ฆ่าสัตว์ให้พ้นทรมานบาปไหม
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ฆ่าสัตว์ให้พ้นทรมานบาปไหม
ถาม แม่สอนหนูไม่ให้ฆ่าสัตว์แม้กระทั่งมด ยุง หรือแมลงสาบ บางทีหนู ก็อดใจได้ บางทีหนูก็อดใจไม่ได้ ก็มักจะทำให้มันต้องตายไป แม่กลัวหนูจะมีบาปติดตัว จะทําให้ลำบากในวันข้างหน้า แม่จึงเตือนบ่อยๆ มาคราวหนึ่งตอนกลางคืน หนูเดินไปจะเปิดไฟ เดินเร็วๆ ตามประสาเด็ก พอเอื้อมมือจะเปิดสวิตช์ไฟ ก็รู้สึกว่าเหยียบอะไรเข้าอย่างหนึ่ง พอหนูเปิดไฟสว่าง ก็มองเห็นว่าหนูเหยียบแมลงสาบเข้าเต็มที่ มันนอนหงายท้อง แต่ยังไม่ตาย หนูคิดว่ามันน่าจะตาย เพราะหนูเหยียบลงไปแรง แต่ขามันหักข้างหนึ่งค่ะ หนูถามแม่ว่า หนูควรจะทำให้มันตายเสียเลยดีไหม จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน แต่แม่ห้ามไว้บอกว่า ทำมันบาดเจ็บและโดยไม่เจตนาบาปไม่มาก แต่ถ้าหนูไปทำให้มันตาย หนูจะบาปมากขึ้นไปอีก หนูอยากเรียนถามว่า แค่ทำให้มันบาดเจ็บพิการนั้นหนูจะบาปสักแค่ไหนคะ และถ้าทำให้มันตายด้วยคิดว่าจะช่วยให้มันไม่ทรมาน จะบาปสักแค่ไหนคะ
ตอบ การที่หนูเดินเหยียบแมลงสาบในตอนกลางคืนที่มืดๆ นั้น เชื่อทีเดียวว่า หนูไม่ได้ตั้งใจจะเหยียบมันเลย แต่เพราะมองไม่เห็นจึงเหยียบ เมื่อเปิดไฟสว่างแล้ว จึงรู้ว่าเหยียบแมลงสาบขาหักไม่ถึงตาย การกระทำตอนนี้ไม่จัดเป็นบาป เพราะหนูไม่มี เจตนาจะฆ่าหรือทำร้ายมัน การกระทำที่เป็นบาปนั้นต้องมีเจตนา คือตั้งใจที่จะทำบาป จึงเป็นบาป แต่นี่หนูไม่ตั้งใจเลย จึงไม่เป็นบาป แต่ตอนที่หนูเห็นมันขาหักแล้ว กลัวมันจะทุกข์ทรมาน จึงคิดจะฆ่าให้ตาย ถ้าคิดแล้วไม่ทำก็เป็นเพียงอกุศลจิต แต่ถ้าหนูคิดแล้ว ทำลงไป คือฆ่ามันให้ตายจริงๆ ด้วยเจตนาดีคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ อันนี้ก็เป็นความกรุณา ของหนูซึ่งเป็นกุศล แต่กรุณาแล้วกลับไปทำให้เขาเกิดทุกข์ถึงตายตอนนี้เป็นอกุศลกรรม เพราะเป็นการฆ่าสัตว์โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ากรรมคือการฆ่านี้มีโอกาสให้ผลหนู ก็อาจต้องเกิดในอบายได้ พ้นจากอบายแล้วมาเกิดในที่ใดๆ ก็อาจจะถูกใครเขาฆ่าหรือ ทำอันตรายจนถึงตายก็ได้ หรือหนูอาจจะได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้ขาหักได้ รับทุกข์ทรมาน แล้วก็มีคนที่เขาคิดเห็นอย่างหนู คืออยากช่วยให้หนูพ้นทรมาน เขา ก็เลยฆ่าหนูเสียให้ตาย ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเหมือนหนูอยากช่วยแมลงสาบให้พ้นทุกข์แล้ว ฆ่ามันเสีย หนูทำกรรมอย่างใด หนูก็จะต้องได้รับผลเช่นนั้นเหมือนกัน การช่วยให้สัตว์ พ้นทุกข์ด้วยการฆ่านั้นเป็นบาป เพราะสัตว์นั้นแม้จะทุกข์อย่างไรก็ยังรักชีวิต ยังไม่อยากตายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะทำอะไรจึงต้องอาศัยปัญญาความรอบรู้ จึงจะเกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ปัญญานั้นก็ต้องได้มาจากการศึกษาเล่าเรียน สดับตรับฟังท่านผู้รู้ หรือ คำสอนของท่านอีกทีหนึ่ง แล้วนำมาพิจารณาให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติตามจึงจะเกิดประโยชน์
เมื่อพูดถึงเรื่องการฆ่าต้องอาศัยเจตนาความตั้งใจจึงจะเป็นบาปแล้ว ก็ใคร่จะยก ตัวอย่างจริงๆ ในสมัยก่อนมาเล่าให้ฟัง เพื่อจะได้เข้าใจชัดเจนขึ้น เรื่องนี้ก็คือเรื่อง ของพระนางสามาวดีที่ถูกไฟคลอกตาย พร้อมกับหญิงบริวาร ๕๐๐ เพราะถูกพระนาง มาคัณฑิยา สตรีร่วมสามีเดียวกันริษยา วางอุบายให้อาของพระนางเผาปราสาทของ พระนางสามาวดีเสีย พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงเหตุที่พระนางสามาวดีกับหญิงบริวารต้องถูกไฟคลอกตายว่า
ในอดีตชาติพระนางสามาวดีกับหญิงบริวาร ๕๐๐ ได้ไปเล่นน้ำในแม่น้ำทั้งวันจนรู้สึกหนาว จึงขึ้นจากน้ำ ก่อไฟเพื่อจะผิงให้คลายหนาวที่กอหญ้าใหญ่ แล้วยืนผิงไฟอยู่ ครั้นหญ้ายุบลงไปจึงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งพระราชาทรงอุปัฏฐากนั่งเข้า นิโรธสมาบัติอยู่ที่กอหญ้านั้น ครั้นเห็นแล้วก็ตกใจมาก เกรงจะถูกพระราชาลงโทษที่เผาพระปัจเจกพุทธเจ้าของพระองค์ จึงคิดจะปกปิดความผิด ด้วยการเผาพระปัจเจกพุทธเจ้าให้ตายเสีย จึงช่วยกันไปหาฟื้นมาสุมที่องค์ท่านแล้วจุดไฟเผา แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น ไม่มีใครสามารถทำให้ตายได้ ครบ ๗ วันแล้ว ท่านก็ลุกขึ้นออกจากที่นั้นไป ซึ่งพวกหญิงเหล่านั้นเมื่อพากันสุมฝืนให้เป็นกองใหญ่แล้วจุดไฟเผาจนไฟลุกโชติ ช่วงแล้วก็ได้พากันกลับไป ด้วยคิดว่าท่านคงจะถูกไฟกองใหญ่ไหม้หมด แต่เพราะท่านเข้านิโรธสมาบัติอยู่ท่านจึงไม่เป็นอันตราย การกระทำของพระนางสามาวดีกับหญิงบริวาร ๕๐๐ ที่จุดไฟที่กอหญ้าเพื่อผิงไฟ โดยไม่ทราบว่าพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งเข้าฌานอยู่ที่ กอหญ้ากอใหญ่นั้น หาเป็นบาปกรรมอันใดไม่ เพราะเจตนาในการเผาท่านให้ตายไม่มี แต่ตอนหลังที่เห็นว่ากอหญ้านั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ พวกตนได้ จุดไฟผิงกันหนาว แต่ก็เผาพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยที่ไม่ทราบ เกิดกลัวความผิด เพราะ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าของพระราชา จึงคิดจะเผาท่านเสียให้สิ้นซาก เพื่อให้พ้นผิด จึงช่วยกันเอาฝืนมาสุมบนองค์ท่านเป็นกองใหญ่ด้วยเจตนาตั้งใจจะให้ท่านตายจริงๆ จะได้พ้นผิด เพราะเมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าถูกเผาเหลือแต่เถ้าถ่านแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร เจตนาที่ตั้งใจเผาให้ตายตอนหลังนี้แหละ เป็นบาปกรรม และเป็น บาปกรรมที่หนักด้วย เพราะเป็นการฆ่าพระอรหันต์ ต้องพากันไปตกนรกอยู่เป็นเวลาช้านาน พ้นจากนรกมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ยังถูกเผาอีก เพราะฉะนั้นการกระทำที่สำเร็จเป็นบาปกรรม หรือบุญกรรมก็ตามถือเอาที่เจตนาความตั้งใจเป็นสำคัญ
