แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุทิศบุญ แสดงบทความทั้งหมด


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ควรถวายสิ่งใดเพื่ออุทิศให้เปรต

   ถาม ในการถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศบุญให้เปรตนั้น เราควรจะมีสิ่งใดบ้าง 

   ตอบ ในกรณีนั้นต้องถามตัวคุณเองก่อนว่า คุณต้องการให้เปรตได้รับอะไร ได้รับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ หรือสิ่งอื่นใด ก็จงถวายสิ่งนั้นแล้วอุทิศให้ เช่น คุณอยากให้เปรตได้อาหาร คุณต้องถวายอาหาร คุณอยากให้เปรตได้เครื่องนุ่งห่ม คุณถวายผ้าไตรจีวร คุณต้องการให้เปรตมียานพาหนะ ก็ต้องถวายรองเท้า เป็นต้น ซึ่งเมื่อ คุณถวายของเหล่านี้แล้ว อุทิศส่วนบุญไปให้ เปรตรับทราบและอนุโมทนาแล้ว เปรต ก็จะได้รับของตรงกับที่คุณอุทิศไปให้ แต่เป็นของทิพย์ มิใช่ของอย่างในเมืองมนุษย์

   โดยปกติแล้ว เราไม่อาจทราบว่า ผู้ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน และถ้าเกิดเป็นเปรต เขาต้องการสิ่งใด ดังนั้นเพื่อจะให้เปรตได้รับความสุขทุกอย่าง จึงนิยมถวายทั้งอาหาร น้ำดื่ม ผ้าไตรจีวร ตลอดจนรองเท้าและสิ่งของอื่นๆ ตามแต่จะเห็นสมควร แล้วอุทิศบุญ ให้เปรต ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้ว เปรตนั้นอนุโมทนาแล้วก็ได้รับของทุกอย่างตาม ที่มีผู้อุทิศไปให้แต่เป็นของทิพย์ เพื่อให้เรื่องนี้แจ่มแจ้ง ก็จะขอเล่าเรื่องสานุวาสีเปรต ตามที่มีมาในเปตวัตถุ ข้อ ๑๑๒ ให้ทราบดังนี้

   พระเถระชาวกุณฑนครรูปหนึ่ง อยู่ที่ภูเขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐปาทะ เป็น สมณะผู้มีอินทรีย์อันสงบแล้ว แต่มารดาบิดาและพี่ชายของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกข เวทนา เพราะทำกรรมอันลามกไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรตเหล่านั้นมีช่องปาก เท่ารูเข็ม ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม มีความหวาดกลัวสะดุ้งมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายได้เปลือยกายเข้าไปหาพระเถระ แต่ลำพัง นั่งคุกเข่าประนมมือแสดงตนแก่พระเถระ พระเถระไม่ใส่ใจเดินเลยไป เปรตนั้น จึงบอกให้พระเถระทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นพี่ชายของท่าน เกิดในเปตโลก แม้มารดาบิดา ของท่านที่เกิดในยมโลก เสวยทุกข์เพราะทำบาปกรรมไว้มาก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตน แก่ท่าน ขอท่านจงอนุเคราะห์แก่มารดาบิดา จงให้ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลให้พวกเรา พวก เราจักยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ด้วยทานที่ท่านให้แล้ว

      พระเถระฟังเปรตพี่ชายแล้ว เกิดกรุณา จึงพร้อมด้วยพระภิกษุอีก ๑๒ รูป เที่ยวไปบิณฑบาต กลับมาประชุมทำภัตกิจ พระเถระกล่าวกับภิกษุทั้งหมดนั้นว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหารที่ท่านได้แล้วแก่ผมเถิด ผมจักทำสังฆทานอนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นมอบให้พระเถระ พระเถระนิมนต์สงฆ์ถวายสังฆทานแล้ว อุทิศ ส่วนบุญไปให้มารดาบิดาและพี่ชายด้วยเจตนาอุทิศว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ในลำดับต่อจากที่อุทิศนั้นเอง โภชนะอันประณีตสมบูรณ์ มีแกงและกับหลายอย่าง เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น

