วินัย (อุบายเป็นเครื่องแนะนำของบัณฑิต) ๒ อย่าง
๑) สังวรวินัย (๕ อย่าง) (สังวร - ป้องกัน หรือ ปิดกั้น)
1) ปาติโมกข์สังวร (หรือศีลสังวร) (มี ๒ คือ จาริตศีล, วาริตศีล)
2) สติสังวร (สติเตสํ นิวารณํ) (หรืออินทรีย์สังวรศีล ในศีล ๔ อย่าง)
3) ญาณสังวร (ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร)
4) ขันติสังวร (อโทสะ-ทนหนาว-ร้อน-หิว-กระหาย)
5) วิริยสังวร (วิริยะ-เจริญสมถ-วิปัสสนาอย่างเป็นไปติดต่อ,ไม่หยุดพัก)
๒) ปหาณวินัย (๕ อย่าง)
1) ตทังคปหาณ (วิปัสสนาปัญญา - เริ่มแต่ ภังคญาณ จนถึง อนุโลมญาณ)
2) วิกขัมภนปหาน (ได้ อุปจารฌาน-อัปปนาฌาน, (รูปฌาน,อรูปฌาน)
3) สมุจเฉทปหาณ (มรรคทั้ง ๔)
4) ปฏิปัสสัทธิปหาณ (นิพพาน)
5) นิสสรณปหาณ (ผลทั้ง ๔)
* ชื่อว่า "ปหาน" เพราะอรรถว่า สละ, ชื่อว่า "วินัย" เพราะอรรถว่ากำจัด ดังนั้นจึงเรียกว่า "ปหานวินัย"
-----------------------
วินย (วิ.) เป็นเครื่องแนะนำ, เป็นเครื่องแนะนำของบัณฑิต
- วิ. วิเนติ เตนาติ วินโย.
นำไปให้พินาศ, นำเสียให้พินาศ, กำจัด, ขจัด.
วิปุพโพ, นิ นี วา นเย, อ. แปลง อิ หรือ อี เป็น อย.
วินย (ปุ.) สภาพอันนำไปวิเศษซึ่งกายและวาจา, สภาพอันนำไปวิเศษคือฝึกกายและวาจา, สภาพเครื่องฝึกกายและวาจาให้เรียบร้อย, อุบายเป็นเครื่องแนะนำของบัณฑิต, ความนำไป, ความนำไปวิเศษ, ความนำไปเสีย, ภาวะฝึกกายและวาจา, ภาวะกำจัดโทษทางกายและวาจา, ข้อบังดับ, กฎ, กฎหมาย, วินัย.
วินัยแบ่งเป็น ๒ คือ วินัยของคนครองเรือน ๑ วินัยของผู้ไม่ครองเรือน ๑.
- วิ. กายวาจาโย วิเนติ ทเมตีติ วินโย.
ไทยแผลงเป็น พินัย ใช้ในความหมายว่า เงินค่าภาคหลวง.
------------------------
ปฏิสัมภิทามรรค สุตมยญาณกถา ว่าด้วย "สีลมยญาณ"
ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ
- ปาฏิโมกข์ ๑
- สติ ๑
- ญาณ ๑
- ขันติ ๑ และ
- วิริยะ ๑ ท่านแสดงว่า "สังวร".
๑) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
- เป็นผู้เข้าถึง, เข้าถึงพร้อม, เข้ามา, เข้ามาพร้อม, ถึงแล้ว, ถึงพร้อมแล้ว, ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้.๑- "ชื่อว่าปาฏิโมกขสังวร".
๑- https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=35&item=602#602
๒) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต
ไม่ถืออนุพยัญชนะ, เธอย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวม
จักขุนทรีย์ เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้
อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส
ครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์, ชื่อว่าถึง
ความสำรวมในจักขุนทรีย์.๒-
ชื่อว่า "สติสังวร".
๒- https://84000.org/tipitaka/read/?9/122
๓) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
กระแสทั้งหลายเหล่าใดในโลก มีอยู่,
สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวสติว่า
เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย, กระแสเหล่านั้น
อันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วยปัญญา๓- ดังนี้.
ชื่อว่า "ญาณสังวร".
๓- https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=25&item=425#425
๔) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวร๔- ดังนี้.
ชื่อว่า "ปัจจยปฏิเสวนาสังวร". (ปัจจยสันนิสสิตศีล)
*ปัจจยปฏิเสวนาสังวรแม้นั้น ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณสังวรนั่นแล.
๔- https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=12&item=14#14
๕) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
เป็นผู้อดกลั้นต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย
สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลาน
เป็นผู้มีชาติแห่งผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำที่ผู้อื่นกล่าว
ชั่วร้ายแรง ต่อเวทนาที่มีอยู่ในตัวซึ่งบังเกิดขึ้นเป็น
ทุกข์กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่
ชอบใจ อันจะคร่าชีวิตเสียได้๕- ดังนี้.
ชื่อว่า "ขันติสังวร".
๕- https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=12&item=15#15
๖) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
ภิกษุ ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา
กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมกระทำให้สิ้นสูญไป
ให้ถึงความไม่มี๖- ดังนี้.
ชื่อว่า "วิริยสังวร".
๖- https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=12&item=17#17
๗) สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า
พระอริยสาวกในพระศาสนานี้ ละมิจฉาอาชีวะ
เสียแล้ว สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ๗- ดังนี้
ชื่อว่า "อาชีวปาริสุทธิสังวร". (นับลงใน วิริยสังวร)
๗- https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=19&item=38#38
----------------------
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=294&p=1
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=0&p=2
[full-post]
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ถาม-ตอบเกี่ยวกับสังฆกรรม(คัมภีร์ปริวาร)
พระอุบาลีเถระ ได้กราบทูลถามถึงสังฆกรรมเป็นต้น ทรงตอบไปตามลำดับคำถาม ดังนี้
-อุโบสถเพื่อประโยชน์อะไร?
เพื่อความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์
-ปวารณาเพื่อประโยชน์อะไร?
เพื่อประโยชน์ แก่ความความหมดจดแห่งความปองดอง
-ปริวาสเพื่อประโยชน์อะไร?
เพื่อประโยชน์แก่มานัต
-มานัตเพื่อประโยชน์อะไร?
เพื่อประโยชน์แก่อัพภาน
-การชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่อประโยชน์อะไร?
เพื่อประโยชน์แก่นิคคหะ
-อัพภานเพื่อประโยชน์อะไร?
เพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดแห่งความหลุดพ้นจากอาบัติสังฆาทิเสส
จากนั้นทรงอธิบายประเภท บุคคล กรรม เป็นต้น ตามลำดับดังนี้
๑. ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์มีปัญญาทราม โง่เขลา ขาดความเคารพในสิกขา ด่าว่าบริภาษพระเถระทั้งหลาย ตกอยู่ในอำนาจของอคติ ๔ เป็นผู้กระทำเพื่อขุด(ฝังกลบ)ตนเอง มี การขจัด(ทำลาย)พละอินทรีย์ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ตายไปย่อมเกิดในนรก
๒. ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์จะต้องไม่เห็นแก่อามิส บุคคล คือ ต้องวินิจฉัยตามพระธรรมวินัย
๓. โจทย์ เป็นผู้มักโกรธ ดุร้าย แสร้งกล่าวบริภาษ กลบเกลื่อน ทำอนาบัติให้เป็นอาบัติ เข้าแทรกแซงในการวินิจฉัย มีเจตนาร้ายในการโจทย์ ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับธรรม อธรรม อาบัติ อนาบัติ เป็นต้น โจทย์มีลักษณะดังกล่าวนี้ ชื่อว่า ทำเพื่อเผาตนเองให้เร้าร้อนจากพฤติกรรมนั้น
๔. สูตร เพื่อประโยชน์แก่การเทียบเคียง, ข้ออุปมา เพื่อต้องการชี้ความ, เนื้อความ เพื่อต้องการให้เข้าใจ, การย้อนถาม เพื่อ ประโยชน์แก่การตั้งอยู่ในเหตุและผล, การขอโอกาส เพื่อประโยชน์แก่การโจท, การโจท เพื่อประโยชน์แก่การให้จำเลยระลึกถึงโทษ, การให้ระลึกถึงโทษเพื่อให้จำเลยกล่าวถ้อยคําทีควรกล่าว(ความเป็นจริง), ถ้อยคำอันจะพึงกล่าว เป็นประโยชน์แก่การแก้สงสัย, การแก้สงสัย เป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัย, การวินิจฉัย เป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา, การพิจารณา ทำให้เข้าถึงความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้, ความเข้าใจฐานะอฐานะ เพื่อข่มคนที่ให้เก้อยาก เพื่อยกย่องท่านผู้มีศีล เป็นที่รัก, สงฆ์ เพื่อให้ช่วยสอดส่องรับรอง, บุคคลที่สงฆ์อนุมัติแล้ว ชื่อ ว่าตั้งอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่ ท่านที่อยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่แล้ว จะต้องไม่ แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง
๕. ในส่วนพระวินัยนั้น มีประโยชน์สืบเนื่องกันเป็น ขบวนการลูกโซ่ เช่นเดียวกับพระสูตรดังกล่าวแล้ว คือ พระวินัยเพื่อ ประโยชน์แก่ความสำรวม ไม่เดือดร้อน ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ ความสุข สมาธิ ความรู้เห็นตามเป็นจริง ความเบื่อหน่าย สำรอกกิเลส วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ความดับสนิทหาปัจจัยมิได้
การกล่าว การปรึกษา การสดับ ความเข้าใจเหตุผลของพระวินัย มีอนุปาทาปรินิพพานเป็นประโยชน์ คือเข้าถึงความพ้นวิเศษแห่งจิต อัน ไม่ยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทาน
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่กำหนดมาตรฐานคน ด้วยความมี “คุณธรรม” เพื่อความเป็นแต่ละฐานะของคนนั้น ๆ ในระดับของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะรับผิดชอบในการทำงานพระศาสนา ก็ให้เลือกจากคุณสมบัติ คือ “คุณธรรม” ของท่านเหล่านั้น เป็นหลักสำคัญในเรื่องท่านที่รับผิดชอบใน การวินิจฉัยอธิกรณ์ ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดเปราะบาง เพราะเมื่อวินิจฉัย ตัดสินไปแล้ว จะต้องมีฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งถูก เพื่อให้คนทั้ง ๒ ฝ่ายยอมรับคำตัดสินนั้น ด้วยความพอใจ จึงทรงวางหลักในการเลือกท่านผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยอธิกรณ์ไว้ว่า
