แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บาลี แสดงบทความทั้งหมด



ศัพท์ที่วิเคราะห์ไม่ได้

รุฬฺหีขฺยาตํ นิปาตตญฺจุ-       ปสคฺคาลปนมฺปิ จ
สพฺพนามนฺติ เอเตสุ             น กโต วิคฺคโห ฉสุ.

(นิรุตติสารมญฺชูสา)

.....วิเคราะห์ที่อาจารย์ไวยากรณ์ไม่ทำแล้วในศัพท์ ๖ ประเภทเหล่านี้ คือ 
    (๑) รุฬหีนาม 
    (๒) อายาตบท 
    (๓) นิบาตบท 
    (๔) อุปสัคบท 
    (๕) อาลปนบท และ 
    (๖) สัพพนาม.

นิปฺผนฺโน จ อนิปฺผนฺโน        โส ปาฏิปทิโก ยถา
นิปฺผนฺโน การโกตฺยาที-       ตโร ฆฏปฏาทิโก
ตทฺธิตาทิตฺตยาสิทฺโธ           นิปฺผนฺโน นีตโร มโต.

(มณิสารมญฺชูสาฏีกา)

.....ปาฏิปทิกศัพท์นั้น*** มี ๒ อย่าง คือ นิปผันนศัพท์ (ศัพท์ที่สำเร็จมาจากวิเคราะห์) และอนิปผันนศัพท์ (ศัพท์ที่ไม่ได้สำเร็จมาจากวิเคราะห์) ตัวอย่างเช่น ศัพท์เป็นต้นว่า “การก” (ผู้กระทำ) เป็นนิปผันนศัพท์, ศัพท์นอกนี้มี “ฆฏ” (หม้อ) และ “ปฏ” (ผ้า) เป็นต้น และศัพท์อื่นที่ไม่สำเร็จมาจากหมวด ๓ ของวิเคราะห์ มีตัทธิตเป็นต้น (รวมอาขยาตและกิต) บัณฑิตรู้แล้วว่าเป็นอนิปผันนศัพท์.

***ปาฏิปทิกะ คือ ศัพท์ที่ประกอบในทุกๆ บท หมายถึง นามศัพท์ที่เป็นศัพท์เดิมของบทนาม ส่วนบทนามเป็นรูปสำเร็จของนามศัพท์ที่ประกอบด้วยวิภัตตินามแล้ว เช่น นามศัพท์ ว่า ปุริส มีอยู่ในบทนามที่ลงวิภัตติแล้วเป็นรูปว่า ปุริโส ปุริสา ปุริสํ ปุริเส ดังนี้เป็นต้น (ปทรูปสิทธิมัญชรี เล่ม ๑ หน้า ๓๑๑)
.....คำว่า “ปาฏิปทิก” มาจาก ปฏิปท + ณิก ปัจจัยในนิยุตตตัทธิต และ คำว่า “ปฏิปท” เป็นคำสมาส มาจาก ปติ + ปท (อุปสัคคปุพพกอัพยยีภาวสมาส/วิจฉาอัพยยีภาวสมาส) คัมภีร์โมคคัลลานปัญจิกาฎีกา ปฐมกัณฑ์ อธิบายสูตรที่ ๙ วิเคราะห์ตามลำดับว่า ปทํ ปทํ ปติ ปฏิปทํ. ทุกๆ บท ชื่อว่า ปฏิปท, ปฏิปเท นิยุตตํ ปาฏิปทิกํ. ศัพท์ที่ประกอบในทุกๆ บท ชื่อว่า ปาฏิปทิก. (ประกอบในทุกๆ บท)

[full-post]



ปาฬิศัพทศาสตร์


"ผู้ไม่เลอะเลือนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา" เป็นคุณสมบัติอาจารย์สอนกรรมฐาน อย่างน้อยที่สุด ดังพระอรรถกถาจารย์แสดงไว้ว่า;

.....“อนึ่ง กุลบุตรผู้มีศีลบริสุทธิ์และตัดปลิโพธได้แล้วอย่างนั้น เมื่อจะเรียนกรรมฐานนี้ ควรเรียนเอาในสำนักพุทธบุตร ผู้ให้จตุตถฌานเกิดขึ้นด้วยกรรมฐานนี้แล แล้วเจริญวิปัสสนาได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์, เมื่อไม่ได้พระขีณาสพนั้น... เมื่อไม่ได้แม้พระอนาคามีนั้น... เมื่อไม่ได้แม้พระสกทาคามีนั้น... เมื่อไม่ได้แม้พระโสดาบันนั้น... เมื่อไม่ได้ท่านผู้ได้ฌานสี่ด้วยอานาปานสติแม้นั้น (สำหรับผู้เรียนอานาปานสติ) ก็ควรเรียนเอาในสำนักของพระวินิจฉยาจารย์ ผู้ไม่เลอะเลือนทั้งในบาลี (พระไตรปิฎก) และอรรถกถา.

.....อันที่จริง พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระอรหันต์เป็นต้น ย่อมบอกเฉพาะมรรคที่ตนได้บรรลุแล้วเท่านั้น, ส่วนพระวินิจฉยาจารย์นี้เป็นผู้ไม่เลอะเลือน {ทั้งในบาลี (พระไตรปิฎก) และอรรถกถา} กำหนดอารมณ์เป็นที่สบายและไม่สบายในอารมณ์ทั้งปวงแล้วจึงบอกให้ เหมือนผู้นำไปสู่ทางช้างใหญ่ในป่าที่รกทึบอย่างนั้น”

ข้อความอรรถกถาภาษาบาลี

และแปลยกศัพท์

.....เอวํ วิสุทฺธสีเลน ปน อุปจฺฉินฺนปลิโพเธน จ อิทํ กมฺมฏฺฐานํ อุคฺคณฺหนฺเตน อิมินาว กมฺมฏฺฐาเนน จตุตฺถชฺฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตสฺส พุทฺธปุตฺตสฺส สนฺติเก อุคฺคเหตพฺพํ.

.....ปน แท้จริง อิทํ กมฺมฏฺฐานํ อ.กรรมฐาน นี้ วิสุทฺธสีเลน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้มีศีลอันหมดจด (จ) ด้วย (อตฺตนา) อุปจฺฉินฺนปลิโพเธน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้มีความกังวลอัน-อันตน-เข้าไปตัดแล้ว อุคฺคณฺหนฺเตน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้เรียนเอาอยู่ อุคฺคเหตพฺพํ พึงเรียนเอา สนฺติเก ในสำนัก พุทฺธปุตฺตสฺส ของพุทธบุตร อิมินาว กมฺมฏฺฐาเนน จตุตฺถชฺฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตสฺส ผู้-ยังฌานสี่ ให้บังเกิดแล้ว ด้วยกรรมฐาน นี้ นั่นเทียว ยังวิปัสสนา ให้เจริญแล้ว-บรรลุแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระอรหันต์ .

.....ตํ อลภนฺเตน อนาคามิสฺส.

.....(อิทํ กมฺมฏฺฐานํ) อ.กรรมฐาน นี้ อลภนฺเตน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้ไม่ได้อยู่ ตํ (อรหตฺตปตฺตพุทฺธปุตฺตํ) ซึ่งพุทธบุตรผู้บรรลุซึ่งความเป็นแห่งพระอรหันต์ นั้น (อุคฺคเหตพฺพํ) พึงเรียนเอา (สนฺติเก) ในสำนัก อนาคามิสฺส ของพระอนาคามี.

.....ตมฺปิ อลภนฺเตน สกทาคามิสฺส.

.....(อิทํ กมฺมฏฺฐานํ) อ.กรรมฐาน นี้ อลภนฺเตน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้ไม่ได้อยู่ ตํ (อรหตฺตปตฺตพุทฺธปุตฺตํ) ซึ่งพุทธบุตรผู้บรรลุซึ่งความเป็นแห่งพระอรหันต์ นั้น (อุคฺคเหตพฺพํ) พึงเรียนเอา (สนฺติเก) ในสำนัก อนาคามิสฺส ของพระอนาคามี.

.....ตมฺปิ อลภนฺเตน โสตาปนฺนสฺส.

.....(อิทํ กมฺมฏฺฐานํ) อ.กรรมฐาน นี้ อลภนฺเตน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้ไม่ได้อยู่ ตมฺปิ (อนาคามึ) ซึ่งพระอนาคามี แม้นั้น (อุคฺคเหตพฺพํ) พึงเรียนเอา (สนฺติเก) ในสำนัก โสตาปนฺนสฺส ของพระโสดาบัน.

.....ตมฺปิ อลภนฺเตน อานาปานจตุตฺถชฺฌานลาภิสฺส.

.....(อิทํ กมฺมฏฺฐานํ) อ.กรรมฐาน นี้ อลภนฺเตน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้ไม่ได้อยู่ ตมฺปิ (โสตาปนฺนํ) ซึ่งพระโสดาบัน แม้นั้น (อุคฺคเหตพฺพํ) พึงเรียนเอา (สนฺติเก) ในสำนัก อานาปานจตุตฺถชฺฌานลาภิสฺส (พุทฺธปุตฺตสฺส) ของพุทธบุตร ผู้มีการได้ซึ่งฌานสี่ด้วยอานาปานสติกรรมฐาน (สำหรับผู้จะเรียนอานาปานสติกรรมฐาน).

.....ตํปิ อลภนฺเตน ปาลิยา อฏฺฐกถาย จ อสมฺมุฬฺหสฺส วินิจฺฉยาจริยสฺส สนฺติเก อุคฺคเหตพฺพํ.

.....(อิทํ กมฺมฏฺฐานํ) อ.กรรมฐาน นี้ อลภนฺเตน (กุลปุตฺเตน) อันกุลบุตร ผู้ไม่ได้อยู่ ตมฺปิ (อานาปานจตุตฺถชฺฌานลาภีพุทฺธปุตฺตํ) ซึ่งพุทธบุตรผู้มีการได้ซึ่งฌานสี่ในอานาปานสติกรรมฐาน แม้นั้น อุคฺคเหตพฺพํ พึงเรียนเอา สนฺติเก ในสำนัก วินิจฺฉยาจริยสฺส ของอาจารย์ผู้วินิจฉัย อสมฺมุฬฺหสฺส ผู้ไม่เลอะเลือน ปาลิยา ในพระบาลี (จ) ด้วย อฏฺฐกถาย ในอรรถกถา จ ด้วย.

.....อรหนฺตาทโย หิ อตฺตนา อธิคตมคฺคเมว อาจิกฺขนฺติ.

.....หิ แท้จริง (พุทฺธปุตฺตา) อ.พุทธบุตร ท. อรหนฺตาทโย มีพระอรหันต์เป็นต้น อาจิกฺขนฺติ ย่อมบอก อตฺตนา อธิคตมคฺคํ ซึ่งมรรคอัน-อันตน-บรรลุแล้ว เอา เท่านั้น.

.....อยํ ปน คหนปฺปเทเส มหาหตฺถิปถํ นีหรนฺโต วิย สพฺพตฺถารมฺมเณ อสมฺมุฬฺโห สปฺปายาสปฺปายํ ปริจฺฉินฺทิตฺวา กเถติ.

.....ปน ส่วนว่า (วินิจฺฉยาจริโย) อ.อาจารย์ผู้วินิจฉัย (อสมฺมุฬฺโห) ผู้ไม่เลอะเลือน (ปาลฺยอฏฺฐกถาย) ในพระบาลีและอรรถกถา อยํ นี้ ปริจฺฉินฺทิตฺวา กเถติ ย่อม-กำหนดแล้ว-บอก สปฺปายาสปฺปายํ ซึ่งความสบายและไม่สบาย สพฺพตฺถารมฺมเณ ในอารมณ์ทั้งปวง วิย เหมือนกับ นีหรนฺโต (ปุคฺคโล) อ.บุคคล ผู้นำอยู่ มหาหตฺถิปถํ สู่หนทางแห่งช้างใหญ่ คหนปฺปเทเส ในที่อันรกทึบ.

วิ.อ. สมนฺตปาสาทิกา (บาลี) ๑/๔๕๕ (มจร.)

 

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,325)


มุนินฺทวทนมฺโพชคพฺภสมฺภวสุนฺทรี

ศัพท์เดียวกัน เป็นอย่างนี้

มุนินฺทวทนมฺโพช- คพฺภสมฺภวสุนฺทรี

เขียนแยกกันตามหลักแบ่งวรรคคาถา เป็นอย่างนี้

อ่านว่า มุ-นิน-ทะ-วะ-ทะ-นำ-โพ-ชะ-คับ-พะ-สำ-พะ-วะ-สุน-ทะ-รี

แยกศัพท์เป็น มุนิ + อินฺท + วทน + อมฺโพช + คพฺภ + สมฺภว + สุนฺทรี 

(๑) “มุนิ” 

อ่านว่า มุ-นิ รากศัพท์มาจาก -

(1) มุนฺ (ธาตุ = รู้; ผูก) + อิ ปัจจัย

: มุนฺ + อิ = มุนิ แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้รู้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น” (2) “ผู้รู้ประโยชน์ทั้งสอง” (3) “ผู้ผูกจิตของตนไว้มิให้ตกไปสู่อำนาจของราคะโทสะเป็นต้น”

(2) โมน (ความรู้) + อี ปัจจัย, รัสสะ อี เป็น อิ, แผลง โอ ที่ โม-(น) เป็น อุ (โมน > มุน)

: โมน > มุน + อี = มุนี > มุนิ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีความรู้หรือมีโมเนยยธรรม”

“มุนิ” หมายถึง ผู้บำเพ็ญพรต, ผู้ศักดิ์สิทธิ์, นักปราชญ์, คนฉลาด (a holy man, a sage, wise man)

“มุนิ” ในภาษาไทยใช้เป็น “มุนิ” และ “มุนี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“มุนิ, มุนี : (คำนาม) นักปราชญ์, ฤษี, พระสงฆ์. (ป., ส.).”

(๒) “อินฺท” 

อ่านว่า อิน-ทะ รากศัพท์มาจาก -

(1) อิทิ (ธาตุ = เป็นใหญ่ยิ่ง) + อ ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมที่ต้นธาตุ แล้วแปลงเป็น นฺ (อิทิ > อึทิ > อินฺทิ), “ลบสระหน้า” คือ (อิทิ + อ ปัจจัย : อิทิ อยู่หน้า อ อยู่หลัง) ลบสระ อิ ที่ (อิ)-ทิ (อิทิ > อิท)

: อิทิ > อึทิ > อินฺทิ > อินฺท + อ = อินฺท แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นใหญ่ยิ่ง”

(2) อินฺทฺ (ธาตุ = ประกอบ) + อ (อะ) ปัจจัย

: อินฺทฺ + อ = อินฺท แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ประกอบด้วยความยิ่งใหญ่”

“อินฺท” (ปุงลิงค์) หมายถึง จอม, เจ้า, ผู้ยิ่งใหญ่, ผู้เป็นใหญ่, พระอินทร์

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อินฺท” ว่า -

    (1) lord, chief, king (ผู้เป็นเจ้า, ผู้เป็นหัวหน้า, พระราชา)

    (2) The Vedic god Indra (พระอินทร์ตามคัมภีร์พระเวท)

“อินฺท” ในบาลีเป็น “อินฺทฺร” ในสันสกฤต

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -

“อินฺทฺร : (คำนาม) พระอินทร์, เจ้าสวรรค์, เทพดาประจำทิศตะวันออก; Indra, the supreme deity presiding over Svarga, the regent of the east quarter.”

“อินฺท” ในภาษาไทยนิยมใช้อิงสันสกฤตเป็น “อินทร์” แต่ที่คงเป็น “อินท์” ก็มี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“อินท์ : (คำนาม) ชื่อเทวราชผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และชั้นจาตุมหาราช, พระอินทร์; ผู้เป็นใหญ่. (ป.; ส. อินฺทฺร).”

การประสมคำ :

มุนิ + อินฺท = มุนินฺท แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งมุนี” แปลสั้น ๆ ว่า “จอมมุนี” หมายถึง พระพุทธเจ้า 

คำว่า “มุนินฺท” = พระจอมมุนี ที่เราคุ้นหูคุ้นปากกันดี ก็คือคำว่า “... ชิตวา มุนินฺโท” ในบทพุทธชัยมงคลคาถา หรือคาถาพาหุงนั่นเอง 

(๓) “วทน” 

อ่านว่า วะ-ทะ-นะ รากศัพท์มาจาก วทฺ (ธาตุ = พูด) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) 

: วทฺ + ยุ > อน = วทน แปลตามศัพท์ว่า (1) “การพูด” (2) “อวัยวะเป็นเครื่องพูด” 

“วทน” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ - 

(1) การพูด, คำกล่าว (speech, utterance)

(2) ปาก (the mouth) 

ในที่นี้ “วทน” หมายถึง ปาก

คำว่า “วทน” ที่หมายถึง “ปาก” ที่คุ้นกันดี คือคำในพระคาถาชินบัญชรบทที่ว่า -

กุมารกสฺสโป เถโร             มเหสี จิตฺตวาทโก 

โส มยฺหํ วทเน นิจฺจํ           ปติฏฺฐาสิ คุณากโร.

