แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภิกษุ แสดงบทความทั้งหมด



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,337)


ภิกษุล่าสัตว์

วิบัติตั้งแต่คิด

ถ้าเป็นเรื่องจริง ภิกษุผู้ทำก็วิบัติ

ถ้าเป็นเรื่องเท็จ ผู้คิดว่าภิกษุทำก็วิบัติ

“ล่าสัตว์” บาลีว่าอย่างไร?

ภาษาไทย “ล่าสัตว์” บาลีใช้ศัพท์ว่า “มิควธ” 

อ่านว่า มิ-คะ-วะ-ทะ

ประกอบด้วยคำว่า มิค + วธ 

(๑) “มิค” อ่านว่า มิ-คะ รากศัพท์มาจาก มิ (ธาตุ = เบียดเบียน) + ค ปัจจัย

: มิ + ค = มิค (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สัตว์อันมนุษย์ที่กินเนื้อและสัตว์ที่แข็งแรงกว่าเบียดเบียน” 

“มิค” ในบาลี หมายถึง -

(1) สัตว์ป่า, สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ (a wild animal, an animal in its natural state)

(2) กวาง, เลียงผา, เนื้อทราย (a deer, antelope, gazelle)

(๒) “วธ” อ่านว่า ทะ-วะ รากศัพท์มาจาก วธฺ (ธาตุ = ฆ่า, เบียดเบียน) + อ (อะ) ปัจจัย

: วธฺ + อ = วธ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การฆ่า” หมายถึง การตี, การฆ่า; การฆ่าฟัน, การทำลาย (striking, killing; slaughter, destruction, execution) 

มิค + วธ = มิควธ แปลตามศัพท์ว่า “การฆ่ากวาง” หมายถึง การล่าเนื้อ, การล่าสัตว์ (deer-slaying, hunting) 

ขยายความ : 

คำว่า “มิควธ” แปลตามตัวว่า “การฆ่ากวาง” ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกวางเป็นสัตว์ป่าที่มนุษย์พบเห็นได้ง่ายและล่าได้ง่าย เดิมทีเดียวมนุษย์ก็คงล่ากวางเป็นพื้น ท่านจึงใช้คำว่า “มิควธ” ต่อมาแม้สัตว์ที่ล่าจะไม่ใช่กวาง ก็ยังคงใช้คำว่า “มิควธ” เหมือนเดิม แต่ความหมายขยายออกไปหมายถึงล่าสัตว์ทั่วไป

ในคัมภีร์มีคำว่า “มิควธ” ใช้อยู่ทั่วไป เช่น - 

..............

...  ตทา  อุตฺตรปญฺจาลนคเร  ปญฺจาโล  นาม  ราชา  สพฺพาลงฺการภูสิโต  รถมภิรุหิตฺวา  มิควธาย  วนํ  คนฺตฺวา  ...

(คัมภีร์มังคลัตถทีปนี ภาค 1 หน้า 16)

แปลเป็นไทยว่า - 

... ครั้งนั้นพระเจ้าปัญจาละแห่งอุตตรปัญจาลนคร ทรงเครื่องต้นพร้อมสรรพประทับรถพระที่นั่งเสด็จประพาสป่าเพื่อทรงล่าสัตว์ ...

..............

เท่าที่สังเกตเรื่องในคัมภีร์ พบว่า “มิควธ - การล่าสัตว์” นิยมกันว่าเป็นการกีฬาในหมู่ชนชั้นสูงของสังคมชาวชมพูทวีป

แต่ในหมู่ชาวพุทธ การล่าคือการฆ่า ย่อมเป็นบาปอย่างแน่นอน

..............

คำแนะนำ :

เมื่อเสพข่าว พึงวางอารมณ์ให้เป็นกลาง 

ตั้งสติว่า เราเป็นเพียงผู้รับรู้เท่านั้น 

ไม่ใช่ผู้ตัดสินว่าจริงหรือเท็จ

การเชื่อว่าจริง ไม่ได้ทำให้เราได้กำไร

การเชื่อว่าเท็จ ก็ไม่ได้ทำให้เราขาดทุน

..............

