แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด



ทักษิณา กับทักขิเณยบุคคล

   ถาม ขอให้อธิบายคำว่า ทักษิณา และทักขิเณยบุคคล ด้วยครับ 

   ตอบ คำว่า ทักษิณา หรือ ทักขิณา นั้น อรรถกถาอธิบายว่า ได้แก่ ทานที่บุคคลเชื่อโลกหน้าแล้วจึงให้ หมายความว่า ทักษิณา เป็นชื่อของทาน ที่บุคคลเชื่อว่าโลกหน้ามี ชาติหน้ามีแล้วจึงให้ นั่นคือบุคคลเชื่อกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง จึงให้ทาน ทานของ บุคคลนั้น ชื่อว่า ทักษิณา บางทีก็เรียกว่า ทักษิณาทาน ทักษิณาจึงเป็นทานของสัมมาทิฏฐิบุคคล

   บุคคลใดสมควรเพื่อรับทักษิณา บุคคลนั้นชื่อว่า ทักขิเณยยบุคคล ซึ่งทักขิเณยบุคคลนี้หมายเอาผู้ทรงศีล ทรงธรรม คือ พระอริยสงฆ์ ดังที่ปรากฏในสังฆคุณข้อหนึ่งว่า พระสงฆ์เป็นทักขิเณยโย คือเป็นบุคคลผู้สมควรแก่ทักษิณา คือเป็นบุคคลผู้สมควรที่จะรับทาน ที่บุคคลถวายด้วยศรัทธา เชื่อกรรม และผลของกรรม ทั้งนี้เพราะพระอริยสงฆ์ ท่านประกอบด้วย อริยคุณ คืออริยศีล อริยสมาธิ และอริยปัญญา ท่านจึงเป็นเสมือนนาดี ที่เมื่อใครหว่านพืชลงไปแล้ว พืชนั้นย่อมงอกงามมีผลดีมาก ด้วยเหตุนี้ทักษิณาทานที่บุคคลหว่านลงในทักขิเณยบุคคล คือพระอริยสงฆ์นี้ จึงเป็นทานที่มีผลไพบูลย์ 

   สรุปว่า ทักษิณา เป็นชื่อของทานที่บุคคลถวายด้วยศรัทธา เชื่อกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง ส่วน ทักขิเณยยบุคคล นั้น หมายถึงพระอริยสงฆ์ผู้สมควรแก่ทักษิณาทาน ที่บุคคลถวายด้วยศรัทธานั้น เพราะฉะนั้นทักขิเณยยบุคคล จึงมีอยู่ในพุทธศาสนานี้เท่านั้น

---------------

ทำบุญกับพระพุทธเจ้าทำไม่ได้บุญมาก?

   ถาม พระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ทำไม ทำบุญกับพระพุทธเจ้าจึงได้บุญมากกว่า คือได้ผลมากกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเล่าครับ ช่วยให้ ความกระจ่างด้วยครับ

   ตอบ ในเรื่องนี้ เราต้องทราบเสียก่อนว่า พระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ท่านก็มีคุณธรรม ไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้านั้นทรงตรัส รู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองแล้วยังทรงบอกสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย คือสามารถนำเอา ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้แล้วนั้นมาประกาศให้ชาวโลกได้รู้ตามเห็นตามได้ด้วย ส่วนพระ ปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็ตรัสรู้ธรรมะด้วยพระองค์เองเหมือนกัน แต่เมื่อตรัสรู้แล้ว ไม่สามารถ นำเอาความรู้นั้นมาบอกสอนผู้อื่นเพื่อให้รู้ตามได้ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามความปรารถนาดั้งเดิม ของท่าน คือท่านปรารถนาเป็นเพียงพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น มิได้ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงสร้างบารมีระยะเวลาสั้นกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นทรงสร้างบารมีมานานถึงสื่อสงไขยแสนกัปเป็นอย่างน้อย นับแต่ได้รับ พุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์แรกที่ได้พบ ทั้งนี้เพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆ อาจจะได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ทีเดียว กว่าจะทรงตรัสรู้ ได้ด้วยพระองค์เอง ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นบำเพ็ญบารมีไม่นานเหมือนพระพุทธเจ้า ท่านใช้เวลาเพียง ๒ อสงไขยแสนกัปเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความรู้ของท่านจึงไม่กว้างขวาง ลึกซึ้งเท่าพระพุทธเจ้า แม้ว่าจะตรัสรู้อริยสัจสี่เหมือนกันก็ตาม ด้วยเหตุนั้นพระพุทธเจ้า จึงทรงยิ่งด้วยพระปัญญากว่าผู้ใด คือ หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้า ทรงเป็นเลิศกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า และแม้แต่เทวดามารพรหมทั้งหลายด้วยคุณธรรม การทำบุญไว้ในพระพุทธเจ้าจึงมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่าทำบุญแก่ผู้อื่นทั้งสิ้น อย่าว่าแต่การทำบุญกับพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่จะมีผลมากมีอานิสงส์มากจน ไม่อาจจะนับได้เลย แม้การบูชาพระพุทธเจ้าที่ทรงปรินิพพานไปแล้วด้วยการระลึกถึง พระคุณของพระองค์ หรือแม้จะบูชาพระบรมธาตุ พระเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุหรือเครื่องใช้สอย ของพระองค์ การบูชาต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้หรือที่ๆ เนื่องด้วยพระองค์ก็ยังมีผลมากเกินกว่าจะ นับได้เช่นเดียวกัน

