แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พยากรณ์ แสดงบทความทั้งหมด

 


ทองย้อย แสงสินชัย 

#บาลีวันละคำ (4,304)


อญฺญํ พฺยากโรติ

อ่านไม่ออก แปลไม่ได้ แต่เรียนรู้ได้

“อญฺญํ พฺยากโรติ” เป็นประโยคภาษาบาลี นักเรียนบาลีแปลกันมาว่า “ย่อมพยากรณ์พระอรหัต”

“พยากรณ์พระอรหัต” หมายถึง การอวดอ้างว่าตนมีคุณธรรมของพระอรหันต์ คืออวดว่าตนได้บรรลุมรรคผลถึงระดับเป็นพระอรหันต์

ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาที่ใช้เป็นแบบเรียนวิชาแปลมคธเป็นไทยชั้นประโยค 1-2 และชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค จะมีเรื่องราวหลายตอนที่กล่าวถึงภิกษุพูดคุยสอบถามกันในเรื่องธรรมะ ภิกษุที่ถูกถามจะพูดถึงความรู้สึก หรือความคิด หรืออารมณ์บางอย่างของตน ซึ่งถือว่าเป็นการ “พยากรณ์พระอรหัต”

ขอยกตัวอย่างคำพูดที่เข้าข่าย “พยากรณ์พระอรหัต” ดังนี้ -

- “ผมบรรลุแล้ว” (แบบนี้พยากรณ์พระอรหัตตรง ๆ)

- “ตอนบวชใหม่ ๆ ก็รู้สึกอยากโน่นอยากนี่ แต่เดี๋ยวนี้ชักไม่รู้สึกอยากอะไรอีกแล้ว”

- “ผมขอเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”

ภิกษุคู่สนทนาได้ฟังคำพูดทำนองนี้ก็จะไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “อญฺญํ พฺยากโรติ” (ภิกษุรูปนี้ย่อมพยากรณ์พระอรหัต) ก็คือไปฟ้องว่า ภิกษุรูปนั้นอวดอ้างว่าได้บรรลุมรรคผลนั่นเอง

ถ้าภิกษุรูปนั้นได้บรรลุมรรคผลจริง พระพุทธองค์ก็จะทรงรับรองว่าได้บรรลุจริง ไม่ได้อวด

..............

อ่านตัวอย่างเรื่องที่มีคำพูด “พยากรณ์พระอรหัต” ที่ลิงก์นี้

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=9

..............

“อญฺญํ พฺยากโรติ” เป็นประโยคภาษาบาลีตรง ๆ ไม่มีใช้ในภาษาไทย เอ่ยให้ใครฟังก็คงไม่มีใครรู้เรื่อง

แต่ถือโอกาสเรียนบาลีเฉพาะประโยคนี้ก็คงไม่เสียหลาย [เสียหลาย: เสียเปล่า (ใช้ในความปฏิเสธ) เช่น งานวิจัยชิ้นนี้ทำไปก็ได้ประโยชน์ ไม่เสียหลาย]

“อญฺญํ พฺยากโรติ” อ่านว่า อัน-ยัง เพีย-กะ-โร-ติ ประกอบด้วยคำว่า “อญฺญํ” และ “พฺยากโรติ” รวมกันเป็นประโยค แต่เป็นคนละคำกัน 

(๑) “อญฺญํ”

อ่านว่า อัน-ยัง รูปคำเดิมเป็น “อญฺญา” อ่านว่า อัน-ยา รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ) + ญา (ธาตุ = รู้) + กฺวิ ปัจจัย, ลบ กฺวิ, รัสสะ อา อุปสรรคเป็น อะ, ซ้อน ญฺ ระหว่างอุปสรคกับธาตุ (อา + ญฺ + ญา) 

: อา + ญฺ + ญา = อาญฺญา + กฺวิ = อาญฺญากฺวิ > อญฺญากฺวิ > อญฺญา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่พึงรู้เกินกว่าขอบเขตที่ปฐมมรรคเป็นต้นได้บรรลุแล้ว” หมายถึง พระอรหัตผล คือสภาวธรรมที่ทำผู้บรรลุให้เป็นพระอรหันต์ หรือเรียกทับศัพท์ว่า “พระอรหัต” คำนี้เป็นคนละคำกับ “พระอรหันต์”

“พระอรหัต” หมายถึง คุณธรรมที่ทำผู้บรรลุให้เป็นพระอรหันต์

“พระอรหันต์” หมายถึง ผู้บรรลุคุณธรรมนั้น

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อญฺญา” ว่า knowledge, recognition, perfect knowledge, philosophic insight, knowledge par excellence, viz. Arahantship, saving knowledge, gnosis (ความรู้, การเห็นแจ้ง, การรู้จริง, วิปัสสนา, การบรรลุโลกุตรธรรม, กล่าวคือ ความเป็นพระอรหันต์, การตรัสรู้, การรู้แจ้งเห็นจริง)

