แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปยุตโต แสดงบทความทั้งหมด

 


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๘ ตอนจบ)


      อาตมาเคยค้นในอรรถกถาดูว่ากิเลสพันห้ามีบัญชีไว้ที่ไหน ก็ได้ไม่ครบ ท่านยกตัวอย่างมาสามสี่ร้อยอย่างก็พอแล้วถือว่ามันเป็นรูปร่างหรืออาการแสดงออกต่างๆ ของสภาพอันเดียวกัน คือสภาพจิตที่มีอวิชชา

      คนเราเกิดมาเริ่มต้นก็ยังไม่มีความรู้ หรือมีแต่ความไม่รู้เรียกว่ามีอวิซชา แต่การที่จะอยู่รอดด้วยดีในโลก คนจะต้องมีความรู้ เมื่อยังไม่มีความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายมนุษย์ก็อยู่โดยดิ้นรนไปด้วยแรงขับของภวตัณหา (ความอยากดำรงอยู่ อาจแปลว่า need for survival หรือบางท่านแปลว่า life wish) เมื่อดิ้นรนไปอย่างนั้น และมีอวิชชาอยู่เป็นพื้นมนุษย์ออกไปสัมพันธ์กระทบกับประสบการณ์และสถาน-การณ์ต่างๆ ความต้องการอยู่รอดบนพื้นฐานของอวิชชานั้น ก็จะแสดงตัวออกมาเป็นกิเลสในรูปต่างๆ ซึ่งมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องปกป้องตัวเองให้อยู่รอดในการปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมไปพลางก่อน จนกว่าจะมีปัญญาที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยความรู้โดยตรง เราจึงพูดได้ว่ากิเลสเหล่านั้นเป็นสภาวะที่เป็นศักยภาพของจิตอยู่อย่างนั้น ซึ่งเกิดขึ้นปรากฎได้ตลอดเวลา และถ้าใครไปสั่งสมอย่างไหนขึ้นก็จะกลายเป็นลักษณะเด่นออกมาในทางนั้น เรียกว่าเป็นการสั่งสมของกิเลส แต่ตัวจริงก็อยู่ที่ตัวมูลของมัน ซึ่งเป็นแหล่งของศักยภาพอย่างไรก็ตาม กิเลสเหล่านี้ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันกับจิตมันไม่ใช่เป็นเนื้อตัวของจิต เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า เราสามารถชระจิตไม่ให้มีกิเลสได้ กิเลสไม่ใช่เป็นเนื้อตัวของจิตแต่มันก็ไม่ใช่อยู่ต่างหากจากจิต มันเป็นศักยภาพของจิต เมื่อไรเกิดปัญญาขึ้นมาสว่างแจ้ง อวิชชาไม่มี ศักยภาพนี้หมดไปกิเลสก็หายไปด้วย ก็หมดไปด้วยกัน เหมือนเราตัดต้นไม้ เราก็พลอยตัดดอกตัดผลไปหมดด้วย ดอกผลที่จะมีต่อไปก็ไม่มีในเวลาที่เราตัด ต้นไม้นั้นยังไม่มีดอกไม่มีผล แต่ถ้าเรามองไปข้างหน้าแล้ว ดอกผลที่จะมีอาจจะเป็นมะม่วงอีกพันผลหมื่นผล ดอกผลเหล่านั้นก็หมือนกับได้ถูกเราตัดทิ้งไปด้วยเรื่องนี้ถ้าเอามาคิดในกรณีพิพาทระหว่างคนคงจะยุ่ง คุณมาตัดต้นไม้ต้นนี้ก็เท่ากับว่าคุณมาลักผลไม้ลูกมะม่วงของฉันไปหมื่นลูก เพราะฉะนั้นฉันขอคิดราคาค่าเสียหายเท่ากับลูกมะม่วงหมื่นลูก อะไรทำนองนี้


ถาม เรื่องกิเลสกับอกุศลเจตสิกเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า

ตอบ เป็นอันเดียวกัน เป็นพวกเจตสิก คืออาการหรือคุณ-สมบัติต่างๆ ของจิต


ถาม มีผู้ร่วมงานคนหนึ่ง สนใจศึกษาพระพุทธศาสนา และเชื่อยึดมั่นในคำสั่งสอนของอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบในชาตินี้ ย่อมได้รับผลในชาตินี้อง ไม่ต้องมุ่งหวังในชาติหน้าภพหน้า(เขาเชื่อว่าไม่มีชาติหน้าภพหน้า) เป็นความเห็นถูกต้องหรือไม่อย่างไรในฐานะที่เราเป็นกัลยาณมิตรของเขา เราควรวางตัวอย่างไร

ตอบ การพูดแต่เรื่องชาตินี้ ถ้ามองในแง่เป็นจุดเน้นก็ใช้ได้ แต่ถ้าจะเอาไปปิดกั้นปฏิเสธชาติหน้าเสียเลย ก็เลยเถิดไป เป็นจุดที่ต้องระวัง คือในแง่จุดเน้นนั้นจริง เพราะชาติหน้าเรามองไม่เห็น แล้วที่สำคัญก็คือว่า ตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัย ชาติหน้าเป็นฝ่ายผลที่สืบเนื่องจากปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตามหลักเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือเหตุ เมื่อเราทำปัจจุบันที่เป็นเหตุให้ดีแล้วก็ไม่ต้องห่วงผลซึ่งเป็นอนาคต เพราะเรามั่นใจในความจริงข้อนี้ว่าผลเกิดจากเหตุ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเราจึงอยู่ที่การทำความดีซึ่งเป็นเหตุในปัจจุบัน จุดเน้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน เมื่อทำเหตุ (ปัจจุบัน)ดีแล้ว ผล(อนาคต)ก็ย่อมจะดี การกระทำอย่างนี้นอกจากเป็นการปฏิบัติตามหลักความจริงของกฎธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยแล้ว เราก็เกิดความมั่นใจตามหลักเหตุปัจจัยนั้นด้วยว่า เรื่องภพหน้าเราไม่ต้องเป็นห่วงอย่างนี้ถูก เหมือนอย่างพุทธภาษิตที่ว่า ธมฺเม ฐิโต ปรโลกํ น ภาเย* (* สํ.ส. ๑๕/๒๐๘/ ๕๕) แปลว่า ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ไม่ต้องกลัวปรโลก นี้เป็นภาษิตบทหนึ่งที่บอกให้มั่นใจว่า เมื่อเราทำเหตุดีในชาตินี้แล้วจะต้องหวาดกลัวอะไรกับชาติหน้าเล่า

      แม้ในกาลามสูตรก็บอกทำนองนี้ว่า คนที่ทำดีในปัจจุบันชาตินี้แล้ว ก็มีความมั่นใจได้ว่า ฉันไม่กลัวชาติหน้าหรอก ชาติหน้ามีหรือไม่มีฉันไม่ต้องหวั่น เพราะฉันทำความดีจนมั่นใจตนเองแล้ว ถ้าชาติหน้ามีฉันก็ไปดีแน่

      แต่ทีนี้ การที่จะเลยไปถึงจุดที่ปฏิเสธชาติหน้าเสียเล ยก็ล้ำเส้นเกินไป วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับปุถุชน ซึ่งยังไม่รู้แจ้งโลกและชีวิต เมื่อจะต้องพูดถึงชาติหน้าในแง่ว่ามีจริงหรือไม่มี จะออกมาในทำนองว่าเรื่องชาติหน้านั้นฉันยังไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่มี แต่ฉันก็รู้วิธีที่จะไม่ต้องหวั่นกลัวชาติหน้า เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยและเพราะเหตุที่ฉันไม่รู้นี่แหละฉันจึงต้องปลอดภัยไว้ก่อน ด้วยการทำดีไว้ เมื่อทำความดีแล้วชาตินี้ก็สบายใจ ชาติหน้าก็มั่นใจไม่ต้องหวั่นต้องกลัว ฉะนั้นคนที่ทำดีในปัจจุบันจึงได้ผลทั้งสองอย่าง คือในปัจจุบันก็ดีสบายไป ข้างหน้าก็มั่นใจไม่ต้องกลัวด้วย ก็หมดปัญหา แต่เราไม่ต้องปฏิเสธชาติหน้า เพราะเรายังไม่รู้


ถาม คำว่าอจินไตย หมายถึงอะไร มีกี่อย่าง

ตอบ อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด และถ้าขืนจะคิดให้รู้ให้ได้ ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติไป แต่ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าห้ามหรอกนะ ท่านเพียงแต่บอกความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนานี้ไม่ใช่พระพุทธ-เจ้าไปห้ามใคร เป็นแต่เพียงบอกว่า ไม่ควรคิด ถ้าคิดแล้วมันจะทำให้มีส่วนแห่งความวิปริตของจิตเกิดขึ้น คือเมื่อคิดไม่ออกก็เลยฟุ้งเพ้อไปเลย ฉะนั้นท่านจึงบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิดคือ ไม่อาจรู้เข้าใจได้ด้วยการคิด ต้องรู้ประจักษ์ด้วยประสบ-การณ์ของตนเอง โดยพัฒนาปัญญาญาณให้เกิดขึ้น อจินไตยมี ๔ อย่าง คือ" *(* อง. จตุกก.๒๑/๗๖/๑๐๔)

      ๑. พุทธวิสัย คือเรื่องปัญญาความสามารถของพระพุทธ-เจ้า ว่าเป็นอย่างไร รู้ได้อย่างไร ทำได้อย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ปัญญาของเราไม่ถึงใครแล้วจะให้หยั่งรู้ถึงทันเท่าคนนั้น ย่อมคิดไม่ได้ คิดไม่ออก เป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่เพราะฉะนั้น ปุถุชนจะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ หรือคิดเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าออกได้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาตัวไปจนกว่าจะมีปัญญาอย่างนั้น

      ๒. ฌานวิสัย คือวิสัยของฌาน จิตนั้นมนุษย์ก็มีอยู่ด้วยกันทุกๆ  คน แต่มนุษย์ปุถุชนก็ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าใจธรรมชาติของจิตและการทำงานของจิตของตนเองเลย แม้แต่ความฝัน ตัวเองก็ฝันอยู่ แต่ก็ไม่เข้าใจความฝันนั้น ความรู้เรื่องจิตที่มีอยู่ในตัวเองหรือที่เป็นตัวเองนี้ มีน้อยอย่างยิ่ง ทีนี้ สภาพจิตที่เป็นฌานนั้น เกิดจากสมาธิที่แน่วแน่ถึงขั้นที่เรียกว่าอับบนา เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการฝึกฝนพัฒนาจิต ยิ่งรู้เข้าใจยากกว่าสภาพจิตสามัญ คนทั่วไปจึงไม่อาจคิดให้รู้เข้าใจได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนพัฒนาขี้นมา แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอาจรู้เข้าใจได้ มิใช่ด้วยการคิด แต่ด้วยการทำเอา

    ๓. เรื่องการให้ผลของกรรม เรื่องนี้มนุษย์ปุถุชนคิดอย่างไรก็ไม่สามารถมองเห็นชัดเจนจนถึงที่สุด เราก็รู้เข้าใจในแง่หลักของความเป็นไปตามเหตุปัจจัยแล้วก็คิดไปได้ระดับหนึ่งแต่จะให้คิดมองเห็นโล่งตลอดไปก็ไม่ไหว

    ๔. เรื่องโลกจินตา คือความคิดเกี่ยวกับเรื่องของโลกจักรวาล จักรภพ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จะมีการสิ้นสุดหรือไม่ มีขอบเขตถึงไหน เรื่องนี้ philosophers คือ นักปรัชญาทั้งหลายชอบคิด แต่ให้คิดไปเถิด ก็ข้องอยู่นั่น จะคิดให้ออก ก็ไม่ออกหรอก


ถาม ผมเป็นกุมารแพทย์ เมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน มีคนไข้อายุ ๑๖ ปีเท่านั้น มีท้อง คลอดเด็กออกมามี น.น. ๖๐๐ กรัมเท่านั้น เนื่องจากการทำแท้ง เด็กตาบอด แต่ยังมีชีวิตอยู่ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรผ่านไป ๒๔ ชม. เด็กก็ยังไม่ตาย อยู่ได้ เด็กที่มี น.น.เพียง ๖๐๐ กรัมถ้ารอดไปก็มีแนวโน้มที่จะมีปัญญาอ่อนสูง หูตาก็บอดแล้ว อีกประเด็นหนึ่งถ้ามองในด้านของจิตใจแล้ว เด็กคงต้องมีคุณภาพชีวิตที่ลำบาก เพราะเกี่ยวกับภาวะเศรียดตั้งแต่แรกเกิด และแม่ก็ไม่ยอมรับว่าจะเลี้ยงลูกขนาดนี้ได้หรือไม่ ถ้มองในแง่ของสังคม ถ้เขารู้ว่าเขาเกิดมาโดยที่แม่ไม่ต้องการ เด็กจะต้องมีปมด้อยนานัปการ เรามีความรู้อยู่ว่าถ้ามองไปข้างหน้าแล้ววิบากของเด็กนี่หนักหนาเหลือเกิน เราควร จะช่วยชีวิตให้เขาอยู่ต่อไป ผจญวิบากกรรมของเขาต่อไป หรือควรจะให้เขาไปเกิดใหม่ ให้ได้พ่อแม่ที่ดีกว่านี้ มีชีวิตที่ดีกว่า ผมลำบากใจมากที่จะตัดสินใจ เราก็มีจิตแพทย์มาร่วมด้วยและมีสูติแพทย์ขาดอยู่อย่างเดียวคือ ขาดพระ ก็เลยขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ถ้าหากบังเอิญท่านอาจารย์ยืนอยู่แถวนั้น ท่านจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าเด็กรอดไป ใครจะรับผิดชอบเค็กคนนี้ เราก็ให้การรักษาเต็มที่ ไม่ทราบว่าเด็กจะรอดหรือไม่รอด

ตอบ ก็เป็นปัญหาการตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ยาก การตัดสินใจขึ้นต่อข้อพิจารณาหลายอย่าง ซึ่งบางทีเราก็ยอมรับว่าเรามองเหตุปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ไม่ทั่วถึง บางทีเราตัดสินใจตอนนี้ นึกว่าดีที่สุดแล้ว มั่นใจเหลือเกิน แต่ปรากฎว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเห็นว่าผลการตัดสินใจนี้พลาด เพราะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบบางอย่าง เช่น ในกรณีของการพิจารณาว่าเด็กอย่างนี้ถ้ารอดไปจะเป็นอย่างไร เราก็มองตามสภาพความเจริญของการแพทย์ปัจจุบัน แต่ปรากฎว่าอีกสิบปียี่สิบปีข้างหน้าการแพทย์เจริญขึ้น สามารถแก้ไขเด็กอย่างนี้ได้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในส่วนนั้นขึ้นมา ก็กลายเป็นมีทางให้เกิดผลดี

     เพราะฉะนั้น การตัดสินใจที่ว่าเด็กอย่างนี้รอดไปก็แย่ต่อไปก็จะเป็นภาระแก่สังคม ชีวิตด้านนอกก็มีแต่ความทุกข์นั้น เป็นการคิดจากพื้นฐานความรูประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขอันจำกัดของปัจจุบัน แต่พอไปถึงตอนโน้น ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นว่าการแพทย์ช่วยได้ก็เท่ากับว่าเราตัดสินใจพลาดไปเสียแล้ว เด็กคนนั้นก็ตายไปเสียแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก

     ในเมื่อไม่อาจจะวางข้อวินิจฉัยตายตัวอย่างหนึ่งอย่างเดียวลงไปได้ เราจึงควรจะมีหลักบางอย่างที่จะทำให้ตัดสินใจได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในกรณีนั้นๆ แค่ไหนก็แค่นั้น จึงได้เคยเสนอไว้ว่า การตัดสินใจต่างๆ ก็อยู่ที่ว่าเราจะต้องพิจารณาด้วยหลัก ๒ ประการ คือ ด้วยเจตนาที่ดีที่สุด โดยใช้ปัญญาให้มากที่สุด

     ๑. ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในข้อมูล และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องพรั่งพร้อมที่สุด และพิจารณาเหตุผลข้อดีข้อเสียอะไรต่างๆ อย่างดีที่สุด โดยรอบคอบ

     ๒. เจตนา มีความตั้งใจดี ต้องการทำเพื่อประโยชน์แก่เขาอย่างแท้จริงโดยบริสุทธิ์ใจ คือ เจตนาที่ประกอบด้วยเมตตากรุณาโดยแท้นั่นเอง

     ถ้าได้องค์ประกอบ ๒ อย่างนี้แล้ว เราจะตัดสินใจอย่างไรเราก็บอกกับตัวเองได้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ต่อจากนั้น ผลจะเกิดอย่างไร เราก็สามารถพูดได้ว่า ตอนที่ตัดสินใจเราทำดีที่สุดของเราแล้ว ตกลงสองอย่างนี้สำคัญมาก คือ

     ๑. ใช้ปัญญาเต็มที่

     ๒. มีเจตนาดีที่สุด

     ปัญญากับเจตนา สองอย่างนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ปุถุชนเราจะทำได้ อันนี้ก็จะเป็นหลักไว้

     เมื่อพิจารณาดูองค์ประกอบฝ่ายบัญญา ๑ องค์ประกอบฝ่ายเจตนา ๑ สองอย่างนี้ ก็จะช่วยให้มีเกณฑ์วินิจฉัยดีขึ้นบางทีเราทำด้วยความรู้ แต่เจตนาที่ดีเราไม่มี เราไม่ได้หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา อย่างนี้ก็ถือว่ามีความบกพร่องด้านเจตนา หรือมีเจตนาดี แต่ไม่หาข้อมูลไม่ปรึกษาสอบถามค้นหาความรู้ ไม่พิจารณาความจริงให้เพียงพอ ก็ถือว่ามีความประมาท มีความบกพร่องในทางปัญญา แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว เราก็มีความมั่นใจ แม้จะไม่สามารถเป็นหลักประกันว่าการตัดสินใจนั้นจะต้องถูก แต่พูดได้ว่าในวิสัยของปุถุชนเราทำเต็มที่แล้ว

     ข้อคิดเห็น คุณหมอกาญจนา ขอแสดงความคิดเห็น คืออยากเรียนตามที่ทราบจากคุณหมออมราว่า มีเด็กบางคนตอนเกิด น.น. ๔๒๐ กรัม ก็สามารถเลี้ยงให้โตได้ เมื่อมีการตรวจสอบ IQ ก็ปกติ นั่นเป็นตัวอย่างในระดับทั่วไป ส่วนในระดับปัญญาสูง ตามปกติต้องมีน้ำหนักตอนเกิดไม่ต่ำกว่า๒,๐๐๐ กรัม แต่มีหมอของเราบางคนตอนเกิด น.น.๑,๙๐๐กรัม ก็ปรากฏต่อมาว่า มีสติปัญญาเรียนแพทย์ได้ แล้วยังสามารถทำผลงานทางวิชาการถึงระดับได้เป็นศาสตราจารย์ฉะนั้น น.น. น้อยอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีปัญญาอ่อนเสมอไป แล้วก็ที่ว่าแม่ไม่ต้องการลูก ก็มีหลายคนที่เขาอยากได้ลูกบุญธรรม และกำลังมองหาเด็กอยู่

     อาจารย์ภุมรา ให้กราบเรียนว่า ภาค ๒ ต่อเรื่อง ชีวิตสิ้นสุดเมื่อไร

     เจริญพร นี่ก็เป็นเรื่องยาก ต้องตกลงกันอีกที สำหรับวันนี้ที่ประชุมก็ได้ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว ขออนุโมทนาทุกท่าน ขออวยชัยให้พร ด้วยการที่ทุกท่านมีศรัทธาในธรรมและประกอบกิจที่ดีงาม ที่เรียกว่าเป็นกุศลกรรม คือช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ และช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ โดยมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน ขอคุณพระรัตนตรัย อภิบาลรักษาทุกท่านให้เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย มีความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ มีความร่มเย็นเป็นสุขในธรรมโดยทั่วกันทุกท่านตลอดกาลนาน