๑. ให้พิจารณาวัตร(หน้าที่) คือการซักถาม ตามสมควรแก่สิกขาบท อันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ อย่าให้เกิดความเสียหายขึ้นในกาลภายหลัง
๒. ภิกษุใดรู้วัตถุ วิบัติ อาบัติ นิทาน คำต้น คำหลัง สิ่งที่ทำและได้ทำมาก่อน โดยเสมอ และเป็นผู้เข้าใจอาการ รู้กรรม อธิกรณ์ เข้าใจอธิกรณสมถะ ไม่กำหนัด ขัดเดือง ลุ่มหลง ลำเอียง เพราะอคติ ๔ รอบรู้พระบัญญัติ ฉลาดในการพิจารณา เพ่งพินิจ ได้พรรคพวก มีความละอาย มีกรรมขาว มีความเคารพ ท่านผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าควรเลือก
ส่วนผู้ที่ขาดคุณสมบัติดังที่ทรงแสดงไว้แล้วนั้น ตรัสว่าไม่ควรเลือก
คัมภีร์สีมาวินิจฉัยกถา ตอนที่ ๓
อพัทธสีมา
อพัทธสีมา มี ๓ ประเภท คือ
๑. คามสีมา
๒. สัตตัพภันตรสีมา
๓. อุทกุกเขปสีมา
๑. คามสีมา
คามเขตหนึ่งๆ มีประมาณเพียงใด ก็ชื่อว่า คามสีมา ก็แม้นครย่อมเป็นอันถือเอาแล้วด้วยคามศัพท์ในคามสีมานี้ บรรดาคามสีมาและนิคมสีมานั้น ท่านผู้ใดเก็บภาษีเขตบ้านนั้น (คามโภชก) ย่อม ได้พลีในประเทศเท่าใด ประเทศเท่านั้นจะเล็ก หรือใหญ่ก็ตาม ย่อมนับว่าเป็นคามสีมาทั้งนั้น แม้ใน นครสีมาและนิคมสีมาก็นัยนี้แล
พระราชาทรงกำหนดประเทศอันหนึ่งแม้ใด ในคามเขตอันหนึ่งเท่านั้นว่า นี้จงเป็นวิสุงคามพระราชทานแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ประเทศแม้นั้น ย่อมเป็นวิสุงคามแท้ เพราะฉะนั้น “วิสุงคามสีมา” นั้นและ คามสีมา นครสีมาและนิคมสีมา ตามปกตินอกนี้ด้วย ย่อมเป็นเช่นกับพัทธสีมาเหมือนกัน แต่สีมา เหล่านี้ย่อมไม่ได้บริหารการอยู่ปราศจากไตรจีวรอย่างเดียว (ดูภาพที่ ๖๗)
๒. สัตตัพภันตรสีมา
๗ อัพภันตรโดยรอบในป่าที่หาบ้านมิได้ ชื่อว่า สัตตัพภันตรสีมา บรรดาบทเหล่านั้น ป่าที่ชื่อ ว่าหาบ้านมิได้ ย่อมได้ในดงวิชฌาฏวีเป็นต้น หรือในเกาะซึ่งไม่เป็นที่เที่ยวไปของชาวประมงในท่ามกลางสมุทร คำว่า ๗ อัพภันตรโดยรอบ ได้แก่ ๗ อัพภันดรในทิศทั้งปวงแห่งภิกษุ ผู้สถิตอยู่ตรง กลาง จัดโดยทแยงจึงรวมเป็น ๑๔ อัพภันดร ใน ๗ อัพภันดรนั้น อัพภันดรหนึ่งมี ๒๘ ศอก (ดูภาพที่ ๖๘)
ก็สีมานี้ย่อมขยายออกด้วยอำนาจแห่งบริษัท เพราะฉะนั้น พึงทำการกำหนดอัพภันตร จำเดิมที่สุดแห่งบริษัทโดยรอบ ก็ถ้าว่าสงฆ์ ๒ พวกต่างแยกกันทำอุโบสถ ต้องเว้น ๗ อัพภันดรอันหนึ่งอื่นไว้ ในระหว่างแห่ง ๗ อัพภันตรทั้ง ๒ เพื่อประโยชน์แก่อุปจาระ
๓. อุทกุกเขปสีมา
สีมานี้ใดอันพระผู้มีพระภาคทรงห้าม แม่น้ำเป็นต้น เป็นพัทธสีมา อย่างนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำทั้งปวงไม่ใช่พัทธสีมา สมุทรทั้งปวงไม่ใช่พัทธสีมา ขาดสระทั้งปวงไม่ใช่พัทธสีมา” ดังนี้ แล้วตรัสอีกว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในแม่น้ำก็ดี ในสมุทรก็ดี ในชาติสระก็ดี สถานที่ใดกำหนดด้วย การวักน้ำสาด โดยรอบแห่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง นี่ชื่อว่ามีสังวาสเสมอกัน มีอุโบสถเดียวกัน” ดังนี้ สีมา นี้ชื่อว่า อุทกุกเขปสีมา (ดูภาพที่ ๖๙)
ในแม่น้ำเป็นต้นนั้น แม่น้ำมีลักษณะดังกล่าวไว้แล้ว ในนทีนิมิต นั่นแล, แม้สมุทรก็ปรากฏแล้วแล ส่วนบึงใดซึ่งใครๆ มิได้ขุดสร้างไว้ เกิดขึ้นแล้วเอง เต็มแล้วด้วยน้ำที่ไหลมาโดยรอบ ขังอยู่, และในบึงใด น้ำขังอยู่ในฤดูฝนมีประการ ดังกล่าวแล้วในแม่น้ำ, บึงนี้ชื่อว่าชาตสระ แม้บึงใดที่ถูกขุด ด้วยน้ำที่ทำลายแม่น้ำเดิม หรือสมุทรเดิมไหลไป ย่อมถึงลักษณะแห่งบึงนี้ แม่น้ำนี้ชื่อว่า ชาตสระ เหมือนกัน (แต่เดิมแม่น้ำไหลคดต่อมาสายน้ำเปลี่ยนทางน้ำเดิมจึงกลายเป็นชาตสระไป) ในแม่น้ำ เป็นต้นเหล่านั้น ที่ใดกำหนดด้วยการวักน้ำสาดโดยรอบแห่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง, สถานที่นี้ชื่อว่า อุทกุุกเขปสีมา
ก็น้ำอันภิกษุจะพึงวักสาดอย่างไร? นักเลงสะบ้าชัดลูกสะบ้าไม้ฉันใด, บุรุษผู้มีกำลังปานกลางพึงเอามือวักน้ำ หรือกำทรายชัดไปด้วยกำลังทั้งหมดฉันนั้น น้ำหรือทรายที่ซัดอย่างนั้นตกลงในโอกาสใด, โอกาสนี้เป็นอุทกุกเขปหนึ่ง, ภิกษุผู้ละหัตถบาสตั้งอยู่ในอุทกุกเขปนั้นย่อมทำกรรมให้เสีบ หมู่คณะขยายออกเพียงใด, แม้สีมาย่อมขยายออกเพียงนั้น, เฉพาะอุทกุกเขปหนึ่ง จากที่สุดโดยรอบ แห่งหมู่คณะเป็นประมาณ, ก็อุทกุกเขปนี้ย่อมได้ในภายในแห่งแม่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล, ในภายนอกย่อมไม่ได้ เพราะฉะนั้น น้ำท่วมขอบเขตเท่าใดในแม่น้ำหรือชาตสระ ในสี่เดือนในฤดูฝนตามปกติ, คลื่นตามปกติเกิดขึ้นปรากฏในขอบเขตใดในสมุทร, จำเต็มแต่ขอบเขตนั้นจัดเป็นกัปปิยภูมิ, ภิกษุจะอยู่ในขอบเขตนั้นทำกรรมมีอุโบสถเป็นต้นก็ควร, แม้ในกาลฝนแล้ง หรือในฤดูร้อน แม้เมื่อ แม่น้ำและชาติสระแห้งขาด แม่น้ำนั้นนั่นแลจัดเป็นกัปปิยภูมิ ก็ถ้าว่าชนทั้งหลายขุดบ่อ, หรือทำการ เพาะปลูก ในชาตสระที่แห้งขาดนั้น, ที่นั้นย่อมจัดเป็นคามเขต ก็แม่น้ำใดที่กล่าวว่า “ เป็นกัปปิยภูมิ " ภายนอกจากแม่น้ำนั้นไม่เป็นอุทกุกเขปสีมา, ในภายในเท่านั้นเป็นอุทกุกเขปสีมา, เพราะฉะนั้น พึง ทำการกำหนด อุทกุกเขปโดยรอบ ตั้งแต่ที่สุดหมู่คณะไปในภายในแห่งแม่น้ำเป็นต้นเหล่านั้น, ความ สังเขปเรื่องนี้มีเพียงเท่านี้
ส่วนความพิสดารมีดังต่อไปนี้ ถ้าแม่น้ำไม่ยาวเกินไป, สงฆ์นั่งอยู่ในที่ทั้งปวงตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปากน้ำ, กรรมด้วยอุทกุกเขปสีมาย่อมไม่มี, แม่น้ำแม้ทั้งสิ้นย่อมพอดีแก่ภิกษุเหล่านั้นเสียแล้ว, ก็คำใดที่พระมหาสุมเถระกล่าวว่า “แม่น้ำเฉพาะที่ไหลเพียงโยชน์หนึ่ง, ในแม่น้ำนั้นต้องละกึ่งโยชน์ ตอนบนเสีย ทํากรรมในกึ่งโยชน์ตอนล่าง จึงควร” ค่านั้นพระมหาปทุมเถระค้านเสียแล้ว จริงอยู่ อัน ประมาณแห่งแม่น้ำ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ฉะนี้ว่า “ภิกษุณีนุ่งห่มได้ปริมณฑลสาม ข้ามไป ณ เอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่งอันตรวาสกเปียก” ดังนี้ แต่โยชน์หนึ่งหรือกึ่งโยชน์หาตรัสไว้ไม่ เพราะฉะนั้น แม่น้ำใดมี ลักษณะดังกล่าวแล้วในหนหลังด้วยอำนาจแห่งสูตรนี้, จะทำสังฆกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำแห่ง แม่น้ำนั้น ย่อมควร แต่ถ้าภิกษุมากหลายจะแยกๆ กันทำกรรมในแม่น้ำ นี้ไซร, เธอ ทั้งปวงพึงเว้น อุทกุกเขปอื่นไว้ในระหว่างแดนกำหนดแห่งอุทกุกเขปของตนและของภิกษุ พวกอื่น เพื่อประโยชน์แก่ สีมันตริก, เว้นไว้เกินกว่าอุทกุกเขปหนึ่งนั้น ควรแท้, หย่อน กว่านั้นไม่ควร ในชาตสระและสมุทรก็นัยนี้แล
ก็แลภิกษุทั้งหลายพากันไปด้วยคิดว่า “เราจักทำสังฆกรรมในแม่น้ำ” ถ้าแม่น้ำเต็มเสมอฝั่ง ฟังนุ่งผ้าอาบน้ำ ทํากรรมภายในแม่น้ำนั่นแล ถ้าไม่อาจ, เพียงสถิตอยู่ในเรือแล้วกระทำเถิด แต่ไม่ควร ทำในเรือซึ่งกำลังเคลื่อนไป เพราะเหตุไร? เพราะว่า ชั่วอุทกุกเขปหนึ่งเท่านั้นเป็นประมาณแห่งสีมา เรือย่อมพาสงฆ์นั่นแลให้ล่วงเลยสีมานั้นไป, เมื่อเป็นเช่นนั้น ญัตติจะอยู่ในสมาหนึ่ง, อนุสาวนาจะอยู่ ในอีกสีมาหนึ่ง, เพราะเหตุนั้นพึงจอดเรือไว้กับหลัก ทอดสมอ หรือผูกที่ต้นไม้ที่เกิดในภายในแม่น้ำ กระทำกรรมก็ควร ภิกษุจะอยู่ที่ร้านซึ่งผูกภายในแม่น้ำก็ดี ที่ต้นไม้ที่เกิดภายในแม่น้ำก็ดี ทำกรรม ก็ ควร, (ดูภาพที่ ๗๐)
แต่ถ้ากิ่งแห่งต้นไม้ก็ดี ย่านที่ออกจากต้นไม้นั้นก็ดี จรดอยู่ที่วิหารสีมา หรือที่คามสีมานอกฝั่งแม่น้ำ, ต้องชำระสีมาให้เรียบร้อย หรือตัดกิ่งไม้เสีย แล้วจึงทำกรรม จะผูกเรือที่กิ่งแห่งต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนตลิ่ง ซึ่งยื่นลงไปในแม่น้ำ หรือที่ย่านไทรแล้วกระทำกรรม ไม่ควร, เมื่อจะทำ ต้องชำระสีมาให้เรียบร้อย, หรือต้องตัดเสีย ให้การที่กิ่งไม้หรือย่านไทรนั้น ซึ่งจรดในภายนอกขาดจากกัน อนึ่งจะปักหลักที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว ทำกรรมในเรือซึ่งผูกที่หลักนั้น ก็ไม่ควรเหมือนกัน (ดูภาพที่ ๗๑)
ชนทั้งหลายทำสะพานไว้ในแม่น้ำ, ถ้าตัวสะพาน หรือเชิงสะพานอยู่ในภายในแม่น้ำเท่านั้น, ภิกษุทั้งหลายจะสถิตอยู่บนสะพาน ทำกรรม ก็ควร แต่ถ้าตัวสะพาน หรือเชิงสะพานตั้งอยู่บนฝั่ง จะ สถิตอยู่บนสะพานนั้นทำกรรม ไม่ควร, ต้องชำระสีมาให้เรียบร้อยแล้ว จึงทำกรรม ถ้าเชิงสะพานตั้งอยู่ ในแม่น้ำ, ส่วนตัวสะพานเชิดอยู่ในอากาศบนฝั่งทั้งสอง จะทำกรรมย่อมควร (ดูภาพที่ ๗๒)
แก่งศิลาหรือเกาะ มีอยู่ภายในแม่น้ำ, ใน ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เฉพาะกาลฝนตามปกติมีประการ ดังกล่าวแล้วในหนหลัง น้ำท่วมขอบเขตเท่าใด, ที่แก่งศิลาหรือเกาะนั้น ขอบเขตนั้นนับเป็นแม่น้ำ เหมือนกัน แต่ไม่ควรถือเอาโอกาสที่ห้วงน้ำท่วม ในคราวฝนชุกเกินไป เพราะว่าโอกาสนั้นย่อมถึง ความนับว่าเป็นคามสีมาด้วย ชนทั้งหลายเมื่อจะไขน้ำเข้าลำราง ย่อมทำทำนบในแม่น้ำ ถ้าน้ำท่วม หรือเซาะแทงทำนบนั้นไหลไป, จะทำกรรมในที่ซึ่งน้ำไหลทุกแห่ง ย่อมควร แต่ถ้ากระแสน้ำขาดสาย ด้วยทำนบกั้นก็ดี ด้วยถูกถมทำสะพานก็ดี น้ำย่อมไม่ไหล, จะทำกรรมในที่ซึ่งน้ำไม่ไหล ไม่ควร, จะ ทำแม้บนยอดทำนบ ก็ไม่ควร ถ้าขอบเขตแห่งทำนบ บางแห่งถูกน้ำท่วมเหมือนขอบเขตแห่งแก่ง ศิลา และเกาะซึ่งกล่าวแล้วในหนหลัง, จะทำกรรม ณ ขอบเขตแห่งทำนบที่น้ำท่วมถึงนั้น ย่อมควร เพราะ ว่าขอบเขตแห่งทำนบนั้นย่อมนับว่าเป็นแม่น้ำเหมือนกัน ชนทั้งหลายจะกั้นแม่น้ำ ทำให้เป็นบึง, ก่อ คันไว้ที่ปลายน้ำ, น้ำไหลมาขังอยู่เต็มบึง, จะทำกรรมในบึงนี้ ไม่ควร น้ำที่เขาทิ้งเสียในที่ซึ่งไหลตอน บนและตอนล่างแห่งบึงนั้น ย่อมควร จำเดิมแต่ที่ซึ่งล้นแล้วไหลบ่าลงสู่แม่น้ำ ในเมื่อฝนไม่ตก (ในคราวฝนแล้ง) หรือในฤดูหนาวและในฤดูร้อน จะทำกรรมแม้ในแม่น้ำที่แห้ง ย่อมควร, ในลำรางที่เขา ชักออกจากแม่น้ำ ไม่ควร ถ้าลำรางนั้นพังกลายเป็นแม่น้ำในกาลอื่น ย่อมควร แม่น้ำบางสายขึ้น ท่วมคามสีมาและนิคมสีมา ไหลไปตามฤดูกาล, แม่น้ำนั้น ย่อมเป็นแม่น้ำเหมือนกัน, สมควรทำกรรมได้ แต่ถ้าท่วมวิหารสีมา, ย่อมถึงความนับว่าวิหารสีมาด้วยเหมือนกัน
