แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชา แสดงบทความทั้งหมด



หาความรู้-ให้ความรู้ (๓)-จบ

-------------------

จะได้ไม่พูดเพี้ยนเขียนผิด

มีแนวคิดของบางสำนักบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้วจะไปสถิตรวมกันอยู่ที่นิพพานภูมิหรือดินแดนพระนิพพาน ประทับอยู่ที่นั่นเป็นอภิมหาอมตะนิรันดร

พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นกัน เมื่อดับขันธ์แล้วก็จะไปสถิตอยู่ที่ภูมิพระอรหันต์ และถ้าต้องการเกิดอีกก็สามารถมาเกิดในภูมิมนุษย์ได้อีก

เจ้าสำนักแห่งหนึ่ง-ซึ่งถ้าเอ่ยนามก็จะรู้จักกันทั่วประเทศ-ท่านเคยบอกว่า ท่านคือพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด

เพราะฉะนั้น ถ้าเอาแนวคิดแบบนี้มาเป็นพื้นฐาน ใครที่ฟังเรื่องพระอชิตเถระเป็นพระอรหันต์แล้วจะไปเกิดเป็นพระเมตไตรยก็คงเชื่อว่าเป็นไปได้

แต่โปรดเข้าใจว่าแนวคิดแบบนี้ไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนามี ๔ จำพวก คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์

พระโสดาบัน จะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ

พระสกทาคามี เกิดอีกชาติเดียว

พระอนาคามี ไม่เกิดในโลกมนุษย์ (อนาคามี แปลว่า “ผู้ไม่มา”) แต่ไปเกิดในชั้นพรหมแล้วนิพพาน 

พระอรหันต์ ไม่เกิดอีก 

“ไม่เกิดอีก” หมายความว่า เมื่อดับขันธ์แล้วไม่ได้ไปสถิตอยู่ในภพภูมิใด ๆ ทั้งสิ้น

ผู้ครองเรือน คือเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้บวช ก็สามารถปฏิบัติธรรมจนเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีได้ แต่ถ้าบรรลุธรรมถึงระดับพระอรหันต์ ต้องบวชภายในวันที่บรรลุ ถ้าไม่บวชก็จะดับขันธ์ภายในวันนั้นเช่นกัน 

ไม่ใช่-ต้องบวชหรือดับขันธ์ภายใน ๗ วัน ดังที่มีหลายท่านเข้าใจผิด

การบรรลุธรรมทุกระดับในพระพุทธศาสนา ผู้บรรลุต้องปฏิบัติเอง คนอื่นช่วยได้แค่แนะนำวิธีปฏิบัติ 

การแนะนำวิธีปฏิบัติและการลงมือปฏิบัตินั้นเกิดจากศรัทธาประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่กิจการเชิงพาณิชย์หรือกิจกรรมที่ทำเป็นธุรกิจแสวงหากำไร

ถ้ารู้หลักอย่างนี้ เวลาได้ยินใครเสนอเรื่องแนวนี้เราก็จะรู้ทัน

เช่นครั้งหนึ่ง เอาเด็กมาโฆษณาว่าเป็นพระอนาคามีมาเกิด 

ก็จะรู้ทันว่า-แบบนี้เพี้ยนแล้ว

เช่นครั้งหนึ่ง มีผู้โฆษณาเปิดหลักสูตรให้คนบรรลุนิพพานได้ 

ก็จะรู้ทันว่า-แบบนี้ก็เพี้ยนอีกเหมือนกัน

ต่อไปถ้ามีอะไรแปลก ๆ โผล่มาอีก (มีแน่ ไม่หมดง่าย ๆ) ถ้าเรียนรู้หลักเอาไว้ก็จะได้ไม่หลงตาม

ถามว่า-แล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไรดี?

........................

การแก้ปัญหา-ควรทำอะไร ควรมีอะไร ควรเป็นอะไร-ถ้าคิดจะทำในระดับ “บริหารจัดการ” หน่วยงานที่ทำหน้าที่ผู้บริหารการพระศาสนาต้องเป็นผู้ทำ

ผู้บริหารการพระศาสนาในคณะสงฆ์ ก็เริ่มตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงมหาเถรสมาคม

ฟันเฟืองที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ก็เริ่มตั้งแต่พระภิกษุสามเณรที่เป็นลูกวัดต้องเสนอแนะบอกกล่าวแก่เจ้าคณะภายในวัดหรือแก่เจ้าอาวาส 

