แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมถกรรมฐาน แสดงบทความทั้งหมด



การนับสมถกรรมฐาน ๓๘/๔๐[1] 

.....สมถกรรมฐานตามนัยพระบาลี มี ๓๘ คือ กสิณ ๘*** อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ อรูป ๔ ส่วนนัยวิสุทธิมรรคอรรถกถาเพิ่มกสิณที่เป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐานมาอีก ๒ คือ อาโลกสิณและอากาสกสิณ จึงเป็นสมถกรรมฐาน ๔๐[2]

***หมายเหตุ ; กสิณตามนัยพระบาลี มี ๑๐ คือ ปถวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ[3] ตั้งแต่ปถวีกสิณไปจนถึงโอทาตกสิณ ๘ กสิณ ท่านจัดเป็นสมถกรรมฐานล้วนๆ ส่วนอากาสกสิณและวิญญาณกสิณ ๒ กสิณ ท่านจัดเป็นวิปัสสนากรรมฐานได้ด้วย[4] ฉะนั้น สมถกรรมฐานโดยนัยพระบาลีจึงมี ๓๘[5] อนึ่ง อากาสกสิณท่านจัดเป็นอรูปฌานที่ ๑ ที่ดำเนินไปในกสิณุคฆาฏิมากาส (อากาสที่ได้รับจากการเพิกกสิณ) ท่านจัดวิญญาณกสิณเป็นอรูปฌานที่ ๒ ที่มีอรูปวิญญาณที่ ๑ เป็นอารมณ์[6]

--------------------------

[1] ปรมตฺถวินิจฺฉย. ๙๐๒/๘๑ มจร.

สมถกฺกมฺมฏฺฐานานิ 

ตาลีสฏฺฐกถานเย

ปาฬิยํ ตุ วิภตฺตานิ 

อฏฺฐตึสาติ วณฺณิตํ.

[2] วิสุทฺธิ. ๑/๔๗/๑๑๙ มจร.

.....จตฺตาลีสาย กมฺมฏฺฐาเนสูติ หิ วุตฺตํ, ตตฺริมานิ จตฺตาลีส กมฺมฏฺฐานานิ ทส กสิณา, ทส อสุภา, ทส อนุสฺสติโย, จตฺตาโร พฺรหฺมวิหารา, จตฺตาโร อารุปฺปา, เอกา สญฺญา, เอกํ ววตฺถานนฺติ.

[3] องฺ.ทสก. ๒๔/๒๕/๓๗ มจร. 

.....ทสยิมานิ ภิกฺขเว กสิณายตนานิ. กตมานิ ทส ? ปถวีกสิณเมโก สญฺชานาติ อุทฺธํ อโธ ติริยํ อทฺวยํ อปฺปมาณํ; อาโปกสิณเมโก สญฺชานาติ…เป… เตโชกสิณเมโก สญฺชานาติ… วาโยกสิณเมโก สญฺชานาติ… นีลกสิณเมโก สญฺชานาติ… ปีตกสิณเมโก สญฺชานาติ… โลหิตกสิณเมโก สญฺชานาติ… โอทาตกสิณเมโก สญฺชานาติ… อากาสกสิณเมโก สญฺชานาติ… วิญฺญาณกสิณเมโก สญฺชานาติ อุทฺธํ อโธ ติริยํ อทฺวยํ อปฺปมาณํ. อิมานิ โข, ภิกฺขเว, ทส กสิณายตนานี”ติ. ปญฺจมํ.

[4] เนตฺติ. ๕๕/๘๗ มจร.

.....ทส กสิณายตนานิ ปถวีกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ วิญฺญาณกสิณํ. ตตฺถ ยญฺจ ปถวีกสิณํ ยญฺจ อาโปกสิณํ เอวํ สพฺพํ, ยญฺจ โอทาตกสิณํ. อิมานิ อฏฺฐ กสิณานิ สมโถ. ยญฺจ อากาสกสิณํ ยญฺจ วิญฺญาณกสิณํ, อยํ วิปสฺสนา.***

***เนตฺติ.อ ๕๕/๑๖๖ มจร.

.....ปถวีกสิณาทิเก สุทฺธสมถภาวนาวเสน ปวตฺติเต สนฺธาย “อิมานิ อฏฺฐ กสิณานิ สมโถ”ติ วุตฺตํ. เสสกสิณทฺวยํ วิปสฺสนาธิฏฺฐานภาเวน ปวตฺตํ “วิปสฺสนา”ติ วุตฺตํ.

[5] ปรมตฺถวินิจฺฉย. ๙๐๓-๙๐๔/๘๑ มจร.

ปถวาโป จ เตโช จ

วาโย นีลญฺจ ปีตกํ

โลหิโตทาตมากาสํ 

อาโลกกสิณนฺติ จ.

กสิณานิ ทเสตานิ 

วุตฺตานฏฺฐกถานเย

อฏฺเฐว ปาฬิยํ หิตฺวา

อนฺเต ตุ กสิณทฺวยํ.

[6] เนตฺติ.อ. ๕๕/๑๖๖ มจร.

.....อากาสกสิณนฺติ กสิณุคฺฆาฏิมากาเส ปวตฺตปฐมารุปฺปชฺฌานํ. วิญฺญาณกสิณนฺติ ปฐมารุปฺปวิญฺญาณารมฺมณํ ทุติยารุปฺปชฺฌานํ.


[full-post]

 


เจริญสมถะอย่างเดียว ทำไมถึงนิพพานไม่ได้

ถาม ที่ว่าสมถะอย่างเดียวถึงนิพพานไม่ได้นั้น เพราะเหตุไร ขอคำอธิบายด้วย   

   ตอบ การเจริญสมถภาวนานั้นเป็นการกำหนดอารมณ์ของสมถะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอารมณ์ของสมถะ ๔๐ อย่างคือ กสิณ ๑๐, อสุภะ ๑๐, อนุสสติ ๑๐. อัปปมัญญา ๔. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑, จตุธาตุวัตถานะ ๑, อรูปฌาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น อารมณ์ ซึ่งอารมณ์เหล่านั้นมิใช่สิ่งที่มีอยู่จริง เป็นเพียงการนึกเอา ท่องเอา เพื่อให้จิตสงบ ไม่ซัดส่าย เราเรียกอารมณ์ที่ไม่มีจริงนี้ว่า บัญญัติ เป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้น สิ่งที่เป็น สมมติบัญญัตินี้ ไม่มีทั้งวิเสสลักษณะ หรือปัจจัตตลักษณะ คือลักษณะที่มีอยู่เฉพาะตัวของรูป หรือของนามที่เป็นปรมัตถ์ คือสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่เป็นปรมัตถ์ที่มีจริงนี้ มีปัจจัตต ลักษณะเฉพาะๆ ของตน โดยไม่ซ้ำกันเลย ปรมัตถ์อย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งที่มีลักษณะไปอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นสมมติบัญญัติยังไม่มีสามัญญลักษณะ คือลักษณะที่เสมอกัน ที่มีอยู่ในปรมัตถ์ ๓ ประการ คือจิต เจตสิก และรูปด้วย สามัญญลักษณะ ๓ ประการนั้น คืออนิจจลักษณะ ลักษณะไม่เที่ยง ทุกขลักษณะ ลักษณะที่ทนอยู่ไม่ได้ มีแล้วก็หมดไป อนัตตลักษณะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน แต่ปรมัตถ์มีสามัญญลักษณะ ๓ ประการนี้ การเจริญวิปัสสนานั้นต้องรู้ที่ปัจจัตตลักษณะ เป็นประการต้น แล้วจึงก้าวไปสู่สามัญญลักษณะ เป็นประการต่อไป ทั้งนี้เพื่อละความเห็นผิด ว่า รูปนามเป็นตัวตน เป็นของเที่ยง เป็นอนัตตา การเจริญสมถะนั้น ไม่อาจเข้าถึงทั้งปัจจัตตลักษณะ และสามัญญลักษณะ อันเป็นบาทเบื้องต้นในอันจะก้าวไปสู่มรรค ผล นิพพาน ได้ เพราะฉะนั้นการเจริญสมถะเพียงอย่างเดียวจึงไปถึงมรรค ผล นิพพาน ไม่ได้

--------------------

สมสีสีบุคคล เป็น ไฉน ?

     คือบุคคล เมื่อคราวบรรลุอรหัตตมรรค ความสิ้นอาสวะ และ ความสิ้นชีวิต จะเป็นไปในคราวเดียวกัน เหตุเพราะศรีษะทั้งสองประเภท คือ อวิชชาในอกุศลจิตร อันเป็นกิเลสศรีษะ และ ชีวิตินทรีย์ในจุติจิตร อันเป็น ปวัตตศรีษะ ถึงความเสื่อมสิ้นกำลังไปพร้อมๆกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันเลย คือ 

ในขณะที่บรรลุอรหัตตมรรนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่ออรหัตตมรรคญาณ อรหัตตผลญาณ และอรหัตตปัจเวกขณะญาณสิ้นสุดลงตามลำดับแล้ว จิตรก็ลงสู่ภวังค์ถัดไปจุติจิตรก็ปรากฏขึ้น แต่เพราะความสูญสิ้นกำลังของชีวิตินทรีย์ในจุติจิตรนั่นเอง เป็นเหตุให้ปฏิสนธิจิตรเกิดขึ้นไม่ได้

พระอรหันต์จึงสิ้นภพสิ้นชาติได้ก็ด้วยประการฉะนี้แล

  ถามว่า อาการสิ้นภพสิ้นชาติแบบสมสีสี มีกี่ประเภท

  ตอบว่า มี 3 ประเภทคือ

      1. อริยาปถสมสีสี ที่ใช้อิริยาบถสี่ เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา

      2. โรคสมสีสี ที่ใช้โรค(เวทนา)ที่รุมเร้าอยู่เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา    

      3. ชีวิตสมสีสี ใช้อารมณ์(อื่นจากอิริยาบถและโรค) ที่รุนแรงต่อการเบื่อหน่ายปัญจขันธ์ เช่น บาดแผลที่เกิดจากการเชือดคอเป็นต้น

    เพื่อความเข้าใจประเภทอารมณ์ที่รุนแรงต่อการเบื่อหน่ายปัญจขันธ์ได้ถูกต้องชัดเจน คัมภีร์นิสสยอักษรล้านช้างจึง นำตัวอย่างเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงทราบว่าหมู่ภิกษุ 60 รูปในอตีตชาติ ร่วมกันเป็นพรานฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ กรรมนั้นตามมาทันในชาตินี้ คือต้องถูกฆ่าตายแล้วก็ต้องเสวยกรรมนั้นในนรก จึงทรงแนะนำให้เจริญมรณานุสติกรรมฐาน ด้วยวิบากกรรมที่รุนแรง แทนที่จะเบื่อหน่ายด้วยปัญญากลับเบื่อหน่ายด้วยโทสะ  รุนแรงถึงกับยับยั้งไม่อยู่ จึงฆ่าซึ่งกันและกันบ้าง ร้องขอหรือจ้างวานด้วยของใช้สอยบ้าง เป็นความเบื่อหน่ายที่รุนแรงด้วยโทสะก็จริงแต่ก็ไม่ได้อาศัยเรือน(กาม) จึงไม่มีกำลังส่งผลนำไปปฏิสนธิในนรกภูมิได้ การที่พระพุธทองค์ทรงพระกรุณาแนะนำมรณานุสติกรรมฐานให้แก่หมู่พระภิกษุเหล่านี้ก็เพื่อกันไม่ให้พวกพระภิกษุเหล่านั้นตกนรกได้ ก็ด้วยอารมณ์เช่นนี้นั่นเอง ส่วนตัวอย่างที่เบื่อหน่ายปัญจขันธ์รุนแรงด้วยปัญญาก็ เช่น พวกโจรใช้เถาหัวด้วน มัดพระเถระรูปหนึ่ง ให้นอนอยู่ที่ตัมพปัณณิทวีป เมื่อไฟป่าลามมาถึง เพราะความเบื่อหน่ายเห็นโทษการมีปัญจขันธ์อย่างรุนแรง และเห็นคุณของปาติโมกขสังวรศีลอย่างลึกซึ้ง จึงไม่ย่อมตัดเถาวัลย์ เจริญวิปัสสนา เป็นชีวิตสมสีสี ปรินิพพาน (วิสุทธิมรรค ปาติโมกขสังวรศีล)

-----------------

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


การสงเคราะห์จริต 6 อย่าง เข้ากับบุคคล 6 ประเภท

   ภาวะที่เป็นไปโดยมากเป็นปกติในจิตสันดาน แห่งธรรมมีราคะเป็นต้น หรืิอ ภาวะที่ธรรมมีราคะเป็นต้น เป็นไปในจิตสันดานหนาแน่น ชื่อว่า

" จริยา " ก็จริยานั้น มี 6 อย่าง มีราคจริยาเป็นต้น

บุคคลผู้มีราคจริยา ชื่อว่า บุคคล ราคจริต แม้บุคคลผู้ชื่อว่า โทสจริต เป็นต้น ก็อย่างนี้เหมือนกัน กล่าวคือ

   บุคคลใด มีราคะเกิดขึ้นในจิตสันดานบ่อยๆ ได้อารมณ์ที่น่าปรารถนา แม้้เพียงน้อยนิด ก็เกิดราคะมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลราคจริต

   บุคคลใด มีโทสะเกิดขึ้นในจิตสันดานบ่อยๆ ำด้อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาแม้เพียงน้อยนิด ก็เกิดโทสะมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลโทสจริต

   บุคคลใด เป็นผู้มากด้วยความหลง มีแต่ความลังเลใจในอันที่จะถือเอาอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดีเป็นต้น ก็ดี มีความฟุ้งซ่านเกิดอยู่บ่อยๆ ไม่อาจถือเอาอารมณ์ตามลำดับด้วยดี เพราะจิตคอยแต่จะตกไปจากอารมณ์ที่ได้ถือเอาแล้วได้โดยง่ายยิ่งนัก ก็ดี บุคคลนั้น ชื่อว่า  บุคคลโมหจริต

   บุคคลใด เป็นผู้มากด้วยความเลื่อมใส ปรารถนาแต่จะพบเห็นผู้มีศีล ใคร่ในการทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ประสบอารมณ์ที่น่าเลื่อมใสแม้เพียงน้อยนิด ศรัทธาก็ตั้งขึ้นได้ฉับพลัน บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลสัทธาจริต

   บุคคลใด เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเกิดได้ง่าย ก็ดี เป็นผู้มากด้วยการพิจารณาถึงคุณและโทษก่อนจะทำ ก็ดี ยินดีฟังธรรมที่มีอรรถลึกซึ้งพาดพิงสุญญตา ก็ดี ยินดีคบหาบัณฑิต ก็ดี เกิดความสลดสังเวชใจในฐานะที่ควรสลดสังเวชใจอยู่เสมอ ก็ดี เป็นต้น บุคคลนั้น.ชื่อว่า

บุคคลพุทธิจริต

   บุคคลใด เป็นผู้มากด้วยความดำริจะทำในกิจการทั้งหลายนั้นๆ พอการที่กำหนดไว้ว่า

" เราจะทำกิจนี้ " มาถึงก็กลับไม่ทำ ทว่า ปรารภจะทำกิจอื่น เป็นบุคคลที่ผู้รู้เรียกว่า ภัสสพหุลตา(ความเป็นผู้พูดมากกว่าทำ) หาจิตใจความคิดที่มั่นคงแน่นอนมิได้ เปลี่ยนแปลงความคิดได้ง่าย บุคคลนั้น.ได้ชื่อว่า บุคคลวิตกจริต

   ถึงแม้นว่า บุคคลแต่ละคน ย่อมมีจริยาได้ทั่ง 6 อย่างก็ตาม การที่เรียกบุคคลผู้นั้นว่า " บุคคลราคจริต " ก็โดยเกี่ยวกับเป็นผู้มี ราคจรืยาออกหน้า เป็นประธาน ยิ่งกว่าจริยาอื่นๆเท่านั้น แม้ที่เรียกว่า " บุคคลโทสจริต " เป็นต้น ก็มีนัยเช่นนี้้เหมือนกันแล

------------

ประเภทสมถกรรมฐานที่เป็นสัปปายะ สำหรับบุคคลจริตต่างๆ

   อสุภ 10 และโกฏฐาสภาวนาที่เรียกว่า กายคตาสติ เป็น สัปปายะสำหรับบุคคลราคจริต

   อัปปมัญญา 4 และวรรณกสิณ 4 มีนีลกสิณเป็นต้น เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลโทสจริต

   อานาปานะ เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลโมหจริต และบุคคลวิตกจริต

เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ โดยความเป็นอารมณ์แห่งความรอบรู้(ปัญญา)ว่า ลมนั้นเป็นลมหายออก หรืิอเป็นลมหายใจเข้า สั้นหรือยาวเป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยความรอบรู้ทุกขณะอาการ และเพราะใส่ใจความรอบรู้ได้เช่นนี้นี่เอง จึงห้ามความพล่านไปในอารมณ์อื่นแห่งวิตกได้

   อนุสติ 6 มีพุทธานุสติเป็นต้น เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลสัทธาจริต

   มรณะ อุปสมะ สัญญา และ ววัตถาน เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลพุทธิ

   ส่วนกรรมฐานที่เหลือทั้งหมด เป็นสัปปายะแก่บุคคลทุกจริต

   แม้บรรดากสิณทั้งหลาย กสิณขนาดใหญ่ก็ย่อมเป็นสัปปายะสำหรับบุคคลโมหจริต ขนาดเล็กย่อมเป็นสัปปายะสำหรับบุคคลวิตกจริต

(อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา)

------------------

สมถกรรมฐาน มี 7 หมวด 40 ประเภท ดังนี้

   1. หมวด กสิณ มี 10 ประเภท

   2. หมวด อสุภะ มี 10 ประเภท

   3. หมวด อนุสติ.มี 10 ประเภท

   4. หมวด อัปปมัญญา มี 4 ประเภท

   5. หมวด สัญญา มี 1 ประเภท

   6. หมวด ววัตถาน มี 1 ประเภท

   7. หมวด อรูป มี 4 ประเภท

   ดวงกสิณ(มณฑลกสิณ) มี ดวงปฐวีเป็นต้น ก็ดี มี นิมิตที่บังเกิดจากการเพ่งดวงกสิณนั้นๆ ก็ดี และฌานที่มีปฏิภาคนิมิต เป็นอารมณ์ ก็ดี ชื่อว่ากสิณ เพราะความที่แผ่ไปหาที่สุดมิได้ มี 10

ประเภท มี ปฐวีกสิณเป็นต้น

   ซากศพที่ไม่งาม โดยเกี่ยวกับเป็นซากศพที่อืดขึ้นพองเป็นต้น ชื่อว่าอสุภะ มี 10 ประเภท มี ซากศพที่อืดขึ้นพองเป็นต้น

   สติที่ระลึกเนืองๆ ชื่อว่าอนุสติ มี 10 ประเภท มี พุทธานุสติ(ความระลึกเนืองๆถึงพระพุทธคุณ)เป็นต้น

