แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสุตตันตปิฎก แสดงบทความทั้งหมด



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ ภาษาบาลี อักษรไทย

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ สุตฺต. องฺ. (๔): 

สตฺตก-อฏฺฐก-นวกนิปาตา จิตตสูตร

    [๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์บางพวกมีกายต่างกันมีสัญญาต่างกัน เหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวกนี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๑ สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกันเหมือนเทวดาชั้นพรหมกายิกา ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๒ สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เหมือนเทวดาชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๓ สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกันเหมือนเทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๔ สัตว์บางพวกเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๕ สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๖ สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไรๆ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๗ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ ๗ ประการนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๑


อรรถกถา อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ 

มหายัญญวรรคที่ ๕

๑. จิตตสูตร

มหายัญญวรรคที่ ๕               

อรรถกถาจิตตสูตรที่ ๑               

    วรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

    บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย ได้แก่ ที่ตั้งแห่งปฏิสนธิวิญญาณ.

    ศัพท์ว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่าเป็นตัวอย่าง. อธิบายว่า มนุษย์ทั้งหลาย.

    จริงอยู่ บรรดามนุษย์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ในจักรวาฬ หาประมาณมิได้ แม้ ๒ คนจะชื่อว่าเหมือนมนุษย์คนเดียวกันด้วยอำนาจสีและทรวดทรงเป็นต้นหามีไม่. แม้มนุษย์เหล่าใดเป็นพี่น้องฝาแฝดในที่ไหนๆ ย่อมเหมือนกันโดยสีและทรวดทรง แม้มนุษย์เหล่านั้นแปลกกันตรงที่แลดูเหลียวดู พูดหัวเราะ เดินและยืนเป็นต้นนั่นแล. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า นานตฺตกายา มีกายต่างกัน.

    ก็ปฏิสนธิสัญญาของสัตว์เหล่านั้นเป็นติเหตุกะก็มี เป็นทุเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า นานตฺตสญฺญิโน มีสัญญาต่างกัน.

    บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา ได้แก่ เทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น.

    จริงอยู่ บรรดาเทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้นนั้น เทวดาบางพวกมีกายเขียว บางพวกมีกายเหลืองเป็นต้น ส่วนสัญญาของเทวดาเหล่านั้นเป็นทุเหตุกะก็มี เป็นติเหตุกะก็มี ที่เป็นอเหตุกะไม่มี.

    บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา ความว่า สัตว์ผู้พ้นจากอบาย ๔ มีอาทิอย่างนี้คือ อุตตรมาตายักขิณี ปิยังกรมาตายังขิณี ผุสสมิตตายักขิณี ธัมมคุตตายักขิณี และเวมาณิกเปรตเหล่าอื่น.

    ก็สัตว์เหล่านั้นมีกายต่างกันโดยผิว มีผิวเหลือง ผิวขาว ผิวดำและผิวคล้ำเป็นต้น และโดยผอมอ้วนเตี้ยและสูง. แม้สัญญาก็ต่างกัน โดยเป็นทุเหตุกติเหตุกะ และอเหตุกะ แต่สัตว์เหล่านั้นไม่มีอำนาจมากเหมือนเทวดา มีอำนาจน้อย มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหายาก อยู่เป็นทุกข์ เหมือนมนุษย์ยากไร้ บางพวกต้องทุกข์เวลาข้างแรม มีสุขเวลาข้างขึ้น เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า วินิปาติกา เพราะตกไปจากกองสุข. ส่วนบรรดาสัตว์เหล่าอื่น สัตว์เหล่าใดเป็นติเหตุกะ สัตว์เหล่าอื่นตรัสรู้ธรรมก็มีเหมือนปิยังกรมาตายักขิณีเป็นต้น.

    บทว่า พฺรหฺมกายิกา ได้แก่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา.

    บทว่า ปฐมาภินิพฺพตฺตา ได้แก่ สัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดบังเกิดด้วยปฐมฌาน.

