาก

..........................

คราวนี้-สมมุติว่า-กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด มีอยู่พร้อมบริบูรณ์ทุกวัด ถึงตอนนั้น การละเมิดศีลเรื่องรับเงินเองใช้เงินเอง หรือต้องทำนั่นนี่โน่นเองทั้ง ๆ ที่ผิดศีล เพราะไม่มีใครช่วยทำ ก็จะไม่เกิดขึ้น

ก็จะเหลือเฉพาะการละเมิดศีลที่พระท่านทำตัวเองล้วน ๆ เช่น-ฉันข้าวค่ำ ร่ำสุรา เกาะแกะสีกา ขี้เกียจสวดมนต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นความบกพร่องที่เกิดจากตัวพระเอง

คราวนี้ญาติโยมก็มีสิทธิ์ที่จะ “ซัด” พระได้เต็มที่

โยมอุตส่าห์ช่วยท่านถึงเพียงนี้แล้ว ทำไมท่านไม่ช่วยตัวท่านเองด้วย ทำไมท่านยังทำอย่างนี้ - ซัดได้เลย

ตรงนี้คือข้อน่าคิดเรื่องที่ ๒ ของคนที่ออกมาเบรก-ที่ว่า-ช่วยเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก --

ถ้าท่านทำ เราก็มีสิทธิ์ที่จะ “ซัด” ท่านได้เต็มที่เพื่อให้ท่านหยุด

ใครที่ไม่ช่วย-ไม่คิดช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ 

เมื่อพระทำผิด ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตำหนิพระ

แต่เมื่อเราช่วยพระถึงขนาดนี้แล้ว พระก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างเพื่อละเมิดศีลได้เลย

..........................

วิถีชีวิตพระเปรียบเหมือนนักมวยขึ้นเวที

ละเมิดศีล เปรียบเหมือนถูกชกล้มลงไปกองกับพื้นเวที

ละเมิดศีลมาแล้ว ตั้งใจที่จะไม่ละเมิดอีก เปรียบเหมือนลุกขึ้นมาสู้ต่อ

ปฏิบัติไม่ได้ ลาจากวิถีชีวิตสงฆ์ออกไป เปรียบเหมือนลงจากเวที

ละเมิดศีลเรื่อยไป ไม่ตั้งใจจะรักษาศีล แต่ไม่ลาจากวิถีชีวิตสงฆ์ นั่นไม่ใช่วิสัยของอารยชน 

เปรียบเหมือนนักมวยถูกชกลงไปกองกับพื้นเวที 

ถ้ายังอยู่บนเวที ต้องลุกขึ้นมาสู้

ถ้าไม่ลุก ก็ต้องลงจากเวทีไป

จะอยู่บนเวทีด้วย นอนกองอยู่กับพื้นด้วย 

ไม่ใช่วิสัยของนักมวย

..........................

จบเรื่องทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติแต่เพียงนี้

ท่านที่ทำบุญนี้อยู่แล้ว ผมขออนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง

ท่านที่คิดจะทำบุญนี้ ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยเช่นกัน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๘:๔๑

 

[full-post]



ทำบุญให้ถึงปลายทาง

---------------------

คน “หัวก้าวหน้า” มักจะวิจารณ์พระพุทธศาสนาว่า ชอบเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่

แต่ความจริง แนวการสอนที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เสมอก็คือ “อนุปุพพิกถา” เป็นพระธรรมเทศนาที่แสดงเนื้อความลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จนพร้อมที่จะทำความเข้าใจในธรรมส่วนปรมัตถ์ 

“อนุปุพพิกถา” มีหัวข้อธรรม ๕ ข้อ ดังนี้ -

.........................................................

๑. ทานกถา (เรื่องทาน, กล่าวถึงการให้ การเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน 

๒. สีลกถา (เรื่องศีล, กล่าวถึงความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม 

๓. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์, กล่าวถึงความสุขความเจริญ และผลที่น่าปรารถนาอันเป็นส่วนดีของกาม ที่จะพึงเข้าถึง เมื่อได้ประพฤติดีงามตามหลักธรรมสองข้อต้น 

๔. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษแห่งกาม, กล่าวถึงส่วนเสีย ข้อบกพร่องของกาม พร้อมทั้งผลร้ายที่สืบเนื่องมาแต่กาม อันไม่ควรหลงใหลหมกมุ่นมัวเมา จนถึงรู้จักที่จะหน่ายถอนตนออกได้ 

๕. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งความออกจากกาม, กล่าวถึงผลดีของการไม่หมกมุ่นเพลิดเพลินติดอยู่ในกาม และให้มีฉันทะที่จะแสวงความดีงามและความสุขอันสงบที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น 

ตามปกติ พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่คฤหัสถ์ ผู้มีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ ทรงแสดงอนุปุพพิกถานี้ก่อน แล้วจึงแสดงอริยสัจ ๔ เป็นการทำจิตให้พร้อมที่จะรับธรรมะ ดุจผ้าที่ซักฟอกสะอาดแล้วควรรับน้ำย้อมต่าง ๆ ได้ด้วยดี

(เก็บความจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [246])

.........................................................

จะเห็นได้ว่า นรก-สวรรค์ที่พระพุทธเจ้านำมาสอนนั้นไม่ใช่จุดหมายปลายทางในพระพุทธศาสนา 

ประเดี๋ยวจะติดอยู่แค่-อยากหนีนรกไปอยู่สวรรค์-ติดอยู่แค่นี้ 

อย่างที่บางสำนักนิยมเน้นอยู่ 

หลักธรรมที่ยกมาอ้างก็บอกไว้ชัดแล้วว่า ท่านสอนให้เห็นโทษของสวรรค์ด้วย สอนให้เห็นอานิสงส์ของการหลีกเร้นออกจากความติดความอยากต่าง ๆ ด้วย

อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ การปฏิบัติขัดเกลาเพื่อพ้นทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ท่านไม่ได้สอนให้บริจาคทรัพย์สมบัติมาก ๆ เพื่อจะได้เสวยผลบุญในสวรรค์ 

บริจาคตามกำลังก็พอ 

นอกจากนั้น การทำบุญก็มีอีกตั้งหลายวิธี ไม่ใช่ว่ามุ่งแต่สอนให้เขาบริจาค ๆๆๆ ซึ่งเป็น “ทานมัย” อย่างเดียว 

ยังมีสีลมัย ภาวนามัย ... ไปจนถึงการทำความเห็นความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ซึ่งท่านถือว่าเป็นการทำบุญที่สำคัญที่สุด 

แต่นักสอนของเรามักไม่เอามาเน้นเอามาสอน 

เน้นอยู่แต่บริจาคทรัพย์อย่างเดียว 

แล้วก็ย้ำอยู่แต่ว่า บริจาคมาก ๆ จะได้บุญมาก ๆ 

คนมีทรัพย์น้อยก็เลยไม่กล้าทำบุญ 

ทั้งที่หลักก็มีอยู่ว่า -

.........................................................