   ธรรม 4 อย่าง มี เมตตาเป็นต้น ชื่อว่า อัปปมัญญา เพราะความที่มีสัตว์หาประมาณมิได้ เป็นอารมณ์

   ความสำคัญว่า เป็นปฏิกูล ในอาหารที่กลืนกิน ชื่อว่า สัญญา มี 1 ประเภท

   การกำหนดแยกธาตุ 4 มีปฐวีธาตุเป็นต้น ชื่อว่า ววัตถาน มี 1 ประเภท

   อารมณ์แห่งอรูป และการเจริญอรูปฌาน 4 มี อากาสานัญจายตนะเป็นต้น ชื่อว่า อรูป 4

------------///--------------

 

[full-post]



การเจริญพุทธานุสสติ,ธัมมานุสสติ,สังฆานุสสติ


๑. พุทธานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าได้นั้น ก็จะต้องรู้ว่าพระพุทธจ้ามีคุณอย่างไรเสียก่อน ในบทพระพุทธคุณแสดงไว้ ๙ ประการ

       "สติเจตสิก" ในมหากุศลจิต ที่มีพระพุทธคุณ ๙ เป็นอารมณ์ ชื่อว่า "พุทธานุสสติ"


พระพุทธคุณ ๙ ประการ คือ :-

       ๑.๑ อรหํ เพราะเป็นผู้ห่างไกลจากอาสวกิเลสอย่างเด็ดขาด มีจิตใจใสสะอาด ควรได้รับการสักการบูชา

       ๑.๒ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้เญยยธรรมโดยชอบด้วยพระองค์เอง คือ รู้ธรรมที่ควรรู้ ๕ ประการ

              ๑) สังขาร ได้แก่ จิต เจตสิก นิปผันนรูป

              ๒) วิการ ได้แก่ การเกิดดับเปลี่ยนแปลงของสังขาร

              ๓) ลักขณะ ได้แก่ ลักษณะ, รสะ, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของนามและรูป

              ๔) นิพพาน ธรรมอันเป็นที่ดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง

              ๕) บัญญัติ ได้แก่ สัททบัญญัติ อัตถบัญญัติ

              อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงทรงตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔

       ๑.๓ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และการปฏิบัติอย่างประเสริฐสุด คือ รู้ในวิชา ๓ หรือ ๘ และรู้การปฏิบัติในจรณะ ๑๕ ประการ


ความรู้ในวิชา ๓ คือ

       ๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติในอดีตที่ตนเคยเกิดมาแล้วได้

       ๒. ทิพพจักขุญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ที่ห่างไกล หรือเล็กที่สุด แม้อยู่ในที่กำบัง ก็สามารถเห็นได้ดุจตาของเทวดาและพรหมทั้งหลาย

       ๓. อาสวักขยญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถทำลายอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิงได้


วิชา ๘ ประการ คือ

       ๑. วิปัสสนาญาณ ได้แก่  ปัญญาที่เห็นนามรูปทั้งปวงเป็นอนิจจัง,ทุกขัง, อนัตตา

       ๒. อิทธิวิธญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

       ๓. มโนมยิทธิญาณ ได้แก่  ปัญญาที่สามารถเนรมิตร่างกายอื่นๆ ให้เกิดขึ้นภายในกายของตน ตามความต้องการได้

       ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติในอดีตได้

       ๕. เจโตปริยญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถรู้จิตใจของบุคคลอื่นได้

       ๖. ทิพพจักขุญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ในที่ห่างไกลหรือเล็กที่สุด แม้มีสิ่งกำบังไว้ก็เห็นได้

       ๗. ทิพพโสตญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถได้ยินเสียงในที่ห่างไกลหรือแผ่วเบาที่สุด ก็สามารถได้ยินได้

       ๘. อาสวักขยญาณ ได้แก่ ปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสอาสวะให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง


จรณะ ๑๕ ประการ

       จรณะ หมายถึง ความประพฤติ หรือ การปฏิบัติมี ๑๕ ประการ คือ :-

       ๑. สัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสในคุณธรรมต่างๆ มีการเชื่อใน บาป, บุญ, คุณ, โทษ, เชื่อในคุณพระศรีรัตนตรัยมีจริง, เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีการเวียนว่ายตายเกิด

       ๒. สติ มีสติระลึกอารมณ์ ย่อมกั้นกิเลสนิวรณ์

       ๓. หิริ มีความละอายต่อการงานอันเป็นทุจริต

       ๔. โอตตัปปะ มีความเกรงกลัวต่อการงานอันเป็นทุจริต มิจฉาชีพ

       ๕. วิริยะ มีความขยันหมั่นเพียรในการงานฝ่ายดี

       ๖. สุตะ มีความสนใจในการฟังพระสัทธรรม

       ๗. ปัญญา มีความฉลาดในเหตุผลของกิจการงานทั้งปวง

       ๘. โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภค

       ๙. ชาคริยานุโยค ตื่นไว และมีการหลับนอนน้อย ประกอบความเพียรอยู่

       ๑๐ ศีล มีศีลสมบูรณ์

       ๑๑. อินทรีย์สังวร สำรวมในทวาร ๖

       ๑๒. รูปปฐมฌาน สำเร็จปฐมฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๕

       ๑๓. รูปทุติยฌาน สำเร็จทุติยฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๓

       ๑๔. รูปตติยฌาน สำเร็จตติยฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๒

       ๑๕. รูปจตุตถฌาน สำเร็จจตุตถฌานประกอบด้วยองค์ฌาน ๒

              ๑.๕ สุคโต เพราะเป็นผู้ดำเนินไปแล้วด้วยดี เพื่อการได้มาซึ่งสัพพัญญุตญาณ ด้วยการสร้างบารมี ๓๐ ทัศ และมีการปฏิบัติอย่างชื่อตรงปราศจากมิจฉาทิฏฐิ แต่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ มีสติสัมปชัญญะ อันจะนำประโยชน์มาสู่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย นับแต่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นมาจนตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ

       หมายความว่า ดำเนินไปสู่ที่บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสที่พ้นจากวัฏฏทุกข์ ไม่ต้องกลับมาเวียนเกิดเวียนตายในภพใด ๆ อีกต่อไป ด้วยการเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นการรู้แจ้งตลอดในอริยสัจธรรมครบถ้วนทั้ง ๔ ประการ นั่นเอง

              ๑.๕ โลกวิทู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สัตว์โลก, โอกาสโลก และ สังขารโลก พร้อมทั้งเหตุผลโดยถี่ถ้วนครบทุกประการ

              ๑.๖ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เพราะเป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบเทียบมิได้ ในเชิงการฝึกอบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยังไม่มีศีล, สมาธิ, ปัญญา ให้ตั้งอยู่ในศีล, สมาธิ, ปัญญา โดยลำดับยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงได้มรรค, ผล, นิพพาน ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งปลอบโยน, ข่มขู่ หรือยกย่องตามควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์นั้นๆ

              ๑.๗ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เพราะเป็นศาสดาของมนุษย์, เทวดาและพรหม ในการแนะนำให้ออกจากทุกข์ คือ ชาติ, ชรา, มรณะ ด้วยการทำพระนิพพานให้แจ้ง เสมือนนายกองเกวียนที่นำขบวนเกวียนพานิชให้ข้ามพ้นจากทางทุรกันดาร เข้าสู่แดนเกษมสำราญได้

              ๑.๘ พุทฺโธ เพราะเป็นผู้รู้แจ้งอริยสัจ  แล้วสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้รู้ตามได้

              ๑.๙ ภควา เพราะเป็นผู้มีบุญญาธิการอันประเสริฐยิ่ง ๖ ประการ คือ

                     ๑.๙.๑ อิสฺสริย เป็นผู้มีอิสสริยะ ครองความเป็นใหญ่ยิ่ง ด้วยอำนาจพิเศษ ๘ อย่าง ได้แก่ :-

                            - อณิมา หายตัวไปอย่างอัศจรรย์

                            - ลฆิมา เหาะไปในอากาศได้อย่างรวดเร็ว

                            - มหิมา เนรมิตร่างกายให้ใหญ่โตที่สุดได้

                            - ปตฺติ เสด็จไปที่ใดได้ตามประสงค์ ไม่มีอุปสรรค

                            - ปากมฺม เนรมิตเป็นรูปร่างสัฐานต่างๆ ได้

                            - อีสิตา มีอำนาจบังคับบัญชาตนเอง และสัตว์โลกได้

                            - วสิตา สามารถเข้าฌานและทำอภิญญาได้ทันทีที่ต้องการ 

                            - ยตฺถกามาวสายิตา สามารถทำกิจการต่างๆ ที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จได้โดยเร็วเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น

                     ๑.๙.๒ ธมฺม ได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔, ผล ๔, นิพพาน ๑

                     ๑.๙.๓ ยส มีเกียรติยศ ชื่อเสียง แผ่ขยายไปในหมู่มนุษย์, เทวดา, พรหมทั้งหลายในหมื่นจักรวาลตามคุณชาติ โดยมิต้องโฆษณาประกาศยกย่องกัน

                     ๑.๙.๔ สิริ มีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งผ่องใสรูปร่างงดงามชวนดูไม่รู้จักเบื่อ ด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐

                     ๑.๙.๕ กาม เมื่อประสงค์สิ่งใด ก็สำเร็จในสิ่งนั้นตามประสงค์ทุกประการ

                     ๑.๙.๖ ปยตฺต ใช้ความเพียร อุทิศเวลาทั้งกลางวัน และกลางคืน ที่จะให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์

       เวลากลางวัน ระหว่างเสด็จไปโปรดสัตว์ และก่อนทรงกระทำภัตตกิจ ทรงอบรมสั่งสอนธรรมตามสมควร ภายหลังภัตตกิจแล้วภิกษุมาเฝ้า ก็ประทานกรรมฐานและโอวาทตามสมควรแก่อัธยาศัย

       เวลากลางคืน ในปุริมยาม ภิกษุเข้าทูลขอกรรมฐาน และถามปัญหาต่างๆ ในมัชฌิมยาม เทวดา และ พรหม จากหมื่นจักรวาลมาเฝ้าทูลถามปัญหาและอาราธนาให้แสดงธรรม พระองค์ทรงอนุโลมตามจนสิ้นมัชฌิมยาม ในปัจฉิมยามแบ่งเวลาออกเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะที่ , ทรงเดินจงกรม, ระยะที่ ๒ เข้าบรรทมพักอิริยาบถ, ระยะที่ ๓ พิจารณาตรวจดูสัตว์โลก, หมู่มนุษย์, เทวดา และพรหมทั้งหลายที่เคยสร้างปัญญาบารมีไว้แต่ชาติปางก่อน สมควรจะโปรดให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้

--------------


๒. ธัมมานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระธรรมที่พระพุทธเจ้า เข้าถึงแล้ว

       นำมาประกาศให้รู้ตาม คือ สวากขาตธรรม ได้แก่ มรรค ๔, ผล ๔, นิพพาน ๑ และพระไตรปิฎก , รวม ๑๐ ประการนี้ คือ คุณของพระธรรมที่ควรน้อมนำมาระลึกเนือง ๆ การระลึกถึงคุณของพระธรรมเนืองๆ ชื่อว่า ธัมมานุสสติองค์ธรรม ได้แก่ สติเจตสิกในมหากุศล หรือ มหากิริยา ที่มีคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์

       การระลึกในคุณเหล่านี้ ย่อมทำให้ผู้ฟังสงบระงับดับเสียซึ่งความทุกข์ต่างๆ ที่เนื่องจากกิเลสได้ ในขณะสดับตรับฟัง และ พิจารณาตามยังความชุ่มชื่นเบิกบานแจ่มใสให้กับจิตใจได้

       ระหว่างประพฤติปฏิบัติตาม ก็มีแต่ความสุขกายสบายใจฝ่ายเดียวหลังจากประพฤติปฏิบัติแล้วก็ยิ่งชุ่มชื่นจิตใจ ได้เหตุ ได้ผล จิตย่อมน้อมไปในสภาวธรรมอันจะบรรลุ (ให้ถึง) อนุตตรธรรม ยังความสิ้นไปแห่งทุกข์ ที่ตนแสวงหามาเป็นเวลาช้านาน ฉะนั้น ธัมมานุสสติ จึงได้แก่ การระลึกถึงคุณของ


พระธรรม ๖ ประการ คือ :-

       ๑) สฺวากฺขาโต ได้แก่ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ดีแล้ว ๑๐ ประการ คือ พระไตรปิฎก ๑, มรรค ๔, ผล ๔ และ นิพพาน ๑

       ๒) สนฺทิฏฺฐิโก ได้แก่ นวโลกุตตรธรรม คือ มรรค ๔. ผล ๔. นิพพาน ๑ นี้ มิใช่เป็นธรรมที่เพียงแค่ได้ยินได้ฟังจดจำชื่อเอาไว้เท่านั้น ต้องปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ธรรมนั้นให้ประจักษ์ด้วยตนเอง คือ ต้องรู้ทั้งปริยัติ, ปฏิบัติและปฏิเวธ

       ๓) อกาลิโก มัคคจิต ๔ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ย่อมทำให้ผลเกิดขึ้นในลำดับแห่งตนโดยไม่มีระหว่างคั่น กล่าวคือ เมื่อทำเหตุอันได้แก่ มรรค ให้เกิดขึ้นแล้วทันทีที่ มัคคจิต มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ดับไป ผลจิต ก็เกิดขึ้นเสวยนิพพานอารมณ์ได้ทันทีไม่มีระหว่างจิตอื่นคั่น ทั้งนี้เพราะนิพพานนั้นไม่มีกาลเวลาเช่นกัน

       ๔) เอหิปสฺสิโก นวโลกุตตรธรรม ๙ ประการนี้ เป็นธรรมที่ควรแก่การเชื้อเชิญชนทั้งหลายให้เข้าไปพิสูจน์ดูได้ เรียกร้องให้จงมาดูเถิดพระธรรมเหล่านี้มีจริง เหมือนดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ ที่กำลังโคจรอยู่ในโลก

       ๕) โอปนยิโก นวโลกุตตรธรรม ๙ ประการนี้ เป็นธรรมที่ควรน้อมนำมาให้ปรากฏแจ้งแก่ตน ควรบำเพ็ญเพียร แม้จะทุกข์ยากเพียงใดก็จะไม่ยอมคลายความเพียร โดยเหตุที่ธรรมนี้แม้ปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียว ก็สามารถปิดประตูอบายได้แน่นอน

       ๖) ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ พระธรรมทั้ง ๖ ประการ ของผู้มีปัญญา คือ กัลยาณปุถุชน และ อริยบุคคลทั้งหลายพึงเสวยได้ด้วยตนเองโดยเฉพาะ

------------------


๓. สังฆานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์มี สุปฏิปนฺโน เป็นต้น ดังวจนัตถะว่า 

       "สงฆํ อนุสฺสติ = สงฆานุสฺสติ" การระลึกถึงคุณของพระสังฆเจ้าเนืองๆ ชื่อว่า สังฆานุสสติ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ที่มีคุณของพระอริยสงฆ์เป็นอารมณ์


พระสังฆคุณ ๙ ประการ คือ

       ๑. สุปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์สาวก ๘ จำพวก เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว สมบูรณ์ด้วยอธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา, อธิปัญญาสิกขา

       ๒. อุชุปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรงต่อหนทางที่จะนำเข้าสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว หลีกออกจากกามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยคมุ่งสู่มัชฌิมาปฏิปทาโดยตรง

       ๓. ญายปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์สาวก เป็นผู้ปฏิบัติมุ่งตรงต่อพระนิพพาน เครื่องออกจากทุกข์ไม่ปรารถนาในโภคสมบัติ และภวสมบัติแต่อย่างใด

       ๔. สามีจิปฏิปนฺโน พระอริยสงฆ์สาวก เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้วบรรลุธรรมโดยสมควรแก่ธรรม และควรแก่การกราบไหว้ของชนทั้งหลาย

       ๕. อาหุเนยุโย พระอริยสงฆ์สาวก ๔ คู่ ๘ บุคคล ของพระผู้มีพระภาคนั้น สามารถให้ผลเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ด้วยศีลคุณ, สมาธิคุณ, ปัญญาคุณ ดังนี้จึงเป็นผู้ควรรับอามิสบูชา ที่เขานำมาจากที่ไกลน้อมเข้าถวาย

       ๖. ปาหุเนยฺโย พระอริยสงฆ์สาวก เป็นอาคันตุกะผู้ประเสริฐสุดของคนทั่วโลก เพราะอริยสงฆ์จะมีได้แต่ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเท่านั้น จึงเป็นผู้ควรแก่การต้อนรับด้วยปัจจัย ๔

       ๗. ทกขิเณยฺโย พระอริยสงฆ์สาวก สามารถให้อานิสงส์เกิดขึ้นตามความประสงค์ของคนทั้งหลายได้ จึงควรแก่การรับทักษิณาทาน คือ การบริจาคทานของผู้ปรารถนาภวสมบัติ, โภคสมบัติ ที่เกี่ยวด้วยตนหรือคนอื่นในภายหน้า

       ๘. อญฺชลีกรณีโย พระอริยสงฆ์สาวก เป็นผู้ประกอบด้วยศีล, สมาธิ, ปัญญา จึงสมควรแก่การทำอัญชลีกรรม ของมนุษย์, เทวดา และพรหมทั้งหลาย

       ๙. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส พระอริยสงฆ์สาวก เป็นเสมือนที่หว่านอันประเสริฐแห่งพืชต่างๆ คือ บุญกุศลของมนุษย์ เทวดา พรหม ทั้งหลาย เปรียบเหมือนพืชที่นาอันอุดมดี ทำให้เมล็ดพืชงอกงามได้เป็นอย่างดี แม้ที่สุดจะหว่านพืชลงไปเพียงเล็กน้อย


สังฆคุณ ๙ ประการ เป็นเหตุผลแก่กัน

       สังฆคุณที่เป็นสาระสำคัญในองค์แห่งสังฆคุณ ๙ นั้น มีอยู่ ๔ ประการ คือ สุปฏิปนฺโน เป็นต้น จนถึง สามีจิปฏิปนฺโน เป็นที่สุด เมื่อประพฤติให้ดำรงอยู่โดยสมบูรณ์ถูกต้อง แล้วย่อมเป็นเหตุให้บุคคลนั้นตั้งอยู่ในคุณอีก ๕ ประการ ตั้งแต่ "อาหุเนยฺโย เป็นต้น จนถึง อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส" สังฆคุณเหล่านี้เป็นผล


บรรพชิต กับ คฤหัสถ์ที่สำเร็จเป็นอริยบุคคล

       ความเป็นอริยบุคคลของคฤหัสถ์ และบรรพชิตต่างก็ประพฤติปฏิบัติที่เข้าถึง อธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ด้วยกัน จึงเป็นผู้ที่เข้าถึงสังฆคุณทั้ง ๙ ประการ มี สุปฏิปนฺโน เป็นต้น จนถึง อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

       บุคลที่ไม่ได้ถึงพร้อมด้วยสังฆคุณที่เป็นเหตุทั้ง ๔ มีสุปฏิปันโน เป็นต้น แต่อาจได้รับสังฆคุณที่เป็นผล มี อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, อัญชลีกรณีโย ทั้ง ๓ ประการนี้ได้ ได้แก่ บิดา, มารดา ของบุตรธิดาทั้งหลาย ที่ควรกระทำการบูชาคุณท่านได้ เพื่อความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรม คือ ความกตัญญูกตเวที่ได้ หากบุตรธิดาละเลย ไม่กระทำการบูชาคุณ ย่อมได้ประสบทุกข์ภัยต่างๆ และไม่ควรแก่การมียศ และความสรรเสริญ

----------///---------- 

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,890)


สมถกรรมฐาน

คำที่ถูกใช้งาน แต่ไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรม

อ่านว่า สะ-มะ-ถะ-กำ-มะ-ถาน

ประกอบด้วยคำว่า สมถ + กรรมฐาน

(๑) “สมถะ” 

อ่านว่า สะ-มะ-ถะ รากศัพท์มาจาก สมฺ (ธาตุ = สงบ, ระงับ) + ถ ปัจจัย

: สมฺ + ถ = สมถ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมที่ยังความพอใจในกามให้สงบ”

“สมถ” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) สงบนิ่ง, สงบใจ (calm, quietude of heart)

(2) การระงับอธิกรณ์ (settlement of legal questions) ดังคำในพระวินัยว่า “อธิกรณสมถะ” (ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์, วิธีดำเนินการเพื่อระงับอธิกรณ์) 

บาลี “สมถ” สันสกฤตเป็น “ศมถ”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ -

“ศมถ : (คำนาม) ความสงบหรือระงับ; พุทธิสหาย, อมาตย์; tranquillity; a counsellor, a minister.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “สมถะ” ไว้ว่า -

“สมถ-, สมถะ : (คำนาม) การทำใจให้สงบโดยเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์. (คำวิเศษณ์) มักน้อย เช่น คนสมถะมีความเป็นอยู่เรียบง่าย. (ป.; ส. ศมถ).”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายไว้ว่า -

“สมถะ : ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต, ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูปกิเลส, การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ (ข้อ ๑ ในกรรมฐาน ๒ หรือ ภาวนา ๒).”