-------จบบริบูรณ์-------


[full-post]


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๗)


      ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าถึงพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง ถึงตอนเข้าพรรษาก็คิดกันว่า ในพรรษานี้เราจะต้องปฏิบัติกันให้เต็มที่การที่เราพูดคุยกันนี่ก็ทำให้เสียหรือหย่อนการปฏิบัติ และทำให้จิตฟุ้งไปได้ ฉะนั้น พรรษานี้ เรามาวางกติกาไว้ว่าจะไม่พูดกัน แต่ทีนี้ จะทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้ เพราะตามธรรมดาก็ต้องมีกิจธุระบ้าง เช่น องค์นั้นเจ็บองค์นี้ป่วย เวลามีเรื่องราวอะไรจะต้องทำ จะทำอย่างไร เมื่อพิจารณากันแล้ว ก็ตกลงใช้วิธีตั้งสัญญาณไว้  โดยการตีระฆัง ถ้าระฆังตีขึ้นสามครั้งหมายความว่ามีพระเจ็บไข้ ตีสี่ครั้งหมายความว่ามีอันตรายบางอย่างเกิดขึ้น ดีห้าครั้งหมายความว่าเรียกประชุม ดังนี้เป็นต้น ครั้นเข้าพรรษาแล้วก็ไม่พูดกันเลย ตั้งใจเอาแต่ปฏิบัติกันเต็มที่

     พอออกพรรษาแล้ว พระชุดนี้ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามสุขทุกข์ว่า พวกเธออยู่กันดีหรืออย่างไรพระก็ภูมิใจว่า พรรษาที่แล้ว พวกเราเคร่งครัดดีเหลือเกินคุยได้ ก็อวดพระพุทธเจ้า กราบทูลว่าข้าพระองค์อยู่กันสุขสบายดี พรรษาที่แล้วนี่ได้ชวนกันปฏิบัติเคร่งมาก เคร่งมากทำอย่างไรล่ะ ก็บอกว่าได้ตั้งกติกากันว่า ปฏิบัติอย่างเดียวไม่พูดเลย พอเล่าจบ พระพุทธเจ้ากลับทรงติเตียนว่า พวกเธออยู่อย่างปศสัตว์

     ต่อจากนั้นก็ทรงบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุทั้งหลายถือมูควัตร มูควัตร แปลว่า การถือข้อปฏิบัติเป็นอย่างคนใบ้ ห้ามภิกษุมิให้ถือ เพราะไม่ใช่ว่าไม่พูดกันแล้วมันจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ แต่ความถูกต้องอยู่ที่เรารู้จักฝึกการพูดต่างหากการฝึกสำรวมและรู้จักใช้วาจาของเรานี่แหละ จะเป็นการฝึกที่ดีกว่าการไม่พูด การปฏิบัติอยู่ที่ว่าจะฝึกตนในการพูดอย่างไรพูดอย่างไรจึงจะดี ควรพูดวาจาดี มีประโยชน์ ที่ช่วยให้เกิดความก้าว หน้าในธรรม ท่านไม่ได้ห้ามไม่ให้พูด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามวัตรบางอย่างทำนองนี้ เพราะมันทำให้ไม่ก้าวหน้าในการพัฒนาตน


ถาม ในทางโลก ถ้าเราทำผิดต่อบุคคลหนึ่ง เราก็สามารถขอโทษขออโหสิกรรต่อกันได้ ในทางธรรม ถ้าหากว่าเรากระทำผิด ทำปาฌาติบาตไปแล้ว เราจะสามารถขออโหสิกรรมจากวิญญาณนั้นๆได้หรือไม่ หรือต้องรับกรรมแต่อย่างเดียว วิญญาณที่ตายนั้นจะรับรู้ได้หรือไม่ว่าเราขออโหสิกรรม

ตอบ ความจริงมันไม่ได้แยกกันระหว่างเรื่องโลกเรื่องธรรมมันเรื่องเดียวกัน แต่แยกในเรื่องความจริงต่างหาก คือแยกในแง่ของความจริง และข้อเท็จจริง เรื่องนี้มีสองส่วน คือ

     ๑. ในแง่ของความผิดต่อกันระหว่างบุคคล อันนี้คือการไม่ผูกเวร หมายความว่าไม่จองเวรกัน หรือให้อภัยกัน อันนี้แหละที่มักเรียกกันว่าเป็นการอโหสิ ที่จริงก็คือยกโทษให้ไม่ถืออามาตจองเวร หมายความว่าเลิกแล้วต่อกันไม่ตอบโต้ต่อเรื่องในระหว่างตัวบุคคล

     คำว่า ขออโหสิกรรมที่ว่านี้ เป็นสำนวนภาษาไทย (ในภาษาบาลีเดิมไม่ได้มีความหมายอย่างนี้)  ซึ่งก็คือขออภัยนั่นเอง ในกรณีของปาณาติบาต ผู้ถูกฆ่าตายไปแล้ว จะขออภัย ไม่ให้อามาตจองเวรกันต่อไป จะให้เหมือนกับทำกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ คือไม่ได้เต็มที่ เพราะยากที่เขาจะรับรู้การขออภัยของเรา และแม้แต่ถ้าเขารับรู้เราเองก็ไม่รู้ว่าเขาได้ให้อภัยแล้วหรือไม่ การที่เขาจะรับรู้ได้นั้น เขาจะต้องพอดีไปเกิดอยู่ในภพบางภพ ซึ่งมีไม่กี่ภพที่รับรู้ได้ วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ คือไม่ต้องมัวไปห่วงว่าเขาจะได้รับรู้หรือไม่ เราก็ทำในส่วนของเราไป คือแผ่เมตตาตั้งใจให้อภัยกัน และอุทิศกุศลให้เขาไปแล้วตั้งเจตนาทำความดีให้แรงของกุศลท่วมทันเหนืออกุศลอย่างที่จะพูดในแง่ต่อไป

     ๒. ในแง่ของตัวความชั่วที่ทำไปแล้วก็มีผลของมัน เพราะกรรมหรือตัวการกระทำนั้นมันเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในจิตของผู้ทำกรรมนั้นเอง และมันมีผลตั้งแต่ขณะจิตที่กระทำแล้ว คือเมื่อคนมีเจตนาที่จะเบียดเบียนเกิดขึ้น หรือมีเจตนาทำร้ายเกิดขึ้น ก็มีผลเป็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเริ่มแต่ในจิตใจก่อนทันที

     ข้อพิจารณาในกรณีนี้ก็คือ เมื่อมันมีผลเป็นอกุศลอย่างนี้แล้ว ในการแก้ไขเราจะทำอย่างไร คำตอบก็คือทำกุศลขึ้นมาแทน เริ่มตันก็อย่างที่พูดมาแล้ว คือยอมรับความจริงว่า เออสิ่งที่เราทำไปแล้วเป็นอกุศล ยอมรับเสียก่อน แล้วก็ตั้งใจตั้งเจตนาว่าต่อไปเราจะแก้ไขและจะไม่ทำมันอีก แต่จะทำความดี พอตั้งใจอย่างนี้กุศลก็เกิดขึ้นแล้ว และต่อจากนั้นเราต้องทำฝ่ายกุศลให้มาก ให้มีกำลังมากกว่าอกุศล

     ในกรณีที่คนทำความผิดต่อกัน เราทำผิดต่อเขาแล้ว ไปขอโทษ และเขายอมยกโทษให้ การแสดงความรู้สึกที่ดีมีเมตตาให้อภัยกันนั้น เป็นการทำกุศลขึ้นใหม่ ทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ดี พอไปพูดดีกัน เขาก็ว่าไม่เป็นไรหรอกครับผมไม่ถือคุณนะ ใจเขาก็สบาย ใจเราก็สบาย มีความเอิบอิ่มผ่องใส ใจก็เป็นกุศลขึ้น สภาพจิตฝ่ายกุศลก็เพิ่มขึ้นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าบาปที่ทำไปแล้วมันไม่มี มันก็มีก็เกิดขึ้นไปแล้วแต่เราไม่สั่งสมฝ่ายบาปต่ออีก ฝ่ายบาปนั้นเรายุติ เกิดขึ้นครั้งนั้นแล้วหยุดเลย ไม่ต่อ ถ้าต่อแม้แต่ในจิต คือคิดปรุงแต่งขึ้นมา มีความเศร้าหมอง ขุ่นมัว บาปก็เพิ่มขยาย บาปตั้งต้นนิดเดียวก็บานปลายไปกันใหญ่ ทีนี้ เราไม่ทำอย่างนั้น รู้ว่าบาปเกิดแค่นั้นแล้วเราหยุดเลย แล้วหันมาสั่งสมฝ่ายกุศลต่อ ทำจิตให้ดีงาม ตั้งใจดีงาม และแสดงออกโดยมีความสัมพันธ์กับเขาให้ดีงาม มีเมตตาต่อกัน เกิดความชาบซึ้งใจกัน เกิดกุศลแล้วก็กลายเป็นผลที่ดีเกิดขึ้นแทน

     ความเป็นไปทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของธรรมหรือกฎธรรมดาของธรรมชาตินี่แหละ ไม่ใช่ว่าใครจะไปยกเลิกผลกรรมให้แก่กัน แต่เป็นเพราะว่าเมื่อเราไปมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วอกุศลก็ไม่สืบต่อ แล้วก็เกิดกุศลใหม่ขึ้นมา และเมื่อเราสืบต่อความดีนั้น เช่นมีเมตตาไมตรีและการสงเคราะห์กัน กุศลใหม่ก็มากขึ้นๆ ฝ่ายอกุศลที่เกิดขึ้นนิดเดียวก็เลยหมดความหมายหรือหมดอิทธิพลไป แต่ถ้าเราไม่ทำกรแก้ไขอย่างนี้ จิตฝ่ายที่เป็นอกุศลก็จะพอกเพิ่มขยายตัวจากเชื้อนิดเดียวมากขึ้น ด้วยการคิดปรุงแต่งเป็นต้น ทำให้เกิดความเสื่อมจากกุศลธรรมและทำให้อกุศลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และกรรมก็มีอยู่ตลอดเวลา เหมือนอย่างที่เคยอุปมาแล้วว่าไม่ใช่ว่าเราไปล้างบาปขอยกอุปมานั้นมาพูดอีก

     เหมือนอย่างว่ามีถ้วยแก้ว infinity หมายความว่าใส่น้ำได้ไม่สิ้นสุด ตอนแรกเราใส่น้ำสีแดงลงไป ใส่ลงไปๆ รู้สึกไม่ดี น้ำไม่บริสุทธิ์ ขุ่นมัวเศร้าหมองมองไม่เห็นอะไรเลย การใสน้ำสีนี้สมมติว่าเป็นการทำกรรมชั่ว ตอนนี้บาปของเราก็เยอะเสียแล้ว น้ำแดงไปหมด ทีนี้เรานึกได้ เกิดความสำนึกขึ้นมาว่า เอ ความชั่วนี้ เราไม่ทำดีกว่า แต่จะทำอย่างไรล่ะจึงจะแก้ไขได้ จะเททิ้งก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเราเองวิธีแก้ก็คือเราหันไปทำกุศล เหมือนกับเติมน้ำใสๆ ลงไปเรื่อยๆและไม่ใส่น้ำสีลงไปอีกเลย ต่อมานานเข้า ปรากฎว่าน้ำในแก้วใส่ไปหมด มองดูไม่เห็นสีแดงเลยจนนิดเดียว ใสแจ๋วทีเดียว เพราะอะไร น้ำแดงหายไปไหนหรือเปล่า ไม่ได้หายไปไหน ก็มีอยู่อย่างเดิมและเท่าเดิมในนั้นแหละ แต่มองไม่เห็นเลย ไม่มีความหมาย เห็นแต่น้ำใส อันนี้ก็คือความจริงที่ว่าเมื่อเรารู้ตัวแล้ว เราก็เปลี่ยน เราไม่ทำอกุศลต่อ ทำแต่กุศลกุศลก็เพิ่มพูนขึ้นมา อกุศลก็หมดอิทธิพลไปเลย ไม่ต้องไปล้างไม่ต้องไปเอามันออก มันก็หมดความหมายไป

     แต่ถ้าจะให้เป็นการชำระล้างบาป ก็ต้องเป็นอีกระดับหนึ่งคือระดับอริยมรรค ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็ต้องเปลี่ยนเป็นว่าตอนโน้นเป็นการกำจัดอกุศลโดยเปลี่ยนภาวะเลย เหมือนชำระน้ำสีด้วยสารเคมี หมายความว่าทำให้สีแดงหมดไปเลยแต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป มิใช่อย่างนั้น วิธีของมนุษย์ธรรมดาเป็นวิธีเอาน้ำใสมาเติม จนกระทั่งน้ำสีนั้นไม่มีความหมาย

     รวมความว่า ไม่ต้องไปห่วงกังวล ถ้าเราทำบาปแล้วก็อย่าไปหลงระเริงมันอีก ก็หยุดเสีย แล้วทำฝ่ายกุศลให้เกิดขึ้นเมื่อกุศลมากขึ้นๆ ต่อไปฝ่ายบาปก็จะหมดอิทธิพลไปเอง


ถาม คำว่า อโหสิกรรม คือกรรมที่ไม่ให้ผล อันนี้มีความหมายอย่างเดียวกันหรือไม่

ตอบ โดยมากเราเอาคำว่าอโหสิกรรมมาใช้ในความหมายที่เป็นการอภัยกันมากกว่า เป็นการใช้ศัพท์ผิด คล้ายๆ ว่าเราถือเอาความหมายของคำว่าอโหสิกรรม ในแง่ที่ว่าเป็นกรรมที่ไม่มีผลต่อไป แล้วเอานัยแง่นี้มาใช้ให้หมายถึงการที่ไม่มีการผูกเวรกันต่อไป ความจริงใช้กันผิด อโหสิกรรมที่จริงเป็นเรื่องของตัวกรรมที่เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่การปฏิบัติต่อกันระหว่างมนุษย์

     อโหสิกรรมเป็นคำในยุคอรรถกถา ที่สืบออกมาจากความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ในพระไตรปิฎก ในความหมายที่แท้ของท่านว่า ได้แก่กรรมที่ไม่แสดงผลออกมา (มีแต่กรรมวิบากไม่มี) เนื่องจากไม่ได้โอกาสที่จะให้ผลภายในเวลาที่จะออกผลได้ เมื่อผ่านล่วงเวลานั้นไปแล้ว ก็ไม่ให้ผลอีกต่อไปถ้าโยงกลับไปหาคำตอบก่อนนี้ ก็จะเห็นว่า เมื่อเราทำกุศลที่มีกำลังแรงมากๆ จนมีแต่กุศลเท่านั้นให้ผล อกุศลกรรมบางอย่างที่ไม่มีโอกาสให้ผล ก็จะหมดโอกาสแสดงผล และกลายเป็นอโหสิกรรมไป ตกลงว่ามีความหมายที่ไปกันได้


ถาม คำว่า สัมภเวสี หมายความว่าอย่างไร

ตอบ สัมภเวสี นี่เข้าใจผิดกันมาก คือเราไปมองว่ามีภพหนึ่งในระหว่าง เป็นที่อยู่ของคนที่ตายไปแล้วยังหาที่เกิดไม่ได้ชื่งเรียกว่าเป็นสัมภเวสี พวกสัมภเวสียังหาที่เกิดก็เร่ร่อนล่องลอยไปจนกว่าจะหาที่เกิดใหม่ได้ แต่ความจริงตามหลักของธรรมชาติจิตเกิดดับตลอดเวลา เวลาจุติแล้วมันก็ปฏิสนธิต่อไปทันทีเพราะเป็นเพียงขณะจิตหนึ่ง ปฏิสนธินี้เราเรียกกันว่าเกิดใหม่บางทีเราไปเรียกพวกที่เกิดใหม่แล้วนี้บางพวกว่าเป็นสัมภเวสีที่จริงเขาเกิดแล้ว เขาเกิดของเขาอยู่ในภพอย่างนั้น

     ทีนี้ สัมภเวสี ในทางธรรม ท่านไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น คำว่าสัมภเวสี หรือสัตว์ที่ยังหาที่เกิดอยู่ ก็คือปูถุชนทั้งหลายนี่เอง หมายความว่าพวกมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายนี่เป็นสัมภเวสีทั้งนั้น คือยังเป็นผู้หาที่เกิดกันอยู่ หรือยังต้องการเกิดกันอยู่ ฉะนั้น สัมภเวสีก็คือมนุษย์ปุถุชน และสัตว์ทั้งหลายทั่วไป

     นอกจากนั้น สัมภเวสียังใช้ในความหมายอีกอย่างหนึ่งหมายถึงสัตว์ที่ยังเกิดไม่เต็มบริบูรณ์ตามสภาพของมัน เช่นว่าไก่นี้จะเกิดสมบูรณ์ต่อเมื่อออกจากไข่มาเป็นตัวไก่แล้ว ตอนที่ยังอยู่ในไข่ถือว่าอยู่ระหว่างการเกิด และตอนที่ยังไม่ออกจากไข่นี่แหละท่านให้ใช้ศัพท์เรียกว่าสัมภเวสี ฉะนั้น สัตว์ที่อยู่ในระหว่างเกิดยังไม่เต็มกระบวนการ หรือยังไม่ครบเต็มสภาพบริบูรณ์ ในระหว่างนั้นเรียกว่าสัมภเวสี ถ้าหากว่าไก่ออกจากไข่มาเป็นตัวแล้ววิ่งได้ เรียกว่า ภูตะ แปลว่าสัตว์ที่เกิดเต็มตัวแล้ว


ถาม เหมือนโอปปาติกะหรือไม่

ตอบ ไม่เหมือน โอปปาติกะ เป็นประเภทของสัตว์ในกำเนิดแบบหนึ่ง ส่วนสัมภเวสี ใช้ได้ทุกประเภท ใช้ได้กับมนุษย์ ใช้ได้กับไก่ ใช้กับสัตว์อะไรๆ ได้หมดที่ยังต้องมีการเกิด


ถาม คนที่เกิดขึ้นในโลกมากขึ้นทุกปิๆ อยากทราบว่าวิญญาณมาจากไหน

ตอบ อันนี้สงสัยกันมานานแล้ว ถ้ามองในแง่หนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของความขยายตัวและยุบตัวในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่สั้นๆ ในอนันตกาลของอนันตจักรวาฬ เดี๋ยวสัตว์ประเภทนี้ มากขึ้นที่นี่ลดลงที่โน่น สัตว์ประเภทโน้นขยายที่โน่น หดลงที่นี่ สำหรับคนนี้ขยายออกไปก็คงจะไม่เกินแสนล้านในโลกนี้ เมื่อเพิ่มไปถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีเหตุให้ลด ถ้ามองในแง่ของสรรพสัตว์ในอนันตจักรวาฬก็ถือว่าเป็นการขยายไปด้านหนึ่ง หดอีกด้านหนึ่ง โปงไปด้านหนึ่ง ยุบอีกด้านหนึ่งไม่มีอะไรมาก


ถาม กิเลสมีกำเนิดพร้อมกับชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่ ทำไม คนที่เกิดจึงมีกิเลสได้

ตอบ มันมีมาในรูปของศักยภาพมากกว่า บางทีเราเอาความคิดความรู้สึกและประสบการณ์เฉพาะอย่างๆ ของเราไปจับก็ไม่ตรงกัน หรือมองไม่ทั่วถึง แม้แต่สิ่งสามัญเหลือเกินบางอย่างในโลกนี้เราก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน

     สำหรับเรื่องนี้ อาจจะใช้วิธีเปรียบเทียบให้พอมองเห็นเค้า เหมือนอย่างเรามีต้นไม้ต้นหนึ่ง สมมติว่าเป็นต้นมะม่วงเพิ่งจะโตขึ้นมายังไม่มีลูก แล้วเราก็พูดกันว่า ต้นมะม่วงต้นนี้ต่อไปจะมีดอกมีลูก คือเหมือนกับว่ามันมีดอกมีลูกอยู่ แต่ยังไม่ปรากฎออกมา ขณะนี้เรายังไม่เนดอกหรือลูกเหล่านั้นแล้วตอนนี้มันไปแอบอยู่ที่ไหน เราก็หาไม่พบ แต่มันมี พอถึงฤดูก็จะปรากฏออกมา อย่างนี้เป็นต้น ถ้าใช้ศัพท์เทียบเคียงก็อาจจะเรียกว่าศักยภาพ

     ทีนี้ ในเรื่องกิเลสของมนุษย์ มันมีตัวมูลอยู่ ตัวมูลก็คือโลภะ โทสะ โมหะ แล้วสืบสาวลงไบอีก ก็มีอวิชชา ภายในอวิชชานี่ก็มีศักยภาพให้กิเลสทั้งหลายปรากฎขึ้นในรูปแบบต่างๆ จะถือว่าเป็นการสำแดงตัวของอวิชชาก็ได้ และมันก็มีเป็นรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นไปได้มากมายเหลือเกิน ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่ว่ากิเลสพันห้า หมายความว่า กิเลสมากมายเหลือเกินพูดเท่าไรก็ไม่ครบเลยใช้คำว่า กิเลสพันห้า แต่จะไปหาตัวจริงให้ครบ ก็ไม่เคยพบรายชื่อที่เต็มสักที... (ต่อตอนที่ ๘)


[full-post]


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๖)


ถาม คนที่มีหิริโอตตัปปะสูง ทำผิดนิดหน่อย ก็มีความรู้สึกละอายและระลึกถึงอยู่เสมอ ส่วนคนที่สองเป็นคนที่ไม่มีหิริ ทำผิดเท่ากับคนแรก แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย คนที่หนึ่งเวลาจะตายก็นึกถึงความผิคที่ทำเอาไว้ก็จะไปสู่ทุดติ ส่วนคนที่สองไม่นึกถึงเลย ลืมหมด เวลาตายแล้วก็น่าจะไปสู่สุคติภูมิ

ตอบ อันนี้ต้องมองด้วยอุปมา เป็นข้อเปรียบเทียบ คือว่า ผ้าที่ดำมากแล้ว เติมอะไรเข้าไป ไปโดนอะไรเข้าอีก ก็มองไม่เห็นหรือน้ำที่เป็นโคลนแล้วนี่มีอะไรใส่ลงไปอีก สีเขียวสีแดงใส่ลงไปก็เฉย แต่น้ำที่ใสนั้นตรงกันข้าม ใส่สีแดงลงไปนิดเดียวก็เห็นเหมือนผ้าหรือกระดาษสีขาวมีอะไรเปื้อนนิดหน่อยก็มองเห็นชัด

      จิตของมนุษย์ก็ทำนองเดียวกัน จิตที่มืดมัวขนาดน้ำโคลนน้ำครำ หรือเหมือนผ้าดำสกปรก มันเป็นสภาพจิตที่หยาบและมืดดำของมันอยู่แล้ว เมื่อทำอะไรที่เป็นบาปมืดดำน้อยกว่านั้นหรือเหมือนอย่างนั้น ก็ย่อมไม่แปลก ไม่รู้สึก แต่การที่จะไปเกิดที่ไหนนั้นก็ไปตามภูมิจิต หรือระดับจิต จิตที่มืดดำอย่างนั้น ก็ย่อมไม่ไปสู่สุคดิภูมิ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปเองตามธรรมดาของมัน ส่วนคนที่จิตใสสะอาด พอมีอะไรผิดแปลกนิดหน่อยก็เกิดความรู้สึกเศร้าหมองใจขึ้นมา มองเห็นเด่นชัด อันนั้นก็เป็นข้อดีที่แสดงว่ามีจิตใจประณีต แต่ก็ต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้ไปตกต่ำเพราะความเศร้าหมองนั้น

      เรื่องนี้ขอให้พิจารณาในแง่การพัฒนาตน เพราะการปฏิบัติธรรมในความหมายหนึ่ง ก็คือการพัฒนามนุษย์นั่นเองคนเราที่ต้องการเข้าถึงประโยชน์ของชีวิตที่สูงขึ้นไป หรือจะทำอะไรที่สูงขึ้นไปในทางคุณค่าของชีวิต ก็จะต้องพัฒนาจิตของตนขึ้นไปให้ถึงระดับนั้นด้วย ถ้าจะเข้าถึงประโยชน์และคุณค่าของชีวิตอย่างสูง จิตก็ยิ่งต้องประณีตมากขึ้น

      ทีนี้ ในตอนแรกเมื่อเขาอยู่กับชีวิตในระดับสัญชาตญาณจิตของเขาจะหยาบจะมืดอย่างไร เขาก็ไม่รู้สึก แต่คนเราไม่ใช่จะอยู่อย่างนั้นตลอดไป วันหนึ่งเขาจะต้องการคุณค่าของชีวิตจิตใจที่สูงที่ประณีตขึ้นไป แล้วความประณีตหรือใสสะอาดของจิตใจก็จะมีความหมายขึ้นมาทันที พร้อมกับที่สิ่งที่ทำให้จิตหยาบมืดดำก็ส่งผลในทางลบขึ้นมาทันทีเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้น คนที่มีจิตมืดดำอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้สึกต่อสิ่งสกปรกที่เดิมเข้ามาจนกว่าเขาจะพัฒนาจิตให้สูงขึ้น คือเมื่อจิตของเขาต้องการอะไรที่จะเป็นประโยชน์สูงกว่านั้นแล้ว เขาก็จะต้องมีระดับจิตที่พัฒนาขึ้นไป รับกันให้พอดี ทีนี้ ในตอนที่ยังไม่ได้พัฒนาตัวเองเขายังไม่เห็นและไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ แต่พอเขาจะพัฒนาจิตปั๊บก็จะเกิดปัญหาทันที อะไรๆ ที่สะสมไว้ก็โผล่ขึ้นมาก่อกวนเป็นอุปสรรคแก่ตัวเอง

      ขออุปมาว่าอย่างนี้ เหมือนอย่างในเรื่องความสกปรก เช่นพื้นห้องประชุมที่เราเดินกันอยู่นี่ แค่นี้เราก็ว่าสะอาดแล้วใช่ไหมต่อมาเราเกิดต้องการให้เป็นโต๊ะทำงาน ความสะอาดแแค่อย่างพื้นห้องสำหรับเดินนี้ก็ไม่พอเสียแล้ว ต้องให้สะอาดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งจึงใช้งานได้ ทีนี้ ถ้าเป็นแว่นตาล่ะ ความสะอาดแค่อย่างโต๊ะทำงานไม่พอเสียแล้ว แว่นตาก็ต้องสะอาดกว่าโต๊ะทำงานขึ้นไปอีก จึงจะใช้งานได้

      จิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อจะใช้งานที่ประณีต เช่นในการบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไป หรือเมื่อต้องการบรรลุสุขที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป ในตอนแรก ยังไม่ได้เริ่มต้องการ ยังไม่เริ่มจะเอาก็ยังไม่รู้ตัว คนที่มืดมัวอย่างนั้นไม่รู้สึกเลย มันหนักหนาจนกระทั่งไม่รู้สึก ก็เฉยๆ แต่พอจะเอาขึ้นมา จะต้องพัฒนาจิตให้มีระดับสูงขึ้นก็เจอปัญหาเจ้าพวกนี้กวนแล้ว จะพัฒนาไปก็ไม่ได้ มันต้นหมด แสนจะยาก มันต้องอาศัยจิตที่ประณีตกว่านั้น เหมือนกับน้ำที่ต้องการให้เห็นอะไรๆ ชัดเจน ก็ต้องใช้น้ำที่ใสพอ ตอนแรกเรายังไม่รู้ตัวก็เลยไม่รู้สึก ไม่เห็นคุณโทษของมัน แต่พอจะพัฒนาขึ้นไปก็เห็นชัด เอาไปใช้ประโยชน์ที่ต้องการใหม่ไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องการจะพัฒนาก็เกิดตัวกวนขึ้นมาเพราะสั่งสมในจิตที่หมักหมมไว้มาก สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นอุปสรรคกั้นตัวเอง

      ในทางกลับกัน คนที่มีหิริโอตตัปปะมาก หรือมีฉันทะ ใดีมาก อยากให้ชีวิตของตนดีงามบริสุทธิ์ เมื่อไปทำอะไรผิดนิดๆ หน่อยๆ ก็มองเห็นเด่นชัด แล้วก็เกิดความรู้สึกขุ่นมัวเศร้าหมอง แล้วก็เอามาคิดปรุงแต่งทำให้เกิดความทุกข์มากในแง่นี้ก็ต้องก้าวหน้าต่อไปอีกขั้นหนึ่ง คือมีหลักว่า อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล หรือกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลได้ ดังนั้นเมื่อเราทำความดี ถ้าทำใจวางใจไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดทุกข์ได้เหมือนกัน เราจึงต้องทำใจปรับใจให้ถูกด้วยโยนิโส-มนสิการ

      วิธีปฏิบัติ วางใจให้ถูกต้อง ก็คือ ถ้าเกิดความผิดพลาดไปแล้ว ก็ตั้งใจว่า เอาละนั้นเป็นความผิด ต่อไปนี้เราจะสำรวมระวัง แล้วเอามันเป็นบทเรียนและเป็นฐานของการที่จะพัฒนาตัวต่อไป แล้วก็จะได้ทั้งปัญญา และได้แรงส่งที่มีพลังในการทำความดีเพิ่มขึ้น อย่ามัวคิดหมกมุ่นขุ่นหมองให้ไม่สบายใจเพราะการคิดอย่างนั้นก็เป็นอกุศลกรรมด้วย ไม่ถูกต้อง ให้คิดว่าเรานี่โดยเจตนาที่แท้ ก็ใฝดี ตั้งใจทำความดี แต่ด้วยความประมาท จึงพลาดไป ทำความผิดไปแล้ว ยอมรับเสีย แล้วตั้งใจให้ถูก อย่าไปขุ่นมัวเศร้าหมองอีก ตั้งใจว่าเราจะไม่ทำมันอีก พัฒนาตัวต่อไป อกุศลกรรมที่ทำก็จะไม่สั่งสมมาก แล้วยังได้พลังในการทำกุศลต่อไปด้วย เข้าหลักพุทธภาษิตที่ยกมาให้ฟังในคำตอบก่อนนี้


ถาม เรื่องกรรมนิมิต และคตินิมิต เมื่อคนใกล้ตายทุกคนจะมีคตินิมิตหรือไม่ และเมื่อจิตจุติแล้วจะปฏิสนธิตามคตินิมิตเสมอไปหรือไม่มีผลทันทีหรือไม่ เพราะอะไร

ตอบ จิตนี่จะสืบต่อเกิดดับๆ ตลอดเวลา แม้ในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ แล้วท่านก็มองเรื่องการไปเกิด เหมือนกับตอนที่มีชีวิตอยู่ เป็นแต่ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นรูปธรรม ส่วนในแง่ของนามธรรมแล้วเหมือนกันคือ เกิดดับสืบต่อไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เรื่องของปฏิสนธิจิตและจุติจิตก็เป็นเพียงขณะหนึ่งๆ ตามธรรมดา เพียงแต่จิตเกิดดับสืบต่อไปถึงจังหวะสำคัญซึ่งมีเหตุการณ์ที่แรง ทำให้จิตมีอาการแสดงตัวแรงขึ้นมาและมีกรรมนิมิต กับคตินิมิตคล้ายๆ ว่าจิตมาถึงจุดวิกฤต

      ธรรมดาในจิตของเรานั้น สิ่งที่สั่งสมเหล่านี้มันมีอยู่แล้วแต่ไม่มีภาวะวิกฤตที่จะทำให้ปรากฏ พอถึงจุดวิกฤตนี้ ภาพที่เรียกว่ากรรมนิมิต ก็ปรากฎขึ้นมา หมายความว่า สิ่งที่กระทำไว้ทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน เมื่อถึงจุดวิกฤตก็ฉายเป็นภาพสะท้อนจากอดีตขึ้นมา เสร็จแล้วจิตก็โยงจากภาพสะท้อนนั้นปรุงแต่งเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอนาคต เรียกว่าคตินิมิตคือภาพตัวแทนของสภาพที่จะไปเกิดข้างหน้า ซึ่งก็เป็นอีกขณะจิตหนึ่งเท่านั้นเอง คล้ายเป็นตัวบอกทิศทาง หรือเป็นภาพฉายคุณสมบัติของจิตที่มันบอกตัวเองหรือฟ้องตัวเองว่าฉันมีความพร้อมจะไปที่ไหน ไม่ใช่คนอื่นมาแสดง แต่จิตนั้นเอง มันแสดงอาการของมัน แล้วฉายภาพออกมาตามสภาพของภาวะที่มันจะเอาจะไปหา เหมือนกับบอกว่าตัวฉันจะไปไหนก็จบ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะไปตามนั้น เพราะว่านั่นคืออาการของมันเองที่ปรากฎฉายออกมา


ถาม เรื่องการใส่ห่วง ในกรณีที่มารดาต้องการคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วง โคยที่เจตนานั้นไม่ต้องการมีบุตร แต่ไม่มีเจตนาจะฆ่าตัวอ่อนในกรณีนี้จะเป็นกรรมหรือไม่อย่างไร

ตอบ ก็ตัดสินด้วยเจตนาอย่างที่ว่า ไม่มีเจตนาจะฆ่าให้ตายอาจทำไปเพราะไม่รู้แล้วก็เป็นเหตุให้คนอื่นตายไป คล้ายกับจะเป็นการทำให้คนตายโดยประมาท แต่ที่จริงเป็นการทำให้คนตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ตาม ในกรณีอย่างนี้ถ้าจะพิจารณาให้ละเอียด ก็ต้องดูที่เจตนา เพราะกรณีอย่างนี้มีเจตนาด้วย เพียงแต่ไม่ใช่เจตนาที่จะฆ่าโดยตรง เจตนาอาจต่างกันได้ เจตนาที่ไม่ต้องการมีบุตรนั้น อาจเป็นเจตนากีดกั้นไม่ให้เขามีชีวิตอยู่ได้ต่อไป หรือเป็นเจตนาแบบป้องกันตัวเองความต่างของเจตนานี้มีผลต่อคุณสมบัติของกรรมให้แรงหรือเบากว่ากัน


ถาม เมื่อมาฟังนี่แล้ว ก็รู้ ถ้าใส่ห่วงอยู่จะต้องไปถอดไหม

ตอบ อันนี้เป็นเรื่องที่คุณหมอเองแนะนำกันได้ ก็อาศัยหลักการนี้ แล้วก็ปฏิบัติ ต้องให้เกณฑ์วินิจฉัยอย่างที่ว่า มาเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ


ถาม ผู้สั่งให้ซื้อยาทำลายพยาธิ การกินยาถ่ายพยาธิ และการรับยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายแบคที่เรีย การกระทำดังกล่าวก็เป็นการฆ่าสัตว์เป็นบาปหรือไม่

ตอบ อันนี้เป็นส่วนเล็กๆ น้อย ถือว่าเป็นเรื่องปลีกย่อย หมายความว่า ชีวิตระดับนี้ ถ้าเป็นแบคทีเรีย ก็เป็นพืช การฆ่าเชื้อโรคประเภทนี้ก็เป็นการทำลายชีวิตพืช หรือเหมือนตัดต้นไม้ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นสัตว์ก็มีข้อพิจารณาว่า

      ๑. สัตว์นั้นเป็นสัตว์เล็ก เป็นสัตว์ชั้นต่ำ เป็นสัตว์มีคุณน้อย หรือเป็นสัตว์ที่มีโทษ การทำลายชีวิตจึงเป็นบาปน้อย

      ๒. ต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้อง คือใช้ยาด้วยเจตนาจะรักษาโรค เจตนารักษาร่างกาย ไม่ใช่มีเจตนามุ่งร้ายจะทำลายผู้อื่นเมื่อไม่มีเจตนาจะม่า ไม่เป็นปาณาติบาต ไม่ผิดศีล

      เจตนานี้มีเหตุผลที่สมควร เพราะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่จะต้องรักษาร่างกายชีวิตของตนให้อยู่ในสภาพที่ดีและก็มีหลักความจริงข้อใหญ่อย่างหนึ่งว่า ในฐานะของมนุษย์เมื่อเรามีชีวิตอยู่ ถ้าว่าตามความจริงแล้วจะให้พ้นจากการเบียดเบียนหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตอื่นโดยสิ้นเชิงไม่ได้ การที่เรายังมีชีวิตอยู่นี่ แม้แต่การทำงานของระบบต่างๆในร่างกายของเราเอง ก็เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย หรือแม้แต่การแดกดับแก่ชีวิตอื่นบ้างไม่น้อย เช่น พวกจุลชีพทั้งหลาย เป็นตัน เป็นธรรมดาของการมีชีวิตอยู่ซึ่งจะต้องยอมรับความจริงไว้ชั้นหนึ่ง

      ทีนี้ข้อพิจารณาสำคัญก็อยู่ที่ว่าเราจะรับผิดชอบได้แค่ไหนปัญหาอยู่ที่นี่ นี่คือจุดที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เราแล้ว เกณฑ์มาตรฐานคือเจตนา เอาเจตนาเป็นเกณฑ์ตัดสิน มิฉะนั้นแล้วเราก็จะต้องเดือดร้อนโดยไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งตัวเองจะไม่เป็นอันทำอะไร ตลอดจนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็จะทำให้คนอื่นต้องตาย หรือทำให้คนอื่นเขาลำบาก ประการใดประการหนึ่ง

      ขอยกตัวอย่างที่เล่าบ่อยๆ มีนักบวชพวกหนึ่งที่คิดหนักในเรื่องนี้คือคิดมากในเรื่องที่ว่าทำอย่างไรจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นถ้าทำโน่นก็จะเบียดเบียนสัตว์นี่ ถ้าทำนั้นก็จะเบียดเบียนสัตว์โน้น แกก็หาทางพัฒนาวิธีการที่จะไม่ให้มีการเบียดเบียนของแกเรื่อยไป พวกนี้คือนักบวชนิครนถ์ ซึ่งเป็นลัทธิที่ยึดถือหลักอหิงสามากที่สุด เกิดขึ้นร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า และมีมาในอินเดียจนกระทั่งปัจจุบัน

      นักบวชพวกนี้คิดมาก ทำอะไรก็กลัวว่าจะเป็นการเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะฉะนั้นแกก็คิดว่า ถ้าฉันเดินก็ต้องมีไปเหยียบสัตว์อื่นถึงตายบ้าง แต่จะไม่เดินก็ไม่ได้ เพราะว่าเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องเดิน แล้วจะทำอย่างไรดี แกก็เลยคิดประดิษฐ์ไม้กวาดพิเศษขึ้นมาชนิดหนึ่ง เวลาเดินไปไหนก็ต้องถือไม้กวาดไปด้วย กวาดพื้นข้างหน้าไปตลอดทาง

      ทีนี้แกก็มาคิดอีกว่า ถ้าแกจุดไฟ ก็ต้องมีสัตว์มาถูกไฟไหม้ตายบ้าง เราก็เบียดเบียนสัตว์ ทำอย่างไรดี นักบวชพวกของแกก็เลยไม่จุดไฟ