อปฺปกมฺปิ กตํ เทยฺยํ

ปุญฺญํ โหติ มหปฺผลํ

นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ

อปฺปกา นาม ทกฺขิณา

ที่มา: ปีตวิมาน วิมานวัตถุ พระไตรปิฎกเล่ม ๒๖ ข้อ ๔๗

แปล:

ของถวายที่ทำไปแล้วแม้จะน้อย

บุญก็มีผลมาก

เมื่อจิตเลื่อมใส (ในพระรัตนตรัย)

ทักษิณา (คือของถวายและผลบุญ) ชื่อว่าน้อยย่อมไม่มี

.........................................................

ถ้าเน้นกันที่บุญบริจาค พระภิกษุสามเณรที่เข้าไปครองเพศสมณะก็หมดโอกาสที่จะทำบุญ เพราะจะไปทำการงานหาทรัพย์ที่ไหนมาบริจาคได้เล่า 

แต่การครองเพศสมณะท่านก็สรรเสริญว่าเป็นทางตรงสู่ความพ้นทุกข์ ก็เท่ากับยืนยันว่า แม้ไม่มีทรัพย์จะบริจาคก็ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ได้

ผมมิได้มีเจตนาจะโต้แย้งหรือขัดขวางศรัทธาของท่านผู้ใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำบุญในทางใด ๆ ที่ชอบธรรม ก็ขออนุโมทนาด้วยทั้งสิ้น 

เพียงแต่อยากชวนให้ตรึกตรองตามหัวข้อธรรมที่ยกมา (อนุปุพพิกถา) ให้ตลอดสาย และปฏิบัติตามหัวข้อนั้น ๆ ให้สอดคล้องกันตลอดสาย

การปฏิบัติธรรมให้สอดคล้องกันตลอดสายนั้น ท่านเรียกว่า "ธรรมานุธรรมปฏิบัติ" คนเก่าท่านแปลว่า "ปฏิบัติธรรมน้อยคล้อยธรรมใหญ่" 

หมายความว่า ธรรมที่ปฏิบัติแต่ละหัวข้อต้องนำไปสู่เป้าหมายของการสอนธรรมข้อนั้น ๆ 

เช่นในกรณีอนุปุพพิกถาที่ยกมาแสดงนั้น เป้าหมายก็คือหลีกออกจากกาม (ความติด ความอยากต่าง ๆ แม้แต่อยากไปเกิดในสวรรค์นั้นเอง) 

ถ้าให้ทานรักษาศีลกันเพื่อไปเกิดในสวรรค์แค่นั้น ก็แปลว่าปฏิบัติไม่ถึงเป้าหมาย ก็คือผิดเป้าหมายนั่นเอง

ขออนุโมทนาต่อทุกท่านที่เข้าใจเป้าหมายของการศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม ขอให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องโดยทั่วกันเทอญ 

----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๑:๕๗

[full-post]


บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๓)

------------------------------

วันพระ-ไปวัด

------------------------------

วันพระ ไปวัด - เป็นกิจวัตรประจำชีวิตอย่างหนึ่งของคนไทย สมัยก่อนนับวันเดือนปีทางจันทรคติ วันนี้กี่ค่ำ เมื่อไรวันพระรู้กันชัด สมัยนี้นับวันเดือนปีทางสุริยคติ วันนี้วันที่เท่าไร ขึ้นแรมหายไปจากการคิดคำนึง วันพระก็เลยจางหายไปด้วย

ภาษาไทยมีคำว่า “พอไปวัดไปวาได้” ใช้พูดถึงสตรีที่รูปร่างหน้าตาค่อนข้างดี แม้จะไม่สวยเด่น แต่ก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่จนเกินไป

“ไปวัดไปวา” ก็คือไปทำบุญวันพระ มีคนไปชุมนุมกันมาก แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อย เฉพาะสตรีก็ต้องแถม-งามเท่าที่จะงามได้ เข้าไปด้วย เพราะเป็นการไปเข้าสมาคมหรือออกงานอย่างหนึ่ง

การยกเอาการไปวัดมาพูดในฐานะเป็นโอกาสและเป็นที่อวดโฉมของสตรี จึงเป็นการยืนยันว่า การไปทำบุญวันพระเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ถึงกับยกเอามาเป็นสำนวนพูดกันในภาษาไทย

- “วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น” เป็นคำตำหนิคนที่ทำอะไรพร่ำเพรื่อไปหมด ถึงโอกาสควรหยุดได้ก็ไม่หยุดเสียบ้าง

- “พอไปวัดไปวาได้” เป็นคำพูดถึงสตรีที่รูปร่างหน้าตางามพออวดได้

- “วันพระไม่ได้มีหนเดียว” เป็นคำพูดทำนองอาฆาต หมายความว่าโอกาสที่จะทำการแก้ตัวหรือเอาคืนยังมีอีก

- “หน้าบอกบุญไม่รับ” เป็นธรรมเนียมไทย ไปวัดทำบุญมาแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ผ่านบ้านคนรู้จักหรือได้พบญาติมิตร ก็จะเอ่ยปากแบ่งส่วนบุญให้ ภาษาชาวบ้านที่บอกบุญ (คือบอกให้รับส่วนบุญ) จะพูดว่า “แบ่งส่วนบุญให้ด้วยเน้อ” คนที่ได้รับฟังก็จะตอบว่า “เอ้อ โมทนาบุญเน้อ” (คำสุภาพเป็นทางการก็คือ สาธุ อนุโมทนาบุญด้วย อนุโมทนาบุญด้วยครับ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ อนุโมทนาบุญด้วยจ้ะ) - นี่คือวัฒนธรรมบอกบุญ-รับบุญ 

ใครที่อารมณ์ไม่ดี กำลังหงุดหงิดหรือกำลังโกรธอะไรอยู่ ไม่อยู่ในสภาพที่จะรับบุญได้ ใครมาแบ่งบุญบอกบุญก็จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น 

เวลาไปเจอคนอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ จึงมีสำนวนพูดว่า “หน้าบอกบุญไม่รับ” 

.......................

