แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธกิจ แสดงบทความทั้งหมด



 ทองย้อย แสงสินชัย 

#บาลีวันละคำ (3,978)


ปจฺจูเสว คเต กาเล 

ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ

1 ในพุทธกิจ 5 ประการ

..............

พุทธกิจ 5 ประการปรากฏตามคำบาลีแต่งเป็นคาถาดังนี้ -

ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ    สายณฺเห ธมฺมเทสนํ

ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ            อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ

ปจฺจูเสว คเต กาเล             ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ.

เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาต

เวลาเย็น แสดงพระธรรมเทศนา

เวลาย่ำค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิกษุ

เวลาเที่ยงคืน พยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา

เวลาใกล้รุ่ง ตรวจดูหมู่สัตว์ที่สมควรจะโปรด

หมายเหตุ: คำบาลีนี้ยังไม่พบที่มาว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร หรือท่านผู้ใดเป็นผู้รจนาขึ้น ข้อความมีเพียงแค่นี้หรือมีมากกว่านี้ ท่านผู้ใดทราบ ขอความกรุณาให้ข้อมูลด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

..............

“ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ” เขียนแบบคำอ่านว่า “ปัจจูเสวะ คะเต กาเล ภัพพาภัพเพ วิโลกะนัง” คำบาลีที่ควรศึกษาคือ “ปจฺจูเสว” “คเต กาเล” “ภพฺพาภพฺเพ” และ “วิโลกน”

(๑) “ปจฺจูเสว”

อ่านว่า ปัด-จู-เส-วะ ประกอบด้วยคำว่า ปจฺจูเส + ว 

(ก) “ปจฺจูเส” รูปคำเดิมเป็น “ปจฺจูส” อ่านว่า ปัด-จู-สะ รากศัพท์มาจาก ปติ ( < ปฏิ คำอุปสรรค = เฉพาะ, ตอบ, ทวน, กลับ) อุสฺ (ธาตุ = เจ็บปวด) + อ ปัจจัย, แปลง อิ ที่ (ป)-ติ เป็น ย แล้วแปลง ตฺย เป็น จฺจ (ปติ > ปตฺย > ปจฺจ), ทีฆะ อุ ที่ อุ-(สฺ) เป็น อู (อุสฺ > อูส)

: ปติ > ปตฺย > ปจฺจ + อุสฺ = ปจฺจุส + อ = ปจฺจุส > ปจฺจูส แปลตามศัพท์ว่า “กาลที่ยังความมืดให้เจ็บปวด คือให้พินาศไป” หมายถึง เวลาจวนเช้าตรู่, เวลาเช้า, รุ่งอรุณ (the time towards dawn, morning, dawn)

“ปจฺจูส” ในภาษาไทยใช้เป็น “ปัจจุส-” (เมื่อมีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) และ “ปัจจูสะ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ปัจจุส-, ปัจจูสะ : (คำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป) (คำนาม) เช้ามืด, ใกล้รุ่ง. (ป.).”

“ปจฺจูส” แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) ปุงลิงค์ เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “ปจฺจูเส” แปลว่า “ในเวลาใกล้รุ่ง” 

(ข) “ว” อ่านว่า วะ (ไม่ใช่ วอ) เป็นศัพท์จำพวก “นิบาต” อยู่ในกลุ่มนิบาตบอกปฏิเสธ แปลว่า “เทียว” (only) คือปฏิเสธสิ่งอื่น หมายถึงเฉพาะสิ่งนี้เท่านั้น

วปจฺจูเส + ว = ปจฺจูเสว (ปัด-จู-เส-วะ) แปลว่า “ในเวลาใกล้รุ่งนั่นเทียว” 

(๒) “คเต กาเล” 

อ่านว่า คะ-เต กา-เล เป็นคำบาลี 2 คำ คือ “คเต” และ “กาเล”

(1) “คเต” รูปคำเดิมเป็น “คต” อ่านว่า คะ-ตะ รากศัพท์มาจาก คมฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + ต ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ

: คมฺ + ต = คมต > คต แปลตามศัพท์ว่า “ไปแล้ว” “ถึงแล้ว” 

“คต” แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) ปุงลิงค์ เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “คเต” 

(2) “กาเล” รูปคำเดิมเป็น “กาล” อ่านว่า กา-ละ รากศัพท์มาจาก กลฺ (ธาตุ = นับ, คำนวณ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ ก-(ลฺ) เป็น อา (กล > กาล)

: กลฺ + ณ = กลณ > กล > กาล แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องนับประมาณอายุเป็นต้น” “ถูกนับว่าล่วงไปเท่านี้แล้ว” “ยังอายุของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไป” หมายถึง เวลา, คราว, ครั้ง, หน

“กาล” ที่หมายถึง “เวลา” (time) ในภาษาบาลียังใช้ในความหมายที่ชี้ชัดอีกด้วย คือ :

(ก) เวลาที่กำหนดไว้, เวลานัดหมาย, เวลาตายตัว (appointed time, date, fixed time)

(ข) เวลาที่เหมาะสม, เวลาที่สมควร, เวลาที่ดี, โอกาส (suitable time, proper time, good time, opportunity)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“กาล ๑, กาล- : (คำนาม) เวลา, คราว, ครั้ง, หน. (ป., ส.).” 