   ภายหลังเปรตผู้พี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะเป็นอันมากพวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดู พวกข้าพเจ้ายังเปลือยกาย ขอท่านจงพยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งห่มด้วยเถิด พระเถระเลือกเก็บผ้าจากกองขยะ เอามาทำจีวร แล้วถวายแก่สงฆ์ที่มาแล้วจากทิศทั้งสี่ แล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยเจตนาอุทิศว่า ขอญาติทั้งหลายของเรา จงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง ผ้าทั้งหลายได้เกิดขึ้นแก่พวกเปรต

   ภายหลังเปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย แสดงตนแก่พระเถระว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข มีผ้านุ่งห่มมากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช ผ้านุ่งห่มของพวกเรา ไพบูลย์และมีค่ามาก คือผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน ผ้าเหล่านั้นแขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้า ทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ แต่ว่าพวกข้าพเจ้ายังไม่มีบ้านเรือน ขอท่านจงพยายาม ให้พวกข้าพเจ้าได้บ้านเรือนเถิด พระเถระสร้างกุฏิมุงด้วยใบไม้ แล้วถวายแก่สงฆ์ผู้มาจาก ทิศทั้งสี่ แล้วตั้งเจตนาอุทิศให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยเจตนาอุทิศว่า ขอผลแห่งการถวายกุฏินี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจึงมีความสุขเถิด

   ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เรือนทั้งหลายคือปราสาทและเรือนอย่างอื่น อันบุญกรรมกำหนดไว้เป็นส่วนๆ ได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของเราในเขตโลกนี้ ไม่เหมือนกับเรือนในมนุษย์โลก เรือนของเราในเปตโลกนี้งามรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทั้งแปดทิศ เหมือนเรือนในเทวโลก แต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่าน จงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ดื่มน้ำด้วยเถิด พระเถระจึงตักน้ำเต็มธมกรก แล้วถวายสงฆ์ที่มาจากทิศทั้งสี่ ครั้นแล้วได้อุทิศให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด

   ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่ม คือสระโบกขรณี กว้างสี่เหลี่ยม ลึก มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบดี มีน้ำเต็ม มีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยกอปทุมและอุบล เต็มไปด้วยละอองเกสรบัวที่ร่วงลงน้ำ ได้เกิดขึ้นให้พวกเปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกิน ครั้นแล้วได้แสดงตนแก่พระเถระกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวก ข้าพเจ้าเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกข้าพเจ้าผู้พากันเที่ยวไปในภูมิภาคที่มีแต่ก้อนกรวด และหญ้าคา ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานพาหนะอย่างใด อย่างหนึ่งเถิด พระเถระได้ถวายรองเท้าแก่สงฆ์ผู้มาจากทิศทั้งสี่ แล้วอุทิศกุศลนั้นให้ มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยตั้งเจตนาอุทิศว่า ขอผลแห่งทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจึงมีความสุขเถิด

   ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เปรตทั้งหลายได้มาแสดงตนให้เห็นพร้อมด้วยรถ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าได้รับการอนุเคราะห์จากท่านด้วยการให้ข้าวน้ำ ผ้านุ่งห่ม บ้านเรือน น้ำดื่ม และยานพาหนะ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อ ไหว้ท่าน ผู้เป็นมุนี มีความกรุณาในโลก นี่คือเรื่องราวทั้งหมดในสานุวาสีเปรต 

   จากเรื่องที่ยกมานี้ ท่านผู้ถามก็คงจะเห็นแล้วว่า ถ้าท่านต้องการให้สิ่งใดแก่เปรต ก็จงเอาสิ่งนั้นถวายแก่สงฆ์เป็นสังฆทาน คือไม่เจาะจงว่าจะต้องเป็นพระรูปนั้นรูปนี้ แล้วถวายด้วยตั้งเจตนาอุทิศให้เปรต ครั้นถวายแล้วอุทิศส่วนกุศลนั้นแก่เปรต เปรตทราบแล้วอนุโมทนา เปรตก็จะได้รับของเหล่านั้นตรงตามที่เราอุทิศไปให้ คือถวายข้าวน้ำ แล้ว อุทิศให้ เปรตก็ได้ข้าวน้ำ ดังนี้เป็นต้น ผิดกันแต่ว่าของที่เราถวายแก่สงฆ์นั้นเป็น ของสมควรแก่มนุษย์ แต่เมื่อเกิดขึ้นแก่เปรตก็สมควรแก่เปรต คือเป็นของทิพย์ มิได้เป็น ของหยาบเหมือนของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้แหละ ถ้าเราปรารถนาจะให้เปรตได้รับสิ่งใด ก็จง เอาสิ่งนั้นถวายสงฆ์ แล้วอุทิศให้แก่เปรตเถิด เปรตก็จะได้รับความสุขตามสมควรแก่ฐานะ ด้วยของที่เราอุทิศไปให้นั่นเอง