ถ้าวิธีแก้ปัญหานั้นอยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสก็สั่งให้ดำเนินการภายในอาวาสนั้น ๆ 

ถ้าอยู่นอกเหนืออำนาจ เจ้าอาวาสก็เสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะแขวงหรือเจ้าคณะตำบล 

เจ้าคณะแขวงหรือเจ้าคณะตำบลเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะเขตหรือเจ้าคณะอำเภอ 

เจ้าคณะเขตหรือเจ้าคณะอำเภอเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะจังหวัด

เจ้าคณะจังหวัดเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะภาค

เจ้าคณะภาคเสนอแนะบอกกล่าวไปยังเจ้าคณะใหญ่

เจ้าคณะใหญ่เสนอแนะบอกกล่าวไปยังกรรมการมหาเถรสมาคม

กรรมการมหาเถรสมาคมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม

ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาหาวิธีแก้ปัญหา/วิธีบริหารจัดการ แล้วมีมติออกมา-จะให้ใครทำอะไรอย่างไร 

ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคม

การลงมือแก้ปัญหาในระดับบริหารจัดการก็เกิดขึ้นและขับเคลื่อนกันไป

ผู้บริหารการพระศาสนาในฝ่ายราชการบ้านเมือง คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา ก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

ข้าราชการระดับประจำแผนกเสนอแนะบอกกล่าวหัวหน้าแผนก

หัวหน้าแผนกเสนอแนะบอกกล่าวหัวหน้ากองหรือผู้อำนวยการกอง

หัวหน้ากองหรือผู้อำนวยการกองเสนอแนะบอกกล่าวผู้อำนวยการสำนักหรืออธิบดี

ผู้อำนวยการสำนักหรืออธิบดีเสนอแนะบอกกล่าวรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหรือรับผิดชอบ

รัฐมนตรีนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาหาวิธีแก้ปัญหา/วิธีบริหารจัดการ แล้วมีมติออกมา-จะให้ใครทำอะไรอย่างไร 

ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี

การลงมือแก้ปัญหาในระดับบริหารจัดการก็เกิดขึ้นและขับเคลื่อนกันไป

........................

แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า เพราะฟันเฟืองแต่ละตัวพากันหยุดนิ่ง ไม่มีการขับเคลื่อน

ถือคติตรงกัน-ทั้งฝ่ายคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายราชการบ้านเมือง-คือ “แล้วแต่นายจะสั่ง” 

นายไม่ได้สั่งให้ทำอะไรก็ไม่ต้องทำอะไร 

รวมทั้งไม่ต้องคิดทำอะไรด้วย

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาในระดับบริหารจัดการจึงทำได้เพียงแค่-พูดให้คิดกันเท่านั้น-อย่างที่ผมกำลังพูดอยู่นี่ ไม่ต้องหวังว่าจะมีการปฏิบัติจริง จนกว่าผู้ที่เป็น “นาย” จะเกิดความคิดที่จะสั่งอะไรออกมา ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไรท่านจึงจะเกิดความคิดที่ว่านั่น

แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะยังมีทางออกอีกทางหนึ่ง คือการแก้ปัญหาในระดับบุคคล ด้วยวิธีหาความรู้และให้ความรู้

เช่น-ผู้คนในสังคมยังเข้าใจผิดเรื่องอะไรบ้าง ยังไม่รู้เรื่องอะไรบ้าง-ที่ควรรู้ ก็ไปช่วยกัน “หา” ความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ความรู้ที่ถูกต้องมาแล้วก็เอามา “ให้” แก่สังคม ด้วยการบอกกล่าวเผยแพร่ตามช่องทางต่าง ๆ ที่สามารถทำได้

เมื่อผู้คนรู้ถูกเข้าใจถูกกันมากขึ้น ใครเสนออะไรขึ้นมาก็จะรู้ทัน ไม่หลงเชื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

วิธีนี้ ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ไม่ต้องทำเรื่องขออนุมัติใคร 

แต่ละคนลงมือทำได้เลย-เดี๋ยวนี้

........................