สมัยหนึ่ง ทางราชการไทยหยุดราชการวันพระ โรงเรียนก็ปิดเรียนวันพระด้วย เวลานี้เด็กรุ่นที่เคยหยุดเรียนวันพระคงจะเกือบหมดตัวแล้ว ต่อไปใครพูดว่าโรงเรียนหยุดวันพระ คนไทยก็คงไม่เข้าใจ

ลองมาฟังเหตุผลของทางราชการสมัยนั้นกันดู --

.........................................................

สำหรับประเทศไทยเราได้มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและได้ใช้พุทธศักราชนับปีราชการ จึงสมควรที่จะมีวันหยุดสำหรับบำเพ็ญศาสนกิจด้วย โดยให้หยุดในวันธรรมสวนะและยกเลิกการหยุดวันเสาร์ครึ่งวันเสีย เพื่อข้าราชการและประชาชนจะได้ระลึกถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา และยึดมั่นในพระไตรสรณาคม จะได้ประพฤติแต่ทางที่ชอบที่ควร ในอันที่จะก่อให้เกิดความเรียบร้อยในสังคม จึงได้ลงมติให้แก้ไขวันหยุดราชการประจำสัปดาห์เสียใหม่ คือ

วันหยุดราชการปกติ ประจำสัปดาห์ ให้หยุดวันธรรมสวนะ และวันอาทิตย์ ทั้งนี้ใช้สำหรับโรงเรียนด้วย

.......

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

นายกรัฐมนตรี

.........................................................

หลวงลุงที่เป็นผู้ปกครองผมสมัยที่บวชเณรท่านสั่งว่า เณร วันพระอย่าไปไหนนะ หมายความว่า วันพระให้อยู่แต่ในวัด อย่าออกไปทำธุระที่อื่น

ตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าหลวงลุงสั่งอย่างนั้นทำไม ต่อมาจึงได้พบคำสั่งของคณะสงฆ์สั่งว่า วันพระเป็นวันที่ประชาชนมาทำบุญที่วัด ขอให้เจ้าอาวาสกำชับพระภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ ให้อยู่วัดเพื่อต้อนรับปฏิสันถารกับประชาชน ไม่ใช่ว่าคนมาทำบุญ แต่พระเณรไปไหนกันหมด คำสั่งนี้ดูเหมือนจะอยู่ในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ น่าจะอยู่ในช่วงปี ๒๕๐๐ ก่อนหรือหลังไม่นาน (ผมบวชเณรปี ๒๕๐๔)

ขอแรงญาติมิตรที่ถนัดในการค้นหาเอกสารเก่าช่วยค้นต้นฉบับประกาศของรัฐบาลเรื่องหยุดราชการวันธรรมสวนะที่มีข้อความเต็มๆ และแถลงการณ์คณะสงฆ์ที่มีคำสั่งให้พระภิกษุสามเณรอยู่วัดในวันพระ มาให้ดูกันหน่อย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ผมลองหาดูแล้ว ไปไม่เป็นครับ

ประกาศของรัฐบาล (ตามภาพประกอบ) และแถลงการณ์คณะสงฆ์ (ตามที่ผมอ้างถึง) มีนัยสอดคล้องกันชอบกลอยู่ เดาเอาว่าคณะสงฆ์อาจเสนอแนะรัฐบาล จึงมีประกาศออกมา หรือรัฐบาลประกาศด้วยความคิดของรัฐบาลเอง คณะสงฆ์เห็นด้วยจึงรับลูกสั่งไปตามวัดต่างๆ

จำเนียรกาลผ่านมา นานแค่ไหนไม่ทราบ การหยุดราชการวันพระก็ถูกยกเลิกไป เหตุผลในการยกเลิกอ้างกันว่าอย่างไรไม่ทราบ ผมไม่เคยเห็นคำประกาศ

แต่เคยเห็นคำวิจารณ์แว่วๆ ว่าบริษัทห้างร้านไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ เอกชนไม่ได้หยุดวันพระ ราชการหยุดวันพระ ติดต่องานไม่ได้-ประมาณนั้น

ศาสนาคริสต์หยุดวันอาทิตย์ ไม่ได้ยินว่ามีใครบ่นติดต่องานไม่ได้ เพราะเอกชนก็หยุด ราชการก็หยุด หยุดเป็นสากล จะเห็นได้ว่าอิทธิพลของ “สากล” นั้นไม่ใช่ธรรมดา

แต่พระเดชพระคุณพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุราชบุรีท่านอธิบายเหตุผลของทางราชการที่เลิกหยุดวันพระให้ผมฟัง ท่านจะรู้มาจากไหนไม่ทราบ ท่านบอกว่า ทางราชการอ้างว่า ที่หยุดวันพระก็เพื่อให้ข้าราชการไปวัด แต่ปรากฏว่าหยุดงานวันพระ ข้าราชการส่วนมากก็ไม่ได้ไปวัดอยู่นั่นเอง กลายเป็นหยุดไปเที่ยว ไม่สมเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้น ยกเลิกดีกว่า หยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนเดิมดีแล้ว เป็นสากลด้วย - เข้าล็อกสากลอีก

พระพระธรรมปัญญาภรณ์แสดงความเห็นในเชิงแย้งว่า ปกติข้าราชการไปทำงาน พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเฝ้าบ้าน การหยุดราชการวันพระ แม้ตัวข้าราชการเองจะไม่ไปวัด แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็จะมีโอกาสไปวัดได้ ไม่ต้องเฝ้าบ้านเพราะลูกหลานที่เป็นข้าราชการหยุดงานอยู่บ้านเอง ไปส่งคนแก่ไปวัดแล้วตัวเองกลับบ้านก็ทำได้ เพราะฉะนั้น การหยุดราชการวันพระจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าวัดทำบุญได้อย่างแน่นอน อย่ามองเฉพาะตัวข้าราชการอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงโอกาสของคนในบ้านด้วย

.......................