---------------

 

[full-post]



พระพุทธเจ้า ๓ ประเภท

   บางพระองค์ต้องใช้เวลานานถึง ๒๐ อสงไขยแสนกัป เพราะเพียงแต่ตั้งความ ปรารถนาอยู่ในใจว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าก็บำเพ็ญบารมีนานถึง ๗ อสงไขย เมื่อเปล่งวาจา ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญบารมีอีก ๙ อสงไขย และเมื่อได้รับการพยากรณ์ว่าจะได้ เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอดีตแล้ว ก็ยังต้องบำเพ็ญบารมีอีกถึง ๔ อสงไขยแสนกัป จึงจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ประเภท พระปัญญาธิกะพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งด้วยปัญญา

   บางพระองค์ต้องใช้เวลานานถึง ๔๐ อสงไขยแสนกัป คือนึกปรารถนาอยู่ในใจ ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญบารมี ๑๔ อสงไขย เมื่อเปล่งวาจาว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญบารมี ๑๘ อสงไขย เมื่อได้รับการพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ในสำนัก ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอดีตแล้ว ก็ต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๘ อสงไขยแสนกัป จึงจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ประเภท พระสัทธาธิกะพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งด้วยศรัทธา

   บางพระองค์ต้องใช้เวลานานถึง ๘๐ อสงไขยแสนกัป คือนึกอยู่ในใจว่าจะเป็น พระพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญบารมี ๒๘ อสงไขย เมื่อเปล่งวาจาว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญ บารมีอีก ๓๖ อสงไขย และเมื่อได้รับการพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ในสำนักของ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ก็ต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๑๖ อสงไขยแสนกัป จึงจะ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า นประเภท พระวิริยาธิกะพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งด้วยความเพียร

    เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมีมาไม่เท่ากัน ท่านจึงจัดพระพุทธเจ้าไว้เป็น ๓ ประเภท ดังแสดงไว้ข้างต้น พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ประเภทนี้ เมื่อยังบำเพ็ญบารมีอยู่ ท่านเรียกว่า พระโพธิสัตว์ คือสัตว์ผู้บำเพ็ญคุณทั้งหลายมีทาน เป็นต้น คุณคือทานเป็นต้นนี้แหละ เป็นบารมีของพระโพธิสัตว์ สัตว์ที่ประกอบด้วยบารมี ชื่อว่า พระมหาสัตว์ บุรุษผู้บำเพ็ญบารมีดังกล่าวนี้ ชื่อว่า พระมหาบุรุษ

   พระโพธิสัตว์ที่ยังบำเพ็ญบารมีอยู่ หากยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอดีตแล้ว ย่อมไม่อาจแน่ใจว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ ต่อเมื่อได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ว่าจะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตแล้วนั่นแหละ จึงได้ชื่อว่า นิยตโพธิสัตว์ เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้

   บุคคลจะสำเร็จอภินิหาร คือความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ คือความเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องประกอบด้วย ธรรมสโมธาน คือการประชุมธรรม ๘ ประการ คือ

      ๑. มนุสสัตตัง เป็นมนุษย์

      ๒. ลิงคสัมปัตติ สมบูรณ์ด้วยเพศ คือเป็นบุรุษเพศ

      ๓. เหตุ มีอุปนิสัยสมบัติ พร้อมจะบรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์ในอัตภาพนั้น

      ๔. สัตถารทัสสน้ง ได้พบเห็นพระพุทธเจ้า คือประกาศความปรารถนาเป็น พระพุทธเจ้าในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่เท่านั้น

      ๕. ปัพพชา มีเพศเป็นนักบวช ผู้เป็นกรรมวาที คือเป็นผู้เชื่อกรรมและผลของ กรรมเท่านั้น