[right-side]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

ถ้าไม่มีพระภิกษุ ทำบุญอุทิศให้เปรตได้หรือไม่

   ถาม การทำบุญอุทิศให้ญาติหรือเปรตที่ล่วงลับไปแล้วนั้น จำเป็นต้องทำแก่ พระภิกษุหรือไม่ ถ้าไม่มีภิกษุที่จะรับทานเราจะทำอย่างไร จะทำบุญให้เปรตได้ไหมครับ 

   ตอบ เรื่องการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายนี้ โดยปกติท่านให้ทำกับผู้มีศีล ยิ่งผู้รับมีศีล บริสุทธิ์อย่างพระอรหันต์ โอกาสที่เปรตจะได้รับบุญที่อุทิศไปจึงจะแน่นอน หรือแม้ผู้รับจะไม่ใช่พระอรหันต์ เป็นพระอริยสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าชั้นรองลงมา หรือแม้เป็นสาวกผู้นับถือพระรัตนตรัย เป็นผู้มีศีลก็ยังสมควรเป็นนาบุญที่ทายกควรจะหว่านพืช คือไทยธรรมลงไป แล้วอุทิศแก่เปรตเช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีตัวอย่างอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ โดยเฉพาะอรรถกถาอธิบายไว้แจ่มแจ้งมาก จึงขอยกมาเล่าประกอบดังนี้

    พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ทรงปรารภนางเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี มีหญิงคนหนึ่งมีรูปสวย ผิวพรรณงดงาม ทั้งมีผมงามยิ่งนัก  แต่นางเป็นหญิงงามเมือง อาศัยความงามเลี้ยงชีพ คนหนุ่มๆ ได้เห็นผมของนางแล้วก็เกิดความรักใคร่ ต่อมามีหญิง ๒-๓ คน ริษยาความงามของผมของนาง ซึ่งละเอียดอ่อนนุ่ม มีปลายงอนขึ้น จึงให้สินบนหญิงรับใช้ของนางให้ใส่ยาที่จะทำให้ผม ร่วงปนลงไปในผงหอมที่ใช้อาบน้ำ เมื่อนางไปอาบน้ำก็เอาผงนั้นทาผมแล้วดำลงไปในน้ำ ก็คงจะเป็นยาสระผมนั่นเอง เมื่อโผล่ขึ้นมาจากน้ำผมก็หลุดร่วงไปหมด เป็นคนหัวล้านเหมือนกะโหลกน้ำเต้าน่าเกลียดมาก ด้วยความละอาย นางจึงเอาผ้าคลุมศีรษะไปอา ศัยอยู่นอกเมือง

   สองสามวันผ่านไป เมื่อความละอายค่อยบรรเทาลงแล้ว นางก็กลับมาเปลี่ยน อาชีพเป็นค้าสุราและน้ำมันงา วันหนึ่งลูกค้า ๒-๓ คน ดื่มสุรามึนเมา นางได้ลักเอาผ้าที่คนเหล่านั้นนุ่งไว้หลวมๆ ไป ต่อมานางเห็นพระอรหันต์รูบิณฑบาตปหนึ่งกำลังเที่ยว มีจิตเลื่อมใสจึงนิมนต์ไปเรือนของตน ถวายแป้งผสมน้ำมันงาให้ฉัน ซึ่งพระอรหันตเถระก็อนุเคราะห์ด้วยการฉันแล้วอนุโมทนา นางมีจิตเลื่อมใสตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ขอให้เส้นผมของดิฉันยาวละเอียด นุ่มสนิท มีปลายงอนงามเถิด ครั้นต่อมาเมื่อนางสิ้นชีวิตลง ก็ได้เกิดในวิมานทองท่ามกลางมหาสมุทรแต่ลำพัง เส้นผมของนางงดงามละเอียดอ่อนตามที่นางปรารถนาไว้นั่นแหละ แต่นางเป็นหญิงเปลือยกาย เพราะผลของ ลักผ้าของชายขี้เมา

