“อาบัติก็แค่ทุกกฎ”

------------------

ใครที่คุ้นๆ กับชาววัดและภาษาวัด อาจจะเคยได้ยินพระท่านพูดกันว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” มาบ้างแล้ว แต่ใครที่ไม่คุ้น-โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่-ฟังแล้วก็คง “เป็นงง” ไม่เข้าใจว่าพระท่านพูดเรื่องอะไร

อันดับแรก คำว่า “อาบัติ” เป็นภาษาวัด แปลตามศัพท์ว่า “การต้อง” คนไม่เรียนบาลีก็คงฟังไม่ออกว่าหมายถึงอะไร แปลให้ใกล้เข้าไปอีกหน่อยก็ว่า “การต้องโทษ” ความหมายในภาษาไทย “อาบัติ” ก็คือ ความผิด การกระทำที่เป็นความผิด 

วลีที่มักพูดกันคือ “ต้องอาบัติ” หมายความว่า ทำผิด คือละเมิดข้อห้าม

ส่วนคำว่า “ทุกกฏ” เป็นชื่อของอาบัติชนิดหนึ่ง คำนี้อ่านว่า ทุก-กด 

กฎ สะกดด้วย ฏ ปฏัก

คำว่า “ทุก-” พยางค์หน้าเป็นภาษาบาลี ไม่ใช่ “ทุก” ในภาษาไทย ดังคำว่า ทุกวัน ทุกคน ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่ “ทุก” แบบนี้

“ทุกกฏ” ไม่ได้หมายถึง กฎข้อบังคับทุกกฎ อย่างในคำว่า “กฎทุกกฎมีข้อยกเว้น” ไม่ใช้ กฎ คำนั้น 

กฎคำนั้นสะกดด้วย ฎ ชฎา 

กฎคำนี้สะกดด้วย ฏ ปฏัก

เป็นคนละคำกัน

“ทุกกฏ” แปลว่า ทำผิด ทำไม่ดี ทำชั่ว 

ทุ = ชั่ว, เลว, ไม่ดี + กฎ = ทำ 

ซ้อน ก ระหว่าง ทุ กับ กฎ = ทุกกฎ อ่านว่า ทุก-กด ไม่ใช่ ทุ-กะ-กด

ที่ว่า “ทุกกฏ” เป็นชื่อของอาบัติชนิดหนึ่ง - ก็หมายความว่า อาบัติมีหลายชนิด

ตามที่นักเรียนชาววัดเรียนกันมา อาบัติมี ๗ กอง

ไม่ได้แปลว่า เอาอาบัติมาวางกองรวมกันได้ ๗ กอง

แต่แปลว่า อาบัติมี ๗ ชนิด ๗ กลุ่ม หรือ ๗ ระดับ ตามน้ำหนักของโทษหรือลักษณะของความผิดที่ทำ

อาบัติ ๗ กอง มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เรียงตามระดับโทษหนักไปหาโทษเบา ดังนี้ -

      (๑) ปาราชิก (ปา-รา-ชิก)

      (๒) สังฆาทิเสส (สัง-คา-ทิ-เสด)

      (๓) ถุลลัจจัย (ถัน-ลัด-ไจ)

      (๔) ปาจิตตีย์ (ปา-จิด-ตี)

      (๕) ปาฏิเทสนียะ (ปา-ติ-เท-สะ-นี-ยะ)

      (๖) ทุกกฎ (ทุก-กด)

      (๗) ทุพภาสิต (ทุบ-พา-สิด)

ขอแปลแบบถอดความ เพื่อเข้าใจความหมายของแต่ละชื่อแบบง่ายๆ ดังนี้ -

(๑) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

(๒) สังฆาทิเสส = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

(๓) ถุลลัจจัย = “เลวอย่างหยาบ”

(๔) ปาจิตตีย์ = “ทำดีตกแตก”

(๕) ปาฏิเทสนียะ = “รับสารภาพ”

(๖) ทุกกฏ = “มารยาททราม”

(๗) ทุพภาสิต = “ปากเสีย”

ระดับโทษของอาบัติ แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือโทษหนักกับโทษเบา ภาษาชาววัดพูดว่า อาบัติหนัก-อาบัติเบา