“กาล” แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) ปุงลิงค์ เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “กาเล” แปลว่า “ในเวลา” 

“คเต กาเล” แปลว่า “ในเวลาที่ถึงแล้ว” รวมกับ “ปจฺจูเสว” ซึ่งเป็นคำขยายอยู่ข้างหน้า เป็น “ปจฺจูเสว คเต กาเล” แปลว่า “ในเวลาใกล้รุ่งที่ถึงแล้ว”

(๓) “ภพฺพาภพฺเพ”

รูปคำเดิมเป็น “ภพฺพาภพฺพ” แยกศัพท์เป็น ภพฺพ + อภพฺพ

(ก) “ภพฺพ” อ่านว่า พับ-พะ คัมภีร์ธาตุปฺปทีปิกา หรือพจนานุกรมบาลี-ไทย ของหลวงเทพดรุณานุศิษฏ์ (ทวี ธรมธัช ป.9) บอกว่า “ภพฺพ” มาจาก ภพฺพ ธาตุ (เบียดเบียน)

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกว่า “ภพฺพ” รากศัพท์มาจาก ภู ธาตุ (มี, เป็น)

ถ้ามาจาก ภู ธาตุ กระบวนการกลายรูปคือ แผลง อู ที่ ภู เป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว, แปลง ว เป็น พ, ซ้อน พฺ 

: ภู > โภ > ภว > ภพ > ภพฺพ

“ภพฺพ” เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า -

(1) สามารถ, เหมาะสำหรับ, สมควร (able, capable, fit for)

(2) เป็นไปได้ (possible)

(ข) “อภพฺพ” อ่านว่า อะ-พับ-พะ รากศัพท์มาจาก น (ไม่, ไม่ใช่) + ภพฺพ, แปลง น เป็น อ 

: น + ภพฺพ = นภพฺพ > อภพฺพ (อะ-พับ-พะ) 

“อภพฺพ” เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า -

(1) ไม่สามารถ, ไม่เหมาะ (unfit, incapable)

(2) เป็นไปไม่ได้ (impossible)

ขยายความว่า “ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้อย่างแน่นอน” ตัวอย่างเช่น: 

- ดวงอาทิตย์เป็นอภัพพะที่จะขึ้นทางทิศตะวันตก

- คนที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่เป็นอภัพพะที่จะได้บรรลุธรรม

“อภพฺพ” เมื่อเอามาใช้ในภาษาไทย ยืดเสียง “อ” เป็น “อา” และไม่ออกเสียงพยางค์ท้าย จึงได้รูปเป็น “อาภัพ” (อา-พับ)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“อาภัพ : (คำวิเศษณ์)  ปราศจากโชค, เคราะห์ร้าย, วาสนาน้อย, ตกอับ. (ป. อภพฺพ ว่า ไม่สมควร).” 

ภพฺพ + อภพฺพ = ภพฺพาภพฺพ (พับ-พา-พับ-พะ) แปลว่า “ผู้สมควรและผู้ไม่สมควร (ที่จะรู้ธรรมหรือบรรลุธรรม)” 

“ภพฺพาภพฺพ” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) พหุวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ภพฺพาภพฺเพ” แปลว่า “ซึ่ง (สัตว์ทั้งหลาย) ผู้สมควรและผู้ไม่สมควร (ที่จะรู้ธรรมหรือบรรลุธรรม)”

หมายเหตุ: ตามหลักการแปล “ภพฺพาภพฺเพ” อยู่ในฐานะเป็นคำขยาย คือ “วิเสสนะ” ของคำนามอีกคำหนึ่ง คำที่เป็นกลางๆ คือ “สตฺเต” ถ้าประกอบศัพท์เต็มรูปก็จะเป็น “ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต” แปลว่า “ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้สมควรและผู้ไม่สมควร (ที่จะรู้ธรรมหรือบรรลุธรรม)” 

“สตฺเต” ที่เติมเข้ามาเช่นนี้ ภาษาการแปลของนักเรียนบาลีบ้านเราเรียกว่า ศัพท์ที่ “โยค” เข้ามา เรียกสั้นๆ ว่า “โยค” เป็นอันรู้กัน อย่างในที่นี้ก็พูดว่า “โยค สตฺเต”

(๔) “วิโลกน”

อ่านว่า วิ-โล-กะ-นะ รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + โลกฺ (ธาตุ = ดู, มอง) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: วิ + โลกฺ + ยุ > อน = วิโลกฺน แปลตามศัพท์ว่า “การดูอย่างแจ่มแจ้ง” หมายถึง การมองดู, การคำนึง, การเลือกหาหรือสอบดู, การทำนาย (looking, reflection, investigation, prognostication)

ขยายความ :

คำบาลีที่ยกขึ้นข้างต้นเป็น “ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ” คำว่า “วิโลกนํ” ก็คือ “วิโลกน” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) นปุงสกลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “วิโลกนํ” แปลว่า “ซึ่งการดูอย่างแจ่มแจ้ง” 

“วิโลกนํ” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง และแปลว่า “ซึ่งการดูอย่างแจ่มแจ้ง” บอกให้รู้ว่า คำบาลีในที่นี้จะต้องมีคำกริยาแสดงการกระทำ “ซึ่งการดูอย่างแจ่มแจ้ง” กล่าวคือ โดยหลักวากยสัมพันธ์ “วิโลกนํ” ทำหน้าที่เป็น “กรรม” ในประโยคเพราะแจกด้วยทุติยาวิภัตติ ดังนั้น จึงต้องมีคำกริยามารับ เพราะ “กรรม” จะอยู่ลอยๆ โดยไม่มีกริยามิได้

เมื่อเติมคำกริยามาให้ครบ รูปประโยคอาจเป็นดังนี้: “ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ พุทฺธกิจฺจํ กโรติ”

แปลตามศัพท์ (แปลโดยพยัญชนะ) ว่า อันว่าพระพุทธเจ้า ย่อมทรงกระทำ ซึ่งพุทธกิจ คือการตรวจดูสัตว์ทั้งหลายผู้สมควรและผู้ไม่สมควร ที่จะรู้ธรรมหรือบรรลุธรรม ในเวลาใกล้รุ่ง อันถึงแล้ว

..............