    ส่วนพรหมปาริสัชชาบังเกิดด้วยปฐมฌานอย่างอ่อน พรหมปาริสัชชาเหล่านั้นมีอายุประมาณเท่ากับส่วนที่ ๓ แห่งกัป. พรหมปุโรหิตาบังเกิดด้วยปฐมฌานปานกลาง มีอายุประมาณกึ่งกัป พรหมเหล่านั้นจึงมีกายกว้างกว่ากัน. มหาพรหมาบังเกิดด้วยปฐมฌานอย่างประณีต มีอายุประมาณกัปหนึ่ง. พึงทราบว่า นานตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เพราะมีกายต่างกัน มีสัญญาเป็นอันเดียวกัน ด้วยอำนาจปฐมฌาน. สัตว์ในอบาย ๔ ก็เหมือนกับพรหมเหล่านั้น.

    จริงอยู่ ในนรกทั้งหลาย สัตว์บางพวกมีอัตภาพคาวุตหนึ่ง บางพวกกึ่งโยชน์ บางพวกโยชน์หนึ่ง แต่ของพระเทวทัต ๑๐๐ โยชน์. แม้ในบรรดาสัตว์เดียรัจฉาน บางพวกเล็ก บางพวกใหญ่ แม้ในปิตติวิสัยบางพวก ๖๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก บางพวกมีพรรณดี บางพวกมีพรรณทราม. พวกกาลกัญชกอสูรก็เหมือนกัน.

    อีกอย่างหนึ่ง ในพวกอสูรเหล่านั้น ชื่อว่าทีฆปิฏฐิกอสูร ๖๐ โยชน์ ก็สัญญาของอสูรทั้งหมด เป็นอกุศลวิบากอเหตุกะ. ดังนี้ สัตว์ผู้เกิดในอบายย่อมนับว่ามีกายต่างกัน มีสัญญาเป็นอันเดียวกัน.

    บทว่า อาภสฺสรา ความว่า พรหมชื่อว่าอาภัสสรา เพราะพรหมเหล่านี้มีรัศมีซ่านออก คือแผ่ออกไปจากสรีระดุจขาดตกลง เหมือนเปลวไฟแห่งคบไฟฉะนั้น.

    บรรดาอาภัสสรพรหมเหล่านั้น พรหมผู้เจริญทุติยฌานและตติยฌานทั้ง ๒ อย่างอ่อนในปัญจกนัยเกิดขึ้น ชื่อว่าปริตตาภาพรหม. ปริตตาภาพรหมเหล่านั้นมีอายุประมาณ ๒ กัป. ที่เจริญทุติยฌาน ตติยฌานอย่างกลางเกิดขึ้น ชื่อว่าอัปปมาณาภาพพรหม. อัปปมาณาภาพรหมเหล่านั้นมีอายุประมาณ ๔ กัป. ที่เจริญทุติยฌาน ตติยฌานอย่างประณีตเกิดขึ้นชื่อว่าอาภัสราพรหม. อาภัสราพรหมเหล่านั้นมีอายุประมาณ ๘ กัป ในที่นี้ทรงถือเอาพรหมเหล่านั้นทั้งหมด โดยการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์

    ความจริง พรหมเหล่านั้นทั้งหมดมีกายกว้างเป็นอันเดียวกัน. ส่วนสัญญาต่างๆ กัน ไม่มีวิตกเพียงมีวิจารบ้าง ไม่มีวิตกวิจารบ้าง.

    บทว่า สุภกิณฺหา ความว่า พรหมทั้งหลายมีรัศมีจากสรีระ ระยิบระยับด้วยความงาม รัศมีแห่งสรีระโดยความงาม. อธิบายว่า เป็นแห่งทึบโดยความงาม.

    จริงอยู่ สุภกิณหาพรหม พรหมเหล่านั้นรัศมีไม่ขาดไปเหมือนของอาภัสราพรหม. แต่ในปัญจกนัยเหล่าพรหมที่บังเกิดชื่อว่า ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณาสุภาพรหมและสุภกิณหพรหม มีอายุ ๑๖ กัป ๓๒ กัปและ ๖๔ กัป ด้วยอำนาจจตุตถฌานอย่างอ่อน อย่างกลางและอย่างประณีต ดังนั้น พรหมเหล่านั้นทั้งหมด พึงทราบว่ามีกายเป็นอย่างเดียวกันและมีสัญญาเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยสัญญาในจตุตถฌาน.

    ฝ่ายเวหัปผลาพรหมก็ย่อมเทียบวิญญาณฐิติที่ ๔ เท่านั้น. เหล่าอสัญญีสัตว์หรือวิญญาณาภาพรหม ย่อมไม่สงเคราะห์เข้าในข้อนี้ แต่ไปในสัตตาวาสทั้งหลาย.

    สุทธาวาสพรหมตั้งอยู่ในฝ่ายวิวัฏฏะ ย่อมไม่มีตลอดกาลทุกเมื่อ คือไม่เกิดขึ้นในโลกที่ว่างจากพระพุทธเจ้า ตลอดแสนกัปบ้าง อสงไขยหนึ่งบ้าง. เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติขึ้นแล้วนั่นแล ย่อมเกิดขึ้นในภายในเขตกำหนด อายุ ๑๖,๐๐๐ กัป ย่อมเป็นเสมือนค่ายพักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระธรรมจักรพรรดิ์ เพราะเหตุนั้น จึงไม่เทียบวิญญาณฐิติและสัตตาวาส.

    ส่วนพระมหาสิวเถระกล่าวว่า แม้พรหมชั้นสุทธาวาสก็ย่อมเทียบวิญญาณฐิติที่ ๔ และสัตตาวาสที่ ๔ โดยสูตรนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร ก็สัตตาวาสไม่ใช่โอกาสที่จะได้โดยง่ายแล สัตตาวาสนั้น เราไม่เคยอยู่เลย โดยกาลอันยืดยาวนานนี้ เว้นเทวดาเหล่าสุทธาวาส. คำนั้น ท่านอนุญาตไว้แล้ว เพราะไม่มีพระสูตรห้ามไว้.

    เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ชื่อว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เพราะแม้วิญญาณเป็นของละเอียดเหมือนสัญญาฉะนั้น เพราะเหตุนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น ท่านจึงไม่กล่าวไว้ในวิญญาณฐิติทั้งหลาย.


จบอรรถกถาจิตตสูตรที่ ๑    

[full-post]


๘. สุนทรีสูตร
 

(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต)


   ว่าด้วยนางสุนทรีปริพาชิกา

      {๑๐๒} [๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นผู้ที่มหาชนไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่นอบน้อม ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

      {๑๐๓} ครั้งนั้น พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกทนเห็นสักการะเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไม่ได้ จึงพากันไปหานางสุนทรีปริพาชิกาถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับนางสุนทรีปริพาชิกาดังนี้ว่า “น้องหญิง เธอสามารถจะทำประโยชน์แก่พวกญาติได้ไหม”นางถามว่า “ท่านเจ้าข้า จะให้ดิฉันทำอะไร ดิฉันสามารถทำได้ เพื่อประโยชน์แก่พวกญาติ แม้ชีวิตดิฉันก็สละให้ได้”

      พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจึงกล่าวว่า “ดีละ น้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปพระเชตวันเนือง ๆ” นางสุนทรีปริพาชิการับคำของอัญเดียรถีย์ปริพาชกแล้วไปพระเชตวันเนือง ๆ

      เมื่อพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นรู้ว่า คนจำนวนมากเห็นนางสุนทรีปริพาชิกาไปพระเชตวันเนือง ๆ จึงได้จ้างนักเลงให้ฆ่านาง แล้วหมกไว้ในคูรอบพระเชตวันนั่นเอง จากนั้นได้พากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลดังนี้ว่า “ขอเดชะ มหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายไม่เห็นนางสุนทรีปริพาชิกาเลย”

      พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายสงสัยที่ไหนเล่า” พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกทูลตอบว่า “ที่พระเชตวัน มหาบพิตร”พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าทั้งหลายจงค้นพระเชตวัน ดูเถิด”