อันภิกษุทั้งหลายจะทำกรรม แม้ในสมุทรเล่า น้ำที่ขึ้นอย่างสูงย่อมท่วมขอบเขตใด หรือ คลื่นตามปกติมาด้วยกำลังลม ย่อมท่วมขอบเขตใด, ไม่ควรทำกรรมในขอบเขตนั้น แต่คลื่นตามปกติ เกิดขึ้นแล้ว หยุดอยู่แค่ขอบเขตใด, ขอบเขตนั้นจำเดิมแต่ชายน้ำลงไป จัดเป็นภายในสมุทร, ภิกษุทั้งหลายพึงอยู่ในขอบเขตนั้น ทำกรรมเถิด ถ้ากำลังคลื่นรบกวน, พึงสถิตอยู่บนเรือหรือร้าน กระทำกรรม วินิจฉัยในเรือและร้านเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในแม่น้ำนั่นแล ศิลาดาดมีอยู่ในทะเล, บาง คราว คลื่นมาท่วมศิลาดาดนั้น, บางคราวไม่ท่วม, ไม่ควรทำกรรมบนศิลาดาดนั้น เพราะว่าศิลาดาด นั้นย่อมถึงการนับว่าเป็นคามสีมานั่นแล. แต่ถ้าเมื่อคลื่นมาแล้วหรือไม่มาก็ตาม ย่อมถูกท่วมด้วยน้ำ ตามปกตินั่นเอง จะทำกรรมบนศิลาดาดนั้น ย่อมควร เกาะหรือภูเขา มีอยู่ ถ้าเกาะหรือภูเขานั้น อยู่ ในย่านไกล ไม่เป็นทางไปของพวกชาวประมง, เกาะหรือภูเขานั้น ย่อมนับเข้าเป็นอรัญญสีมานั่นแล ส่วนร่วมในแห่งปลายทางเป็นที่เป็นไปของพวกชาวประมงเหล่านั้น นับเป็นคามสีมา, ไม่ชำระคาม สีมาให้เรียบร้อยแล้ว ทำกรรมที่เกาะภูเขานั้น ไม่ควร ทะเลท่วมคามสีมาหรือนิคมสีมาตั้งอยู่, คงเป็น ทะเล, จะทำกรรมในทะเลนั้น ย่อมควร แต่ถ้าท่วมวิหารสีมา, ย่อมถึงความนับว่า วิหารสีมาด้วย เหมือนกัน.
อันภิกษุทั้งหลายจะทำกรรมใน ชาตสระเล่า ในฤดูฝนมีประการดังกล่าวแล้วในหนหลัง พอฝนขาด น้ำในสระใดไม่พอดื่ม หรือล้างมือและเท้า แห้งหมด, สระนี้ไม่จัดเป็นชาติสระ, นับว่าเป็นคามเขตนั่นเอง, ไม่ควรทำกรรมในสระนั้น แต่ในฤดูฝนมีประการดังกล่าวแล้ว น้ำขังอยู่ในสระใด, สระนี้แล จัดเป็นชาติสระ ตลอดสี่เดือนฤดูฝนน้ำขังอยู่ในประเทศเท่าใดแห่งชาติสระนั้น, สมควรทำกรรมใน ขอบเขตนั้นได้ ถ้าน้ำลึก, จะผูกร้านแล้วตั้งอยู่บนร้านนั้นก็ดี สถิตอยู่บนร้านที่ผูกไว้บนต้นไม้ที่เกิดภายในชาตสระก็ดี กระทำกรรม ย่อมควร
ส่วนวินิจฉัยในศิลาดาดและเกาะ ในชาตสระนี้ เป็นเช่นกับที่กล่าวแล้วในแม่น้ำนั่นเอง อนึ่ง ชาตสระที่มีน้ำพอใช้ ในกาลที่ฝนตกเสมอ แม้หากว่า ในคราวฝนแล้งหรือฤดูร้อนและฤดูหนาวจะแห้ง ไม่มีน้ำจะทำสังฆกรรมในชาตสระนั้น ก็ควร ไม่ควรเชื่อถือคำที่ท่านกล่าวไว้ใน อันธกอรรถกถา ว่า “ชาตสระทั้งปวงที่แห้งไม่มีน้ำ ย่อมจัดเข้าเป็นตามเขตไป” แต่ถ้าชนทั้งหลาย ขุดบ่อหรือสระโบกขรณี เป็นต้น เพื่อต้องการน้ำในชาตสระนี้, สถานที่นั้น ไม่เป็นชาตสระ, นับเป็นคามสีมา แม้ในการปลูก น้ำเต้าและแตงโมเป็นต้นที่เขาทำในชาตสระนั้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน อนึ่ง ถ้าชนทั้งหลายถมชาตสระ นั้นให้เต็ม ทำให้เป็นบกก็ดี, ก่อคันในที่สาภาคหนึ่ง ทำชาตสระนั้นทั้งหมดให้เป็นบึงใหญ่ก็ดี, ไม่เป็น ชาตสระแม้ทั้งหมด, นับเป็นคามสีมานั่นเอง ถึงทะเลสาบก็จัดเป็นชาตสระเหมือนกัน จะทำกรรมใน โอกาสเป็นที่ขังน้ำตลอดสี่เดือนในฤดูฝนควรอยู่ นี้เป็นวินิจฉัยในอพัทธสีมาฉะนี้แล
วิธีการสมมติสีมาและถอนสีมา
ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถเมื่อต้องการจะผูกสีมา พึงสมมติสมานสังวาสสีมาก่อน สมมติแดนไม่ อยู่ปราศจากไตรจีวรในภายหลัง ภิกษุเมื่อจะถอนสีมา พึงถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรก่อน ถอนสมานสังวาสสีมาในภายหลัง
กรรมวาจาสมมติสมานสังวาสสีมา
สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, ยทื สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมํ สมฺมนฺเนยฺย สมานสํวาสํ เอกูโปสถํ เอสา ญตฺติ
สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, สํโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมํ สมฺมนฺนติ สมานสํวาสํ เอกูโปสถํ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สีมาย สมฺมุติ สมานสํวาสาย เอกูโปสถาย, โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.
สมฺมตา สีมา สํเฆน เอเตหิ นิมิตฺเตหิ สมานสํวา เอกูโปสถา, ขมติ สํฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ.(วิ.มหา.๔/๑๓๙/๑๕๑)
คําแปล
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตได้ระบุไว้โดยรอบเพียงใด ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึง สมมติสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน ด้วยนิมิตเหล่านั้น นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตได้ระบุไว้โดยรอบเพียงใด สงฆ์สมมติสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน ด้วยนิมิตเหล่านั้น ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการสมมติสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน ด้วยนิมิตเหล่านั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
สมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน สงฆ์สมมติแล้ว ด้วยนิมิตเหล่านั้น สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึง นิ่ง ข้าพเจ้าขอถืออาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
* ฉบับฉัฏฐสังคายนา เป็น เอกุโปสถํ รูปรัสสะเป็น สระ อุ เป็นรูปบาลีแท้ รูปทีฆะเป็น สระ อู เป็นรูปบาลีที่ อาศัยหลักการต่อศัพท์ทางสันสกฤต
ทั้งภาษาบาลี ทั้งภาษาไทย มีคำว่า สมฺมติ สมฺมุติ, สมฺมติ สมมุติ ซึ่งรากศัพท์มาจากบาลีและสันสกฤต บาลีแท้มีรูปว่า สมฺมติ บาลีที่อาศัยรากศัพท์ทางสันสกฤติมีรูปว่า สมฺมุติ
สมานสังวาส หมายถึงเขตแดนที่สงฆ์สมมติเพื่อเข้าร่วมอุโบสถและสังฆกรรมอื่นด้วยกัน (ดู วิ. อ. ๑/๕๕/๒๗๘, กงขา. ฎีกา ๑๕๒, ๑๕๕)
กรรมวาจาสมมติติจีวราวิปปวาสสีมา
สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตํ สีมํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมฺมนฺเนยฺย ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ, เอสา ญตฺติ.
สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, สํโฆ ตํ สีมํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมฺมนฺนติ ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอติสฺสา สีมาย ติจีวเรน อวิปฺปวาสาย สมฺมุติ ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ,โส ตุณหสฺส. ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.
สมฺมตา สีมา สํเฆน สา สีมา สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวาสา ฐเปตฺวา คามญฺจ คามูปจารญฺจ, ขมติ สํฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ. (วิ.มหา.๔/๑๔๔/๑๕๕-๖)
คำแปล
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมามีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึงสมมติสีมานั้นให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เว้นหมู่บ้านและอุปจารหมู่บ้าน นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมามีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว สงฆ์สมมติสีมานั้นให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เว้นหมู่บ้านและอุปจารหมู่บ้าน ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการสมมติสีมานั้นให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นฟังทักท้วง
สีมานั้นสงฆ์ได้สมมติให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร เว้นหมู่บ้านและอุปาจารหมู่บ้านแล้ว สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถืออาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
กรรมวาจาถอนติจีวราวิปปวาสสีมา
สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, โย โส สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวโส สมฺมโต, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมูหเนยฺย, เอสา ญตฺติ.
สุณาติ เม ภนฺเต สํโฆ, โย โส สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวาโส สมฺมโต, สํโฆ ตํ ติจีวเรน อวิปฺปวาสํ สมูหนฺติ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอตสฺส ติจีวเรน อวิปฺปวาสสฺส
สมุคฺฆาโต, โส ตุณฺหสส. ยสฺส นกขมติ, โส ภาเสยฺย.
สมูหโต โส สํเฆน ติจีวเรน อวิปฺปวาโส, ขมติ สํฆสฺฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ (วิ.มหา.๔/๑๔๕/๑๕๒)
คำแปล
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งใดที่สงฆ์สมมติไว้แล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรนั้น นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งใดที่สงฆ์สมมติไว้แล้ว สงฆ์ถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งนั้น ท่านรูปไดเห็นด้วยกับการถอนแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งนั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรแห่งนั้น สงฆ์ถอนแล้ว สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถืออาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
กรรมวาจาถอนสมานสังวาสสีมา
สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตํ สีมํ สมูหเนยฺย สมานสํวาสํ เอกูโบสถํ, เอสา ญตฺติ.
สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยา สา สํเฆน สีมา สมฺมตา สมานสํวาสา เอกูโปสถา, สํโฆ ตํ สีมํ สมูหนติ สมานสํวาสํ เอกูโบสถํ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอติสฺสา สีมาย สมานสํวาสาย เอกูโปสถาย, สมุคฺฆาโต, โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.
สมูหตา สา สีมา สํเฆน สมานสํวาสา เอกูโปสถา, ขมติ สํฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามิ (วิ.มหา.๔/๑๔๖/๑๕๗)
คําแปล
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมามีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึงถอนสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกันแห่งใดที่สงฆ์สมมติแล้ว สงฆ์ถอนสมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกันนั้น ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการถอนสมานสังวาสสีมา มี อุโบสถเดียวกันนั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
สมานสังวาสสีมา มีอุโบสถเดียวกัน สงฆ์ถอนแล้ว สงฆ์เห็นด้วย ดังนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือ อาการนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
การป่าวประกาศด้วยกรรมวาจา ตั้งญัตติ แสดงมติความเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์ นั้นก็เพื่อการย่อมรับว่าดีแห่งสงฆ์(สมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกัน) ส่วนลำดับกิจก่อนหลังก็เพื่อความผาสุขแห่งสงฆ์ คือกิจกับสิกขาบทจักไม่ย้อนแย้งกัน(นิสสยะอักษรปัลลวะ)
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
คัมภีร์สีมาวินิจฉัยกถา ตอนที่ ๒
วิธีผูกสีมาประเภทต่างๆ
- วิธีผูกมหาสีมา
ภิกษุทั้งหลายผู้ประสงค์จะผูกมหาสีมานั้น พึงถามภิกษุทั้งหลายในวัดที่อยู่ใกล้เคียงกันถึงขอบเขตกำหนดสีมาแห่งวัดที่อยู่ของตนนั้นๆ พึงเว้นสีมามันตริก (เขตกั้นระหว่างสีมากับสีมา) เพื่อสีมาของวัดที่ผูกสีมาแล้วทั้งหลาย เว้นอุปจารคือสีมาไว้เพื่อให้โอกาสแก่วัดที่จะสมมติสีมาภายหลัง (ดูภาพที่ ๓๓)
อนึ่ง พึงกำหนดเอาสมัยที่ไม่เป็นที่ท่องเที่ยวของภิกษุทั้งหลาย ผู้จาริกไปในทิศต่างๆ ถ้าประสงค์จะผูกมหาสีมาในตำบลหนึ่งๆหรือในคามเขตหนึ่ง วัดเหล่าใดในคามเขตนั้นผูกสีมาแล้ว พึง ส่งข่าวแก่ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้นว่า “เราทั้งหลายจักผูกสีมาในวันนี้ เวลานี้ ท่านทั้งหลายอย่าพึ่ง ออกจากเขตสีมา ซึ่งอยู่ในเขตสีมาของตน ๆ เท่านั้น "
วัดเหล่าใดในคามเขตนั้น ที่ยังมิได้ผูกสีมา พึงนิมนต์ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้น ให้มาประชุมอยู่ในหัตถบาสเดียวกัน ในเวลาสวดสมมติสีมา ถ้าไม่มาพึงให้นำฉันทะมา หรือให้อยู่ในเฉพาะเขต คือ สระธรรมชาติ หรือในแม่น้ำ หรือในทะเล (ดูภาพที่ ๓๔)
อนึ่ง พึงกำหนดเอาสมัยที่ไม่เป็นที่ท่องเที่ยวของภิกษุทั้งหลาย ผู้จาริกไปในทิศต่างๆ ถ้าประสงค์จะผูกมหาสีมาในตำบลหนึ่งๆหรือในคามเขตหนึ่ง วัดเหล่าใดในคามเขตนั้นผูกสีมาแล้ว พึง ส่งข่าวแก่ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้นว่า “เราทั้งหลายจักผูกสีมาในวันนี้ เวลานี้ ท่านทั้งหลายอย่าพึ่ง ออกจากเขตสีมา ซึ่งอยู่ในเขตสีมาของตน ๆ เท่านั้น "
วัดเหล่าใดในคามเขตนั้น ที่ยังมิได้ผูกสีมา พึงนิมนต์ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้น ให้มาประชุมอยู่ในหัตถบาสเดียวกัน ในเวลาสวดสมมติสีมา ถ้าไม่มาพึงให้นำฉันทะมา หรือให้อยู่ในเฉพาะเขต คือ สระธรรมชาติ หรือในแม่น้ำ หรือในทะเล (ดูภาพที่ ๓๔)
*พระภิกษุที่อยู่ในเขตพื้นที่หมู่ ๔ ต้องเข้ามาในหัตถบาสวัด ค. ในขณะสวดกรรมวาจาสมมติสีมา ถ้าไม่ มาต้องอยู่ในเขตเฉพาะ คือสระน้ำ (ตามภาพคือวงกลม ๒) หรือ แม่น้ำ (ตามภาพคือวงกลม ๓)ในเขตสีมาของวัด ก. และวัด ข. หรือต้องมอบฉันทะมาจึงจะ อยู่ในคามเขตหมู่ ๔ ได้ มิฉะนั้นสังฆกรรมของวัด ค. คือการสวดสมมติสีมาไม่เป็นอันทำ
ทางเข้าบ้านหมู่ ๔ (ตามภาพคือวงกลม ๑)พึงให้มีสามเณรหรือคนวัดเฝ้าดูการไปมาของพระอาคันตุกะผ่าน
ถ้าปรารถนาจะกันคามเขต แม้เหล่าอื่นไว้ภายในสีมาไซร้ ภิกษุเหล่าใดอยู่ในคามเขตนั้น ในเวลาสมมติสมานสังวาสสีมา จะมาก็ตาม ไม่มาก็ตาม ของภิกษุนั้น ย่อมควร
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะขึ้นชื่อว่า คามเขต (หมู่บ้าน) ต่างๆ ย่อมเป็นเช่นกับสีมาอันหนึ่ง ๆ ซึ่งแยกกันอยู่แล้ว (เรียกว่าคามสีมา) ฉันทะก็ดี บริสุทธิ์ก็ดี ย่อมไม่มาจากคามเขตนั้นๆ
แต่ในเวลาสมมติอวิปปวาสสีมา ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนิมิต ต้องมา ถ้าไม่มาต้องนำฉันทะมา
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะเมื่อสวดกรรมวาจาสมมติสมานสังวาสสีมาจบลง คามเขตทั้งหลายที่อยู่ ภายในนิมิต (เว้นสีมา, สีมามันตริกแห่งวัดนั้นๆ, สระน้ำ, แม่น้ำ, ทะเล) ย่อมเป็นมหาสีมาอันเดียวกัน ในเวลาสมมติ อวิปปวาสสีมา ภิกษุที่อยู่ในคามเขตภายในนิมิตจึงต้องมา ถ้าไม่มาต้องนำฉันทะมา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะ ได้นำมาบอกแก่สงฆ์แล้ว
พึงวางคนวัดหรือสามเณรเขื่องๆ ไว้ในทางเหล่านั้น มีประตูเข้าหมู่บ้านและท่าน้ำ (ดูภาพ๓๔) เพื่อนำอาคันตุกะมาในหัตถบาส หรือเพื่อกันไว้ภายนอกสีมาแล้วจึงตีกลองสัญญาณ หรือเป่าสังข์สัญญาณให้ทราบ แล้วผูกสีมาด้วยกรรมวาจา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในลำดับแห่งการกำหนดนิมิต ในเวลาจบลง กรรมวาจานั่นเอง แดนคือพัทธสีมา ก็กันนิมิตทั้งหลายไว้ภายนอก สีมาย่อมหยั่งลงในเบื้องล่างลึกถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด
วิธีผูกขัณฑสีมา
ภิกษุทั้งหลายจะผูกสมานสังวาสกสีมา ควรผูกขัณฑสีมสก่อน เพื่อทำสังฆกรรมทั้งหลาย มีบรรพชาและอุปสมบทเป็นต้น ได้สะดวก ไม่ต้องลำบากด้วยการประชุมสงฆ์เป็นอันมาก(คือการประชุมในหัตถบาสง่ายขึ้นและการระวังการละหัตถบาสของภิกษุก็จะสะดวก)
เมื่อจะผูกพัทธสีมานั้นต้องรู้จักวัตร ก็ถ้าจะผูกในวัดที่อยู่ที่ทายกสร้าง ให้ประดิษฐานวัตถุทั้งปวง มีต้นโพธิ์, เจดีย์ และหอฉันเป็นต้น เสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าผูกตรงกลางวัดที่อยู่ อันเป็นสถานที่ประชุมของชนอันมาก พึงผูกในโอกาสอันสงัด ที่สุดท้ายวัดที่อยู่ (ดูภาพที่ ๓๕)
ในวัดที่ยังไม่ได้สร้าง พึงกะที่ไว้สำหรับวัตถุทั้งปวง มีต้นโพธิ์และเจดีย์เป็นต้นไว้แล้ว เมื่อประดิษฐานวัตถุทั้งหลายเสร็จแล้ว ขัณฑสีมาจะอยู่ในท้ายสุดของวัดอันสงัดที่สุด ขัณฑสีมานั้นโดย กำหนดอย่างต่ำที่สุด จุภิกษุได้ ๒๑ รูปเป็นใช้ได้ ย่อมกว่านั้นใช้ไม่ได้ ที่ใหญ่แม้จุภิกษุจำนวน ๑๐๐๐ ก็ใช้ได้
เมื่อจะผูกสีมานั้น พึงวางศิลาที่ควรเป็นนิมิตได้ ไว้โดยรอบโรงที่จะผูกสีมานั้น แล้วพึงผูกเถิด
ถามว่า เพราะเหตุไรจึงให้วางศิลาเป็นนิมิต
ตอบว่า เพราะต้นไม้เป็นต้นนั้นจะอยู่ในที่ต้องการนั้นหาได้ยาก
อนึ่ง ต้นไม้และจอมปลวกนั้น ครั้นเจริญขึ้นแล้วจะทำให้สีมาทั้งสอง คือขัณฑสีมากับมหาสีมาเจือกัน แต่ศิลานั้นไม่เจริญขึ้นคู่เหมือนต้นไม้และจอมปลวก
เพราะ ก้อนศิลานั้นจะวางไว้ที่ใดๆ ก็ทำได้ง่าย
อย่ายืนอยู่ในขัณฑสีมาผูกมหาสีมา
อย่ายืนอยู่ในมหาสีมา ผูขัณฑสีมา
แต่ต้องยืนอยู่เฉพาะในขัณฑสีมา ผูกขัณฑสีมา ต้องยืนอยู่เฉพาะในมหาสีมา ส่วน กรรมวาจาใช้เหมือนกัน ทั้งมหาสีมาและขัณฑสีมา
หมายเหตุ
คำว่าจุภิกษุได้ ๒๑ รูป หมายความว่า จุภิกษุได้ ๒๑ รูป ซึ่งรวมภิกษุผู้ควรแก่กรรมด้วย เพราะสังฆกรรม เป็นกิจที่ต้องทำด้วยสงฆ์ “วีสติวรรค” เป็นอย่างยิ่ง และคำนี้กล่าวตามจำนวนภิกษุที่นั่งทำสังฆกรรมจำนวนอย่างต่ำ ที่สุด