สรุป :

“พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้าตามที่ผู้รู้ท่านประมวลไว้มี 5 ประการ พระพุทธเจ้าต้องทรงปฏิบัติทุกวันตั้งแต่รุ่งเช้าของวันหนึ่งจนถึงรุ่งสางของอีกวันหนึ่ง

พุทธกิจประการที่ 5 ของวัน คำบาลีว่า “ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ” แปลความว่า “เวลาใกล้รุ่งตรวจดูหมู่สัตว์ที่สมควรจะโปรด” รายละเอียดของศัพท์มีดังที่แสดงมา

..............

อภิปรายแถม :

เมื่อพิจารณาการบำเพ็ญพุทธกิจประจำวันแล้ว จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าแทบจะไม่ได้ทรงมีเวลาพักผ่อนหรือเวลาเป็นส่วนพระองค์เลย ทรงบำเพ็ญพุทธกิจตั้งแต่เช้าวันหนึ่งจนถึงเช้าของอีกวันหนึ่ง เป็นเช่นนี้ตลอดเวลา 45 พรรษาหลังจากตรัสรู้

อายุขัยของมนุษย์ยุคนี้คือ 100 ปี แต่พระพุทธเจ้าของเราทรงดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 น้อยกว่าอายุขัยถึง 20 ปี น่าจะเป็นเพราะทรงกรากกรำพระวรกายเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่สัตวโลกอย่างยิ่งยวดเช่นนี้เอง ใช่หรือไม่?

..............

ดูก่อนภราดา!

: ร้อยปีก็น้อยเกินไปที่จะทำความดี

: หนึ่งนาทีก็มากเกินไปที่จะทำความชั่ว

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,976)


ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ

1 ในพุทธกิจ 5 ประการ

..............

พุทธกิจ 5 ประการปรากฏตามคำบาลีแต่งเป็นคาถาดังนี้ -

ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ           สายณฺเห ธมฺมเทสนํ

ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ                   อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ

ปจฺจูเสว คเต กาเล                     ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ.

เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาต  เวลาเย็น แสดงพระธรรมเทศนา

เวลาย่ำค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิกษุ เวลาเที่ยงคืน พยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา

เวลาใกล้รุ่ง ตรวจดูหมู่สัตว์ที่สมควรจะโปรด

หมายเหตุ: คำบาลีนี้ยังไม่พบที่มาว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร หรือท่านผู้ใดเป็นผู้รจนาขึ้น ข้อความมีเพียงแค่นี้หรือมีมากกว่านี้ ท่านผู้ใดทราบ ขอความกรุณาให้ข้อมูลด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

..............

“ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ” เขียนแบบคำอ่านว่า “ปะโทเส ภิกขุโอวาทัง” คำบาลีที่ควรศึกษาคือ “ปโทเส” และ “ภิกฺขุโอวาท”

(๑) “ปโทเส”

รูปคำเดิมเป็น “ปโทส” อ่านว่า ปะ-โท-สะ รากศัพท์มาจาก -

(1) ปา (แทนศัพท์ “ปารมฺภ” = เริ่มต้น) + โทสา (กลางคืน) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, รัสสะ อา ที่ ปา เป็น อะ (ปา > ป), “ลบสระหน้า” คือ อา ที่ (โท)-สา เป็น อะ (โทสา > โทส) 

: ปา + โทสา = ปาโทสา > ปโทสา + ณ = ปโทสาณ > ปโทสา > ปโทส แปลตามศัพท์ว่า “กาลเริ่มต้นแห่งราตรี” 

(2) ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ทุสฺ (ธาตุ = ประทุษร้าย, เบียดเบียน) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อุ ที่ ทุ-(สฺ) เป็น โอ (ทุสฺ > โทส) 

: ป + ทุสฺ = ปทุสฺ + ณ = ปทุสณ > ปทุส > ปโทส แปลตามศัพท์ว่า “กาลเป็นที่ประทุษร้ายการงานทุกอย่าง” (คือเมื่อกาลนั้นมาถึง การงานต้องหยุดหมด) 

“ปโทส” (ปุงลิงค์) หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปลว่า หัวค่ำ, พลบค่ำ, ปฐมยาม 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ไม่ได้เก็บคำว่า “ปโทส” ที่หมายถึง หัวค่ำ, พลบค่ำ แต่เก็บคำว่า “โทสา” ไว้ แปลว่า evening, dusk (ยามเย็น, ยามค่ำ) และบอกว่า “โทสา” ใช้เป็นกิริยาวิเสสนะ (adverb) เปลี่ยนรูปเป็น “โทสํ” แปลว่า at night (ตอนกลางคืน)

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีคำว่า “โทษา” บอกไว้ดังนี้ -

“โทษา : (คำกริยาวิเศษณ์) ยามค่ำ, ในราตรีกาล; เมื่อหัวค่ำ; by night, at night; at the beginning of the night.”