(๒) “กรรมฐาน”

อ่านว่า กำ-มะ-ถาน ประกอบด้วยคำว่า กรรม + ฐาน

(ก) “กรรม” บาลีเป็น “กมฺม” อ่านว่า กำ-มะ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + รมฺม (รำ-มะ) ปัจจัย, ลบ รฺ ที่ธาตุ : กรฺ > ก- และ ร ที่ปัจจัย : รมฺม > -มฺม

: กร > ก + รมฺม > มฺม : ก + มฺม = กมฺม (นปุงสกลิงค์)

“กมฺม” สันสกฤตเป็น “กรฺม” ไทยเขียนอิงสันสกฤตเป็น “กรรม” มีความหมายหลายอย่าง -

(1) การกระทำทั้งปวง เรียกว่า กรรม 

(2) การถูกทำ, สิ่งที่ถูกทำ, ผลของการกระทำ ก็เรียกว่า กรรม

(3) การทำกิจการงาน, การประกอบอาชีพ ก็เรียกว่า กรรม

(4) พิธีกรรม, พิธีการต่างๆ ก็เรียกว่า กรรม

ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ การกระทำ, สิ่งที่ทำ, การงาน (action, the doing, deed, work) นิยมพูดทับศัพท์ว่า “กรรม”

(ข) “ฐาน” (ถา-นะ) รากศัพท์มาจาก ฐา (ธาตุ = ตั้งอยู่) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: ฐา + ยุ > อน = ฐาน (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่ตั้งแห่งผล” 

“ฐาน” ใช้ในความหมายหลายอย่างตามแต่บริบท เช่น สถานที่, เขตแคว้น, ตำบล, แหล่ง, ที่อาศัย, ฐานะ, การตั้งอยู่, การดำรงอยู่, การหยุดอยู่, การยืน, ที่ตั้ง, ตำแหน่ง, เหตุ, โอกาส (ภาษาอังกฤษอาจใช้ได้หลายคำ เช่น place, region, locality, abode, part, state, condition, standing position, location, ground)

กมฺม + ฐาน = กมฺมฏฺฐาน (กำ-มัด-ถา-นะ)

โปรดสังเกตว่า มีอักษร ฏ ปฏัก ซ้อนแทรกระหว่าง กมฺม|ฏ|ฐาน 

เขียนตามศัพท์เดิมเป็น “กัมมัฏฐาน” อ่านแบบไทยว่า กำ-มัด-ถาน

เขียนแบบลูกครึ่งสันสกฤต (กรรม) - บาลี (ฐาน) เป็น “กรรมฐาน” อ่านว่า กำ-มะ-ถาน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บไว้ทั้ง “กัมมัฏฐาน” และ “กรรมฐาน” 

ที่คำว่า “กรรมฐาน” บอกความหมายไว้ว่า “ที่ตั้งแห่งการงาน หมายเอาอุบายทางใจ มี ๒ ประการ คือ สมถกรรมฐาน เป็นอุบายสงบใจ และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอุบายเรืองปัญญา”

ส่วนที่ “กัมมัฏฐาน” บอกให้ดูที่ “กรรมฐาน” นั่นแปลว่า คำนี้รูปคำที่เป็นหลักคือ “กรรมฐาน” แต่ใครจะเขียนเป็น “กัมมัฏฐาน” ก็ไม่ผิด

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “กัมมัฏฐาน” เก็บความได้ดังนี้ -

.............

(1) กัมมัฏฐาน : ที่ตั้งแห่งการงาน, อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ, อุบายทางใจ, วิธีฝึกอบรมจิตใจและเจริญปัญญา 

(2) กัมมัฏฐาน 2 โดยหลักทั่วไป คือ 1. สมถกัมมัฏฐาน กรรมฐานเพื่อการทำจิตใจให้สงบ, วิธีฝึกอบรมเจริญจิตใจ 2. วิปัสสนากัมมัฏฐาน กรรมฐานเพื่อการให้เกิดความรู้แจ้ง, วิธีฝึกอบรมเจริญปัญญา”

(3) สิ่งที่นิยมใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน ซึ่งพึงเลือกใช้ให้เหมาะกับตน เช่นให้ตรงกับจริต มี 40 อย่าง ได้แก่ กสิณ 10 อสุภะ 10 อนุสสติ 10 พรหมวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถาน 1 อรูป 4

ส่วนสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือรูป-นาม หรือขันธ์ 5

.............

สมถ + กรรมฐาน = สมถกรรมฐาน (สะ-มะ-ถะ-กำ-มะ-ถาน) 

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายไว้ว่า “กรรมฐานคือสมถะ, งานฝึกจิตให้สงบ” 

และที่คำว่า “กัมมัฏฐาน” เขียนเป็น “สมถกัมมัฏฐาน” บอกความหมายไว้ว่า “กรรมฐานเพื่อการทำจิตใจให้สงบ, วิธีฝึกอบรมเจริญจิตใจ” 

.............

การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญจิตภาวนาในพระพุทธศาสนา มีวิธีการ 2 อย่าง คือ -

(1) สถถกรรมฐาน กรรมฐานเพื่อการทำจิตใจให้สงบ

(2) วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเพื่อการให้เกิดความรู้แจ้ง

ผู้ปฏิบัติธรรมพึงศึกษาให้เข้าใจความหมายและความมุ่งหมาย และเมื่อลงมือปฏิบัติก็พึงกำหนดรู้ว่า ตนกำลังปฏิบัติกรรมฐานแบบไหน

.............

อภิปราย :

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “สมถ-” ไว้ 

ขีด - ท้ายคำหมายความว่า มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย ซึ่งพจนานุกรมฯ เก็บไว้อีก 2 คำ (เรียกว่า “ลูกคำ”) คือ “สมถยานิก” และ “สมถวิปัสสนา” 

แต่ไม่ได้เก็บคำว่า “สมถกรรมฐาน” ไว้ 

..............

ดูก่อนภราดา!

คำกับคน ชอบกลพอๆ กัน -

: คำบางคำมีที่ใช้ แต่ไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรม

: คนบางคนเรียกใช้งานได้ แต่ไม่มีตำแหน่งให้

[full-post]



 สารบาญสมถกรรมฐาน หลักสูตร อชว.

------------------------------


ตอนที่ ๑ : ปรมัตถโชติกะ สมถกรรมฐานทีปนี  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_96.html

ตอนที่ ๒ : พรรณนาเนื้อความในสมถกรรมฐาน ตามอภิธัมมัตถสังคหะบาลี  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_17.html

ตอนที่ ๓ : แสดงจริต ๖ และ ภาวนา ๓  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_10.html

ตอนที่ ๔ : แสดงนิมิต ๓, เริ่มปฏิบัติ, สัปปายะ, อสัปปายะ, การรักษานิมิต :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_19.html

ตอนที่ ๕ : อธิบายสัปปาย และอสัปปายะ ๗ อย่าง :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_14.html

ตอนที่ ๖ : การขยายปฏิภาคนิมิตเพื่อทำรูปฌาน ๕  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_36.html

ตอนที่ ๗ : การปฏิบัติขั้นแรกและขั้นสุดท้ายเพื่อให้ได้อรูปฌาน ๔  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_75.html

ตอนที่ ๘ : การเจริญกสิณที่เหลือ คือ อาโป,เตโช,วาโย  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_46.html

ตอนที่ ๙ : การเจริญวรรณกสิน มีนีลกสิณเป็นต้น  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_98.html

ตอนที่ ๑๐ : กรรมฐานที่ทำให้ได้ฌานเร็ว  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_88.html 

ตอนที่ ๑๑ : แสดงอสุภ ๑๐  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_82.html

ตอนที่ ๑๒ : การเจริญอนุสสติ ๑๐   :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_50.html

ตอนที่ ๑๓ : การเจริญสีลานุสสติ  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_52.html

ตอนที่ ๑๔ : การเจริญสีลานุสสติ-เทวตานุสสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_51.html

ตอนที่ ๑๕ : การเจริญอุปสมานุสสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_5.html

ตอนที่ ๑๖ : การเจริญมรณานุสสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_22.html

ตอนที่ ๑๗ : การเจริญกายคตาสติ   :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_92.html

ตอนที่ ๑๘ : การเจริญอานาปานสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_66.html

ตอนที่ ๑๙ : การเจริญอัปปมัญญา ๔ (เมตตา) :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_4.html

ตอนที่ ๒๐ : การเจริญกรุณา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_21.html

ตอนที่ ๒๑ : การเจริญมุทิตา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_28.html

ตอนที่ ๒๒ : การเจริญอุเบกขา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_99.html

ตอนที่ ๒๓ : การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_7.html

ตอนที่ ๒๔ : การเจริญจตุธาตุววัตถาน  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_58.html

ตอนที่ ๒๕ : จำแนกกรรมฐาน ๔ โดยภูมิ   :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_60.html

ตอนที่ ๒๖ : จำแนกกรรมฐานที่เหมาะสมแก่จริต  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_2.html

ตอนที่ ๒๗ : จำแนกกรรมฐาน ๓๐ ที่เข้าถึงอัปปนา  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_18.html

ตอนที่ ๒๘ : อัปปมัญญา ๓ กับรูปฌานเบื้องต่ำ ๓  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_29.html

ตอนที่ ๒๙ : จำแนกกรรมฐาน ๔๐ โดยนิมิต  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_73.html

ตอนที่ ๓๐ : การปรากฏของอภิญญา   :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_26.html

ตอนที่ ๓๒ : รูปแบต่าง ๆ ของอภิญญาต่าง ๆ :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_13.html

ตอนที่ ๓๓ : การแสดงอภิญญาต่าง ๆ ของผู้ได้ฌาน   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_1.html

ตอนที่ ๓๔ : ฤทธิ์ ๑๐ อย่า   :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post.html

ตอนที่ ๓๕ : ปัญหาในสมถกรรมฐาน  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2022/12/blog-post_841.html

ตอนที่ ๓๖ : คำนิคมในการแต่งสมถกรรมฐาน (จบบริบูรณ์)  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2022/12/blog-post_370.html

------------/////////------------

[full-post]

 


ปรมัตถโชติกะ

สมถกรรมฐานทีปนี

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

-----------------------------

อภิธัมมัตถสังคหะบาลีและคำแปลเพื่อท่องจำ


คำปฏิญญาของพระอนุรุทธาจารย์

      ๑.     สมถวิปสฺสนานํ            ภาวนานมิโต ปรํ 

               กมฺมฏฺฐานํ ปวกฺขามิ    ทุวิธมฺปิ ยถากฺกมํ ฯ

      ต่อจากปัจจัยสังคหวิภาคนั้น ข้าพเจ้าจะแสดงกรรมฐาน ๒ ประเภท คือ สมถภาวนากรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ตามลำดับ


สมถกรรมฐานนัย

แสดงกรรมฐาน ๔๐

๒. ตตฺถ สมถสงฺคเห ตาว ทส กสิณานิ, ทส อสุภา, ทส อนุสฺสติโย, จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย, เอกา สญฺญา, เอกํ ววตฺถานํ, จตฺตาโร อารุปฺปา เจติ, สตฺตวิเธน สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห ฯ

      ในบรรดากรรมฐาน ๒ อย่างนั้น ในสมถกรรมฐานสังคทะ นักศึกษาทั้งหลาย พึงทราบการรวบรวมสมถกรรมฐาน โดยแบ่งออกเป็น ๗ หมวดก่อน ดังนี้ คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ สัญญา ๑ ววัตถาน ๑ อารุปป ๔ ฯ


แสดงจริต ๖

๓. ราคจริตา โทสจริตา โมหจริตา สทธาจริตา พุทฺธิจริตา วิตกฺกจริตา เจติ ฉพฺพิเธน จริตสงฺคโห ฯ

      พึงทราบการรวบรวมจริต โดยมี ๖ อย่าง ดังนี้ คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต ฯ


แสดงภาวนา ๓

๔. ปริกมฺมภาวนา อุปจารภาวนา อปฺปนาภาวนา เจติ ติสฺโส ภาวนา ฯ

      พึงทราบภาวนา ๓ อย่าง ดังนี้ คือ บริกรรมภาวนา อุปจารภาวนา อัปปนาภาวนา ฯ


แสดงนิมิต ๓

๕. ปริกมฺมนิมิตฺตํ อุคฺคหนิมิตฺตํ ปฏิภาคนิมิตฺตญฺเจติ ตีณิ นิมิตฺตานิ จ เวทิตพฺพานิ ฯ

      พึงทราบนิมิต ๓ ดังนี้ คือ บริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต


แสดงกสิณ ๑๐

๖. กถํ ? ปถวีกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ อาโลกกสิณญฺเจติ อิมานิ ทส กสิณานิ นาม ฯ

จะพึงทราบสมถกรรมฐาน มีกสิณ ๑๐ เป็นต้น เหล่านั้นได้อย่างไร ?

      ปถวีกสิณ ดินที่พึงกระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว หรือเท่าขันน้ำ เท่ากระด้งอย่างเล็ก หรืออย่างใหญ่เท่าลานข้าว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      อาโปกสิณ น้ำที่มีความใสสะอาดปราศจากสี ใส่ในภาชนะ มี ขัน บาตร เป็นต้นที่ขอบปากกว้างประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      เตโชกสิณ เปลวไฟที่กองกูณฑ์ไว้แล้ว เอาแผ่นหนังหรือผ้าก็ตามเจาะให้เป็น วงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว จึงไว้เบื้องหน้านั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      วาโยกสิณ ลมที่พึงกำหนดเห็นได้ด้วยอาศัยยอดไม้ ปลายไม้ไหว หรือที่พึงกำหนดได้ด้วยอาศัยการพัดมาถูกกายของตน นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะ ฯลฯ 

      นีลกสิณ สีเขียวที่ปรากฏในใบไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลมมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว เป็นต้น นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะ ฯลฯ

      ปีตกสิณ สีเหลืองที่ปรากฏในดอกไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      โลหิตกสิณ สีแดงที่ปรากฏในดอกไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      โอทาตกสิณ สีขาวที่ปรากฏในดอกไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      อากาสกสิณ อากาศที่พึงกำหนดได้โดยการตัดช่องฝา หรือผ้า เป็นต้น ให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      อาโลกกสิณ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงไฟ เป็นต้น ที่ส่องมาจากช่องฝาเป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      ตามที่กล่าวมานี้แหละ ชื่อว่า กสิณ ๑๐


แสดงอสุภ ๓๐

๗. อุทฺธุมาตกํ วินีลกํ วิปุพฺพกํ วิจฺฉิทฺทกํ วิกฺขายิตกํ วิกฺขิตฺตกํ หตวิกฺขิตฺตกํ โลหิตกํ ปุฬุวกํ อฏฺฐิกญฺเจติ อิเม ทส อสุภา นาม ฯ

      อุทธุมาตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีอาการพองขึ้นภายหลังที่ตายแล้ว ๒ - ๓ วัน อย่างหนึ่ง

      วนีลกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีสีต่างๆ ปนกัน คือ ที่มีเนื้อมากก็สีแดง ที่เป็นหนองก็มีสีขาว โดยส่วนมากมีสีเขียว อย่างหนึ่ง

      วิปุพพกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีน้ำเหลือง และ น้ำหนองไหลออกจากเนื้อ ที่ปริเปื่อยพัง อย่างหนึ่ง

      วิจฉิททกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยร่างกายนั้นขาดออกเป็น ๒ ท่อนอย่างหนึ่ง

      วิกขายิตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยถูกสัตว์มีแร้ง กา สุนัข กัดทิ้งยื้อแย่งโดยอาการต่างๆ อย่างหนึ่ง

      วิกขิตตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยถูกทิ้งเรี่ยรายไว้ มือ เท้า ศีรษะ อยู่คนละทาง อย่างหนึ่ง

      หตวิกขิตตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยถูกสับฟันด้วยอาวุธ เป็นริ้ว เป็นรอยอย่างหนึ่ง

      โลหิตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีโลหิตไหลอาบร่างกาย อย่างหนึ่ง

      ปุพวกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีหนอนไขทั่วร่างกาย อย่างหนึ่ง

      อัฏฐิกอสุก คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีแต่กระดูก อย่างหนึ่ง

      ตามที่กล่าวมานี้แหละ ชื่อว่า อสุภ ๑๐


แสดงอนุสสติ ๑๐

๘. พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สงฺฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ อุปสมานุสฺสติ มรณานุสฺสติ กายคตาสติ อานาปานสฺสติ เจติ อิมา ทส อนุสฺสติโย นาม ฯ

      พุทธานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี อรหันตคุณเป็นต้น และพระสรีรกายอันประกอบด้วยสิริคุณ เป็นต้น อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      ธัมมานุสสติ การระลึกถึงคุณทั้ง ๖ มี สฺวากฺขาตคุณ เป็นต้น ของพระธรรม ๑๐ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน และพระไตรปีฎก อรรถกถา อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      สังฆานุสสติ การระลึกถึงคุณทั้ง ๙ มี สุปฏิปนฺนตา เป็นต้น ของพระอริยสงฆ์อยู่เนืองๆ. อย่างหนึ่ง