ขอเชิญพระกุมารกัสสปเถระ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ 

มีคำพูดอันวิจิตรไพเราะ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรม 

ประดิษฐานอยู่เป็นประจำที่ปากของข้าพเจ้า

“วทเน” (รูปคำเดิมคือ “วทน”) ในที่นี้ก็แปลว่า “ปาก”

(๔) “อมฺโพช” 

อ่านว่า อำ-โพ-ชะ รูปคำเดิมเป็น “อมฺพุช” อ่านว่า อำ-พุ-ชะ รากศัพท์มาจาก อมฺพุ + ช 

(ก) “อมฺพุ” อ่านว่า อำ-พุ รากศัพท์มาจาก อมฺพฺ (ธาตุ = ส่งเสียง) + อุ ปัจจัย

: อมฺพฺ + อุ = อมฺพุ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ส่งเสียงได้” หมายถึง น้ำ (water) 

(ข) อมฺพุ + ชนฺ (ธาตุ = เกิด) + กฺวิ ปัจจัย, ลบ น ที่สุดธาตุและ กฺวิ 

: อมฺพุ + ชนฺ = อมฺพุชนฺ + กฺวิ = อมฺพุชนกฺวิ > อมฺพุชน > อมฺพุช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เกิดในน้ำ” (water-born) 

“อมฺพุช” (ปุงลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ - 

    (1) ปลา (a fish) 

    (2) ดอกบัว (a lotus)

ในที่นี้ “อมฺพุช” หมายถึง ดอกบัว 

การประสมคำ :

- มุนินฺท + วทน = มุนินฺทวทน แปลว่า “ปากของจอมมุนี” คือที่แปลว่า “พระโอษฐ์ของพระจอมมุนี” คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า 

- มุนินฺทวทน + อมฺพุช = มุนินฺทวทนมฺพุช (มุ-นิน-ทะ-วะ-ทะ-นัม-พุ-ชะ) แปลว่า “ดอกบัวคือพระโอษฐ์ของพระจอมมุนี” 

หรือจะประสมแบบนี้ก็ได้ : 

วทน + อมฺพุช = วทนมฺพุช (วะ-ทะ-นัม-พุ-ชะ) แปลว่า “ดอกบัวคือปาก” (ดอกบัวคือพระโอษฐ์) คือเปรียบเทียบปากว่าเหมือนกับดอกบัว 

ถามว่า - ปากของใคร

ตอบว่า - ปากของพระจอมมุนี 

: มุนินฺท + วทนมฺพุช = มุนินฺทวทนมฺพุช แปลว่า “ดอกบัวคือพระโอษฐ์ของพระจอมมุนี” 

“...อมฺพุช” แผลง อุ ที่ พุ เป็น โอ เนื่องจาก -พุ- อยู่ในตำแหน่งที่ต้องเป็นคำครุ (ครุ = คำหนัก คือคำที่มีตัวสะกดหรือคำสระเสียงยาว) ทั้งนี้เพื่อความสละสลวยในเวลาสวดเป็นทำนอง กฎเกณฑ์เช่นนี้ภาษาวิชาการเรียกว่า “ฉันทานุรักษ์” 

“มุนินฺทวทนมฺพุช” จึงเป็น “มุนินฺทวทนมฺโพช-” (โปรดสังเกตเครื่องหมายขีด - หลัง --ช บอกให้รู้ว่าศัพท์ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ แต่เพราะจำนวนคำครบเป็นวรรคหนึ่งหรือบาทหนึ่งแล้ว จึงต้องตัดคำไว้เพียงนี้ ยังมีคำอื่นมาสมาสเป็นคำเดียวกันต่อไปอีก แต่อยู่คนละวรรคกัน) 

อภิปราย : 

    ๑ ตรงคำว่า “...วทนมฺโพช-” นี้ ต้นฉบับบางฉบับเป็น “...วทนมฺพุช-” คือไม่แผลง อุ เป็น โอ ก็มี 

    ๒ คำว่า “...วทนมฺโพช-” บางฉบับเป็น “...วทนมฺโภช-” คือใช้ “อมฺโภช” (ภ สำเภา) แทน “อมฺโพช” (ซึ่งแผลงมาจาก “อมฺพุช”) 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ มีคำว่า “อมฺภ และ อมฺโภ” แปลว่า water, sea (น้ำ, ทะเล) อ้างอิงคัมภีร์ทาฐวํส ซึ่งเป็นคัมภีร์รุ่นหลัง 

ค้นดูในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ยังไม่พบคำว่า “อมฺภ” หรือ “อมฺโภ” ที่แปลว่า น้ำ (ท่านผู้ใดพบ กรุณาชี้แนะด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง)

คัมภีร์ อภิธานปฺปทีปิกา แสดงศัพท์ที่แปลว่า “น้ำ” ไว้ทั้งหมด 15 คำ ก็ไม่มีคำว่า “อมฺภ” หรือ “อมฺโภ” 

อย่างไรก็ตาม สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีคำว่า “อมฺภสฺ” และ “อมฺโภช” บอกไว้ดังนี้ - 

(สะกดตามต้นฉบับ)

    (1) อมฺภสฺ : (คำนาม) น้ำ; water.

    (2) อมฺโภช : (คำนาม) บัว; พระจันทร์; นกกะเรียน; a lotus; the moon; an Indian crane; - (คำวิเศษณ์) อาศรัยอยู่ในน้ำ, เกิดในน้ำ; aquatic, water-born.

เป็นอันว่า “อมฺโภช” ที่แปลว่า “บัว” มีในสันสกฤต 

และเป็นอันว่า บางฉบับที่เป็น “มุนินฺทวทนมฺโภช-” ก็น่าจะใช้อิงสันสกฤตนั่นเอง 

สรุปความว่า “มุนินฺทวทนมฺโพช-” หรือ “มุนินฺทวทนมฺพุช-” หรือ “มุนินฺทวทนมฺโภช-” แปลว่า “ดอกบัวคือพระโอษฐ์ของพระจอมมุนี” 

(๕) “คพฺภ” 

อ่านว่า คับ-พะ ศัพท์นี้มีรากศัพท์มาหลายทาง ในที่นี้ขอแสดงเพียงทางเดียว คือ คส (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อภ ปัจจัย, แปลง สฺ ที่ คสฺ เป็น พฺ (คสฺ > คพฺ)

: คสฺ + อภ = คสฺภ > คพฺภ แปลตามศัพท์ว่า “ส่วนที่เป็นไปปกติ” (คือมีทั่วไป) 

“คพฺภ” (ปุงลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ - 

(1) ภายใน, โพรง (interior, cavity) = ภายในของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กลวงหรือว่าง

(2) ห้องใน, ห้องส่วนตัว, ห้องนอน, กุฏิ (an inner room, private chamber, bedroom , cell) = ห้อง

(3) ความพองขึ้นของมดลูก (ตั้งท้อง), ครรภ์ (the swelling of the (pregnant) womb, the womb) = ตั้งท้อง

(4) สิ่งที่อยู่ในมดลูก, ไข่ที่กลายเป็นตัวอ่อน, ลูกอ่อนในครรภ์ (the contents of the womb, the embryo, foetus) = ลูกในท้อง

ในที่นี้ “คพฺภ” ใช้ในความหมายตามข้อ (1) 

(๖) “สมฺภว” 

อ่านว่า สำ-พะ-วะ รากศัพท์มาจาก สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน) + ภู (ธาตุ = มี, เป็น) + อ ปัจจัย, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น มฺ (สํ > สมฺ), แผลง อู ที่ ภู เป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว (อะ-วะ) (ภู > โภ > ภว) 

: สํ > สมฺ + ภู = สมฺภู + อ = สมฺภู > สมฺโภ > สมฺภว แปลตามศัพท์ว่า “ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งผล” 

“สมฺภว” (ปุงลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) สมภพ, การเกิด, กำเนิด (origin, birth, production) 

(2) น้ำสมภพ, น้ำกาม (semen virile) 

ในที่นี้ “สมฺภว” ใช้ในความหมายว่า เกิด 

(๗) “สุนฺทรี” 

อ่านว่า สุน-ทะ-รี (มีจุดใต้ นฺ) รากศัพท์มาจาก สุ (คำอุปสรรค = ดี, งาม, ง่าย) + ทรฺ (ธาตุ = เอื้อเฟื้อ) + อ ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมที่ สุ แล้วแปลงเป็น นฺ (สุ > สุํ > สุนฺ) + อี ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: สุ > สุํ > สุนฺ + ทรฺ = สุนฺทร + อี = สุนฺทรี แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันจิตเอื้อเฟื้อด้วยดี” หมายถึง สวยงาม, ดี, งาม (beautiful, good, nice, well)

“สุนทรี” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ว่า -

“สุนทรี : (คำนาม) หญิงงาม, นางงาม, หญิงทั่วไป. (ส., ป.).”

การประสมคำ : 

- คพฺภ + สมฺภว = คพฺภสมฺภว (คับ-พะ-สำ-พะ-วะ) แปลว่า “เกิดในห้อง” หมายถึง-ในส่วนที่เป็นโพรงหรือกระพุ้งของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งในที่นี้คือ “ห้องแห่งดอกบัว” 

- คพฺภสมฺภว + สุนฺทรี = คพฺภสมฺภวสุนฺทรี (คับ-พะ-สำ-พะ-วะ-สุน-ทะ-รี) แปลว่า “(... นางฟ้า) ผู้มีความงามซึ่งเกิดในห้อง (แห่งดอกบัว)” 

ขยายความ :

“คพฺภสมฺภวสุนฺทรี” เป็นคาถาบาทที่ 2 และเป็นคำที่สมาสต่อเนื่องมาจากบาทที่ 1 คือ “มุนินฺทวทนมฺโพช-” (มุนินทะวะทะนัมโพชะ-) ถ้าเขียนติดกันเป็นข้อความปกติ ก็จะเป็นดังนี้ - 

“มุนินฺทวทนมฺโพชคพฺภสมฺภวสุนฺทรี” 

(มุนินทะวะทะนัมโพชะคัพภะสัมภะวะสุนทะรี)

“วากยสัมพันธ์” - ศิลปะในการจับความหมายและเรียงคำ :

เวลานี้มีปัญหาว่าเด็กไทยอ่านหนังสือไม่แตก คืออ่านแล้วจับความหมายไม่เป็น และเขียนหนังสือไม่เป็นภาษา คือเอาคำมาเรียงกันไม่ได้ความ ทั้งนี้เพราะไม่เคยเรียนหลัก “วากยสัมพันธ์” คือความเกี่ยวข้องกันของถ้อยคำ 

คำว่า “มุนินฺทวทนมฺโพชคพฺภสมฺภวสุนฺทรี” อาจใช้เป็นตัวอย่างในการแบ่งคำและจับความหมายของคำอย่างง่าย ๆ พอเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ดังนี้ 

๑ “สมฺภวสุนฺทรี” = นางฟ้าผู้มีความงามซึ่งเกิดขึ้น--

๒ “คพฺภสมฺภว” = เกิดขึ้นในห้อง 

๓ “อมฺโพชคพฺภ” = ห้องแห่งดอกบัว (คือกลีบดอกบัวที่หุ้มเข้าด้วยกันเป็นที่ว่างอยู่ภายใน) 

๔ “วทนมฺโพช” = ดอกบัวคือพระโอษฐ์ 

๕ “มุนินฺทวทน” = พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

ข้อความนี้เปรียบห้องแห่งดอกบัวเหมือนพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

ห้องแห่งดอกบัวเป็นที่อุบัติของนางฟ้าผู้เลอโฉม ฉันใด

พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าก็เป็นที่หลั่งไหลออกแห่งพระธรรมอันงามพร้อมทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด ฉันนั้น 

..............

คาถาพระสุนทรีวาณีมีข้อความเต็ม ๆ ดังนี้ -

..............

มุนินฺทวทนมฺโพช-.....คพฺภสมฺภวสุนฺทรี

สรณํ ปาณินํ วาณี.....มยฺหํ ปีณยตมฺมนํ.

พระวาณี คือพระสัทธรรมอันงดงาม สมภพในห้อง-

แห่งบงกช กล่าวคือพระโอษฐ์ของพระจอมมุนี 

เป็นที่พึ่งแห่งปาณชาติทั้งหลาย 

โปรดยังใจของข้าพระองค์ให้เอิบอิ่ม เทอญ.

..............

อธิบาย :

คาถาพระสุนทรีวาณีเป็นฉันท์ที่มีชื่อว่า “ปัฐยาวัต” 1 บทมี 4 วรรค (4 วรรคเป็นมาตรฐานของฉันท์ทั้งปวง) 1 วรรคมี 8 คำหรือ 8 พยางค์ นิยมเขียนบรรทัดละ 2 วรรค (ที่เขียนบรรทัดละ 1 วรรคก็มี)

โปรดสังเกตเครื่องหมายยติภังค์ หรือขีด - หลังคำว่า -โพช ที่ต้องใส่ขีด ก็เพราะ -โพช กับคำต่อไปคือ สมฺภว เป็นศัพท์เดียวกัน (-โพชสมฺภว-) แต่วรรคแรกจบวรรคที่คำว่า -โพช จึงต้องไปต่อกับ สมฺภว ในวรรคต่อไป บอกให้รู้ด้วยเครื่องหมายขีด -

คาถาตามภาพประกอบ (ภาพที่ 2) พิมพ์ผิด 3 แห่ง คือ -

1 มุนินทะ กับ วะทะนัมพุชะ แยกเป็นคนละคำ ที่ถูกคือต้องติดกัน

2 หลัง -พุชะ ต้องใส่ขีด - เพื่อบอกให้รู้ว่าเป็นศัพท์เดียวกับ คัพภะ

3 สัมภะวะ กับ สุนทะรี เป็นศัพท์เดียวกัน ถ้าอยู่บรรทัดเดียวกันต้องพิมพ์ติดกัน แต่เมื่อจำเป็นต้องอยู่คนละบรรทัด ต้องใส่ขีด - หลัง สัมภะวะ เป็น สัมภะวะ- บอกให้รู้ว่า สัมภะวะ- เป็นศัพท์เดียวกับ สุนทะรี

รายละเอียดเหล่านี้ต้องเรียนจึงจะรู้และจึงจะทำถูก 

ที่ทำผิดก็เพราะไม่รู้

น่าสงสัยว่า คนทำหนังสือไม่มีสำนึกที่จะตรวจสอบให้ถูกต้องแน่นอนก่อนจะพิมพ์กันบ้างหรือ?

แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ เมื่อคำผิดปรากฏเผยแพร่ออกไป ทำไมจึงไม่มีใครทักท้วงเตือนติง นักเรียนบาลีในบ้านเรามีอยู่มากและมีอยู่ทั่วไป เห็นคำผิดเช่นนี้แล้วไม่มีความคิดที่จะทักท้วงเตือนติงกันบ้างหรือ?

ใจคอจะเรียนบาลีเพียงเพื่อสอบได้และได้ศักดิ์และสิทธิ์เท่านั้น ไม่คิดจะช่วยกันทำงานบาลีบ้างเลยหรือ?

..............

ดูก่อนภราดา!

อย่างไหนน่าเศร้าใจกว่ากัน?

: เรียนจบบาลีแต่ไม่ทำงานบาลี

: เรียนจบหมอทั้งทีแต่ไม่รักษาคนป่วย

 

[full-post]



การเรียนบาลีแบบยอดด้วน

----------------------------

กรณีหลักสูตรการเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทยที่กำลังวิจารณ์กันในเวลานี้ จับประเด็นได้ว่า 

๑ มีผู้วิจารณ์ว่า ตามหลักสูตรตั้งแต่ประโยค ๑-๒ ถึง ป.ธ.๙ นักเรียนบาลีเรียนพระไตรปิฎกน้อยไป หรือแทบจะไม่ได้เรียนเลย

๒ มีผู้วิจารณ์แตกประเด็นออกไปอีกว่า นักเรียนบาลีที่จบ ป.ธ.๙ ตามหลักสูตรและตามรูปแบบการเรียนการสอนที่ทำกันอยู่ ไม่ได้เป็นผู้ทรงภูมิรู้สูงและสุดยอดในพระพุทธศาสนาอย่างที่ยกย่องกัน

ขอจับแค่ ๒ ประเด็นนี้ก่อน

.........................................................

ตามข้อ ๑ คือยังคงมีความคิดหรือความเข้าใจกันอยู่ว่า พระไตรปิฎกนั้นเรียนกันเฉพาะในหลักสูตรการเรียนบาลีเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเข้าใจกันว่า หลักสูตรการเรียนบาลีของเราเปิดขึ้นมาเพื่อเรียนพระไตรปิฎก 

ครั้นพอตรวจสอบดูแล้ว พบว่าเรียนตัวพระไตรปิฎกน้อยอย่างยิ่ง หรือแทบจะไม่ได้เรียนเลย ก็จึงยกขึ้นมาวิจารณ์ 

ตามข้อ ๒ คือยังคงมีความคิดหรือความเข้าใจกันอยู่ว่า หลักสูตรการเรียนบาลีของเราเปิดขึ้นมาเพื่อสอนพระภิกษุสามเณรหรือผู้เรียนบาลีให้เป็นผู้ทรงภูมิรู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา 

ครั้นพอตรวจสอบดูแล้ว พบว่า กระบวนการเรียนการสอนบาลีทุกชั้นไม่มีขั้นตอนใด ๆ ที่เป็นการฝึกฝนอบรมบ่มเพาะให้นักเรียนบาลีเป็นผู้ทรงภูมิรู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา ก็จึงยกขึ้นมาวิจารณ์

.........................................................

ผมพิจารณาแล้วเห็นว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอนบาลีของคณะสงฆ์ไทยก็ดี ข้อวิจารณ์ทั้ง ๒ ประเด็นก็ดี ถ้าเรียกให้สุภาพก็ว่าเป็นการมองต่างมุม แต่ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็ต้องบอกกันตรง ๆ ว่าเป็นการมองการเรียนบาลีแบบยอดด้วน

การเรียนบาลีที่ถูกต้อง ยอดไม่ด้วน คือการเรียนรู้ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในกระบวนภาษาบาลี แล้วใช้ความรู้บาลีนั้นไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกต่อไป

พูดให้ชัด ๆ การเรียนบาลีมีงานที่จะต้องทำอยู่ ๒ ตอน

.........................................................

ตอนหนึ่ง เริ่มเรียน เรียนให้เชี่ยวชาญในกระบวนภาษาบาลี ตอนนี้เหมือนต้นไม้ มีต้นแต่ยังไม่มียอด

ตอนสอง เรียนจบ เอาความเชี่ยวชาญภาษาบาลีไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก เหมือนต่อยอดไม้

.........................................................