สรุปว่า “โทสา” และ “ปโทส” แปลว่า ย่ำค่ำ, หัวค่ำ (dusk, at the beginning of the night) คือหลังอาทิตย์ตกดินไปจนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่ม หรือในช่วงเวลาปฐมยาม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

(1) ย่ำค่ำ : (คำกริยา) ตีกลอง ฆ้อง หรือระฆังถี่ ๆ หลายครั้งเพื่อบอกเวลาในเวลาค่ำ (ราว ๑๘ นาฬิกา); (คำนาม)  เวลาค่ำราว ๑๘ นาฬิกา.

(2) หัวค่ำ : (คำนาม) เวลาแรกมืด, เวลายังไม่ดึก

“ปโทส” แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) ปุงลิงค์ เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “ปโทเส” แปลว่า “ในเวลายำค่ำ” หรือ “ในเวลาหัวค่ำ”

(๒) “ภิกฺขุโอวาท” 

อ่านว่า พิก-ขุ-โอ-วา-ทะ ประกอบด้วยคำว่า ภิกฺขุ + โอวาท 

(ก) “ภิกฺขุ” อ่านว่า พิก-ขุ มีความหมายหลายนัย กล่าวคือ -

(1) “ผู้ขอ” : ภิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภิกฺขฺ (ธาตุ = ขอ) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(2) “ผู้นุ่งห่มผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” : ภินฺนปฏธโรติ ภิกฺขุ = ภินฺนปฏ = ผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ, ธโร = ผู้ทรงไว้

(3) “ผู้เห็นภัยในการเวียนตายเวียนเกิด” : สํสาเร ภยํ อิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภย (ภัย) + อิกฺขฺ (ธาตุ = เห็น) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(4) “ผู้ทำลายบาปอกุศล” : ภินฺทติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ ภิกฺขุ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(5) “ผู้ได้บริโภคอมตรสคือพระนิพพาน” : ภกฺขติ อมตรสํ ภุญฺชตีติ ภิกฺขุ = ภกฺขฺ (ธาตุ = บริโภค) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

“ภิกฺขุ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ภิกษุ” หมายถึง ชายที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา

(ข) “โอวาท” บาลีอ่านว่า โอ-วา-ทะ รากศัพท์มาจาก อว (คำอุปสรรค = ลง, ย้ำ) + วทฺ (ธาตุ = กล่าว) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อว เป็น โอ, ทีฆะ อะ ที่ ว-(ทฺ) เป็น อา ด้วยอำนาจ ณ ปัจจัย (วทฺ > วาท)

: อว > โอ + วทฺ = โอวท + ณ = โอวทณ > โอวท > โอวาท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การกล่าวตอกย้ำเพื่อให้ระวัง” หมายถึง โอวาท, คำสั่งสอน, การตักเตือน, คำแนะนำ (advice, instruction, admonition, exhortation)

ภิกฺขุ + โอวาท = ภิกฺขุโอวาท (พิก-ขุ-โอ-วา-ทะ) แปลว่า “การกล่าวสอนภิกษุ” ใช้สำหรับพระพุทธเจ้านิยมแปลว่า “ประทานโอวาทแก่ภิกษุ”

ขยายความ :

คำบาลีที่ยกขึ้นข้างต้นเป็น “ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ” คำว่า “ภิกฺขุโอวาทํ” ก็คือ “ภิกฺขุโอวาท” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) เปลี่ยนรูปเป็น “ภิกฺขุโอวาทํ” แปลว่า “ซึ่งการกล่าวสอนภิกษุ” 

“ภิกฺขุโอวาท” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง และแปลว่า “ซึ่งการกล่าวสอนภิกษุ” บอกให้รู้ว่า คำบาลีในที่นี้จะต้องมีคำกริยาแสดงการกระทำ “ซึ่งการกล่าวสอนภิกษุ” กล่าวคือ โดยหลักวากยสัมพันธ์ “ภิกฺขุโอวาทํ” ทำหน้าที่เป็น “กรรม” ในประโยคเพราะแจกด้วยทุติยาวิภัตติ ดังนั้น จึงต้องมีคำกริยามารับ เพราะ “กรรม” จะอยู่ลอยๆ โดยไม่มีกริยามิได้

เมื่อเติมคำกริยามาให้ครบ รูปประโยคอาจเป็นดังนี้: “ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ พุทฺธกิจฺจํ กโรติ”

แปลตามศัพท์ (แปลโดยพยัญชนะ) ว่า อันว่าพระพุทธเจ้า ย่อมทรงกระทำ ซึ่งพุทธกิจ คือการกล่าวสอนซึ่งภิกษุ ในเวลาย่ำค่ำ

..............

ที่อธิบายมานี้คือหลักวิชาภาษาบาลีอันเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระพุทธพจน์ 

จะอธิบายได้เช่นนี้ก็ต้องเรียนรู้ และการเรียนรู้นั้นไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย คนมีสติปัญญาธรรมดาทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ใครเรียนรู้ถึงระดับหนึ่งก็สามารถอธิบายเช่นนี้ได้ทุกคน ผู้ที่ได้ฟังคำอธิบาย ถ้ามีอุตสาหะเรียนรู้ก็จะเข้าใจคำอธิบายนี้ได้โดยไม่ยาก

..............