      สีลานุสสติ การระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลที่ตนรักษาไว้โดยปราศจากโทษ ๔ อย่าง คือ อขัณทะ ไม่ขาด, อฉิททะ ไม่ทะลุ, อสพละ ไม่ด่าง, และ อกัมมาสะ ไม่พร้อย อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      จาคานุสสติ การระลึกถึงการบริจาคทานของตนที่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ ไม่มีการโอ้อวด หรือ การเอาหน้าตา ชื่อเสียง ไม่มีการหวงแหน เป็นต้น อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      เทวตานุสสติ การระลึกถึงกุศลกรรมของตน มีศรัทธา เป็นต้นอยู่เนืองๆโดยเปรียบเทียบกับ เทวดา พรหม ทั้งหลายว่า ผู้ที่บริสุทธิ์ด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการคือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา หิริ โอตตัปปะ เหล่านี้ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมไปบังเกิด ในเทวโลก พรหมโลก และกุศลธรรมเหล่านี้ในจิตใจของตนก็มีอยู่เสมออย่างหนึ่ง

      อุปสมานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระนิพพาน ที่มีสภาพสันติสุข คือ มีความสงบ จากกิเลส และความทุกข์ต่างๆ อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      มรณานุสสติ การระลึกถึงความตาย ที่ตนต้องได้ประสบแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      กายคตาสติ การระลึกถึง ๓๒ โกฏฐาส มีเกสา โลมา นขา ทันตา เป็นต้นอยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      อานาปานัสสติ การมีสติระลึกถึงลมหายใจเข้าออก อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      ตามที่กล่าวมานี้แหละ ชื่อว่า อนุสสติ ๑๐


แสดงอัปปมัญญา ๔

๙. เมตฺตา กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา เจติ อิมา จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย นาม พฺรหฺมวิหาโรติ จ ปวุจฺจติ ฯ

      เมตตา การแผ่ความรักใคร่ หวังดี ต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีเลือกชั้น วรรณะอย่างหนึ่ง

      กรุณา การแผ่ความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความทุกข์อยู่ และที่จะได้รับความทุกข์ต่อไปข้างหน้า โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ อย่างหนึ่ง

      มุทิตา การแผ่ความยินดีต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความสุขอยู่ และที่จะได้รับความสุขต่อไปข้างหน้า โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ อย่างหนึ่ง

      อุเบกขา การวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งไม่มีความรักใคร่ ความสงสารความยินดีแต่ประการใด โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ อย่างหนึ่ง

      ทั้ง ๔ อย่างนี้ ชื่อว่า อัปปมัญญา เพราะไม่มีประมาณ หรือที่ชนทั้งหลายเรียกว่า พรหมวิหาร เพราะผู้ที่ปฏิบัติธรรมทั้ง อย่างๆ ใดอย่างหนึ่งนี้ เหมือนกับความเป็นอยู่ของพรหมทั้งหลาย


แสดงสัญญา ๑

๑๐. อาหาเรปฏิกูลสญฺญา เอกา สญฺญา นาม ฯ การพิจารณาในอาหารว่า เป็นของที่น่าเกลียด จนมีความรู้สึกเป็นไปตามที่พิจารณา นั้น ชื่อว่า สัญญา อย่างหนึ่ง


แสดงววัตถาน ๑

๑๑.จตุธาตุววตฺถานํ เอกํ ววตฺถานํ นาม ฯ การกำหนดพิจารณาธาตุทั้ง ๔ มีปถวีธาตุ เป็นต้น ที่ปรากฏในร่างกาย ชื่อว่า ววัตถาน อย่างหนึ่ง


แสดงอารุปป ๔

๑๒. อากาสานญฺจายตนาทโย จตฺตาโร อารุปฺปา นามาติ สพฺพถาปี สมถนิทฺเทเส จตฺตาลีส กมฺมฏฺฐานานิ ภวนฺติ ฯ 

      อากาสานัญจายตนฌาน เป็นต้น กล่าวคือ อากาสานัญจายตนฌาน ที่เกิดขึ้นโดยมีกสิณฺคฆาฏิมากาสบัญญัติเป็นอารมณ์ วิญญาณัญจายตนฌาน ที่เกิดขึ้น โดยมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ อากิญจัญญายตนฌาน ที่เกิดขึ้นโดยมีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ที่เกิดขึ้นโดยมีอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ เหล่านี้ชื่อว่า อารุปป ๘

      กรรมฐาน ๔๐ ในสมถกรรมฐานนิทเทส โดยประการทั้งปวง เป็นไปดังนี้


สัปปายเภท

แสดงการจำแนกกรรมฐานที่เหมาะสมแก่จริต

๑๓.  ก. จริตาสุ ปน ทส อสุภา กายคตาสติสงฺขาตา โกฏฺฐาสภาวนา จ ราคจริตสฺส สปฺปายา ฯ

        ข. จตสฺโส อปฺปมญฺญาย นีลาทีนิ จ จตฺตาริ กสิณานิ โทสจริตสฺส ฯ

        ค. อานาปานํ โมหจริตสฺส วิตกฺกจริตสฺส จ ฯ

        ฆ. พุทฺธานุสฺสติอาทโย ฉ สทฺธาจริตสฺส ฯ

        ง. มรณอุปสมสญฺญาววตฺถานานิ พุทฺธิจริตสฺส ฯ

        จ. เสสานิ ปน สพฺพานิปี กมฺมฏฺฐานานิ สพฺเพสมฺปี สปฺปายานิ ฯ

        ฉ. ตตฺถาปี กสิเณสุ ปุถุลํ โมหจริตสฺส ขุทฺทกํ วิตกฺกจริตสฺส ฯ 

                    อยเมตฺถ สปฺปายเภโท ฯ


      ก. สำหรับจริต ๖ อย่างนั้น การเจริญอสุก ๑๐ โกฏฐาส ๓๒ ที่เรียกว่ากายคตาสติ เหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีราคจริต

      ข. อัปปมัญญา ๔ กสิณ ๔ มีนีลกสิณ เป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีโทสจริต

      ค. อานาปานัสสติ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีโมหจริต และวิตกจริต

      ฆ. อนุสสติ ๖ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีศรัทธาจริต

      ง. มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน เหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีพุทธิจริต

      จ. ส่วนกรรมฐานที่เหลือทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ปถวีกสิณ อาโปกสิณเตโชกสิณ วาโยกสิณ อากาสกสิณ อาโลกกสิณ อรูปกรรมฐาน ๔ เหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่บุคคลทั่วไป ไม่ว่าจริตใด

      ฉ. บรรดากรรมฐานเหล่านั้น ในกสิณ ๑๐ องค์กสิณต้องมีประมาณกว้างเท่าลานข้าว ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีโมหจริต องค์กสิณต้องมีประมาณเล็กเท่ากระด้ง ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีวิตกจริต

      ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการจำแนกกรรมฐานที่เหมาะสมแก่จริต


ภาวนาเภท

แสดงการจำแนกกรรมฐานโดยภาวนา ๓

๑๔.      ก. ภาวนาสุ ปน สพฺพตฺถาปี ปริกมฺมภาวนา ลพฺภเตว ฯ

          ข. พุทฺธานุสฺสติอาทีสุ อฏฺฐสุ สญฺญาววตฺถาเนสุ จาติ ทสสุ กมฺมฏฺฐาเนสุ อุปจารภาวนาว สมฺปชฺชติ นตฺถิ อปฺปนา ฯ

          ค. เสเสสุ ปน สมตฺตึส* กมฺมฏฺฐาเนสุ อปฺปนาภาวนาปิ สมฺปชฺชติฯ

               (*ฉ. อภิธัมมัตถสังคหะ หน้า ๖๐ - สมตึส เสวาติ ฯ)

          ก. สำหรับกาวนาทั้ง ๆ นั้น บริกรรมภาวนา ย่อมได้อยู่เสมอในกรรมฐานทั้งหมด

          ข. ในกรรมฐาน ๑๐ อย่าง คือ อนุสสติ ๘ มีพุทธานุสสติ เป็นต้นอาหาเรปฏิกูสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ ย่อมได้ถึงอุปจารภาวนาเท่านั้น อัปปนาภาวนา คือ ฌาน ย่อมไม่เกิด

          ค. ในกรรมฐาน ๓๐ ที่เหลือ ซึ่งได้แก่กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อานาปานัสสติ ๑ อัปปมัญญา ๔ อรูป ๔ ย่อมสำเร็จได้ถึงอัปปนา คือ ฌาน


แสดงการจำแนกกรรมฐาน ๓๐ ที่เข้าถึงอัปปนาโดยฌานทั้ง ๙

๑๕.    ก. ตตฺถาปี ทส กสิณานิ อานาปานญฺจ ปญฺจกชฺฌานิกานิ ฯ

        ข. ทส อสุภา กายคตาสติ จ ปฐมชฺฌานิกา ฯ

        ค. เมตฺตาทโย ตโย จตุกฺกชฺฌานิกา ฯ

        ฆ. อุเปกฺขา ปญฺจมชฺฌานิกาติ ฉพฺพีสติ รูปาวจรชฺฌานิกานิ

        ง. จตฺตาโร ปน อารุปฺปา อารุปฺปชฺฌานิกาติ ฯ

               อยเมตฺถ ภาวนาเภโท ฯ

      ก. บรรดากรรมฐาน ๓๐ ที่ถึงอัปปนาเหล่านั้น กสิณ ๑๐ และอานาปานัสสติ ๑ ย่อมทำให้รูปฌานทั้ง ๕ เกิดขึ้นได้

      ข. อสุภ ๑๐ และกายคตาสติ  ย่อมทำให้ปฐมฌานเกิดขึ้นได้

      ค. พรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้น ย่อมทำให้รูปฌานเบื้องต่ำเกิดขึ้นได้

      ฆ. อุเบกขาพรหมวิหาร ๔ ย่อมทำให้รูปปัญจมฌานเกิดขึ้นได้ กรรมฐานที่ทำให้รูปฌานเกิดขึ้นได้นั้นมีจำนวน ๒๖ ดังนี้

      ง. ส่วนอรูปกรรมฐาน ๔ เหล่านี้ ย่อมทำให้อรูปฌานเกิดขึ้นได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการจำแนกกรรมฐานโดยภาวนา ๓ โคจรเภท


แสดงการจำแนกกรรมฐาน ๔ โดยนิมิต ๓

๑๖.   ก. นิมิตฺเตสุ ปน ปริกมฺมนิมิตฺตํ อุคฺคหนิมิตฺตญฺจ สพฺพตฺถาปี ยถารหํ ปริยาเยน ลพฺภนุเตว ฯ

      ข. ปฏิภาคนิมิตฺตํ ปน กสิณาสุภโกฏฺฐาสอานาปาเนเสวว ลพฺภติ, ตตฺถ หิ ปฏิภาคนิมิตฺตมารพฺภํ อุปจารสมาธิ อปฺปนาสมาธิ  ปวตฺตนฺติ ฯ

      แปล-

      ก. สำหรับนิมิตทั้ง ๓ นั้น บริกรรมนิมิต และอุคคหนิมิต ย่อมเกิดขึ้นได้ในกรรมฐานทั้งหมดโดยปริยาย ตามสมควรแก่กรรมฐาน

      ข. ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ในกสิณ ๑๐ อุสภ ๑๐ โกฎฐาส ๑ อานาปานัสสติ ๑ เท่านั้น

      ในกรรมฐานเหล่านี้ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ทั้ง ๒ ย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์


แสดงนิมิต และภาวนาที่เกิดเกี่ยวเนื่องกันจนถึงปฐมฌานเกิด

๑๗. กถํ ?

      ก. อาทิกมฺมิกสฺส หิ ปถวีมณฺฑลาทีสุ นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหนฺตสฺส ตมารมฺมณํ ปริกมฺมนิมิตฺตนฺติ ปวุจฺจติ, สา จ ภาวนา ปริกมฺมภาวนา นาม ฯ

      ข. ยทา ปน ตํ นิมิตฺตํ จิตฺเตน สมุคฺคหิต โหติ จกฺขุนา ปสฺสนฺตสฺเสว มโนทฺวารสฺส อาปานมาคติ, ตทา ตเมวารมฺมณํ อุคฺคหนิมิตฺตํ นาม, สา จ ภาวนา สมาธิยติ ๆ

      ค. ตถาสมาหิตสฺส ปเนตสฺส ตโต ปรํ ตสฺมึ อุคฺคหนิมิตฺเต ปริกมฺมสมาธินา ภาวนามนุยุญฺชนฺตสฺส ยทา ตปฺปฏิภาคํ วตฺถุธมฺมวิมุจฺจิตปญฺญตฺติสงฺขาตํ ภาวนามยมารมฺมณํ จิตฺเต สนุนิสินฺนํ สมปฺปิตํ โหติ, ตทาปฏิภาคนิมิตฺตํ สมุปฺปนฺนนฺติ ปวุจฺจติ ฯ

      ฆ. ตโต ปฏฺฐาย ปริพนฺธวิปฺปหีนา"(ฉ. อภิธัมมัตถสังคหะ หน้า ๖๐ - ปริปนฺถวิปฺปหีนา กมฺมฏฺฐานานิ ฯ) กามาวจรสมาธิสงฺขาตา อุปจารภาวนา นิปฺผนฺนา นาม โหติ ฯ

      ง. ตโต ปรํ ตเมว ปฏิภาคนิมิตฺตํ อุปจารสมาธินา สมาเสวนฺตสฺส รูปาวจรปฐมชฺฌานมปฺเปติ ฯ


ความเป็นไปแห่งภาวนาทั้ง ๓ และนิมิตทั้ง ๓ นั้น เป็นไปอย่างไร ?

      ก. การเพ่งอารมณ์ของพระโยคีบุคคล ผู้เริ่มทำกรรมฐาน ในองค์กรรมฐานมีปริมณฑลของปถวีกสิณ เป็นต้น อยู่นั้น อารมณ์กรรมฐานที่กำลังเพ่งอยู่นั้นเรียกว่าบริกรรมนิมิต ภาวนาจิตที่มีบริกรรมนิมิตเป็นอารมณ์นั้นชื่อว่า "บริกรรมภาวนา"

      ข. เมื่อเวลาใด อารมณ์กรรมฐานนั้น เป็นอารมณ์ที่รับได้ชัดเจนด้วยจิตคือ อารมณ์ของกรรมฐานนั้น เข้าสู่เฉพาะหน้ามโนทวารวิถี เหมือนกับเห็นด้วยตาแล้ว เวลานั้นอารมณ์กรรมฐานนั้น ชื่อว่า "อุคคหนิมิต" และภาวนาจิตที่มีอุคคหนิมิตเป็นอารมณ์ ก็ย่อมสงบ

      ค. ต่อจากเวลาที่ใด้อุคคหนิมิต ของพระโยคีบุคคล ผู้มีจิตอันสงบดังอาการที่กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อพยายามเจริญ คือ เพ่งอุคคหนิมิตโดยบริกรรมสมาธิอยู่เรื่อย ๆ เวลาใดอารมณ์ที่เหมือนกับอุคคหนิมิต และพ้นจากปรมัตถธรรม ซึ่งเรียกว่าบัญญัติ ที่สำเร็จมาจากภาวนาย่อมตั้งมั่นอยู่ในจิต คล้ายกับเอาเข้าไปปักแน่นอยู่ในจิตเวลานั้นย่อมกล่าวได้ ว่า "ปฏิภาคนิมิต" เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว

      ฆ. ตั้งแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเป็นต้นไป ได้ชื่อว่า อุปจารภาวนา คือกามาวจรสมาธิ ซึ่งสามารถประหาณนิวรณ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นศัตรูของสมาธิเกิดขึ้นแล้ว

      ง. ต่อจากเวลาที่อุปจารภาวนาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อพระโยคีบุคคลเพ่งปฏิภาคนิมิตนั้น โดยอุปจารสมาธิให้เป็นไปโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ พยายามรักษาปฏิภาคนิมิตนั้นไม่ให้หายไป แล้วรูปาวจรปฐมฌานก็ย่อมเกิดขึ้น


แสดงการเกิดขึ้นของฌานเบื้องบน มีทุติยฌาน เป็นต้น

      ๑๘. ตโต ปรํ ตเมว ปฐมชฺฌาน อาวชฺชนํ สมาปชฺชนํ อธิฏฺฐานํ วุฏฺฐานํ ปจฺจเวกฺขณา เจติ อิมาหิ ปญฺจหิ วสิตาหิ วสีภูตํ กตฺวา วิตกฺกาทิกโมฬาริกงฺคํ ปหานาย วิจาราทิสุขุมงฺคุปฺปตฺติยา ปทหโต ยถากฺกมํ ทุติยชฺฌานาทโย ยถารหมปฺเปนฺติ ฯ

      ต่อจากที่ปฐมฌานเกิดขึ้นแล้ว ฌานลาภีบุคคลกระทำให้ปฐมฌานนั้นเข้าถึงความชำนาญ โดยวสีทั้ง ๕ คือ

      ๑. ) อาวัชชนวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน โดยวิถีจิตติดต่อกัน ไม่มีภวังค์คั่นมาก

      ๒.)  สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้าฌานได้โดยรวดเร็ว

      ๓.) อธิฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาเข้าตามที่ต้องการ น้อยหรือมากก็ตาม (เช่นกำหนดเข้า ๕ นาที ก็เข้าเพียง ๕ นาที กำหนดเข้า ๑ ชั่วโมง ก็เข้า ๑ชั่วโมง ตรงเวลาเป็นต้น)

      ๔.) วุฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาออกตามที่ต้องการ น้อยหรือมากก็ตาม (ตรงเวลา)

      ๕.) ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน โดยปัจจเวกขณชวนะที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ไม่มีภวังค์คั่นมาก แล้วก็เพ่งปฏิภาคนิมิต เพื่อละองค์ฌานที่มีสภาพหยาบ มีวิตก เป็นต้น และเพื่อให้องค์ฌานที่มีสภาพสุขุม มีวิจาร เป็นต้น เกิดขึ้นดังนี้ แล้วทุติยฌานเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นตามสมควรโดยลำดับ


บทอวสาน


      อิจฺเจวํ ปถวีกสิณาทีสุ ทฺวาวีสติกมฺมฏฺฐาเนสุ ปฏิภาคนิมิตฺตมปลพฺภติ ฯ 

      ในกรรมฐาน ๒๒ มีปถวีกสิณ เป็นต้น พึงได้ปฏิภาคนิมิตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


แสดงกรรมฐานที่เหลืออีก ๘ ที่ถึงอัปปนาพร้อมด้วยการเกิดขึ้นแห่งอรูปฌาน

      ก. อวเสเสสุ ปน อปฺปมญฺญา สตฺตปญฺญตฺติยา ปวตฺตนฺติ ฯ ส่วนในกรรมฐานที่เหลืออีก ๘ นั้น อัปปมัญญาทั้ง ๔ ย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ที่เป็นสัตวบัญญัติ