“อญฺญา” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “อญฺญํ”

(๒) “พฺยากโรติ” 

อ่านว่า เพีย-กะ-โร-ติ เป็นรูปคำกริยาอาขยาต ปัจจุบันกาล เอกวจนะ ปฐมบุรุษ (ประธานเป็นผู้ที่ถูกพูดถึง) กัตตุวาจก รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ) + กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + โอ ปัจจัยประจำหมวดธาตุ + ติ วัตตมานาวิภัตติอาขยาต, แปลง อิ ที่ วิ เป็น ย, แปลง วฺ เป็น พฺ (วิ > วฺย > พฺย)

: วิ + อา + กรฺ = วิอากรฺ > วฺยากรฺ + โอ = วฺยากโร + ติ = วฺยากโรติ > พฺยากโรติ แปลว่า “(เขา) ย่อมทำให้แจ้ง” หรือ “(เขา) ย่อมพยากรณ์” 

“อญฺญํ พฺยากโรติ” นักเรียนบาลีแปลยกศัพท์ว่า -

(อยํ ภิกฺขุ = อันว่าภิกษุนี้)

พฺยากโรติ = ย่อมพยากรณ์

อญฺญํ = ซึ่งพระอรหัตผลอันบุคคลพึงรู้ทั่ว

ถอดความว่า ภิกษุรูปนี้อวดอ้างว่าตนบรรลุมรรคผล

ตรงกับภาษาที่มีผู้ชอบพูดจนคุ้นหูคนไทยว่า หลวงปู่นั่นหลวงพ่อนี่เป็นอริยสงฆ์

ขยายความ :

ในสมัยพุทธกาล ผู้รับรองว่าใครเป็นพระอริยะมีแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว แม้พระอรหันตสาวกทั้งหลาย เช่นพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ ทั้ง ๆ ที่ท่านรู้ว่าใครบรรลุมรรคผล แต่ท่านก็ไม่เคยรับรองใครว่าเป็นพระอริยะ

หลักเกี่ยวกับการบอกกล่าวว่าใครเป็นพระอริยะ ท่านแสดงไว้ว่า ผู้จะรู้หรือรับรองได้ว่าใครเป็นพระอริยะจะต้องได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยะในระดับที่สูงกว่าหรืออย่างน้อยก็ในระดับเดียวกันเท่านั้นจึงจะรู้ได้

ดังนั้น ผู้ที่นิยมยกย่องหลวงปู่หลวงพ่อที่ตนเคารพนับถือว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้เป็นอริยสงฆ์หรือเป็นพระอริยะ ก็เท่ากับบอกว่าตัวผู้บอกก็เป็นพระอริยะด้วยนั่นเอง 

จุดนี้แหละที่คนที่ชอบบอกว่าท่านผู้นั้นผู้นี้เป็นพระอริยะไม่ทันได้นึก

รู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปนี้จะยกย่องว่าพระรูปไหนเป็นอริยสงฆ์ โปรดระลึกควบคู่กันไปด้วยว่า -

บอกว่าใครเป็นพระอริยะ

ก็คือบอกว่าข้าพเจ้าเป็นพระอริยะนั่นเอง

และคุณสมบัติของพระอริยะก็คือ ท่านจะไม่บอกใครว่าท่านเป็นพระอริยะ

..............

ดูก่อนภราดา!

: จงพร้อมที่จะดังทุกครั้งที่มีคนตี

: แต่ถ้าจะเป็นกลองระฆังดี-อย่าดังเอง

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์คติของผู้ตายไปแล้วเพื่ออะไร?

   ถาม ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น ได้มีสาวกมาทูลถามถึงคติของผู้ที่ตายไปแล้วจากพระองค์เสมอๆ และพระองค์ก็จะทรงพยากรณ์ให้ผู้ถามทราบคำพยากรณ์ของพระองค์เป็นความจริง แต่ปัจจุบันนี้ก็มีคนบางคนทำตนเป็นผู้รู้พยากรณ์ว่า ผู้นั้นไปเกิดที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ผิดหรือถูกไม่มีใครทราบ แต่ถ้าผิดก็ทำให้คนฟังหลงผิดไปด้วย ซึ่งเขาทำเพื่อเงินและลาภสักการะเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เพื่อประโยชน์ อะไรครับ ในเมื่อท่านก็หมดความต้องการลาภยศ สรรเสริญ หรือเงินทองแล้ว