ประจักษ์พยานอีกจุดหนึ่งที่ยืนยันว่า วันพระไปวัดเป็นกิจวัตรของชาวพุทธจนกลายเป็นวัฒนธรรมของชาววัด ก็คือ มจร และ มมร อันเป็นสถาบันการศึกษาในคณะสงฆ์หยุดเรียนวันอาทิตย์กับวันพระ สอดคล้องกับคำสั่งคณะสงฆ์ (ตามที่ผมอ้างถึง) ที่ว่าวันพระให้พระภิกษุสามเณรอยู่วัด อย่าออกไปไหน ทั้งนี้เพื่อต้อนรับปฏิสันถารชาวบ้านญาติโยมที่มาทำบุญ

วันพระไปวัด - จึงเป็นกิจวัตร เป็นประเพณีที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ยังไม่เหลือเพียงตำนานเล่าขาน แต่ยังมีผู้คนประพฤติปฏิบัติกันอยู่จริงๆ

แต่จากการติดตามเฝ้าดูอย่างต่อเนื่อง น่าวิตกครับ ทุกวันนี้ มจร และ มมร เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของชาวโลกมากขึ้นทุกที บุคลากรของ มจร และ มมร หรือผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรมเกี่ยวกับ มจร และ มมร ก็เป็นชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผู้บริหารไม่แข็งพอ ไม่ตระหนักถึงคุณค่า โดยเฉพาะการหยุดวันพระอันเป็น “อัตลักษณ์” ของพระพุทธศาสนา ในอนาคต การหยุดเรียนวันพระอาจถูกยกเลิกโดยไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร หยุดเสาร์อาทิตย์ตามโลกเขาดีกว่า มันเป็นสากล 

ถึงตอนนั้น ก็-สวัสดีพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาของสงฆ์ไทย

.......................

เขียนมา ๓ ตอนแล้ว ยังไปไม่ถึงประตูวัด

ตอนหน้าน่าจะเข้าประตูได้ครับ

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๖:๕๗

[right-side]

 


เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๔) 

-----------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

.......................

๓ เรื่องทอดกฐิน (๒)

...................

กฐินพระคือผ้า

กฐินข้าคือเงิน

...................

ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำนี้ เพราะนี่เป็นจุดเพี้ยนใหญ่ที่สุดของเรื่องทอดกฐิน

“กฐินข้าคือเงิน” - หมายถึง กฐินที่ข้าพเจ้าชาวไทยทอดกันในทุกวันนี้ถือว่าเงินสำคัญที่สุด ผ้าเป็นส่วนประกอบ

คนไทยทอดกฐินกันทุกวันนี้ไม่ได้สนใจเรื่องการผลัดเปลี่ยนไตรจีวรของภิกษุ ไม่ได้ติดใจเรื่องการสนับสนุนให้สงฆ์เกิดความสมัครสมานสามัคคีมีน้ำใจร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกิจของสงฆ์และของเพื่อนภิกษุด้วยกัน

ทอดกฐินเสร็จ ถามกันว่าได้เงินเท่าไร สนใจแค่นี้

ค่านิยมนี้ครอบงำความคิดของคนทั่วไป ใครอยากจะเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน คิดอยู่เรื่องเดียว-มีเงินพอหรือเปล่า

ค่านิยมนี้ครอบงำวัดหลายวัด - ถ้าเงินไม่ถึง อย่ามาจองกฐินวัดอาตมา

อย่างสุภาพที่สุดก็บอกว่า เปิดโอกาสให้คนที่มีกำลังมากกว่าเถอะโยม วัดจะได้ประโยชน์มากกว่า

ความผิดเพี้ยนนี้เกิดจาสภาพสังคมด้วย นั่นคือ สมัยนี้ผ้าหาง่าย ไตรจีวรมีพอ ต้องพูดว่ามีเหลือเฟือ การผลัดเปลี่ยนไตรจีวรประจำปีของภิกษุไม่ใช่ปัญหาและไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอีกต่อไป การอาศัยการทอดกฐิน-รับกฐิน-กรานกฐิน เป็นทางแสดงออกถึงความสมัครสมานของสงฆ์ก็พร่ามัวลงไปจนมองแทบไม่เห็น จนในที่สุดก็ไม่มีใครสนใจ

ทอดกฐินได้อานิสงส์แรง ที่เคยถือกันมาแต่กาลก่อน ก็ยังคงถือกันอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่น้ำหนักของอานิสงส์เคลื่อนที่จากผ้าไปอยู่ที่เงิน

“องค์กฐิน” ของคนสมัยก่อนหมายถึงผ้าที่จะนำไปถวายสงฆ์ (“เฉพาะผ้ากฐิน บางทีก็เรียกว่า องค์กฐิน”-พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

“องค์กฐิน” ของคนสมัยนี้หมายถึงพุ่มเงินที่แห่ไปในขบวนกฐิน

ที่ว่ามานี้คือภาพรวมที่เป็นความหมายของคำว่า “กฐินข้าคือเงิน” 

เรื่องนี้ ถ้าไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี เพื่อนก็จะขัดใจกัน นั่นคือ เมื่อเห็นว่ากฐินคือเงินเช่นนี้แล้ว พอใครมาพูดว่า กฐินคือผ้า ก็จะถูกมองว่าคนพูดแบบนี้ไม่เห็นความสำคัญของเงิน 

วัดจำเป็นต้องใช้เงิน การสร้างวัด การดูแลวัด การบูรณปฏิสังขรณ์วัด การบริหารจัดการวัด ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในวัด รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในกระบวนการที่จะทำให้วัดคงเป็นวัดอยู่ได้ต้องใช้เงินทั้งสิ้น จะมาว่าเงินไม่สำคัญได้อย่างไร