ความไม่รู้-ความเข้าใจผิดเรื่องเกี่ยวกับพระศาสนาเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก นักเรียนบาลีเป็นผู้ที่มีความพร้อมมากที่สุดที่จะช่วยกันทำงาน “หาความรู้-ให้ความรู้”

วันนี้ (๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗) เป็นวันประกาศผลสอบบาลีประจำปี ขณะที่ท่านอ่านเรื่องนี้คงรู้กันเรียบร้อยแล้วว่า ปีนี้เรามีนักเรียนบาลีจบประโยค ๙ เพิ่มขึ้นกี่รูป และมีสามเณรจบประโยค ๙ ซึ่งจะได้เป็นนาคหลวงกี่รูป

กระผมขอแสดงมุทิตาสักการะอย่างจริงใจด้วยบทความนี้

และขอกราบอาราธนามา ณ ที่นี้ว่า เมื่อยินดีปรีดากันเรียบร้อยแล้ว ขอได้โปรดลงมือ “หาความรู้-ให้ความรู้” เรื่องเกี่ยวกับพระศาสนาแก่สังคมต่อไปเลย

อย่ารอให้เครื่องเย็น แล้วก็เลยสตาร์ทไม่ติด-เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วไปอยู่ในขณะนี้นะขอรับ

-------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๘:๓๘ 

[full-post]



หาความรู้-ให้ความรู้ (๒)

-------------------

จะได้ไม่พูดเพี้ยนเขียนผิด

ผมเคยอ่าน-จะเป็นพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา หรืออาจริยมติ-ที่ไหนสักแห่ง กล่าวถึงพระอชิตะเป็นภิกษุใหม่ ในเรื่องนั้นกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีพระน้านางทอผ้าถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสให้ถวายสงฆ์จะได้อานิสงส์มากกว่า เมื่อถวายสงฆ์แล้ว พระสังฆเถระรับแล้วก็ส่งให้พระเถระรอง ๆ ลงไปตามลำดับ หมายความว่าไม่มีพระเถระรูปไหนรับไว้เป็นของตน จนในที่สุดผ้าผืนนั้นไปตกแก่พระอชิตะซึ่งเป็นภิกษุใหม่ในหมู่สงฆ์ พระพุทธองค์ตรัสว่า พระอชิตะนี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระเมตไตรยในอนาคต

สรุปว่า-หรือจำได้ว่า-เรื่องที่อ่านเป็นแบบนี้

เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีทอผ้าถวายพระพุทธองค์มีปรากฏในทักขิณาวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๗๐๖-๗๑๙) อันเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการถวายสังฆทาน แต่ไม่ได้กล่าวถึงพระอชิตะ อรรถกถาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเช่นกัน 

แปลว่าเรื่องที่ผมจำได้ว่าเคยอ่านนั้นไม่ใช่ทักขิณาวิภังคสูตร และเรื่องที่ผมคิดว่าเคยอ่านและจำได้นั้นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ผมเล่า คือเรื่องเป็นอย่างอื่น แต่ผมจำสับสนไปเอง

มีคัมภีร์ภาษาบาลีเล่มหนึ่ง ชื่อ อนาคตวํส (อะ-นา-คะ-ตะ-วัง-สะ) ว่าด้วยพระพุทธเจ้า ๑๐ พระองค์ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต ตอนเริ่มเรื่องเอ่ยไว้สั้น ๆ ว่า พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงพระอชิตเถระจึงตรัสเรื่องอนาคตวงศ์ 

เอ่ยถึงชื่อพระอชิตเถระไว้เท่านี้ แล้วไม่พูดถึงอีกเลย ก็เลยไม่รู้ว่าพระอชิตเถระเป็นใคร เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างไรจึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ตรัสเรื่องอนาคตวงศ์

.........................................................

ขอแรงญาติมิตร-โดยเฉพาะนักเรียนบาลีหนุ่ม ๆ ที่สติปัญญากำลังเปรื่องปราด-ช่วยสืบค้นเรื่องพระอชิตเถระที่ว่ากันว่าจะมาตรัสรู้เป็นพระเมตไตรยในอนาคตกันหน่อยนะขอรับ 

อย่าปล่อยให้อาจารย์ปู่งมโข่งอยู่คนเดียว

.........................................................