อุปมาให้เห็นชัด ๆ การเรียนบาลีเหมือนการเรียนหมอ

เรียนหมอคือเรียนวิชาการในกระบวนการรักษาคนป่วย

เรียนจบตามกระบวนการแล้ว เอาความรู้ที่เรียนมาไปรักษาคนป่วย

นี่คือกระบวนการเรียนหมอที่ถูกต้อง

เรียนบาลีคือเรียนให้รู้เข้าใจกระบวนภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎก 

เรียนจบตามกระบวนการแล้ว เอาความรู้ที่เรียนมาไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก

นี่คือกระบวนการเรียนบาลีที่ถูกต้อง

พระไตรปิฎกอุปมาเหมือนคนป่วยที่รอการรักษา

เรียนบาลีจบแล้วไม่ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก

อุปมาเหมือนเรียนหมอจบแล้วไม่รักษาคนป่วย

การเรียนบาลีของเราผิดพลาดถึงขั้นหลงทางหรือยอดด้วน เพราะเราเรียนตามหลักสูตรเพื่อให้จบตามหลักสูตร ได้ศักดิ์และสิทธิ์ตามชั้นประโยค แล้วด้วนอยู่เพียงแค่นั้น 

ไม่ได้จัดการให้ผู้เรียนจบแล้วไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกต่อยอดไปอีก 

เทียบกับผู้เรียนหมอจบแล้ว ได้ชื่อว่าเป็นหมอ แต่ไม่รักษาคนป่วย-ซึ่งไม่มีคนจบหมอที่เป็นปกติคนไหนทำอย่างนั้น 

แต่คนจบบาลีของเราทำอย่างนั้นกันแทบทั้งหมด เพราะเราเรียนแบบยอดด้วน เรียนรู้ภาษาบาลี แต่ไม่ได้เอาความรู้ไปทำงานบาลี

โปรดเข้าใจว่า การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่ใช่-และไม่ควรทำด้วยวิธีการเปิดเรียนเปิดสอนในชั้นเรียน เพียงแค่ ๙ ปี ๑๐ ปี (ประโยค ๑-๒ ถึง ป.ธ.๙) ก็จบบริบูรณ์ 

การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกต้องเป็นการเรียนตลอดชีวิต-และไม่ใช่เรียนเฉพาะในชั้นเรียน

และโปรดเข้าใจว่า ถ้าต้องการฝึกฝนอบรมบ่มเพาะให้คนของเราเป็นผู้ทรงภูมิรู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา ก็ต้องทำด้วยวิธีเปิดโรงเรียนฝึกฝนอบรมบ่มเพาะ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีเปิดการเรียนการสอนบาลีอย่างที่คณะสงฆ์ไทยทำอยู่ 

เพราะฉะนั้น การจะหวังให้นักเรียนบาลีของเราจบ ป.ธ.๙ แล้วเป็นผู้ทรงภูมิรู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา จึงไม่ถูกเรื่อง-เหมือนปลูกขนุนแล้วหวังว่าจะออกลูกมาเป็นมะม่วง

แล้วจะทำอย่างไร?

จะทำอย่างไร ต้องตั้งหลักให้ถูก

หลักของเราก็คือ-เรามีพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อันเป็นตัวพระศาสนารอการศึกษาค้นคว้าอยู่

พระไตรปิฎกบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี เราจึงต้องการคนรู้บาลีเพื่อจะได้ศึกษาพระไตรปิฎกได้ถึงระดับ primary sources 

เราจึงเปิดการศึกษาภาษาบาลี (๑) เพื่อผลิตผู้มีความรู้ภาษาบาลี (๒) แล้วส่งไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกที่รอการศึกษาค้นคว้าอยู่-เหมือนคนป่วยรอหมอ

แต่เราพลาดตรงที่-ผลิตผู้มีความรู้ภาษาบาลีออกมาแล้ว แต่ไม่มีแผนหรือโครงการหรือเป้าหมายใด ๆ ที่จะส่งไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก

การเรียนหมอมีแผนอันชัดเจนและทำได้ตามแผน คือจบหมอแล้วส่งเข้าสู่กระบวนการรักษาคนป่วยทั้งหมด

แต่การเรียนบาลีของเรา จบบาลีแล้วไม่มีแผนใด ๆ ที่จะส่งเข้าสู่กระบวนการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก ผิดกันตรงนี้

.........................................................

เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก คือ

(๑) เพื่อให้รู้เข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้อง

(๒) เอาหลักคำสอนที่ถูกต้องนั้นมาปฏิบัติขัดเกลาตนเอง

(๓) แล้วเผยแผ่ให้แพร่หลายสู่สังคม

.........................................................

ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเรามีนโยบายว่า พระพุทธศาสนาในสังคมไทยไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ และจะไม่ทำอย่างนี้

ก็จบแค่นี้ 

จะเรียนบาลีเพื่ออะไร หรือจะไม่เรียนเพื่ออะไร-เลิกพูดกัน

เก็บพระไตรปิฎกไว้ในตู้ เอาไว้บูชากันในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเมืองต่อไป

.........................

แต่ถ้าเราเห็นว่า พระพุทธศาสนาในสังคมไทยจำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกตามเป้าหมายทั้ง ๓ ข้อนั้น ก็ขอให้ช่วยกันคิดว่า จะมีวิธีไหนบ้าง-ทำให้นักเรียนบาลีของเรา-เมื่อเรียนจบแล้วหรือเมื่อเรียนจนพอมีความรู้แล้วก็มุ่งหน้าไปสู่กระบวนการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก-เหมือนคนเรียนหมอ เรียนจบแล้วมุ่งหน้าไปสู่กระบวนการรักษาคนป่วย

ช่วยกันคิดตรงนี้ครับ

จะวิจารณ์การเรียนบาลีว่าอย่างไรก็เชิญว่ากันให้เต็มสติเถิด

แต่ต้องช่วยกันคิดเรื่องนี้ด้วย

----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๔ เมษายน ๒๕๖๗

๑๘:๕๗

 

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,310)


ปาปการี  จ  ปาปกํ

ทำชั่วได้ดีมีที่ไหน

อ่านว่า ปา-ปะ-กา-รี จะ ปา-ปะ-กัง

มีคำบาลี 3 คำ คือ “ปาปการี” “จ” “ปาปกํ”

(๑) “ปาปการี” 

อ่านว่า ปา-ปะ-กา-รี ประกอบด้วย ปาป + การี

(ก) “ปาป” บาลีอ่านว่า ปา-ปะ รากศัพท์มาจาก -

(1) ปา (ธาตุ = รักษา) + อ (อะ) ปัจจัย, ลง ป อาคม

: ปา + อ + ป = ปาป แปลตามศัพท์ว่า “กรรมเป็นแดนรักษาตนแห่งเหล่าคนดี” คือคนดีจะป้องกันตนโดยออกห่างแดนชนิดนี้

(2) ปา (ธาตุ = รักษา) + ป ปัจจัย

: ปา + ป = ปาป แปลตามศัพท์ว่า “กรรมที่รักษาอบายภูมิไว้” คือเพราะมีคนทำกรรมชนิดนี้ อบายภูมิจึงยังคงมีอยู่

(3) ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า) + อป (ธาตุ = ให้ถึง) + อ (อะ) ปัจจัย, ลบสระหน้า (คือ อ ที่ ป) ทีฆะสระหลัง (คือ อ ที่ อป เป็น อา-)

: ป + อป > อาป = ปาป + อ = ปาป แปลตามศัพท์ว่า “กรรมที่ยังผู้ทำให้ถึงทุคติ”

(4) ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า) + เป (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ป เป็น อา (ป > ปา), ลบ เอ ที่ เป (เป > ป) 

: ป > ปา + เป > ป = ปาป + ณ = ปาปณ > ปาป แปลตามศัพท์ว่า “กรรมเป็นเหตุไปสู่อบาย”

“ปาป” หมายถึง ความชั่ว, ความเลวร้าย, การทำผิด, (evil, sin, wrong doing); เลวร้าย, เป็นอกุศล, ชั่ว, เลวทราม, บาป (evil, bad, wicked, sinful)

ในภาษาไทยใช้ว่า “บาป” (ปา- เป็น บา-) อ่านว่า บาบ ถ้ามีคำอื่นมาสมาส อ่านว่า บาบ-ปะ- 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“บาป, บาป- : (คำนาม) การกระทําผิดหลักคําสอนหรือข้อห้ามในศาสนา; ความชั่ว, ความมัวหมอง. (คำวิเศษณ์) ชั่ว, มัวหมอง, เช่น บาปมิตร = มิตรชั่ว. (ป., ส. ปาป).”

(ข) “การี” รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = ทำ) ) ณี ปัจจัย, ลบ ณ (ณี > อี), ทีฆะ อะ ที่ ก-(รฺ) เป็น อา ตามสูตร “ทีฆะต้นธาตุด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” (กรฺ > การ)

: กรฺ + ณี = กรณี > (ณี > อี) : กร + อี = กรี > การี แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำ (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง) เป็นปกติ” (doing)

ปาป + การี = ปาปการี แปลว่า “ผู้ทำกรรมชั่วเป็นปกติ” (evil-doer, villain) 

(๒) “จ” 

บาลีอ่านว่า จะ (ไม่ใช่ จอ) นักเรียนบาลีในเมืองไทยนิยมเรียกเต็ม ๆ ว่า “จ-ศัพท์” (อ่านว่า จะ-สับ)

“จ-ศัพท์” เป็นศัพท์จำพวก “นิบาต” หลักของศัพท์จำพวกนิบาตคือไม่แจกด้วยวิภัตติเหมือนคำนาม อยู่ที่ไหนก็คงรูปเดิม เช่น “จ” ก็คงเป็น “จ” ไม่เปลี่ยนรูปเป็น โจ เจ จํ จา ... เหมือนคำนาม 

ตำราบาลีไวยากรณ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเรียกนิบาตหมวดนี้ว่า “นิบาตสำหรับผูกศัพท์และประโยคมีอัตถะเป็นอเนก” (นอกจาก “จ” แล้วยังมีคำอื่นอีก) 

นักเรียนบาลีท่องจำกันว่า “จ (จะ) = ด้วย, อนึ่ง, ก็, จริงอยู่” 

คำแปลของ “จ-ศัพท์” ที่ควรทราบพอเป็นพื้นเบื้องต้น คือ - 

(1) ใช้ควบคำนาม: 

- แปลโดยพยัญชนะว่า “ด้วย” เช่น “มาตา จ ปิตา จ” แปลว่า “อันว่าแม่ด้วย อันว่าพ่อด้วย” 

- แปลโดยอรรถว่า “และ” – “มาตา จ ปิตา จ” แปลว่า “แม่และพ่อ”

(2) ใช้ควบประโยค:

เช่น “สพฺเพ สตฺตา ชายนฺติ จ มรนฺติ จ” แปลว่า “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดด้วย, (สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง) ย่อมตายด้วย” 

(3) ใช้เป็นคำเปิดประโยค:

แปลว่า “อนึ่ง” “ก็” “จริงอยู่” (จะใช้คำไหนแล้วแต่บริบท) เช่น “วโส จ โลเก อิสฺสริยํ โหติ” แปลว่า “จริงอยู่ อำนาจย่อมเป็นใหญ่ในโลก”

หลักไวยากรณ์: กรณีที่ใช้เป็นคำเปิดประโยคนี้ ต้องมีคำอื่นนำหน้ามาก่อนเสมอ “จ” จะไม่อยู่เป็นคำแรกในประโยค

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “จ-ศัพท์” ดังนี้ (ในที่เช่นไร ควรแปลอย่างไร ขึ้นอยู่กับบริบท) - 

(1) ever, whoever, what-ever, etc. (ก็ตาม, ใครก็ตาม, อะไรก็ตาม, ฯลฯ) 

(2) and, then, now (และ, แล้ว, ทีนี้) 

(3) but [esp. after a negation] (แต่ [โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังคำปฏิเสธ])

(4) if (ถ้าว่า)

(๓) “ปาปกํ”

อ่านว่า ปา-ปะ-กัง รากศัพท์มาจาก ปาป + ก สกรรถ

(ก) “ปาป” ดูข้างต้น

(ข) “ก สกรรถ” อ่านว่า กะ-สะ-กัด “สกรรถ” หมายถึง อักษรหรือคำที่ลงข้างท้ายศัพท์ เมื่อลงแล้วศัพท์นั้นมีความหมายเท่าเดิม ในที่นี้ลง “ก” ข้างท้าย จึงเรียกว่า “ก สกรรถ” 

: ปาป + ก = ปาปก (ปา-ปะ-กะ) คงมีความหมายเท่ากับ “ปาป” 

“ปาปก” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) เอกวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “ปาปกํ”

ขยายความ :

“ปาปการี  จ  ปาปกํ” เป็นคาถา 1 วรรค (หรือ 1 บาท) ข้อความเต็ม ๆ เป็นดังนี้ -

..............

เขียนแบบบาลี :

ยาทิสํ  วปเต  พีชํ                      ตาทิสํ  ลภเต  ผลํ

กลฺยาณการี  กลฺยาณํ               ปาปการี  จ  ปาปกํ.

เขียนแบบคำอ่าน :

ยาทิสัง  วะปะเต  พีชัง              ตาทิสัง  ละภะเต  ผะลัง

กัล๎ยาณะการี  กัล๎ยาณัง            ปาปะการี  จะ  ปาปะกัง.

คำแปล :

ปลูกพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น

ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว

ที่มา: สมุททกสูตร สังยุตนิกาย สคาถวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 903

..............

อภิปรายขยายความ :

พุทธภาษิตข้อนี้ต้องเข้าใจให้ถูกเรื่องกับที่ท่านอุปมาไว้ นั่นคือ หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น

ความดีที่ทำลงไป ย่อมให้ผลเป็นความดี

ความชั่วที่ทำลงไป ย่อมให้ผลเป็นความชั่ว

อุปมาเหมือนพันธุ์ขนุนที่ปลูกลงไป 

ย่อมออกผลมาเป็นขนุน 

พันธุ์ขนุนจะออกผลเป็นมะม่วงไปไม่ได้ 

ฉันใดก็ฉันนั้น

แต่เป็นไปได้ที่ทำความดีไว้ แต่ความดีนั้นยังไม่ทันให้ผล ความชั่วที่เคยทำไว้มาให้ผลก่อน ทำให้ผู้นั้นเข้าใจผิดไปว่า ทำดีไม่ได้ดี เป็นเหตุให้ผู้ที่ศึกษาไม่ละเอียดรอบคอบแต่งคำพูดโต้แย้งที่ผิดความจริงว่า -

ทำดีได้ดีมีที่ไหน

ทำชั่วได้ดีมีถมไป

ต้องเข้าใจด้วยว่า ท่านบอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ท่านไม่ได้บอกว่า ทำดีจะถูกหวย ทำดีจะหายป่วย ทำชั่วจะถูกฟ้าผ่า ทำชั่วจะตายโหง

การถูกหวย หายป่วย ไม่ใช่ว่าเกิดจากการทำดีเท่านั้น ทำอย่างอื่นก็อาจถูกหวยหรือหายป่วยได้

ถูกฟ้าผ่า ตายโหง ไม่ใช่ว่าเกิดจากการทำชั่วเท่านั้น ทำอย่างอื่นก็อาจถูกฟ้าผ่าหรือตายโหง

แต่ถ้ามุ่งถึงผลที่ปรารถนาอันเกิดจากการกระทำ เช่น ทำแล้วจะได้อะไร จะได้เท่าไร จะได้เมื่อไร หรือแม้แต่-จะได้หรือไม่ได้ ท่านว่าต้องพิจารณาที่เงื่อนไข หรือองค์ประกอบ หรือตัวแปร 4 อย่าง คือ -

(1) คติ ทำที่ไหน

(2) อุปธิ ใครทำ-ทำกับใคร

(3) กาละ ทำเมื่อไร

(4) ปโยคะ ทำอย่างไร

ถ้าทำถูกกับเงื่อนไขเหล่านี้ ผลที่หวังก็เกิดได้

ถ้าทำไม่ถูกกับเงื่อนไขเหล่านี้ ผลที่หวังก็เกิดไม่ได้

..............

ดูก่อนภราดา!