      ทีนี้ก็คิดอีก ถ้าอาบน้ำ ก็จะเป็นเหตุให้สัตว์บางอย่างต้องตาย อาจจะเป็นสัตว์ที่เกาะอยู่ตามตัวหรือที่อยู่ตามพื้นเวลาน้ำไหลไปก็ถูกท่วมตาย เอ ทีนี้เราก็ต้องไม่อาบน้ำ

      ต่อมาแกก็คิดอีกว่า เวลาแกหายใจ สงสัยจะมีสัตว์เล็กๆน้อยๆ เข้าไปตายบ้าง แต่ถ้าไม่หายใจ ตัวแกเองก็ตาย จะทำอย่างไรดี แกไม่มีทางเลือก ก็เลยคิดประดิษฐ์ผ้าขึ้นชิ้นหนึ่งเอามาผูก ปิดปากและจมูก คล้ายอย่างที่คุณหมอใช้กันอยู่ในปัจจุบัน พวกนักบวชนิครนถ์ แกคิดมากอย่างนี้

      ทีนี้ทางด้านพระพุทธศาสนา ก็เป็นศาสนาที่ถือหลักอหิงสาเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ว่าถ้าเป็นศีลก็ให้เอาที่เจตนา ฉะนั้นไม่ต้องไปคิดมากจนเลยเถิดจะกลายเป็นรับผิดชอบมากเกินไป จนอยู่ในโลกไม่ได้ ตามหลักของเรานี่ให้รับผิดชอบต่อเจตนา เอาเจตนาเป็นเกณฑ์มาตรฐานไว้ แล้วนอกเหนือจากนั้นหรือเกินกว่านั้น คนใดอยากจะไกลจากการเบียดเบียนมากขึ้นกว่านั้น จะถือข้อปฏิบัติยิ่งขึ้นไปอีก ท่านก็ไม่ห้าม แต่ให้ใช้ปัญญาพิจารณาถ้าเกินกว่านั้นแล้ว การถือปฏิบัตินั้นเรียกว่า วัตร แยกให้ถูก

      ศีลมีมาตรฐานที่เจตนา เรารับผิดชอบแค่รักษาเจตนาของเราไว้ให้ได้ ถ้าต้องการปฏิบัติให้เข้มงวดกว่านั้น ก็ถือข้อปฏิบัติพิเศษที่เป็นเรื่องของความสมัครใจ ดังนั้นถ้าคิดว่าตนต้องการห่างเหินจากการเบียดเบียนให้มากขึ้น เห็นว่าการปฏิบัติอย่างนั้นๆ จะทำให้ตนเบียดเบียนสัตว์อื่นน้อยลงไปอีกก็รับกับใจตัวเอง ที่จะถือข้อปฏิบัตินั้นซึ่งเรียกว่าวัตร

      การถือวัตรอย่างนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ก็มีเกณฑ์มีขอบเขตเหมือนกัน วัตรบางชนิดเป็นเรื่องเลยเถิดไปจะกลายเป็นการทรมานตัวเอง หรือทำให้เกิดผลเสียแก่ชีวิตและสังคม พระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม มีตัวอย่างที่เล่าบ่อยๆ แต่คงไม่เป็นไร เล่าเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างไว้ คือ ข้อปฏิบัติบางอย่างเจ้าตัวเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ แต่บางทีกลับเป็นโทษพระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม ขอย้ำความเข้าใจก่อนว่า วัตรต่างจากศีล วัตรเป็นข้อปฏิบัติพิเศษที่เรามีสิทธิเลือกที่จะถือเพื่อประโยชน์บางอย่าง เช่น เพื่อขัดเกลาตนเอง หรือฝึกฝนตนเอง ทีนี้ในหมู่พระสงฆ์บางทีท่านก็ถือวัตรพิเศษขึ้นมาโดยตั้งกติกากันขึ้น เพื่อจะให้การปฏิบัติได้ผล

(ต่อตอนที่ ๗)


[full-post]


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๕)


      ฉะนั้น ท่านให้ยอมรับความจริงเสียก่อน ทีนี้เราก็มาตัดสินใจในแง่ของการกระทำ แล้วก็ยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของเราด้วย แต่เรามีเหตุผลในการทำอย่างดีที่สุดของเราแล้ว เมื่อเราตัดสินใจด้วยความมีเหตุผลอย่างดีที่สุด เราก็จะมีความอุ่นใจของเรา พร้อมทั้งเผื่อใจไว้สำหรับการที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก อย่างนี้จะเป็นความดีทั้งแก่ชีวิตของตนและเป็นผลดีแก่สังคม เป็นการก้าวหน้าในวิถีทางของการพัฒนามนุษย์

      ชีวิตมนุษย์นั้นโดยส่วนมากทีเดียวเป็นเรื่องของการเลือกตัดสินใจว่าจะเอาทางเลือกไหน ในการที่เราเป็นอยู่นี้ เรื่องราวและสถานการณ์ต่างๆ ก็จะมาในลักษณะที่เป็นทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ สิ่งสำคัญก็คือขอให้มนุษย์มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และยอมรับความจริง เราจึงมีหลักเกณฑ์ว่าบาปมากบาปน้อย ในการกระทำอย่างหนึ่งๆ แม้แต่เจตนาของคนก็ไม่เหมือนกันแล้ว คนที่มีเจตนาไม่ใส่ใจก็บาปมากอยู่แล้ว เมื่อเขาไม่คิดพิจารณาเหตุผลทำไปตามความสบายใจไม่มีความรับผิดชอบมันก็บาปมากขึ้น ถ้าทำด้วยความรู้สึกที่รับผิดชอบก็เป็นเจตนาที่ดีงามอยู่ในตัว

      หลักวินิจฉัยแม้แต่แค่สองอย่างนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว คือสัตว์นั้นมีคุณมากหรือมีโทษมาก หรือว่ามีคุณมากหรือมีคุณน้อย แล้วก็เจตนาเป็นอย่างไร เจตนาดีหรือเจตนาร้าย เจตนาแรงหรือเจตนาเบา นี่เป็นส่วนที่ช่วยตัดสินได้ นี่เป็นเรื่องของจริยธรรมในแง่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่ต้องตัดสินใจที่จะถือเอาทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง เมื่อเรายอมรับความจริงแล้วเราก็จึงมาถึงการวางกฎเกณฑ์กติกาของสังคมว่าจะเอาอย่างไรเพื่อให้ได้ผลทางจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยยอมรับความจริงนั้น กติกานี้เราวางขึ้นโดยมีเหตุผลของเราอย่างนี้ ว่าเรามองเนส่วนที่เป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษอย่างไรบ้าง

      กติกาสังคมแบบนี้ พอเรามีความจริงเป็นฐาน และวางไว้เพื่อค้ำชูจริยธรรมให้ได้ผลดีที่สุด แล้วเราก็ยุดิกันได้ในขั้นหนึ่งโดยเผื่อใจไว้สำหรับการพัฒนามนุษย์ต่อไป เพราะมนุษย์รุ่นหลังต่อไปอาจจะมีสติปัญญาและได้รับประสบการณ์ที่ถ่ายทอดต่อกันไปนี้จนสุกงอมมากขึ้น อาจจะมองเห็นเหตุผลและทางออกได้ดีกว่าเรา เขาจะได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงกฎเกณฑ์นั้นต่อไป กติกาสังคมนี่มันเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่อย่างที่ว่าแล้วต้องตั้งอยู่บนฐานของการยอมรับความจริง และทำด้วยความรับผิดชอบจริงๆ เพื่อผลที่ดีที่สุดในทางจริยธรรม ทำด้วยความไม่ประมาท ไม่ทำไปแบบเอาง่ายๆ ลากเข้าหาตัว สะดวกตัวเข้าว่า

      ขอย้ำว่า กฎเกณฑ์กติกาของสังคมไม่ใช่จริยธรรม แต่มันเป็นบัญญัติธรรม เรามักติดกับความคิดของตะวันตกจนแยกสองอย่างนี้ไม่ออก กติกาหรือบัญญัติธรรมนั้นสังคมวางกันขึ้นเพื่อให้ได้ผลดีทางจริยธรรมหรือเพื่อให้มนุษย์เข้าถึงจริยธรรมได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตและสังคมให้มากที่สุด และกฎกติกาหรือบัญญัติธรรมนั้นๆ ก็ทำให้เข้าถึงหรือเข้าใกล้จริยธรรมได้มากบ้างน้อยบ้าง และเป็นเรื่องที่เราจะพิจารณาปรับปรุงพัฒนากันต่อไป เพื่อเข้าสู่จุดหมายคือให้จริยธรรมมีอยู่และสืบต่อไปในสังคมมนุษย์


ถาม การทำแท้ง อาจตัดสินใจทำด้วยเหตุผลต่างๆ บางทีก็ไม่ใช่ทำเพื่อแม่ แค่เห็นว่าในรายนั้น ถ้าเด็กเกิดมาจะพิการ หลายท่านก็เห็นว่าควรทำแท้งเสีย เป็นการช่วยเด็กไม่ให้ต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมานกรณีอย่างนี้ บางทีตัดสินใจยาก จะมีหลักในการพิจารณาอย่างไร?

ตอบ เรื่องนี้ คงไม่มีคำตอบที่เด็ดขาดลงไปแง่เดียว ตอนแรกเรายอมรับความจริงก่อนแล้วว่า การกระทำนี้เป็นปาณาติบาตแต่การตัดสินใจในแต่ละกรณีอาจจะเป็นเรื่องที่ชับช้อนและคาดหมายผลยากมาก จึงเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ อย่างไรก็ตามตอนแรกนี้ก็คงพูดเป็นแนวทางได้ว่า เรื่องนี้จะต้องมองให้กว้างมองให้ไกล และมองหลายแง่หลายมุม

      ที่จะพูดต่อไปนี้ คงเป็นเพียงแง่คิดสำหรับประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจโดยตรง เวลาเราพิจารณาที่จะตัดสินใจเรื่องอย่างนี้ เรามักให้เหตุผลที่แสดงว่าเรามีความปรารถนาดี ทั้งต่อตัวเด็กและแก่สังคม เช่น เราจะพูดว่า เราตัดสินใจทำลายเด็กเสีย

     ๑. เพื่อประโยชน์แก่ตัวเด็กเอง จะไม่ต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมานไปอีกยาวนาน

     ๒. เพื่อประโยชน์แก่สังคม เด็กจะได้ไม่ต้องเป็นภาระแก่สังคมที่จะต้องคอยโอบอุ้ม หรือเป็นเครื่องถ่วงสังคมเหตุผลนี้ มองดูก็เป็นความจริงที่เห็นได้ชัดเจน แด่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นการมองด้านเดียว จากแง่มุมของเรา โดยเอาตัวเราเป็นเกณฑ์วัด ทีนี้ลองมองในแง่มุมอื่น เพื่อเป็นแง่คิดอีกด้านหนึ่ง ที่จะช่วยให้การมองทั่วรอบครอบทุกด้าน หรือหลายด้านมากขึ้น

     มองในแง่ของเด็ก หรือตัวผู้ถูกกระทำ มีหลักธรรมดาว่าสัตว์ทุกตนรักชีวิต และรักสุขเกลียดทุกข์ ถ้าเป็นไปได้ทุกคนอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์ มีร่างกายที่สมประกอบ แต่เมื่อไม่ได้อย่างนั้น แม้จะเป็นคนพิกลพิการ จะโดยกำเนิด หรือด้วยเหตุบางอย่างหลังจากเกิดแล้วก็ตาม จะเห็นว่าคนตาบอด หูหนวกมือเท้ากุด ขาลีบอย่างไรก็ตาม ก็ล้วนอยากมีชีวิตอยู่กันทั้งนั้นน้อยนักที่อยากตาย คนที่อยากตาย โดยมากเกิดจากปัญหาจิตใจมากกว่า ดังจะเห็นว่า คนที่คิดฆ่าตัวตายส่วนมาก เป็นคนที่มีร่างกายครบถ้วนเป็นปกติ แต่จิตใจตกอยู่ในสภาพวิปริตแปรปรวนผิดหวังเห็นชีวิตไม่มีความหมาย คนที่พิการทางกายยังคิดหวังอยากมีชีวิตอยู่ แต่คนที่ร่างกายดีจำนวนไม่น้อยกลับมีจิตใจพิการสิ้นหวังและอยากตาย

     ทีนี้ มองในแง่สังคม บ้าง เรามักคิดเพียงว่าคนที่ร่างกายพิกลพิการ จะช่วยตัวเองไม่ได้ หรือทำอะไรได้น้อย เป็นภาระแก่คนอื่น เป็นเครื่องถ่วงสังคม เช่นเงินทองที่จะเอาไปใช้พัฒนาประเทศก็ต้องเอามาใช้ดูแลคนเหล่านี้ แต่ความจริงก็ปรากฎให้เห็นว่า คนพิการมีศักยภาพที่พัฒนาให้กลายเป็นผู้สามารถสร้างสรรค์ได้ ในสังคมที่ฉลาด รู้จักให้โอกาสและสนับสนุน ก็ปรากฎว่าคนพิการสามารถฝึกฝนพัฒนาตนให้ช่วยตัวเองได้ และทำอะไรๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่พิการด้านหนึ่ง อาจจะมีศักยภาพที่พัฒนาได้ดีพิเศษอีกด้านหนึ่ง ซึ่งทำให้คนพิการที่รู้จักฝึกฝนพัฒนาตนเองสามารถทำอะไร บางอย่างได้เก่งกว่าคนปกติทั่วไป บางทีถ้าสังคมรู้จักสนับสนุน อาจฝึกกลุ่มคนพิการให้ทำงานพิเศษบางอย่างแก่สังคม ที่คนปกติทำไม่ค่อยได้ เป็นกลุ่มผู้ชำนาญพิเศษด้านหนึ่ง

     ที่น่าสังเกตยิ่งกว่านั้น คือ คนพิการไม่สมประกอบ อาจจะเป็นภาระถ่วงสังคมบ้าง แต่โดยทั่วไปจะไม่เป็นภัยอันตรายต่อสังคม ในทางตรงข้ามคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรงดีนี่แหละ จำนวนมากเป็นคนพิการทางจิตใจ และคนพิการทางจิตเหล่านี้แหละที่ก่อปัญหาเป็นภัยอันตราย ทำความเดือดร้อนและความเสื่อมแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง สังคมน่าจะให้ความสนใจแก่ปัญหาคนพิการทางจิตใจนี้ให้มาก เพราะมีจำนวนมาก และเป็นภัยอย่างยิ่ง สังคมที่พินาศไปแล้ว และจะพินาศต่อไป ไม่ใช่เป็นเพราะคนพิการทางกาย แต่เป็นเพราะคนที่พิการทางจิต

     บางทีบางคนก็รู้สึกเกะกะขวางหูขวางตาหรือไม่สบายตาเมื่อเห็นคนร่างกายไม่สมประกอบ และไม่อยากให้สังคมมีภาพที่ไม่น่าดูอย่างนั้น เราอยากให้สังคมมีแต่คนที่มีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรง แล้วก็เลยเห็นด้วยกับการปฏิบัติของสังคมบางถิ่นในอดีต ถ้ามีคนร่างกายไม่ปกติ ก็เก็บเอาไปกำจัดให้หมด อาตมาเมื่อเป็นเด็กก็เคยนึกชอบใจวิธีการแบบนั้น

     แต่แล้วเราก็นึกไกลต่อไปอีกว่า คนแก่คนเฒ่า ก็ไม่สมประกอบและไม่น่าดู เพราะฉะนั้น ก็ควรจะเก็บเอาคนแก่คนเฒ่าไปเป็นปุยเสียให้หมดด้วย เสร็จแล้วก็นึกไกลต่อไปอีกว่าคนที่รูปร่างไม่สวยไม่งาม หน้าตาขี้เหร่ ก็น่าจะเก็บเอาไปให้หมดเช่นเดียวกัน สังคมจะได้มีแต่ภาพที่สวยงามจากนั้นก็จะนึกไกลต่อไปอีกว่าควรจะต้องคัดเอาไว้

เฉพาะคนที่สมบูรณ์แข็งแรงสวยงามถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้เท่านั้นความคิดนี้ก็เลยไม่สิ้นสุด และสังคมก็คงย่อยยับไปเสียก่อน(เวลานี้ มีวิชาพันธุวิศวกรรม หรือ genetic engineering ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้บางคนบางกลุ่มก็คิดจะสร้างมนุษย์พันธุ์พิเศษชนิด superman ขึ้นมา ต่อไปข้างหน้า พวกชูเปอร์แมนก็คงต้องจัดการเก็บมนุษย์ธรรมดาให้หมด และหลังจากนั้น ก็คงจะมีการแยกกันอีก เป็นซูเปอร์แมนเกรด ๑ ชูเปอร์แมนเกรด ๒ ฯลฯ แล้วก็คงต้องจัดการเก็บกันต่อไปเรื่อยๆ)

     ทีนี้ มองอีกด้านหนึ่ง ต่อไปวิทยาการต่างๆ เจริญก้าวหน้าต่อไปอีก วงการแพทย์คงจะทำอะไรได้อีกมากมายที่ยัง

ทำไม่ได้ในปัจจุบัน และวิทยาการสมัยนี้ก็เจริญเร็วมากด้วยบางทีอีกไม่ช้าการแพทย์ก็อาจจะช่วยแก้ไขบำบัดความพิกลพิการที่เกิดขึ้นจากกำเนิดที่บกพร่องเหล่านี้ได้ดีขึ้น แต่อันนี้เป็นเพียงข้อที่น่าจะคำนึงถึงในเวลาตัดสินใจ ไม่ถึงกับเป็นเหตุผลที่ว่ามานี้ ไม่ใช่จะให้ถือเป็นหลัก แต่เป็นเพียงการเสนอ

     ตัวอย่างแง่มุมอย่างอื่นที่อาจจะคิดไปได้ เพื่อให้การมองปัญหาและการแก้ปัญหามีลักษณะกว้างไกลและครอบคลุมยิ่งขึ้น เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เราประสบนั้น ถ้ามองแง่ลบ ก็เห็นด้านลบมากขึ้นๆ ถ้ามองแง่บวก ก็เห็นด้านบวกเพิ่มขึ้นๆ จึงควรมองให้ครบทั้งลบและบวก

     ข้อสำคัญที่ขอย้ำก็คือ การตัดสินใจและการปฏิบัติในเรื่องนี้ ไม่ควรให้มีลักษณะที่เป็นการปิดทางการพัฒนาตนของบุคคล และการพัฒนาสังคมของมนุษย์ เช่นเมื่อต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรมีการยอมรับขีดจำกัดแห่งความสามารถของตนหรือของสังคมในขณะนั้นด้วย ว่าเท่าที่ฉันรู้ได้ทำได้ ขณะนี้ ภายในสภาพสังคมที่จะเอื้ออำนวยได้นี้ เราจำเป็นต้องทำได้อย่างดีที่สุดเท่านี้ และเราจะศึกษาหาทางที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก อย่าตั้งความรู้สึกหรือบอกแก่ผู้อื่นว่าอันนั้นเป็นการตัดสินใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว


ถาม คำว่า soul ภาษาไทยใช้คำว่าวิญญาณ จะเป็นอันเดียวกับปฐมวิญญาณหรือไม่

ตอบ ในวงการพระพุทธศาสนานี่ เราหลีกเลี่ยงไม่ยอมใช้คำว่า soul เพราะว่า รอบ นี่มีลักษณะอย่างที่เขาใช้สำหรับ อาตมันเป็นวิญญาณในความหมายที่คลาดเคลื่อนหรือเพี้ยนไปแล้วซึ่งไม่ใช่ความหมายในภาษาบาลี ในวงการศาสนาภาษาอังกฤษไม่มีใครแปลวิญญาณว่า soul เขาใช้เพียง conscious-ness พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ หรืออังกฤษ-บาลีทั้งหลาย ใช้soul เป็นคำแปลของอัตตา หรืออาตมัน และแปลอัตตา หรืออาตมันว่า soul ทั้งนั้น ไม่มีใครใช้คำนี้กับวิญญาณหลักพุทธศาสนาถือว่าจิตนี้เกิดดับตลอดเวลา เป็นกระแสไม่ใช่เป็นตัวยืนที่ตายตัว ถ้าหากเป็น soul ก็จะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรคงอยู่ยั่งยืนตลอดไป เป็นอมตะนิจนิรันดร เพราะฉะนั้นก็จึงใช้กันไม่ได้ เหมือนคำว่า เกิดใหม่ ในภาษาอังกฤษสำหรับพวกฮินดู ที่ถือว่ามี soul เขาใช้คำว่า reincarnationแต่ในทางพุทธศาสนาคำนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ เราใช้คำว่า rebirth และถือว่าการเกิดใหม่เป็นปรากฎการณ์ในกระแสของการเกิดดับตลอดเวลา


ถาม ถ้านำเอาเชื้อของบิดา และไข่ของมารดาไปใส่ในมคลูกของผู้หญิงอื่น ใครเป็นแม่กันแน่ เหมือนเด็กในหลอดแก้ว

ตอบ อันนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือตัวมารดา อยู่ที่ไข่ เป็นเจ้าของไข่ตัวบิดาอยู่ที่สเปอร์ม เป็นเจ้าของเชื้อ ก็ซัดอยู่แล้ว เป็นฝ่ายพีชนิยาม คนอื่นเป็นเพียงที่อาศัยเป็นฝ่ายอตุนิยามเท่านั้นเองแม่ที่ให้อาศัยนั้น เป็นฝ่ายอุตุนิยาม อันนี้เราดูจากเรื่องนิยามได้ชัด ดูว่าเป็นฝ่ายอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตตนิยาม หรือกรรม-นิยาม กรณีนี้ก็เหมือนเอาลูกไปฝากเขาเลี้ยง คนนั้นก็เป็นแม่แต่เป็นแม่เลี้ยง แม่จริงก็คือเจ้าของไข่


ถาม การทำแท้งในวัยศึกษา คือตั้งครรภ์ในขณะยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาต่อจนจบจึงตัดสินใจที่จะทำแท้งจะบาปมากไหม

ตอบ อันนี้ก็ตรงตามที่พูดไปแล้ว คือตัวความจริงนั้นเราต้องยอมรับก่อน และต้องรับผิดชอบการกระทำของเรา อันนี้จะเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม และทำให้มีการพัฒนาตัวเองต่อไปด้วย ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงก่อนแล้ว เราไม่มีความเข้มแข็ง เราจะมีอะไรหลอกใจตัวเองอยู่เรื่อยไปวิธีปฏิบัติ ก็เอาหลักที่พูดข้างตันมาใช้ คือตอนแรกต้องยอมรับความจริงก่อน จากนั้นในแง่การตัดสินใจ ก็ดูว่าตัวเองทำหรือไม่ทำด้วยเหตุผลอะไร และรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ถ้าจะพูดว่าบาปก็บาปอยู่แล้ว แต่ในแง่ของเหตุผลเกี่ยวกับส่วนดีหรือคุณประโยชน์มีไหม คุ้มกันไหม และไม่ใช่มองในแง่ประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น ต้องมองประโยชน์ของชีวิตอื่นและของสังคมทั้งระยะสั้นระยะยาวด้วย ได้พูดแล้วว่าเป็นทางเลือกที่เสียทั้งสองอย่าง จะทำได้ก็แค่ว่าทางเลือกไหนจะมีคุณหรือโทษมากกว่ากัน ตอนนั้นก็ถือว่าทำลายชีวิตมนุษย์ไปแล้ว เหมือนทหารที่ไปรบ แต่ในกรณีนี้เราจะมีฐานะเป็นอย่างทหารนั้นหรือไม่ เราก็ต้องพิจารณาดู

      เรื่องบาบนั้นก็ต้องบาปแล้ว เหมือนอย่างทหาร เมื่อไปรบไปทำลายชีวิตข้าศึกคนหนึ่ง มันก็บาป เพราะทำลายชีวิตมนุษย์ แต่เมื่อเรามีเหตุผลในการกระทำนั้น ก็พูดได้ว่าบาปน้อยหน่อย เช่น เราไม่ได้มีความเคียดแค้นจงใจที่จะไปทำลายชีวิตเขา แต่เราทำไปตามหน้าที่ ทำด้วยเหตุผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นต้น แต่บาปก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งการรับผลก็มีในส่วนนั้น เช่นเดียวกับในด้านดี ก็มีผลของมันไปเหมือนอย่างสมัยก่อนพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศก็มีการสั่งฆ่าคนที่ทำผิด ทำโทษ เมื่อตัวเองระเริงอำนาจ ว่าฉันมีอำนาจยิ่งใหญ่จะสั่งฆ่าใครก็ได้ อาจจะเผลอไปมีจิตโกรธหรือมีจิตที่ตามใจตัวเองนิดเดียวก็ฆ่าคนได้ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าคนเรามีอำนาจขึ้นมา ไม่มีเครื่องยับยั้ง มันจะเผลอตัวตามใจตัวได้โดยง่าย จึงต้องให้ทำด้วยความเป็นธรรมโดยใจมีธรรมสำหรับแม่กับลูกในท้อง แม่ก็มีอำนาจเหนือกว่า จะจัดการอย่างไร เด็กก็ไม่มีทางสู้ แต่มันเป็นการรังแกกันหรือเปล่าเพราะฉะนั้น จริยธรรมในแง่ยอมรับความจริงแล้วมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นก็จะช่วยให้ทำด้วยความรอบคอบไม่ทำเอาง่ายๆ ตามใจชอบ กษัตริย์บางองค์ในสมัยโบราณอาจจะสั่งฆ่าคนโดยแทบไม่รู้สึกอะไรเลย หันไปเจอคนนี้ไม่ชอบหน้าก็สั่งให้เอาตัวไปฆ่าเสียแล้ว แทบจะไม่รู้สึกอะไร แต่มันจะสะสมไว้ สะสมไว้ในจิตตลอดเวลา

      ขอย้ำว่า พึงปฏิบัติกับใจตนเองให้ตรงและให้ชัด คือเมื่อทำบาปแล้ว ก็ยอมรับกับตนเองว่าบาป ส่วนด้านเหตุผลในการตัดสินใจก็ให้ชัดกับใจเช่นเดียวกัน ต่อจากนั้น อย่าเอาใจมาหมกมุ่นกับความคิดขุ่นมัวเศร้าหมองหวนละห้อย ให้เป็นบาบกรรมมากขึ้นไปอีก แต่ควรจะเอาบาปนั้นมาเป็นฐานของการพลิกกลับที่จะตั้งใจทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป แล้วเราก็จะได้กรรมใหม่ที่ดีเข้ามามากขึ้นๆ และเป็นการพัฒนาตนต่อไปด้วยจะได้เป็นเหมือนคำพระที่ตรัสไว้ว่า

      "ผู้ใดทำบาปแล้ว ปิดรายการบาปนั้นเสียด้วยความดี ผู้

      นั้นจะช่วยทำโลกให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่ผ่านพ้นจาก

      เมฆหมอก" หรือว่า "ผู้ใดเคยประมาทมาก่อน แต่กลับตัวได้ 

      ไม่ประมาทต่อมา ผู้นั้นจะช่วยทำโลกให้สว่าง เหมือนดวง

      จันทร์ที่ผ่านพ้นจากเมมหมอก"* *(ขุ.ธ.๒๕/๒๓/๓๘: ขุ.วิ.๒๖/๓๘๒/๓๘๘)


 (ต่อตอนที่ ๖)

--------------

[full-post]


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๔)


ถาม - ตอบ


ถาม คำว่า คันธัพพะ เป็นอันเดียวกับปฐมวิญญาณหรือไม่

ตอบ เวลาพูดถึงคันธัพพะ จะไม่พูดถึงปฐมจิต เพราะเป็นการพูดถึงสัตว์ทั้งตัวที่มีปฐมจิตรวมอยู่ด้วยแล้ว ฉะนั้นคันธัพพะจึงเป็นคำที่ครอบคลุม พูดอีกอย่างหนึ่งว่า คันอัพพะ เป็นคำพูดตามสำนวนพระสูตร ที่ใช้คำพูดตามภาษาสามัญ เรียกคนทั้งตัว แทนที่จะพูดถึงจิตที่เป็นสภาวะแบบอภิธรรม


ถาม  ในการผสมเทียมในหลอดแก้ว ใช้ข่ทีละหลายใบประมาณ ๕.ฟอง ซึ่งได้จากการใช้ยาฮอร์โมนกระตุ้นให้มีการตกไข่ทีละหลายๆฟอง ผสมกับเชื้อในหลอดแก้ว แล้วเก็บในตู้อบซึ่งมีการควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับสภาพในมคลูกตามธรรมชาติ หลังจากนั้น ๑๘ชั่วโมง จะมีการรวมตัวกันของไข่และเชื้ออสุจิเป็นเซลล์เดียว มี ๒นิวเคลียส จากพ่อหนึ่ง และจากแม่หนึ่ง ซึ่งจะรวมเป็นนิวเคลียสเดียวในเวลา ๒๒-๒๔ ชั่วโมง แล้วจะแบ่งเป็น ๒, ๔, ๘, ๑๖, ๓๒ เซลล์ต่อไป ในเวลา ๕ -๖ วัน ถ้าเป็นในธรรมชาติจะมีการเคลื่อนตัวของตัวอ่อนนี้ มาที่มคถูกและมีการฝังตัวที่ผนังมดลูกในวันที่ ๓ อยากจะถามว่าตอนไหนที่เป็นการเริ่มต้นของชีวิต คือช่วง ๑๘ ชั่วโมง เมื่อเซลล์ของพ่อและแม่รวมกัน หรือตอน ๒1๒-๒๔ ชั่วโมง เมื่นิวเคลียสจากเซลล์ของพ่อและแม่รวมกันเป็น one-cell zygote ตอนนี้หรือเปล่าที่ปฏิสนธิวิญญาณเข้ามาร่วมด้วย

ตอบ จุดนี้ ท่านพูดไว้เพียงเท่าที่อาตมาเอามาเล่าข้างต้นนี้และเราก็มีสิทธิที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์กัน อาตมาไม่ใช่ผู้ตัดสินแน่นอน เราเอาหลักมาพูดกันว่า ปฐมจิตนั้นเอาตามที่ท่านว่าชื่อว่า มนุสสวิคคหั นั้น ตั้งแต่จิตอันเป็นปฐม คือวิญญาณแรกปรากฎขึ้นในครรภ์มารดา และอธิบายต่อไปว่า ปฐมจิตนั้นพร้อมด้วยอรูปขันธ์ทั้ง ๓ ที่ประกอบพร้อมกับปฐมจิตนั้น กับทั้งกลลรูปที่เกิดพร้อมกับปฐมจิต ท่านไม่ได้บอกละเอียดซี้เฉพาะลงไปว่าจุดเริ่มกลลรูปนั้นอยู่ตรงไหน ท่านเพียงแต่ให้ทราบแบบคำพูดสามัญว่า องค์ประกอบฝ่ายบิดากับองค์ประกอบฝ่ายมารดามาผนวกเข้ากัน ไม่ได้บอกชัดเจนแบบวิชาการ คงเป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์กันอีกที


ถาม คือที่พบนี่เพราะว่า เวลาแพทย์จะต้องทำการต่อตัวอ่อนเช่นระยะที่เป็น ๔ เซลล์ แล้วตัวอ่อนนั้นมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะใส่เข้าไปในโพรงมดลูก เราก็จะทิ้งไป ถ้าถือว่าตัวอ่อน ๔ เซลล์ เป็นมนุษย์แล้วก็เท่ากับเป็นปาณาติบาต หรือเอาตัวอ่อนนั้นมาทำการศึกบาวิจัยแล้วตัวอ่อนนั้นตายไปจากการทคลอง(ก็เช่นกัน)

ตอบ การขี้ชัดนี้ คงต้องช่วยกัน เพราะท่านให้หลักไว้เป็นกลางๆ คือบอกว่า องค์ประกอบ ๓ อย่าง ประชุมพร้อมมารดามีอุตุ ฝ่ายมารดากับฝ่ายบิดาบรรจบกัน แล้วก็มีคันธัพพะเข้าไปตั้ง หมายความว่าคันธัพพะก็อาศัยการบรรจบกันขององค์ประกอบฝ่ายมารดา กับฝ่ายบิดานั่นแหละ จึงเข้าไปตั้ง เข้าไปอยู่ เมื่อมองดูตามตัวอักษรล้วนๆ ก็มีแต่ว่าองค์ฝ่ายบิดากับองค์ฝ่ายมารดาผนวกกัน องค์ ๒ นั้น ผนวกกันเมื่อไร คันอัพพะก็เข้าไปตั้ง ไม่น่าจะต้องรอการไปฝังตัวที่ผนังมดลูก


ถาม ในกรณีที่เราใช้ไข่ประมาณ ๒๐ ฟอง แล้วเอาเชื้อผู้ชายแสนตัวเข้าไปผสมกัน สมมุติว่า ๑ ฟองมีการผสมกัน ส่วนอีก ๑๐ ฟองไม่มีการปฏิสนธิ นั่นหมายความว่าปฏิสนธิวิญญาณมีจำนวนจำกัด จะอธิบายในแง่ของเรื่องกรรม หรือจำนวนจำกัดของปฏิสนธิวิญญาณอย่างไร อะไรทำให้มีการปฏิสนธิหรือไม่อย่างไร

ตอบ เหตุอย่างหนึ่งน่าจะเป็นด้านพีชนิยาม แต่ก็มีเหตุปัจจัยอื่นด้วย ซึ่งควรพิจารณาตามกฎธรรมชาติที่ทางพระได้แยกไว้เป็น ๕ นิยาม คือ

     ๑. อุตุนิยาม กฎกณฑ์ฝ่ายสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ ซึ่งเป็น physical law

     ๒. พีชนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายตัวพืช พืชพันธุ์เป็นอย่างไรมีความสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เป็นต้น เป็นตัวที่มีคุณสมบัติพร้อมหรือเปล่า

     ๓. จิตตนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายการทำงานของจิต

     ๔. กรรมนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายการกระทำ อันเนื่องจากเจตน์จำนงของมนุษย์ ที่เรียกว่า กรรม

     ๕. ธรรมนิยาม กฎทั่วไปแห่งเหตุและผล


      ทีนี้ เราก็มาดูในด้านที่หนึ่งว่า ถ้าอุตุคือสภาพแวดล้อมไม่อำนวยก็เกิดไม่ได้ สภาพแวดล้อมต้องเอื้อด้วย เช่น อุณหภูมิเป็นต้น ถ้าข้อนี้ไม่ได้ ก็เกิดไม่ได้

      ต่อไปในด้านพีชนิยามคือฝ่ายพืช อาจมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฝ่ายตัวเชื้อ (sperm) มีคุณสมบัติพอไหม แข็งแรงพอไหม มีปัญหาบกพร่องอะไรหรือเปล่า นี่ก็อาจเป็นตัวประกอบได้อย่างหนึ่ง ต่อไปจึงเข้าสู่องค์ประกอบฝ่ายจิต


ถาม คือผมสงสัยว่า ตัวสเปอร์มก็เหมือนๆ กันใส่เข้าไปแสนตัว ไข่น้ำเลี้ยงตัวอ่อน สภาพแวดล้อมก็เหมือนกันหมด คูเหมือนว่าเราควบคุมทุกอย่างให้ใกล้เคียงกัน จะเป็นไปได้ไหมว่าไม่มีวิญญาณส่งมา

ตอบ ในแง่นี้คงพูดยาก เพราะว่าในแง่พีชนิยามก็ยังไม่ชัดเจนพอ นิยามอื่นๆ ก็ยังไม่ได้พิจารณา ยังไม่สามารถตัดสินองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมด ปัจจัยฝ่ายอุตุนิยาม ฝ่ายพีชนิยาม ฝ่ายจิตตนิยาม จะต้องพร้อมด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เราจะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ชัดเจนทุกอย่าง จึงเป็นเพียงเรื่องที่จะต้องศึกษาต่อไป ตอนนี้คงพูดได้แต่ว่า มีความเป็นไปได้อย่างนั้น


ถาม ปฏิสนธิวิญญาณนี่มีเป็นคำภาษาอังกฤษว่าอย่างไร

ตอบ ภาษาอังกฤษบางทีใช้คำว่า relinking consciousness อันนี้ยังไม่ถึงกับเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป relinking ก็คือเข้าไปเชื่อมใหม่ แปลตรงตามภาษาบาลีทีเดียวเลย คือภาษาบาลี สนธิ แปลว่า ต่อ ปฏิ แปลว่า ใหม่ หรืออีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า ท่านถือเป็นเรื่องของการเกิดดับของจิตที่เป็นไปอยู่เรื่อยๆ ตามธรรมดา จะมีพิเศษก็เพียงว่าตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการเชื่อมต่อเข้ากับภพใหม่ แต่ความจริงจิตก็เกิดดับตลอดเวลา เป็นเรื่องธรรมดา คือตัวศัพท์ไม่มีคำว่าเกิด แปลตรงตามศัพท์ก็แค่ว่าเชื่อมใหม่ ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า relinkingเลยแปลว่า relinking consciousness แต่หนังสือบางเล่มก็ใช้คำง่าย ๆให้เข้ากับความเข้าใจสามัญว่า rebirth-consciousness


ถาม ในกรณีที่ตัวอ่อนที่เราเลี้ยงไว้ มีบางตัวตายไป หรือเอาไปใส่ในโพรงมดลูก ไม่สามารถฝังตัวแล้วเสียชีวิตไป จะอธิบายในแง่ว่าตัวอ่อนนั้นตายเพราะสิ้นกรรมได้หรือไม่

ตอบ ถ้ามองอย่างกว้างๆ การที่จะตายนั้นตายได้ตลอดทุกระยะ หมายความว่า ตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นตัวมาแล้ว มันมีโอกาสที่จะตายได้เสมอ ไม่เฉพาะแต่เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา ถึงแม้คลอดออกมาแล้วจนแก่เฒ่า ก็ตายได้ทุกเวลา ตัวอ่อนก็เป็นขั้นก่อนหน้าของเด็กอ่อน และอยู่ในระยะที่น่าจะอ่อนแอทางด้านกายภาพ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าจะมีการตายได้แต่ข้อสำคัญก็คือว่าปัจจัยส่วนไหนที่ทำให้เกิดการตาย เพราะว่าบางทีเขายังไม่สมควรตายก็ตาย เหมือนอย่างคนเราที่โตๆ แล้วนี่แหละ บางทีก็ตายเมื่อยังไม่ถึงเวลาที่สมควร ในกรณีอย่างนั้น ถือว่าตายเพราะกรรมเข้าไปตัดรอน ท่านเรียกว่าอกาลมรณะ แต่ถ้าตายเมื่อถึงเวลาอันควร อาจเป็นเพราะสิ้นบุญ หรือเพราะสิ้นอายุ ท่านเรียกว่า กาลมรณะ


ถาม การคุมกำเนิดในปัจจุบันมีหลายวิธี มีทั้งยากินยาฉีค แล้วยังมีการใช้ห่วงอนามัยใส่เข้าในโพรงมดลูกเพื่อเป็นกลไกทำให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ ไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัว ถ้าเราคิคว่าตัวอ่อนนั้นมีชีวิตแล้วการที่แพทย์ขัดขวางไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ จนตัวอ่อนต้องตายไป จะเป็นปาณาติบาตหรือไม่