      ลำดับนั้น อัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นจึงค้นพระเชตวันแล้วขุดศพนางสุนทรีปริพาชิกาตามที่ตนสั่งให้หมกไว้ขึ้นจากคู ยกขึ้นเตียงแล้วให้หามเข้าไปยังกรุงสาวัตถี เดินจากถนนนี้ไปถนนโน้น จากตรอกนี้ไปตรอกโน้น พร้อมกับให้คนทั้งหลายโพนทนาว่า

      “ท่านทั้งหลาย เชิญดูการกระทำของพวกพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเถิด พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ไม่มียางอาย ทุศีล มีธรรมเลวทราม กล่าวเท็จไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ความจริง พระเหล่านี้ถึงจะปฏิญญาว่า เป็นผู้ประพฤติธรรมประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่พระเหล่านี้ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหม(A) ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ทำไมเป็นชายจึงข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าเสียเล่า”

      {๑๐๔} สมัยนั้น คนทั้งหลายในกรุงสาวัตถีเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราดเบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ ไม่มียางอาย ทุศีล มีธรรมเลวทราม กล่าวเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ความจริง พระเหล่านี้ถึงจะปฏิญญาว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่พระเหล่านี้ก็ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหม ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้วความเป็นพรหมของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ทำไม เป็นชายจึงข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าเสียเล่า”

      {๑๐๕} ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขณะนี้ คนทั้งหลายในกรุงสาวัตถีเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษว่า ‘พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ไม่มียางอาย ทุศีลมีธรรมเลวทราม กล่าวเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ความจริง พระเหล่านี้ถึงจะปฏิญญาว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำจริงมีศีล มีกัลยาณธรรม แต่พระเหล่านี้ก็ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหมความเป็นสมณะของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ทำไม เป็นชายจึงข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าเสียเล่า”

      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เสียง(โจษ)นั้นจักมีไม่นาน จักมีเพียง ๗ วันเท่านั้น ครั้นพ้น ๗ วันก็จักหายไป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงกล่าวตอบกับคนทั้งหลายที่เห็นภิกษุแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า

            คนที่ชอบกล่าวคำไม่จริง

            หรือคนที่ทำความชั่วแล้วกล่าวว่า

            “ฉันไม่ได้ทำ” ต่างก็ตกนรก

            คน ๒ จำพวกนั้น ต่างก็มีกรรมชั่ว

            ตายไปแล้ว มีคติเท่าเทียมกันในโลกหน้า (B)

      {๑๐๖} ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้วกล่าวตอบคนทั้งหลายที่เห็นภิกษุแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคาย ที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า

            คนที่ชอบกล่าวคำไม่จริง

            หรือคนที่ทำความชั่วแล้วกล่าวว่า

            ‘ฉันไม่ได้ทำ’ ต่างก็ตกนรก

            คน ๒ จำพวกนั้น ต่างก็มีกรรมชั่ว

            ตายไปแล้วมีคติเท่าเทียมกันในโลกหน้า

      {๑๐๗} คนทั้งหลายได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้คงไม่ได้ทำความผิด พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้คงไม่ได้ทำบาปพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรจึงกล่าวสบถเช่นนั้น” เสียง(โจษ)นั้นได้มีอยู่ไม่นาน เสียง(โจษ)ได้มีอยู่เพียง ๗ วันเท่านั้น ครั้นพ้น ๗ วันก็หายไป

      ต่อมา ภิกษุจำนวนมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เสียง(โจษ)นั้นจักมีไม่นาน จักมีเพียง ๗ วันเท่านั้น ครั้นพ้น ๗ วันก็จักหายไป เสียง(โจษ)นั้นก็หายไป พระพุทธเจ้าข้า”

      ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า


            คนทั้งหลายผู้ไม่สำรวม ชอบกล่าวทิ่มแทงผู้อื่นด้วยวาจา

            เหมือนทหารข้าศึกทิ่มแทงช้างที่ออกศึกด้วยลูกศร ฉะนั้น

            ภิกษุผู้มีจิตไม่คิดประทุษร้าย ฟังคำหยาบคาย

            ที่คนพาลกล่าวแล้ว พึงอดกลั้นไว้ได้

                  สุนทรีสูตรที่ ๘ จบ

-------------

เชิงอรรถ

(A) ความเป็นพรหม ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้ประเสริฐ ความเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว (ขุ.อุ.อ.๓๘/๒๗๗)

(B) ดูธรรมบท ข้อ ๓๐๖ หน้า ๑๒๘, อิติวุตตกะ ข้อ ๔๘ หน้า ๓๙๙, สุตตนิบาต ข้อ ๖๖๗ หน้า ๖๕๙ ในเล่มนี้


[full-post]



พระไตรปีฎกภาษาไทย เล่มที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑

(ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)

-------------------

      พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์ เล่มที่ ๑ ของพระสุตตันตปิฎก คัมภีร์ทีฆนิกายมี ๓ เล่ม คือ 

      ๑) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙) 

      ๒) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐) 

      ๓) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑)

ทีฆนิกายมีพระสูตรรวม ๓๔ สูตร แบ่งย่อยออกเป็นวรรค (ตอน) ได้ ๓ วรรค คือ

      (๑) สีลขันธวรรค มี ๑๓ สูตร

      (๒) มหาวรรค มี ๑๐ สูตร

      (๓) ปาฏิกวรรค มี ๑๑ สูตร


      การตั้งชื่อวรรค ท่านตั้งตามเนื้อหาในพระสูตรที่ ๑ ของวรรคก็มี ตามชื่อพระสูตรที่ ๑ ของวรรคก็มี กล่าวคือ- 

      - ใน "สีลขันธวรรค" มีพรหมชาลสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่องศีลและทิฏฐิ ท่านจึงตั้งชื่อว่า สีลขันธวรรค แปลว่า ตอนที่ว่าด้วยกองศีล 

      - ใน "มหาวรรค" มีมหาปทานสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยข้ออ้างใหญ่ คือกล่าวถึงพระประวัติขอพระพุทธเจ้าทั้งหลายตั้งแต่อดีตกาล จนมาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านจึงตั้งชื่อว่า มหาวรรค แปลว่า "ตอนใหญ่" 

      - ใน "ปาฏิกวรรค" มีปาฏิกสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยนักบวชเปลือยชื่อปาฏิกบุตร ท่านจึงตั้งชื่อว่า "ปาฏิกวรรค" แปลว่า "ตอนปาฏิกบุตร"

*พระสูตรในสีลขันธวรรค ๑๓ สูตร คือ

      (๑) พรหมชาลสูตร 

      (๒) สามัญญผลสูตร

      (๓) อัมพัฏฐสูตร 

      (๔) โสณทัณฑสูตร

      (๕) กูฎทันตสูตร 

      (๖) มหาลิสูตร

      (๗) ชาลิยสูตร 

      (๘) มหาสีหนาทสูตร

      (๙) โปฏฐปาทสูตร 

      (๑๐) สุภสูตร

      (๑๑) เกวัฏฏสูตร 

      (๑๒) โลหิจจสูตร

      (๑๓) เตวิชชสูตร

*พระสูตรในมหาวรรค ๑๐ สูตร คือ

      (๑) มหาปทานสูตร 

      (๒ มหานิทานสูตร

      (๓) มหาปรินิพพานสูตร 

      (๔ มหาสุทัสสนสูตร

      (๕) ชนวสภสูตร 

      (๖) มหาโควินทสูตร

      (๗) มหาสมยสูตร 

      (๘) สักกปัญหสูตร

      (๙) มหาสติปัฏฐานสูตร 

      (๑๐) ปายาสิราชัญญสูตร

*พระสูตรในปาฏิกวรรค ๑๑ สูตร คือ

      (๑) ปาฏิกสูตร 

      (๒) อุทุมพริกสูตร

      (๓) จักกวัตติสูตร 

      (๔) อัคคัญญสูตร

      (๕) สัมปสาทนียสูตร 

      (๖) ปาสาทิกสูตร

      (๗) ลักขณสูตร 

      (๘) สิงคาลกสูตร

      (๙) อาฎานาฏิยสูตร 

      (๑๐) สังคีติสูตร

      (๑๑) ทสุตตรสูตร


-------------///--------------


๑. พรหมชาลสูตร (พระไตรปิฏก ภาษาไทย เล่มที่ ๙ : ทีฆนิกาย ศีลขันธวรรค) 