: โกงเขากินก็เป็นคนรวยได้

: แต่เป็นคนดีไม่ได้


[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,296)


บาลีไม่มีสิบเก้า

ไม่เรียนบาลีไม่มีวันรู้

ภาษาบาลีไม่มีตัวเลขใช้ในการนับ แต่ใช้คำบอกจำนวน เรียกว่า “สังขยา” 

“สังขยา” เขียนแบบบาลีเป็น “สงฺขฺยา” ออกเสียงว่า สัง-เคีย ภาษาไทยออกเสียงว่า สัง-ขะ-หฺยา เหมือนชื่อขนมชนิดหนึ่ง

“สังขยา” คำบอกจำนวนในภาษาบาลีมี 2 อย่าง คือ -

1 “ปกติสังขยา” แปลว่า “นับตามปกติ” คือนับเรียงตัวไปตามจำนวน เช่น เอก ทฺวิ ติ จตุ ปญฺจ ... 1 2 3 4 5 ... = ระบุจำนวนหมดทั้ง 5

2 “ปูรณสังขยา” แปลว่า “นับจำนวนที่ครบ” คือนับเฉพาะลำดับของสิ่งที่นับ เช่น ปฐม ทุติย ตติย จตุตฺถ ปญฺจม ...ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ... = ระบุเฉพาะลำดับที่นับลำดับเดียว

ตัวอย่างเช่นนับว่า “สิบสามวัน” อย่างนี้คือปกติสังขยา = ทั้ง 13 วันรวมอยู่ในการนับ

แต่ถ้านับว่า “วันที่สิบสาม” อย่างนี้คือปูรณสังขยา = อยู่ในการนับเฉพาะวันที่ 13 วันเดียว

คำนับเรียงไปตามจำนวน หรือ “ปกติสังขยา” 1 ถึง 18 ว่าดังนี้ -

หนึ่ง (1) = เอก (เอ-กะ)

สอง (2) = ทฺวิ (ทุ้ย)

สาม (3) = ติ (ติ)

สี่ (4) = จตุ (จะ-ตุ)

ห้า (5) = ปญฺจ (ปัน-จะ)

หก (6) = ฉ (ฉะ)

เจ็ด (7) = สตฺต (สัด-ตะ)

แปด (8 ) = อฏฺฐ (อัด-ถะ)

เก้า (9) = นว (นะ-วะ)

สิบ (10) = ทส (ทะ-สะ)

สิบเอ็ด (11) = เอกาทส (เอ-กา-ทะ-สะ)

สิบสอง (12) = ทฺวาทส, พารส (ทัว-ทะ-สะ, พา-ระ-สะ)

สิบสาม (13) = เตรส (เต-ระ-สะ)

สิบสี่ (14) = จตุทฺทส, จุทฺทส (จะ-ตุด-ทะ-สะ, จุด-ทะ-สะ)

สิบห้า (15) = ปญฺจทส, ปณฺณรส (ปัน-จะ-ทะ-สะ, ปัน-นะ-ระ-สะ)

สิบหก (16) = โสฬส (โส-ละ-สะ)

สิบเจ็ด (17) = สตฺตรส (สัด-ตะ-ระ-สะ)

สิบแปด (18) = อฏฺฐารส (อัด-ถา-ระ-สะ)

จะสังเกตได้ว่า ตั้งแต่ 11 เป็นต้นมา ก็ใช้คำว่า เอก ทฺวิ ติ ... นั่นเองประสมกับ ทส (10) เพียงแต่เมื่อประสมแล้วบางคำรูปคำเปลี่ยนไป แต่ก็ยังพอเห็นเค้า เช่น เอกาทส ก็คือ เอก (1) + ทส (10) = เอกาทส > 11

ถ้าจับหลักได้อย่างนี้ จำนวน 19 ก็ต้องเป็น นว (เก้า) + ทส (10) = นวทส > 19

แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด 

เพราะ “บาลีไม่มีสิบเก้า” ดังหัวข้อที่ตั้งไว้

จำนวน 19 ในบาลีไม่ใช่ “นวทส” (9 + 10) ดังที่ควรจะเป็น

จำนวน 19 ในบาลี ใช้คำนับว่า “เอกูนวีสติ” (เอ-กู-นะ-วี-สะ-ติ) และ “อูนวีส” (อู-นะ-วี-สะ)

“เอกูน” แปลว่า “หย่อนหนึ่ง” หมายถึง ขาดจำนวนไป 1

“อูน” แปลว่า “หย่อน” หมายถึง ขาดไป ไม่เต็มจำนวน

“วีสติ” หรือ “วีส” แปลว่า ยี่สิบ (20)

“เอกูนวีสติ” จึงแปลว่า “ยี่สิบหย่อนหนึ่ง” หมายถึง จำนวนเต็ม 20 แต่ขาดไป 1 คือ 20-1 = 19

“อูนวีส” แปลว่า “ยี่สิบหย่อน” หมายถึง ไม่เต็ม 20 จำนวนเต็ม 20 แต่ขาดไป ไม่เต็มจำนวน ก็หมายถึง 19 นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า จำนวน 19 บาลีไม่ได้เรียกว่า “สิบเก้า” (9 + 10) แต่เรียกว่า “ยี่สิบหย่อนหนึ่ง” (20-1) หรือ “ยี่สิบหย่อน” (20-)

ดังนี้แหละ จึงบอกว่า “บาลีไม่มีสิบเก้า”

จำนวนอื่นที่ลงท้ายด้วย 9 คือ 29 39 49 59 69 79 89 99 ก็ใช้คำนับว่า “หย่อนหนึ่ง” โดยหลักการเดียวกันนี้

29 = สามสิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนตึส)

39 = สี่สิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนจตฺตาฬีส)

49 = ห้าสิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนปญฺญาส)

59 = หกสิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนสฏฺฐิ)

69 = เจ็ดสิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนสตฺตติ)

79 = แปดสิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนาสีติ)

89 = เก้าสิบหย่อนหนึ่ง (เอกูนนวุติ)

99 = ร้อยหย่อนหนึ่ง (เอกูนสต)

แถม :

คำนับจำนวนครบสิบในภาษาบาลีเป็นดังนี้ -

ยี่สิบ (20) = วีส, วีสติ (วี-สะ, วี-สะ-ติ)

สามสิบ (30) = ตึส, ตึสติ (ติง-สะ, ติง-สะ-ติ)

สี่สิบ (40) = จตฺตาฬีส, ตาฬีส (จัด-ตา-ลี-สะ, ตา-ลี-สะ)

ห้าสิบ (50) = ปญฺญาส (ปัน-ยา-สะ)

หกสิบ (60) = สฏฺฐิ (สัด-ถิ)

เจ็ดสิบ (70) = สตฺตติ (สัด-ตะ-ติ)

แปดสิบ (80) = อสีติ (อะ-สี-ติ)

เก้าสิบ (90) = นวุติ (นะ-วุ-ติ)

ร้อย (100) = สต (สะ-ตะ)

..............

ภาษาบาลีมีอะไร ๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งในแง่ภาษา และในแง่หลักธรรมที่อาศัยอยู่ในภาษา

..............

ดูก่อนภราดา!

: นับเลขไม่ครบสิบ 

ไม่ได้แปลว่าเป็นเศรษฐีพันล้านไม่ได้

: อ่านหนังสือไม่ออก

ไม่ได้แปลว่าบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลไม่ได้


[full-post]

 


สมภพ สงวนพานิช

สารัตถินี_บาฬีมีสาระ

..

ในพระสูตรที่ชื่อว่า ปธานสูตร ที่เรานำเสนอไว้ครั้งหนึ่ง ก็ในพระสูตรนั้น ทรงย้ำว่า ความเพียรของบรรพชิต เพื่อพระนิพพานอันเป็นธรรมสลัดออกซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นของยากยิ่งกว่าของคฤหัสถ์ที่จะต้องพยายามสละปัจจัย ๔ ออกบริจาคนั้น

ข้อความนี้มาจากคำบาฬีว่า สพฺพูปธินิสฺสคฺค 

ซึ่งข้อความนี้สามารถแปลได้ ๒ กรณี คือ

๑. “ความสลัดออกซึ่งอุปธิทั้งปวง”

นี้เป็นคำแปลในพระไตรปิฎกภาษาไทยทุกฉบับ 

เราอ่านบาฬีแล้วก็ต้องไปอ่านคำอธิบายของอรรถกถาและฏีกา ก็เห็นว่ามีคำแปลได้อีกอย่างหนึ่ง คือ 

๒. “นิพพานอันเป็นธรรมเที่สลัดออกซึ่งอุปธิทั้งปวง”

จะเห็นได้ว่า แม้ความหมายน่าจะเป็นอันเดียวกัน ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาว่า ใครแปลผิดหรือถูก แต่ขึ้นอยู่ที่ว่า ถ้าแปลตามมติของโบราณาจารย์ กล่าวคือ อรรถกถาและฏีกา ได้หรือไม่

แต่เราเลือกแปลตามมติของโบราณาจารย์ไว้ก่อน

จะนำเสนอคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์และพระฎีกาจารย์มาเล่าให้เพื่อนๆฟัง ดังนี้ครับ

..

คำบาฬีว่า สพฺพูปธินิสฺสคฺค ซึ่งเป็นคำประสมชนิดสมาส ที่มีคำย่อยๆอยู่ ๒ คำคือ สพฺพ ทั้งหมด + อุปธิ + นิสฺสคฺค ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีความหมายเท่ากับนิพพานนั่นเอง เพราะนิพพานเป็นที่สลัดคือทิ้งอุปธิทั้งปวงไป 

เพราะฉะนั้น คำที่ควรใส่ใจคือ อุปธิ และ นิสฺสคฺค อีกทั้งความหมายที่ทำให้คำนี้บ่งถึงพระนิพพาน เราจะเล่าโดยสังเขปเท่านั้น 

อุปธิ คือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาและทุกข์ มีทั้งหมด ๔ อย่าง คือ

กามูปธิ ขันธูปธิ กิเลสูปธิ และอภิสังขารูปธิ 

กามูปธิ อุปธิคือกาม ก็กามคุณทั้ืงหลาย ชื่อว่า อุปธิ เพราะสุข ย่อมตั้งอยู่ในกามทั้งหลายนี้ โดยความเป็นที่ตั้งแต่แห่งสุข และ ทุกข์อันมีความยินดีในกามเป็นนิมิต ดังพระบาฬีนี้ว่า 

ยํ ปญฺจ กามคุเณ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ, อยํ กามานํ อสฺสาโท 

สุข และโสมนัส ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามคุณห้า อันใด, สุขและโสมนัสนี้ ชื่อว่า ความน่ายินดีแห่งกามทั้งหลาย

ความจริงแล้ว กามหาได้เป็นที่ตั้งของความสุข ควรทราบว่า การที่คัมภีร์อรรถกถาอธิบายว่า เป็นที่อาศัยอยู่ของความสุข ก็มุ่งจะอธิบายความในคาถาของเทวดานั้น แต่ขึ้นชื่อว่า กาม หาได้เป็นสุขไม่ เพราะสังขตธรรมทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ คำว่า กามูปธิ ที่แท้แล้ว ต้องแปลว่า ที่ตั้งแห่งทุกข์ คือ ความเศร้าโศกในภายหลัง หากกามนั้นสูญเสียไป ดังบาฬีว่า

ตสฺส เจ กามยมานสฺส     ฉนฺทชาตสฺส ชนฺตุโน

เต กามา ปริหายนฺติ       สลุลวิทฺโธว รุปฺปติ

(กามสุตฺต ขุ.สุ.๒๕/๔๐๘)

หากว่าสัตว์นั้นมีความรักใคร่มีความพอใจเกิดแล้ว 

กามเหล่านั้นย่อมยังเขาให้ย่อยยับไป 

เหมือนบุคคลถูกลูกศรแทงแล้วย่อมพินาศ ฉะนั้น.

...

ขันธูปธิ อุปธิคือขันธ์. แม้ขันธ์ เป็นอุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ที่มีขันธ์เป็นมูล

กิเลสูปธิ อุปธิคือกิเลส กิเลสเรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ในอบาย

อภิสังขารูปธิ อุปธิคืออภิสังขาร อภิสังขาร กล่าวคือ กุศลเจตนและอกุศลเจตนา เป็นอุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์อันมีภพเป็นมูล.

ก็เพราะ ในพระนิพพานเท่านั้น จึงจะมีการละอุปธิกล่าวคือ กามคุณ กิเลส อภิสังขาร และขันธ์ ได้อย่างเด็ดขาด ไม่สามารถเป็นที่ตั้งแห่งสุขและทุกข์ได้อีก เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกพระนิพพาน ไว้โดยชื่อว่า สัพพูปธิปฏินิสสัคคะ สมดังข้อความที่พระอรรถกถาจารย์แลฏีกาจารย์อธิบายไว้ว่า

สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺคตฺถาย ปธานนฺติ สพฺเพสํ ขนฺธูปธิกิเลสูปธิอภิสงฺขารูปธิสงฺขาตานํ อุปธีนํ ปฏินิสฺสคฺคสงฺขาตสฺส นิพฺพานสฺส อตฺถาย วิปสฺสนาย เจว มคฺเคน จ สหชาตวีริยํฯ (อัง.ปัญจก.อฏฺ.๒ ปธานสุตฺตวณฺณา)

ความเพียร เพื่อประโยชน์แก่ธรรมเป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง ได้แก่ ความเพียรที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิปัสนาและมรรค เพื่อประโยชน์แก่นิพพาน กล่าวคือ ธรรมเป็นที่ตัดขาดซึ่งอุปธิคือขันธ์ กิเลสและอภิสังขาร.

...

สพฺเพสํ อุปธีนํ ปฏินิสฺสคฺโค ปหานํ เอตฺถาติ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺคํ, นิพฺพานํฯ เตนาห ‘‘สพฺเพสํ ขนฺธูปธิ…เป.… นิพฺพานสฺส อตฺถายา’’ติฯ (อัง.ปัญจก.ฏี.๒ ปธานสุตฺตวณฺณา)

การสละได้เด็ดขาด การละซึ่งอุปธิทั้งปวง ในธรรมนี้ มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรมนี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นที่ตัดขาดซึ่งอุปธิทั้งปวง ได้แก่ พระนิพพาน.

...

พอสรุปได้ว่า นิพพาน ชื่อว่า สพฺพูปธินิสสคฺค เพราะตัดขาด สละคืน ซึ่งอุปธิทั้งหมด ซึ่งมี ๔ ประการมีกามูปธิเป็นต้น, ก็พระนิพพานนั้น สัตว์ทั้งหลายเมื่อมา คือมาถึงโดยบรรลุด้วยทำให้แจ้ง อุปธิเหล่านั้น ย่อมถูกละขาดไป ดังนั้น นิพพาน จึงชื่อว่า ธรรมเป็นที่สลัดออกซึ่งอุปธิทั้งหมด 

ด้วยคำอธิบายของพระอรรถกถาและฏีกา จึงเป็นอันว่า คำนี้ ไม่ใช่แปลเป็นภาวสาธนะว่า ความละซึ่งอุปธิทั้งปวง แต่ควรแปลเป็นอธิกรณสาธนะว่า พระนิพพานอันเป็นที่ละอุปธิทั้งปวง

...

ขออนุโมทนา

สมภพ สงวนพานิช

๑๘ มีนาคม ๒๕๖๗

[full-post]



ภาษามคธ (บาลี)

ถอยหลังจากนี้ ๒๕๐๐ ปีขึ้นไป แถบเหนือของประเทศอินเดียมีแคว้นหนึ่งชื่อ มคธ (รัฐพิหาร ปัจจุบัน) สมัยนั้นชาวเมืองใช้ภาษา มาคธี หรือ มคธภาษา มันคือแยกย่อยของภาษาปรากฤต แห่งชนชาวอินเดียโบราณ..พุทธองค์ทรงสอนประชาชนด้วยภาษานี้..เลยถูกแยกเป็น ๒ ภาษาคือ

เทสิยา (อสุทธมาคธี) ภาษาพื้นบ้านที่พูดกัน ไม่มีแบบแผนมาตรฐานอะไรนัก

ปาลิ (สุทธมาคธี) ภาษาร้อยกรองพุทธพจน์ - มีระเบียบแบบแผนเช่นหลักไวยากรณ์เป็นต้น..นักปราชญ์เรียกว่า "ตนฺตี ภาสา"

 บาลี แบ่งเป็นหมวดใหญ่ ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก.

พระไตรปิฎกนี้เป็น "มุขปาฐะ" ทรงจำกันด้วยปากเรื่อยมา ตั้งแต่พุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ จน พ.ศ. ๔๕๒ - ๔๖๔ จดลงใบลานที่ศรีลังกา(สังคายนาครั้งที่ ๕) นี่เป็นบาลีชั้นที่หนึ่ง.

ประมาณ พ.ศ. ๙๕๖ พระพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา แก้ไขอธิบายพระไตรปิฎก..เรียกตำราของท่านว่า "อรรถกถา" (ที่เราใช้เรียนกัน) นี่เป็นบาลีชั้นที่สอง..ต่อมาจึงเกิด ฎีกา อนุฎีกา โยชนา และไวยากรณ์ต่างๆขึ้น.

ตำราไวยากรณ์ที่สำคัญๆคือ กัจจายนะ โมคคัลลานะ สัททนีติ (ที่สูญหายไปก็มี)

ตำราคัมภีร์กัจจายนะ ฎีกาท่านว่า พระมหากัจจายนะแต่งขึ้น(สมัยพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่)

คัมภีร์โมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะแต่งขึ้นที่ลังกา ประมาณ พ.ศ. ๑๖๙๕ - ๗ (แต่ง อภิธานัปปทีปิกาด้วย)

คัมภีร์สัททนีติ พระอัคควงสาจารย์แต่งที่พม่า รุ่นเดียวกับคัมภีร์โมคคัลลานะ..คัมภีร์สัททนีติ ละเอียดที่สุด พวกฝรั่งก็มีของ ชิลเดอรส เป็นต้น.

 ปัจจุบัน น.ร.บาลีเมืองไทย เรียนไวยากรณ์แบบย่อของสมเด็จมหาสมณเจ้าฯ ในพม่าและบางสำนักเรียนในไทย เรียนบาลีใหญ่ คือจากคัมภีร์กัจจายนะเป็นต้น..ไทยโบราณก็เรียน "มูลกัจจายน์" เหมือนกัน.

    คำว่า "มคธ"

๑. อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร วิเคราะห์ว่า มคฺเคน สทฺธึ ธาวนฺตีติ มคฺคธา แปลว่า เที่ยวไปกับทาง ลง กฺวิ ปัจจัย.

๒. ฎีกาภูมิวรรค วิเคราะห์ว่า มํเสสุ คิชฺฌนฺตีติ มคธา แปลว่า คนติด(กิน)เนื้อ คิธ  ธาตุ ในความจำนง.

๓. อรรถกถากูฏทันตสูตร ว่า เป็นชื่อหมู่บ้านของเจ้าชายชื่อ มคธ.

๔. อรรถกถากุสิภารทวารสูตรว่า พระเจ้าเจติยราชโกหก ถูกแผ่นดินสูบ คนพูดกันว่า "พวกเราช่วยกันขุดดินหาพระราชาเถิด" ตรงนั้นเลยชื่อ มคธ แปลว่า ค้นหา มคฺค ธาตุ ในความค้นหา.