แต่ที่ผมบอกว่า-มีคนเอามาบอกกล่าวกันต่อไปอีกว่า พระเมตไตรยในชาติปัจจุบันคือพระอชิตะ ซึ่งเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล-ดังนี้ คนบอกกล่าวได้เอ่ยถึงอชิตมาณพ ๑ ในศิษย์ ๑๖ คนของพราหมณ์พาวรี ที่ท่านพราหมณ์ส่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผูกปัญหาให้ไปทูลถามคนละข้อ พระพุทธองค์ก็ตรัสแก้ปัญหาแต่ละข้อ เป็นที่มาของเรื่อง “โสฬสปัญหา” ที่หลายคนน่าจะคุ้น ๆ อยู่ อชิตมาณพได้ฟังคำตรัสแก้ปัญหาก็เข้าถึงธรรม ขอบวชและได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

สรุปว่า พระอชิตเถระองค์นี้แหละจะมาตรัสรู้เป็นพระเมตไตรยในอนาคต

คนที่ไม่มีพื้นหรือไม่มีหลักในเรื่องพระศาสนา ได้ฟังแล้วก็คงจะอนุโมทนาสาธุการโดยทั่วกัน

แต่คนที่พอมีพื้นอยู่บ้าง ฟังแล้วก็บอกได้เลยว่า-เพี้ยนแล้วขอรับ

ถ้ายืนยันว่า พระอชิตเถระซึ่งได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วองค์นี้แหละที่จะมาตรัสรู้เป็นพระเมตไตรยในอนาคต ก็ยืนยันได้ว่าเพี้ยนอย่างยิ่งแล้ว

หลักก็คือ พระอรหันต์ท่านสิ้นภพจบชาติแล้ว เมื่อดับชีพในชาตินี้ท่านไม่มีเหตุมีเชื้อที่จะนำให้ไปเกิดในภพภูมิใด ๆ อีกแล้ว

ความข้อหนึ่งที่พระอรหันต์รู้ชัดและกล่าวไว้ตรงกันทุกองค์คือ -

.........................................................

วิมุตฺตสฺมึ  วิมุตฺตมิติ  ญาณํ  โหติ  

เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว 

ขีณา  ชาติ  

อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติ (การเกิด) สิ้นแล้ว 

วุสิตํ  พฺรหฺมจริยํ  

การประพฤติพรหมจรรย์สำเร็จลงแล้ว

กตํ  กรณียํ  

กิจที่ต้องทำ ทำเสร็จแล้ว

นาปรํ  อิตฺถตฺตายาติ  ปชานาตีติ  ฯ  

ไม่ต้องทำกิจอะไรอื่นเพื่อที่จะบรรลุผลเช่นนี้อีก 

(เพราะบรรลุไปเรียบร้อยแล้ว)

ที่มา: อนัตตลักขณสูตร วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๒๓

.........................................................

ยังคำอีกชุดหนึ่งที่มีความหมายเกี่ยวข้องและสอดคล้องกัน ที่พบเสมอคือ “อกุปฺปา  เม  วิมุตฺติ  อยมนฺติมา  ชาติ  นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว.” (เช่นในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๕ เป็นต้น)

.........................................................

อกุปฺปา  เม  วิมุตฺติ

การหลุดพ้น (จากสรรพกิเลส) ของเราไม่กำเริบ (คือไม่กลับมาติดมาข้องกลายเป็นยังไม่หลุดพ้นจริง แต่พ้นแล้วพ้นเด็ดขาดไปเลย) 

อยมนฺติมา  ชาติ

ชาตินี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย

นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว

บัดนี้ไม่มีการไปเกิดใหม่อีกต่อไป

.........................................................

อาจจัดเป็นระบบได้ว่า คำในชุด “ขีณา  ชาติ ...” เป็นการรับรองผลของการปฏิบัติว่า “ผ่าน” แล้ว

ส่วนคำในชุด “อกุปฺปา  เม  วิมุตฺติ ...” เป็นการแสดงผลที่จะเกิดขึ้นติดตามมา 

........................

พึงพิจารณาโดยแยบคายว่า คำว่า “อยมนฺติมา  ชาติ = ชาตินี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย” เป็นการยืนยันว่า เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่มี “ชาติ” หรือภพภูมิอะไรที่จะให้ผู้บรรลุไปเกิดอีก 

ทั้งนี้เพราะพระอรหันต์อยู่ในภพภูมิไหน ก็คือการเกิดในภพภูมินั้นเป็น “การเกิดครั้งสุดท้าย” จึงไม่มีการเกิดเป็นอะไรอีกต่อไป 

พระอชิตเถระท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว จะไปเกิดเป็นพระเมตไตรยในอนาคตอีกได้อย่างไร?