      ๖. คุณสัมปัตติ ถึงพร้อมด้วยคุณ คืออภิญญา ๕ สมาบัติ

      ๗. อธิการ มีการกระทำอันยิ่งใหญ่ คือยอมสละชีวิตของตนเพื่อพระพุทธเจ้าได้ 

      ๘. ฉันทตา ความพอใจ คือเต็มใจอย่างยิ่งที่จะบำเพ็ญเพียร และแสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นพระพุทธเจ้า

      พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการดังกล่าวนี้ เมื่อได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในอดีต ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เป็นนิยตโพธิสัตว์เช่น แล้ว ย่อมเว้นจากอภัพพฐานะ คือฐานะกันไม่สมคาร ดังนี้

   นรชนผู้สมบูรณ์ด้วยองค์คุณทั้งปวง ผู้เที่ยงต่อพระโพธิญาณ ตลอดสงสารอันมี ระยะกาลยาวนาน แม้นับด้วยร้อยโกฏิกัป จะไม่เกิดในอเวจีนรก แม้ในโลกันตรนรก ก็เช่นกัน แม้เมื่อเกิดในทุคติ จะไม่เกิดเป็นนิชฌามตัณหักเปรต ชุปปิปาสาเปรต กาลกัญชิกาสูร ไม่เป็นสัตว์ตัวเล็กๆ เมื่อเกิดในมนุษย์ ก็ไม่เป็นคนตาบอดมาแต่กำเนิด ไม่เป็นคนหูหนวก ไม่เป็นคนใบ้ ไม่เกิดเป็นสตรี ไม่เป็นอุภโตพยัญชนก (คนสองเพศ) และไม่เป็น กะเทย นรชนผู้เที่ยงต่อพระโพธิญาณจะไม่มีใจติดใจในสิ่งใด พ้นแล้วจากอนันตริยกรรมเป็น ผู้มีโคจรสะอาดในที่ทั้งปวง ไม่ซ่องเสพมิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นผลในการกระทำกรรม แม้จะอยู่ในสวรรค์ ก็ไม่เกิดเป็นอสัญญีสัตว์ แม้พรหมชั้นสุทธาวาสก็ไม่มีเหตุจะไปเกิด เป็นสัตบุรุษน้อมใจไปในเนกขัมมะ ปลดเปลื้องภพน้อยใหญ่ออกเสีย ประพฤติแต่ ประโยชน์แก่โลก มุ่งบำเพ็ญบารมีทุกประการ เที่ยวไป

(จาก อรรถกถาพุทธวงศ์)

   อนึ่ง ในชาติที่จะตรัสรู้นั้น ย่อมบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ หรือตระกูลพราหมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น พระโพธิสัตว์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพุทธภูมิ ๔ ประการ คืออุตสาหะ ความเพียร ๑ อุมมัคคะ ปัญญา ๑ อวัฏฐานะ คือความตั้งใจมั่น ไม่หวั่นไหว ๑ และ หิตจริยา คือเมตตาภาวนาและกรุณาภาวนา อีก ๑

   นอกจากนั้น พระโพธิสัตว์ยังเป็นผู้ประกอบด้วย อัธยาศัย ๖ ประการ อันเป็นไปเพื่อบ่มพระโพธิญาณ คือ

      ๑. เนกขัมมัชฌาสัย มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ คือมีปกติเห็นโทษในกามและใน การครองเรือน

      ๒. ปวิเวกัชฌาสัย มีอัธยาศัยในปวิเวก คือความสงบสงัด มีปกติเห็นโทษในการ คลุกคลี

      ๓. อโลภัชฌาสัย มีอัธยาศัยไม่โลภ คือมีปกติเห็นโทษในโลภะ

      ๔. อโทสัชฌาสัย มีอัธยาศัยไม่โกรธ คือมีปกติเห็นโทษในโทสะ

      ๕. อโมหัชฌาสัย มีอัธยาศัยไม่หลง คือมีปกติเห็นโทษในโมหะ

      ๖. นิสสรณัชฌาสัย มีอัธยาศัยในนิสสรณะ คือการสลัดออกจากทุกข์ คือมีปกติเห็นโทษใน(การเกิด)ในภพทั้งปวง

   พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยธรรมสโมธาน ๘ ประการ และอัธยาศัย ๖ ประการดังกล่าวมาแล้ว ย่อมสำเร็จอภินิหาร คือมูลปณิธาน ความปรารถนาดั้งเดิมที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะอภินิหารเป็นปัจจัยแก่บารมีทั้งหลาย มีทาน เป็นต้น