วิธีผูกสีมาสองชั้น
วิธีผูกสีมา ๒ ชนิดนั้นทำดังนี้ พระวินัยธรจึงถามและกำหนดนิมิตเป็นต้นว่า ศิลานั้นเป็นนิมิต โดยรอบแดนขัณฑสีมา ตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั้น พึงผูกขัณฑสีมาด้วยกรรมวาจา ลำดับนั้นจึงทำ อวิปปวาสกรรมวาจาซ้ำลง เพื่อทำขัณฑสีมานั้นแลให้มั่นคง จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้มาด้วยคิดว่า เราทั้งหลายจักถอนสีมา จักไม่อาจถอนได้ ครั้นสมมติขัณฑสีมาแล้ว พึงวางศิลา เครื่องหมาย สีมันตริกไว้ภายนอก สีมันตริกนั้น ว่าโดยส่วนแคบที่สุดประมาณ ๔ นิ้ว ก็ควร ก็ถ้าว่าวัด ที่อยู่ใหญ่ ควรผูกขัณฑสีมาไว้ ๒ แห่งก็ได้ ๓ แห่งก็ได้เกินกว่านั้นก็ได้
ครั้นสมมติขัณฑสีมาอย่างนั้นแล้ว ในเวลาจะสมมติมหาสีมา พึงออกจากขัณฑสีมา ยืนอยู่ใน มหาสีมากำหนดศิลาเครื่องหมายสีมามันตริก เดินวนไปโดยรอบ ลำดับนั้นจึงกำหนดนิมิตทั้งหลายที่ เหลือแล้วอย่าละหัตถบาสกัน พึงสมมติสมานสังวาสกสีมาด้วยกรรมวาจา แล้วทำอวิปปวาสกรรมวาจาสีมาซ้ำอีก เพื่อทำมหาสีมานั้นให้มั่นคง จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้มาด้วยคิด ว่า เราทั้งหลายจักถอนสีมา จักไม่สามารถถอนได้ อนึ่ง ครั้นกำหนดนิมิตแห่งขัณฑสีมาแล้ว ลำดับนั้น จึงกำหนดนิมิตที่สีมันตริก แล้วกำหนดนิมิตแห่งมหาสีมา
เมื่อกำหนดนิมิตใน ๓ สถานอย่างนี้แล้ว ปรารถนาจะผูกสีมาใด จะผูกสีมานั้นก่อน ก็ควร แม้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรผูกตั้งต้นแต่ขัณฑสีมาไปโดยนัยตามที่กล่าวแล้ว (ดูภาพที่ ๓๖)
ก็บรรดาสีมาทั้งหลายที่สงฆ์ผูกแล้วอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในขัณฑสีมา ย่อมไม่ทำให้ เสียกรรมของเหล่าภิกษุผู้ทำสังฆกรรมในมหาสีมา หรือผู้ยืนอยู่ในมหาสีมา ย่อมไม่ทำให้เสียกรรมของ เหล่าภิกษุผู้ทําสังฆกรรมในขัณฑสีมา
อนึ่ง ภิกษุผู้ยืนอยู่สีมามันตริก ย่อมไม่ทำให้เสียกรรมของเหล่าภิกษุทั้ง ๒ พวกคือ ขัณฑสีมา และมหาสีมา แต่ย่อมทำให้เสียกรรมของเหล่าภิกษุผู้ทำสังฆกรรมอยู่ในตามเขต (คามสีมา) จริงอยู่ สีมามันตริกย่อมควบถึงคามสีมาด้วย
สีมาประเภทต่าง ๆ
อันที่จริงธรรมดาสีมานั้น ซึ่งภิกษุสงฆ์ผูกแล้วบนพื้นแผ่นดินอย่างเดียวเท่านั้น จึงจัดว่าเป็น อันผูกก็หามิได้ โดยที่แท้ สีมาที่ภิกษุสงฆ์ผูกไว้บนศิลาลาดก็ดี ในเรือนคือกุฎี ในที่เร้น ในปราสาท บนยอดเขา จัดว่าเป็นอันผูกแล้วเหมือนกัน
วิธีผูกสีมาบนศิลาดาด
เมื่อภิกษุสงฆ์จะผูกสีมาบนศิลาดาด อย่าสกัดรอยหรือขุดดังครกบนแผ่นหลังศิลานั้น ทำให้ เป็นนิมิต (การที่ไม่ให้สกัดรอยหรือขุดหลุมบนศิลาดาดนั้น เพราะว่ารอยหรือหลุม ไม่ได้นับเข้าใน นิมิต ๘ ประการดังกล่าว และจะเป็นเหตุให้สีมาวิบัติด้วย) ควรวางศิลาที่ได้ขนาดนิมิตแล้วกำหนดให้เป็นนิมิต สมมติด้วยกรรมวาจาในเวลาจบกรรมวาจา สีมายอมหยั่งลงไปถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด แม้ศิลาที่เป็นนิมิตนั้นจะไม่คงอยู่ที่เดิมก็ตาม ควรทำรอยให้ปรากฏโดยรอบ หรือสกัดเจาะศิลาที่มุมทั้ง ๔ หรือ จารึกอักษรไว้ว่า ตรงนี้เป็นแดนกำหนดสีมาก็ได้
ภิกษุบางพวกริษยาจุดไฟขึ้นด้วยคิดว่า เราจักเผาสีมาเสีย ย่อมไหม้แต่ศิลา สีมาหาไหม้ไม่ (ดูภาพที่ ๓๗)
วิธีผูกสีมาในกุฎี
เมื่อจะผูกในเรือนคือกุฎีเล่า อย่ากำหนดฝาเรือนเป็นนิมิต ควรวางศิลาเป็นนิมิตกะสถานที่ว่างพอจุภิกษุ ๒๑
รูปไว้ข้างในแล้วสมมติสีมาเถิด ร่วมในฝ่าเท่านั้น ย่อมเป็นสีมา (ดูภาพที่ ๓๘)
ถ้าร่วมในฝาไม่มีที่ว่างพอภิกษุได้ ๒๑ รูป ควรวางศิลานิมิตที่หน้ามุขก็ได้ แล้วสมมติสีมา(ดูภาพที่ ๓๙)
ถ้าแม้หน้ามุขนั้นไม่พอ ควรวางนิมิตทั้งหลายในที่ซึ่งน้ำตกจากชายคาภายนอก แล้วจึงสมมติสีมา ก็เมื่อสมมติสีมาอย่างนั้น เรือนคือกุฎีทั้งหมด เป็นอันตั้งอยู่ในสีมาแท้
วิธีผูกสีมาที่เร้น (ทึบ)
เมื่อจะผูกในกุฎีที่เร้นซึ่งมีฝา ๔ ด้านเล่า อย่ากำหนดฝาเป็นนิมิต ควรกำหนดแต่ศิลา เมื่อข้างในไม่มีที่ว่างพอ ควรวางนิมิตทั้งหลายไว้ที่หน้ามุขก็ได้ ถ้าหน้ามุขยังไม่พอ ควรวางศิลานิมิตทั้งหลายไว้ ในที่ซึ่งน้ำตกจากชายคา ในภายนอก แล้วกำหนดนิมิตสมมตสีมา เมื่อผูกอย่างนี้ ย่อมเป็นสีมาทั้ง ภายใน ทั้งภายนอกกุฎีที่เร้นนั่นแล (ดูภาพที่ ๔๑)
หมายเหตุ การที่มิให้กำหนดฝาหรือเสาเป็นนิมิต เพราะว่าฝาและเสามิได้อยู่ในนิมิต ๘ อย่างตามพุทธานุญาต จะเป็นเหตุให้สีมาวิบัติ
วิธีผูกสีมาบนปราสาท
เมื่อจะผูกบนปราสาทอยากำหนดฝาเป็นนิมิต พึงวางศิลาทั้งหลายไว้ภายใน แล้วสมมติสมเถิด (ดูภาพที่ ๔๒)
ถ้าภายในปราสาทไม่พอ พึงวางศิลาทั้งหลายไว้ที่หน้ามุข แล้วสมมติสีมาเถิด สีมาที่สมมติอย่างนี้ ย่อมอยู่เฉพาะบนปราสาทเท่านั้น ไม่หยั่งลงไปถึงข้างล่าง (ดูภาพที่ ๔๓)
แต่ถ้าปราสาทที่ทำบนรอดที่ร้อยในเสามากต้น ฝาชั้นล่างสูงขึ้นไปเนื่องเป็นอันเดียวกับไม้รอดนั้น โดยการที่มีร่วมในแห่งนิมิตทั้งหลายสีมายอมหยั่งลงถึงภายใต้ชั้นล่าง (ดูภาพที่ ๔๔)
ถ้าวางศิลาทั้งหลายในที่ เป็นต้นว่า กระดานเรียงอันยื่นออกไปจากฝาปราสาทแล้วผูกสีมา ฝาปราสาทย่อมอยู่ภายในสีมา ส่วนการที่สีมานั้นจะหยั่งลงถึงภายใต้หรือไม่ พึงทราบตามในที่กล่าวแล้ว นั้นแล (ดูภาพที่ ๔๕)
วิธีผูกนิมิตใต้ปราสาท
เมื่อจะกำหนดนิมิตภายใต้ปราสาท อย่ากำหนดฝาและเสาไม้เป็นนิมิต แต่จะกำหนดเสาศิลา ซึ่งยึดติดกับฝาไว้ควรอยู่ สีมาที่กำหนดอย่างนี้ ย่อมมีเฉพาะร่วมในแห่งเสาริมโดยรอบของภายใต้ปราสาท (ดูภาพที่ ๔๖)
หมายเหตุ สีมาประเภทนี้จะใช้ได้เฉพาะชั้นล่างอย่างเดียว
แต่ถ้าผ่าภายใต้ปราสาทเป็นของเนื่องถึงพื้นชั้นบน สีมาย่อมขึ้นไปถึงชั้นบนปราสาทด้วย (ดูภาพ ๔๗)
หมายเหตุ สีมาประเภทนี้ใช้ได้ทุกชั้นของปราสาท
ถ้าทำนิมิตในที่ซึ่งน้ำตก จากชายคานอกปราสาท ปราสาททั้งหลังตั้งอยู่ในสีมาโดยรอบ(ดูภาพที่ ๔๘)
วิธีผูกสีมาบนยอดเขา
ถ้าพื้นบนยอดเขาเป็นที่ควรแก่โอกาสพอจุภิกษุ ๒๑ รูป ผูกสีมาบนพื้นนั้น อย่างเดียวกันที่ผูกบนศิลาดาดนั่นแล แม้ภายใต้ภูเขาสีมาย่อมหยั่งลงไปถึงน้ำรองแผ่นดินโดยกำหนดนั้นเหมือนกัน (ดูภาพที่ ๔๙)
แม้บนภูเขาที่มีสัณฐานดังโคนต้นตาลเล่า สีมาที่ผูกไว้ข้างบน ย่อมหยั่งลงไปถึงข้างล่าง เหมือนกัน (ดูภาพที่ ๕๐)
ส่วนภูเขาใดมีสัณฐานดังดอกเห็ด ข้างบนมีที่พอจุภิกษุได้ ๒๑ รูปข้างล่างไม่พอ สีมาที่ผูกบนภูเขานั้นไม่หยั่งลงไปข้างล่าง (ดูภาพที่ ๕๑)
ภูเขามีสัณฐานดังตะโพน หรือมีสัณฐานดังบัณเฑาะว์ก็ตามที ข้างล่างหรือตรงกลางแห่งภูเขาใด ไม่มีพื้นที่เท่าตัวสีมา สีมาที่ผูกบนภูเขานั้น ไม่หยั่งลงถึงข้างล่าง (ดูภาพที่ ๕๒)
ส่วนภูเขาใดมี ๒ ยอดตั้งอยู่ใกล้กัน บนยอดแม้อันหนึ่งไม่พอเป็นประมาณแห่งสีมา ควรก่อ หรือถมตรงระหว่าง แห่งยอดภูเขาทั้ง ๒ นั้นให้เต็ม ทำให้เนื่องเป็นพื้นเดียวกันแล้วจึงสมมติสีมาข้าง บนนั้น (ดูภาพที่ ๕๓)
ภูเขาลูกหนึ่งคล้ายพังพาน เบื้องบนภูเขานั้นผูกสีมาได้ เพราะมีโอกาสได้พอประมาณเป็นสีมา ถ้าภายใต้ภูเขานั้น มีเงื้อมอากาศ สีมาไม่หยั่งลงไปถึง (ดูภาพที่ ๕๔)
แต่ถ้าตรงกลางเงื้อมอากาศนั้นมีศิลาโพรงเท่าขนาดสีมา สีมาย่อมหยั่งลงไปถึงและศิลานั้น เป็นของตั้งอยู่ในสมาแท้ (ดูภาพที่ ๕๕)
แต่ถ้าศิลาโพรงไม่จรดพื้น ห้อยลอยกลางอากาศ สมาย่อมไม่หยั่งลงไป (ดูภาพที่ ๕๖)
ถ้าแม้ฝาแห่งที่เร้นภายใต้ภูเขานั้นตั้งจรดถึงส่วนยอด สีมายอมหยั่งถึงทั้งข้างล่าง และข้างบน ย่อมเป็นสีมาหมด (ดูภาพที่ ๕๗)
ถ้าที่เร้นเล็กเกินไป ไม่ได้ขนาดกับสีมา สีมาย่อมมีเฉพาะข้างบนเท่านั้น ไม่หยั่งลงถึงข้างใต้ (ดูภาพ ๕๘)