   รวมความว่า นางเกิดเป็นเปรตมีวิมานด้วยอำนาจของการถวายทานแก่พระอรหันต์ แต่เปลือยกายเพราะขโมยผ้าของผู้อื่น ผลของกรรมทั้งดีทั้งชั่วให้ผลในคราวเดียว นางได้ เกิดอยู่ในวิมานทอง เป็นเปรตเปลือยอยู่หลายชาติตลอดพุทธันดร มาในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรานี้ พ่อค้าชาวเมืองสาวัตถี ๗๐๐ คน แล่นเรือไปท่ามกลางมหาสมุทร ถูกลมพัดไปจนถึงวิมานทองของนางเปรต นางได้แสดงให้พ่อค้าได้เห็นวิมานของตน แต่ไม่ให้มองเห็นตน หัวหน้าพ่อค้าจึงได้กล่าวคาถาว่า เธอเป็นใครหนออยู่ในวิมานนี้ ไม่ออกมาจากวิมานเลย เชิญเธอออกมาเถิด เราอยากจะเห็นเธอข้างนอก

   นางเวมานิกเปรต เมื่อจะประกาศถึงเหตุที่ตนออกไปข้างนอกไม่ได้ จึงกล่าว คาถาว่า ดิฉันเป็นหญิงเปลือยกาย มีแต่ผมปิดไว้ กระดากอายที่จะออกมาข้างนอก ดิฉัน ได้ทำบุญไว้น้อยนัก พ่อค้าจึงกล่าวว่า นางผู้มีรูปงาม เอาเถิดเราจะให้ผ้าเนื้อดีแก่เธอ เชิญเธอนุ่งผ้านี้ แล้วออกมาข้างนอกเถิด เราอยากเห็นเธอข้างนอก

   นางเวมานิกเปรตตอบพ่อค้าว่า ผ้านั้นถึงท่านจะให้ในมือของดิฉัน ก็ไม่สำเร็จแก่ดิฉัน ถ้าในหมู่ท่านมีอุบาสกผู้มีศรัทธาเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอท่านจงให้อุบาสกนั้นนุ่งห่มผ้าที่ท่านจะให้ดิฉัน แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ดิฉันเถิด เมื่อท่านทำอย่างนั้น ดิฉันจึงจะได้นุ่งผ้าตามปรารถนา ได้รับความสุข  พ่อค้าเหล่านั้นฟังแล้ว จึงให้อุบาสกนั้นอาบน้ำลูบไล้ของหอมแล้วนุ่งผ้านั้น ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลที่ให้ผ้านั้นแก่นางเปรตนั้น ทันใดนั้นเอง โภชนะ เครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ย่อมเกิดขึ้นแก่นางเปรตนั้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ลำดับนั้นนางเปรตมีสรีระบริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าการเสวยทุกข์นี้เป็นผลของกรรมชั่ว เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเศร้าโศกที่จะไปเกิดในนรกนั้นสะอาด งามดีกว่าผ้าที่ทําจากแคว้นกาสี เดินยิ้มออกมาจากวิมาน ประกาศว่า นี้เป็นผลแห่งทักษิณา