   การบังเกิดของพระพุทธเจ้า

   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นบุคคลเอก คือเป็นหนึ่งไม่มีสอง หาผู้เสมอเหมือนมิได้ เพราะทรงมีคุณพิเศษกว่าบรรดาผู้ที่มีคุณทั่วไป ผู้ที่จะเสมอกับพระองค์หามีไม่ จะมีก็แต่ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้าด้วยกันเท่านั้น พระพุทธเจ้าตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทรงเสมอกันด้วยพระคุณทั้งหลาย มีศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นโลกุตระ เป็นต้น

   การบังเกิดขึ้นของบุคคลเอก เช่น พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยากยิ่ง เพราะต้องทรงใช้เวลานานมาก ในการบำเพ็ญบารมี 30 ให้บริบูรณ์ อย่างน้อย 4 อสงไขยกับแสนกัป นับแต่ได้รับการพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอดีต ว่าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต 

   ก็ พุทธะ นั้นแปลว่า ผู้รู้ พุทธะจึงมีอยู่ 4 ประเภท คือ สุตะพุทธะ จตุสัจจพุทธะ ปัจเจกพุทธะ และสัพพัญญูพุทธะ

   ภิกษุผู้เป็นพหูสูต คือสดับฟังพระพุทธพจน์มาก ชื่อว่า สุตะพุทธะ 

   ภิกษุผู้เป็นขีณาสพ มีอาสวะสิ้นแล้ว ชื่อว่า จตุสัจจพุทธะ

   พระผู้บำเพ็ญบารมี ๒ อสงไขยกับแสนกัป แล้วแทงตลอดพระปัจเจกโพธิญาณ ชื่อว่า ปัจเจกพุทธะ

   พระผู้บำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกับแสนกัปก็ดี ๘ อสงไขยกับแสนกัปก็ดี ๑๖ อสงไขยกับแสนกัปก็ดี แล้วย่ำยีกระหม่อมแห่งมารทั้ง ๓ แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ชื่อว่า สัพพัญญูพุทธะ ก็พระสัพพัญญูพุทธะนี้เท่านั้นที่ไม่เป็นสองรองใคร    

   พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ เพราะไม่มีปรากฏอยู่เป็นนิตย์ เมื่อพระองค์ ทรงบังเกิดขึ้น ธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยปรากฏก็ปรากฏขึ้น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการที่ดี มรรคผลนิพพานก็ดี อนุตตริยะ ๖ ประการคือ ทัสสนานุตตริยะ การเห็นอันยอดเยี่ยม ๑ สวนานุตตริยะ การฟังอันยอดเยี่ยม ๑ ลาภานุตตริยะ การได้ (ศรัทธา) อันยอดเยี่ยม ๑

สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันยอดเยี่ยม ๑ ปาริจริยานุตตริยะ กากับยอดเยี่ยม ๑ อนุสสตานุตตริยะ การระลึกอันยอดเยี่ยม ๑ ก็ดี เหล่านี้เป็นต้นด้วยปรากฏขึ้น เพราะการปรากฏบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น 

   พระพุทธเจ้าทรงอุบัติบังเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก คือเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนผู้ได้สดับรับรสพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว ดำรงอยู่ในสรณคมน์บ้าง ดำรงอยู่ในทางสวรรค์และนิพพานบ้าง

   การที่พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ทรงแสดงปฐมเทศนาแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญะและพรหม ๑๘ โกฏิ ได้บรรลุโสดาปัตติผลก็ดี การที่พระปัญจวัคคีย์บรรลุพระอรหัตเพราะได้สดับอนัตตลักขณะสูตรก็ดี การที่พระยศกับกุลบุตรอีก ๕๔ คนบรรลุ พระอรหัตก็ดี การที่พระภัททวัคคีย์บรรลุมรรค ๓ ผล ๓ ก็ดี การที่ชฎิล ๓ พี่น้อง มีอุรุเวลกัสสป เป็นต้น พร้อมด้วยบริวารหนึ่งพันบรรลุพระอรหัตเพราะได้ฟังอาทิตตปริยายสูตรก็ดี การที่พระเจ้าพิมพิสารจอมมคธรัฐกับบริวาร ๑๑ หมื่นดำรงอยู่ในโสดา ปัตติผล และอีก ๑ หมื่นดำรงอยู่ในสรณคมน์ก็ดี ...ฯลฯ... การที่พระองค์ประทับนั่งบน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ดาวดึงสพิภพ ทรงกระทำเทพบุตรผู้เคยเป็นพระพุทธมารดากับ ทวยเทพอีก ๘๐ โกฏิให้ดื่มน้ำอมฤต ด้วยการแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ก็ดี แม้วาระ สุดท้ายใกล้จะปรินิพพาน การที่พระองค์ทรงให้สุภัททปริพาชกบวชแล้วบรรลุพระอรหัต ในคืนนั้น เป็นพระอรหันต์องค์สุดท้ายที่ทันได้เห็นพระองค์ก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นการ อนุเคราะห์แก่สัตว์โลกของพระพุทธเจ้า ด้วยพระทัยที่ทรงเอื้อเอ็นดูแก่สัตว์โลกทั้งสิ้น