ตอบ อันนี้ก็จะมีปัญหาได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้ามีการประชุมขององค์ประกอบทั้งสามแล้วก็ถือว่าชีวิตมนุษย์เริ่มต้นแล้วการขัดขวางไม่ให้ที่อาศัย ก็เป็นการไปพรากหรือทำลายปัจจัยฝ่ายอุตุนิยาม ทั้งที่ปัจจัยฝ่ายพีชนิยามและฝ่ายจิตตนิยามก็พร้อมแล้ว เมื่อไม่ยอมให้มีปัจจัยฝ่ายอุตุนิยามมาช่วย ก็เลยทำให้ชีวิตสืบต่อไม่ได้ ถ้าทำให้ชีวิตนั้นสืบต่อไปไม่ได้ด้วยเจตนา ก็ย่อมเป็นปาณาติบาต


ถาม เกี่ยวกับเรื่องกรรม จากพจนานุกรมของท่านอาจารย์ กรรมคือการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาหรือความตั้งใจ ถ้าการกระทำนั้นไม่ประกอบด้วยเจตนาหรือตั้งใจ เช่น ขับรถไป หมาวิ่งตัดหน้ารถ รถชนหมา ๆ สิ้นชีวิต หรือว่าขับรถไปมืดมาก มีคนข้ามถนน หรือขี้จักรยานมาแล้วไม่เปีดไฟท้ายรถ เราชนเขาตาย ถ้าจิตของเราขณะนั้นนิ่งมาก คือไม่มีจิตเศร้าหมอง การกระทำนั้นถือว่าไม่เป็นกรรม เมื่อไม่มีกรรมก็ไม่มีคนรับกรรม กรุณาอธิบาย

ตอบ กรรมก็มีความละเอียดเหมือนกัน เราต้องยอมรับก่อนว่า จิตของเรามีความละเอียดมาก ความละเอียดอ่อนนี้ บางครั้ง แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้สึก เราพูดแบบกว้างๆ ก่อนว่าในกรณีนั้นถือว่าไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นกรรมที่ชัดเจนออกมา เหมือนกับเราเดินไปเดินมาทำธุระ ก็มีการเหยียบสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายไปข้างโดยไม่ได้เจตนา แต่ยังมีกรรมอีกชนิดหนึ่ง ท่านเรียกว่า กตัตตากรรม แปลว่า กรรมสักว่าทำ คือความจริงมันมีเจตนาอยู่ แต่เจตนามันอ่อน ไม่ใช่เจตนาโดยตรงอย่างนั้นแต่เป็นเรื่องของจิตที่ยังมีความประมาทอยู่ ความประมาทนี้ท่านถือว่าเป็นเจตนาเหมือนกันยกตัวอย่างง่ายๆ เราขุดบ่อน้ำบ่อหนึ่งไว้หลังบ้านของเราซึ่งเป็นสิทธิของเรา เป็นบ้านของเรา แต่บ่อน้ำนั้นเปิดโล่งอาจจะมีคนมาตกตายได้ เรามีความรู้อยู่เข้าใจอยู่ และเรานึกถึงอยู่ด้วยว่า เอนี่ ! คนอาจจะมาตกตายได้ เราควรจะได้เอาอะไรมาป้องกัน ทำรั้วกั้น หรืออย่างน้อยทำสัญญาณอะไรไว้ แต่เราก็เรื่อยเปื่อยไม่ได้ทำ แล้วเกิดมีคนมาตกตายจริงๆอย่างนี้ถือว่าพ้นกรรมไหม อย่างนี้ถือว่าไม่ผิดศีล เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่าเขา และก็ไม่เป็นกรรมชนิดเด่นชัด แต่ก็ยังไม่พ้นกรรมโดยสิ้นเชิง แม้เจตนาที่จะม่านั้นไม่มี แต่มันมีเจตนาที่เรียกว่าความประมาทผสมอยู่ ที่ว่ารู้อยู่ว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้แล้วก็ปล่อยไว้ละเลยไว้ (คล้ายกับเจตนาปล่อยให้ตาย หรือเจตนาเอื้อโอกาสให้มีการตาย) ตัวความประมาทนี้จึงทำให้ยังไม่พ้นกรรม

      แต่ในกรณีที่เราได้พยายามทำของเราอย่างดีเต็มที่แล้วเท่าที่วิสัยแห่งสติปัญญาของเราจะทำได้ เราก็พูดได้ว่าไม่เป็นกรรม หรือกรรมนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกิน ฉะนั้นให้เบาใจได้ คือไม่ต้องไปห่วงกังวล ถ้าไปห่วงกังวลก็จะเป็นกรรมอีก เพราะคิดวุ่น ด้วยความห่วงกังวลหวาดกลัว ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เราก็สร้างกรรมด้วยการคิดปรุงแต่งจิตอีก

      ที่พูดว่ากรรมนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกิน ทั้งที่เราพยายามทำของเราให้ดีแล้วนั้น ก็เพราะจิตนี้มีความละเอียดมากอย่างที่พูดมาแล้ว ความประมาทก็คือความขาดสติ ยิ่งจิตละเอียดมากมีสติไวพร้อมอยู่ ก็ยิ่งตัดความพลาดพลังจากความประมาทไปได้มากยิ่งขึ้น จนเมื่อมีสติพร้อมไวครองใจอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ จึงจะพ้นจากความประมาทได้จริง ดังนั้น เมื่อพูดกันในระดับสมบูรณ์ คนทั่วไปซึ่งจิตยังมีความวุ่นอยู่มากบ้างน้อยบ้างสติยังพร่องต่างๆ กัน จึงยังมีช่องให้เกิดความพลาดพลั้งจากความประมาทหรือขาดสติ ไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียด และจึงพูดไว้ข้างต้นว่ากรรมแทบไม่มี หรือมีน้อยเหลือเกิน อาจจะยังไม่พ้นเป็นกรรมโดยสิ้นเชิง

      เอาเป็นว่า ในกรณีอย่างนี้ เราต้องรู้ตระหนักในหลักความจริงไว้ว่า เอาละสำหรับตัวเราเองเรามีความมั่นใจชัดเจนว่า เราตั้งใจดี ไม่ได้ตั้งใจร้าย ไม่ได้คิดร้าย แต่ในเมื่อเรายังมีสติไม่สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าเราจะมีความประมาทหลงเหลืออยู่บ้างในกรณีนั้น ก็เอามาใช้เป็นปัจจัยในการพัฒนาตนต่อไปสำหรับเรื่องในระดับลึกละเอียดอย่างนี้เราก็ต้องไม่มองข้ามหมือนกัน ถ้าเราไปตัดปล่อยวางใจเสียว่าเราพ้นแล้ว ก็จะไม่เอาใจใส่ แล้วเราก็จะไม่พัฒนาตัวเองต่อไป แต่ถ้าเราเผื่อใจไว้สำรวจมองดูว่าเราอาจจะยังมีความประมาทอยู่บ้างในกรณีนั้นๆ เราอาจจะยังมีข้อบกพร่องตามประสาปุถุชน แล้วเราตั้งใจสำรวมระวังต่อไป ก็เกิดเจตนาที่เป็นกุศล พอเราตั้งใจเป็นกุศลว่าจะพยายามระมัดระวังไม่ประมาทฝึกฝนตนต่อไป ก็เกิดกุศลกรรมเป็นกรรมดีขึ้นมา เป็นทางของการพัฒนาต่อไป

      รวมความในเรื่องนี้ว่า จุดสำคัญจะต้องวางใจให้ถูกต้องเมื่อมองกว้างออกไป โลกมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ เป็นโลกแห่งกรรมดีและกรรมร้ายคลุกเคล้ากันไป ถ้าเราตั้งใจทำความดีไม่มีเจตนาทำกรรมชั่ว ไม่คิดเบียดเบียนทำร้ายใครในระดับทั่วๆ ไป ก็ควรพอใจไปขั้นหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราพอใจเสร็จไปเสียเลย เอาแค่นั้น ก็จะทำให้ไม่ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเองต่อไป(กลายเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง) ดังนั้น ในการที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว การปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ อย่าไปมัวครุ่นคิดห่วงกังวลขุ่นมัวเศร้าหมองอยู่ไม่รู้จักจบ ก็จะกลายเป็นอกุศลกรรมมากขึ้นด้วย แล้วก็เลยไม่ได้ทำกุศลด้วย ทางที่ถูก

 เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต้องหันกลับมาตั้งใจทำกุศลให้เพิ่มจนมากกว่าอกุศล อย่างน้อยก็เอาเหตุการณ์มาเป็นเครื่องเตือนตนให้ตั้งใจระมัดระวังฝึกฝนตนและทำความดีอื่นๆ ต่อไป ให้กลายเป็นความคิดในทางกุศล เป็นกรรมดีซึ่งเป็นส่วนของการพัฒนาตนยิ่งขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้ กรรมดีหรือกุศลที่เกิดขึ้นยังจะมากกว่าอกุศลกรรมที่มีเพียงเส้นผอย และเราก็จะพัฒนายิ่งขึ้นต่อไปด้วย


ถาม ในทางการแพทย์ เรื่องการทำแท้งนี่เป็นที่ยอมรับกัน ถ้าทำเพื่อความปลอดภัยของมารคา คือมารคาตกอยู่ในอันตรายและพิจารณาแล้วเห็นว่าต้องทำแท้ง ก็เป็นที่ยอมรับกันสำหรับการทำแท้งนั้นว่าเป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ แต่กฎเกณฑ์ของสังคมหรือกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมถือว่าควรทำ แต่ผู้ทำก็ต้องยอมรับผลของกรรมที่จะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับทหารในการต่อสู้กับข้าศึกเพื่อป้องกันประเทศนั้น ก็ต้องมีการฆ่ากันทั้งที่ไม่มีเหตุผลเป็นการส่วนตัว ในกรณีอย่างนี้ในแง่ของศีลธรรมหรือจริยธรรมจะมีข้อคิดเห็นอย่างไร

ตอบ ในกรณีนี้ก็เหมือนกับเป็นทางเลือกว่า เมื่อจะต้องเสียทั้งสองอย่าง เอาอย่างนี้ก็เสีย เอาอย่างนั้นก็เสีย แล้วจะเลือกเอาเสียอย่างไหน ตามหลักสามัญก็ต้องว่าเลือกเอาอย่างที่เสียน้อยกว่า เช่น ระหว่างแม่กับลูก ถ้าหากว่าเอาลูกไว้แม่ก็ตาย หรือถ้าเอาแม่ไว้ลูกก็ตาย นี่ก็เป็นเรื่องของทางเลือก ในทางจริยธรรมก็มีคำสอนว่า เพื่อประโยชน์สุขที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่กว่า พึงสละประโยชน์สุขที่มีคุณค่าน้อยกว่า อะไรทำนองนี้ คือหลักประโยชน์มากประโยชน์น้อย เป็นกรณีของทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ

      แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ต้องยอมรับความจริงของการเสียแม้แต่เล็กน้อยที่เกิดขึ้น การที่เรายอมรับความจริงจะทำให้มีความรับผิดชอบอยู่ แล้วจะทำด้วยความระมัดระวัง ไม่มักง่าย ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ทำแบบสบายใจ และจะทำให้มีการคิดเพียรพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไขทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นจนกระทั่งได้ทั้งสองอย่าง ไม่ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเสียอย่างหนึ่ง นี่คือหนทางของการพัฒนามนุษย์ต่อไป แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ถือว่าสิ่งนี้มีชีวิต หรือไม่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ก็จะคิดว่า เออ ทำไปเถอะ เราไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องไปใส่ใจ ทำอย่างไรก็ได้ อันนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหายิ่งขึ้น เป็นทางเสื่อมของมวลมนุษย์ต่อไป...(ต่อตอนที่ ๕)


-----------------

[full-post]

 


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๓)


      ในเรื่องการทำลายชีวิตนี้ก็เป็นอันแยกได้ว่า ของพระท่านถือเอาความจริงว่าชีวิตกำเนิดเป็นมนุษย์ตั้งแต่เป็นกลลรูปซึ่งตรงกับขณะที่สัตว์ถือกำเนิดด้วยปฏิสนธิจิต หรือปฐมจิตหรือเป็นวิญญาณแรก ตรงนี้ถือว่าเริ่มเป็นมนุษย์ขึ้นแล้ว ถ้าใครทำให้ชีวิตนี้แตกดับสูญสิ้นไปก็ถือว่าม่ามนุษย์ตั้งแต่บัดนั้น นี่คือตัวความรู้ที่ท่านถือว่าเป็นความจริง แล้วท่านก็มาบัญญัติเป็นกติกาคือข้อวินัยสำหรับพระภิกษุว่า ภิกษุใดทำลายชีวิตมนุษย์อย่างนี้ก็เป็นอันว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ

      อนึ่ง การฆ่าหรือทำลายชีวิตสัตว์นั้น ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์มนุษย์ หรือสัตว์ดิรัจฉาน และไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ดิรัจฉานชนิดไหนก็ตาม ท่านใช้ศัพท์กลางๆ เรียกเป็นอย่างเดียวกันว่า "ชาณาติบาต" ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในแง่ของธรรมชาติในขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะฆ่าสัตว์ชนิดไหน ก็เป็นการทำลายชีวิตสัตว์ทั้งนั้น แต่เมื่อมองตามมาตรฐานแห่งภูมิธรรมภูมิปัญญาของมนุษย์ ก็มองเห็นคุณค่าของชีวิตทั้งหลายแตกต่างกัน ซึ่งทำให้การฆ่าสัตว์ต่างชนิดกันหรือแม้แต่ต่างตัวในชนิดเดียวกัน มีผลในด้านกรรมไม่เท่ากัน(เป็นบาปมากบาบน้อย) ดังนั้น เมื่อนำหลักการนี้มาจัดวางเป็นวินัยหรือกติกาของสังคม จึงมีการบัญญัติโทษแตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดในวินัยของพระภิกษุสงฆ์ ถ้าภิกษุทำลายชีวิตมนุษย์ ก็มีความผิดสถานหนักที่สุด คือขาดจากความเป็นพระภิกษุ เรียกว่าเป็นปาราชิก แต่ถ้าภิกษุทำลายชีวิตสัตว์ดิรัจฉาน จะมีความผิดเพียงสถานเบาระดับที่เรียกว่าปาจิตตีย์ (พึงสังเกตว่าในศีล  ไม่มีการแบ่งแยก ท่านจัดเป็นปาณาติบาต อย่างเดียวหมด แต่ผู้ศึกษาก็รู้ได้ว่า ฆ่าสัตว์ชนิดไหนตัวใดมีโทษมากหรือโทษน้อย*)*เกณฑ์วินิจฉัยว่า ฆ่าสัตว์ชนิดไหน ตนใด มีโทษมาก หรือโทษน้อย ดูคำอธิบายช่วงสุดท้ายของปาฐกถาธรรมนี้

      ในกรณีของการทำแท้งนี้ ถ้าเราตกลงในแง่ความจริงว่าเป็นอย่างนี้ เราก็เอาความจริงนั้นเป็นหลักหรือเป็นฐานในการวางบัญญัติของเราต่อไป ความจริงนี้ก็คือยอมรับตามที่คัมภีร์ว่าไว้ คือถือว่าชีวิตมนุษย์ เริ่มแต่เป็นกลรูป ตั้งแต่ปฐมจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อใครไปทำให้ชีวิตนี้สิ้นสุดก็ถือว่าฆ่ามนุษย์ ทีนี้ เมื่อตกลงในหลักความจริงอย่างนี้แล้ว ต่อไปในการวางบัญญัติเราจะเอาอย่างไร เราจะบัญญัติในกติกาของเราเอาแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินใจกันในขั้นของการบัญญัติกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือกติกาสังคมซึ่งต้องทำเพื่อเกี้อหนุนจริยธรรม หมายความว่า การวางกฎเกณฑ์หรือกติกาสังคมของเรานั้นเป็นบัญญัติธรรม และบัญญัติธรรมนั้น ควรจะเป็นหรือจะต้องเป็นเครื่องสนับสนุนจริยธรรม เพื่อช่วยให้จริยธรรมดำรงอยู่ในสังคม ให้คนอยู่กันด้วยความดีงาม มีความสงบสุข

      ทีนี้หันมาดูหลักจริธรรม หลักจริยธรรมบอกว่ามนุษย์ไม่ควรเบียดเบียนกัน ไม่ควรทำลายชีวิตกัน เพราะเป็นหลักความจริงหรือสัจธรรมว่า ชีวิตแต่ละชีวิตรักตัวเอง รักสุขเกลียดทุกข์ กลัวภัยกลัวความตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพูดให้เข้ากับภาษาปัจจุบันก็ถือว่า มนุษย์แต่ละคน แม้แต่ที่เป็นสัตว์แรกเกิด ก็มีสิทธิในชีวิตของตนเอง ก็เลยเกิดเป็นปัญหาขัดแย้งซ้อนเข้ามาว่าจะเอาอย่างไร คนเดี๋ยวนี้พบกับปัญหาที่มีความชับซ้อนมากขึ้น เช่นในเรื่องสิทธิของแม่ กับสิทธิของลูก

      ก่อนจะพูดต่อไป ขอสรุปหลักการใหญ่ที่พูดมาเมื่อกี้นี้ก่อนว่า ตอนนี้เราได้พูดถึงบัญญัติธรรม(กฎเกณฑ์หรือกติกาของสังคม หรือวินัย) จริยธรรม (หลักการดำเนินชีวิตหรือเป็นอยู่ที่ดีงามเกื้อหนุนต่อสันติสุขที่แท้ของชีวิตและสังคม)และสัจธรรม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาเป็นกฎของธรรมชาติ) บัญญัติธรรมที่ดีจะต้องเป็นเครื่องเกื้อหนุนค้ำจุนจริยธรรม และจริยธรรมที่แท้ก็ต้องตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรมโดยนัยนี้ บัญญัติธรรมที่เกื้อหนุนจริยธรรม ก็ต้องสอดคล้องกับสัจธรรมด้วย


จะเอาอย่างไร ก็ให้รู้หลักไว้ก่อน


      ทีนี้ หันกลับไปพูดถึงตัวอย่างปัญหาความขัดแย้งระหว่างสิทธิของลูกกับสิทธิของแม่ต่อไปอีก แม่ก็ว่านี่เป็นลูกของฉันอยู่ในท้องของฉัน ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของฉัน แต่เด็กไม่มีโอกาสพูด และก็ยังพูดไม่เป็น ถ้าเขาพูดได้ เขาก็คงบอกว่า เอ๊ะ นี่ชีวิตของฉัน ใครจะมาล่วงละเมิดไม่ได้ จะบอกว่าแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ก็คล้ายๆ จะเป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า พุรหมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร

      ศาสนาพราหมณ์ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ แต่พระพุทธเจ้ายกฐานะของพรหมนี้มาให้แก่บิดามารดาเพราะถือว่าเป็นผู้มีพระคุณในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญในการ

ให้กำเนิด เป็นการยกให้ในเชิงภาษาเทียบเคียงเพื่อสนับสนุนคุณค่าทางจริยธรรม ไม่ใช่หมายความว่าเป็นผู้ให้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เป็นเจ้าของชีวิต ในตอนอธิบายท่านก็ให้ความหมายว่าเป็นผู้แสดงโลกแก่บุตร ถ้าไม่มีพ่อแม่ ลูกก็ไม่ได้เห็นโลก อันนี้ก็เป็นอุปการะในฐานะผู้มีพระคุณ แล้วท่านก็เพิ่มความหมายเชิงจริยธรรมเข้าไปอีกว่า ที่ว่าเป็นพระพรหม ก็เหมือนพรหมที่มี ๔ หน้า