เพราะไม่หาความรู้จึงเพี้ยนอย่างนี้แล

เพี้ยนคนเดียวไม่พอ ยังเอามาบอกกล่าวเผยแพร่ให้คนอื่น ๆ พลอยเพี้ยนไปด้วยอีก

ประเด็นเพี้ยนยังไม่หมดครับ

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๒:๕๕ 

[full-post]

 


หาความรู้-ให้ความรู้ (๑)

-------------------

จะได้ไม่พูดเพี้ยนเขียนผิด

ผมอ่านวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ที่คำว่า “พระศรีอริยเมตไตรย” มีข้อความขึ้นต้นว่า 

.........................................................

พระศรีอริยเมตไตรย หรือพระเมตไตรย (บาลี: Metteyya, เมตฺเตยฺย; สันสกฤต: मैत्रेय, ไมเตฺรย) หรือที่นิยมเรียกว่า พระศรีอาริย์ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปนี้ พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าเมื่อศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้าสิ้นสุดไปแล้ว โลกจะล่วงเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอย อายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ 10 ปี ก็เข้าสู่ยุคมิคสัญญี ผู้สลดใจกับความชั่วก็หันมารวมกลุ่มกันทำความดี จากนั้นอายุขัยเพิ่มขึ้นถึง 1 อสงไขยปี แล้วจึงลดลงอีกจนเหลือ 80,000 ปี ในยุคนี้จะมีพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีครบ 80 อสงไขยแสนมหากัป ลงมาตรัสรู้เป็น พระเมตไตรยพุทธเจ้า

ที่มา: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ่านเมื่อ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๘:๑๕ น.

.........................................................

มีคำที่อยากชวนให้พิจารณา คือคำว่า “พุทธศาสนิกชนเชื่อว่า”

เมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับพระศาสนา เรามักสับสนหรือแยกไม่ออกว่า อย่างไรคือ “ความเชื่อ” และอย่างไรคือ “ความจริง” เมื่อเห็นอะไรที่แสดงออกมาจึงมักใช้คำเรียกรวม ๆ ไปว่า “เชื่อว่า” “เชื่อกันว่า” “ชาวพุทธเชื่อว่า”

ขอยกตัวอย่างเทียบเคียงให้เห็นชัด ๆ 

.........................................................

เชื่อกันว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย

.........................................................

ใช้คำว่า “เชื่อกันว่า” ถูกหรือไม่?

คนตายมีให้เราเห็นอยู่โทนโท่ เห็นประจักษ์อยู่ชัด ๆ การที่คนเกิดมาแล้วต้องตายจึงไม่ใช่ “ความเชื่อ” แต่มันคือ “ความจริง”

.........................................................

เชื่อกันว่าถ้าเอาเด็กทารกลอดท้องช้าง เด็กคนนั้นจะอายุยืน

.........................................................

ใช้คำว่า “เชื่อกันว่า” ถูกหรือไม่?

เด็กทารกที่เอาลอดท้องช้าง อายุยืนก็มี อายุสั้นก็มี และที่อายุยืนนั้นก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าอายุยืนเพราะลอดท้องช้างหรืออายุยืนเพราะเหตุอย่างอื่น เด็กทารกที่ไม่เคยลอดท้องช้างแต่อายุยืนก็มี ส่วนเด็กทารกที่ลอดท้องช้างแต่อายุสั้น ก็เป็นการฟ้องอยู่ในตัวว่า-ที่ว่าเอาเด็กทารกลอดท้องช้าง เด็กคนนั้นจะอายุยืน ไม่เป็นความจริง 

กรณีที่ว่า “เอาเด็กทารกลอดท้องช้าง เด็กคนนั้นจะอายุยืน” ใช้คำว่า “เชื่อกันว่า” จึงถูกต้องแล้ว เพราะเป็นเพียง “ความเชื่อ” ไม่ใช่ “ความจริง” 

........................

คราวนี้มาดูว่า เรื่องที่ว่า “จะมีพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีครบ 80 อสงไขยแสนมหากัป ลงมาตรัสรู้เป็น พระเมตไตรยพุทธเจ้า” เป็นความเชื่อหรือเป็นความจริง

ตรงนี้ต้องขยายความคำว่า “ความจริง” เพิ่มขึ้นอีก 

“ความจริง” มี ๒ ลักษณะ คือ ความจริงที่เห็นประจักษ์ และความจริงที่มีหลักฐาน

“ความจริงที่เห็นประจักษ์” เช่น คนเกิดมาแล้วต้องตาย เห็นประจักษ์กันอยู่ ไม่จำเป็นต้องยกหลักฐานอื่นใดมาให้ดู