   แม้เราทั้งหลายในปัจจุบัน ที่ได้สดับรับรสพระธรรม แล้วพากันประพฤติปฏิบัติ ตามพระธรรมกันอยู่ในทุกวันนี้ก็ดี ก็เพราะอาศัยพระเมตตาที่พระองค์ทรงเอื้อเอ็นดูแก่ สัตว์โลกโดยเสมอหน้า โดยไม่เลือกชั้นวรรณะใดๆ เลย พระองค์จึงทรงอุบัติบังเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมากโดยแท้ หาได้ทรงอุบัติขึ้นด้วยดูเหตุอื่นไม่

   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามฝั่งแห่งภพ ผู้เป็นธงชัยแห่งไตรโลก ผู้เป็นนาถะเอกแห่งไตรภพ ผู้ประเสริฐในโลก ตัดกิเลสทั้งสิ้นได้แล้ว ช่วยปลุกชนหาที่สุดมิได้ให้ตื่น ข้าพเจ้าขอนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น ทุกพระองค์ ด้วยเศียรเกล้า

-------///-------

 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้บุญมากไม่เท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

   ถาม พระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ทำไม ทำบุญกับพระพุทธเจ้าจึงได้บุญมากกว่า คือได้ผลมากกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเล่าครับ ช่วยให้ ความกระจ่างด้วยครับ

   ตอบ ในเรื่องนี้ เราต้องทราบเสียก่อนว่า พระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ท่านก็มีคุณธรรมไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้านั้นทรงตรัส รู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองแล้วยังทรงบอกสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย คือสามารถนำเอาธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้แล้วนั้นมาประกาศให้ชาวโลกได้รู้ตามเห็นตามได้ด้วย ส่วนพระ ปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็ตรัสรู้ธรรมะด้วยพระองค์เองเหมือนกัน แต่เมื่อตรัสรู้แล้ว ไม่สามารถนำเอาความรู้นั้นมาบอกสอนผู้อื่นเพื่อให้รู้ตามได้ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามความปรารถนาดั้งเดิมของท่าน คือท่านปรารถนาเป็นเพียงพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น มิได้ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงสร้างบารมีระยะเวลาสั้นกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นทรงสร้างบารมีมานานถึงสี่สงไขยแสนกัปเป็นอย่างน้อย นับแต่ได้รับ พุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์แรกที่ได้พบ ทั้งนี้เพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆ อาจจะได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ทีเดียว กว่าจะทรงตรัสรู้ ได้ด้วยพระองค์เอง ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นบำเพ็ญบารมีไม่นานเหมือนพระพุทธเจ้า ท่านใช้เวลาเพียง ๒ อสงไขยแสนกัปเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความรู้ของท่านจึงไม่กว้างขวาง ลึกซึ้งเท่าพระพุทธเจ้า แม้ว่าจะตรัสรู้อริยสัจสี่เหมือนกันก็ตาม ด้วยเหตุนั้นพระพุทธเจ้า จึงทรงยิ่งด้วยพระปัญญากว่าผู้ใด คือ หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้า ทรงเป็นเลิศกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า และแม้แต่เทวดามารพรหมทั้งหลายด้วยคุณธรรม การทำบุญไว้ในพระพุทธเจ้าจึงมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่าทำบุญแก่ผู้อื่นทั้งสิ้น อย่าว่าแต่การทำบุญกับพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่จะมีผลมากมีอานิสงส์มากจน ไม่อาจจะนับได้เลย แม้การบูชาพระพุทธเจ้าที่ทรงปรินิพพานไปแล้วด้วยการระลึกถึง พระคุณของพระองค์ หรือแม้จะบูชาพระบรมธาตุ พระเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุหรือเครื่องใช้สอย ของพระองค์ การบูชาต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้หรือที่ๆ เนื่องด้วยพระองค์ก็ยังมีผลมากเกินกว่าจะ นับได้เช่นเดียวกัน ฯ

--------///--------


[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.