      หน้าทั้งสี่ได้แก่บทบาท ๔ อย่างของพ่อแม่ที่เป็นไปตามคุณธรรม ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าพ่อแม่ไม่มีคุณธรรม ๔ ประการนี้ ความเป็นพ่อแม่ก็ไม่สมบูรณ์ไม่เป็นพระพรหมโดยสมบูรณ์ พ่อแม่จึงต้องมีคุณธรรมด้วย

      การที่ท่านยกพ่อแม่ให้เป็นพรหมก็อาศัยหลักความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างพ่อแม่กับลูก แล้วชี้บ่งไปยังจริยธรรม เพื่อจะให้ทำหน้าที่ของบิดามารดาที่ดี แต่ตัวชีวิตที่แท้จริงก็เป็นชีวิตของเด็กเองนั้นแหละ จะถือว่าเป็นสิทธิของพ่อแม่ได้อย่างไร พ่อแม่เป็นแต่เพียงผู้ให้กำเนิด และคำว่าให้กำเนิดในที่นี้ก็หมายความว่าช่วยให้เขาได้เกิด แต่เรายอมรับว่าสัตว์ที่เกิดนั้นเป็นสัตว์มีจิตของเขา และเป็นผู้ที่มาเกิดจากภพอื่นด้วย เขาจึงเป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง

      นี่ก็เป็นเรื่องราวแง่ต่างๆ ที่เราจะต้องพิจารณาต่อไป เอาเป็นว่าในขั้นที่หนึ่ง พุทธศาสนามีหลักการว่าอย่างนี้

      ๑. ในแง่ของหลักความจริง พุทธศาสนามองความจริงว่าอย่างนี้ๆ ชีวิตเกิดขึ้นอย่างนี้ๆ ในทางนามธรรม เริ่มแต่มีปฐมจิต คือปฏิสนธิวิญญาณ ในทางรูปธรรม เริ่มแต่เป็นกลลรูป

      ๒. ในแง่ของกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนจริยธรรมว่า สำหรับพระภิกษ ถ้าทำลายชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เป็นกลลรูปเป็นต้นไป มีความผิดร้ายแรง ถึงขั้นขาดจากความเป็นพระภิกษุ

      เป็นอันว่าได้สองแง่ อย่างที่หนึ่งในแง่ความจริง (ของธรรมชาติ) อย่างที่สองในแง่กติกา(ของสังคม) ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องพิจารณาว่าเราจะเอาอย่างไรสำหรับสังคมมนุษย์ในส่วนของชาวบ้านที่ไม่ใช่พระภิกษุ แต่มีหลักยืนตัวอยู่ว่า เมื่อทำอะไรก็ต้องยอมรับความจริงของสิ่งที่ทำนั้น ถ้าอะไรเป็นบาปเป็นโทษก็ต้องยอมรับว่ามันเป็น ไม่ใช่ไปหลอกตัวเอง ไม่ใช่เอาความปรารถนาของตัวเป็นตัวกำหนด ต้องแยกส่วนแยกตอนให้ถูก

      ในเรื่องจริยธรรมนี้คนทั่วไปมักจะยุ่ง และสับสนกันเพราะจริยธรรมบางประเภทเป็นจริยธรรมแบบเทวบัญชา คือเป็นคำสั่งมาจากสวรรค์ อะไรจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะสั่งว่าอย่างไร การกระทำใดจะเนความผิดหรือไม่เป็นความผิดก็อยู่ที่ว่าท่านจะบัญญัติให้เป็นอย่างไร แต่ในพระพุทธศาสนาถือว่าอะไรจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ตัวความจริงต่างหากตัวความจริงที่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน ไม่ขึ้นต่อคำสั่งบังคับของใคร เมื่อความจริงนั้นเป็นอย่างไร เราก็มาพูดกันถึงตัวความจริงนั้นขั้นหนึ่งก่อน ต่อจากนั้นก็มาตกลงกันว่าสำหรับการกระทำของมนุษย์เราจะเอาอย่างไร โดยอิงอาศัยความจริงนั้นในการตัดสินใจ แล้วก็รับผิดชอบต่อความจริงนั้นถ้ามันเป็นโทษเป็นความผิดก็ต้องยอมรับ

      ทีนี้ข้อพิจารณาต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับประกอบการตัดสินใจในขั้นกระทำการก็คือ หลักวินิจฉัยความจริงที่ว่า การกระทำใดมีโทษมากหรือโทษน้อย บาปมากหรือบาปน้อย เช่นการฆ่าสัตว์ เป็นคำพูดกลางๆ มีความหมายรวมถึงการฆ่ามนุษย์ด้วย แล้วก็มีข้อพิจารณาต่อไปว่าฆ่าสัตว์ใดและอย่างไรมีโทษมากหรือโทษน้อย ท่านมีหลักให้พิจารณาโดยแยกออกไปว่า

      ๑. ดูที่ตัวสัตว์นั้นเองว่า มีคุณมากหรือคุณน้อย มิโทษมากหรือโทษน้อย ถ้าสัตว์นั้นมีคุณความดีมาก เช่น บิดา มารดาเมื่อฆ่าก็เป็นบาปมากมีโทษมาก ผู้ใดมีคุณประโยชน์ต่อสังคมมาก มีคุณธรรมมาก เราไปฆ่าก็เป็นบาปมาก ถ้าฆ่ามนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการทำความดีมาก ก็เป็นบาปมากกว่าฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการทำความดีงามได้น้อย ระหว่างสัตว์ดิรัจฉานด้วยกัน ถ้าเป็นสัตว์ที่มีคุณน้อยหรือเป็นสัตว์ที่มีโทษ การฆ่าก็เป็นบาปน้อย แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็คือการทำลายชีวิตทั้งนั้น อันนี้ต้องยอมรับความจริง เป็นการยอมรับขั้นหนึ่งว่ามีการฆ่า แต่แยกได้ในแง่ที่ว่ามันเป็นบาปมากหรือบาปน้อย

      ๒. ดูที่เจตนาของผู้กระทำว่า ทำด้วยเจตนาหรือความรู้สึกอย่างไร ถ้าทำด้วยกิเลสแรง มีความรู้สึกเกลียดซัง เคียดแค้น มุ่งร้าย มุ่งจะทำลาย กลั่นแกล้ง รังแก ข่มเหง เบียดเบียนอย่างนี้ถือว่าเป็นบาปมากมีโทษมาก แต่ถ้ามีเจตนาไม่รุนแรงหรือมีเจตนาในทางที่ดี ก็มีโทษน้อย เช่นในกรณีของคนที่ป้องกันตัวเป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายทำลายใคร ไม่ได้ทำด้วยเจตนาที่จะเบียดเบียนคนอื่น

      ๓. ดูที่ความเพียรพยายาม ถ้ามีการตระเตรียมการ มีการวางแผนอย่างเอาจริงเอาจัง ทำด้วยความหมายมั่นอย่างรุนแรง จองล้างจองผลาญเต็มที่ ไม่ยอมหยุดไม่ยอมเลิกรา ก็บาปมาก แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์วูบ แม้จะมีกิเลส เช่นโกรธรุนแรง ก็บาปเบากว่า

      นอกจากนี้ ในกรณีของสัตว์ดิรัจฉาน โดยทั่วไปยังบาปน้อยบาปมากต่างกันตามขนาดร่างกายของสัตว์นั้นๆ ด้วยเพราะม่าสัตว์ใหญ่ การลงมือหรือการกระทำก็ใหญ่ แรงกระทบต่อจิตก็มาก ฆ่าสัตว์เล็ก การลงมือหรือการกระทำก็เล็กน้อย แรงกระทบต่อจิต หรือความไหวของจิตก็น้อยนี่เป็นหลักการตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวอย่างของเกณฑ์ที่จะใช้ในการวินิจฉัยตกลงว่าหลักใหญ่ ก็มี

      ๑. ความจริง

      ๒. การตัดสินใจทำ

      พูดอีกอย่างหนึ่งว่า หนึ่ง ความจริงที่พึงรู้ สอง กรรมหรือกิจที่พึงตัดสินใจกระทำ สองอย่างนี้สัมพันธ์กัน เพราะข้อสองต้องอาศัยข้อหนึ่ง

      พูดไปพูดมา นี่ก็บ่ายโมงแล้ว ถ้าไม่มีอะไร ก็จะให้เป็นเวลาของการซักถามข้อสงสัยต่อไป... (ต่อตอนที่ ๔)

-----/ดูตอนที่ ๔/-----

[full-post]

 


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๒)


ทีนี้ก็มีข้อสงสัยว่า คันธัพพะคืออะไร


      คันธัพพะนี่ตามปกติที่เป็นศัพท์ทั่วไปก็แปลว่า คนธรรพ์, คนธรรพ์นี้ก็อยู่ในจำพวกเทวดาอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป ดังที่รู้จักกันในวงวรรณคดี เป็นพวกเทพบุตร ประเภทนักดนตรี ตามหลักท่านจัดเป็นเทวดาชั้นต่ำ เป็นบริวารของท้าวธตรฐ ซึ่งเป็นโลกบาลประจำทิศตะวันออก ในสวรรค์ชั้นต้น ที่เรียกว่าจาตุมหาราชิกาหรือท้าวโลกบาล  แต่เราอย่าไปหลงกับศัพท์นั้น เพราะศัพท์ต่างๆ มีความหมายได้หลายนัย ไม่ใช่ว่าศัพท์เดียวจะมีความหมายได้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในภาษาทั้งหลาย อย่างในภาษาไทยของเรานี้ คำว่า ชาย อาจหมายถึงคนผู้ชายก็ได้ หมายถึงริม เช่นอย่างชายผ้าก็ได้

หมายถึงคล้อยไป เช่นตะวันชายบ่ายคล้อยก็มี

      สำหรับคันธัพพะนี่ท่านก็อธิบายต่อไป แต่คำอธิบายนี้ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกให้แต่ตัวศัพท์ไว้ คำอธิบายมาในอรรถกถา ท่านบอกว่า "คันธัพพะ คือสัตว์ที่เข้าไปที่นั้น" ท่านใช้คำสั้นนิดเดียวว่า ตตฺรูปคสตฺโต สัตว์ผู้เข้าไปที่นั้น และอธิบายต่อไปอีก เป็นคำอธิบายของอรรถกถาและทั้งฎีกาด้วย มีสาระสำคัญว่าคันธัพพะ ก็คือ สัตว์ผู้ไปเกิด ซึ่งตอนนั้นถือได้ว่าอยู่ในภพก่อน วิญญาณ หรือจิตสุดท้าย จะมุ่งหน้ามาสู่กำเนิดโดยมี คตินิมิต เป็นตัวนำ* (*ม.อ.๒/๔๐๘/๒๑๘; วินย.ฎีกา ๒/๑๐/๒๐)

      อธิบายว่า เวลาคนจะตาย ท่านบอกว่าจะมีกรรมนิมิตอันได้แก่ภาพของกรรม คือประสบการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตของชีวิตมาฉายให้เห็น พอกรรมนิมิต คือภาพตัวแทนของสิ่งที่ตนได้กระทำมา ผ่านไปแล้ว ก็มีคตินิมิต คือภาพของภพที่ตนจะไปเกิดปรากฎให้เห็น คตินิมิตที่ปรากฎนี้ก็เป็นไปตามกรรม ที่เป็นตัวนำให้ไปเกิด กรรมนั้นแสดงออกโดยมีคตินิมิตเป็นเครื่องหมาย แล้วกรรมก็เป็นตัวชักพาไปวิญญาณเก่าดับไป วิญญาณใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกรรมที่สะสมไว้และวิญญาณนั้นชื่อว่าเป็นคันธัพพะ

      ฉะนั้น คำว่า คันอัพพะ ตามมติของอรรถกถาก็หมายถึงตัวสัตว์ผู้ไปเกิด เป็นศัพท์ที่เรียกคลุมๆ เพราะถ้าจะเรียกเป็นจิตเป็นวิญญาณก็จะเป็นการพูดศัพท์ลึกแบบอภิธรรมมากไปจึงพูดเป็นตัวสัตว์หยาบๆ ไปเลย หมายถึงผู้ที่จะไปเกิด ท่านแสดงไว้ในความหมายว่าอย่างนั้น พระอาจารย์ที่อธิบายท่านเรียกว่า "อุปฺปชชนกสตฺโต" แปลว่า สัตว์ผู้เกิดขึ้น ผู้เกิด หรือผู้ถือกำเนิด

      เป็นอันว่า มติของคัมภีร์ทั้งหลายแสดงไว้ชัดแล้วว่าท่านมุ่งเอาแค่ไหน คันธัพพะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการเกิดของคน ก็หมายถึงคนที่จะมาเกิด หรือสัตว์ที่มาเกิดในกรณีนั้น


ชีวิตในครรภ์ เป็นอย่างไร?


      ทีนี้ก็ไปดูฝาย กลละ อีกทีหนึ่ง เป็นการดูในฝ่ายรูปธรรมในเรื่องนี้ก็มีพระสูตรอีกสูตรหนึ่ง ที่ตรัสว่าด้วยลำดับของชีวิต

ในครรภ์มารดา ซึ่งเราไปพบคำบาลีเป็นคาถาว่า

      ปฐมํ กลลํ โหติ        กลลา โหติ อพฺพุทํ

      อพฺพุทา ชายเต เปสิ    เปสิ นิพุพตฺตตี มโน

      ฆนา ปสาขา ชายนฺติ    เกสา โลมา นขาปี จ. *(สํ.ส.๑๕/๘๐๓/๓๐ต; อภิ.ก.ต๗/๑๕๖๐/๕๒๔)

นี้คือคำอธิบายว่าด้วยลำดับการเกิดเป็นระยะๆ ทีละช่วงสัปดาห์ หรือช่วงละเจ็ดวันๆ ลำดับแรกที่สุดก็คือเป็น ปฐมํ กลลํ เป็นกลละก่อน

      กลละ นี่ถ้าเป็นศัพท์ในความหมายทั่วไปก็จะได้แก่ พวกเมื่อก พวกโคลนตม เช่นว่าเหยียบลงไปในโคลนหรือในที่เละแต่ในที่นี้ กลละ เป็นศัพท์เฉพาะซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับชีวิตและท่านใช้คำเรียกว่าอย่างนั้น ก็เพราะมีลักษณะเป็นเมือก หรือเหมือนอย่างน้ำโคลนเละๆ คือเป็นคำเรียกตามลักษณะ แต่ในกรณีนี้ ท่านหมายถึงเป็นเมือกใส ไม่ใช่ข้นอย่างโคลนตม

      กลละ นี้ ท่านบอกว่าเป็นหยาดน้ำใส เป็นหยดที่เล็กเหลือเกิน เล็กจนกระทั่งในสมัยนั้นไม่รู้จะพูดกันอย่างไร เพราะยังไม่ได้ใช้มาตราวัดอย่างละเอียดถึงขนาดที่ว่าเป็นเศษส่วนเท่าไรของมิลลิเมตร ของเชนติเมตร หรือของนิ้ว ท่านก็เลยต้องใช้วิธีอุปมาว่า หยาดน้ำใสกลละนี้นะ มีขนาดเล็กเหลือเกิน เหมือนอย่างเอาขนจามรีมา จามรีที่เป็นสัตว์อยู่ทางภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีขนที่ละเอียดมาก เอาขนจามรีเสันหนึ่งมาจุ่มน้ำมันงา แล้วก็สลัดเจ็ดครั้ง แม้จะสลัดเจ็ดครั้งแล้วมันก็ยังมีเหลือติดอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งเล็กเหลือเกิน ท่านบอกว่านี่แหละเป็นขนาดของกลละ กลละหมายถึงชีวิตในฝ่ายรูปธรรม เมื่อเริ่มกำเนิดในเจ็ดวันแรก  ในช่วงเจ็ดวันแรกก็เป็นกลละอย่างนี้ก่อน ซึ่งเล็กเหลือเกิน แล้วต่อจากกลละนี้ไปในสัปดาห์ที่สองก็เป็นอัพพุทะ

      อัพพุทะ นี้ควรจะเรียกได้ว่าเป็นเมือกละ คือ เป็นน้ำข้นหรือเมือกข้น ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ ๆ ก็จะเป็น เปสิ คือเป็นชิ้นเนื้อ แล้วต่อจากนั้นในสับดาห์ที่  ก็จะเป็นก้อน เรียกว่ามนะ ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ ๕ ก็จะเหมือนกับมีส่วนงอกออกมาเป็นปุ่มห้าปุ่ม เรียกว่า ปัญจสาขา นี่เป็นสัปดาห์ที่ห้า แล้วหลังจากนั้นก็จะมีผมมีขนมีเล็บกันต่อไป

      ที่ว่ามานี้ก็เป็นการพูดถึงลำดับของการเกิด เป็นอันว่าขั้นแรกที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกนี่เป็นหยาดน้ำใส หรือเมือกใสที่เรียกว่า กลละ ซึ่งเล็กเหลือเกินอย่างที่ว่ามาแล้ว ซึ่งก็รับกันกับที่พูดมาในตอนต้น บรรจบกับที่ท่านถือว่า ในขณะเป็นชีวิตฝ่ายรูปธรรมที่เป็นจุดเล็กที่สุดอันนี้ มีจิตแล้ว จิตดวงแรกหรือจิตอันเป็นปฐมนี้เป็นมาพร้อมกันกับรูปธรรมที่เป็นกลละ ซึ่งเป็นจุดเล็กในสับดาห์แรกนี้เลย ก็เป็นอันว่า ถ้าอย่างนี้ก็จบหมายความว่าในทางคัมภีร์นี้ชัดเจนมาก ว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อไรก็ถือว่าเริ่มต้นที่องค์สามประการบรรจบกันนั้นแหละ

      องค์สามประการที่ว่า ฝ่ายมารดากับฝ่ายบิดาบรรจบกันแล้วก็มารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุก พร้อมทั้งมีคันธัพพะ ซึ่งท่านอธิบายว่าสัตว์ผู้มาเกิด นั่นก็ชัดไปทีหนึ่งแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังอธิบายอีกว่าเป็นปฐมจิต คือจิตแรกซึ่งเกิดพร้อมกันกับกลลรูปที่เป็นหยาดน้ำใสซึ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่หนึ่งในชีวิตช่วงแรกที่สุดนี่ก็เท่ากับย้ำซ้ำแน่นหนักลงไปอีก อาตมาจึงบอกว่าถ้าพูดเรื่องการทำแท้งก็ชัดเจน เท่านี้ก็หมดแล้ว ไม่รู้จะพูดอะไรอีก

      เป็นอันว่า ถ้าถามว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อไร ก็มีคำตอบในทางธรรมที่ท่านพูดไว้ชัดเจนเหลือเกินแล้ว หลักทั้งสามอย่างที่ได้พูดไปแล้วนี้ก็มาประสานกัน คือ

      ในทางพระวินัย ก็มีบทบัญญัติสำหรับพระภิกษุในเรื่องการทำความผิดทำลายชีวิตมนุษย์ในพระสูตรก็มีพุทธพจน์ตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องกำเนิดชีวิตมนุษย์ในครรภ์มารดา

      ในพระสูตรอีกแห่งหนึ่ง ก็มีพุทธพจน์ตรัสแสดงลำดับความเจริญของชีวิตในครรภ์ที่เรียกว่ากลละ อัพพุทะ เปสิมนะ และ ปัญจสาขา

      หลักทั้งสามนี้ ก็มาโยงย้ำกัน ทำให้ได้ข้อยุติในเรื่องของชีวิตมนุษย์ที่ท่านถือว่ามีการเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นเรื่องการเกิดสำหรับมนุษย์เรา ซึ่งเป็นสัตว์ที่ท่านเรียกว่าประกอบด้วยขันธ์ ๕ เรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่าปัญจโวการ ปัญจโวการก็คือขันธ์ ๕ นั่นเอง ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


ความจริงเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร?