สรุป :

“พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้าตามที่ผู้รู้ท่านประมวลไว้มี 5 ประการ พระพุทธเจ้าต้องทรงปฏิบัติทุกวันตั้งแต่รุ่งเช้าของวันหนึ่งจนถึงรุ่งสางของอีกวันหนึ่ง

พุทธกิจประการที่ 3 ของวัน คำบาลีว่า “ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ” แปลความว่า “เวลาย่ำค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุ” รายละเอียดของศัพท์มีดังที่แสดงมา

มีเรื่องควรทราบเป็นความรู้ นั่นคือ ชาวพุทธสมัยพุทธกาลนิยมไปวัดวันละ 3 เวลา คือเช้า กลางวัน เย็น 

เวลาเช้า นำอาหารบิณฑบาตไปถวายพระภิกษุสามเณร

เวลากลางวัน คือหลังเที่ยง นำน้ำปานะไปถวายพระภิกษุสามเณร

เวลาเย็น นำดอกไม้ของหอมเครื่องสักการะไปไหว้พระและฟังธรรม

เวลาเย็น ชาวบ้านฟังธรรมจนถึงเวลามืดค่ำก็กลับเคหสถานของตนๆ

พุทธกิจประการที่ 3 ที่ว่า “ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ” เวลาย่ำค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุ ก็คือเมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว พระพุทธองค์ก็ประทานโอวาทแก่ภิกษุเป็นพุทธกิจลำดับต่อไป

..............

โย  โว  อานนฺท  มยา  ธมฺโม  จ  วินโย  จ   เทสิโต  ปญฺญตฺโต  โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา.

ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันใด

ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอ

ธรรมและวินัยอันนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอ

เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 141

ดูก่อนภราดา!

: แม้วันนี้จะไม่มีพระพุทธองค์ประทานโอวาททุกยามค่ำ

: แต่ก็ยังมีพระวินัยและพระธรรมให้ศึกษาและปฏิบัติตาม


[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,975)


สายณฺเห ธมฺมเทสนํ

1 ในพุทธกิจ 5 ประการ

..............

พุทธกิจ 5 ประการปรากฏตามคำบาลีแต่งเป็นคาถาดังนี้ -

ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ

สายณฺเห ธมฺมเทสนํ

ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ

อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ

ปจฺจูเสว คเต กาเล 

ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ.

เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาต

เวลาเย็น แสดงพระธรรมเทศนา

เวลาย่ำค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิกษุ

เวลาเที่ยงคืน พยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา

เวลาใกล้รุ่ง ตรวจดูหมู่สัตว์ที่สมควรจะโปรด

หมายเหตุ: คำบาลีนี้ยังไม่พบที่มาว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร หรือท่านผู้ใดเป็นผู้รจนาขึ้น ข้อความมีเพียงแค่นี้หรือมีมากกว่านี้ ท่านผู้ใดทราบ ขอความกรุณาให้ข้อมูลด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

..............

“สายณฺเห ธมฺมเทสนํ” เขียนแบบคำอ่านว่า “สายัณเห ธัมมะเทสะนัง” คำบาลีที่ควรศึกษาคือ “สายณฺเห” และ “ธมฺมเทสน”

(๑) “สายณฺเห”

รูปคำเดิมเป็น “สายณฺห” อ่านว่า สา-ยัน-หะ ประกอบด้วยคำว่า สาย + อห 

(ก) “สาย” อ่านว่า สา-ยะ รากศัพท์มาจาก -

(1) สา (ธาตุ = จบ, สิ้น) + ย ปัจจัย

: สา + ย = สาย แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่กลางวันสิ้นสุด” 

(2) สา (แทนศัพท์ “สายนฺต” = ทำวันให้สิ้นสุด) + อย ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย

: สา + อยฺ = สายฺ + อ = สาย แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่ทำกลางวันให้สิ้นไป” 

“สาย” (ปุงลิงค์) หมายถึง เวลาเย็น, เวลากลางคืน (evening, at night)

(ข) “อห” อ่านว่า อะ-หะ รากศัพท์มาจาก น (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) + หา (ธาตุ = ละ, ทิ้ง) + อ (อะ) ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือ อา ที่ หา (หา > ห), แปลง น เป็น อ 

: น + หา = นหา > นห + อ = นห > อห (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่ไม่ละการย้อนกลับมา” หมายถึง วัน (a day)

สาย + อห แปลง อห เป็น อณฺห

: สาย + อห = สายห > สายณฺห (สา-ยัน-หะ) แปลตามศัพท์ว่า “เวลาเย็นแห่งวัน” หมายถึง เวลาเย็น (evening)

“สายณฺห” แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) นปุงสกลิงค์ เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “สายณฺเห” (สะกดเป็น สายเณฺห ก็มี) แปลว่า “ในเวลาเย็น”

บาลี “สายณฺห” สันสกฤตเป็น “สายาหฺน” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ -

(สะกดตามต้นฉบับ)

“สายาหฺน : (คำนาม) สายันกาล evening, eventide.”

ในภาษาไทยใช้เป็น “สายัณห์” และ “สายาห์” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -

“สายัณห์, สายาห์ : (คำนาม) เวลาเย็น. (ป. สายณฺห; ส. สายาหฺน).”

(๒) “ธมฺมเทสน”

อ่านว่า ทำ-มะ-เท-สะ-นะ ประกอบด้วยคำว่า ธมฺม + เทสน 

(ก) “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)

: ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม แปลตามศัพท์ว่า “สภาพที่ทรงไว้”

“ธมฺม” มีความหมายหลายหลาก ดังต่อไปนี้ –

สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สภาวธรรม, สัจธรรม, ความจริง; เหตุ, ต้นเหตุ; สิ่ง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจคิด; คุณธรรม, ความดี, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ; หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนียม, หน้าที่; ความชอบ, ความยุติธรรม; พระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ -

(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม

(2) คําสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า

(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม

(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม

(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม

(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ

(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ

(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม

“ธมฺม” เขียนแบบคำอ่านเป็น “ธัมม” ความหมายเน้นหนักตามข้อ (1) ถึง (6)