เขาบอกว่า-กฐินคือผ้า

ไม่ได้บอกว่า-เงินไม่สำคัญ

ทำไมคิดไกลไปอย่างนั้นได้

เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือ แยกเงินออกจากกฐินให้เด็ดขาด

ทอดกฐิน คือถวายผ้าให้แก่สงฆ์

หาเงิน คือหาเงินให้วัด

แยกกันชัดๆ เป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว

ไม่มีใครปฏิเสธว่าวัดไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หาเงินให้วัดจึงเป็นเรื่องดี จะหาด้วยวิธีไหนก็ช่วยกันหาไป คนที่บอกว่ากฐินคือผ้าก็ไม่เคยไปคัดค้านขัดขวางการหาเงินเข้าวัด มีแต่จะช่วยหา

แม้แต่จะหาเงินด้วยวิธีทอดกฐินนั่นเองก็สามารถทำได้ ไม่ได้ขัดข้องอะไรเลย แต่ต้องไม่ทำให้กฐินเสียหลัก 

หลักของกฐินคือ ๑ เจ้าภาพเดียว ๒ ผ้าผืนเดียว ง่ายๆ แค่นี้

ธรรมเนียมการจองกฐิน และคำว่า “กฐินสามัคคี” เป็นพยานยืนยันว่า คนเก่าเขาเข้าใจหลักนี้ดี

ทำบุญอื่นๆ ไม่ต้องจอง ใครมาก่อนทำก่อน มาทีหลังก็ทำได้อีก ใครสะดวกเมื่อไรทำเมื่อนั้น แต่บุญกฐินทำอย่างนั้นไม่ได้ คนหนึ่งทอดแล้ว คนอื่นจะมาทอดซ้ำอีกไม่ได้ 

นี่คือเหตุผลที่ต้องจอง เพราะจะได้ไม่มาทอดซ้ำซ้อนกัน 

ทอดซ้ำซ้อนกันไม่ได้ เพราะกฐินมีได้เจ้าภาพเดียว

กฐินสามัคคี-เกิดจากแย่งกันเป็นเจ้าภาพ เพราะเจ้าภาพมีได้รายเดียว รายหนึ่งได้ทอด รายอื่นๆ อด ถ้ามีเจ้าภาพได้หลายรายจะต้องแย่งกันทำไม เอ็งอยากทอดก่อน ทอดไป เดี๋ยวข้าทอดทีหลังก็ได้ แต่ทอดกฐินทำแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องแย่งกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งก็คงทอดได้รายเดียวอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงเกิดความคิด ทุกรายรวมกันเป็นรายเดียว เป็นเจ้าภาพเดียว เท่ากับได้ทอดกฐินหมดทุกราย 

นี่คือความหมายเดิมแท้ของคำว่า “กฐินสามัคคี” คือเริ่มต้นด้วยการแย่งกันเป็นเจ้าภาพ แล้วจบลงด้วยการรวมตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกัน-เจ้าภาพเดียว

เมื่อรวมตัวกันเป็นเจ้าภาพเดียวได้ ก็สอดคล้องกับ-ผ้าผืนเดียว เจ้าภาพเดียว ผ้าผืนเดียว ก็ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องมีผ้าของใครของมัน เพราะทุกคนเป็นเจ้าของผ้าผืนเดียวนั้นร่วมกัน กฐินเป็นกองๆ กฐินเป็นคณะๆ ก็ไม่ต้องมี

จะแบ่งเป็นกองเป็นคณะเพื่อจะได้หาเงินได้เยอะๆ ก็แบ่งได้ แต่เมื่อจะน้อมนำผ้ากฐินเข้าไปถวายสงฆ์ ต้องรวมกันให้เหลือเพียงกองเดียวคณะเดียว ซึ่งนั่นก็หมายถึงเจ้าภาพเดียว และมีผ้าผืนเดียวที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ 

ถ้าทำแบบนี้ เงินก็ยังหาได้ กฐินก็ไม่เสียหลัก 

แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ 

แบ่งกฐินเป็นกองๆ เป็นคณะๆ เพื่อที่จะได้หาเงินได้มากขึ้น

ถึงเวลาถวาย ก็กองใครกองมัน คณะใครคณะมัน น้อมนำเข้าไปถวาย

หาเงินได้มาก แต่เสียหลักของกฐิน

นี่คือโทษที่มีมูลรากมาจากคติ “กฐินข้าคือเงิน”

โทษอีกอย่างหนึ่งของการตีค่ากฐินเป็นเงิน-เป็นโทษที่นึกไม่ถึง-ก็คือ เท่ากับเป็นการกีดกันคนจนไม่ให้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพทอดกฐินนั่นเอง

คนจน ทำได้อย่างเดียวคือบริจาคเงินตามมีตามเกิดร่วมสมทบเป็นบริวารกฐิน แต่จะเป็นเจ้าภาพทอดกฐินเองไม่ได้ เพราะมี “กำแพงเงิน” ขวางทางไว้

พอจะไปจองกฐิน ถูกทัก-มีเงินเท่าไร วัดนี้เงินไม่ถึงไม่รับจอง จนแล้วยังไม่เจียมตัว สะเออะจะเป็นเจ้าภาพ ฯลฯ

แม้ไม่พูดออกมาตรงๆ ใจก็คิด ที่ใจคิดก็เพราะถูกครอบงำด้วยคติ-กฐินคือเงิน ทอดกฐินต้องมีเงิน 

ถ้าไม่ช่วยกันแยกเงินออกจากกฐิน แต่ยังพากันเห็นกฐินเป็นเงินอยู่อย่างนี้ ในที่สุดกฐินของพระพุทธองค์ก็จะเพี้ยนจนไม่เหลือเนื้อเดิม

ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน กฐินมีเวลาทอดเพียง ๑ เดือน เราทอดกฐินในความหมายเดิม คือถวายผ้าให้สงฆ์ ได้บุญบริสุทธิ์ ทั้งยังรักษากฐินของพระพุทธองค์ให้เป็นกฐินบริสุทธิ์ได้ด้วย เราก็ยังมีเวลาอีกตั้ง ๑๑ เดือนที่จะช่วยกันหาเงินเข้าวัดได้สบายๆ 

เจ้าภาพรายใด วัดไหน ทอดกฐินหาเงินเข้าวัดด้วย และไม่ทำให้กฐินเสียหลักด้วย ขอกราบอนุโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

.....................