   พ่อค้าเหล่านั้นเห็นนางแล้วจึงถามว่า วิมานของท่านงดงาม มีรูปภาพวิจิตร สว่างไสว ดูก่อนนางเทพธิดา นี้เป็นผลของกรรมอะไร ตอนนี้นางเปรตซึ่งพ้นจากเปรตเป็นเทพธิดาแล้ว ตอบว่า เมื่อดิฉันเป็นมนุษย์อยู่นั้น มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแป้งผสมน้ำมันงา แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต มีจิตซื่อตรง ดิฉันเสวยวิบากแห่งกุศลกรรมนั้นในวิมานนี้เป็น เวลานาน ก็ผลบุญนั้นยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย พ้นจากนี้อีก ๔ เดือน ดิฉันจะจุติจากวิมานนี้ จะตกนรกอันเร่าร้อนสาหัส มีสี่เหลี่ยมมี ๔ ประตู จำแนกเป็นห้องๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก พื้นนรกนั้นเป็นเหล็กแดง ลุกเป็นเปลวไฟ ความร้อนแผ่ไปตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ ติดอยู่ในกาลทุกเมื่อ ดิฉันจะต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นสิ้นกาลนาน ก็ เมื่อนางเทพธิดาได้ประกาศผลกรรมที่นางได้ทำไว้ในอดีตและภัยที่จะได้รับเพราะตกนรกในอนาคตอย่างนี อุบาสกนั้นเกิดความการุญ คิดว่าเราจะเป็นที่พึ่งของนาง แล้วจึงกล่าวแก่ นางว่า เธอสำเร็จความปรารถนาทุกอย่างกลายเป็นนางเทพธิดาผู้ประกอบด้วยสมบัติอันยิ่ง ด้วยอำนาจของการที่พ่อค้าให้ทานแก่เราผู้เดียว บัดนี้เธอจงให้ทานแก่อุบาสกเหล่านี้แล้ว หวนระลึกถึงคุณของพระศาสดา จักพ้นจากการเกิดในนรกได้ นางฟังแล้วร่าเริงยินดีนัก ได้ให้อุบาสกเหล่านั้นอิ่มหนำด้วยอาหารทิพย์ ให้ผ้าทิพย์และแก้วหลายชนิด ทั้งนางได้ ถวายคู่ผ้าจิต ตั้งจิตมุ่งต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ในมือของอุบาสกนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ นางเวมานึกเปรตตนหนึ่งขอฝากถวายบังคมแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอท่านจงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของดิฉัน เมื่อท่านไปถึงกรุงสาวัตถีแล้ว และในวันนั้นเอง นางได้ใช้อิทธานุภาพของตน พาเรือของพวกพ่อค้าเหล่านั้นไปจอดยังท่าที่พวกเขาต้องการ

   พวกพ่อค้าเมื่อขายสินค้าหมดแล้ว แล่นเรือกลับมากรุงสาวัตถี เข้าเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ที่พระวิหารเชตวัน ถวายคู่ผ้านั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถึงการที่นางเปรต ฝากถวายบังคมมาแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุ ทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร แก่พุทธบริษัทที่เฝ้าแหนอยู่ในขณะนั้น ใน วันที่สองพวกพ่อค้าเหล่านั้นได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่นางเปรต นางเปรตอนุโมทนาแล้ว จุติจากเปรตโลกบังเกิดในวิมานทอง ในภพดาวดึงส์ มีนางอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร

   นี้เป็นเรื่องราวในขัลลาติยะเปติวัตถุ ซึ่งนำมาเล่าประกอบคำถามที่ท่านถามมา เพื่อให้ทราบว่า การให้ทานแก่อุบาสกผู้มีศีลในศาสนานี้แล้วอุทิศบุญแก่เปรต เปรตที่ได้ รับส่วนบุญนั้น ในกรณีที่หาพระภิกษุถวายทานเพื่ออุทิศส่วนบุญให้ผู้ล่วงลับไปแล้วไม่ได้ คุณก็จะได้ให้ทานนั้นแก่อุบาสกผู้มีศีล ผู้นับถือพระรัตนตรัย แล้วอุทิศบุญนั้นแก่ผู้ที่ล่วงลับ ไปแล้ว ถ้าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้นทราบ และอนุโมทนา เขาก็จะได้รับผลทานนั้น ถ้าเป็นเปรตก็จะพ้นจากความเป็นเปรตได้ ดังเรื่องที่เล่ามานี้ และจากเรื่องนี้ก็จะเห็นได้ว่า แม้ เวมานิกเปรตก็สามารถรับส่วนบุญที่มีผู้อุทิศไปให้แล้วได้ มิจำเป็นจะต้องเป็นปรทัตตูปชีวิกะเปรตจำพวกเดียวตามที่เคยเข้าใจกัน


[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.