      ข. อากาสวชฺชิตกสิเณสุ ปน ยํ กิญฺจิ กสิณํ อุคฺฆาเฏตฺวา ลทฺธมากาสํ อนนฺตวเสน ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส ปฐมารุปฺปมปฺเปติ ฯ อากาสานัญจายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่รูปฌานลาภี ที่กระทำอากาศบัญญัติซึ่งได้มาจากการเพิกกสิณอย่งใดอย่างหนึ่งในบรรดากสิณทั้ง ๙ เว้นอากาศกสิณ ให้เป็นอารมณ์ แล้วบริกรรมว่า อากาโส อนนฺโต อากาศนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

      ค. ตเมว ปฐมารุปฺปวิญฺญาณ อนนฺตวเสน ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส ทุติยารุปฺปมปฺเปติ ฯ วิญญาณัญจายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่อากาสานัญจายตนฌานลาภี ที่กระทำอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า "วิญญาณํ อนนฺตํ" อากาสานัญจายตนฌาน นี้ไม่มีที่สิ้นสุด วิญญาณัญจายตนฌานก็ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น

      ฆ. ตเมว ปฐมารุปฺปวิญฺญาณาภาวํ ปน นตฺถิ กิญฺจีติ ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส ตติยารุปฺปมปฺเปติ ฯ อากิญจัญญายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่วิญญาณัญจายตนฌานลาภี ที่กระทำนัตถิภาวบัญญัติ คือ ความไม่มีแห่งอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า "นตฺถิ กิญฺจิ" ไม่มีแม้แต่น้อย

      ง. ตติยารุปฺปํ สนฺตเมตํ, ปณีตเมตนฺติ ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส จตุตฺถารุปฺปมปฺเปติ ฯ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่อากิญจัญญายตนฌานลาภี ที่กระทำอากิญจัญญายตนฌานให้เป็นอารมณ์แล้ว โดยบริกรรมว่า "สนฺตเมตํ ปณีตเมตํ" อากิญจัญญายตนฌานนี้มีสภาพสงบหนอ มีสภาพประณีตหนอ


แสดงความเป็นไปของบริกรรมภาวนาและอุปจารภาวนา

ในการเจริญกรรมฐาน ๑๐ ที่ไม่ถึงอัปปนา

      ๒๐. อวเสเสสุ จ ทสสุ กมฺมฏฺฐาเนสุ พุทฺธคุณาทิกมารมฺมณมารพฺภ ปริกมฺมํ กตฺวา ตสฺมึ นิมิตฺเต สาธุกมุคฺคหิเต ตตฺเถว ปริกมฺมญฺจ สมาธิยติ อุปจาโร จ สมฺปชฺชติ ฯ

      ในกรรมฐานที่เหลือ ๑๑  นั้น พระโยคีบุคคล กระทำพุทธคุณ เป็นต้น ให้เป็นอารมณ์แล้วบริกรรม เมื่อเวลาที่พระโยคีบุคคลได้รับอารมณ์พุทธคุณ เป็นต้น ด้วยดีแล้วคือชัดเจนแล้ว บริกรรมกาวนาของผู้นั้นก็ย่อมตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น และอุปจารภาวนาก็สมบูรณ์ไปด้วย


แสดงการปรากฏของอภิญญา

      ๒๑. อภิญฺญาวเสน ปวตฺตมานํ ปน รูปาจวรปญฺจมชฺฌานํ อภิญฺญา ปาทกปญฺจมชฺฌานา วุฏฺฐหิตฺวา อธิฏฺเฐยฺยาทิกมาวชฺเชตฺวา ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส รูปาทีสุ อารมฺมเณสุ ยถารหมปฺเปติ ฯ

      สำหรับรูปาวจรปัญจมฌานที่เกิดขึ้นโดยความเป็นอภิญญานั้น ย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์ เป็นต้น (เป็นอารมณ์) ตามสมควร แก่ผู้ที่ออกจากรูปปัญจมฌาน ซึ่งเป็นบาทของอภิญญา และพิจารณาอารมณ์ต่างฯ ที่ตั้งใจไว้แล้วกระทำบริกรรม (ความหมายว่า เมื่อธิฏฐานอภิญญาเสร็จแล้วเข้าปาทกฌาน การเข้าปาทกฌานนี้ เรียกว่า กระทำบริกรรม)


แสดงอภิญญา ๕

      ๒๒. อภิญฺญา จ นาม อิทฺธิวิธิ ทิพฺพโสตํ ปรจิตฺตวิชานนา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ ทิพฺพจกฺขูติ ปญฺจธา ฯ

                              อยเมตฺถ โคจรเภโท นิฏฐิโต จ สมถกมฺมฏฺฐานนโย ฯ


ชื่อว่าอภิญญานั้นมี ๕ อย่างดังนี้ คือ

      ๑.) อิทธิวิธอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับการแสดงอิทธิฤทธิต่างๆ

      ๒.) ทิพพโสตอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับหูทิพย์

      ๓.) ปรจิตตวิชานนอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับการรู้จิตใจของผู้อื่น

      ๔.) ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับการระลึกชาติได้

      ๕.) ทิพพจักขุอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับตาทิพย์

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ป็นการแสดงประเภทของนิมิตอารมณ์ในกรรมฐานสังคนะ

------------///-------------


[full-post]



พรรณนาเนื้อความในสมถกรรมฐาน ตามอภิธัมมัตถสังคหะบาลี

อธิบายในบาลีข้อที่ ๑ ขยายความคำปฏิญญาของพระอนุรุทธาจารย์


      อนุสนธิ พระอนุรุทธาจารย์ ได้แสดงความเป็นไปของ รูป นาม โดยความ เป็นอนัตตะ ให้กุลบุตรทั้งหลายได้ทราบ โดยนัยทั้งสอง คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย และปัฏฐานนัย จบลงแล้ว ต่อจากนั้นก็ได้ชี้ถึงแนวทางการปฏิบัติ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ให้กุลบุตรทั้งหลายได้ทราบ เพื่อเป็นเครื่องดำเนินงานในการปฏิบัติต่อไป

            สมถวิปสฺสนานํ         ภาวนานมิโต ปรํ

            กมฺมฏฺฐานํ ปวกฺขามิ    ทุวิธมฺปิ ยถากฺกมํ ฯ

      คาถาปฏิญญานี้แปลความว่า พระอนุรุทธาจารย์ ได้ให้คำปฏิญญาว่า จะแสดง

      กรรมฐาน ๒ ประเภท คือ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ตามลำดับ 

      ในลำดับแห่งการแสดงปัจจยสังคหะวิภาคจบลงแล้ว


      ปริจเฉทที่ชื่อว่า กรรมฐานสังคหะ หมายความว่า เป็นปริจเฉทที่แสดงการรวบรวมกรรมฐานต่างๆ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "กมฺมฏฺฐานานํ สงฺคโห = กมฺมฏฺฐานสงฺคโห"

      ปริจเฉทที่แสดงการรวบรวมกรรมฐานทั้งหมดชื่อว่า "กรรมฐานสังคหะ"


อธิบายบทโดยเฉพาะ ๆ ในคาถานี้

      ภาวนา แปลว่า ธรรมที่ควรเจริญ คือ ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสันดานของตน ชื่อว่า ภาวนา ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "ภาเวตพฺพาติ = ภาวนา"

      ธรรมที่บัณฑิตทั้งหลาย พึงทำให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งหลังๆ ให้ติดต่อ กันเป็นนิจ จนถึงเจริญขึ้น จะนั้น จึงชื่อว่า ภาวนา

      การที่แสดงวจนัตถะ คือ เนื้อความของภาวนาดังนี้นั้น เพราะเป็นธรรมที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้กระทำให้ได้รับความสุขกาย สุขใจ ทั้งในภพนี้และภพหน้าตลอดจนกระทั่งพ้นจากวัฏฏสงสาร


ธรรมที่ชื่อว่า ภาวนา นี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ

      ๑. สมถภาวนา  ๒ วิปัสสนาภาวนา

      ๑. สมถภาวนา "กิเลเส สเมตีติ = สมโถ" ธรรมใดทำให้กิเลสมีกามฉันทนิวรณ์ เป็นต้น สงบลง ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า สมถะ ได้แก่สมาธิ คือ เอกัคคตาที่ในมหากุศลจิต ๘ และ รูปาวจรปฐมฌานกุศลจิต ๑

      หรืออีกนัยหนึ่ง "จิตฺตํ สเมตีติ = สมโถ" ธรรมใดทำให้จิตที่ไม่สงบเนื่องมาจากการได้รับอารมณ์หลาย ๆ อย่าง สงบลงมาตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า สมถะ ได้แก่ สมาธิ คือ เอกัคคตาที่ใน มหากริยาจิต ๘ และรูปาวจรปฐมณานกริยาจิต ๑

      หรืออีกนัยหนึ่ง "วิตกฺกาทิ โอฬาริกธมฺเม สเมตีติ = สมโถ" ธรรมใดทำให้องค์ฌานชนิดหยาบมีวิตก เป็นต้น สงบลง คือ ไม่ให้เกิด ฉะนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า สมถะ ได้แก่สมาธิ คือ เอกัคคตาที่ใน ติยฌานกุศล กริยา เป็นต้น จนถึงปัญจมฌานกุศล กริยา


อธิบายในวจนัตถะทั้ง ๓ ข้อของสมถะตามลำดับ

      ๑.) ปุถุชนทั้งหลาย ที่กำลังเจริญสมถกรรมฐานอยู่นั้น ในเวลานั้นมหากุศลจิตตุปบาทย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผู้นั้นเป็นติเหตุกปุถุชน และมีความพยายามอย่างเพียงพอแล้วก็จะสามารถสำเร็จเป็นฌานลาภีบุคคล คือ รูปาวจรปฐมฌานกุศลย่อมเกิดขึ้น มหากุศลจิตตุปบาทและปฐมฌานกุศลจิตตุปบาท เหล่านี้ มีเอกัคคตาเจตสิกเป็นประธาน ท่านมุ่งหมายเอาเฉพาะเอกัคตาเจตสิกดวงนี้แหละ จึงแสดงวจนัตถะว่า "กิเลเส สเมตีติ = สมโถ"

      ๒.) ผู้ที่สำเร็จเป็นพระรหันต์แล้วแต่กลับมาเจริญสมถกรรมฐาน เพื่อที่จะให้ได้โลกียฌานนั้น ในเวลานั้น มหากริยาจิตตุปบาทย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนสำเร็จเป็นฌานลาภีบุคคล คือ รูปาวจรปฐมฌานกริยาจิตุปบาท ย่อมเกิดขึ้น มหากริยาจิตตุปบาทและ ปฐมฌาน กริยาจิตตุปบาทเหล่านี้ ไม่ได้ทำการประหาณกิเลสนิวรณ์แต่ประการใดหากแต่เกิดขึ้นทำให้จิตที่ไม่สงบ เนื่องมาจากการได้รับอารมณ์มากมายหลายประการนั้นสงบลงมาตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว มหากริยาจิตตุปบาทและปฐมณานกริยาจิตตุปบาทเหล่านี้ มีเอกัคคตาเจตสิกเป็นประธาน ท่านมุ่งหมายเอาเฉพาะเอกัคคตาเจตสิกดวงนี้แหละ จึงแสดง วจนัตถะว่า "จิตฺตํ สเมตีติ = สมโถ"

      ๓.) ปฐมฌานลากีบุคคลที่เป็นปุถุชนและพระเสกขะ อเสกขบุคคล เหล่านี้เมื่อเจริญสมถกรรมฐานต่อไป ฌานเบื้องบนมีทุติยฌานกุศล - กริยา เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ ทุติยฌานจิตตุปบาทที่เป็นกุศล กริยา เป็นต้นนี้ ไม่ต้องทำการประหาณกิเลสนิวรณ์ให้สงบลงอีกแต่ประการใด หากแต่เกิดขึ้น ทำให้จิตใจมีสมาธิแก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ พร้อมกับทำการละองค์มานอย่างหยาบมีวิตก เป็นต้น ให้สงบลง กล่าวคือ ทุติยฌานสมาธิก็ละวิตกองค์ฌาน ตติยฌานสมาธิก็ละวิจารองค์ฌาน จตุตถฌานสมาธิก็ละปีติองค์ฌาน ปัญจมฌานสมาธิก็ละสุของค์ฌานให้สงบลงไปเป็นชั้นๆ ในทุติยฌานกุศล - กริยาจิตตุปบาทเหล่านี้มีเอกัคคตาเจตสิกเป็นประธาน ท่านมุ่งหมายเอาเฉพาะเอกัคคตาเจตสิกดวงนี้แหละจึงแสดงวจนัตะว่า "วิตกฺกาทิ โอฬาริกธมฺเม สเมตีติ = สมโถ"


สมถะมี ๒ ประการ

      ๑.) ปริตตสมถะ การเจริญสมถกรรมฐานของบุคคลที่ยังไม่เข้าถึงอัปปนาภาวนานั้น ชื่อว่า ปริตตสมถะ เพราะในขณะนั้นมีแต่มหากุศล หรือ มหากริยาชวนะเท่านั้นที่เกิดขึ้น องค์ฌานที่ประกอบอยู่นั้นก็ยังมีกำลังอ่อนอยู่

      ๒.) มหัคคตสมถะ  การเจริญสมถกรรมฐานของบุคคลที่เข้าถึง อัปปนาภาวนา คือ มหัคคตฌาน ชื่อว่า มหัคคตสมถะ เพราะในขณะนั้นมหัคคตกุศล หรือกริยาชวนะเท่านั้นที่เกิดขึ้น และองค์ฌานที่ประกอบอยู่นั้นก็มีกำลังมาก สามารถเข้าไปเพ่งในสมถอารมณ์อย่างแน่วแน่  ส่วนองค์ฌานที่ประกอบกับมหัคคตกุศลนั้นเล่า ก็มีกำลังมาก สามารถประหาณนิวรณ์ธรรม โดยวิกขัมภนะอีกด้วย


๒. วิปัสสนาภาวนา

      "รูปาทิอารมฺมเณสุ ปญฺญตฺติยา จ นิจฺจ สุข อตฺต สุภ สญฺญาย จ วิเสเสน นามรูปภาเวน วา อนิจฺจาทิอากาเรน วา ปสฺสตีติ - วิปสฺสนา" ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์ เป็นต้น โดยความเป็นนาม รูป ที่พิเศษนอกออกไปจากบัญญัติ โดยการละทิ้งสัททบัญญัติ อัตถบัญญัติเสียสิ้นและย่อมเห็นแจ้งในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์ เป็นต้น โดยอาการเป็น อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ  ที่พิเศษนอกออกไปจากนิจจสัญญาวิปัลลาส สุขสัญญาวิปัลลาส อัตตสัญญาวิปัลลาส สุภสัญญาวิปัลลาสเสีย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิปัสสนาได้แก่ ปัญญาเจตสิก ที่ใน มหากุศล มหากริยา

      หรืออีกนัยหนึ่ง "ปญฺจกฺขนฺเธสุ วิวิเธน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"

      ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งในขันธ์ ๕ โดยประการต่างๆ มี อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา ได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ในมหากุศล มหากริยา


อธิบายในวจนัตถะข้อที่ ๑


ในวจนัตถะข้อที่ ๑ นี้ ได้แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ "รูปาทิอารมฺมเณส ปญฺญตฺติยา วิเสเสน นามรูปภาเวน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา" ตอนหนึ่ง

      "รูปาทิอารมฺมเณสุ นิจฺจ สุข อตฺต สุภ สญฺญาย วิเสเสน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา" ตอนหนึ่ง

      ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื่องมาจากคำว่า "วิปัสสนา" นั้นเอง กล่าวคือ วิปัสสนา นี้มีบทอยู่ ๒ บท เป็น "วิ" บทหนึ่ง "ปสสนา" บทหนึ่ง "วิ" แปลว่า พิเศษ "ปสสนา" แปลว่า ความเห็นแจ้ง เมื่อรวมเข้าทั้งสองบทแล้ว ก็คงแปลว่า ความเห็นแจ้งเป็นพิเศษ ดังแสดงวจนัตะว่า "วิเสเสน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา" ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งเป็นพิเศษ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา

      การเห็นแจ้งเป็นพิเศษซึ่งเป็นตัววิปัสสนาปัญญานี้มีอยู่ ๒ ประการ คือ 

      - การเห็นแจ้งเป็นพิเศษในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความเป็นรูป นาม ประการหนึ่ง

      - การเห็นแจ้งเป็นพิเศษในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความเป็น อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ ประการหนึ่ง

      การเห็นเช่นนี้แหละจึงกล่าวว่ามีการเห็นเป็นพิเศษ เพราะว่า อารมณ์ต่างๆที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ในขณะแรกๆ ล้วนแต่เป็นปรมัตถ์อันได้แก่ รูป นาม ทั้งสิ้น แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่รู้ ไม่เห็น ในความเป็นไปของอารมณ์เหล่านี้ว่า เป็นรูป เป็นนาม คงรู้คงเห็นที่เป็นไปในฝ่ายบัญญัติอย่างเดียว คือ เมื่อได้แลเห็นรูปารมณ์ด้วยตา ก็รู้ว่าตนได้เห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติ ได้ยินสัททารมณ์ด้วยหู ก็รู้ว่าตนได้ยินเรื่องนั้น เรื่องนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติ ได้รับคันธารมณ์ด้วยจมูก ก็รู้ว่าตนได้กถิ่นชนิดนั้น ชนิดนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติ ได้รับรสารมณ์ด้วยลิ้น ก็รู้ว่าตนได้ลิ้มสชนิดนั้น ชนิดนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติได้รับโผฏฐัพพารมณ์ด้วยกาย ก็รู้ว่าตนได้สัมผัสกับวัตถุชนิดนั้น ชนิดนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติได้รับรัมมารมณ์ด้วยใจ ก็รู้ว่าเป็นหญิง เป็นชายเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ดี เลว ผิด ถูก ดีใจ เสียใจ โง่ ฉลาด เลื่อมใส สงสาร รักใคร่ซึ่งเป็นบัญญัติ

      ความรู้ ความเห็นเป็นบัญญัติดังกล่าวมาแล้วนี้ย่อมเป็นไปตามธรรมดา ส่วนความรู้ ความเห็นในอารมณ์ต่างๆ โดยความเป็นรูปนามนั้น เป็นความรู้ ความเห็นเป็นพิเศษ นี้เป็นคำอธิบายในวจนัตะตอนที่ ๑ ที่แสดงไว้ว่า "รูปาทิอารมฺมเณสุ ปญฺญตฺติยา วิเสเสน นามรูปภาเวน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"