ผู้คนมองเห็นกฐินเป็นเงิน เราคงห้ามไม่ได้ แต่ที่พอจะทำได้ก็คือ ขอร้องขอแรงให้ช่วยกันศึกษาหาความรู้เรื่องกฐิน-และทุกเรื่องที่เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา-ศึกษาไปให้ถึงต้นเรื่องต้นเค้าเดิม จนได้ความรู้ที่ถูกต้องว่าเรื่องเดิมเป็นอย่างไร แล้วช่วยกันเผยแผ่ความรู้นั้นให้แพร่หลายต่อไป 

คนที่รู้เข้าใจแล้ว เมื่อเห็นสิ่งที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน จะได้มองออกบอกถูกว่าตรงกันหรือต่างกันกับของเดิมอย่างไร ต่อจากนั้นก็จะสามารถกำหนดท่าทีของตัวเองได้ว่าควรทำอย่างไรหรือไม่ควรทำอย่างไร

เวลานี้จุดอับ จุดอ่อน หรือจุดบอดของพวกเราชาวพุทธก็คือ ไม่มีอุตสาหะที่จะศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงต้นเรื่องต้นเค้า แต่ใช้วิธีจับเอาเฉพาะที่เห็นที่ทำกันในปัจจุบัน แล้วตัดสินผิดถูกไปตามความเห็นของตัวเอง เรื่องเพี้ยนๆ จึงเกิดขึ้น คงอยู่ และดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น

เมื่อก่อน โครงสร้างการบริหารงานคณะสงฆ์ของเรามีองค์การศึกษา และองค์การเผยแผ่ ซึ่งนับว่าเหมาะสมมาก คือ องค์การศึกษาทำหน้าที่ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเรียนรู้หลักพระธรรมวินัย องค์การเผยแผ่ทำหน้าที่ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเผยแผ่ความรู้ที่ได้มาไปสู่สังคม 

พอเปลี่ยนมาเป็นมหาเถรสมาคม องค์การทั้งหลายที่เคยมีก็สลายตัว ตัวบุคคลที่รับผิดชอบงานก็พร่ามัว การลงมือทำงานก็เลือนราง 

ขอให้ช่วยกันศึกษาหาความรู้ ก็เหมือนพูดกับลม

ขอให้ช่วยกันเผยแผ่ความรู้ที่ได้มาไปสู่สังคม ก็เหมือนพูดกับอากาศ

แม่ทัพนายกองของเรามีครบ

แต่งเครื่องรบพร้อม

แต่ไม่ออกรบ ใครจะทำไม

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๘:๓๑

[full-post]

 


เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๓) 

-----------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

.......................

๓ เรื่องทอดกฐิน (๑)

...................

กฐินพระคือผ้า

กฐินข้าคือเงิน

...................

ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำนี้ เพราะนี่เป็นจุดเพี้ยนใหญ่ที่สุดของเรื่องทอดกฐิน

“กฐินพระคือผ้า” - หมายถึง กฐินที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตไว้ คือการถวายผ้าเพื่อให้พระผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิมชุดเดียวที่ใช้มาทั้งปี

การถวายผ้าเพื่อให้พระผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มชุดเดิมนี่คือเจตนาดั้งเดิมแท้ของการทอดกฐิน ซึ่ง ณ วันนี้คนที่มองเห็นแทบจะไม่มีแล้ว

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดก็ต้องถอยไปตั้งหลักกันที่สมัยพุทธกาล 

สมัยโน้นผ้าหายาก ผู้จะบวชต้องมีเครื่องใช้ประจำตัวครบ-ที่รู้จักกันว่า “อัฐบริขาร” คือเครื่องใช้ ๘ อย่าง 

๓ ใน ๘ คือผ้า ๓ ผืน - ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าห่มกันหนาว ถ้าพูดว่า สบง จีวร สังฆาฏิ คงนึกภาพออกทันที

ความสำคัญของผ้า ๓ ผืนนี้มีแค่ไหน ก็ขอให้ดูที่รายละเอียดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้บวช รายการหนึ่งที่ยกขึ้นมาตรวจสอบคือ -

..................................

“ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ?”

แปลว่า “บาตรจีวรมีครบนะ”

..................................

ถ้าผ้าไตรจีวรมีไม่ครบ ก็บวชไม่ได้

ผ้า-เครื่องนุ่งห่มของภิกษุ ในระยะต้นกำหนดให้ใช้ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ที่เรียกว่า “บังสุกุลจีวร” ตามศัพท์แปลว่า “ผ้าเปื้อนฝุ่น” ซึ่งก็หมายถึงผ้าที่ทิ้งแล้วนั่นเอง ผู้จะบวชต้องไปเที่ยวหาผ้าเช่นนั้นมาเลือกเอาเนื้อผ้าส่วนที่ยังพอใช้ได้มาเย็บปะติดปะต่อเป็นผืน และนี่เองที่มาของจีวรพระที่มีรอยตะเข็บเต็มไปทั้งผืน

หลายคนมีปัญหายังบวชไม่ได้เพราะยังหาผ้าไม่ได้ และมีบางรายที่หมดโอกาสได้บวชเนื่องจากประสบเหตุเสียชีวิตในระหว่างที่กำลังเที่ยวหาผ้าอยู่นั่นเอง - นี่คือความสำคัญของผ้า

“ผ้าป่า” ก็มีปฐมเหตุมาจากการที่ภิกษุต้องใช้ผ้าที่ทิ้งแล้วนี่เอง มูลเหตุของผ้าป่าก็คือ ชาวบ้านที่เข้าใจถึงปัญหาของภิกษุเกี่ยวกับเรื่องต้องใช้ผ้าที่ทิ้งแล้ว ประสงค์จะสงเคราะห์ภิกษุมิให้ต้องลำบากด้วยการเที่ยวหาผ้า จึงทำอุบายเอาผ้าไปวางทิ้งไว้ตามทางที่รู้ว่าจะมีภิกษุผ่านไปมา เมื่อภิกษุไปพบเข้าและเห็นว่าไม่มีตัวเจ้าของอยู่ในที่นั้น ก็จะเก็บผ้านั้นไปทำจีวร