๑.๑ ที่มาของชื่อ

    "พรหมชาลสูตร" แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ คำว่า "ข่ายอันประเสริฐ" หมายถึงพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นเหตุให้ทรงรู้ทิฏฐิหรือลัทธิต่าง ๆ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสมัยนั้นโดยแจ่มแจ้ง และยังทรงรู้แจ้งยิ่งไปกว่านั้นอีก 

    พระสูตรนี้ นอกจากชื่อว่าพรหมชาลสูตรแล้ว พระผู้มีพระภาคยังประทานชื่ออื่น อีก ๔ ชื่อ คือ 

(๑) อัตถชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งประโยชน์ เพราะทรงจำแนกประโยชน์ในชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้าไว้ 

(๒) ธัมมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งธรรม เพราะทรงจำแนกธรรมอันเป็นแบบแผนไว้ 

(๓) ทิฏฐิชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งทิฏฐิหรือลัทธิ เพราะทรงจำแนกทิฏฐิหรือลัทธิต่างๆ ไว้ถึง ๖๒ ลัทธิ พระองค์ ทรงเห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้ยึดถือลัทธิเหล่านั้นกำลังถูกลัทธิที่ตนยึดถือครอบคลุมผูกมัดไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในลัทธินั้น ติดวนอยู่ในลัทธินั้น มิอาจหลุดพ้นไปได้เหมือนปลาที่ถูกตาข่ายคือแหของชาวประมงครอบคลุมไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนั้น 

(๔) สังคามวิชยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยตำราพิชัยสงคราม เพราะผู้ที่ได้ฟังพระสูตรนี้จบแล้วจะสามารถ ย่ำยีพวกมาร ทั้งที่เป็นเทวบุตรมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารให้พ่ายแพ้ได้


*พรหมชาลสูตร บางอาจารย์ให้ความหมาว่า "ข่ายดักพรหม" คือพรหมทั้งหลายนอกพุทธศาสนา มักตกอยู่ในข่ายคือทิฏฐินี้ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า "พรหมชาล" (ข่ายดักพรหม)


๑.๒ ที่มาของพระสูตร

     พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปียะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ที่พวกภิกษุได้ยินเข้าแล้ว นำมาสนทนากัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายมิให้โกรธเมื่อถูกตำหนิติเตียน และมิให้ยินดีจนเหลิงเมื่อได้รับคำสรรเสริญเยินยอ แต่ให้พิจารณาหาสาเหตุแห่งการติเตียนและ การสรรเสริญนั้นๆ ตามความเป็นจริง แล้วชี้แจงให้เขาทราบว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็น เรื่องเท็จ ต่อจากนั้นทรงแสดงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่า หลักธรรมของพระองค์สูงส่งกว่าลัทธิ อื่นๆ ทั้ง ๖๒ ลัทธิที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น


๑.๓ รูปแบบของพระสูตร

     พระสูตรนี้เป็นแบบธรรมบรรยายหรือการบรรยายธรรมแบบพูดคนเดียวจนจบเรื่อง ดังที่ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงบรรยายจบลงว่า "ธรรมบรรยายนี้มี ชื่อว่าอะไร พระพุทธเจ้าข้า"


๑.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร

     พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์ว่าได้แก่ ศีล ๓ ชั้น คือ

        (๑) จูฬศีล (ศีลอย่างเล็กน้อย) 

        (๒) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) 

        (๓) มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่)