[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,232)


พ พาน ในบาลี = B อักษรโรมัน

ถ้าให้เขียนคำบาลีที่ขึ้นต้นด้วย พ พาน เป็นอักษรโรมัน (กรุณาอย่าพูดผิด ๆ ว่า “เขียนเป็นภาษาอังกฤษ”) เช่นคำว่า “พุทธะ” เขียนเป็นอักษรโรมัน คนไทยส่วนมากจะเขียนว่า putta

คือ “พุท” เขียนเป็น put

“ธะ” เขียนเป็น ta

โปรดทราบเป็นหลักความรู้ว่า พ พาน ในคำบาลี นักเรียนบาลีทั่วโลกตกลงกันว่า ถ้าเขียนเป็นอักษรโรมันให้ใช้ตัว B/b

ท ทหาร ให้ใช้ตัว D/d

ธ ธง ให้ใช้ตัว Dh/dh

ดังนั้น “พุทธะ” จึงเขียนเป็นอักษรโรมันว่า Buddha ไม่ใช่ putta

putta ถ้าเป็นคำบาลี ก็ตรงกับ “ปุตฺต” (ปุด-ตะ) ที่ภาษาไทยใช้ว่า “บุตร”

ภ สำเภา ในภาษาบาลี อักษรโรมันใช้ตัว Bh/bh

เช่นคำว่า “นภา” ที่แปลว่า ท้องฟ้า เขียนเป็นอักษรโรมันว่า nabhā ไม่ใช่ napā

napā ถ้าเป็นคำบาลี ต้องอ่านว่า นะ-ปา ไม่ใช่ นะ-ภา

การเขียนคำบาลีเป็นอักษรโรมันมีกฎเกณฑ์ไม่ซับซ้อน ศึกษาให้เข้าใจหรือจำไว้ให้ได้ ก็เขียนถูกทันที

แถม :

อักขรวิธีในการเขียนคำบาลีเป็นอักษรโรมัน (ที่มักเรียกกันผิดๆ ว่า “เขียนเป็นภาษาอังกฤษ”) ตามที่นักเรียนบาลีทั่วโลกตกลงตรงกัน เป็นดังนี้ -

(1) พยัญชนะวรรค 

วรรค ก (อ่านว่า วรรค กะ ไม่ใช่วรรค กอ พยัญชนะทุกตัวออกเสียง อะ ไม่ใช่ ออ)

ก = K/k 

ข = Kh/kh 

ค = G/g 

ฆ = Gh/gh 

ง = ng (มีเฉพาะตัวตามหรือตัวสะกด)

วรรค จ

จ = C/c 

ฉ = Ch/ch 

ช = J/j 

ฌ = Jh/jh 

ญ = Ñ/ñ

วรรค ฏ (ฏ ปฏัก ไม่ใช่ ฎ ชฎา)

ฏ = Ṭ/ṭ 

ฐ = Ṭh/ṭh 

ฑ = Ḍ/ḍ 

ฒ = Ḍh/ḍh 

ณ = ṇ (มีเฉพาะตัวตามหรือตัวสะกด)

วรรค ต

ต = T/t 

ถ = Th/th 

ท = D/d 

ธ = Dh/dh 

น = N/n

วรรค ป

ป = P/p 

ผ = Ph/ph 

พ = B/b 

ภ = Bh/bh 

ม = M/m 

(2) พยัญชนะอวรรค (อะ-วัก) คือไม่มีวรรคหรือไม่จัดเป็นวรรค มี 8 ตัว โปรดสังเกตว่า อํ (อ่านว่า อัง) ท่านจัดเป็นพยัญชนะด้วย

ย = Y/y 

ร = R/r 

ล = L/l 

ว = V/v 

ส = S/s 

ห = H/h 

ฬ = Ḷ/ḷ 

อํ = Aŋ/aŋ 

(3) สระ มี 8 ตัว

อะ = A/a 

อา = Ā/ā 

อิ = I/i 

อี = Ī/ī 

อุ = U/u 

อู = Ū/ū 

เอ = E/e 

โอ = O/o 

..............

ดูก่อนภราดา!

: เขียนผิดก็ไม่ตกนรก

: แต่ไม่ตกนรกด้วย เขียนถูกด้วยดีกว่า


[full-post]



จะศึกษาพระไตรปิฎกควรเริ่มอย่างไร?

โดย พระมหาพยอม ธมฺมรกฺขิโต

ในงานสัมมนาวิชาการการศึกษาพระปริยัติสาสน์นานาชาติ

ณ วัดจากแดง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

วันที่ 14 ตุลาคม 2566

    โย นิรุตฺตึ น สิกฺเขยฺย     สิกฺขนฺโต ปิฏกตฺตยํ

    ปเท ปเท วิกงฺเขยฺย       วเน อนฺธคโช ยถา. 

                                      (โมค.ปญฺจิกา. ๑๖)

    ผู้ใดศึกษาพระไตรปิฎก แต่ไม่เรียนรู้ไวยากรณ์อันเป็นพื้นฐานเสียก่อน ผู้นั้นพึงสงสัยไปเสียทุกๆ บท เหมือนช้างตาบอดในป่า (ที่พึงสงสัยในทุกๆ ย่างก้าว) ฉะนั้น

    สัททาวิเสส วิชาพื้นฐานที่จำเป็นต้องศึกษาเพื่อเป็นอุปการะต่อความเป็นผู้เชี่ยวชาญพุทธพจน์บาฬี

ศาสตร์ที่ควรศึกษาเพื่อความเข้าใจในภาษาบาฬี เรียกว่า สัททาวิเสส มี ๔ กลุ่ม คือ 

    ๑. ไวยากรณ์     คือกฎเกณฑ์ระเบียบของศัพท์และประโยค เช่น ปทรูปสิทธิ

    ๒. ฉันท์     คือรูปแบบฉันทลักษณ์ เช่น วุตโตทัย

    ๓. นิฆัณฑุ   คือพจนานุกรม เช่น อภิธานัปปทีปิกา 

    ๔. เกฏุภะ (อลังการะ)    คือการตกแต่งเสียงและความหมายให้ภาษามีความไพเราะ เช่น สุโพธาลังการะ

ผู้มิได้ศึกษาคัมภีร์สัททาวิเสสเหล่านี้ก่อน เมื่อไปศึกษาพุทธพจน์บาฬี โบราณาจารย์ท่านกล่าวว่าเปรียบเหมือนผู้พิการด้านต่างๆ ดังท่านได้ประพันธ์เป็นคาถาไว้ว่า

    อเวยฺยากรโณ ตฺวนฺโธ      พธิโร โกสวชฺชิโต

    สาหิจฺจรหิโต ปงฺคุ           มูโค ฉนฺทวิวชฺชิโต.

ไร้หลักการ ด้านภาษา เหมือนตาบอด

ศัพท์ไม่รอด เหมือนหูหนวก พวกเสียฐาน

เหมือนง่อยเปลี้ย เพราะเสียหลัก อลังการ

เหมือนใบ้นั้น ฉันท์ไม่เรียน เพี้ยนกวี

ในคัมภีร์สุโพธาลังการะ (คาถา ๑๖๓) ได้กล่าวถึงความสำคัญของคัมภีร์สัททาวิเสสไว้ว่า

    โย สทฺทสตฺถกุสโล กุสโล นิฆนฺฑุ-

    ฉนฺโทอลงฺกติสุ นิจฺจกตาภิโยโค 

    โสยํ กวิตฺตวิกโลปิ กวีสุ สงฺขฺย-

    โมคฺคยฺห วินฺทติ หิ กิตฺติมมนฺทรูปํ.

    ชนผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์ไวยากรณ์ เชี่ยวชาญในนิฆัณฑุศาสตร์ ฉันทศาสตร์ และอลังการศาสตร์ กระทําความเพียรเป็นนิตย์  แม้เขาจะบกพร่องจากความเป็นกวี  ก็หยั่งลงสู่ความนับเข้าในหมู่กวี ย่อมจะประสบเกียรติคุณหาน้อยไม่

    หมายความว่า ชนผู้เชี่ยวชาญใน ๔ คัมภีร์นี้  ถึงแม้จะไม่ได้เรียบเรียงกวีนิพนธ์หรือคัมภีร์อันใดอันหนึ่งที่ประกาศความรู้ความสามารถของตน ก็จัดว่าเป็นกวีได้เหมือนกัน  เนื่องจากมีความรู้ความสามารถของกวีอยู่ครบถ้วน ส่วนบุคคลผู้ไม่เชี่ยวชาญใน ๔ คัมภีร์เหล่านี้ แม้จะศึกษาค้นคว้าคัมภีร์เป็นอันมากก็ไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวี ทั้งนี้ เพราะขาดพื้นฐานสําคัญทางหลักภาษา ทําให้ไม่อาจตัดสินความถูกต้องเกี่ยวกับหลักภาษาได้อย่างชัดเจน (สุโพธาลังการมัญชรี อธิบายคาถา ๑๖๓)

    นอกจาก ๔ คัมภีร์เหล่านี้ พระอาจารย์ท่านยังแนะนำอีก ๒ คัมภีร์ คือ อภิธัมมัตถสังคหะ และ วิสุทธิมรรค เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจพระไตรปิฎกในมุมสภาวธรรมและการปฏิบัติ ซึ่งการที่มีความรู้พื้นฐานที่ดีก็เป็นเครื่องช่วยให้สามารถจำแนกสัทธรรมปฏิรูปหรือการกล่าวตู่คำสอนซึ่งเกิดขึ้นมากในปัจจุบันได้อีกด้วย 

                                                                                                   

( พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท )

จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม

ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน


[full-post]


 

วัฒนธรรมตุณหี

---------------

“ตุณหี” เป็นคำบาลี ณ เณร สะกดและเป็นกึ่งตัวนำพยางค์หลัง อ่านว่า ตุน-นฺฮี หรือจะออกเสียงว่า ตุน-นี ก็ได้

ในภาษาบาลีมีคำว่า “ตสฺมา ตุณฺหี” เป็นคำที่ปรากฏในกรรมวาจาของสงฆ์ในกรณีที่เสนอญัตติแล้วถามความเห็นจากที่ประชุม เมื่อที่ประชุมเห็นชอบกับญัตตินั้น ผู้เสนอญัตติก็จะประกาศมติของที่ประชุม คำลงท้ายมติที่ถือว่าเป็นสำนวนตามแบบแผนคือ “ตสฺมา ตุณฺหี,  เอวเมตํ  ธารยามิ.” (ตัส๎มา ตุณหี, เอ-วะ-เม-ตัง ทา-ระ-ยา-มิ)

แปลตามศัพท์ว่า “เพราะฉะนั้น (ท่านทั้งหลาย) จึงนิ่ง, ข้าพเจ้าทรงจำความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้” 

แปลตามสำนวนไทย “เพราะท่านทั้งหลายไม่คัดค้าน จึงขอประกาศมติว่า ที่ประชุมนี้เห็นชอบตามข้อเสนอ”

.......................

คำบาลีที่สะกดเป็น -หี- เช่น “มหีตเล” ในพระคาถาชินบัญชร หรือ “ตุณฺหี” ที่กำลังพูดถึงนี้ ท่านให้ออกเสียงเป็น -ฮี- (ฮ นกฮูก) อาจเป็นเพราะรูปคำไปพ้องกับคำไทยที่หมายถึงอวัยวะเพศของหญิง ซึ่งรู้สึกกันว่าเป็นคำหยาบ 

แต่ถึงจะออกเสียงเป็น -ฮี- แต่เมื่อเขียนเป็นอักษรก็ต้องเขียนตามรูปเดิม จะสะกดคำนี้เป็น “มฮีตเล” หรือ “ตุณฮี” ไปด้วยนั้นเป็นการผิดหลักภาษา เพราะ ฮ นกฮูก ไม่มีในภาษาบาลี

หนังสือสวดมนต์ของบางสำนักที่พิมพ์เผยแพร่ ถ้าใช้ ฮ นกฮูกในการสะกดคำพวกนี้ ขอความกรุณาเลิกใช้นะครับ สะกดให้ตรงตามรูปคำเดิม

.......................

“ตุณหี” แปลว่าอะไร?

พจนานุกรมบาลี-ไทย สำหรับนักศึกษา BUDSIR 7 for Windows บอกไว้ว่า -

(๑) ตุณฺหี : (คำกริยาวิเศษณ์) นิ่ง, เงียบ.

(๒) ตุณฺหี : (คำคุณศัพท์) นิ่ง, เงียบ, ไม่มีเสียง, ดุษณี.

(๓) ตุณฺหีภาว : (คำนาม) ดุษณีภาพ, ความเป็นผู้นิ่ง, ความเงียบ.

คำว่า “ตุณฺหีภาว” ก็คือที่ใช้ในภาษาไทยว่า “ดุษณีภาพ” พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกความหมายว่า ความเงียบ, การมีท่าทียินยอม, ดุษณีภาพ (silence, attitude of consent)

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความ “ตุณฺหี” ไว้ว่า -

.........................................................

silently, esp. in phrase tuṇhī ahosi he remained silent, as a sign of consent or affirmative answer (i. e. he had nothing to say against it)

แปล: อย่างเงียบๆ , โดยเฉพาะในวลี ตุณฺหี อโหสิ เขานิ่งเงียบ, เป็นเครื่องหมายว่ายินยอมหรือตอบรับ (คือเขาไม่มีอะไรจะพูดค้าน)

.........................................................

“ตุณฺหี” เป็นรูปคำบาลีที่ไม่พบว่ามีใช้ในภาษาไทย เราใช้อิงรูปคำสันสกฤตว่า “ดุษณี” และ “ดุษณีภาพ” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ดุษณี, ดุษณีภาพ : (คำนาม) อาการนิ่งซึ่งแสดงถึงการยอมรับ. (ส. ตุษฺณีมฺ; ป. ตุณฺหี).”

.......................

การยอมรับโดยกิริยา “นิ่ง” เป็นวัฒนธรรมในอริยวินัย เช่นกรณีที่มีผู้นิมนต์พระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ท่านจะรับนิมนต์โดยกิริยานิ่ง ไม่ใช่เอ่ยปากตอบรับ

“ตุณหี - ดุษณี - นิ่ง” มีความหมายว่า เห็นด้วย หรือให้ความร่วมมือ โดยหลักการแล้วต้องกระทำด้วยวิจารณญาณ คือพิจารณาเห็นว่า เรื่องที่เสนอหรือเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงาม จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องทักท้วงหรือคัดค้านโต้แย้งใด ๆ นิ่งเพราะอย่างนี้

มิใช่นิ่งเพราะไม่รู้เรื่อง หรือไม่อยากมีเรื่อง-ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เสนอ

ถ้านิ่งเพราะโมหะ หรือเพราะกลัวอะไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ “นิ่ง” ในอริยวินัย 

กับอีกกรณีหนึ่ง มีตำแหน่ง มีอำนาจ มีหน้าที่จะต้องบริหารจัดการเรื่องนั้น ๆ แต่นิ่งเฉยไปหมดทุกเรื่อง

มีปัญหา ก็ไม่แก้ อ้างว่า อุจจาระ ไปจิ้มเข้ามันก็เหม็น ไม่ดี ปล่อยไว้นิ่ง ๆ น่ะดีแล้ว อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อยแบบนี้ดีกว่า - ว่าแล้วก็นิ่ง

เรื่องที่ควรพัฒนาให้ดีให้ก้าวหน้าต่อไป ก็ไม่ทำ อ้างว่าเท่าที่เป็นอยู่นี่ก็เรียบร้อยดีอยู่แล้ว จะต้องไปทำอะไรให้เหนื่อยทำไม - ว่าแล้วก็นิ่ง

“นิ่ง” แบบนี้ก็ไม่ใช่นิ่งในอริยวินัยครับ

.......................

เวลาใครถามความเห็นใคร หรือเสนอให้ใครทำอะไร แล้วผู้นั้นนิ่งไปหมดทุกเรื่อง จำคำว่า “ตสฺมา ตุณฺหี” ไว้พูดสรุปให้ท่านผู้มีท่าทีเช่นนั้นฟัง ก็คงขำดีเหมือนกัน 

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๖:๓๙

[full-post]



ทำไมคำบูชาสิ่งเคารพต้องเป็นภาษาบาลี

---------------------------------------

มีผู้ร้องถามว่า ทำไมคำบูชาสิ่งเคารพ-เช่นบูชาพระ บูชาเทพเป็นต้น-ต้องเป็นภาษาบาลี?

ต่อไปนี้เป็นคำตอบของผม

๑ พื้นฐานของผู้กล่าวคำบูชาเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา

๒ พระพุทธศาสนามีภาษาบาลีเป็นภาษาบันทึกคำสอน

๓ ภาษาบาลีจึงเข้ามาอยู่ในพิธีกรรม-พิธีการ เช่นในบทสวด

สมมุติว่าถามใหม่ - ทำไมคำบูชาจึงไม่เป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่เป็นภาษาเอสกิโม ฯลฯ ก็จะเห็นเหตุผล

ส่วนกรณีสวดแล้วรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง 

การสวดมนต์มี ๒ ขั้นตอน

(๑) ขั้นรักษาตัวบทคำสอน

(๒) ขั้นเรียนรู้ภาษาและเข้าใจตัวบทคำสอน 

การรักษาตัวบทคำสอนทำด้วยการท่องจำตัวบทไว้-นี่คือที่มาของการสวดมนต์ 

ชาวบ้านส่วนมากทำได้ในขั้นตอนนี้-ขั้นตอนท่องจำตัวบท 

ส่วนขั้นการเรียนรู้ภาษาในตัวบทคำสอน (คือภาษาบาลี) เป็นหน้าที่โดยตรงของชาววัด 

หน้าที่โดยตรงของชาววัด คือ -

(๑) เอาคัมภีร์ออกมาอ่าน 

(๒) อ่านภาษาบาลีออก 

(๓) รู้ความหมาย 

(๔) เอาความหมายมาบอกกล่าวชาวบ้าน

นี่คือที่มาของการที่พระถือคัมภีร์ในเวลาเทศน์

ดังนั้น การสวดมนต์ จะรู้ความหมายหรือไม่รู้ ก็เป็นการรักษาตัวบทคำสอนไว้ได้ นับว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง 

ถ้ายังไม่มีอุตสาหะเรียนรู้ความหมายในภาษาบาลี (ภาษาในตัวบท) ก็ฟังคำอธิบายจากพระ (คือฟังเทศน์) ไปก่อน 

เมื่อใดมีอุตสาหะเรียนรู้เอง ก็รู้ความหมายในภาษาบาลีจากการเรียนรู้ของตนโดยตรง

ที่มีปัญหาทุกวันนี้ก็คือ ไม่เรียนไม่รู้ภาษาบาลี แต่ต้องการรู้ความหมายโดยตรงจากคำสวด 

เป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการสวดมนต์แปล 

เรียกร้องให้พระสวดเป็นภาษาไทย 

ทำให้ลืมหรือละเลยงานรักษาตัวบทคำสอน-คือการท่องและสวดเป็นภาษาบาลีแม้จะไม่รู้ความหมาย

ต่อไปก็จะมีแต่สวดภาษาไทย อ้างว่าสวดเป็นบาลีแล้วฟังไม่รู้เรื่อง 

ตัวบทคำสอนที่เป็นภาษาบาลีก็จะลืมเลือนหายไปในที่สุด 

ความหมายในภาษาไทยผิดเพี้ยนไปอย่างไรก็ไม่มีตัวบทจะให้ตรวจสอบหรือไม่มีอุตสาหะที่จะตรวจสอบ 

ในที่สุดหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาก็จะเลอะเทอะ-ดังที่กำลังเลอะเทอะอยู่ในเวลานี้ และจะเลอะเทอะมากขึ้นเรื่อยๆ

....................