(ข) “เทสน” รูปปกติเป็น “เทสนา” อ่านว่า เท-สะ-นา รากศัพท์มาจาก ทิสฺ (ธาตุ = แสดง, ชี้แจง) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แผลง อิ ที่ ทิ-(สฺ) เป็น เอ (ทิสฺ > เทส) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ทิสฺ + ยุ > อน = ทิสน > เทสน + อา = เทสนา แปลตามศัพท์ว่า “วาจาเป็นเครื่องแสดงเนื้อความ”

“เทสนา” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) การเทศน์, การสั่งสอน, บทเรียน (discourse, instruction, lesson) 

(2) ควบกับ ธมฺม+เทสนา = ธมฺมเทสนา หมายถึง การสั่งสอนธรรม, การแสดงธรรม, การเทศน์, คำเทศน์หรือสั่งสอน (moral instruction, exposition of the Dhamma, preaching, sermon) 

(3) การยอมรับ (โดยชอบด้วยกฎหมาย) ([legal] acknowledgment)

“เทสนา” ในภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเป็น “เทศน์” “เทศนา”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“เทศน์, เทศนา : (คำนาม) การแสดงธรรมสั่งสอนในทางศาสนา. (คำกริยา) แสดงธรรม เช่น พระเทศน์, (ภาษาปาก) โดยปริยายหมายความว่า ดุด่าว่ากล่าวอย่างยืดยาว เช่น วันนี้ถูกเทศน์เสียหลายกัณฑ์. (ป. เทสนา).”

ธมฺม + เทสนา = ธมฺมเทสนา แปลว่า “การแสดงธรรม” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ธมฺมเทสนา” ว่า moral instruction, exposition of the Dhamma (ธรรมเทศนา, การแสดงธรรม) (ดูที่ “เทสนา” ข้างต้นด้วย)

โดยถ้อยคำ “ธมฺมเทสนา” หมายถึงแสดงพระธรรมคำสอนอันมีในพระพุทธศาสนา แต่โดยความหมาย “ธมฺมเทสนา” หมายถึงการให้ความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนและหลักปฏิบัติอันมีประโยชน์และดีงามทั่วไป

ขยายความ :

คำบาลีที่ยกขึ้นข้างต้นเป็น “สายณฺเห ธมฺมเทสนํ” คำว่า “ธมฺมเทสนํ” ก็คือ “ธมฺมเทสนา” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) เปลี่ยนรูปเป็น “ธมฺมเทสนํ” แปลว่า “ซึ่งการแสดงธรรม” หรือ “ซึ่งพระธรรมเทศนา”

“ธมฺมเทสนา” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง และแปลว่า “ซึ่งการแสดงธรรม” บอกให้รู้ว่า คำบาลีในที่นี้จะต้องมีคำกริยาแสดงการกระทำ “ซึ่งการแสดงธรรม” กล่าวคือ โดยหลักวากยสัมพันธ์ “ธมฺมเทสนํ” ทำหน้าที่เป็น “กรรม” ในประโยคเพราะแจกด้วยทุติยาวิภัตติ ดังนั้น จึงต้องมีคำกริยามารับ เพราะ “กรรม” จะอยู่ลอยๆ โดยไม่มีกริยามิได้

เมื่อเติมคำกริยามาให้ครบ รูปประโยคอาจเป็นดังนี้: “สายณฺเห ธมฺมเทสนํ พุทฺธกิจฺจํ กโรติ”

แปลตามศัพท์ (แปลโดยพยัญชนะ) ว่า อันว่าพระพุทธเจ้า ย่อมทรงกระทำ ซึ่งพุทธกิจ คือการแสดงธรรม ในเวลาเย็น

..............

ที่อธิบายมานี้คือหลักวิชาภาษาบาลีอันเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระพุทธพจน์ 

จะอธิบายได้เช่นนี้ก็ต้องเรียนรู้ และการเรียนรู้นั้นไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย คนมีสติปัญญาธรรมดาทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ใครเรียนรู้ถึงระดับหนึ่งก็สามารถอธิบายเช่นนี้ได้ทุกคน ผู้ที่ได้ฟังคำอธิบาย ถ้ามีอุตสาหะเรียนรู้ก็จะเข้าใจคำอธิบายนี้ได้โดยไม่ยาก

..............

สรุป :

“พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้าตามที่ผู้รู้ท่านประมวลไว้มี 5 ประการ พระพุทธเจ้าต้องทรงปฏิบัติทุกวันตั้งแต่รุ่งเช้าของวันหนึ่งจนถึงรุ่งสางของอีกวันหนึ่ง

พุทธกิจประการที่ 2 ของวัน คำบาลีว่า “สายณฺเห ธมฺมเทสนํ”  แปลความว่า “เวลาเย็น ทรงแสดงพระธรรมเทศนา” รายละเอียดของศัพท์มีดังที่แสดงมา

มีเรื่องควรทราบเป็นความรู้ นั่นคือ ชาวพุทธสมัยพุทธกาลนิยมไปวัดวันละ 3 เวลา คือเช้า กลางวัน เย็น 

เวลาเช้า นำอาหารบิณฑบาตไปถวายพระภิกษุสามเณร

เวลากลางวัน คือหลังเที่ยง นำน้ำปานะไปถวายพระภิกษุสามเณร

เวลาเย็น นำดอกไม้ของหอมเครื่องสักการะไปไหว้พระและฟังธรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้นำน้ำปานะไปถวายหลังเที่ยง อาจอยู่ยืดเยื้อไปจนถึงเวลาเย็นและฟังธรรมติดต่อกันไป หรือผู้นำดอกไม้ของหอมเครื่องสักการะไปไหว้พระตอนเย็น อาจมีน้ำปานะติดมือไปถวายพระด้วยก็ได้

พุทธกิจประการที่ 2 ที่ว่า “สายณฺเห ธมฺมเทสนํ” เวลาเย็นทรงแสดงพระธรรมเทศนา ก็คือแสดงธรรมโปรดชาวบ้านที่ไปวัดในเวลาเย็นนี่เอง

..............