“ความจริงที่มีหลักฐาน” คือเรื่องที่ไม่ได้เห็นประจักษ์ เช่นเรื่องในอดีต เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วไม่มีใครทันได้เห็น แต่มีหลักฐานปรากฏอยู่ หรือแม้แต่เรื่องในอนาคต เหตุการณ์ยังไม่เกิด ก็ยังไม่มีใครได้เห็น แต่มีหลักฐานปรากฏอยู่ 

เรื่องประเภทนี้ก็นับว่าเป็น "ความจริง" ถึงจะไม่ใช่ความจริงที่เห็นประจักษ์ แต่ก็เป็นความจริงที่มีหลักฐาน เรื่องประเภทนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ตั้งอยู่บนความเชื่อลอย ๆ หากแต่เป็นเรื่องที่มีหลักฐาน

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องประเภทนี้โดยใช้คำว่า “เชื่อว่า” “เชื่อกันว่า” “ชาวพุทธเชื่อว่า” หรือ “พุทธศาสนิกชนเชื่อว่า” จึงไม่ถูกต้อง

ในอนาคตจะมีพระพุทธเจ้าพระนามว่าเมตไตรยมาตรัสรู้ - ไม่ใช่เรื่องที่ “พุทธศาสนิกชนเชื่อว่า” 

หากแต่เป็นเรื่องที่มีหลักฐาน

ถ้ายังอยากจะใช้คำว่า “เชื่อว่า” ก็ต้องบอกลงไปให้ชัดเจนด้วยว่า-เชื่อตามหลักฐาน ไม่ใช่เชื่อแบบเลื่อนลอย หรือคิดเอาเองลอย ๆ

ตัวหลักฐานนั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือใครจะเห็นว่าเป็นหลักฐานที่เชื่อไม่ได้หรือไม่น่าเชื่อ ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเห็นเช่นนั้นได้ 

แต่จะบอกว่า สิ่งนั้น “ไม่ใช่หลักฐาน” ย่อมไม่เป็นการยุติธรรม

........................

เรื่องพระพุทธเจ้าพระนามว่าเมตไตรยมีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าเอง ขอยกข้อความเฉพาะส่วนนี้มาเสนอเพื่อเป็นการศึกษา ดังนี้ -

.........................................................

อิมสฺมึ  ชมฺพุทีเป  จตุราสีตินครสหสฺสานิ  ภวิสฺสนฺติ  เกตุมติราชธานีปมุขานิ  ฯ

ในชมพูทวีปนี้จักมีเมืองแปดหมื่นสี่พันเมือง มีเกตุมดีราชธานีเป็นเมืองหลวง

เกตุมตีราชธานิยา  สงฺโข  นาม  ราชา  อุปฺปชฺชิสฺสติ  จกฺกวตฺติ  ธมฺมิโก  ธมฺมราชา  จาตุรนฺโต  วิชิตาวี  ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต  สตฺตรตนสมนฺนาคโต ...

จักมีพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าพระเจ้าสังขะอุบัติขึ้น ณ เมืองเกตุมดีราชธานี เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ ...

อสีติวสฺสสหสฺสายุเกสุ  ภิกฺขเว  มนุสฺเสสุ  เมตฺเตยฺโย  นาม  ภควา  โลเก  อุปฺปชฺชิสฺ ... เสยฺยถาปาหเมตรหิ  โลเก  อุปฺปนฺโน ... ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์อายุแปดหมื่น พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรยจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ... เหมือนเราตถาคตผู้อุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ 

ที่มา: จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๘

.........................................................

ในอนาคตจะมีพระพุทธเจ้าพระนามว่าเมตไตรยมาตรัสรู้ - มาจากหลักฐานตรงนี้ 

ไม่ใช่เรื่องที่ “พุทธศาสนิกชนเชื่อว่า” 

แต่เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า-

“พระพุทธเจ้าตรัสว่า” - ใครจะไม่เชื่อก็ได้ ไม่ผิด ไม่บาป ไม่ตกนรก ไม่ถูกพระพุทธเจ้าลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้น

แต่เมื่อจะพูดถึงเรื่องนี้ก็ควรต้องหาความรู้เพื่อให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง-ตามหลักฐาน

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ 

ยังมีเรื่องราวที่มีคนเอามาบอกกล่าวกันต่อไปอีกว่า พระเมตไตรยในชาติปัจจุบันคือพระอชิตะ ซึ่งเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล

ใครรู้เรื่องที่ถูกต้องบ้าง? ยกมือขึ้น!

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๙:๑๘

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.