อาบัติหนักมี ๒ กอง คือ ปาราชิกและสังฆาทิเสส

ปาราชิก เป็นอาบัติหนักที่สุด โทษที่ได้รับคือ ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ ไม่ว่าจะมีใครรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะมีใครฟ้องร้องกล่าวโทษหรือไม่ก็ตาม

สังฆาทิเสส เป็นอาบัติหนักรองลงมาจากปาราชิก โทษที่ได้รับยังไม่ขาดจากความเป็นพระ แต่ต้องไปเข้ากระบวนการลงโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ผ่านกระบวนการครบถ้วนแล้วจึงจะกลับเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนเดิม

อาบัติอีก ๕ กอง เป็นอาบัติเบา โทษที่ได้รับคือ ต้องสารภาพผิดต่อหน้าเพื่อนพระด้วยกันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด เรียกว่า “ปลงอาบัติ” หรือ “แสดงอาบัติ” จึงจะกลับเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนเดิม

.........................

พอรู้อย่างนี้แล้ว กลับไปดูคำที่ว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” คงพอจะเข้าใจถึง “อารมณ์ของคำ” หรือความรู้สึกนึกคิดของผู้พูด

“ทุกกฏ” เป็นอาบัติเบา อยู่รองจากท้ายแถว “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” จึงมีความหมายว่า ถึงทำผิดก็เป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร 

พูดกดให้ต่ำลงไปอีกก็ว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องหยุมหยิม เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องยกขึ้นมาตำหนิติติงอะไรกัน 

ปิดท้ายด้วยวลียอดนิยม - “จะมาเคร่งครัดอะไรกันนักกันหนา”

.....................

เรื่องเล็กน้อย ตรงกับคำว่า “ขุททกสิกขาบท” แปลว่า “สิกขาบทเล็กน้อย” หมายถึงศีลของพระบางข้อที่เป็นความผิดเล็กน้อย

เรื่องสิกขาบทเล็กน้อยนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสงฆ์เพื่อรวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหลักฐาน ที่เรารู้จักกันในนาม “ปฐมสังคายนา” ซึ่งจัดขึ้นโดยพระอรหันตเถระ ๕๐๐ องค์ เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ ๓ เดือน

เรื่องก็คือ ในวาระ “เรื่องอื่นๆ” ของการประชุม ท่านพระอานนท์ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เมื่อจวนจะปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสกะท่านว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว คณะสงฆ์จะยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้ 

เนื่องจากพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงระบุว่าศีลข้อไหนบ้างที่เป็น “สิกขาบทเล็กน้อย” ที่ประชุมจึงเปิดอภิปรายเพื่อหาคำตอบ

ที่ประชุมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง มีความเห็นหนึ่งที่เสนอว่า ยกเว้นปาราชิก ๔ ข้อ ซึ่งภิกษุละเมิดแล้วขาดจากความเป็นภิกษุทันที ศีลข้ออื่นทุกข้อเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

ในที่สุด ที่ประชุมลงมติ-ไม่ยกเลิกสิกขาบทใดๆ ทั้งสิ้น เล็กน้อยหรือไม่เล็กน้อยก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดไป

(ดูรายละเอียดในปัญจสติกขันธกะ คัมภีร์จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๖๒๐-๖๒๑)

และนี่ก็คือหลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท-คือพระพุทธศาสนาที่นับถือกันอยู่ในประเทศไทยอันมีคณะสงฆ์ไทยเป็นหลักใหญ่อยู่ในทุกวันนี้

.....................

อนึ่ง พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทแต่ปางก่อนที่ตั้งใจรักษาสิกขาบทคือศีลทุกข้อ ท่านมีคติประจำใจว่า -

...............................................

อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ

อาบัติเล็กน้อยขนาดไหนก็เห็นเป็นเรื่องน่ากลัว 

จะสำรวมระวังไม่ละเมิด

(ดูรายละเอียดในวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๐๗ เป็นต้น)

...............................................

ทุกครั้งที่ได้ยินพระท่านพูดว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” ขอให้พวกเรามาช่วยกันถวายกำลังใจให้พระสงฆ์ของเรามีคติประจำใจดุจบรรพบุรุษสงฆ์ของเราที่ท่านเคยมีมา ดังที่แสดงไว้นี้โดยทั่วกัน เทอญ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๗:๓๑

[right-side]