ถ้าภูเขามีสัณฐานดังพังพานงูนั้น พังตกลงไปเองครึ่งหนึ่ง ถ้าแม้ได้ประมาณเพียงพอ สีมาส่วนที่ตกลงไปภายนอกไม่เป็นสีมา ส่วนที่ไม่ได้ตกลงไปเป็นสีมาเหมือนเดิม (ดูภาพที่ ๕๙)
ถ้าขัณฑสีมาเป็นที่ลุ่มต่ำ พูนดินถมขึ้นให้สูงอีก แม้ว่าจะถมดินให้สูงขนาดไหน ก็คงยังเป็นสีมาเหมือนเดิม (ดูภาพที่ ๖๐)
ชนทั้งหลายพากันมาสร้างบ้านเรือนอยู่ในเขตสีมา แม้บ้านเรือนหลังนั้น ก็ตั้งอยู่ในสีมาโดยแท้ (ดูภาพที่ ๖๑)
ถึงแม้มีคนมาขุดสระน้ำในบริเวณสีมา สระน้ำที่ขุดนั้นก็คงเป็นสีมาอยู่ดี (ดูภาพที่ ๖๒)
หน้าน้ำหลากไหลท่วมบริเวณสีมา ไม่สามารถกระทำสังฆกรรมได้สะดวก พึงผูกแคร่ทำสังฆกรรมในน่านน้ำนั้นก็ควร (ดูภาพที่ ๖๓)
ภายใต้สีมามีอุโมงค์และน้ำ มีภิกษุผู้มีฤทธิ์นั่งอยู่ในแม่น้ำนั้น ถ้าแม่น้ำมีอยู่ก่อน สีมาผูกทีหลัง ภิกษุนั้นไม่ทำกรรมให้เสีย เพราะแม่น้ำนั้นเป็นสีมาแผนกหนึ่งคือ อุกทุกเขปสีมา
ถ้าผูกสีมาก่อน แม่น้ำเกิดขึ้นภายหลัง ภิกษุรูปนั้นยังกรรมให้เสีย เพราะอุโมงค์นั้นเป็น พัทธสีมาอยู่ก่อนแล้ว แม่น้ำไหลผ่านมาทีหลัง ย่อมไม่ทำให้สีมานั้นเสียไป
อนึ่งภิกษุผู้สถิตอยู่ ณ ภายใต้พื้นแผ่นดิน ย่อมยังกรรมให้เสียเหมือนกัน (ดูภาพที่ ๖๔)
เมื่อต้นไทรมีอยู่ในเขตขัณฑสีมา กิ่งของต้นไทรนั้น หรือย่านไทรที่ยื่นออกนอกเขต จรดพื้นแห่งเขตมหาสีมา หรือจรดต้นไม้ที่เกิดในมหาสีมานั้น พึงชำระมหาสีมาให้หมดจดแล้วจึงกระทำวินัยกรรม หรือจะตัดกิ่งไทร หรือย่านไทรเหล่านั้น มิให้จดกัน หรือเกี่ยวพันกัน ก็ใช้ได้ แม้ต้นไทรหรือย่านไทรเป็นต้นที่เกิดในเขตมหาสีมา ถ้าเกี่ยวพันกับขัณฑสีมา ก็ให้กระทำตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล (ดูภาพที่ ๖๕)
หากเมื่อสงฆ์กำลังทำสังฆกรรมในขัณฑสีมา มีภิกษุบางรูปนั่งอยู่บนกิ่งไม้ที่ทอดอยู่บนอากาศ เท้าของเธอ หรือชายสบงจีวรของเธอ จรดถึงภาคพื้น ไม่ควรทำสังฆกรรม แต่ถ้าให้เธอยกเท้าทั้ง ๒ และสบงจีวรนั้นขึ้นเสียแล้ว ทำกรรม ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๖๖)
อาจารย์บางพวกมีความเห็นต่างกันว่า ให้ภิกษุยกเท้าหรือสบงจีวรขึ้นแล้วทำสังฆกรรมใน ขัณฑสีมานั้นไม่ควร จะต้องนำมาเข้าหัตถบาส แม้มีภูเขาสูงตั้งอยู่ภายในสีมา มีภิกษุอยู่บนยอดเขาก็ต้องนำมาในหัตถบาส หรือมีภิกษุผู้มีฤทธิ์อยู่ในภูเขานั้น ก็ต้องนำเธอมาในหัตถบาสเหมือนกัน
(โปรดติดตามตอนที่สาม)
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
สีมาวินิจฉัยกถา
คำอธิบายว่าด้วยเรื่องสีมา
เพราะมีพระดำรัสว่า " กรรมทั้งหลายย่อมวิบัติด้วยสีมาวิบัติ " มีการบวชไม่สำเร็จ เป็นต้น ดังนั้นเรื่องสีมาชาวพุทธบริษัททั้งพระและฆราวาสพึงให้ความสำคัญ ยุคแต่ละสมัยมีการให้ความสำคัญต่างกัน การศึกษาจึงยากง่ายต่างกัน เช่น
1. ยุคเริ่มจารลงบนใบลาน ด้วยอักษรปัลลวะ เพียงแค่จารหัวข้อ ผู้คนก็ทำความเข้าได้แล้ว
2. ยุคอรรถกถา ฏีกา เพียงแค่ขยายหัวข้อ ผู้คนก็ทำความเข้าใจได้แล้ว
3. ยุคสังคหะ มี คัมภีร์ วินยสังคหะ เป็นต้น เพียงสรุปเป็นหัวข้อ ผู้คนก็ทำความเข้าใจได้แล้ว
4. ยุคนิสสยะ มี คัมภีร์สมุดข่อยสีมากถาของวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งบันทึกด้วยอักษรขอมเป็นต้น เพียงจัดขั้นตอน ผู้คนก็ทำความเข้าใจได้แล้ว
5. ยุคปัจจุบัน เรื่องความสำคัญทั้งหมด(ข้อที่ 1. ถึงข้อที่ 4.) ผู้คนแทบไม่มีเพราะความห่างไกลวัด จำต้องให้รายละเอียดความสำคัญ และรายละเอียดขั้นตอนมากพอ ผู้คนถึงจะทำความเข้าใจได้ และเมื่อย้อนกลับไปดูข้อที่ 1.- ข้อที่ 4. ก็จะสามารถทรงจำได้ดี
เพื่อประโยชน์ดังกล่าวผู้โพสต์จึงขออนุญาตนำคัมภีร์ร่วมสมัยของมูลนิธิดวงแก้วในพระสังฆราชูปถัมภ์ซึ่งมีภาพแสดงความสำคัญทุกขั้นตอนจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจมานำเสนอ
----------------------
คัมภีร์สีมาวินิจฉัยกถา
(ตอนที่หนึ่ง)
“สีมา” หมายถึงการกำหนดขอบเขต เช่น การกำหนดเขตบ้านก็เรียกว่า “คามสีมา" การกำหนดเขตชายแดนก็เรียกว่า “รัชชสีมา” เป็นต้น
สีมา มี ๒ ชนิดคือ
๑. พัทธสีมา คือ สีมาที่ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปผูกด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ซึ่งพระวินัยธรทำให้ล่วงพ้น สีมาวิบัติ ๑๑ อย่าง และประกอบด้วยสีมาสมบัติ ๓ ประการ แล้วผูกนิมิตเชื่อมกับนิมิตให้เนื่องกัน
๒. อพัทธสีมา คือ สีมาที่ไม่ต้องผูกด้วยกรรมวาจา แต่สามารถทำสังฆกรรมทุกอย่างให้สำเร็จได้ อนึ่งถ้าล่วงจากสีมาทั้ง ๒ นี้แล้ว ชื่อว่า สีมาวิบัติ เพราะพระบาลีว่า กรรมทั้งหลายย่อมวิบัติ ด้วยสีมา ๑๑ อย่าง คือ
๑) สมาเล็กเกินไป ภิกษุ ๒๑ รูป ไม่อาจเพื่อจะนั่งในเขตสีมานั้นได้
๒) สีมาใหญ่เกิน คือ สงฆ์สมมติสีมาเกิน ๓ โยชน์ แม้เพียงปลายเส้นผม ก็ใช้ไม่ได้
๓) สีมามีนิมิตขาด จัดไว้สองประการ คือ
ก. ภิกษุทักนิมิตในทิศตะวันออกแล้ว ต้องทักนิมิตวนไป ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ เวียนกลับมาตามลำดับแล้ว กลับมาทักซ้ำนิมิตในทิศตะออกอีกครั้งแล้วหยุด จึงควร ก็ถ้าภิกษุ ทักนิมิตในทิศตะวันออก เวียนมาถึงทิศเหนือ แล้วหยุดไม่ทักซ้ำในทิศตะวันออกอีก สีมาย่อมชื่อว่า มี นิมิตขาด
ข. สีมาใดที่สงฆ์สมมติต้นไม้มีเปลือกแข็ง กองดิน กองทราย อย่างใดอย่าง หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจะใช้เป็นนิมิตได้ ทำนิมิตในระหว่างสีมานั้น สีมาย่อมชื่อว่า มีนิมิตขาด
๔) สีมามีเงาเป็นนิมิต สีมาที่สงฆ์สมมติทักเอาเงาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๘ อย่าง มีเงา ภูเขาเป็นต้น ให้เป็นนิมิต จัดว่าเป็น สีมามีเงาเป็นนิมิต
๕) สมาที่สงฆ์อยู่ภายนอกสีมา (นอกนิมิต) สมมติ สีมาอันภิกษุทักหรือทำนิมิตแล้ว ยืนอยู่ภายนอกแห่งนิมิตสมมติ เรียกว่า สีมาอันสงฆ์อยู่ภายนอกสีมาสมมติ
๖) สีมาที่หานิมิตมิได้ สีมาที่สงฆ์สมมติไม่ทักนิมิตทั้งหลายก่อนโดยประการทั้งปวง เรียกว่า สีมาที่หานิมิตมิได้
๗) สีมาที่สงฆ์สมมติในแม่น้ำ
๘) สีมาที่สงฆ์สมมติในทะเล (สมุทร)
๙) สีมาที่สงฆ์สมมติในชาตสระ (สระที่เกิดตามธรรมชาติ) เช่น สีมาที่สมมติในน่านน้ำมีแม่น้ำเป็นต้นเหล่านี้ จัดว่าเป็นสีมาสมมติในแม่น้ำ, ในสมุทร, ในชาตสระ แม้สงฆ์สมมติไปแล้ว ย่อมใช้ไม่ได้ไม่เป็นอันสมมติ พระบาลีว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำไม่ใช่สีมา สมุทรไม่ใช่สีมา ชาตสระทั้งปวงไม่ใช่สีมา” ดังนี้
๑๐) สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวกับสีมา (สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวสีมาของภิกษุเหล่าอื่นด้วยสีมาของตน) ชื่อว่า สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวกับสีมาด้วยสีมา
ก็ถ้าว่าในทิศตะวันออกแห่งวิหารเก่า มีต้นไม้อยู่ ๒ ต้น คือ ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ต้นหว้าต้นหนึ่ง มีค่าคบคาบเกี่ยวถึงกันและกัน ในต้นมะม่วงและต้นหว้านั้น ต้นหว้าอยู่ในทิศตะวันตกของต้นมะม่วง, และวิหารสีมาเป็นแดนที่ภิกษุกันเอาต้นหว้าไว้ภายใน, กำหนดเอาต้นมะม่วงเป็นนิมิตผูกไว้ ครั้นภายหลัง ภิกษุทั้งหลายจะผูกสีมาในวิหารที่สร้างใหม่ในทิศตะวันออกแห่งวิหารเก่านั้น จึงกันเอาต้นมะม่วงไว้ภายใน กำหนดเอาต้นหว้าเป็นนิมิตแล้วผูก, สีมากับสีมาย่อมคาบเกี่ยวกัน, เพราะฉะนั้น ถ้าสีมา ของวิหารที่สร้างก่อน ยังไม่ได้สมมติสีมา พึงเว้นอุปจารแห่งสีมาไว้ พึงเว้นสีมันตริกประมาณศอกหนึ่ง โดยกำหนดอย่างต่ำสุด
ในกุรุนทีกล่าวว่า “จะกันไว้เพียง ๑ คืบก็ได้ "
ส่วนในมหาปัจจารีกล่าวว่า “จะกันไว้พียง ๔ นิ้วก็ควร” (ดูภาพ ก.)