      ส่วนการเห็นแจ้งเป็นพิเศษในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ โดยความเป็น อนิจจะ ทุกขะ อนัดตะ อสุภะ ประการที่ ๒ นั้น คือเมื่ออารมณ์ต่างๆ ที่เป็นภายนอกหรือภายในตนได้มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วแม้ว่าธรรมชาติของอารมณ์เหล่านี้จะมีสภาพเกิดดับประจำอยู่ก็จริง แต่หาได้รู้เห็นตามความเป็นจริง ตามสภาพของอารมณ์ที่มีการเกิดดับอยู่นั้นไม่ มีแต่ความรู้สึกว่าการเห็นการได้ยิน เป็นต้นนี้ตั้งอยู่เสมอโดยไม่ขาดสาย และอารมณ์ที่มาปรากฎเฉพาะหน้านั้นเล่าก็ตั้งอยู่เสมอ ไม่มีการดับไปและเกิดขึ้นใหม่คิดต่อกันแต่ประการใด ในขณะเดียวกันนั้นเองก็มีความรู้สึกนึกคิดว่า อารมณ์อย่างนี้สวยงาม น่ารัก อย่างนี้ ไม่สวย ไม่งาม ไม่น่ารัก เรื่องนี้ เมื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นแล้วเหมือนกันกับความรู้สึกของผู้ที่กำลังดูภาพยนต์อยู่ คือ ในขณะนั้นมีแต่การเห็นภาพต่างๆ ที่สำเร็จเป็นบ้านเมือง ถนน หนทางต้นไม้ ภูเขา ตลอดจนกระทั่งสำเร็จในอิริยาบถใหญ่น้อยของคนหนึ่งๆ โดยครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว แต่หาได้เห็นไม่ว่าภาพต่างๆ ก็ดี อิริยาบถใหญ่น้อยของคนหนึ่งๆ ที่กำลังปรากฎเป็นไปอยู่ก็ดี มีการติดต่อกันเป็นระยะ ๆ ไปตามลำดับของฟิล์มมากมายหลายร้อยหลายพันแผ่น หาใช่มีแต่เพียงแผ่นเดียวไม่ ข้อนี้ฉันใดอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฎเฉพาะหน้าทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เหมือนกันกับความเป็นไปของภาพยนต์ความรู้สึกต่างๆ ของบุคคล ในขณะที่กำลังได้รับอารมณ์อยู่นั้น เหมือนกับความรู้สึกของผู้ที่กำลังดูภาพยนต์อยู่

      ความรู้สึกในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความเป็น นิจจะ สุขะ อัตตะ สุภะ ดังกล่าวแล้วนี้ เป็นอกุศลก็มี เป็นกุศลญาณสัมปยุตก็มี ญาณวิปปยุตต์ก็มี แต่กุศลญาณสัมปยุตต์นี้ หาใช่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญาแต่ประการใดไม่ คงเป็นเพียงปัญญาสามัญทั่วๆ ไปเท่านั้นสำหรับกุศลญาณสัมปยุตต์ที่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญานั้น เมื่อได้รับอารมณ์ต่างๆ แล้วมีความรู้สึกได้ทันทีว่ามีความดับไป และเกิดขึ้นใหม่ติดต่อกันไปอย่างไม่ขาดสายโดยความเป็น อนิจจะ ทุกชะ อนัตตะ อสุภะ ความเห็นเช่นนี้แหละเป็นความเห็นที่พิเศษจาก นิจจะ สุขะ อัตตะ สุภะ ซึ่งมีเป็นประจำตามธรรมดานี้ เป็นคำอธิบายในวจนัตถะตอนที่ ๒ ที่แสดงว่า "รูปาทิอารมฺมเณสุ นิจฺจ สุข อตฺต สุภ สญฺญาย วิเสเสน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"


อธิบายในวจนัตฉะข้อที่ ๒

      ในวจนัตถะข้อนี้ คำว่า "วิ" หมายความว่า ประการต่างๆ ประการต่างๆ นั้นได้แก่ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ "ปสสนา" หมายความว่า การเห็นแจ้งเมื่อรวมคำทั้งสองนี้เข้าด้วยกันแล้ว หมายความว่า การเห็นแจ้งโดยประการต่างๆ มีอนิจจะ เป็นต้น

      เพราะตามธรรมดา สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีความเข้าใจในขันธ์ ๕ คือ กาย ใจ การเสวยอารมณ์ การจำอารมณ์ การจัดแจงปรุงแต่งในอารมณ์ การรู้อารมณ์ เหล่านี้ว่า เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน อยู่ภายใต้บังคับบัญชา สวยงาม ล้วนแต่เป็นความเห็น ความเข้าใจ ไปในฝ่ายวิปัลลาส ที่เป็นอกุศลบ้าง กุศลญาณสัมปยุตต์บ้าง ญาณวิปปยุตต์บ้าง กุศลญาณสัมปยุตต์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับวิปัลลาสธรรมนี้ " หาใช่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญา แต่ประการใดไม่ ส่วนกุศลญาณสัมปยุตต์ที่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญานั้น ย่อมเห็นแจ้งในขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ

      ดังนั้นจึงมีวจนัตะแสดงว่า "ปญฺจกฺขนฺเธส วิวิเธน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"


วิปัสสนามี ๓ ประการ

      ๑.) สงฺขารปริคฺคณฺหนกวิปสฺสนา คือ วิปัสสนาญาณที่มีการกำหนดรู้ในสังขาร ธรรม รูป นาม

      ๒.) ผลสมาปตฺติวิปสฺสนา คือ วิปัสสนาญาณที่เป็นเหตุให้เข้าผลสมาบัติได้

      ๓.) นิโรธสมาปตฺติวิปสฺสนา คือ วิปัสสนาญาณที่เป็นเหตุให้เข้านิโรธสมาบัติได้

      ในวิปัสสนาภาวนาทั้ง ๓ ประการนี้ 

      - สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา นั้น ไม่ว่าจะเป็น ชนิด มันทะ หรือ ติกชวิปัสสนาก็ตาม เมื่อเข้าถึงความเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนาแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุใกถัที่จะให้ได้มรรคทั้งนั้น ต่างกันก็เพียงแต่ว่าได้สำเร็จมรรคช้า หรือ เร็ว คือ ถ้าวิปัสสนาเป็นมันทะก็ให้สำเร็จมรรคช้า มรรคนั้นเรียกว่าทันทาภิญญามรรค ถ้าวิปัสสนาเป็นติกขะก็ให้สำเร็จมรรคเร็ว มรรคนั้นเรียกว่าขิปปาฏิญญามรรค

      - ผลสมาปัตติวิปัสสนา นั้น จะต้องเป็นติกขวิปัสสนา จึงจะเข้าถึงผลสมาบัติได้ทั้งนี้ก็เพราะว่า ติกขวิปัสสนานี้เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ ให้ผลจิตตุปบาทเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยมรรคจิตตุปบาท เช่นเดียวกันกับ มรรคจิตตุปบาท ในมรรควิถีเป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้ผลจิตตุปบาทเกิด ๒-๓ ขณะต่อจากตน ฉันนั้น นี้มุ่งหมายเอาเพราะผู้ที่เริ่มเข้าผลสมาบัติใหม่ ๆ เท่านั้น ถ้าผู้นั้นชำนาญในการเข้าผลสมาบัติแล้ว มันทวิปัสสนาก็ได้เช่นเดียวกัน

      - ส่วน นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา นั้นจะต้องเป็นวิปัสสนากลางๆ จะเป็นมันทะหรือ ติกวิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะว่า นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา นี้เป็นวิปัสสนา ที่เกิดขึ้นสลับกันไปกับสมถะเรื่อยๆ ฉะนั้น จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยุคนันธวิปัสสนา"

      เนื่องด้วยวิปัสสนา มี ๓ ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ ท่านอรรถกถาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคอรรถกถา(ฉ. ทุติยภาค หน้า ๓๔๗ - ๓๔๘)  และ ปฏิสัมภิทามรรคอรรถกถา"(ฉ. ปฐมภาค หน้า ๒๘๗) ว่า

      "วิปสฺสนา ปเนสา ติวิธา โหติ สงฺขารปริคฺคณฺหนกวิปสฺสนา, ผลสมาปตฺติวิปสฺสนา, นิโรธสมาปตฺติวิปสฺสนาติ. ตตฺถ สงฺขารปริคฺคณฺหนกวิปสฺสนา มนฺทา วา โหตุ ติกฺขา วา มคฺคสฺส ปทฏฺฐาน โหติเยว. ผลสมาปตฺติวิปสฺสนา ติกฺขาว วฏฺฏติ มคฺคภาวนาสทิสา, นิโรธสมาปตฺติวิปสฺสนา ปน นาติมนฺทนาติติกฺขา วฏฺฏติ. ตสฺมา เอส นาติมนฺทาย นาติติกฺขาย วิปสฺสนาย เต สงฺขาเร วิปสฺสติ." 

      วิปัสสนาญาณนี้ มี ๓ อย่าง คือ สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา วิปัสสนาญาณที่กำหนดรู้สังขารธรรม รูป นาม เพื่อจะได้มรรค, ผลสมาปัตติวิปัสสนา เป็นวิปัสสนาญาณที่พิจารณา รูป นาม เพื่อจะเข้าผลสมาบัติ, นิโรธสมาปัตติวิปัสสนาวิปัสสนาญาณที่มีการพิจารณามหัคคตธรรม เพื่อเข้านิโรธสมาบัติ

      ในวิปัสสนาญาณทั้ง ๓ นั้น สังขารปริคคัณหนกวิปัสลนา วิปัสสนาญาณที่เป็นมันทะ หรือ ติกขะก็ตาม ล้วนแต่เป็นเหตุใกล้ให้ได้มรรถทั้งนั้น ผลสมาปัตติวิปัสสนาต้องเป็นติกขะอย่างเดียว จึงจะสมควร เช่นเดียวกันกับการเจริญขึ้นขององค์มรรคในมรรคจิต (เพราะว่าวิปัสสนาญาณนี้แม้มีสังขารธรรมเป็นอารมณ์ก็ตาม แต่มีความเป็นไปอย่างท้อถอยจากสังขารธรรม ประการหนึ่ง และเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ผลจิตตุปบาท ที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ เหมือนกันกับมรรคจิตที่เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ผลจิตตุปบาทในมรรควิถี ประการหนึ่ง ดังนี้ ส่วน นิโรธสมาปัตติวิปัสสนานั้นจะต้องเป็นวิปัสสนาญาณอย่างกลางที่เป็นนาติมันทะนาติติกขะ (เพราะว่าถ้าวิปัสสนาญาณเป็นชนิดอ่อนแล้วสมาธิก็จะมีกำลังมาก  เมื่อสมาธิมีกำลังมาก จิต เจตสิกก็ไม่ดับ คือเข้านิโรชสมาบัติไม่ได้ เพียงแต่มีจิตใจสงบลง เท่านั้น ถ้าวิปัสสนาเป็นชนิดอย่างแก่กล้าก็มีการเห็นโทษในสังขารธรรมเป็นอย่างมาก ก็จะสำเร็จเป็นผลสมาบัติไป)

      หมายเหตุ ความที่กล่าวไว้ในวงเล็บนี้ คัดมาจากวิสุทธิมรรคมหาฎีกา  


กมฺมฏฐานํ 

คำว่า "กมุมฏฐานํ" แปลว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสมถะ และ วิปัสสนา เมื่อแยกบทออกแล้วก็คงได้ ๒ บท คือ กมฺม + ฐาน

      กมฺม แปลว่า การกระทำ

      ฐาน แปลว่า เป็นที่ตั้ง

      ดังมีวจนัตถะว่า "กิริยา - กมฺมํ" การกระทำชื่อว่า กรรม "ติฏฺฐติ เอตฺถาติ - ฐานํ" การเจริญสมถะวิปัสสนา ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์มีกสิณ เป็นต้น และ รูป นาม ฉะนั้น อารมณ์อันมีกสิณ เป็นต้น และรูป นามจึงชื่อว่า ฐาน

      กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ 

      - อารมณ์กรรมฐาน อย่างหนึ่ง 

      - อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน อย่างหนึ่ง 

      ใน ๒ อย่างนี้ 

      - อารมณ์กรรมฐาน ได้แก่อารมณ์ของสมถะ มีปถวีกสิณ เป็นต้น และอารมณ์ของวิปัสสนา มี เตภูมกสังขารธรรม คือ รูป นามที่เกิดอยู่ใน ภูมิทั้ง ๓ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า "กมฺมสฺส ฐานํ = กมฺมฏฺฐานํ" อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสมถะ วิปัสสนา ชื่อว่า "กัมมัฏฐาน"

      - อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน ได้แก่การพยายามเจริญสมถะ และวิปัสสนาที่เกิดขึ้นก่อน ๆ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า "กมฺมสฺส ฐานํ = กมฺมฏฺฐานํ" ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อน ๆ อันเป็นที่ตั้งของความพยายามที่เกิดขึ้นหลังๆ ชื่อว่า "กัมมัฏฐาน" 

      สำหรับวจนัดถะในข้อนี้นั้น หมายความว่า ความพยายามที่เกิดขึ้นในครั้งหลังๆ นี้ มีความพยายามที่เกิดขึ้นแล้วในขณะก่อน ๆ เป็นระยะสืบต่อกันมานั้นเองเป็นที่ตั้ง ฉะนั้นความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆ นั้น จึงชื่อว่า "อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน"

      เมื่อสรุปความแล้ว อารมณ์สมถะและวิปัสสนา มี กสิณ เป็นต้น ก็ชื่อว่า กรรมฐาน ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆ ติดต่อกันมาเป็นลำดับก็ชื่อว่า กรรมฐาน ทั้งสองประการนี้ต่างกันก็แต่เพียงอย่างหนึ่งเป็น "อารัมมณธรรม" อุปมาเหมือนตัวละคร ส่วนอีกอย่างหนึ่งเป็น อารัมมณิกธรรม อุปมาเหมือนกับผู้ดูละคร 

      แสดงวจนัตถะของคำว่า "กมฺมฏฺฐานํ" ตามนัยมูลฎีกา

      "กมฺมเมว วิเสสาธิคมสฺส ฐานนฺติ = กมฺมฏฺฐาน" (วา) "กมฺเม ภาวนา อารพฺโพ ฐานนฺติ = กมฺมฎฐานํ" ๒  (ฉ. วิภังค์มูลฎีกา หน้า ๑๕๕) (ฉ. วิภังค์มูลฎีกา หน้า ๑๕๖ แสดงไว้ดังนี้ : - "กมฺเม วา ฐาน ภาวนารมฺโภ กมฺมฏฺฐานํ")

      การเจริญภาวนาทั้งสองนี้แหละ เป็นเหตุแห่งการได้บรรลุฌาน มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นธรรมพิเศษ ฉะนั้น จึงชื่อว่า กรรมฐาน

      หรืออีกนัยหนึ่ง ความพยายามเจริญในการกระทำทั้งสองอย่างนี้เป็นเหตุแห่งการได้บรรลุ ฌาน มรรค ผล นิพพาน ฉะนั้น จึงชื่อว่า กรรมฐาน

      ตามวจนัตถะทั้งสองนัยนี้ หมายความว่า การเจริญสมถะและวิปัสสนาทั้งสองอย่างนี้ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะเป็นเหตุให้ผู้เจริญได้บรรลุ ฌาน มรรค ผล นิพพาน 


      ยถากฺกมํ คำว่า "ยถากฺกมํ" แปลว่า ตามลำดับ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "ยํยํ กโม = ยถากฺกโม" ลำดับใดๆ ชื่อว่า ยถากกมะ

      ในคาถาของพระอนุรุทธาจารย์ได้ใช้คำว่า "ยถากฺกมํ" ซึ่งเป็นคำพิเศษไว้ในลำดับสุดท้ายนั้น ก็เพื่อจะให้รู้ในคำปฏิญญาของท่น ว่าท่านจะแสดงสมถกรรมฐานก่อน แล้วจึงจะแสดงวิปัสสนากรรมฐานต่อไปตามลำดับ


จบอธิบายบทโดยเฉพาะๆ ในคาถาปฏิญญา

--------------


อธิบายในบาลีข้อที่ ๒ ที่แสดงสมถกรรมฐาน ๗ หมวด มี "ตตฺถ สมถสงฺคเห" เป็นต้น จนถึง "สตฺตวิเธน สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห"

      ตอนใดเป็นที่แสดงการรวบรวมสมถกรรมฐาน ตอนนั้นชื่อว่า สมถสังคหะ

      หรือ สมถกรรมฐานสังคหะก็ได้ ดังแสดงวจนัตถะว่า 

      "สมถกมฺมฏฺฐานํ สงฺคโห กณฺโฑติ = สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห"

      ตอนใด เป็นตอนที่แสดงการรวบรวมสมถกรรมฐาน ฉะนั้น ตอนนั้นชื่อว่า สมถกรรมฐานสังคหะ


การแสดงรวบรวมสมถกรรมฐานนี้ เมื่อว่าโดยหมวดๆ แล้ว มีอยู่ ๗ หมวด

      คือ ๑. กสิณ ๒. อสุภ ๓. นุสสติ ๔. อัปปมัญญา ๕. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๖. จตุธาตุววัตถาน ๗. อารุปป


--------------///--------------- 

[full-post]

 


อธิบายในบาลีข้อที่ ๓ ที่แสดงถึงจริต ๖ มี "ราคจริตา" เป็นต้น จนถึง "ฉพฺพิเธน จริตสงฺคโห"


      คำว่า "จริตา" นั้นได้แก่ บุคคลที่มีกุศลธรรม หรือ อกุศลธรรมเกิดขึ้นบ่อยๆ สำหรับในที่นี้เป็นการแสดงถึงประเภททั้ง  ของจริต ฉะนั้น ควรจะแสดงเป็นคำว่า "ราคจริยา โทสจริยา" เป็นต้น จึงจะถูก เพื่อจะได้ตรงกันกับวิสุทธิมรรคอรรถถาจริยา หมายความว่า เกิดเสมอๆ ดังแสดงวจนัตถะว่า 

      "จรณํ ปวตฺตนํ = จริยา" ความเกิดขึ้นเสมอๆ ชื่อว่า จริยา 

      "ราคสฺส จริยา = ราคจริยา" ความเกิดขึ้นเสมอ ๆ แห่งราคะ ชื่อว่า ราคจริยา 

      "ราคจริยา เอตสฺส อตฺถีติ = ราคจริโต" ความเกิดขึ้นเสมอๆ แห่งราคะมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ราคจริตา

      การแสดงวจนัตถะของจริตอื่น ๆ ก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

      สำหรับจริตทั้ง ๖ อย่างนี้ เป็นการแสดงรวบรวมโดยสังเขป แต่เมื่อจะแสดงโดยพิสดารแล้ว ก็มีจำนวนถึง ๖๓ จริต

      โดยพิสดารมีจำนวน ๖๓ นั้น มีดังนี้ คือ

            ก. สุทธจริต มี ๑๔ 

            ข. มิสสกจริต มี ๔๕

      ก. สุทธจริต ๑๔ คือ ราคจริต, โทสจริต, โมหจริต, ราคโทสจริต, ราคโมหจริต, โทสโมหจริต, ราคโทสโมหจริต, ศรัทธาจริต, พุทธิจริต, วิตกจริต, ศรัทธาพุทธิจริต, ศรัทธาวิตกจริต, พุทธิวิตกจริต, ศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      ข. มิสสกจริต ๔๘ คือ ในเอกมูล ๒๑ ในทวิมูล ๒๑ ในติมูล ๗