ก่อนจะผ่านปัญหานี้ไป ขอเล่าเรื่องในธรรมบทประกอบอีกสักเรื่อง คือเรื่อง ของเด็กเลี้ยงโคกลุ่มหนึ่งที่พาโคไปเลี้ยง แล้วก็พบเหี้ยตัวหนึ่ง จึงพากันไล่มันเข้าไปในจอมปลวกแห่งหนึ่ง แล้วหากิ่งไม้มาสะทางออกเสีย กันไม่ให้มันออก ตั้งใจว่าเมื่อเวลากลับจะเอากิ่งไม้ออก ปล่อยเหี้ยไป แต่แล้วก็ลืม พาโคไปเลี้ยงยังที่อื่น วันที่ ๗ จึง กลับมาที่เดิม นึกได้จึงไปเอากิ่งไม้ออกปล่อยไป เหี้ยนั้นอดอาหาร อ่อนเพลีย แต่ไม่ถึงตาย มาในชาติสุดท้ายนี้ คือในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรา เด็กเหล่านั้นบวชเป็นภิกษุ ตั้งใจจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ออกเดินทางไป และได้ไปพักอยู่ในถ้ำของวัดแห่งหนึ่ง ตกกลางคืนมีหินกลิ้งมาปิดปากถ้ำ ใครจะช่วยกันอย่างไรก็เอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไม่ได้ พอครบ ๗ วัน หินก้อนนั้นก็กลิ้งออกไปได้เอง ภิกษุเหล่านั้นได้อดอาหารอยู่ถึง ๗ วัน ได้รับความทุกข์มาก ทั้งนี้ก็ด้วยผลของการขังเหี้ยในครั้งนั้น แต่เพราะไม่ฆ่าเหี้ยปล่อย มันไป ภิกษุเหล่านั้นจึงเพียงแต่อดอาหารอยู่ในถ้ำ ๗ วัน ไม่ถึงกับสิ้นชีวิต เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เคยทำให้ใครเขาตายแล้ว เราก็จะไม่ต้องรับกรรมทำนองนั้น คือจะไม่ถูกผู้อื่นฆ่าตาย เพราะฉะนั้นคุณแม่ท่านจึงเตือนหนูไม่ให้ฆ่าแมลงสาบ เพราะเกรงหนูจะต้องถูกผู้อื่นฆ่าในอนาคต จึงห้ามหนูไม่ให้ทำ ซึ่งคุณแม่ท่านก็ห้ามถูกแล้ว
เรื่องทำนองนี้ยังมีอีก เป็นเรื่องของกาตัวหนึ่งบินมาในอากาศ ถูกเสวียนหญ้าที่ ติดไฟปลิวขึ้นจากชายคาที่หญิงคนหนึ่งหุงต้มอาหารอยู่ เข้าไปคล้องที่คอกาที่บินมาพอดี กานั้นจึงถูกไฟไหม้ตาย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงกรรมในอดีตของกาตัวนั้นว่า เคยเป็นเจ้าของโค เอาโคออกไปฝึก ก็คงเอาไปลองไถนานั่นแหละ แต่โคตัวนั้นขี้เกียจเดินไปหน่อยก็นอนเสีย เมื่อถูกตีก็ลุกขึ้นเดินไปได้หน่อยหนึ่งก็นอนเสียอีก เป็นดังนี้ จนเจ้าของโกรธ เอาฟางมาฟั่นเป็นวงรอบคอโค แล้วจุดไฟเผา โคนั้นก็ตาย ด้วยผลของการฆ่าโคด้วยความโกรธนั้นเขาต้องตกนรกอยู่นาน มาในชาติที่เป็นกา บินอยู่ในอากาศแท้ๆ ก็ยังถูกเสวียนหญ้าที่มีไฟติดทั่วลอยไปคล้องคอตายได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเจตนาทำให้ เขาตายด้วยไฟ เราก็ต้องตายด้วยไฟเหมือนกัน.