ขอร้อง ๓ ข้อ

(๑) ขอให้มีอุตสาหะสวดมนต์เป็นภาษาบาลี

(๒) ขอให้มีอุตสาหะท่องจำได้แทนการกางหนังสืออ่าน

(๓) ขอให้มีอุตสาหะเรียนรู้ความหมายของบทสวดโดยไม่ต้องไปเกณฑ์ว่าจะต้องสวดเป็นภาษาไทยเพื่อฉันจะได้รู้ความหมายในขณะที่สวดนั่นทันที

ขออนุโมทนาสาธุกับทุกท่านที่มีอุตสาหะท่องบทสวดมนต์ให้จำได้

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๙:๔๘ 

[full-post]



 บาลีเขียนแยกเป็นคำๆ

------------------------

แยกผิด ความหมายก็เพี้ยน

คำบาลีคำหนึ่งที่เราพอจะคุ้นกัน คือ -

นตฺถิสนฺติปรํสุขํ - เขียนแบบบาลี 

นัตถิสันติปะรังสุขัง - เขียนแบบคำอ่าน

ข้างต้นนี้เขียนติดกันเพื่อให้เป็นปัญหา

ปัญหาคือ คนส่วนมากจะเขียนแยกเป็น ๔ คำ คือ -

นตฺถิ / สนฺติ / ปรํ / สุขํ 

นัตถิ / สันติ / ปะรัง / สุขัง

คำที่แยกผิด คือ สนฺติ / ปรํ 

สนฺติ กับ ปรํ ในที่นี้เป็นคำเดียวกัน

ต้องเขียนติดกันเป็น -

--/ สนฺติปรํ /--

--/ สันติปะรัง /--

นตฺถิ / สนฺติปรํ / สุขํ 

นัตถิ / สันติปะรัง / สุขัง

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

พอถึงคำแปลก็ยังมีปัญหาอีก 

“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” มักจะแปลกันว่า “ความสุขอื่นจากความสงบไม่มี” 

แปลอย่างนี้ขัดต่อหลักธรรม

ความสุขอื่นๆ ก็มี ไม่ใช่ไม่มี เช่น สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง -

       ๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์

       ๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค

       ๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้

       ๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

ดังนี้ จะว่า “สุขอื่นไม่มี” ได้อย่างไร

“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” แปลว่า “ความสุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี” 

หมายความว่า สุขอื่นๆ ก็มีอยู่ ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี

แต่สุขเหล่านั้นที่จะสุขยิ่งไปกว่าความสงบ ไม่มี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสงบเป็นยอดของความสุข

ศึกษาต่อไปอีกหน่อย -

“สนฺติ” เป็นชื่อหนึ่งของนิพพาน

สอดคล้องกับพุทธภาษิตอีกบทหนึ่งที่เราคุ้นกัน คือ “นิพฺพานปรมํ สุขํ” (มักเขียนเป็น นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ) = ความสุขมีนิพพานเป็นอย่างยิ่ง ที่เรามักจะแปลกันว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง หรือ นิพพานเป็นบรมสุข

“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ”

“นิพฺพานปรมํ สุขํ”

ต่างกันโดยพยัญชนะ

ตรงกันโดยอรรถ

จะเห็นได้ว่า เรียนบาลีไม่ได้เรียนเฉพาะภาษา

แต่เรียนธรรมะด้วย

นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเอาธรรมะไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นกิจสำคัญที่สุดต่อไปจากเรียนธรรมะ

.........................................................

จับหัวใจการเรียนบาลีให้ได้

รักษาพระศาสนาไว้ได้

.........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๗ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๘:๐๕

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,126)


สัพเพ ยักขา ปะลายันติ

เขียนแบบบาลีเป็น สพฺเพ ยกฺขา ปลายนฺติ 

อ่านว่า สับ-เพ ยัก-ขา ปะ-ลา-ยัน-ติ

มีคำบาลี 3 คำ คือ “สพฺเพ” คำหนึ่ง “ยกฺขา” คำหนึ่ง “ปลายนฺติ” คำหนึ่ง

(๑) “สพฺเพ”

รูปคำเดิมเป็น “สพฺพ” (สับ-พะ) รากศัพท์มาจาก -

(1) สรฺ (ธาตุ = เป็นไป) + ว ปัจจัย, แปลง ว เป็น พ, แปลง รฺ ที่ สรฺ เป็น พฺ (สรฺ > สพฺ)

: สรฺ + ว = สรฺว > สรฺพ > สพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เป็นไป”

(2) สพฺพฺ (ธาตุ = เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย

: สพฺพฺ + อ = สพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เป็นไป”

“สพฺพ” (คุณศัพท์) หมายถึง ทั้งหมด, ทั้งปวง, ทั้งสิ้น, ทุกอย่าง (whole, entire; all, every)

(๒) “ยกฺขา” 

รูปคำเดิมเป็น “ยกฺข” (ยัก-ขะ) รากศัพท์มาจาก -

(1) ยตฺ (ธาตุ = พยายาม) + ข ปัจจัย, แปลง ตฺ ที่สุดธาตุเป็น กฺ (ยตฺ > ยกฺ)

: ยตฺ + ข = ยตฺข > ยกฺข แปลตามศัพท์ว่า “ผู้พยายามเพื่อนำมาซึ่งพลีกรรม”

(2) ยชฺ (ธาตุ = บูชา) + ข ปัจจัย, แปลง ชฺ ที่สุดธาตุเป็น กฺ (ยชฺ > ยกฺ)

: ยชฺ + ข = ยชฺข > ยกฺข แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันชาวโลกบูชา”

“ยกฺข” (ปุงลิงค์) ในบาลี ความหมายโดยตรงเป็นชื่อของอมนุษย์บางจำพวก, เช่น ผี, ผีปอบ, รากษส, นางไม้, ปีศาจคะนอง (name of certain non-human beings, as spirits, ogres, dryads, ghosts, spooks) แต่ในที่บางแห่งใช้ในความหมายโดยนัย หมายถึง เทวดา, ท้าวสักกะ, พระขีณาสพ

บาลี “ยกฺข” สันสกฤตเป็น “ยกฺษ” เราใช้ตามสันสกฤตเป็น “ยักษ์”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ยักษ์ : (คำนาม) อมนุษย์พวกหนึ่ง ถือกันว่ามีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัว มีเขี้ยวงอก ใจดําอํามหิต ชอบกินมนุษย์ กินสัตว์ โดยมากมีฤทธิ์เหาะได้จําแลงตัวได้, บางทีใช้ปะปนกับคําว่า อสูร รากษส และมาร ก็มี; เทวดาพวกหนึ่งในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกและชั้นปรนิมมิตวสวัตดี; ชื่อหนึ่งของดาวฤกษ์ศตภิษัช มี ๔ ดวง, ดาวพิมพ์ทอง หรือ ดาวสตะภิสชะ ก็เรียก. (คำวิเศษณ์) โดยปริยายหมายความว่า มีลักษณะหรืออาการอย่างยักษ์ เช่น ใจยักษ์ หน้ายักษ์, มีลักษณะใหญ่เป็นพิเศษในพวก เช่น ปลาหมึกยักษ์. (ส. ยกฺษ ว่า อมนุษย์พวกหนึ่ง บริวารท้าวเวสวัณ; ป. ยกฺข).”

(๓) “ปลายนฺติ” 

อ่านว่า ปะ-ลา-ยัน-ติ เป็นศัพท์กิริยาอาขยาต (อาขยาต: ชื่อคำกริยาประเภทหนึ่งในไวยากรณ์บาลีและสันสกฤต ประกอบด้วย ธาตุ วิภัตติ กาล บท พจน์ บุรุษ วาจก ปัจจัย เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกเนื้อความให้ชัดเจน) รากศัพท์มาจาก ปลายฺ (ธาตุ = หนีไป) + อ (อะ) ปัจจัย + อนฺติ วิภัตติอาขยาต หมวดวัตตมานา พหุวจนะ ปฐมบุรุษ

: ปลายฺ + อ + อนฺติ = ปลายนฺติ แปลตามศัพท์ว่า “ย่อมหนีไป” (to run away)

หมายเหตุ: “ปลายนฺติ” ตำราไวยากรณ์บาลีแสดงรากศัพท์ไว้หลายนัย ที่แสดงไว้ในที่นี้เป็นนัยหนึ่งเท่านั้น

แต่มีนัยหนึ่งที่น่าสนใจ คือ รากศัพท์มาจาก ปรา (คำอุปสรรค = กลับความ) + อยฺ (ธาตุ = ไป) + อ (อะ) ปัจจัย + อนฺติ วิภัตติอาขยาต, แปลง ร ที่ ปรา เป็น ล (ปรา > ปลา)

: ปรา + อยฺ = ปรายฺ + อ + อนฺติ = ปรายนฺติ > ปลายนฺติ รากศัพท์ตามที่แสดงนี้ต้องแปลว่า “ย่อมมา” เพราะ อยฺ ธาตุ = ไป ปรา = กลับความ จาก “ไป” ต้องกลับความเป็น “มา” แต่ทั้งนี้อาจมีคำอธิบายเป็นอย่างอื่นได้อีก ผู้สนใจพึงศึกษาสืบค้นต่อไป

ขยายความตามหลักภาษา :

(๑) “สพฺพ” เป็นคุณศัพท์ ขยายคำว่า “ยกฺขา” (ภาษาไวยากรณ์บาลีเรียกว่า “วิเสสนะ”) ซึ่งเป็น ปฐมาวิภัตติ พหุวจนะ ปุงลิงค์ “สพฺพ” แจกด้วยปฐมาวิภัตติ พหุวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “สพฺเพ”

(๒) “ยกฺข” เป็นประธานในประโยค แจกด้วยปฐมาวิภัตติ พหุวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ยกฺขา”

(๓) ประกอบคำเข้าเป็นประโยค: “สพฺเพ ยกฺขา ปลายนฺติ” 

(๔) แปล:

ยกฺขา = อันว่ายักษ์ทั้งหลาย

สพฺเพ = ทั้งปวง 

ปลายนฺติ = ย่อมหนีไป

สพฺเพ ยกฺขา ปลายนฺติ = ยักษ์ทั้งหลายทั้งปวงย่อมหนีไป 

อภิปราย :

“สพฺเพ ยกฺขา ปลายนฺติ” เป็นข้อความตอนหนึ่งใน “คาถาเงินล้าน” ที่มีผู้นิยมนับถือกันอย่างกว้างขวาง แต่ข้อความที่เผยแพร่ทั่วไปมักเขียนเป็น “สพฺเพยกฺขา ปรายนฺติ”

ข้อสังเกต คือ

(1) “สพฺเพยกฺขา” เขียนติดกัน ไม่ถูกหลักนิยมในการเขียนภาษาบาลี “สพฺเพ” เป็นคำหนึ่ง “ยกฺขา” เป็นอีกคำหนึ่ง ไม่ใช่คำเดียวกัน ต้องเขียนแยกกันเป็น “สพฺเพ  ยกฺขา”

ภาษาบาลีเขียนแยกเป็นคำๆ แบบเดียวกับภาษาอังกฤษ 

“สพฺเพยกฺขา” เหมือนเขียนภาษาอังกฤษว่า Allofgiants 

“สพฺเพ  ยกฺขา” เหมือนเขียนภาษาอังกฤษว่า All of giants 

(2) “ปรายนฺติ” ปรา- ใช้ ร เรือ ไม่มีรูปคำเช่นนี้ในภาษาบาลี คำว่า “ย่อมหนีไป” ภาษาบาลีเป็น “ปลายนฺติ” ปลา- ใช้ ล ลิง

รากศัพท์นัยหนึ่งของ “ปลายนฺติ” มาจาก ปรา- บทหน้าก็จริง (ดูข้างต้น) แต่รูปสำเร็จแปลง ร เป็น ล ทั้งนั้น ไม่มีที่เป็น “ปรายนฺติ” ในที่ไหนๆ เลย คัมภีร์บาลีที่ผู้เขียนบาลีวันละคำใช้ค้นคว้า ไม่พบคำว่า “ปรายนฺติ” หรือ “ปรายติ” (ร เรือ) แต่ที่เป็น “ปลายนฺติ” หรือ “ปลายติ” (ล ลิง) พบได้ทั่วไป

..............

เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งของท่านผู้นิยมนับถือคาถาต่างๆ ก็คือ ครูบาอาจารย์เขียนอย่างนี้ สะกดอย่างนี้ ต้องคงไว้ตามนี้ ถ้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงถือว่าไม่เคารพครูบาอาจารย์ บางทีก็บอกว่า ถ้าแก้เป็นอย่างอื่น คาถาจะไม่ขลัง

ท่านที่นับถือคาถาใดๆ เขียนอย่างไร สะกดอย่างไร โปรดนับถือเช่นนั้นต่อไปได้ด้วยความสบายใจเถิด

ผู้เขียนบาลีวันละคำไม่มีความประสงค์จะให้ท่านผู้ใดสำนักไหนแก้ไขเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่ท่านเคารพนับถือแต่ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่ทำหน้าที่เสนอความรู้หลักภาษาบาลีตามที่ครูบาอาจารย์ (เช่นกัน) สั่งสอนมา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชน

..............

ดูก่อนภราดา!

: ท่องคาถาผิด พลังจิตก็เกิดได้

: ท่องคาถาไม่ผิด พลังจิตยิ่งเกรียงไกร

[full-post]



ช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้อง

---------------------------

อย่าช่วยกันรับรองความไม่รู้ว่าเป็นความถูกต้อง

เมื่อวันก่อนผมอ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง ท่านเขียนคำบาลีที่อ่านว่า นัตถิปัญญาสะมาอาภา 

คำบาลีนี้เขียนแบบบาลีเป็น นตฺถิปญฺญาสมาอาภา

คำบาลีนี้เป็นพุทธภาษิต หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ แปลว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี” (พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ หน้า ๔๑)

คำบาลีนั้นเขียนแยกเป็นคำๆ แบบเดียวกับภาษาอังกฤษ

เช่น Longlivetheking

ภาษาอังกฤษไม่ได้เขียนติดกันแบบนี้

ต้องแยกเป็นคำๆ แบบนี้ -

Long live the king

นตฺถิปญฺญาสมาอาภา หรือ นัตถิปัญญาสะมาอาภา ก็ต้องแยกเป็นคำๆ

คนส่วนมากที่ยกบาลีคำนี้ไปอ้าง จะเขียนเป็น ๔ คำ

นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา

นัตถิ / ปัญญา / สะมา / อาภา

..................

โปรดทราบและโปรดช่วยกันจำว่า คำบาลีที่ยกมานี้เขียนแยกเป็น ๓ คำ คือ -

นตฺถิ / ปญฺญาสมา / อาภา

นัตถิ / ปัญญาสะมา / อาภา

นตฺถิ คำหนึ่ง

ปญฺญาสมา คำหนึ่ง

อาภา คำหนึ่ง

นตฺถิ แปลว่า ไม่มี

ปญฺญาสมา เป็นคำเดียวกัน แปลว่า เสมอด้วยปัญญา

อาภา แปลว่า แสงสว่าง

ปญฺญาสมา เป็นคำสมาส คือ ๒ คำมารวมกันเป็นคำเดียว 

ตามกฎไวยากรณ์บาลี ก่อนจะมารวมกันต้องกระจายคำเพื่อหาความหมาย ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “ตั้งวิเคราะห์”

คำนี้ตั้งวิเคราะห์ว่า ปญฺญาย สมา (อาภา)

แปลว่า (แสงสว่าง) อันเสมอ ด้วยปัญญา

ปญฺญาย สมา ยุบรวมกันเป็น ปญฺญาสมา

ปญฺญาสมา จึงต้องเขียนติดกันแบบนี้

ไม่ใช่แยกเป็น ปญฺญา สมา อย่างที่มักเขียนกันทั่วไป

...................

สิ่งที่เป็นปัญหาและน่าเห็นใจอย่างยิ่งก็คือ คนทั่วไปไม่ได้เรียนบาลี

เมื่อไม่ได้เรียน ก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้ ก็เขียนไปตามที่เข้าใจหรือตามที่คุ้น

ก็จึงผิด

แม้แต่คนที่เรียนบาลี-เช่นญาติมิตรที่ผมเอ่ยถึงข้างต้นท่านก็เรียนบาลี แต่ท่านก็เขียนคำนี้เป็น นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา คือแยกเป็น ๔ คำซึ่งไม่ถูก อาจเป็นเพราะเคยมือ ไม่ทันคิด หรือเผลอไป

...................

สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือ มีคนออกมาบอกว่า การเขียนแบบนี้เป็นภาษาของชาวบ้าน หรือเรียกตามหลักวิชาว่า “ภาษาท้องถิ่น” คือชาวบ้านเขาเขียนกันอย่างนี้ จะไปว่าเขียนผิดไม่ได้

แบบนี้แหละที่ผมบอกว่า-สิ่งที่เป็นปัญหาตามมา

นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา - เขียนแยกเป็น ๔ คำแบบนี้ เกิดจากความไม่รู้ครับ

ไม่ใช่ภาษาชาวบ้านหรือภาษาท้องถิ่น

ต้องบอกกันตรงๆ ว่าเป็นภาษาของคนไม่รู้ 

เขียนเช่นนั้นเพราะความไม่รู้

วิธีแก้ไขคือ บอกกล่าว ชี้แจง แนะนำ ย้ำเตือนว่า ที่ถูกต้องคืออย่างนี้ๆ

เมื่อบอกกล่าวชี้แจงแนะนำไปแล้ว ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเขาก็จะรู้ 

เมื่อรู้ เขาก็จะเลิกเขียนผิด

แล้วก็จะเขียนถูก

วิธีแก้ไข-ไม่ใช่ไปรับรองความไม่รู้ว่าเป็นความถูกต้อง

แต่ต้องช่วยกันบอกกล่าวชี้แจงแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้เขารู้

และนี่แหละคืองาน คือหน้าที่ของนักเรียนบาลี-ซึ่งเราต้องช่วยกันปลูกฝังนักเรียนบาลีของเราให้มีอัธยาศัยใจรักที่จะทำงานแบบนี้-งานบอกกล่าวชี้แจงแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้สังคมรู้

การรับรองความไม่รู้ว่าเป็นความถูกต้องนั้น ง่ายดี ไม่ต้องทำอะไร ไม่เหนื่อย

แต่คือการทำให้เกิดความวิปริตขึ้นในพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว 

--------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๑:๒๙ 

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,984)


สติ โลกสฺมิ ชาคโร

เรียนบาลีจากคำผิด

คำบาลีที่ยกขึ้นตั้งข้างต้นเป็น “คาถา” 1 บาท หรือ 1 วรรค คำว่า “คาถา” หมายถึงบทร้อยกรองในภาษาบาลี อย่างที่พูดในภาษาไทยว่า กาพย์กลอนโคลงฉันท์ 

“คาถา” นั้น ในบาลีนิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ฉันท์” แต่อาจแยกความหมายได้ดังนี้ :

- เมื่อหมายถึงบทร้อยกรองทั่วไปในภาษาบาลี เรียกว่า“คาถา” 

- เมื่อหมายถึงชนิดหรือประเภทของบทร้อยกรองนั้นๆ (ชนิดหรือประเภทของคาถา) เรียกว่า “ฉันท์” 

“ฉันท์” นั้นมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ฉันท์ทุกชนิดมีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานกลางเหมือนกัน คือ 4 บาท เป็น 1 บท (ในภาษาไทย คำว่า “บาท” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วรรค”) 

ความแตกต่างของฉันท์แต่ละชนิดกำหนดด้วย (1) จำนวนพยางค์ใน 1 บาท และ (2) ลำดับคำที่เป็นครุหรือลหุในแต่ละบาท คือในแต่ละบาท คำที่เท่าไรต้องเป็นครุ คำที่เท่าไรต้องเป็นลหุ ข้อกำหนดว่าด้วยคำครุ-ลหุนี้เรียกว่า “คณะฉันท์”

รู้ไว้คร่าวๆ เท่านี้ก่อน ผู้สนใจพึงศึกษารายละเอียดต่อไป

คำบาลีที่ยกขึ้นตั้งข้างต้นเป็นคาถาชนิดที่มีชื่อว่า “ปัฐยาวัตฉันท์” ฉันท์ชนิดนี้มีกำหนดว่า 1 บาทมี 8 พยางค์ (โปรดนับพยางค์ในคำบาลีข้างต้นนั้นดู)

ข้อความที่เป็นคาถาหรือฉันท์นั้น ถ้าอ่านในเล่มคัมภีร์จะรู้ได้ง่าย เพราะคัมภีร์ที่พิมพ์เป็นเล่มนิยมแบ่งวรรค แบ่งบรรทัด ให้เห็นได้ชัดเจนว่าข้อความนั้นเป็นคาถา แต่ถ้ายกเฉพาะบาทคาถามาเขียนเป็นต่างหาก ผู้ที่ไม่ได้เรียนบาลีหรือนักเรียนบาลีที่ยังเรียนไม่ถึงวิชาแต่งฉันท์ ก็อาจจะไม่รู้ว่า คำบาลีที่เห็นนั้นเป็นคาถาหรือว่าเป็นคำธรรมดา

“สติ โลกสฺมิ ชาคโร” เป็นคาถาปัฐยาวัตฉันท์ 1 บาทหรือ 1 วรรค เขียนแบบคำอ่านเป็น “สะติ โลกัส๎มิ ชาคะโร”

ศึกษาศัพท์ :

(๑) “สติ” 

อ่านว่า สะ-ติ รากศัพท์มาจาก สรฺ (ธาตุ = คิด, ระลึก; เบียดเบียน) + ติ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (สรฺ > ส)

: สรฺ + ติ = สรติ > สติ แปลตามศัพท์ว่า (1) “กิริยาที่ระลึกได้” (2) “ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้” (3) “ผู้เบียดเบียนความประมาท” 

“สติ” (อิตถีลิงค์) หมายถึง ความระลึกได้, การจำได้, สติ; ความตั้งใจ, การมีใจตื่นอยู่, ความตระหนัก, ความระมัดระวัง, ความเข้าใจ, การครองสติ, มโนธรรม, ความมีสติถึงตนเอง (memory, recognition, consciousness, intentness of mind, wakefulness of mind, mindfulness, alertness, lucidity of mind, self-possession, conscience, self-consciousness)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“สติ : (คำนาม) ความรู้สึก, ความรู้สึกตัว, เช่น ได้สติ ฟื้นคืนสติ สิ้นสติ, ความรู้สึกผิดชอบ เช่น มีสติ ไร้สติ, ความระลึกได้ เช่น ตั้งสติ กำหนดสติ. (ป.; ส. สฺมฺฤติ).”

(๒) “โลกสฺมิ”

อ่านว่า โล- กัด-สมิ สฺ ออกเสียงครึ่งเสียง ถ้าอ่านแยกพยางค์เด็ดขาดเพื่อนับจำนวนพยางค์ ก็อ่านว่า โล-กัด-มิ เป็น 3 พยางค์ แต่เวลาอ่านจริง -มิ มีเสียง สะ นำหน้าครึ่งเสียง คือไม่ใช่ สะ-มิ แต่เป็น สฺมิ คล้ายกับจะออกเสียงว่า สิม แต่ปลายเสียงเป็น -มิ 

“โลกสฺมิ” รูปคำเดิมเป็น “โลก” อ่านว่า โล-กะ รากศัพท์มาจาก - 

(1) ลุชฺ (ธาตุ = พินาศ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แปลง ช เป็น ก แผลง อุ เป็น โอ

: ลุชฺ > ลุก > โลก + ณ = โลกณ > โลก แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่จะพินาศไป”

(2) ลุจฺ (ธาตุ = ย่อยยับ, พินาศ) + อ (อะ) ปัจจัย แปลง จ เป็น ก แผลง อุ เป็น โอ

: ลุจฺ > ลุก > โลก + อ = โลก แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่จะย่อยยับไป” 

(3) โลกฺ (ธาตุ = เห็น, ปรากฏ; ตั้งอยู่) + อ (อะ) ปัจจัย

: โลก + อ = โลก แปลตามศัพท์ว่า (1) “ร่างอันเขาเห็นอยู่” (2) “ร่างเป็นที่ตั้งอยู่แห่งบุญบาปและผลแห่งบุญบาปนั้น”

“โลก” (ปุงลิงค์) มีความหมายดังนี้ -

(1) ดินแดน แผ่นดิน วัตถุธาตุ หรือดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง คือโลกที่เรามองเห็นและอาศัยอยู่นี้ รวมทั้งดาวดวงอื่น

(2) สิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ เช่นในคำว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม 

(3) สังคม หมู่ชน ชุมชน เช่นในคำว่า โลกติเตียน เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

(4) ชีวิต อันประกอบด้วยร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม ของแต่ละคน ที่สำนวนเก่าเรียกว่า “โลกคือกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก”

(5) วิสัยหรือธรรมดาของโลก เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย พบ พราก ได้ เสีย อิ่ม อด สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์

(6) ค่านิยม ความคิดจิตใจ ความประพฤติแบบหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับ “ธรรม” เช่น -

ดื่ม กิน เที่ยว เสพสุข เป็น “โลก” 

สงบ สำรวม ควบคุมขัดเกลาตนเอง เป็น “ธรรม”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“โลก, โลก- : (คำนาม) แผ่นดิน, โดยปริยายหมายถึงหมู่มนุษย์ เช่น ให้โลกนิยม; ส่วนหนึ่งแห่งสกลจักรวาล เช่น มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก โลกพระอังคาร; (คำที่ใช้ในภูมิศาสตร์) ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๕ ในระบบสุริยะ เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ลักษณะอย่างรูปทรงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ศูนย์สูตรยาว ๑๒,๗๕๕ กิโลเมตร ศูนย์กลางที่ขั้วโลกยาว ๑๒,๗๑๑ กิโลเมตร มีเนื้อที่บนผิวโลก ๕๑๐,๙๐๓,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร. (ป., ส.).”

บาลี “โลก” (โล-กะ) แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “โลกสฺมิ” แปลว่า “ในโลก”

โปรดเปรียบเทียบ :

“โลก” (โล-กะ) แปลว่า “โลก”

“โลกสฺมิ” แปลว่า “ในโลก”

(๓) “ชาคโร”

อ่านว่า ชา-คะ-โร รูปคำเดิมเป็น “ชาคร” อ่านว่า ชา-คะ-ระ รากศัพท์มาจาก “ชาครฺ” (ธาตุ = สิ้นความหลับ) + อ (อะ) ปัจจัย

: ชาครฺ + อ = ชาคร แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่ตื่นตัว” หมายถึง ตื่น, เฝ้าสังเกต, คอยเอาใจใส่, ระวังระไว, ตั้งตาคอยดู (waking, watchful, careful, vigilant)

“ชาคร” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ชาคโร” 

หมายเหตุ :

“ชาคร” มักใช้เป็นคุณศัพท์ (วิเสสนะ) แต่ใช้เป็นคำนามก็มี “ชาคร” ที่ใช้เป็นคำนามเป็นทั้งปุงลิงค์และนปุงสกลิงค์

ขยายความ :

“สติ โลกสฺมิ ชาคโร” (สะติ โลกัส๎มิ ชาคะโร) แปลว่า “สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก”

ข้อความเต็มของคาถาบทนี้อยู่ในปัชโชตสูตรในพระไตรปิฎก ขอนำข้อความเต็มๆ มาแสดงไว้ในที่นี้เป็นการศึกษาเพื่อเจริญปัญญา ดังนี้ -

..............

(เทวดาทูลถามว่า)

กึสุ โลกสฺมิ ปชฺโชโต

อะไรหนอเป็นแสงสว่างในโลก 

กึสุ โลกสฺมิ ชาคโร

อะไรหนอเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก

กึสุ กมฺเม สชีวานํ

อะไรหนอเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน

กึสุ จสฺส อิริยาปโถ

อะไรหนอเป็นเครื่องสืบต่อชีวิตของเขา

กึสุ อลสํ อนลสญฺจ

มาตา ปุตฺตํว โปสติ

อะไรหนอย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง  ไม่เกียจคร้านบ้าง

ดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร

กึสุ ภูตา อุปชีวนฺติ

เย ปาณา ปฐวึ สิตาติ  ฯ

เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน

อาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต

ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก 

สติ โลกสฺมิ ชาคโร

สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก

คาโว กมฺเม สชีวานํ

ฝูงโคเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน

สีตสฺส อิริยาปโถ

ไถเป็นเครื่องต่อชีวิตของเขา

วุฏฺฐิ อลสํ อนลสญฺจ

มาตา ปุตฺตํว โปสติ

ฝนย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง

เหมือนมารดาเลี้ยงบุตร

วุฏฺฐึ ภูตา อุปชีวนฺติ

เย ปาณา ปฐวึ สิตาติ  ฯ

เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน

อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต

ที่มา: ปัชโชตสูตร สังยุตนิกาย สคาถวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 217, 218

..............

แถม :

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ โปรดดูภาพประกอบเพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ

ภาพประกอบเป็นภาพปกหนังสือที่พิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว โปรดดูข้อความบรรทัดบนสุดที่ปรากฏบนปกเปรียบเทียบกับข้อความที่นำมาจากพระไตรปิฎก และที่อธิบายมา ท่านสามารถบอกได้หรือไม่ว่าข้อความบนปกหนังสือผิดพลาดคลาดเคลื่อนตรงไหน

เรื่องนี้ไม่ใช่การจับผิด 

แต่เป็นการถือโอกาสเรียนบาลีจากคำผิด

สิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ ถ้อยคำภาษาหรือข้อธรรม เมื่อมีการพูดผิด เขียนผิด นำมาแสดงผิด ก็มักไม่มีใครสนใจหรือติดใจที่จะชี้แจงแก้ไข มักอ้างว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เหตุผลสำคัญคือเพราะเกรงกลัวคำประณามที่จะตามมาว่า “ดีแต่เที่ยวตำหนิคนอื่น” หรือ “ดีแต่เที่ยวจับผิดชาวบ้าน” 

สังคมเรามาถึงขั้นที่แยกไม่ออกบอกไม่เป็นแล้วว่า อย่างไรคือจับผิด อย่างไรคือชี้โทษ

เพราะฉะนั้น ความวิปริตทั้งทางโลกและทางพระศาสนาก็นับวันจะแพร่หลายขยายตัวออกไปทุกทีๆ

และสักวันหนึ่งก็จะถึงขั้นที่แยกไม่ออกบอกไม่เป็นว่า อะไรถูกอะไรผิด อะไรชั่วอะไรดี อะไรควรเว้นอะไรควรทำ เห็นสิ่งควรทำเป็นสิ่งควรเว้น และเห็นสิ่งควรเว้นเป็นสิ่งควรทำ

และเมื่อถึงวันนั้น มนุษย์ก็จะอยู่ร่วมกันแบบ-ไม่ต่างไปจากสัตว์

..............

ดูก่อนภราดา!

: เห็นการชี้โทษเป็นการจับผิด

: คือให้สิทธิ์คนสร้างความวิปริตได้อย่างเสรี

[full-post]



ปาฬิศัพทศาสตร์


ทำไมพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง 

โดยใช้ศัพท์ "ไวพจน์" จำนวนมาก ?

.....ศัพท์ "ไวพจน์" คือ ศัพท์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งเดียวกัน (ใช้แทนกันได้) แต่มีรูปศัพท์ (ธาตุ+ปัจจย) และรูปวิเคราะห์ (วิคฺคห/วจนตฺถ; มุมมองของความหมายจากรากศัพท์) ที่ต่างกัน แผลงมาจากรูปบาฬีว่า "เววจน"[1] โดยมี "ปริยาย" ศัพท์ เป็นศัพท์ไวพจน์ (เววจน=ปริยาย)[2] 

.....การใช้ศัพท์ไวพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีประโยชน์ ๘ ประการ ดังคัมภีร์อรรถกถาเนตติปกรณ์แสดงไว้ดังนี้;

.....(๑) ทำให้บุคคลบางคนเข้าใจข้อความนั้น ในเวลาแสดงธรรมและในเวลานึกทบทวน

.....(๒) ทำให้คนที่มีจิตฟุ้งซ่านคิดเรื่องอื่นอยู่ในขณะฟังธรรม ได้เข้าใจเนื้อความโดยใช้ศัพท์อื่น

.....(๓) ทำให้ผู้ที่มีปัญญาน้อย ไม่สับสนในการกำหนดรู้ความหมายของพระดำรัส

.....(๔) หลีกเลี่ยงการคิดถึงความหมายอื่น เพราะศัพท์ที่เหมือนกันมีหลายความหมาย

.....(๕) แสดงความหมายนั้นๆ ด้วยความหมายรู้นั้นๆ จำนวนมาก (แสดงความหมายสิ่งหนึ่ง ด้วยศัพท์หลายศัพท์) เหมือนในคัมภีร์นิฆัณฑุ (อภิธานัปปทีปิกา)

.....(๖) ทำให้ผู้แสดงธรรม สามารถแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายของพระบาฬีได้ง่าย

.....(๗) แสดงความเป็นผู้บรรลุธรรมปฏิสัมภิทา (แตกฉานในเหตุ) และนิรุตติปฏิสัมภิทา (แตกฉานในภาษาแสดงธรรม) ของพระองค์เอง

.....(๘) หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งปฏิสัมภิทาญาณทั้งสองนั้นแก่เวไนยชน (ชนผู้ควรแนะนำ)

ข้อความอรรถกถาบาฬี

และแปลยกศัพท์

.....กสฺมา ปน ภควา เอกํ ธมฺมํ อเนกปริยาเยหิ นิทฺทิสตีติ ? วุจฺจเต –

.....(ปุจฺฉา) อ.การถาม (ปณฺฑิเตน) อันบัณฑิต วุจฺจเต ย่อมกล่าว อิติ ว่า ปน ก็ กสฺมา เพราะเหตุใด ภควา อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า นิทฺทิสติ ย่อมทรงแสดง เอกํ ธมฺมํ ซึ่งธรรม อย่างหนึ่ง อเนกปริยาเยหิ ด้วยไวพจน์มิใช่อย่างหนึ่ง. อิติ ดังนี้.

.....เทสนากาเล อายติญฺจ กสฺสจิ กถญฺจิ ตทตฺถปฏิโพโธ สิยาติ ปริยายวจนํ.

.....(วิสชฺชนา) อ.การแก้ (อฏฺฐกถาจริเยน) อันพระอรรถกถาจารย์ (วุจฺจเต) ย่อมกล่าว (อิติ) ว่า ตทตฺถปฏิโพโธ อ.การรู้เฉพาะซึ่งเนื้อความแห่งพระดำรัสนั้น สิยา พึงมี กสฺสจิ (ปุคฺคลสฺส) แก่บุคคล บางคน กถญฺจิ โดยประการใดประการหนึ่ง เทสนากาเล ในกาลแห่งการเทศนา จ ด้วย อายตึ ในกาลต่อไป (จ) ด้วย อิติ เพราะเหตุนั้น (ภควา) อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (นิทฺทิสติ) ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์.

.....ตสฺมึ ขเณ วิกฺขิตฺตจิตฺตานํ อญฺญวิหิตานํ อญฺเญน ปริยาเยน ตทตฺถาวโพธนตฺถํ ปริยายวจนํ.

.....(ภควา) อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (นิทฺทิสติ) ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์ ตทตฺถาวโพธนตฺถํ เพื่อประโยชน์แก่การรู้ซึ่งเนื้อความแห่งพระดำรัสนั้น (ปุคฺคลานํ) ของบุคคล ท. วิกฺขิตฺตจิตฺตานํ ผู้มีจิตอันฟุ้งซ่านแล้ว อญฺญวิหิตานํ ผู้คิดแล้วซึ่งเรื่องอื่น ตสฺมึ ขเณ ในขณะนั้น อญฺเญน ปริยาเยน ด้วยไวพจน์ อย่างอื่น.

.....เตเนว ปเทน ปุน วจเน, ตทญฺเญสํ ตตฺถ อธิคตตา สิยาติ มนฺทพุทฺธีนํ ปุนปฺปุนํ ตทตฺถสลฺลกฺขเณ อสมฺโมสนตฺถํ ปริยายวจนํ.