   ตอบ ในเรื่องที่คุณถามมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพยากรณ์คติ คือที่เกิด ของสาวกและคนทั้งหลายไว้ในที่หลายแห่ง ส่วนมากมักพยากรณ์เพราะมีผู้ทูลถาม พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในนพักปานสูตร มช. มช. ข้อ ๒๐๒ ตอนหนึ่งว่า ตถาคต ย่อมพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละไปแล้วในภพที่เกิดทั้งหลายว่า สาวกชื่อโน้นเกิดแล้ว ในภพโน้น สาวกผู้โน้นเกิดแล้วในภพโน้น ดังนี้ เพื่อให้คนพิศวงก็หาไม่ เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็หาไม่ เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้ เราพยากรณ์ด้วย ความประสงค์ว่า คนทั้งหลายจงรู้จักเราด้วยเหตุแห่งการพยากรณ์นี้ก็หาไม่ แต่เพราะ กุลบุตรทั้งหลายที่มีศรัทธามาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก มีอยู่ กุลบุตร เหล่านั้น ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง ข้อนั้นย่อม เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนาน นี่เป็นข้อความ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ท่านพระอนุรุทธะ ซึ่งถามถึงคติของพุทธบริษัททั้งสี่ที่ปฏิบัติดี จึงทรงพยากรณ์ ปฏิบัติชอบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคติของพุทธบริษัทเหล่านั้นย่อมเป็นสุคติหรือนิพพาน เท่านั้น ผู้ใดฟังคำพยากรณ์แล้วเกิดความศรัทธาเลื่อมใส เชื่อถือพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาย่อมจะปฏิบัติตามเพื่อให้ได้คติอย่างนั้น คือสุคติหรือนิพพาน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ประโยชน์สุขก็จะเกิดแก่เขาตลอดกาลนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยเหตุนี้แหละจึงทรงพยากรณ์

      ความจริงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงพยากรณ์เฉพาะคติของผู้ที่ไปเกิดในสุคติ หรือบรรลุนิพพานเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงพยากรณ์ว่า ผู้ที่ทำบาปกรรม ความชั่ว ว่ามี คติเป็นทุคติ คือนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้ แม้จะมิได้ตรัสไว้ ในพระสูตรนี้ก็จริง แต่การพยากรณ์ของพระองค์เช่นนี้ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพ สัตว์เช่นกัน เพราะว่าเมื่อใครมีศรัทธา เชื่อในคำพยากรณ์ของพระองค์ ย่อมจะเกิดความ หวาดหวั่น เกรงกลัวบาปกรรมความชั่ว คือกลัวผลของบาปกรรม ย่อมจะพยายามละเว้น ความชั่ว ไม่ทำความชั่ว เพราะกลัวความทุกข์ในอบายที่ตนจะต้องได้รับ เมื่อละเว้นชั่ว แล้วก็ต้องประพฤติแต่กรรมดี ที่จะให้ผลเป็นความสุขเท่านั้น อย่าว่าแต่ผู้ที่ได้ฟัง คำพยากรณ์จากพระองค์โดยตรงเลย ที่จะละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี เพียงเราท่าน ทั้งหลายที่ได้ศึกษาคำสอนของพระองค์ เชื่อในคำสอนของพระองค์ ก็ยังพยายามละชั่ว ทำแต่ความดี ตั้งแต่ความดีธรรมดาๆ ไปจนถึงความดีขั้นสูง เพื่อที่จะให้พ้นทุกข์เสีย โดยเร็ว

   ด้วยเหตุนี้ การที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์คติของผู้ที่ตายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไป ในทางดีหรือทางร้าย ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ท่านผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ทั้งสิ้น ทั้งทำให้คนที่เชื่อว่าบาปบุญไม่ให้ผลนั้นเปลี่ยนความเชื่อกลับมาเห็น ตามความจริงว่า บาปบุญให้ผลจริง บาปนำไปทุคติ บุญนำไปสุคติ และมรรคผล นิพพาน ทำให้คนที่ไม่เชื่อว่าชาติหน้ามี มีแต่ชาตินี้ชาติเดียวได้เปลี่ยนความเชื่อว่า ที่จริง นั้นคนที่ยังมีกิเลสอยู่ย่อมต้องมีชาติหน้า คือการเกิดอีกทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ยอมรับคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องเป็นผู้มีศรัทธาในพระองค์ ยอมรับเหตุผลตามที่ เป็นจริงด้วย จึงจะได้รับประโยชน์จากคำพยากรณ์นั้น ซึ่งการเปลี่ยนใจคนที่เห็นผิดให้เห็นถูกได้แม้เพียงคนเดียว พระพุทธเจ้าก็เต็มพระทัยที่จะกระทำ ทั้งนี้เพราะทรงมีพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่นั่นเอง

 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.