อนึ่ง ต้นไม้ ต้นหนึ่งเป็นนิมิตของสีมา ๒ แห่ง ก็ต้นไม้นั้นเมื่อโตขึ้น ย่อมกระทำให้สีมาสังกระ (คาบเกี่ยวกัน) เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรทำต้นไม้ต้นหนึ่งเป็นนิมิต ของสีมา ๒ แห่ง (ดูภาพ ข.)
๑๑. สมาที่สมมติทับสีมาของผู้อื่น ได้แก่ สีมาที่ภิกษุสมมติครอบสีมาของภิกษุเหล่าอื่น ก็ถ้าว่ากันเอาพัทธสีมาของภิกษุเหล่าอื่นทั้งหมดหรือบางส่วนแห่งสีมานั้นไว้ภายในของตน สีมากับสีมาย่อมทับกัน ภิกษุสมมติสีมาของภิกษุทั้งหลาย ครอบสีมานางภิกษุณีไว้ภายในก็ควร ภิกษุณีสมมติครอบสีมาของภิกษุ ก็นัยนี้เหมือนกัน จริงอยู่ ภิกษุและภิกษุณีเหล่านั้นไม่เป็นคณะปูรกะในกรรมของกันและกัน และไม่ทำกรรมวาจาให้เป็น วรรค (ดูภาพ ค.)
ภิกษุเว้นสีมาวิบัติ ๑๑ อย่างเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว พึงสมมติสีมาเถิด
-----------------
นิมิต
สีมาสมบัติ ๓ ประการ
๑) นิมิตสมบัติ
๒) ปริสสมบัติ
๓) กรรมวาจาสมบัติ
ในสมบัติทั้ง ๓ อย่างนั้น ชื่อว่า สีมาที่ประกอบด้วยนิมิตสมบัติ คือสีมาที่ภิกษุสมมติกำหนด โดยชอบซึ่งวัตถุ อันใช้เป็นนิมิตได้ ตามที่ได้มีแล้วในนิมิตทั้ง ๘ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ ว่า
นิมิต ๘ อย่าง
๑) ปัพพตนิมิต ภูเขา
๒) ปาสาณนิมิต หิน
๓) วนนิมิต ป่าไม้
๔) รุกขนิมิต ต้นไม้
๕) มัคคนิมิต ทาง
๖) วัมมิกนิมิต จอมปลวก
๗) นทีนิมิต แม่น้ำ
๘) อุทกนิมิต น้ำ
ทั้งหมดนี้ใช้เป็นนิมิตได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ในทิศาภาคนั้นๆ ตามแต่จะหามาได้
วิธีทักนิมิต
พระวินัยธรจะเป็นผู้ทักหรือถามไปตามลำดับ และเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นพระภิกษุก็ดี สามเถรก็ดี หรือ คฤหัสถ์ก็ดี เป็นผู้ตอบก็ได้ (ดูภาพตารางและรูปภาพ ง.)
อนึ่ง พระวินัยธรพึงระบุอีกทุกครั้งไปจึงจะใช้ได้ แต่จะกำหนดอย่างนี้ว่า
“เราทั้งหลายจะทำภูเขานั่นเป็นนิมิต”
“จักทํภูเขานั่นเป็นนิมิต
“ท่าภูเขานั้นเป็นนิมิตแล้ว”
“ภูเขานั้นจะเป็นนิมิต”
“ภูเขานั้นจงเป็นนิมิต”
คำใดคำหนึ่ง ดังนี้ ใช้ไม่ได้ แม้ในนิมิตทั้งหลายมีศิลาเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ก็พระวินัยธรทักนิมิตไปตามลำดับอย่างนี้ว่า
ในทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศตะวันออก พึงทักซ้ำอีกครั้ง จึงค่อยหยุด จริงอยู่ ด้วยการกำหนดอย่างนี้ นิมิตกับนิมิตจึงจัดว่าเชื่อมถึงกัน ครั้นกำหนดอย่างนี้แล้ว นิมิตทั้งหลายในสีมานั้น คือ พื้นที่ภายในนิมิตย่อมเป็นสีมา ตัวนิมิตทั้งหลายย่อมอยู่ภายนอกสีมา การกำหนดนิมิตจะกำหนดรอบเดียวหรือ ๓ รอบก็ได้ จะยืนอยู่ที่เดียวหรือจะเดินเวียนไปสู่ที่นิมิตตั้งอยู่นั้นก็ควร
๑. ภูเขาที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในปัพพนิมิต ภูเขามี ๓ ชนิด คือ
๑) ภูเขาดินล้วน
๒) ภูเขาศิลาล้วน
๓) ภูเขาศิลาปนดิน
ภูเขาเหล่านี้ใช้ได้ทั้ง ๓ ชนิด และภูเขาทั้ง ๓ ชนิดนั้น แต่พื้นดินขึ้นไปเล็กกว่าช้างไม่ควร เท่าตัวช้างขึ้นไปแม้ใหญ่เท่าภูเขาสิเนรุก็ควร กองทรายแม้จะเกิดเองก็ใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะมีขนาดเท่าช้างถึงภูเขาสิเนรุก็ใช้ไม่ได้ ถ้ามีภูเขา ๔ เทือกในทิศทั้ง ๔ หรือ ๓ เทือกใน ๓ ทิศ แม้จะสมมติสีมา ด้วยภูเขาทั้งหมด ใน ๔ ทิศหรือ ๓ ทิศ ก็ควร แต่จะสมมติเพียง ๒ หรือ ๑ ทิศไม่ควร แม้จะใช้นิมิต ทั้ง ๗ ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน
เพราะเหตุนั้น เมื่อจะทำภูเขาให้เป็นนิมิต ควรถามว่า “เนื่องเป็นอันเดียวกันหรือไม่เนื่องเป็นอันเดียวกัน” ถ้าเนื่องเป็นอันเดียวกันไม่ควรใช้
แม้กำหนดภูเขานั้นเป็นนิมิต ๔ ทิศ หรือทั้ง ๘ ทิศ ย่อมเป็นอันกำหนดแล้วเพียงนิมิตเดียวเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ภูเขาที่ตั้งโอบรอบวัดที่อยู่โดยสัณฐานดังกงจักรอย่างนั้น ควรกำหนดในทิศเดียว ส่วนในทิศอื่น ๆ พึงกันภูเขานั้นไว้ภายนอก กำหนดนิมิตชนิดอื่นไว้ภายในภูเขานั้นเข้ามา ( ภาพที่ ๑)
หากว่าประสงค์จะทํภูเขาเสี้ยวหนึ่ง หรือกึ่งหนึ่งไว้ภายในสีมา อย่ากำหนดเอาภูเขา ประสงค์ จะทำสถานที่ใดไว้ภายใน จึงกำหนดชนิดใดชนิดหนึ่ง มีต้นไม้และจอมปลวกเป็นต้น ที่เกิด ณ ภูเขา นั่นเอง ซึ่งอยู่ข้างนอกสถานที่นั้น (ดูภาพที่ ๒)
หากประสงค์จะกันเอาภูเขาทั้งหมดประมาณโยชน์ ๑ หรือ ๒ โยชน์ ไว้ภายใน จึงกำหนด ต้นไม้หรือจอมปลวก เป็นต้น ซึ่งเกิด ณ ภาคพื้นข้างนอกภูเขาเป็นนิมิต (ดูภาพ ๓)
๒. หินที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในปาสาณนิมิต (หิน) แม้ก้อนเหล็ก ก็นับว่าเป็นศิลาได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นศิลา ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ควร
แต่เมื่อว่าโดยขนาดแล้ว ขนาดเท่าช้างนับว่าเป็นภูเขา เพราะฉะนั้น ศิลาขนาดเท่าช้างขึ้นไป จึงไม่ควรทำเป็นนิมิต ส่วนศิลาขนาดเท่าโคเขื่อง กระบือเขื่อง ๆ ก็ใช้ได้ โดยกำหนดอย่างต่ำ ขนาด เท่าก้อนน้ำอ้อย ๓๒ ปละ ก็ใช้ได้ (๑ ประเท่ากับ ๑๐ ธารณะ ประมาณ ๘-๙ กิโลกรัม ดูปุพพสิกขา หน้า ๕๓๒) ย่อมกว่านั้นใช้ไม่ได้ หรือแม้อิฐขนาดใหญ่ก็ใช้ไม่ได้ แม้กองศิลาที่ไม่นับเข้าในนิมิตที่ใช้ ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงกองดิน กองทราย
ศิลาดาดซึ่งราบเสมอพื้นดิน คล้ายลานของชาวนาก็ดี ศิลาตาดที่ตั้งสูงพ้นพื้นดินคล้ายตอไม่ก็ดี ศิลาแม้นั้นถ้าได้ขนาดก็ใช้ได้ ศิลาดาดแม้ใหญ่เกินไปย่อมนับว่าเป็นศิลาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าประสงค์จะกันพื้นที่ ศิลาดาดขนาดใหญ่ให้ไว้เป็นสีมา อย่ากำหนดศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต พึงกำหนดศิลาอื่นเหนือศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต (ดูภาพที่ ๔)
หากสร้างวัดที่อยู่บนศิลาดาด หรือ ศิลาดาดยื่นไปท่ามกลางวัด ศิลาดาดเช่นนั้น เพราะอะไร เพราะถ้ากำหนดศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต สมานั้นย่อมอยู่บนนิมิต และการ ภายนอกสีมา และจะทำให้วิหารสีมาอยู่นอกเขตสีมาไปด้วย (ดูภาพที่ ๕)
ศิลาดาดตั้งโอบรอบวัดที่อยู่ ควรกำหนดเป็นนิมิตในทิศเดียว อย่ากำหนดในทิศอื่น(ดูภาพที่ ๖)
๓. ป่าที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในวนนิมิต ดงหญ้า หรือป่าไม้มีตาลและมะพร้าวเป็นต้น ที่มีเปลือกแข็งใช้ไม่ได้ แต่ หมู่ไม้มีแก่นข้างใน เป็นต้นว่าไม้สากะ (ต้นสัก) หรือไม้สาละ หรือแม้หมู่ไม้มีแก่นบ่นไม้ไม่มีแก่น ก็ใช้ได้้ ก็ป่าไม้เช่นนั้นแล โดยกำหนดอย่างต่ำแม้เพียง ๔ - ๕ ต้นก็ใช้ได้ หย่อนกว่านั้นใช้ไม่ กว่านั้นแม้ตั้ง ๑๐๐ โยชน์ ก็ใช้ได้ (ดูภาพที่ ๗)
ถ้าจะสร้างวัดที่อยู่ในกลางป่า (อรัญญวาสี) ไม่ควรกำหนดป่าเป็นนิมิต (แม้ประสงค์จะกันเอาป่าส่วนหนึ่งไว้ภายในเขตสีมา ก็ย่อมได้ แต่อย่ากำหนดเอาป่าเป็นนิมิต พึงกำหนดต้นไม้หรือสิ่งอื่น มีหินเป็นต้นในป่านั้นเป็นนิมิต (ดูภาพที่ ๘)
ถ้าที่วัดมีป่าล้อมรอบ พึงกำหนดป่าเป็นนิมิตในทิศเดียว อย่ากำหนดในทิศอื่น(เพราะป่านั้นเนื่องกันไปหมดทั้ง ๔ ทิศ จึงห้ามไว้) (ดูภาพที่ ๙)
๔. ต้นไม้ที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยรุกขนิมิต ต้นไม้ที่มีเปลือกแข็ง เช่น ต้นตาล ต้นมะพร้าว เป็นต้น ใช้ไม่ได้ ต้นไม้ที่มี แก่นแม้ยังเล็กอยู่ โดยที่สุดสูงเพียง ๘ นิ้ว วัดรอบลำต้นได้เพียงเท่าด้ามเหล็กจารก็ใช้ได้ เล็กกว่านั้น ใช้ไม่ได้ โตกว่านั้นขึ้นไป แม้เท่าต้นไทรที่ใหญ่ไพศาลตั้ง ๑๒ โยชน์ ก็ควร
ต้นไม้ที่เขาเพาะพืชให้งอกในกระถางเป็นต้น แม้ได้ขนาดก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเอาออกจากกระถางนั้นปลูกลงในดิน แม้ในขณะนั้นกำหนดเป็นนิมิต ก็ควร การแตกรากหรือกิ่งใหม่มิใช่เหตุ แต่จะ นำเอาต้นไม้ที่เขาเอาลำต้นมาเพาะชำ ต้องให้แตกรากก่อนจึงจะใช้ได้ (ดูภาพที่ ๑๐)