.....วจเน ครั้นเมื่อพระดำรัส (สติ) มีอยู่ เตน ปเทน ด้วยบท นั้น ปุน อีก เอว นั่นเทียว, (ปุคฺคลสฺส) อธิคตตา อ.ความเป็น-แห่งบุคคล-ผู้รู้แล้ว ตตฺถ (วจเน) ในคำ นั้น สิยา พึงมี ตทญฺเญสํ (ปุคฺคลานํ) แก่บุคคล ท. เหล่าอื่นจากผู้มีจิตฟุ้งซ่านเป็นต้นนั้น อิติ เพราะเหตุนั้น (ภควา) อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (นิทฺทิสติ) ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์ อสมฺโมสนตฺถํ เพื่อประโยชน์แก่ความไม่หลง ตทตฺถสลฺลกฺขเณ ในการกำหนดด้วยดีซึ่งเนื้อความแห่งพระดำรัสนั้น ปุนปฺปุนํ บ่อยๆ มนฺทพุทฺธีนํ (ปุคฺคลานํ) ของบุคคล ท. ผู้รู้ช้า.

.....อเนเกปิ อตฺถา สมานพฺยญฺชนา โหนฺตีติ ยา อตฺถนฺตรปริกปฺปนา สิยา, ตสฺสา ปริวชฺชนตฺถมฺปิ ปริยายวจนํ. 

.....อตฺถา อ.เนื้อความ อเนเกปิ แม้มีมาก สมานพฺยญฺชนา เป็นเนื้อความอันมีพยัญชนะอันเหมือนกัน โหนฺติ ย่อมมี อิติ เพราะเหตุนั้น ยา อตฺถนฺตรปริกปฺปนา อ.การดำริซึ่งเนื้อความอันเป็นอื่น ใด สิยา พึงมี, (ภควา) อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (นิทฺทิสติ) ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์ ปริวชฺชนตฺถมฺปิ แม้เพื่อประโยชน์แก่การเว้นรอบ ตสฺสา (อตฺถนฺตรปริกปฺปนาย) ซึ่งเนื้อความอันเป็นอื่น นั้น.

.....อนญฺญสฺส วจเน อเนกาหิ ตาหิ ตาหิ สญฺญาหิ เตสํ เตสํ อตฺถานํ ญาปนตฺถมฺปิ ปริยายวจนํ เสยฺยถาปิ นิฆณฺฏุสตฺเถ.

.....(ภควา) อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (นิทฺทิสติ) ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์ ญาปนตฺถํ เพื่อให้รู้ เตสํ เตสํ อตฺถานํ ซึ่งเนื้อความ ท. เหล่านั้น นั้น ตาหิ ตาหิ สญฺญาหิ ด้วยสัญญา เหล่านั้น นั้น อเนกาหิ อันมิใช่หนึ่ง วจเน ในพระดำรัส อนญฺญสฺส (ปทสฺส) แห่งบท อันมิใช่อื่น เสยฺยถาปิ เหมือนกับ นิฆณฺฏุสตฺเถ ในคัมภีร์นิฆัณฏุ (อภิธานัปปทีปิกา) 

.....ธมฺมกถิกานํ ตนฺติอตฺถุปนิพนฺธนปราวโพธนานํ สุขสิทฺธิยาปิ ปริยายวจนํ.

.....(ภควา) อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (นิทฺทิสติ) ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์ สุขสิทฺธิยาปิ แม้เพื่อความสำเร็จโดยง่าย ธมฺมกถิกานํ แก่พระธรรมกถึก ตนฺติอตฺถุปนิพนฺธนปราวโพธนานํ ผู้ยังบุคคลอื่นให้รู้ด้วยการเข้าไปเทียบเคียงซึ่งเนื้อความแห่งพระบาฬี.

.....อตฺตโน ธมฺมนิรุตฺติปฏิสมฺภิทาปฺปตฺติยา วิภาวนตฺถํ, เวเนยฺยานํ ตตฺถ พีชาวาปนตฺถํ วา ปริยายวจนํ ภควา นิทฺทิสติ.

.....ภควา อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า นิทฺทิสติ ย่อมทรงแสดง ปริยายวจนํ ซึ่งพระดำรัสอันเป็นไวพจน์ วิภาวนตฺถํ เพื่อประโยชน์แก่การชี้แจง ธมฺมนิรุตฺติปฏิสมฺภิทาปฺปตฺติยา ซึ่งธรรมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา อตฺตโน ของพระองค์ วา หรือว่า พีชาวาปนตฺถํ เพื่อประโยชน์แก่การให้หว่านซึ่งเมล็ดพันธุ์ ตตฺถ (ธมฺมนิรุตฺติปฏิสมฺภิทายํ) ในธรรมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา นั้น เวเนยฺยานํ (ชนานํ) แก่ชน ท. ผู้ควรแน่ะนำ.

ขุ.เนตฺติ. (เววจนหารวิภงฺควณฺณนา) ข้อ ๓๗ (ฉฏฺฐสงฺคายนา โกเอ็นก้า)

---------------------------

[1] เววจน (วิ+วจ วิยตฺติยํ วาจายํ+ยุ) วิเคราะห์ว่า "เอโก อตฺโถ ปุนปฺปุนํ วุจฺจติ อเนนาติ เววจนํ" ศัพท์ที่มีความหมายเดียวกัน ย่อมถูกเรียกด้วยศัพท์นี้ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า เววจน. (อภิธาน-ฏีกา คาถา ๑๒๐) แผลงรูปใช้ทับศัพท์ในภาษาไทยว่า "ไวพจน์"

.....เนตติหารัตถทีปนี ข้อ ๑๐ วิเคราะห์ว่า "วิวิธํ วจนํ เอตฺถ, วิวิธํ วา วุจฺจติ อตฺโถ เอเตนาติ วิวจนํ, วิวจนเมว เววจนํ." ศัพท์ต่างๆ ย่อมถูกกล่าวในวิธีนี้ หรืออรรถย่อมถูกกล่าวโดยประการต่างๆ ด้วยวิธีนี้ เพราะเหตุนั้น วิธีนี้ ชื่อว่า วิจวน, วิวจน นั่นแล ชื่อว่า เววจน (วิวจน+ณ ปัจจัยตัทธิต สกัตถ์) ได้แก่ หารอันมีลักษณะพรรณนาธรรมทั้งหลายที่มาจากพระสูตรด้วย "เววจน" ศัพท์ (ศัพท์ที่เป็นคำไวพจน์) 

[2] ปริยาย (ปริ+อย คมเน+ณ) มีหลายความหมาย ในที่นี้เป็นศัพท์ไวพจน์ของ "เววจน" ศัพท์ (อรรถกถานัย) วิเคราะห์ว่า "ปริพฺยตฺตมตฺถํ อยนฺติ คจฺฉนฺติ พุชฺฌนฺติ เอเตนาติ ปริยาโย" บัณฑิตย่อมรู้ความหมายได้ชัดเจนรอบด้าน ด้วยศัพท์นั้น เพราะเหตุนั้น ศัพท์นั้น ชื่อว่า ปริยาย. (อภิธาน-ฏีกา คาถา ๑๒๐, ๘๓๗)

 

[full-post]

สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


อาหารและรสชาติอยู่ด้วยกันฉันใด ศัพท์และความหมายก็อยู่ด้วยกันฉันนั้น

      ส่วนความรู้สึกจากการทานอาหารและการเสพศัพท์ เหล่านั้นเกิดขึ้นที่ใจ ดังนั้นความสำคัญของศัพท์ ของความหมาย ของความรู้สีก จึงมีบทบาทที่ขาดไม่ได้เลยในการสือสารกัน สมดังพระคัมภีร์เนตติปกรณ์กล่าวถึงศัพท์และอรรถว่า

      "ทฺวาทส ปทานิ สุตฺตํ ตํ สพฺพํ พฺยญฺชนญฺจ อตฺโถ จ ตํ วิญฺเญยฺยํ อุภยํ โก อตฺโถ พฺยญฺชนํ กตมํ."

ความว่า "พระพุทธพจน์ที่ใช้สื่อสารกัน มี ๑๒ องค์ (ปท) องค์ทั้งหมดนั้น มี ทั้งส่วนที่เป็นศัพท์ มี ทั้งส่วนที่เป็นอรรถ ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนั้น วิญญูชนควรรู้ว่า เป็นศัพท์ประเภทไหน เป็นอรรถประเภทไหน."

      หมายความว่า ศัพท์ และอรรถ จับกันได้ ๖ คู่ คือจากการสื่อศัพท์ แล้วรับทราบอรรถที่เหมาะสมกันเป็นคู่นั่นเอง ส่วนความรู้สึกที่จับเอาได้จากการสือสาร มี ๖ อาการ 


เมื่อกล่าวโดยสถานการณ์หลัก ก็จะมี ๒ สถานการณ์ คือ:-

      ๑. สถานการณ์หลักที่อาศัยความเหมือน เช่นรู้ว่านาย ก. กับนาย ข. เป็นฝาแฝดกันเพราะมีความเหมือนกัน

      ๒. สถานการณ์หลัก ที่อาศัยความต่าง เช่น รู้ว่าฝาแฝดคนนี้เป็นนาย ก. ฝาแฝดคนนั้นเป็นนาย ข . เพราะมีความต่างกัน

ดังนั้น คู่ศัพท์และอรรถ ท่านจึงแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ คู่ที่เนื่องอยู่กับความเหมือน ๓ คู่ และคู่ที่เนื่องอยู่กับความต่าง ๓ คู่ ดังนี้:-


  กลุ่มที่เนื่องอยู่กับความเหมือน ๓ คู่ คือ

      ๑. ศัพท์สื่อลักษณะ (อักขระ) คู่กับอรรถรับทราบหลักการ (สังกาสนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาความเหมือนได้

      ๒. ศัพท์สื่อขั้นตอน (พยัญชนะ) คู่กับอรรถรับทราบการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาขบวนการได้

      ๓. ศัพท์สื่อความประสงค์ (นิรุตติ) คู่กับอรรถรับทราบการเน้นย้ำทำนอง (อุตตานีกัมมะ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการอุปมาได้


  กลุ่มที่เนื่องอยู่กับความต่าง ๓ คู่ คือ

      ๑. ศัพท์สื่อแนวทาง (ปท) คู่กับอรรถรับทราบประเด็น (ปกาสนา) พอสืบเสร็จก็จับเอาความต่างได้

      ๒. ศัพท์สื่อความเจาะจง (อาการะ) คู่กับอรรถรับทราบการเผยแง่มุม (วิภชนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการแบ่งแยกได้

      ๓. ศัพท์สื่อความชัดเจน (นิทเทส) คู่กับอรรถรับทราบการเน้นย้ำนิยาม (บัญญัตติ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการกำหนดความได้


   เมื่อกล่าวโดยการแสดงธรรมก็จะได้ขนาดการแสดงธรรมที่เหมาะสมกับประเภทบุคคล ๓ รูปแบบ ดังนี้:-

      ๑. อุคฆฏิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกหลักการ (สังกาสนา) หรือ อาศัยอรรถ บอกประเด็น (ปกาสนา) อย่างใดอย่างหนี่ง ขนาดการแสดงธรรมจึงเป็นขนาดย่อ

      ๒. วิปจิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถ บอกการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) หรือ อาศัยอรรถบอกการเผยแง่มุม (วิภชนา) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรมจีงเป็นขนาดปานกลาง

      ๓. เนยยบุคคล อาศัยอรรถ บอกการเน้นย้ำทำนอง (อุตตานีกัมมะ) หรือ อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำนิยาม (บัญญัตติ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรม จึงเป็นขนาดกว้างขวางพิสดาร 

      ขอเพื่อนสหธรรมิก โปรดใส่ใจศัพท์และอรรถตามนัยของพระคัมภีร์เนตติปกรณ์นี้เถิดจักเป็นปัจจัยให้ท่านเข้าถีง หาระ ๑๖ นัย ๕ มูลบท ๑๘ สาสนปัฏฐานที่มาในอรรถกถา ฏีกา ๑๖ และ ที่มาใน พระบาลี (พระพุทธพจน) ๒๘ ได้อย่างสะดวกแล

------------------/

[right-side]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เหตุไรพระพุทธพจน์จึงต้องใช้ภาษาบาลีรักษาดำรงไว้ ?

   ๑. เป็นสภาวภาษาเพราะเกิดจากรากศัพท์(ธาตุ)และปัจจัย(ส่วนเติมแต่ง) ทำให้กำหนดสภาวธรรมได้ชัดเจน รัดกุม ตรงเป้าหมาย เช่น คำว่า " ขันธ์ "ก็เกิดจาก ข (ขปุพโพ)=ว่างเปล่า + ธา(ธาตุ)=ทรงไว้+อ​ ปัจจัย สำเร็จเป็น ขนฺธ 

     - โดยสภาวธรรม (ปรมัตถ์) ก็คือธรรมที่ทรงความว่างเปล่าจากอัตตาตัวตนไว้ 

     - โดยศัพท์ (บัญญัติ) ก็คือสิ่งมีลักษณะ เป็น หมวด, หมู่, พวก, กอง, คณะ, ส่วน, ตอน เป็นต้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ภาษาศัพท์บอกข้อกำหนดนิยาม" (ภาษาศัพท์เท็คนิค ที่คนไทยเรียกว่าศัพท์วิชาการนั่นแหละ)

   ๒. เป็นภาษาที่มีระเบียบแบบแผน (ตันติภาษา) พอเห็นองค์ประกอบของคำศัพท์ (ราก+ปัจจัย) ก็จะรู้ประเภทของคำ มี คำนาม, คำกิริยา, คำวิเสสนะ เป็นต้น และเข้าใจสถานภาพของคำที่บ่งบอก กาล, บท (หน้าที่), วจนะ, บุรุษ, การกะ, อายตนิบาต และแม้อรรถพื้นผิว (อรรถทั่วไป), อรรถเชิงลึก (อรรถที่ซ่อนอยู่) ความเป็นระเบียบแบบแผนก็บ่งบอกได้ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ภาษาศัพท์อมความ"

   ๓. เป็นภาษามูล ที่ใช้กันตั้งแต่ยุคต้นกัป (พึงศึกษารายละเอียดเรื่องกัป 4 ประเภท มี อายุกัป ๑ อันตรกัป ๑ อสงไขยกัป ๑ มหากัป ๑ ในอรรถกถา ฎีกา) จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ภาษายุกต้นกีป"

   ๔. เป็นภาษาที่มีคุณสมบัติดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้กระชับ รัดกุม ตรงเป้าหมาย เหมาะกับการรักษาพระพุทธพจน์ จึงมีชื่อเรียกเฉพาะว่า "ภาษาบาลี" แปลว่าภาษาที่รักษา คือ ทรง พระพุทธพจน์ไว้

   แม้ภาษาสันสกฤต​ซึ่งเป็นภาษาที่ใกล้เคียง​กัน​ พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุญาต​ ปรับอาบัติเอาเสียด้วยซ้ำ​ แล้วไฉนเลยเหตุผลอื่นจะเหนือไปกว่าพุทธบัญญัติ​ผู้เป็นพระสัพพัญญู​เล่า?

    ในไวยากรณ์​ท่านจะเห็นเหตุอันเป็นที่มาของการได้ชื่อทั้ง​ ๔​ ประการจากส่วนไหนในไวยากรณ์?

   จากสาธนะทั้ง​ ๗​ ประเภท​ ดังนิยาม (วจนัตถะ)​ ที่มีรูปวิเคราะห์​ว่า​ "สาธียติ​ นิปฺผาทียติ​ กฺริยา เตนาติ​ สาธนํ​ " (สาธ+เณ+ยุ)​ แปลว่า​ "กิริยานุเคราะห์​อันเป็นอรรถ​ภายนอก​ (พาหิยัตถะ=อรรถของปัจจัย)​ นั้่นแหละ​ ที่ช่วยให้​กิริยาอาการของธาตุ​อันเป็นอรรถภายใน (อันตัตถะ=อรรถของธาตุ)​ สำเร็จ​เป็นสาธนะ (ศัพท์รูปแบบปรกติที่ยังไม่ได้จำแนกวิภัตติที่เรียกว่าลิงค์=เพศ, นาม=ชื่อเรียก, ปาฏิปทิกะ=คำเจาะจงถึง, นั่นเอง)

   ถามว่า​ ศัพท์​สำเร็จรูปที่มีอาการทั้ง​ ๔ ประเภท (สาธนะ) ​ย่อมมีอรรถสุขุมลุ่มลึก​ เช่น​ กัตตุสาธนะ​ มีคำว่า​ " พุทธ​ะ " ที่แปลว่า​ " ผู้ตรัสรู้อริยสัจ​ ๔​ " มี​ ๓​ ประเภท​ คือ​ สัมมาสัมพุทธะ​ ๑ ปัจเจกพุทธะ​ ๑ สาวกพุทธ​ธ​ ๑ ไม่ใช่ในความหมายว่า​ พระพุทธเจ้าเฉยๆ​ หรือพระศาสดาเฉยๆ​ โปราณาจารย์​ทั้งหลายเหล่านั้น​ มีพระอรรถกถาจารย์, พระฏีกาจารย์​ และ​ พระนิสสยาจารย์​ พวกท่านรักษาอรรถที่สุขุมลุ่มลึกดังกล่าวไว้ได้อย่างไร?

   ตอบว่า​ ด้วยการตั้งรูปวิเคราะห์​ศัพท์​ ที่เรียกว่า​ "สัททัตถะ" และ​ ด้วยการอธิบาย​ ที่เรียกว่า​ "อธิปปายัตถะ" นั่นเอง

   ดังนั้นเพื่อการจรรโลง​พระศาสนา​ไว้มิให้เลอะเลือน​เสื่อมหายไป​ ชาวพุทธ​บริษัท​พึงให้ความสำคัญรูปวิเคราะห์​ศัพท์​ และอธิปปายัตถะ จากคัมภีร์​ สังวัณณ​านิยาม (คัมภีร์​กฏเกณฑ์​พิจารณา​รูปวิเคราะห์​ศัพท์เพื่อการอรรถาธิบาย​ที่ถูกต้อง)​ และ​ คัมภีร์​ สังวัณณาวิจาร (คัมภีร์​ตรวจสอบ​รูปวิเคราะห์​ศัพท์​เพื่อการอรรถ​าธิบายที่ถูกต้อง)​ เถิด.



[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.