         ใน เอกมูล มีจริต ๒๑ คือ

      - ราคมูละ ๑. ราคศรัทธาจริต ๒. ราคพุทธิจริต ๓. ราควิตกจริต ๔. ราคศรัทธาพุทธิจริต ๕. ราคศรัทธาวิตกจริต ๖. ราคพุทธิวิตกจริต ๗. ราคศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      - โทสมูล ๑. โทสศรัทธาจริต ๒. โทสพุทธิจริต ๓. โทสวิตกจริต ๔. โทสศรัทธาพุทธิจริต ๕. โทสศรัทธาวิตกจริต ๖. โทสพุทธิวิตกจริต ๗. โทสศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      - โมหมูล ๑. โมหศรัทธาจริต ๒. โมหพุทธิจริต ๓. โมหวิตกจริต ๔. โมหศรัทธาพุทธิจริต . โมหศรัทธาวิตกจริต ๖. โมหพุทธิวิตกจริต ๗. โมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต


      ใน ทวิมูล มีจริต ๒๑ คือ

      ราคโทสมูล ๑. ราโทสศรัทธาจริต ๒. ราคโทสพุทธิจริต ๓. ราคโทสวิตกจริต ๔. ราคโทสศรัทธาพุทธิจริต  ๕. ราคโทสศรัทธาวิตกจริต ๖. ราคโทสพุทธิวิตกจริต ๗. ราคโทสศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      ราคโมหมูล ๑. ราคโมหศรัทธาจริต ๒. ราคโมหพุทธิจริต ๓. ราคโมหวิตกจริต ๕. ราคโมหศรัทธาพุทธิจริต ๕. ราคโมหศรัทชาวิตกจริต ๖. ราคโมหพุทธิวิตกจริต ๗. ราคโมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      โทสโมหมูล ๑. โทสโมหศรัทธาจริต ๒. โทสโมหพุทธิจริต ๓. โทสโมหวิตกจริต ๔. โทสโมหศรัทธาพุทธิจริต.โทสโมหศรัทธาวิตกจริต ๖. โทสโมหพุทธิวิตกจริต ๗. โทสโมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต


ใน ติมูล มี จริต ๗ คือ

      ราคโทสโมหมูล ๑. ราคโทสโมหศรัทธาจริต ๒. ราคโทสโมหพุทธิจริต ๓. ราคโทสโมหวิตกจริต ๔. ราคโทสโมหศรัทธาพุทธิจริต ๕. ราคโทสโมหศรัทธาวิตกจริต ๖. ราคโทสโมหพุทธิวิตกจริต ๗. ราคโทสโมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต 

ดังมีบาลี"(ฉ. อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา กัมมัฏฐานปริจเภทวัณณนา หน้า ๒๕๖) แสดงว่า

            ราคาทิเก ติเก สตฺต     สตฺต สทฺธาทิเก ติเก

            เอกทฺวิติกมูลมฺหิ         มิสฺสโต สตฺตสตฺตกํ ฯ

      ในจริตทั้ง ๓ มีราคจริต  เป็นตัน มีจำนวน ๗ ในจริตทั้ง ๓ มีศรัทธาจริต เป็นตัน มีจำนวน ๗ ในเอกมูล ทวิมูล ติมูล นั้น มีจำนวน ๔๙ โดยประเภทที่ปะปนกัน

      การแสดงจริตพิสดาร ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่าในคนหนึ่งๆ นั้น ย่อมมีจริตหลายอย่างปะปนกันได้ คือ ๒ - ๓ - ๔ บ้าง แต่การให้กรรมฐานนี้จะให้หลายอย่างไปตามจำนวนจริตที่มีอยู่นั้น ย่อมให้ไม่ได้ เพียงแต่เลือกให้กรรมฐานอย่างใด อย่างหนึ่งที่เหมาะสมกับจริตอันหนึ่งที่ใด้ปรากฏชัดมากที่สุดกว่าบรรดาจริตอื่นๆ ที่มีอยู่เท่านั้น


ข้อสังเกตในจริตต่างๆ

      ยกเว้น ปรจิตตวิชานนอภิญญาลาภีเสียแล้ว ผู้ที่จะรู้ถึงอัธยาศัยจิตใจของบุคคลอื่นอย่างจริงจัง โดยแน่นอนนั้น ย่อมไม่มี จะมีก็เพียงสังเกตดูตามลักษณะที่มีอยู่ภายในร่างกาย หรือ ดวงชะตา แล้วก็ทายไปตามหลักของโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์เท่านั้น นี้ป็นไปตามโลกียปกรณ์ที่ปรากฏมีอยู่โดยทั่วไป

      สำหรับในพระพุทธศาสนานั้น มีหลักที่จะพึงยึดถือเอาไว้เป็นเครื่องสังเกตรู้ได้ ในจริตต่างๆ ๖ ประการดังต่อไปนี้

            อิริยาปถโต กิจฺจา      โภชนา ทสฺสนาทิโต

            ธมฺมปฺปวตฺติโต เจว     จริยาโย วิภาวเยติ ฯ

                  (มาในวิสุทธิมรรคอรรถกถา)*(ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค หน้า ๑๐๑)

      บัณฑิตพึงทราบจริตต่างๆ 

      - โดยอาศัย อิริยาบถ คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย กิจ คือ การงานที่กระทำ ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย โภชนะ คือ อาหาร ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย ทัศนะ เป็นต้น คือ การดู การฟัง การดม การกิน การลูบไล้ แต่งตัว ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย ความเป็นไปแห่งธรรม ต่างๆ คือ ความประพฤติดีหรือเลว ประการหนึ่ง 

         รวมเป็น ๕ ประการดังนี้


ผู้มี ราคจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีราคจริต เมื่อจะเดินไปนั้น ย่อมจะเดินไปตามปกติธรรมดา มีกิริยาท่าทางอันชดช้อย ค่อยๆ วางเท้าและยกขึ้น เมื่อจะวางลงนั้น ก็วาลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจะยกขึ้นนั้น ยกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มีรอยเท้ากระโหย่ง เมื่อยืนหรือ นั่ง ก็น่าดู มีอาการอันละมุนละม่อม เวลานอนก็ไม่รีบร้อน การจัดที่นอนก็เรียบร้อยสม่ำเสมอ แล้วจึงค่อยๆ เอนตัวลงนอน มีการวางอวัยวะส่วนต่างๆ น้อยใหญ่ให้เรียบร้อย นอนอยู่ในอาการอันน่าดู เมื่อถูกปลุกให้ลูกก็ค่อยๆ ลุก ให้คำตอบเหมือนกับไม่ใคร่เต็มใจ

      ๒. ว่าโดยกิจ ผู้มีราคจริต เมื่อจะทำการงานใด ย่อมกระทำไปอย่างเรียบร้อย เช่น การปัดกวาด เป็นต้น สะอาดเตียน หมดจดดี ไม่ให้มีฝุ่นละอองปลิวฟุ้งตลบขึ้นมา มือที่ถือไม้กวาดนั้น ก็ถือไว้เป็นอย่างดี ค่อยๆ กวาดไปๆ อย่างแช่มช้าไม้รีบร้อน

      ๓. ว่าโดยโภชนะ ผู้มีราคจริต ชอบอาหารนละมุนละไม มีสอร่อยสนิทหวานมัน เมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวให้กลมกล่อมพอเหมาะพอควร ไม่เล็กเกินไป หรือโตเกินไป ชอบลิ้มรสแปลกๆ รับประทานไปโดยไม่รีบร้อน ได้อาหารดีที่ถูกปากอย่างเดียวเท่านั้น ก็มีความพอใจมาก

      ๔. ว่าโดยทัศนะ ผู้มีราคจริต เมื่อได้แลเห็นรูปสวยงามที่เป็นการปลาบปลื้มใจ เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสดี เครื่องสัมผัสละเอียดอ่อน ที่เป็นไปอย่างธรรมดาแม้เพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็เพ่งมองดู ตั้งใจฟังอย่างสนใจ เหมือนกับเกิดพิศวงงงงวยอย่างจริงๆ จังๆ คล้ายๆ กับว่าไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ไม่มีการถือสา ไม่หยิบยกขึ้นมาว่าเป็นผิด หรือ ถูกแต่อย่างใด คงติดใจในคุณภาพแม้เพียงนิดเดียวที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปแล้วก็ยังไม่ยอมลดละ ยังตามดู ตามฟัง อย่างที่เรียกว่าชะเง้อมอง เมื่อจะจากไปก็จากไปอย่างมีอาลัย บางทีถึงกับกลับหลังหันมองอย่างเสียดาย

      ๕. ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีราดจริต ย่อมมีจิตใจต่ำเป็นไปดังนี้ คือ 

            (๑) มายา เป็นผู้เข้าเล่ห์ 

            (๒) สาเฐยย เป็นผู้โอ้อวด 

            (๓) มาน เป็นผู้ถือตัว 

            (๔) ปาปีจฺฉตา เป็นผู้มีความประสงค์ที่เป็นไปในทางทุจริต 

            (๕) มหิจฺฉตา เป็นผู้ต้องการให้ผู้อื่น ยกย่องชมเชย สรรเสริญ ในคุณความดีของตนจนเกินประมาณ 

            (๖) อสนฺตุฏฺฐิตา เป็นผู้ไม่มีความพอใจในเครื่องอุปโภค บริโภค 

            (๗) สิงฺค เป็นผู้แง่งอน 

            (๘) จาปลฺย เป็นผู้ประดิษฐ์ประดอยเครื่องนุ่งห่มพิถีพิลันกับความสวยงามและตกแต่งกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ


ผู้มี ศรัทธาจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ๒. ว่าโดยกิจ ๓. ว่าโดยโภชนะ ๔. ว่าโดยทัศนะ คือการดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ ย่อมเหมือนกันกับผู้ที่มีราคจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียง ธรรมปวัตติ เท่านั้น

         คือผู้ที่มีศรัทธาจริตย่อมเป็นผู้ไม่มีมารยาสาไถย เป็นต้น แต่ประการใด คงมีจิตใจสูงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีราคจริต เป็นไปดังนี้ คือ 

            (๑) มุตฺตจาคตา เป็นผู้ยอมเสียสละ กังวลห่วงใยในสิ่งทั้งปวง 

            (๒) อริยานํ ทสฺสนกามตา มีความต้องการพบเห็นพระอริยเจ้า 

            (๓) สทฺธมฺมโสตุกามตา ต้องการฟังพระสัทธรรม 

            (๔) ปโมชฺชพหุลตา มีความปรีดาปราโมทย์อย่างสูงในเมื่อได้พบเห็นพระอริยเจ้าและได้ฟังพระสัทธรรมแล้ว 

            (๕) อสฐตา เป็นผู้ไม่โอ้อวด 

            (๖) อมายาวิตา เป็นผู้ไม่มีมารยา

            (๗) ปสาโท เป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บิดา มารดา ครู อาจารย์ เป็นอย่างดี


ผู้มี โทสจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีโทสจริต เมื่อเดินไปนั้นย่อมเดินไปประดุจจิกปลายเท้า การวางเท้าลงและยกขึ้นอย่างเร็ว ไม่เรียบร้อย ผลีผลาม มีร้อยเท้าจิกปลาย เวลายืนหรือ นั่งอยู่นั้นก็มีกิริยาท่าทางอันกระด้าง เวลานอนก็รีบร้อนมาก การจัดที่นอนก็จัดตามแต่จะได้ แล้วทอดกายลงนอนอย่างเกะกะ ไม่เรียบร้อย เมื่อถูกปลุกให้ลุก ก็ลุกขึ้นอย่างผลุนผลัน มีหน้าตาบูดบึ้ง ให้คำตอบอย่างเดือด ๆ คล้ายกันกับว่าคนโกรธกัน

      ๒. ว่าโดยกิจ ผู้มีโทสจริต ทำการงานสะอาด แต่ไม่เรียบร้อย เช่น การปัดกวาด เป็นต้น มีเสียงดังฉาด ๆ โครมคราม มือกำไม้กวาดไว้แน่นอย่างขึงขัง กวาดไปอย่างรีบร้อน สะอาดเป็นหย่อม ๆ ทำให้ฝุ่นละอองปลิวฟุ้งตลบขึ้นมาทั้งสองข้าง

      ๓. ว่าโดยโภชนะ ผู้มีโทสจริตชอบอาหารหยาบ ๆ รสเปรี้ยว เค็ม ขมฝาดจัด เมื่อบริโภคก็ทำคำโตจนคับปาก ไม่ใช่เป็นนักลิ้มรส รับประทานเร็ว ได้อาหารที่ไม่ถูกใจแม้เพียงอย่างเดียวก็พาลโกรธขึ้นมาได้

      ๔. ว่าโดยทัศนะ ผู้มีโทสจริต เมื่อได้แลเห็นรูปที่ไม่ค่อยสวยไม่ค่อยงามไม่เป็นการปลาบปลื้มใจ เสียงไม่ค่อยไพเราะ กลิ่นไม่ค่อยหอม รสไม่ค่อยดี เครื่องสัมผัสหยาบ ที่เป็นไปอย่างธรรมดา เม้เพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็หงุดหงิดใจ ไม่อยากดูดูได้ไม่นาน ถ้ามีข้อบกพร่องประกอบอยู่บ้างเพียงนิดหน่อยในสิ่งเหล่านี้ก็ขัดใจ แม้ว่าความดีจะมีอยู่อย่างชัดแจ้งก็ตามที แต่ไม่มีความสนใจในคุณความดีนี้ แต่อย่างใดๆเมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปก็ไม่รู้สึกเสียดาย เมื่อจะจากหรือหลีกไป ก็ใคร่จะพ้นออกไปอย่างเดียว ไม่มีการแลเหลียวคิดพะวงหลงอาลัยติดใจถึงเลย

      ๕. ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีโทสจริต ย่อมมีจิตใจต่ำเป็นไปดังนี้ คือ 

          (๑) โกธ เป็นผู้มักโกรธ 

          (๒) อุปนาท เป็นผู้ผูกโกรธ 

          (๓) มกฺข เป็นผู้ลบหลู่บุญคุณ 

          (๔) ปลาส เป็นผู้ตีเสมอ 

          (๕). อิสฺสา เป็นผู้มีความอิจฉาริษยาในคุณสมบัติของผู้อื่นที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน 

          (๖) มจฺฉริย เป็นผู้มีความตระหนึ่


ผู้มี พุทธิจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ๒. ว่าโดยกิจ ๓. ว่าโดยโภชนะ ๔. ว่าโดยทัศนะ คือการดู การฟัง เป็นตัน เหล่านี้ย่อมเหมือนกันกับผู้มีโทสจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียงธรรมปวัตติ เท่านั้น

         คือผู้มีพุทธิจริตนั้น โกธะ อุปนาทะ มักขะ เป็นต้น เหล่านี้ไม่ค่อยจะปรากฏเกิดขึ้นแต่ประการใด คงมีจิตใจสูงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ที่มีโทสจริต เป็นไปดังนี้ คือ

            ๑) โสวจสฺสตา เป็นผู้ว่าง่ายในการสั่งสอนที่มีประโยชน์ ถึงแม้ผู้นั้นจะมิใช่เป็นบิดา มารดา ครู อาจารย์ ญาติสนิท มิตรสหายก็ตาม ถ้าคำตักเตือนแนะนำสั่งสอนใดๆ

ประกอบไปด้วยประโยชน์แล้วก็ยอมรับฟังทั้งสิ้น 

            ๒) กลฺยาณมิตฺตตา เป็นผู้เลือกคบแต่คนดีเป็นเพื่อน  โดยไม่มีการถือชั้นวรรณะ 

            ๓) โภชเนมตฺตญฺญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณในการรับอาหารที่เขาให้และในการบริโภค 

            ๔) สติสมฺปชญฺญํ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ 

            ๕) ชาคริยานุโยโค เป็นผู้หมั่นประกอบความเพียร มีจิตใจตื่นอยู่เป็นนิจในกิจที่ดี 

            ๖) สํเวโค เป็นผู้มีความเบื่อหน่ายและเห็นโทษในการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย 

           ๗) โยนิโสปธาน เป็นผู้มีความเพียรโดยเหมาะควร คือ หมั่นประกอบใน ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ได้คติที่ดีในภพข้างหน้าต่อๆ ไปจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง 


ผู้มี โมหจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

           ๑) ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีโมหจริต เมื่อเดินไปนั้นย่อมเดินไปโดยเปะปะ เมื่อวางเท้าลงและยกขึ้น ดุจดังคนขย่มตัว มีรอยเท้าจิกปลายและส้น เวลายืน หรือ นั่ง ก็มีอาการบ่ง เซ่อ เหม่อ ๆ ลอย ๆ เมื่อนอนก็ไม่น่าดู คือ นอนขว้างมือและเท้าเหวี่ยงกะกะไปโดยไม่รู้ตัว การจัดปูที่นอนก็ไม่เรียบร้อย ส่วนมากชอบนอนคว่ำหน้า เมื่อถูกปลุกให้ลุก ก็ลุกช้า มีการงัวเงีย หาวเรอ ทำอาการกระบิดกระบวนไปมาน่ารำคาญ

           ๒) ว่าโดยกิจ ผู้มีโมหจริต เมื่อจะทำการงานอันใดมักกระทำไปโดยหยาบๆไม่ถี่ถ้วน ดั่งค้าง เอาดีไม่ได้ เช่น การปัดกวาด เป็นต้น มือที่จับไม้กวาดก็จับไว้อย่างหลวมๆ ทำการกวาดไปตามแต่จะได้ ไม่สะอาด ทั้งไม่เรียบร้อย ทำให้มูลฝอยกระจุยกระจายเกลื่อนขึ้นมาในขณะที่กำลังกวาดอยู่

           ๓) ว่าโดยโภชนะ ผู้มีโมหจริต เป็นผู้ชอบในรสอาหารไม่แน่นอน เมื่อบริโภคก็ทำคำเล็กๆ ไม่กลมกล่อม เมีดข้าวตกเรี่ยราด เกลื่อนลาดกระจายไป ปากเลอะจิตใจฟุ้งซ่าน คิดไปบริโภคไปอย่างคนใจลอย

           ๔) ว่าโดยทัศนะ ผู้มีโมหจริต เมื่อได้เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ว่าโดยเนื้อแท้ของตนเองแล้วก็เป็นคนเฉยๆ เพราะความซึมที่ไม่รู้นั้นเอง ต่อเมื่อมีผู้หนุนข้างขึ้นมา จึงมีการคล้อยตามเขาไป คือ คนอื่นเขาติก็พลอยติกับเขาด้วย ถ้าเขาชมก็พลอยชมกับเขาด้วย การได้ยิน การรู้กลิ่น เป็นต้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

           ๕) ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีโมหจริต ย่อมมีจิตใจโง่เขลางมงาย เป็นไปดังนี้ ถือ 