แต่กำหนดต้นไม้ที่เนื่องเป็นอันเดียวกัน เช่นต้นไทรที่ขึ้นงามใหญ่ไพศาล เป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีก ไม่ควร (ดูภาพที่ ๑๑)
๕. ทางที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในมรรคนิมิต คือทางทั้งหลาย มีทางป่า ทางนา ทางแม่น้ำ ทางเหมืองเป็นต้น ใช้ไม่ได้ ทางเดินเท้า หรือทางเกวียน ซึ่งผ่านไป ๒ - ๓ ระยะบ้าน จึงจะใช้ได้
ส่วนทางเดินเท้าใด แยกจากทางเกวียนแล้ว วกกลับสู่ทางเกวียนอีกนั้น ใช้ไม่ได้ และทางเดินเท้าหรือทางเกวียนเหล่าใด ที่เลิกใช้แล้วนั้น ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน
ทางทั้งหลายที่พ่อค้าหรือประชาชนใช้เดินอยู่เสมอ ทางนั้นย่อมใช้ได้ ถ้าทางสองแพร่งแยกจากกันไปแล้ว ภายหลังบรรจบเป็นทางเดียวกันเช่นทูบเกวียนไซร้ ทางนั้นจึงกำหนดตรงที่แยกเป็นสองแพร่ง หรือที่บรรจบกันเป็นนิมีดครั้งเดียวแล้ว อย่ากำหนดทิศอื่นอีก เพราะนิมิตนั้นเป็นนิมิตเนื่องเป็นอันเดียวกัน (ดูภาพที่ ๑๒)
ถ้าทางสี่แพร่งล้อมรอบวัดอยู่ แล้วแยกไปทิศทั้ง ๔ กำหนดทางหนึ่งตรงท่ามกลางแล้ว จะกำหนดอีกทางหนึ่งไม่ควร เพราะนิมิตนั้นเนื่องเป็นอันเดียวกัน (ดูภาพที่ ๑๓)
แต่จะกำหนดทางที่พ่านทะแยงมุมไปเป็นนิมิตในด้านอื่น ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๑๔)
ส่วนทางที่ลัดผ่านท่ามกลางวัดไป ไม่ควรกำหนด เพราะเมื่อกำหนดแล้ว วัดที่อยู่ ย่อมอยู่บน นิมิต (ดูภาพที่ ๑๕)
ถ้าภิกษุทั้งหลายจะทำทางที่รอยล้อเกวียนด้านในแห่งทางเกวียนเป็นนิมิต ทางย่อมอยู่ภายนอกสีมา(ดูภาพ ๑๖)
ถ้าจะทำทางที่รอยล้อเกวียนด้านนอกเป็นนิมิต ทางรอยล้อเกวียนด้านนอกย่อมเป็นนิมิต ทางที่เหลือนับเข้าภายในสีมา อันพระวินัยธรผู้จะกำหนดทางเป็นนิมิต สมควรกำหนดโดยชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในชื่อที่เป็นภาษาบาลีว่า มคโค, ปนฺโถ, ปโถ, ปชฺโช เป็นต้น (ดูภาพที่ ๑๗)
ทางที่ไปได้รอบวัด มีสัณฐานดังคู กำหนดเป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีกไม่ควร (ดูภาพที่ ๑๘)
๖. จอมปลวกที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในวัมมิกนิมิต จอมปลวกโดยกำหนดอย่างเล็กที่สุด แม้เกิดในวันนั้นสูง ๘ นิ้ว ขนาด เขาโค ก็ใช้ได้ เล็กกว่านั้นใช้ไม่ได้ โตกว่านั้นขึ้นไปแม้จะเท่าภูเขาหิมวัน ก็ใช้ได้ แต่จะกำหนดจอมปลวกที่ติดกันเป็นพืดเดียวตั้งขึ้นล้อมรอบวัดอยู่ให้เป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีกไม่ ควร ในทิศทั้ง ๓ ให้เอาสิ่งอื่นเป็นนิมิตอื่น จึงจะใช้ได้ (ดูภาพที่ ๑๙)
๗. แม่น้ำที่ใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในนทีนิมิต ในสมัยแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม เมื่อฝนตกติดกันอย่างนี้คือทุก ๑๕ ทุก ๑๐ วัน หรือทุก ๕ วัน พอฝนหายแล้ว กระแสในแม่น้ำนั้นก็ขาดแห้งไป แม่น้ำนี้ไม่นับว่าเป็นแม่น้ำ
แต่ในคราวฝนตกเช่นนี้ กระแสแห่งแม่น้ำไดไหลไม่ขาดตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ลึกพอเปียกสบง ของนางภิกษุณีที่ไม่ยกขึ้นของชายสบงนั้นเป็นปริมณฑล ๓ ตามลักษณะของเสขิวัตรที่เดินลุยน้ำไป แม้ลำน้ำนี้ นับว่าเป็นแม่น้ำที่ใช้เป็นนิมิตได้ *ในการไปสู่ฝั่งน้ำของนางภิกษุณี(นทีปารคมนสืกขาบทที่เกี่ยวกับการข้ามแม่น้ำของนางภิกษุณี) ในการทำสังฆกรรมมีอุโบสถเป็นต้น(อุกเขปสีมา) ในการสมมติ นทีปารสีมาก็ดี(สีมาคร่อมแม่น้ำ) ประสงค์เิอาแม่น้ำชนิดนี้แล *
แม่น้ำใดโอบรอบวัดโดยสัณฐานดังทูบเกวียนก็ดี โดยสัณฐานดังคูก็ดี คล้ายทางก็ดี กำหนดแม่น้ำนั้นเป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีก ไม่ควร (ดูภาพที่ ๒๐)
แม่น้ำ ๔ สาย ซึ่งไหลผ่านตัดกันและกันไปในทิศทั้ง ๔ ทิศรอบวัด ก็มีนัยเดียวกัน (ดูภาพที่ ๒๑)
แต่จะกำหนดแม่น้ำทั้ง ๔ สาย ซึ่งไม่เชื่อมต่อกันเป็นนิมิต ย่อมใช้ได้ (ดูภาพที่ ๒๒)

ถ้าชนทั้งหลายปักหลักเรียงกันเป็นเหมืองทำรั้วกั้นกระแสน้ำ ด้วยเถาวัลย์และใบไม้เป็นต้น และน้ำนั้นล้นท่วมทำนบไหลไปได้ จะทำให้เป็นนิมิต ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๒๓)
เมื่อเขาทำทำนบไม่ให้น้ำไหล แม่น้ำที่ไม่ไหลนั้น ไม่ควรทำให้เป็นนิมิต (หมายถึงนที่นิมิต) แต่จะทำให้เป็นอุทกนิมิต ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๒๔)
แต่แม่น้ำใดที่ไม่ไหล เพราะขาดน้ำในคราวฝนแล้ง หรือในฤดูร้อน ก็ใช้ทำนิมิตได้(ดูภาพที่ ๒๕)
ชนทั้งหลายชักลำรางไขน้ำมาแต่แม่น้ำใหญ่ สำรางนั้นก็เช่นกับแม่น้ำเขินไหลอยู่เป็นนิจให้ (สำเร็จในการเพาะปลูก) ข้าวกล้า ๓ คราว ถึงน้ำจะไหลได้ก็จริง แต่ไม่ควรทำเป็นนิมิต (ดูภาพที่ ๒๖)
ส่วนลำรางอันใดชั้นเดิม แม้เขาขุดมาจากแม่น้ำใหญ่ ในกาลอื่นเซาะพังทลายเป็นแม่น้ำไหล ไปได้เอง ตามทางที่เขาขุดชักมานั้นแหละ โดยกาลต่อมาเกลื่อนกลาดไปด้วยสัตว์น้ำ มีจระเข้เป็นต้น เป็นแม่น้ำที่จะพึงสัญจรไปด้วยเรือเป็นต้น จะทำสำรางเช่นนี้ที่กลายเป็นแม่น้ำแล้ว ให้เป็นนิมิต สมควรอยู่ (ดูภาพที่ ๒๗)
๘. น้ำที่จะใช้เป็นนิมิต
วินิจฉัยในอุทกนิมิต ในที่ซึ่งไม่มีน้ำ จะตักน้ำใส่ให้เต็มในเรือก็ดี ในภาชนะมีตุ่มเป็นต้น ก็ดี แล้วจะกำหนดให้เป็นนิมิตไม่ควร น้ำที่ถึงแผ่นดินเท่านั้นจึงจะใช้ได้ (ดูภาพที่ ๒๘)
๑-๒. น้ำที่อยู่ในตุ่ม น้ำที่อยู่ในเรือ หรือภาชนะอื่น ๆ ใช้เป็นนิมิตไม่ได้
๓. น้ำที่ขังอยู่พื้นดินเท่านั้นจึงจะใช้ได้
๔. น้ำพุ หรือน้ำซับ ที่ไหลพุ่งออก จะใช้เป็นอุทกนิมิตไม่ได้ แต่จะใช้สมมติเป็นนที่นิมิต ควรอยู่
น้ำที่ถึงแผ่นดินเท่านั้นจึงใช้ได้ ก็น้ำถึงแผ่นดินนั่นแล เป็นน้ำไม่ไหล ขังอยู่ในที่ทั้งหลาย มีบ่อ สระ บึงที่เกิดเองโดยธรรมชาติ และทะเลสาบเป็นต้น ส่วนน้ำในแม่น้ำลึกและคลองไขน้ำเป็นต้นซึ่งเป็นน้ำไหลใช้ไม่ได้
อันน้ำที่ขังอยู่โดยที่สุดแม้ในแอ่งที่สุกรขุดไว้ก็ดี ในหลุมที่เด็กชาวบ้านเล่นก็ดี น้ำที่เขาขุดหลุม แล้วตักน้ำมาให้เต็มในขณะนั้นก็ดี ถ้าขังอยู่จนถึงสวดกรรมวาจาจบได้ จะน้อยหรือมากก็ตามที ย่อม ใช้ได้เหมือนกัน
อนึ่ง ต้องทำกองศิลาหรือกองทรายเป็นต้น หรือเสาศิลา เสาไม้ไว้ในที่นั้น เพื่อทำเป็น เครื่องหมาย (นิมิตหมาย) * ท่านให้ปักเสาหรือกองทรายไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายไว้ เพราะในอนาคตหลุ่มเท่าสุกรอาจถูกกลบจนจำเขตไม่ได้ อาจทำให้เกิดปัญหาในภายหลังว่า ขอบเขตสีมาอยู่แค่ไหน(อาจทำให้สีมาคาบเกี่ยวกับสีมาอื่นภายหลังได้) *
ภิกษุจะทำเองหรือใช้ผู้อื่นให้ทำกองศิลา กองทราย หรือเสาไม้ เสาศิลาเป็นต้นนั้นก็ได้ แต่ในลาภสีมาไม่ควรทำเอง
ส่วนสมานสังวาสสีมา ย่อมไม่ทำความเบียดเบียนใครๆ ย่อมสำเร็จกิจ เฉพาะวินัยกรรมของภิกษุทั้งหลายอย่างเดียว (ดูภาพที่ ๒๙)
ก็แลสงฆ์จะสมมติสีมา ด้วยนิมิต ๘ อย่างนี้ไม่คละกันก็ดี จะคละสลับกันก็ดี ควรทั้งนั้น สี
มานั้นที่สมมติผูกอย่างนั้น ไม่เป็นอันผูกด้วยนิมิตเดียวหรือ ๒ นิมิต
ส่วนสีมาที่ผูกด้วยนิมิตมีประการดังกล่าวแล้วตั้งแต่ ๓ นิมิต ขึ้นไปถึง ๑๐๐ นิมิต ย่อมเป็นอัน ผูกด้วยดี (ดูภาพที่ ๓๐)
๑. สีมาที่สมมติด้วยนิมิต คละกันทั้ง ๘ ก็ใช้ได้
๒. สีมาที่สมมติผูกด้วยนิมิตเดียว ใช้ไม่ได้
๓. สีมาที่สมมติผูกด้วยนิมิต ๒ ก็ใช้ไม่ได้ (ดภาพ ๓๒)
สีมานั้นที่ผูกด้วยนิมิต ๓ มีสัณฐานดังกระจับ ที่ผูกด้วยนิมิต ๔ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ผูกด้วยนิมิตมากกว่านั้น มีสัณฐานต่างๆกันไป การทำนิมิตและสมมติตามนัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้ พึงทราบว่า สีมาที่ประกอบด้วยนิมิตสมบัติ (ดูภาพด้านล่าง)
(โปรดติดตามตอนที่สอง)
[full-post]