ดูก่อนภราดา!

: ถ้ามีเวลาฟังเพลง

: ก็ควรมีเวลาฟังเทศน์ 

[full-post]



 ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,974)


ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ

1 ในพุทธกิจ 5 ประการ

..............

พุทธกิจ 5 ประการปรากฏตามคำบาลีแต่งเป็นคาถาดังนี้ -

ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ       สายณฺเห ธมฺมเทสนํ

ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ               อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ

ปจฺจูเสว คเต กาเล                ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ.

เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาต  เวลาเย็น แสดงพระธรรมเทศนา

เวลาย่ำค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิกษุ เวลาเที่ยงคืน พยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา

เวลาใกล้รุ่ง ตรวจดูหมู่สัตว์ที่สมควรจะโปรด

หมายเหตุ: คำบาลีนี้ยังไม่พบที่มาว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร หรือท่านผู้ใดเป็นผู้รจนาขึ้น ข้อความมีเพียงแค่นี้หรือมีมากกว่านี้ ท่านผู้ใดทราบ ขอความกรุณาให้ข้อมูลด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

..............

“ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ” เขียนแบบคำอ่านว่า “ปุพพัณเห ปิณฑะปาตัญจะ” คำบาลีที่ควรศึกษาคือ “ปุพฺพณฺเห” และ “ปิณฺฑปาต”

(๑) “ปุพฺพณฺเห”

รูปคำเดิมเป็น “ปุพฺพณฺห” อ่านว่า ปุบ-พัน-หะ ประกอบด้วยคำว่า ปุพฺพ + อห 

(ก) “ปุพฺพ” อ่านว่า ปุบ-พะ รากศัพท์มาจาก ปุพฺพฺ (ธาตุ = เต็ม) + อ (อะ) ปัจจัย

: ปุพฺพฺ + อ = ปุพฺพฺ แปลตามศัพท์ว่า “ส่วนที่เต็ม” หมายถึง อดีต, แต่ก่อน, ก่อน (previous, former, before)

“ปุพฺพ” สันสกฤตเป็น “ปูรฺว” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ -

(สะกดตามต้นฉบับ)

“ปูรฺวฺว, ปูรฺว : (คำวิเศษณ์) ประถม, แรก, ก่อน; ฝ่ายตวันออก; ทั้งสิ้น, สกล; first, former, prior, initial; eastern, entire; - (คำบุรพบท) ข้างน่า; before, in front of; - (คำนามพหูพจน์) บรรพบุรุษ; ทิศตวันออก; โบราณคดี; ancestors, fore-fathers; the east; an ancient tradition.”

ในภาษาไทยใช้ตามบาลีเป็น “บุพ-” หรือ “บุพพ-” ก็มี ใช้อิงสันสกฤตเป็น “บุรพ-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) และแผลงเป็น “บรรพ” เขียนเป็น บรรพ์ (การันต์ที่ พ) ก็มี

“บุพ-” และ “บุรพ-” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -

(1) บุพ-, บุพพ- : (คำวิเศษณ์) ก่อน, ทีแรก; เบื้องต้น, เบื้องหน้า. (ป. ปุพฺพ; ส. ปูรฺว).

(2) บุรพ- : (คำวิเศษณ์) บุพ. (ส. ปูรฺว; ป. ปุพฺพ).

(ข) “อห” อ่านว่า อะ-หะ รากศัพท์มาจาก น (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) + หา (ธาตุ = ละ, ทิ้ง) + อ (อะ) ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือ อา ที่ หา (หา > ห), แปลง น เป็น อ 

: น + หา = นหา > นห + อ = นห > อห (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่ไม่ละการย้อนกลับมา” หมายถึง วัน (a day)

ปุพฺพ + อห แปลง อห เป็น อณฺห

: ปุพฺพ + อห = ปุพฺพห > ปุพฺพณฺห (ปุบ-พัน-หะ) แปลตามศัพท์ว่า “เบื้องต้นแห่งวัน” หมายถึง ส่วนแรกของวัน, ก่อนเที่ยง, เวลาเช้า (the former part of the day, forenoon, morning)

“ปุพฺพณฺห” แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) นปุงสกลิงค์ เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “ปุพฺพณฺเห” (สะกดเป็น ปุพฺพเณฺห ก็มี) แปลว่า “ในเวลาเช้า”

(๒) “ปิณฺฑปาต”

อ่านว่า ปิน-ดะ-ปา-ตะ ประกอบด้วยคำว่า ปิณฺฑ + ปาต 

(ก) “ปิณฺฑ” (ปิน-ดะ) รากศัพท์มาจาก ปิณฺฑฺ (ธาตุ = รวบรวม, ทำให้เป็นกอง) + อ (อะ) ปัจจัย 

: ปิณฺฑฺ + อ = ปิณฺฑ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันเขารวมกัน” 

“ปิณฺฑ” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ - 

(1) ก้อน, ก้อนกลม, มวลที่หนาและกลม (a lump, ball, thick & round mass)