ดูก่อนภราดา!

: ผู้ถูกล่า คือเหยื่อ

: ผู้หลงเชื่อ เป็นเหยื่อยิ่งกว่าผู้ถูกล่า 

[full-post]


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ภิกษุสามเณรมีมาก มีประโยชน์หรือไม่

   ถาม มีหลายคนบ่นให้ฟังว่า ภิกษุสามเณรมีมากเกินไปในปัจจุบัน ดูจะไม่เกิด ประโยชน์ ท่านผู้ใคร่ธรรมเห็นด้วยหรือไม่

   ตอบ สําหรับคำกล่าวของคนบางคนนั้น ผู้แสดงไม่เห็นด้วย เพราะ ขึ้นชื่อว่าภิกษุสามเณรแล้ว ย่อมเป็นผู้มีศีล ถึงแม้จะบกพร่องบ้างแต่ไม่ถึงอาบัติปาราชิก ก็ยังชื่อว่ามีศีลอยู่นั่นเอง หรือเมื่อต้องอาบัติแล้วก็ออกจากอาบัติเสียตามวิธีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ท่านก็กลับเป็นผู้บริสุทธิ์ตามวินัยบัญญัติแล้ว คนมีศีลนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาสยิ่งมีมากเท่าไร บ้านเมืองก็สงบสุขมากเท่านั้น คนที่ อยู่รอบข้างก็ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องห่วงใยในชีวิต ทรัพย์สิน และลูกเมียของตน เพราะ เชื่อแน่ได้ว่า ตนเอง ทรัพย์สินของตน ลูกเมียของตน จะไม่เดือดร้อนเป็นอันตรายเพราะ ผู้มีศีล แต่ถ้าเราอยู่ใกล้คนทุศีล หรือบ้านเมืองมีแต่คนทุศีลมากๆ เราจะหาความสุข ได้ที่ไหน นอนก็ไม่หลับ ต้องคอยระแวดระวังชีวิต บ้านเรือน ทรัพย์สิน ลูกเมีย ใครกลับบ้านผิดเวลาก็เป็นห่วงว่าจะได้รับอันตราย กลัวจะถูกจี้ ถูกฆ่า ถูกฉุดไปทำมิดีมิร้าย เป็นความรู้สึกโดยทั่วไปของคนอย่างเราๆ นอกจากนั้นภิกษุสามเณรยังเป็นบ่อบุญของชาวโลก เพราะอะไร เพราะคนที่ให้ทานแก่ผู้มีศีลย่อมได้รับอานิสงส์มาก มากกว่าให้แก่คนทุศีล โดยเฉพาะภิกษุสามเณรที่บรรลุคุณวิเศษ เป็นพระอริยบุคคล อันเป็นประโยชน์ ส่วนตนของท่านแล้ว ยังเป็นเนื้อนาบุญของโลกที่หาผู้เสมอมิได้อีกด้วย

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ศีลสูตร ข้อ ๔๘๕ ใน อัง ติกนิบาตว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตผู้มีศีลเข้าอยู่อาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดอยู่ คนในหมู่บ้านหรือตำบลนั้นย่อมได้บุญมากด้วยสถานสาม คือด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ซึ่งอรรถกถา อธิบายไว้อย่างน่าฟังทีเดียวว่า คนทั้งหลายเมื่อเห็นภิกษุทั้งหลายเดินมา ก็ลุกขึ้นต้อนรับ เมื่อกลับก็ตามไปส่ง ปูลาดอาสนะให้นั่ง หาน้ำให้ดื่ม เป็นต้น อย่างนี้ชื่อว่าได้บุญ ด้วยกาย เพราะอาศัยบรรพชิตผู้มีศีล จริงหรือไม่ แต่ถ้าเราเห็นภิกษุทุศีลมา เราจะต้อนรับอย่างนี้ไหม มีแต่จะคอยหลบหนีหน้า ไม่อยากพบไม่อยากเจอใช่หรือไม่ แต่ภิกษุผู้มีศีลย่อมให้บุคคลผู้พบเห็นเข้าใกล้ ได้เกิดบุญทางกาย ดังที่ยกตัวอย่างมานี้