     กล่าวคือ คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า พระองค์ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในจูฬศีล ๒๖ ข้อ ในมัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ และในมหาศีล ๗ ข้อ พระผู้มีพระ ภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์อีกอย่างหนึ่งได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ คือทรงรู้แจ้งธรรมะที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ประณีต คาดคะเน เอาด้วยเหตุผลไม่ได้ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เมื่อทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงกล่าวสรรเสริญพระองค์ 

     พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิ โดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปีกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปีกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิ แต่เพราะพวกเขาไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงถูกลัทธิเหล่านี้ครอบคลุมไว้เหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้มิอาจหลุดพ้นไปได้ จึงทรงถือว่า ลัทธิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ


ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ ลัทธิ คือ

      ๑. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ ชาติ จนถึงหลายแสน

      ๒. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ กัปจนถึง ๑๐ กัป

      ๓. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑๐ กัปจนถึง ๔๐ กัป

      ๔. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะคิดคาดคะเนเอาด้วยเหตุผล

ทั้ง ๔ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง)

      ๕. ลัทธิที่ถือว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกที่พระพรหมสร้างขึ้นมา ไม่เที่ยง

      ๖. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกขิทฑาปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะชอบ เล่นสนุก) ไม่เที่ยง

      ๗. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกมโนปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะคิดร้ายกันและกัน) ไม่เที่ยง

      ๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าอัตตาฝ่ายจิตเที่ยง แต่อัตตาฝ่ายกาย ไม่เที่ยง

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๕ - ๘ เรียกว่า เอกัจจสัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า บางอย่างเที่ยง)

      ๙. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุด (มีขอบเขตกำหนดได้)

      ๑๐. ลัทธิที่ถือว่า โลกไม่มีที่สุด

      ๑๑. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด

      ๑๒. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผล ว่าโลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๙ - ๑๒ เรียกว่า อันตานันติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด)

      ๑๓. ลัทธิที่ปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ เพราะเกรงว่าจะพูดเท็จ

      ๑๔. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่า จะยึดถือผิด ๆ

      ๑๕. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่าจะถูกผู้รู้ซักถาม

      ๑๖. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย เพราะไม่รู้จริง

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๓ - ๑๖ เรียกว่า อมราวิกเขปวาทะ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยง ไม่แน่นอนตายตัว)

      ๑๗. ลัทธิที่ถือว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ (พรหมพวกหนึ่งที่มีแต่รูป ไม่มีสัญญา)

      ๑๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย 

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๑๘ เรียกว่า อธิจจสมุปปันนวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ไม่มีเหตุปัจจัย)


อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิ คือ

      ๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป (อาศัยรูปอยู่) มีสัญญา (ความรู้สึกรู้ขั้นละเอียด)

      ๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญา

      ๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญา

      ๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีรูปหรือไม่มีรูป) มีสัญญา

      ๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญา

      ๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

      ๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

      ๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด) มีสัญญา

      ๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกัน

      ๑๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาต่างกัน

      ๑๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาเล็กน้อย

      ๑๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาประมาณมิได้

      ๑๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่สุขอย่างเดียว มีสัญญา

      ๑๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่ทุกข์อย่างเดียว มีสัญญา

      ๑๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ มีสัญญา

      ๑๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ มีสัญญา

*ทั้ง ๑๖ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญา)

      ๑๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป ไม่มีสัญญา

      ๑๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

      ๑๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

      ๒๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

      ๒๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

      ๒๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

      ๒๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

      ๒๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๒๔ เรียกว่า อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาไม่มีสัญญา)

      ๒๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่า มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา)

      ๒๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๒๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๒๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๒๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๓๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๓๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๓๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๒๕ - ๓๒ เรียกว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่)

      ๓ต. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาของมนุษย์และสัตว์ ขาดสูญ

      ๓๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปเป็นกามาพจร บริโภคอาหาร

      ๓๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปสำเร็จทางใจ ขาดสูญ

      ๓๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากาสานัญจายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดอากาศที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

      ๓๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ (อัตาที่ได้อรูปฌานกำหนดวิญญาณที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

      ๓๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากิญจัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌานกำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

      ๓๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดสภาวะที่เป็นสัญญาก็มิใช่ ไม่เป็นสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์) ขาดสูญ