เมื่อพูดถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้นแล้วมันก็โยงต่อไปถึงเรื่องที่ว่า เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะปฏิบัติกันอย่างไร ในเรื่องราวและกรณีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ ตลอดจนเรื่องอะไรต่างๆ ของสังคมโดยเฉพาะในเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นมาก เช่นว่าบางทีชีวิตที่เกิดมานี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าพูดในแง่นี้ก็ไม่ตรงกับหัวข้อที่ท่านตั้งไว้ทีเดียว แต่อาตมาก็จะพูดต่อไปเลย

      ปัญหาที่ว่า เราควรจะทำอย่างไรนี้ เป็นปัญหาทางจริยธรรม ในทางพระพุทธศาสนานั้น เรื่องจริยธรรมนี้เราพูดได้ว่าต้องมองสองส่วน

      ส่วนที่หนึ่ง คือเรื่องของความจริง ท่านถือเอาความจริงเป็นหลัก และความจริงนั้นเป็นสิ่งที่พึงรู้ หมายความว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการสั่ง บังคับ กฎจริยธรรมไม่ใช่เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เป็นเพียงผู้ค้นพบความจริง แล้วก็นำเอาความจริงนั้นมาแสดงการที่ว่าบุคคลทำอะไรไปแล้ว จะได้รับผลอย่างไรก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุผล หรือกฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัยจากการกระทำของตนเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้มาลงโทษหรือให้รางวัลใคร ฉะนั้น ในกฎเกณฑ์แห่งจริยธรรมแบบนี้ การได้รับผลของการกระทำทางจริยธรรมจึงเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่เป็นไปของมันเอง เป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปรอการลงโทษหรือรอการให้รางวัลว่า ถ้าเราทำอย่างนี้พระพุทธเจ้าจะให้รางวัลหรือเปล่า ถ้าเราทำอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะลงโทษไหม ไม่ใช่อย่างนั้น

      เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงของธรรมชาติ ความเกี่ยวข้องของมนุษย์ หรือสิ่งที่มนุษย์จะพึงปฏิบัติ ข้อแรกก็คือ เราจะต้องรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร และในเมื่อความจริงนั้นเป็นเรื่องของความเป็นไปตามเหตุปัจจัยความเกี่ยวข้องของมนุษย์หรือสิ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ข้อที่สองก็คือ เราจะตัดสินใจกระทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลที่เราต้องการโดยสอดคล้องกับความจริงที่เป็นอย่างนั้น นี่แหละเป็นส่วนที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์หรือเรื่องของตัวเราเองเพราะว่าเมื่อจริยธรรมเป็นเรื่องของความเป็นไปตามหลักความจริงอย่างนี้แล้ว การกระทำก็เกิดผลตามหลักความจริงนั้น และการได้รับผลต่างๆ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น ในจริยธรรมแบบนี้ก็จะมีการปฏิบัติ ๒ ตอน คือ

      ๑. การรู้ความจริง (ของธรรมชาติ)

      ๒. การตัดสินใจที่จะกระทำ (ของตัวคน)

      พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า ความจริงที่พึงรู้ ๑ และกรรมหรือกิจที่พึงทำ ๑

      ที่ว่าพึงทำก็คือ ในเมื่อรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว การตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรหรือจะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเรา โดยรับผิดชอบต่อความจริงที่เป็นอย่างนั้น

      หลักการนี้ถือว่า พระพุทธเจ้าได้สอนให้เราเกิดปัญญาว่าความจริงเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเราก็ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินใจเอาเอง ตามความจริงที่เราจะต้องรู้นั้น ถ้ายังไม่รู้ท่านผู้รู้ก็บอกให้ แต่เราจะเชื่อหรือไม่ เราก็มีสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริงกันต่อไป

      สำหรับเรื่องการเกิดนั้น ในเมื่อขณะนี้เราเองไม่สามารถบอกได้เด็ดขาดชัดเจน เราก็ต้องถือเอาเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง คือว่าปัจจุบันนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในทางการแพทย์ก็คงจะไม่เป็นผู้ตัดสินว่าจะเอาอย่างไร คือยังไม่ยุติว่าชีวิตเกิดเมื่อไรแน่ คนเรายังไม่รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตนี้ ฉะนั้นก็จึงถือว่าท่านบอกความจริงให้ในแง่มองของพระพุทธศาสนาว่าอย่างนี้ เมื่อเรานับถือท่านเราก็ยอมรับความจริงนี้

      ทีนี้ เมื่อรู้ความจริงนี้แล้วเราจะตัดสินใจทำอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามการตัดสินใจนั้น คือยอมรับความจริง แล้วก็รับผิดชอบต่อความจริงนั้น คือยอมรับผิดชอบตนเองต่อผลของการกระทำที่จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติ

      การที่ยอมรับความจริงตามกฎธรรมชาตินี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่าเรามีสิทธิที่จะตัดสินใจ ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีหรือเป็นความผิดหรือทำให้เกิดโทษ เราก็ต้องยอมรับความจริงนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าเราปรารถนาเราต้องการอย่างไร เราก็พูดผันให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นตามที่เราต้องการ รวมความว่าท่านให้แยกเป็น ๒ ตอน คือการรู้และยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร และเมื่อตัดสินใจทำอย่างไรแล้วก็ต้องยอมรับผิดชอบการกระทำของเรานั้น ตามความจริงด้วยอย่างหนึ่ง

      ยกตัวอย่างในเรื่องชีวิตนี้ เมื่อหลักความจริงมีอยู่อย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไร เช่นในวงการแพทย์จะเอาอย่างไร ก็ต้องว่ากันไป แต่เราต้องรู้ความจริง เท่าที่จะรู้ได้ และยอมรับความจริงนั้นโดยไม่เลี่ยง พร้อมกันนั้นเรามีสิทธิที่จะตัดสินใจและก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำตามการตัดสินใจนั้น


วินัยพระเอาอย่างนี้ สังคมชาวบ้านจะเอาอย่างไร?


      ทีนี้ในฝ่ายของพระนั้นท่านว่าของท่านไว้ชัดแล้วตามหลักที่ว่ามาอย่างนี้ และท่านยังมีคำแนะนำในเชิงปฏิบัติการกำกับไว้ด้วยว่า เวลาจะตีความวินัยให้ถือหลักข้างเคร่งไว้ก่อนคือถ้ามีกรณีที่เป็นปัญหา ซึ่งเป็นธรรมดาว่าเรื่องวินัยหรือเรื่องกฎเกณฑ์ในบัญญัติย่อมมีปัญหาได้ทั้งนั้นว่า เอ จะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้กันแน่ ท่านก็บอกว่าให้ถือข้างเคร่งไว้ก่อนกฎทางฝ่ายวินัยซึ่งก็คือกฎหมายของพระท่านให้ถืออย่างนั้นสำหรับของพระนั้น เราจะเห็นลำดับเป็น ๒ ตอน คือรู้ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาแล้วก็มาวางเป็นบัญญัติของสังคมหรือเป็นกติกาสังคมเรียกว่าวินัย วินัยเป็นกติกาของสังคม ที่บัญญัติโดยอาศัยความรู้นั้นและให้เป็นไปตามความรู้นั้นอีกที

      หนึ่ง หมายความว่าตอนแรกเราพูดถึงความรู้ในเรื่องของชีวิตว่าอันนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับชีวิต ว่าชีวิตเกิดขึ้นอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็นการทำลายชีวิต ต่อจากนั้นเราก็มาบัญญัติกติกาของสังคมว่า ถ้าภิกษุใดไปทำลายชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ บัญญัติที่ว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุนี้ไม่ใช่ความจริงของธรรมชาติ แต่เป็นกติกาสังคมที่บัญญัติช้อนเข้ามาอีกที แต่อิงอาศัยตัวหลักที่ถือว่าเป็นความจริงนั้น...  (ต่อตอนที่ ๓) 

-----------------


[full-post]


ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต)

ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร

การทำแท้งในทัศนะของพระพุทธศาสนา* (*ปาฐกถาธรรม จัดโดย ชุมนุมพุทธธรรมศิริราช ณ โรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖)


ขอเจริญพร ท่านอาจารย์แพทย์ และแพทย์พยาบาลผู้สนใจ ใฝ่ธรรมทุกท่าน

      วันนี้ อาตมภาพมาด้วยความเข้าใจว่าจะพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำแท้ง คือเข้าใจว่าชื่อเรื่องเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะไม่ทราบชัด หรือจำไม่แม่นว่า ตั้งชื่อว่าเรื่องอะไร เมื่อฟังท่านผู้ดำเนินการจึงทราบชัดว่าเป็นเรื่อง "ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร" แต่ก็ไม่เป็นไร

      "ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร" ก็สัมพันธ์กัน ไปกันได้กับเรื่องการทำแท้ง เพราะว่าในเรื่องการทำแท้ง ปัญหาสำคัญก็อยู่ที่ว่า ชีวิตเริ่มตันตรงจุดไหน และเป็นคนเมื่อไรนั่นเอง จุดวินิจฉัยสำคัญจึงอยู่ที่นี่

      เท่าที่จำได้ คุณหมอภุมรา เคยปรารภเรื่องนี้ และคุณหมอกาญจนา ก็อยากให้มาพูดเรื่องนี้ ทีนี้ก็เลยมาพูดในงานของชุมนุมพุทธธรรม


ฆ่ามนุษย์ ตั้งแต่เมื่อใด?


      ถ้าจะพูดเรื่องทำแท้ง ก็ตอบนิดเดียว อาตมาก็เลยนึกว่าวันนี้มาพูดเดี๋ยวเดียวก็จบ เพราะว่าถ้าเริ่มจากจุดนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก คำตอบจะดูได้ชัดจากวินัยของพระ เราเอามาเทียบได้ทันที คือพระสงฆ์มีวินัยบัญญัติข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฆ่ามนุษย์ละก็ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ เรียกว่าเป็นปาราชิกข้อหนึ่ง

      พระภิกษุที่ว่าฆ่ามนุษย์ ฆ่ามนุษย์ตั้งแต่เมื่อไร? ถ้าดูที่นี่แล้วก็จะเห็นว่า ทัศนะของพระพุทธศาสนาชัดอยู่แล้ว สำหรับพระภิกษุ ตั้งแต่บวชวันแรกพอบวชเสร็จ พระพุทธเจ้าก็บัญญัติไว้ว่าให้พระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์

      อนุศาสน์เป็นคำสอนเบื้องต้นให้พระภิกษุที่บวชใหม่รู้ว่า ชีวิตของพระจะเป็นอยู่ได้อย่างไร อาศัยปัจจัยสี่อย่างไร แล้วก็บอกสิ่งที่ทำไม่ได้ ๔ ประการ ให้รู้ไว้ก่อน คือในขณะที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ยังไม่มีความรู้ในธรรมวินัยว่าจะทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ บวชใหม่ๆ ยังไม่ทันรู้ เดี๋ยวจะพลาดไปเสียก่อน ฉะนั้น ก่อนจะศึกษาอะไรต่อไป ก็ให้รู้ไว้ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดร้ายแรง  ประการ ถ้าทำแล้วจะขาดจากความเป็นพระภิกษุ ใน ๔ ข้อนั้น เฉพาะข้อที่ ๓ มีข้อความเป็นภาษาบาลี บอกไว้ว่า

      โย ภิกขุ สญจิจฺจ มนุสฺสวิคคหํ ชีวิตา โวโรเปติ อนฺตมโส คพฺภปาตนํ อุปาทาย, อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. (* วินย.๔/๑๔๔/๑๙๔)

      นี่ พระใหม่ทุกองค์จะต้องได้ยินพระอุปัชฌาย์ หรือผู้ที่พระอุปัชฌาย์มอบหมายให้บอก แปลได้ความว่า "ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ แม้แต่เพียงทำครรภ์ให้ตกไป (ทำครรภ์ให้ตกไป หมายความว่าทำแท้งนั่นเอง) ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นศากยบุตร"

      พอเริ่มบวชท่านก็บอกอย่างนี้ ฉะนั้น การทำแท้งจึงเป็นการกระทำที่ต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ ถ้าทำแท้งก็ถือว่าทำลายชีวิตมนุษย์ ขาดจากความเป็นพระภิกษุ

      ข้อความที่ท่านบอกนี้ ท่านก็เอามาจากบทบัญญัติในพระวินัยอีกทีหนึ่ง ทีนี้เราก็มาย้อนหรือดูให้ลึกลงไปถึงพระวินัย 

      ในพระวินัยบทบัญญัติข้อนี้ก็มีข้อความคล้ายๆ กัน เพราะว่าคำบอกอนุศาสน์นั้น ท่านก็เกือบจะลอกมาจากพุทธบัญญัติที่ว่าด้วยปาราชิกนั่นเอง พุทธบัญญัตินั้นมีว่า

      โย ปน ภิกขุ สญจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, ...อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. (วินย.๑/๑๘๐/๑๓๗)

      แปลว่า ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ ภิกษุนี้เป็นปาราชิก หมดสิทธิอยู่ร่วมกับสงฆ์ (ไม่สามารถอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นได้อีกต่อไป)

      เป็นอันว่าแน่นอนแล้ว และในคำบอกอนุศาสน์ ท่านก็ยัง สรุปมาอีกให้รู้ว่า แม้แต่เพียงทำลายเด็กที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่ได้

      ทีนี้ปัญหาก็ตามมาว่า ที่ว่าทำครรภ์ให้ตกไป หรือทำแท้งน่ะ หมายเอาตอนไหน ตั้งแด่เมื่อไร อันนี้รู้สึกว่าเป็นจุดที่มาโยงเข้ากับเรื่องที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร

      ทีนี้ก็มาดูคำอธิบายต่อไป วิธีที่พระพุทธเจ้าทรงวางบทบัญญัติในพระวินัยนั้นก็เหมือนกับวิธีที่ปฏิบัติกันต่อมาในกฎหมายทั่วไป คือต้องมีความชัดเจนทางด้านถ้อยคำ มีการให้คำจำกัดความคำสำคัญทุกคำ ฉะนั้น ในพระวินัยบัญญัติทุกบทจะต้องมีคำจำกัดความ คำแต่ละคำมีคำจำกัดความไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าบัญญัติสิกยาบทนั้นๆ เสร็จแล้ว ก็จะมีคำอธิบายต่อไปข้างล่าง

      ในข้อความว่า "ภิกษุใดพรากชีวิตมนุษย์" ก็มีคำอธิบายแต่ละคำ คำว่า"ภิกษุ" หมายถึงบุคคล "ชีวิตมนุษย์" หมายถึง "ปลง" หรือ"พราก" หมายถึง ท่านอธิบายไว้ทุกคำ นี้เป็นลักษณะของกฎหมาย เมื่อมีบทบัญญัติ ก็มีคำจำกัดความ

      ที่บอกว่า พรากชีวิตมนุษย์นั้น ภาษาพระใช้คำว่า มนุสสวิคฺคหํ เราแปลง่ายๆ ว่า ชีวิตมนุษย์ ซึ่งท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า ที่ชื่อว่าชีวิตมนุษย์ นั้นคืออย่างไร? ท่านบอกว่าได้แก่ จิตที่เป็นปฐม คือวิญญาณแรก ซึ่งปรากฎในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงมรณะ ในระหว่างนี้ชื่อว่าเป็น มนุสสวิคฺคหํ

      เป็นอันว่า ตามคำจำกัดความของ มนุสสวิคุคห์ ท่านถือว่าเป็นชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เป็นจิตแรกในท้องของมารดาจนถึงตาย

      ทีนี้ก็มีปัญหาต่อไปว่า จิตแรก หรือ วิญญาณอันเป็นปฐม หรือปฐมจิตนั้นคือตอนไหน

      ถึงตอนนี้อรรถกถาก็อธิบายถ้อยคำและข้อความในพระไตรปิฎกบ้าง ท่านบอกว่า จิตที่เป็นปฐม นั้นได้แก่ปฏิสนธิจิต (จิตที่ปฏิสนธิ) แล้วก็อธิบายต่อไปว่า ที่ท่านแสดงไว้นี้หมายถึงปฏิสนธิของสัตว์ที่มีขันธ์ ๕

     ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จิตแรกนี่ก็พร้อมด้วยอรูปขันธ์ ทั้ง ๓ คือ เวทนา สัญญาและสังขาร จุดนี้ก็ยังไม่สำคัญ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

      ทีนี้ ท่านบอกต่อไปว่า "กับทั้ง กลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิตนั้น" นี่ละคำนี้ตัดสินเลย เป็นอันว่าท่านบอกไว้ครบแล้ว ทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย คือ

   ก. ทางด้านจิตใจ หรือนามธรรม ได้แก่

      ๑. ปฐมจิต

      ๒. อรูปขันธ์ทั้ง ต ที่เกิดร่วมกับปฐมจิตนั้น

  ข. ส่วนทางด้านร่างกาย หรือรูปธรรม ก็บอกว่า "และกลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิต"

      เป็นอันตัดสินได้แล้วว่าฝ่ายรูปธรรมได้แก่ กลลรูปกลลรูปนี้คืออะไร เดี๋ยวเราจะต้องมาพิจารณาเรื่องนี้กันอีกที

      แล้วท่านก็สรุปว่า "นี้แหละชื่อว่า มนุสสวิคุคห ที่เป็นเบื้องแรกที่สุด" หมายความว่า จุดเริ่มแรกที่สุดของชีวิตมนุษย์อยู่ที่นี่ แล้วก็มีคำอธิบายสรุปท้ายอีกว่า

      "พรากมนุษย์จากชีวิตแม้ในเวลาที่เป็นกลละ" (วินย.อ.๑/ ๑๗๒/ ๔๗๕) นี่ชื่อว่าทำแท้ง หรือทำครรภ์ให้ตกไป ฉะนั้นก็ได้ความหมายของการทำแท้ง หรือฆ่ามนุษย์ในครรภ์ตั้งแต่รูปเล็กที่สุดที่เป็นกลลรูป 

      ตกลงว่า สำหรับภิกษุนี่ชัดเจนแล้วว่า ถ้าทำลายชีวิตมนุษย์ ตั้งต้นแต่เขาอยู่ในครรภ์มารดา เป็นกลลรูป เป็นรูปที่เป็นกลละ ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ ชื่อว่าทำลายชีวิตมนุษย์ทั้งสิ้น


กำเนิดมนุษย์ ท่านว่าไว้อย่างไร?


      ต่อไปนี้ก็มาดูเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดของมนุษย์ตามความในพระไตรปิฎกให้ชัดขึ้นไปอีก ที่กล่าวไปแล้วเป็นพระวินัย คราวนี้เราไปดูในพระสูตรบ้าง เพื่อจะโยงหาเนื้อความที่สัมพันธ์กัน ที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น มีพระสูตรที่ตรัสถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ประกอบ ๓ ประการ ย่อมมีการหยั่งลงแห่งครรภ์"

      การหยั่งลงแห่งครรภ์ หมายความว่ามีการเกิดขึ้นของสัตว์ที่เกิดในท้องมารดา ดูพุทธพจน์ต่อไปว่า

      "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด มารดาบิดาร่วมกัน ๑ มารดา อยู่ในฤดู (ช่วงเวลาไข่สุก) ๑ , และคันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่แล้ว ๑, เพราะประชุมองค์ประกอบ ๓ ประการอย่างนี้ ก็มีการก้าวลงแห่งครรภ์" (ม.มู.๑๒/๕๕๒/๔๘๗)

      นี่ก็หมายความว่า องค์ประกอบฝ่ายมารดากับบิดามาประจวบกัน ๑ และมารดาก็อยู่ในระยะที่มีไข่สุก ๑ อีกทั้งคันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่  นี่เป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดชีวิต... 

-----------------

(ต่อตอนที่ ๒)


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.