    บรรพชิตผู้มีศีล เมื่อเข้าไปอาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดอยู่ คนในหมู่บ้านหรือตำบลนั้น ย่อมได้บุญด้วยวาจาอย่างนี้คือ คนทั้งหลายเห็นภิกษุสงฆ์กำลังเดินบิณฑบาต ก็จะกล่าวชักชวนกันให้ถวายทานมีข้าวต้ม ข้าวสวย ขนมนมเนย เป็นต้น ชวนให้บูชา ด้วยดอกไม้ ของหอม ชวนกันไปรักษาอุโบสถ ฟังธรรม ไปไหว้พระเจดีย์ เป็นต้น อย่างนี้ผู้ชักชวนนั้นย่อมได้บุญด้วยวาจา เพราะอาศัยบรรพชิตผู้มีศีลนั้นแล้ว

   แต่บางคนเห็นภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลแล้ว แม้ตนเองจะไม่ได้ทำเอง ไม่ได้กล่าว ชักชวนให้ใครทำก็จริง แต่ใจของเขานั้นคิดปรารถนาให้คนทั้งหลายได้ถวายทาน ได้ถวายปัจจัย อันควรแก่สมณะบริโภคแก่ท่านผู้มีศีลเหล่านั้น คนที่คิดอย่างนี้ก็เกิดบุญด้วยใจแล้ว

  .ในสมัยก่อน คือในสมัยที่ยังมีพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก เที่ยวจาริกไปในที่ต่างๆ นั้น คนเป็นอันมากในสมัยนั้น นอกจากจะได้บุญที่เป็นโลกียะแล้ว ยังได้บุญ ที่เป็นโลกุตระสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลกันมากมาย แม้ในสมัยนี้จะมีพระอรหันต์หรือไม่ก็ตาม เมื่อท่านผู้มีศีลประพฤติตนดีและสั่งสอนให้คนทั้งหลายประพฤติดี คนเหล่านั้น แม้ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้เหมือนคนสมัยก่อน แต่ก็ได้พากันตั้งตนอยู่ในศีล ในสมาธิ และในภาวนา อันจะเป็นปัจจัยให้เขาได้บรรลุธรรมในโอกาสต่อไปในอนาคต คนพาล หรือคนไม่ปรารถดีเท่านั้นแหละที่ไม่เห็นคุณค่าของภิกษุสามเณร ผู้มีศีล ที่สืบทอด พระศาสนามาจนทุกวันนี้ หรือถึงแม้ภิกษุนั้นจะทุศีลแต่ไม่ถึงปาราชิก ท่านก็มิได้ขาดจาก ความเป็นภิกษุ แม้ในอนาคตจะเหลือแต่โคตรภูภิกษุ คือภิกษุที่แสดงเพศของนักบวชด้วย การมีผ้าเหลืองผูกคอหรือผูกข้อมือเท่านั้น แล้วประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา เหมือนคฤหัสถ์ แต่เมื่อบุคคลถวายทานแก่ท่าน ด้วยการน้อมระลึกว่าท่านเป็นตัวแทนของพระอริยสงฆ์ ผู้ทรงศีลสมบูรณ์แล้ว ทานของผู้นั้นก็จัดว่ามีผลมากสุดจะประมาณได้ทีเดียว แล้วอย่างนี้ ท่านยังไม่เห็นประโยชน์ของภิกษุสามเณรอีกหรือ


[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.