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๓๓ - ๓๙ เรียกว่า อุจเฉทวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ)

      ๔๐. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๑. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยปฐมฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๒. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยทุติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๓. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยตติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๔. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยจตุตถฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

*๔๐ - ๔๔ เรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า มีสภาวะบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน)

      ลัทธิพวกอปรันตกัปปีกวาทะ ๔๔ ลัทธินี้เมื่อรวมกับลัทธิพวกปุพพันตกัปปีกวาทะ ๑๘ ลัทธิข้างต้น ก็เป็น ๖๒ ลัทธิ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "ทิฏฐิ ๖๒" 


     พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณโทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนา (การเสวยอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น และตรัสย้ำว่า นี่แหละธรรมะอันลึกซึ้ง (คมฺภีโร) เห็นได้ยาก (ทุทฺทโส) รู้ตามได้ยาก (ทุรนุโพโธ) สงบ (สนฺโต) ประณีต (ปณีโต) คาดคะเนเอาด้วยเหตุผลไม่ได้ (อตกฺกาวจโร) ละเอียด (นิปุโณ) รู้ได้เฉพาะบัณฑิต (ปณฺฑิตเวทนีโย) 

      เมื่อพระองค์ทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย จึงเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเหล่านี้ไม่รู้ความจริง บัญญัติทิฏฐิเหล่านี้ขึ้นตามความเข้าใจของตนเอง เป็นการแสวงหา การดิ้นรนของคนมีตัณหาคือความทะยานอยากสิ่งอันน่าใคร่น่าปรารถนา ผ่านทางอายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เมื่อมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ (กรรมภพ คือเจตนากรรม ๒๙) เมื่อมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ (ความเกิด) เมื่อมีชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา (ความแก่) มรณะ (ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความ คร่ำครวญ) ทุกข์ (ความไม่สบายกาย) โทมนัส (ความไม่สบายใจ) และ อุปายาส (ความคับแค้นใจ) 

(* กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เป็นไป....)


๑.๕ ข้อสังเกต

     พระสูตรนี้ให้ความรู้โดยละเอียด ๒ เรื่อง คือเรื่องศีลและเรื่องทิฏฐิ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีสามัคคีหรือความไม่มีสามัคคี ความเจริญหรือความเสื่อม เป็นต้น ของหมู่คณะหรือกลุ่มชนในสังคม กล่าวคือ ถ้าหมู่คณะใดมีศีลเหมือนกัน (สีลสามัญญตา) มีทิฏฐิเหมือนกัน (ทิฏฐิสามัญตา) แสดงว่าหมู่คณะนั้นสามัคคีกัน แต่ถ้ามีศีลไม่เหมือนกันก็ดี มีทิฏฐิไม่เหมือนกันก็ดี ก็แสดงว่าไม่สามัคคีกัน

     ในเรื่องศีล พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ถึง ๓ ชั้น จากชั้นต่ำไปหาชั้นสูง ทรงเรียกว่า จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล รวม ๔๓ ข้อ (กล่าวไว้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งในสามัญญผลสูตร ส่วนในสูตรอื่น ๆ เมื่อกล่าวถึงศีล ก็จะปรากฎแต่โดยย่อ และให้ดูรายละเอียดในสามัญญผลสูตร) ทรงเน้นว่า พระองค์ทรงมีศีลเหล่านี้โดยสมบูรณ์ คนทั้งหลายจึงสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์บางพวกไม่มีศีลเหล่านี้

     ในเรื่องทิฏฐิ ทรงจำแนกไว้ถึง ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ไม่พบว่าได้มีการบันทึกเรื่องนี้ไว้ละเอียดแบบนี้ในที่ใด พระสูตรนี้จึงอาจถือว่าเป็นแหล่งความรู้ทางปรัชญาอินเดียโบราณที่สมบูรณ์ที่สุด


     พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้เชื่อถือต้องประสบทุกข์เหมือนปลาติดตาข่าย

----------/////--------- 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.