(2) ก้อนข้าว, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ถวายพระหรือให้ทาน, ทานที่ให้เป็นอาหาร (a lump of food, esp. of alms, alms given as food) 

(3) กองรวม, การสะสม, รูปหรือแบบอัดกันแน่น, กอง (a conglomeration, accumulation, compressed form, heap) 

(ข) “ปาต” (ปา-ตะ) รากศัพท์มาจาก ปตฺ (ธาตุ = ตกไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ต้นธาตุเป็น อา (ปตฺ > ปาต) 

: ปตฺ + ณ = ปตณ > ปต > ปาต (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่ตกไป” หมายถึง (1) การตก (fall) (2) การโยน, การขว้าง (throwing, a throw)

ปิณฺฑ + ปาต = ปิณฺฑปาต (ปิน-ดะ-ปา-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “การตกของก้อนข้าว” “การโยนก้อนข้าว” หมายถึง ทำอาหารให้ตกลงไปในบาตร, อาหารที่บิณฑบาตได้มา (alms-gathering, food received in the alms-bowl)

“ปิณฺฑปาต” ในภาษาไทยใช้เป็น “บิณฑบาต” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“บิณฑบาต : (คำนาม) อาหาร (ใช้แก่พระภิกษุสามเณร) เช่น รับบิณฑบาต. (คำกริยา) กิริยาที่พระภิกษุสามเณรรับของที่เขานํามาใส่บาตร, โดยปริยายหมายถึงกิริยาที่พระภิกษุสามเณรขอหรือขอร้อง เช่น เรื่องนี้ขอบิณฑบาตให้เลิกแล้วต่อกัน. (ป. ปิณฺฑปาต ว่า ก้อนข้าวที่ตก).”

เป็นอันว่า ในภาษาไทย “บิณฑบาต” มี 2 ความหมาย คือ -

(1) อาหาร

(2) กิริยาที่พระภิกษุสามเณรรับของที่เขานํามาใส่บาตร คือที่พูดกันสั้นๆ “ออกบิณฑบาต”

ขยายความ :

คำบาลีที่ยกขึ้นข้างต้นเป็น “ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ” คำว่า “ปิณฺฑปาต” เปลี่ยนรูปเป็น “ปิณฺฑปาตญฺจ” แยกศัพท์เป็น ปิณฺฑปาตํ + จ ตามรูปศัพท์เช่นนี้แสดงว่า “ปิณฺฑปาต” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) 

“จ” เป็นคำจำพวกนิบาต แปลว่า และ-, -ด้วย (and)

ปิณฺฑปาตํ + จ แปลงนิคหิตเป็น ญฺ จึงได้รูปเป็น “ปิณฺฑปาตญฺจ” อ่านว่า ปิน-ดะ-ปา-ตัน-จะ 

ที่รู้ว่า “ปิณฺฑปาตํ” เป็นทุติยาวิภัตติ เพราะ “ปิณฺฑปาต” เป็นปุงลิงค์ ถ้าแจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ จะต้องเปลี่ยนรูปเป็น “ปิณฺฑปาโต” 

“ปิณฺฑปาต” เปลี่ยนรูปเป็น “ปิณฺฑปาตํ” มีได้วิภัตติเดียว คือ ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ ที่บอกได้เช่นนี้เพราะสูตรการเปลี่ยนรูปเมื่อแจกวิภัตติของศัพท์ที่เป็น “อะ-การันต์ ในปุงลิงค์” (“ปิณฺฑปาต” เป็น อะ-การันต์ ในปุงลิงค์) กำหนดไว้เช่นนั้น 

และที่รู้ได้ว่ากำหนดไว้เช่นนั้น ก็เพราะนักเรียนบาลีต้องท่องจำสูตรการเปลี่ยนรูปได้แม่นยำตั้งแต่เริ่มเรียนบาลีไวยากรณ์

และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเรียนบาลีจึงต้องมีการท่องจำ

นักการศึกษาที่รังเกียจและตำหนิการท่องจำ ถ้ามีวิธีการอย่างอื่น จะใช้วิธีการอย่างอื่นก็ได้ แต่ต้องนำไปสู่ผลที่ต้องการอย่างเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อเห็นรูปศัพท์คำบาลี ต้องสามารถบอกได้ว่า รูปคำเดิมคืออะไร แจกด้วยวิภัตติอะไรจึงเปลี่ยนรูปเป็นอย่างนี้ และศัพท์ที่เปลี่ยนรูปอย่างนี้แปลว่าอะไร ถ้าสามารถตอบคำถามพวกนี้ได้โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำเป็นพื้นฐาน ก็สามารถใช้วิธีเช่นนั้นได้เต็มที่ ไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด กลับจะยิ่งดีเสียอีก ที่นักเรียนไม่ต้องเปลืองสมองไปกับการท่องจำ

..............

สรุป :

“พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้าตามที่ผู้รู้ท่านประมวลไว้มี 5 ประการ พระพุทธเจ้าต้องทรงปฏิบัติทุกวันตั้งแต่รุ่งเช้าของวันหนึ่งจนถึงรุ่งสางของอีกวันหนึ่ง

พุทธกิจประการแรกของวัน คำบาลีว่า “ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ” แปลความว่า “เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาต” รายละเอียดของศัพท์มีดังที่แสดงมา

..............

ดูก่อนภราดา!

: พระพุทธองค์ยังเสด็จออกบิณฑบาตทุกเช้า

: สาวกของพระพุทธเจ้าไฉนจึงจะไม่ควรออกบิณฑบาต

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.