              (๑) ถีนมิทฺธ เป็นผู้มีจิตใจง่วงเหงา หดหู่ ท้อถอย ไม่เข็มแข้ง 

              (๒) กุกฺกุจฺจ เป็นผู้มีความรำคาญ 

              (๓) วิจิกิจฺฉา เป็นผู้มีความลังเล สงสัย สนเท่ห์ 

              (๔) อาทานคาหิตา เป็นผู้มีการยึดถือมั่น โดยปราศจากเหตุผล 

              (๕) ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา เป็นผู้อบรมสั่งสอนปลด เปลื้องความเห็นผิดนั้นๆ ได้ยาก 


    ผู้มี วิตกจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

          ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ๒. ว่าโดยกิจ ๓. ว่าโดยโภชนะ ๔ ว่าโดยทัศนะ คือ การดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ย่อมเหมือนกันกับผู้มีโมหจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียง ธรรมปวัตติ เท่านั้น 

         คือผู้มีวิตกจริต ย่อมมีจิตใจเป็นไปดังนี้ คือ 

              (๑) ภสฺสพหุลตา เป็นคนพูดพร่ำ 

              (๒) คณารามตา เป็นคนชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ 

              (๓) กุสลานุโยเค อรติ เป็นผู้ไม่มีความยินดีในการบุญ  บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา 

              (๔) อนวฏฺฐิตกิจฺจตา เป็นคนชอบพลุกพล่านไปทางโน้นทางนี้ เปลี่ยนงานเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด

              (๕) รตฺติธุมายนา กลางคืนชอบคิดวางโครงการแบบสร้างวิมานในอากาศที่จะทำในวันรุ่งขึ้น 

              (๖) ทิวาปชฺชลนา พอถึงกลางวันเข้าก็ลงมือทำงานตามโครงการที่ตนได้คิดไว้ไม่รู้ว่าผิดหรือถูกแต่ประการใด 

              (๗) ราริธาวนา เป็นคนเข้าความคิดไปในเรื่องร้อยแปด


ข้อที่จะพึงสังเกตรู้ในจริตต่างๆ 

      ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ พระพุทธองค์มิได้ทรวางหลักเกณฑ์ไว้แต่ประการใด ทั้งท่านอรรถกถาจารย์ที่เป็นปฏิสัมภิทาปัตตะ ฉฬาภิญญะ เตวิชชะ ก็ไม่ได้วางไว้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ท่านโบราณาจารย์ได้วางหลักไว้สืบต่อเนื่องกันมา เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาที่จะให้กรรมฐานเท่านั้น

      ด้วยเหตุนี้จะถือเอาตามข้อสังเกต ดังที่ได้กถ่าวมาแล้วนี้ว่าเป็นที่ถูกต้องแน่นอนลงไปทีเดียวก็ยังไม่ได้ เพียงแต่อาศัยใช้สังเกตดูอัธยาศัยใจคอตามควรแก่ภูมิชั้นของกันและกันอย่างธรรมดาสามัญเท่านั้น เพราะบางคนนั้นหาใช่มีแต่เพียงจริตเดียวไม่มีถึง ๒-๓-๔ จริตปนกันก็มีอยู่ ดังที่ได้แสดงไว้ในจริตพิสดารนั้น ฉะนั้น จึงยากที่จะสังเกตให้รู้ชัดลงไปว่าคน ๆ นี้เป็นคนมีจริตชนิดไหน

      อนึ่งผู้ที่เป็นพหูสูตร ที่มีความรู้ดีเฉลี่ยวฉลาดมาก แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีจริตไม่ดีมาก็ตามที แต่สามารถอาจข่มจริตเหล่านั้นไว้มิให้ปรากฎออกมาด้วยอำนาจสติสัมปชัญญะก็ได้ ดังนั้น ยกเว้นปรจิตตวิชานนอภิญญาลาภีเสียแล้ว ผู้อื่นนอกนี้ที่จะล่วงรู้ถึงจริตของแต่ละบุคคลโดยแน่นอนถูกต้องหามีไม่


สมุฏฐานของจริต

      ในเรื่องนี้มีข้อน่าอัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่งว่า คนเราในโลกนี้ล้วนแต่เกิดมาเป็นคนด้วยกันทั้งสิ้น แต่เหตุไฉนอัธยาศัยจิตใจจึงไม่เหมือนกัน แม้ที่สุดจนกระทั่งพี่น้องท้องเดียวกัน ก็ยังมีอัธยาศัยจิตใจแตกต่างกันไปได้ คือ บางคนมีอัธยาศัยใจคอดี บางคนก็ไม่ดี คนที่มีอัธยาศัยใจคอดีก็มี ความประพฤติทางกาย วาจา ดีได้ด้วย ส่วนคนที่มีอัธยาศัยใจคอไม่ดี มีความประพฤติทางกาย วาจา ไม่ดีไปด้วย การที่เป็นไปดังนี้นั้น เพราะเหตุอันใดมากระทำให้อัธยาศัยใจคอของคนเราแตกต่างกันไปเช่นนี้ ที่เป็นเช่นนี้นั้น ก็เพราะเนื่องมาจากการกระทำกุศลของคนทั้งกลายที่ในชาติปางก่อน ซึ่งเป็นตัวเหตุนั้น ได้กระทำลงไปโดยไม่เหมือนกันนั้นเอง กล่าวคือ ในขณะที่กำลังบริจาคทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาอยู่นั้น กระแสจิตในขณะนั้น ย่อมปรารภไปในการมีชื่อเสียงบ้าง มีหน้ามีตาบ้าง อยากได้เสวยผลที่เป็นทิพยสมบัติ มนุษยสมบัติบ้าง อันเป็นตัวตัณหา มีการถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่บ้างอันเป็นตัวมานะ มี การถือว่า  เป็นตัวตนบ้าง อันเป็นตัวทิฏฐิ กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ เช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้นั้นเป็นคนมีราคจริตในภพต่อไป ถ้ากระแสจิตในขณะนั้นเกิด ความโกรธ ความเสียใจ ความอิจฉาริษยา ความตระหนี่ ความเดือดร้อนใจอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วย โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ เช่นนี้แหละ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีโทสจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้นมีความโง่เขลา ไม่รู้ในเหตุผลของการกระทำกุศลของตนแต่ประการใด หากแต่กระทำไปตามสมัยนิยมตามกาลเวลา หรือบางทีก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เคลือบแคลงสงสัยใน ทาน ศีล ภาวนา ที่ตนกำลังทำอยู่หรือบางทีก็มีจิตใจฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น มิได้ตั้งใจในการกุศลที่ตนกระทำไปในขณะนั้นเกี่ยวเนื่องด้วยโมหะ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ เช่นนี้แหละ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีโมหจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้นมัวแต่คิดไปในความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ในเรื่องกามคุณอารมณ์ที่เป็นกามวิตก หรือ คิดไปในการปองร้ายผู้อื่นที่เป็นพยาบาทวิตก หรือคิดไปในทางเบียดเบียนทำลายความสุขคนอื่น สัตว์อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อนที่เป็นวิหิงสาวิตก กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เช่นนี้แหละจึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีวิตกจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้น ประกอบด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส ในกรรมและผลของกรรม คุณของพระรัตนตรัย ตายแล้วเกิดใหมเรื่อย ๆ ไป ในเมื่อยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระรหันต์ ที่เป็นตัวศรัทธา กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยศรัทธาเช่นนี้แหละ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีศรัทธาจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้น ประกอบไปด้วยปัญญา คือ รู้ดีในเหตุผลของกุศลกรรมที่ตนกำลังกระทำอยู่ พร้อมกับความฉลาดในการกระทำกุศลนั้นๆ แล้วปรารภว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน ทรัพย์สิน เงินทอง ภรรยา สามี บิดา มารดามิใช่เป็นของของตนโดยแท้ ที่เป็นกัมมัสสกตาญาณ ตัวของตนก็ดี คนอื่นก็ดี ล้วนแต่เป็นรูป นาม ขันธ์ ๕ ทั้งสิ้นอาศัยซึ่งกันและกันเป็นไปอยู่ ที่เรียกกันว่านี้เป็นสัตว์เดรัจฉาน นี้เป็น มนุษย์ นี้เป็นชาย เป็นหญิง คนนั้น คนนี้ เหล่านี้ก็เพียงแต่สมมุติเรียกขึ้นตามโวหารของโลกเท่านั้น โดยความจริงแล้วหามีไม่ และรูปนามขันธ์ ๕ ที่อาศัยซึ่งกันและกันเป็นไปอยู่นั้น ก็มีความเกิดดับที่เป็นตัววิปัสสนาญาณ หรือ มีการพิจารณาเห็นว่า สัปบุรุษ ทั้งหลายย่อมตั้ง กาย วาจา ใจ ไว้ใน ทาน ศีล ภาวนาและตนก็ได้เอาเยี่ยงอย่าง เจริญรอยตามความประพฤติอันดีงามของท่านสัปบุรุษเหล่านี้อยู่ นับว่าเป็นโชคดีเป็นที่พึ่งของตนได้ ทั้งในภพนี้และกพหน้าอย่างแน่แท้ ที่เป็นตัวปัจจเวกขณญาณ หรือ ตั้งใจปรารถนาว่า ด้วยอำนาจแห่งกุศลผลบุญนี้ ขอให้ตนได้เป็นคนมีปัญญา กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัญญาต่างๆ ดังกล่าวแล้วเช่นนี้แหละจึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีพุทธิจริตในภพต่อไป

      เมื่อสรุปแล้วก็คงได้ความว่า คนทั้งหลายที่มีจริตต่างๆ กันโดยดีบ้าง ไม่ดีบ้างนั้น ก็เพราะเนื่องมาจากกุศลกรรมในภพก่อน ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกระแสจิตต่างๆเกิดขึ้นแวดล้อมเป็นบริวาร ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนั้นเอง เป็นเหตุที่ทำให้คนทั้งหลายมีจริตประจำตัวแตกต่างกัน

      ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนผู้มีความประสงค์จะให้ตนเป็นคนมีนิสัยใจคอที่เป็นจริตฝ่ายดีในภพข้างหน้าต่อ ๆ ไปแล้ว จำเป็นยิ่งที่จะต้องหมั่นรักษาจิตใจตนไว้ให้ดีในขณะที่ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่าให้มีจิตใจต่ำเกิดขึ้นแทรกแซงได้ในขณะนั้น

      อนึ่ง เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และยังมีชีวิตเป็นไปอยู่ในบัดนี้นั้น ถ้าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอย่างดีแล้วก็ยังมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือเพิ่มเติมภาวะความเป็นอยู่ของตน ซึ่งเป็นผลกำไรที่จะได้รับในภพต่อไป โดยการสร้างกุศลต่างๆ กล่าวคือ ถ้าเห็นว่าตนเป็นคนโง่ก็จงเร่งศึกษาวิชาธรรมะ หรือช่วยอุปการะสนับสนุนแก่ผู้ที่กำลังศึกษาวิชาธรรมะ โดยสร้างตำราและสถานที่ศึกษา ถ้าเป็นคนขัดสนก็จงเร่งสร้างทานกุศล ถ้าเป็นคนขี้ริ้วก็จงพยายามทำความสะอาดปูชนียสถาน ตลอดจนกระทั่งการถวายทานก็จัดอย่างสะอาดเรียบร้อยทุกสัดส่วน และจงระวังอย่าให้ความโกรธ ความเสียใจ เกิดขึ้นในขณะนั้น ถ้าเป็นคนขี้โรคก็จงงดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับความลำบาก แล้วจงช่วยเหลือเผื่อแผ่แก่ผู้ที่มีโรคโดยการให้ยา ให้เงิน ตลอดจนเครื่องกิน เครื่องใช้ ตามสมควรแก่กำลังของตนในเมื่อพอที่จะช่วยเหลือได้ ถ้าเป็นนสกุลต่ำก็จงมีความเคารพอ่อนน้อมต่อท่านที่มีคุณวุฒิวัยวุฒิ อย่าได้เย่อหยิ่งถือตัวแก่คนทั่วไป การประพฤติตนเป็นไปตามดังที่กล่าวแล้วนี้เป็นการแก้ไข ปรับปรุง ความเป็นอยู่ของตนให้ดีในภพต่อไป

      ส่วนการเพิ่มเติมความเป็นอยู่ของตนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนั้น ต้องเป็นคนไม่ลืมตัวโดยมาคำนึงถึงตนเองอยู่เสมอว่า การที่ตนมีปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี เป็นคนมั่งมีศรีสุขก็ดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนแต่ประการใดๆ ก็ดี มีผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงามก็ดี และเป็นคนมีตระกูลสูงก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่ได้มาจากการกระทำกุศลที่ปราศจากกิเลสรบกวนในภพก่อนทั้งสิ้น แล้วพยายามสร้างกุศลต่าง ๆที่จะทำให้เกิดปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง มีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรค รูปร่างสวยงาม สกุลสูง ต่อไปในภพหน้าให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก นี้แหละเป็นการเพิ่มเติมความเป็นอยู่ของตน การสร้างกุศลเพื่อแก้ไขปรับปรุง และเพิ่มเติมดังกล่าวแล้วนี้ ล้วนแต่กระทำให้สำเร็จได้ตามความประสงค์ทั้งนั้น ฉะนั้น จึงกล่าวว่าผู้ที่มีสติสัมปชัญญะทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้ได้รับผลกำไรจากการเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ถ้าหากว่าผู้ใดขาดสติสัมปชัญญะในการที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือ เพิ่มเติมความเป็นอยู่ของตนให้ดีแล้ว ก็ชื่อว่าผู้นั้นไม่ได้รับผลกำไรจากการเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาเสียเลย


อธิบายในบาลีข้อที่ ๔ ที่แสดงถึงภาวนา ๓ มี "ปริกมฺมภาวนา" เป็นต้น จนถึง "ติสฺโส ภาวนา" 


บริกรรมภาวนา 

      มหากุศล มหากริยาที่เกิดขึ้นก่อนๆ นับตั้งแต่ได้เริ่มต้นเจริญสมถกรรมฐานใหม่ ๆ ตลอดมา จนถึงจดขอบเขตแห่งอุคคหนิมิตนั้น ชื่อว่า บริกรรม 

      "อปฺปนํ ปริกโรติ ปริสงฺขโรตีติ = ปริกมฺมํ" (วา) "ปริอาทิภูตํ กมฺมํ = ปริกมฺมํ"

      วิถีจิตอันใดย่อมจัดแจงปรุงแต่งอัปปนา ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า บริกรรม 

      หรืออีกนัยหนึ่ง วิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้นชื่อว่า บริกรรม 

     คำว่า "ปริ" ที่ใน ปริกมฺมํ นี้เป็นอุปสารบท ในวจนัตถะข้อที่ ๑ คำว่า "ปริ" เป็น ธาตุวตฺถานุวตฺตกอุปสารปทํ หมายความว่า ไม่มีแสดงเนื้อความโดยเฉพาะ แต่คงเป็นไปตามเนื้อความของธาตุ ในวจนัตถะข้อที่ ๒ คำว่า "ปริ" เป็น ธาตุวตฺถวิเสสกอุปสารปท หมายความว่า ย่อมกระทำเนื้อความของธาตุให้มีความหมายเป็นพิเศษ คือแสดงให้รู้ว่า การเจริญกรรมฐานนี้เป็นการเจริญเบื้องต้น


บริกรรมภาวนา

      วิถีจิตที่จัดแจงปรุงแต่งอัปปนา หรือ วิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้นนี้ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ และทวีมากยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ ฉะนั้นวิถีจิตนั้น ชื่อว่า "บริกรรมภาวนา"

      วิถีจิตที่เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่กำลังบริกรรมว่า ปถวีๆ อยู่ เป็นต้นนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า "บริกรรมภาวนา" ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "ปริกมฺมญฺจ ตํ ภาวนา จาติ - ปริกมฺมภาวนา" วิถีจิตใดชื่อว่า บริกรรมด้วย ชื่อว่า ภาวนาด้วย ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า บริกรรมภาวนา


อุปจารภาวนา 

      มหากุศล มหากริยา ที่เกิดขึ้นใกล้กันกับอัปปนาฌาน ชื่อว่าอุปจาร ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "อปฺปนาย สมีเป จรติ ปวตฺตตีติ - อุปจารํ" วิถีจิตอันใดเกิดขึ้นใกล้เคียงกันกับขอบเขตของอัปปนาฌาน ฉะนั้น วิถีจิตนั้น ชื่อว่าอุปจาร 

      วิถีจิตที่ชื่อว่า อุปจารนี้แหละ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยให้ทวีมากยิ่งขึ้นไป ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า อุปจารภาวนา ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "อุปจารญฺจ ตํ ภาวนา จาติ - อุปจารภาวนา" วิถีจิตใดชื่อว่า อุปจารด้วยชื่อว่า ภาวนาด้วย ฉะนั้น วิถีจิตนั้น ชื่อว่า "อุปจารภาวนา"


อัปปนาภาวนา 

      ว่า "อัปปนา" นี้เป็นชื่อของวิตกโดยตรง ส่วนมหัคคตจิต โลกุตตรจิต เจตสิก ที่เรียกว่า อัปปนา นั้นเป็นการเรียกโดยอ้อมตามนัยอวยวูปจารนัยหมายความว่า ยกชื่อของวิตกขึ้นมาตั้งไว้ในธรรมที่ประกอบกันกับวิตก ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "อปฺเปติ สมุปฺยุตฺตธมฺเม อารมฺมณํ อภินิโรเปตีติ - อปฺปนา" ธรรมชาติใดย่อมยกสัมปยุตตธรรมขึ้นสู่อารมณ์เฉพาะหน้า ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า "อัปปนา" ได้แก่ วิตกองค์ฌาน ที่ประกอบกับมหัคคต-โลกุตตรธรรม "อปฺปนา จ สา ภาวนา เจติ - อปฺปนาภาวนา" ธรรมชาติใดเป็นอัปปนาด้วย เป็นการกระทำที่ถึงแล้วซึ่งความเจริญนั้นด้วย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า "อัปปนาภาวนา"

      ในภาวนาทั้ง ๓ นี้ มหากุศล มหากริยาชวนะ ที่เกิดก่อนมหัคคตฌาน และโลกุตตรฌานนั้นแหละ ชื่อว่า บริกรรมภาวนา แต่บริกรรมภาวนานี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือตอนแรกของมหากุศล มหากริยา ที่เกิดอยู่ห่างไกลจากมหัคคตฌานและโลกุตตรฌานนั้น มหากุศลมหากริยานี้ ชื่อว่า บริกรรมภาวนา เมื่อเกิดอยู่เรื่อยๆ และทวียิ่งๆ ขึ้นมาตามลำดับเกือบใกล้ที่มหัคคตและโลกุตตรฌาน จะเกิด มหากุศล มหากริยานี้ชื่อว่า อุปจารภาวนา เมื่อสรุปแล้วก็คงได้ความว่า บริกรรมภาวนานี้เอง เมื่อเกิดอยู่ใกล้ที่มหัคคตฌานและโลกุตตรฌานจะเกิดนั้นบริกรรมภาวนานี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "อุปจารภาวนา" เหมือนกันกับภวังคจลนะดวงที่ ๒ ที่เกิดขึ้นก่อนวิถีจิต ชื่อว่า "ภวังคุปัจเฉทะ"

-----------////-------------


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.