ภิกษุสมัยก่อนอยู่ป่าเป็นพื้น ชาวบ้านก็เอาผ้าไปทอดไว้ตามป่า จึงเรียกผ้าเช่นนั้นว่า “ผ้าป่า” คำบาลีว่า “บังสุกุลจีวร”

ศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุ มีหมวดที่ว่าด้วยผ้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “จีวรวรรค” มีข้อหนึ่งที่บัญญัติว่า “ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์” ในทางปฏิบัติก็คือ ก่อนรุ่งอรุณทุกวัน ภิกษุจะต้องมีผ้าอยู่ติดตัวครบ ๓ ผืน การปฏิบัติเช่นนี้คำเก่าเรียกว่า “รักษาผ้าครอง” และเรียกกิริยาที่มีผ้าอยู่ติดตัวครบ ๓ ผืนว่า “ครองผ้า” นี่ก็แปลว่าการดูแลรักษาผ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก เรื่องนี้พระรุ่นเก่าจะรู้และเข้าใจกันดี แต่พระรุ่นใหม่สมัยนี้ ผมไม่แน่ใจ เผลอๆ อาจจะไม่รู้ว่า “ครองผ้า” คืออะไรด้วยซ้ำไป 

ในพระวินัยปิฎก มีเรื่องหมวดหนึ่งว่าด้วยผ้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “จีวรขันธกะ” อยู่ในลำดับต่อจากเรื่องกฐิน

เรื่องนางวิสาขาทูลขอพุทธานุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝน เรื่องหมอชีวกทูลขอพุทธานุญาตถวายจีวรสำเร็จรูป (คือที่เรียกว่า คหบดีจีวร คู่กับบังสุกุลจีวร) เป็นต้น มีบันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก เรื่องเหล่านี้บอกให้รู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นระหว่างผ้ากับวิถีชีวิตสงฆ์

และเพราะเข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของผ้าเช่นนี้ เมื่อถึงฤดูกาลเปลี่ยนผ้าประจำปีของภิกษุ ชาวบ้านจึงถือเป็นโอกาสถวายผ้ากฐินเป็นการบำเพ็ญบุญพิเศษ 

ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการรับกฐินมีเงื่อนไขที่ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันจะต้องแสดงออกถึงความมีน้ำใจและความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นความสมัครสมานสามัคคีในหมู่สงฆ์ด้วยอีกสถานหนึ่ง ชาวบ้านก็ยิ่งมีศรัทธาอุตสาหะบำเพ็ญบุญทอดกฐินกันเข้มแข็งยิ่งขึ้น 

ในเมืองไทยเรานี้ ถือกันว่าการทอดกฐินเป็นบุญที่มีอานิสงส์แรง นิยมทำกันอย่างคึกคักแข็งแรงมาแต่โบราณนานไกล จนเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่ง ดังเป็นที่ทราบกัน

จุลกฐิน-เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่า คนโบราณเข้าใจดีที่สุดว่ากฐินเป็นเรื่องของการถวายผ้าจริงๆ

จุลกฐินคืออะไร?

ต้นเรื่องจริงๆ ของจุลกฐินก็คือ มีผู้ไปพบวัดที่มีพระจำพรรษาครบองค์สงฆ์ที่จะรับกฐินได้ แต่ไม่มีใครเอากฐินไปทอด 

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ ไปรู้เอาในวันสุดท้ายที่จะหมดเขตทอดกฐิน 

เขตทอดกฐินมีเดือนเดียว คือตั้งแต่ออกพรรษาถึงกลางเดือน ๑๒

สมัยนั้นผ้าไตรไม่ได้มีขายตามร้านขายยาทั่วไปเหมือนสมัยนี้ สมัยก่อนจะบวชลูกชายทีต้องทอผ้า ตัด เย็บ ย้อม ทำผ้าไตรกันเอง ใครเคยรู้บ้าง

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ทางเดียวที่จะช่วยสงเคราะห์สงฆ์ให้ได้กรานกฐิน-ซึ่งก็คือทางเดียวที่จะทอดกฐินได้ ก็คือ ต้องทำผ้ากฐินกันเอง

เริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอด้าย ทอผ้า-ผืนเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ก็คือสบง ตัด เย็บ ย้อม ให้สำเร็จเป็นผ้ากฐิน มีเวลาแค่เช้าชั่วค่ำ เพราะสงฆ์จะต้องกรานกฐินเสร็จก่อนรุ่งอรุณ ลองนึกดูเถิดว่าจะโกลาหลวุ่นวายขนาดไหน ถ้าบริหารจัดการไม่แน่น วางแผนไม่ดี บารมีไม่พอ รับรองได้ว่า-ยากที่จะทำสำเร็จ

ตรงนี้แหละที่เกิดสำนวนไทยว่า “ยุ่งเป็นจุลกฐิน” 

เพราะฉะนั้น ใครสมัยก่อนที่สามารถทำ “จุลกฐิน” ได้สำเร็จ ย่อมควรแก่การน้อมคารวะในศรัทธาประสาทะอย่างแท้จริง

จุลกฐินจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ยืนยันว่า สมัยก่อนผ้ากับพระเป็นเรื่องสำคัญแน่ๆ และหัวใจแท้ๆ ของกฐินคือผ้าผืนเดียวเท่านั้น

“กฐินพระคือผ้า” มีอรรถาธิบายดังบรรยายมา ด้วยประการฉะนี้

...............................................

เรื่องทอดกฐิน ยังไม่สิ้นกระแสความ 

ตอนหน้าว่าด้วย “กฐินข้าคือเงิน”

...............................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๗:๒๙

[full-post]


“การละบาป” นี้ เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า “การทำบุญ” จริงหรือไม่ ?

ด้วยความเคารพ อาจจะมองคนละมุม (มองตามหลักการพุทธศาสนา)

โดยหลักการแล้ว ถ้าดูจากพุทธพจน์ที่ว่า

      – ไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง)

      – ทำกุศลให้ถึงพร้อม (กุสะลัสสูปะสัมปะทา)

      – ทำใจให้หมดจดผ่องแผ้ว (สะจิตตะปริโยทะปะนัง)

      – ทั้งหมดนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ฯ (เอตัง พุทธานะสาสะนัง)


จะเห็นว่า ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้วต้องทำกุศลให้ถึงพร้อมและทำใจให้หมดจดผ่องแผ้วด้วย

      – ไม่ทำบาปทั้งปวง จะยังไม่ถึงคำว่า “ทำกุศลให้ถึงพร้อม”

โดยทั่วไป คำว่า “บาป” พระพุทธเจ้าตรัสหมายเอาระดับทุจริตกรรมที่เป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือ

      – กายทุจริตกรรม ๓, วจีทุจริตกรรม ๔, มโนทุจริตกรรม ๓

      – หรือเมื่อว่าโดยกิเลส ๓ ระดับ ก็จะเป็นเพียงกิเลส ๒ ระดับ คือ

๑) วีติกกมกิเลส คือกิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ที่ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา (คือการผิดศีล นั่นเอง)

๒) ปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่กิเลสที่กรุ้มรุมจิตใจจำพวกนิวรณ์ธรรม

ส่วนคำว่า การทำกุศลให้ถึงพร้อมนั้น มุ่งหมายเอากุศลที่ไม่เป็นไปในวัฏฏะ (วิวัฏฏะคามีกุศล) คือ มรรคกุศล ได้แก่มรรคจิตทั้ง ๔ คือ

    – โสดาปัตติมรรค

    – สกทาคามิมรรค

    – อนาคามิมรรค

    – อรหัตตมรรค

มรรคทั้ง ๔ อย่างนี้ ทำการประหาร “อนุสัยกิเลส” อันเป็นกิเลสระดับที่ ๓ ซึ่งกิเลสชนิดนี้เกิดขึ้นในขันธสันดาน คือความสืบต่อแห่งนาม-รูป

“อนุสัยกิเลส” นี้ เป็นอกุศลก็จริง แต่ไม่ปิดกั้นกำเนิดแห่งมนุษย์ ไม่ปิดกั้นกำเนิดเทวภูมิ ๖ และไม่ปิดกั้นพรหมโลก ทั้งรูปพรหม-อรูปพรหม ฯ คือทั้งมนุษย์,เทวดาและพวกพรหมทั้งหลาย ที่ยังเป็นปุถุชน และแม้เป็นพระเสกขบุคคล ๓ ล้วนมีอนุสัยกิเลสทั้งนั้น, “อนุสัยกิเลส” นั้น ไม่สามารถปิดกั้นการบังเกิดในกำเนิดมนุษย์,เทวดาและพรหมได้ ฯ

(***ส่วนอกุศลกรรมบถ ๑๐ ปิดกั้นกำเนิดมนุษย์,เทวดา,และพรหมทั้งหมด หมายความว่า “อกุศลกรรมบถมีอำนาจส่งผลในขณะปฏิสนธิกาล ทำให้สัตว์ไปบังเกิดในอบายภูมิ ๔ ได้”)

ในข้อที่ว่า “ทำใจให้หมดจดผ่องแผ้ว สะจิตตะปริโยทะปะนัง)” นั้น ว่าโดยสูงสุด ได้แก่ผู้ที่ได้บรรลุอรหัตตมรรคแล้ว อยู่ในฐานะ อรหัตตผลบุคคล จัดได้ว่าเป็นผู้มีใจผ่องแผ้วหมดจดทุกประการ เพราะไม่มีอนุสัยกิเลสแล้ว

(ระหว่าง “การทำกุศลให้ถึงพร้อม, และการทำใจให้หมดจดนั้น มีความเกี่ยวเนื่องกันโดยความเป็นเหตุ-ผล)

เพราะฉะนั้น “ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว” ต้องทำวิวัฏฏะคามีกุศลให้ถึงพร้อมด้วย…จึงจะถูก ฯ

ข้อสังเกต – การทำจิตให้เป็นบุญ หรือถึงพร้อมด้วยกุศลนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นการละบาป, ถ้าจิตไม่เป็นบุญ ไม่เป็นกุศล (โดยเฉพาะวิวัฏฏะคามีกุศล) จะไม่สามารถละบาปใด ๆ ได้เลย…ฯ เหมือนการเกิดขึ้นแห่งมรรคจิต ย่อมทำกิจพร้อมกัน ๔ อย่าง คือ

      – กำหนดรู้ทุกข์

      – ละสมุทัย (ละตัณหา)

      – ทำนิโรธให้แจ้ง

      – และทำมรรคให้เจริญ (เป็นมรรคสมังคี คือมีองค์มรรคทั้ง ๘ เกิดขึ้นได้พร้อมกัน)

ในทางตรงกันข้าม ในขณะที่ละบาป คือไม่ทำบาปบางชนิด จิตอาจไม่เป็นบุญก็ได้ เช่น ละบาปทางกาย ทางวาจา ด้วยการมีศีล ไม่ฆ่าสัตว์,ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกาม… ใจอาจจะเกิดบาปอกุศลอยู่ก็ได้ เช่นโกรธต่อคนอื่น แต่ไม่ฆ่าเขาเพราะกลัวผิดศีล คือสามารถเว้นบาปที่เป็นวีติกกมะได้ แต่ไม่สามารถเว้นบาปที่กลุ้มรุมจิตใจที่เรียกว่าพยาบาทได้….เป็นต้น ฯ


ส่วนข้อความที่หลวงปู่ชา ท่านเขียนไว้  ท่านคงจะหมายเอาเพียงแค่ว่า “บุคคลที่ทำบุญ ให้ทานทุกวัน ๆ แต่ไม่ละบาป คือรักษาศีลเลย ให้แต่ทานอย่างเดียว, การทำบุญให้ทานเช่นนั้น ไม่สำคัญกว่าการละบาป คือการมีศีล…ฯ 


====================

VeeZa

๙ ธันวาคม ๒๕๖๐


[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.