แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สีลานุสสติ แสดงบทความทั้งหมด



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,038)


สีลานุสติ - 1 ในอนุสติ 10

ระลึกเนื่องๆ ถึงศีลที่ตนรักษา

อ่านว่า สี-ลา-นุด-สะ-ติ

ประกอบด้วย สีล + อนุสติ

(๑) “สีล” 

อ่านว่า สี-ละ รากศัพท์มาจาก -

(1) สีลฺ (ธาตุ = สงบ, ทรงไว้) + อ (อะ) ปัจจัย

: สีลฺ + อ = สีล แปลตามศัพท์ว่า “เหตุสงบแห่งจิต” “เหตุให้ธำรงกุศลธรรมไว้ได้” “ธรรมที่ธำรงผู้ปฏิบัติไว้มิให้เกิดในอบาย” 

(2) สิ (ธาตุ = ผูก) + ล ปัจจัย, ยืดเสียง (ทีฆะ) อิ ที่ สิ เป็น อี

: สิ + ล = สิล > สีล แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องผูกจิตไว้”

นัยหนึ่งนิยมแปลกันว่า “เย็น” หรือ “ปกติ” โดยความหมายว่า เมื่อไม่ละเมิดข้อห้ามก็จะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นปกติเรียบร้อย

“สีล” หมายถึง :

(1) ข้อปฏิบัติทางศีลธรรม, นิสัยที่ดี, จริยธรรมในพุทธศาสนา, หลักศีลธรรม (moral practice, good character, Buddhist ethics, code of morality)

(2) ธรรมชาติ, นิสัย, ความเคยชิน, ความประพฤติ (nature, character, habit, behavior)

“สีล” ในบาลี เป็น “ศีล” ในสันสกฤต

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -

(สะกดตามต้นฉบับ)

(1) ศีล : (คำคุณศัพท์) มี; มีความชำนาญ; มีมรรยาทหรือจรรยาดี, มีอารมณ์ดี; endowed with, or possessed of; versed in; well-behaved, well-disposed.

(2) ศีล : (คำนาม) ชาติหรือปรกฤติ, คุณหรือลักษณะ; ภาวะหรืออารมณ์; สุศีล, จรรยา– มรรยาท– หรืออารมณ์ดี; การรักษาหรือประติบัทธรรมและจรรยาไว้มั่นและเปนระเบียบ; โศภา, ความงาม; งูใหญ่; nature, quality; disposition or inclination; good conduct or disposition; steady or uniform observance of law and morals; beauty; a large snake.

ในภาษาไทยนิยมใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ศีล”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “ศีล” ไว้ว่า -

ศีล : ความประพฤติดีทางกายและวาจา, การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย, ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่ปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ; มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า อธิศีลสิกขา (ข้อ ๑ ในไตรสิกขา, ข้อ ๒ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๒ ในอริยทรัพย์ ๗, ข้อ ๒ ในอริยวัฑฒิ ๕)

...............

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ข้อ [326] ขยายความคำว่า “ศีล” ไว้ว่า -

...............

ศีล (ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน — Sīla: high moral character).

...............

(๒) “อนุสติ”

บาลีเป็น “อนุสฺสติ” (โปรดสังเกต ส 2 ตัว) อ่านว่า อะ-นุด-สะ-ติ ประกอบด้วย อนุ + สติ

(ก) “อนุ” เป็นคำอุปสรรค มีความหมายว่า -

(1) ภายหลัง, ข้างหลัง (after, behind)

(2) ไปยัง, ตรงไปยังเป้าหมาย, ดำเนินต่อไป, ข้ามไปยัง, ข้างหน้า (for, towards an aim, on to, over to, forward)

ความหมายของ “อนุ” ที่เข้าใจกันหมู่นักเรียนบาลี คือ น้อย, ภายหลัง, ตาม, เนืองๆ

(ข) “สติ” รากศัพท์มาจาก สรฺ (ธาตุ = คิด, ระลึก; เบียดเบียน) + ติ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (สรฺ > ส)

: สรฺ + ติ = สรติ > สติ แปลตามศัพท์ว่า (1) “กิริยาที่ระลึกได้” (2) “ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้” (3) “ผู้เบียดเบียนความประมาท” 

“สติ” หมายถึง ความระลึกได้, การจำได้, สติ; ความตั้งใจ, การมีใจตื่นอยู่, ความตระหนัก, ความระมัดระวัง, ความเข้าใจ, การครองสติ, มโนธรรม, ความมีสติถึงตนเอง (memory, recognition, consciousness, intentness of mind, wakefulness of mind, mindfulness, alertness, lucidity of mind, self-possession, conscience, self-consciousness)

อนุ + สติ ซ้อน สฺ : อนุ + สฺ + สติ = อนุสฺสติ แปลตามศัพท์ว่า “การระลึกถึงเนืองๆ” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อนุสฺสติ” ว่า remembrance, recollection, thinking of, mindfulness (อนุสติ, ความระลึก, ความทรงจำ, ความคิด, ความตั้งใจ) (โปรดสังเกตคำแปลภาษาอังกฤษระหว่าง “สติ” กับ “อนุสฺสติ” บางคำตรงกัน)

สีล + อนุสฺสติ = สีลานุสฺสติ (สี-ลา-นุด-สะ-ติ) แปลตามศัพท์ว่า “การระลึกเนืองๆ ถึงศีล” (recollection of morality; contemplation on one’s own morals)

“สีลานุสฺสติ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “สีลานุสติ” (อนุสฺสติ ในบาลีตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง เป็น อนุสติ)

“สีลานุสติ” เป็น 1 ในอนุสติ 10 คือ -

1. พุทธานุสติ = ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า

2. ธัมมานุสติ = ระลึกถึงคุณพระธรรม

3. สังฆานุสติ = ระลึกถึงคุณพระสงฆ์

4. สีลานุสติ = ระลึกถึงศีลที่ตนรักษา

5. จาคานุสติ = ระลึกถึงความเผื่อแผ่เสียสละที่มีในตน

6. เทวตานุสติ = ระลึกถึงคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา

7. มรณสติ = ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา

8. กายคตาสติ =  “สติอันไปในกาย” คือมีสติรู้เท่าทันสภาวะกายของตนมิให้หลงใหลมัวเมา

9. อานาปานสติ = สติกำหนดลมหายใจเข้าออก

10. อุปสมานุสติ = ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ คือพระนิพพาน

คำว่า “สีลานุสติ” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “สีลานุสติ” บอกไว้ดังนี้ -

..............

สีลานุสติ : ระลึกถึงศีลของตนที่ได้ประพฤติมาด้วยดีบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย (ข้อ ๔ ในอนุสติ ๑๐)

..............

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [335] อนุสติ 10 แสดงความหมายของ “สีลานุสติ” ไว้ดังนี้ -

..............

4. สีลานุสติ (ระลึกถึงศีล คือ น้อมจิตรำลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติปฏิบัติ บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย — Sīlānussati: recollection of morality; contemplation on one’s own morals)

..............

ขยายความ :

“สีลานุสติ” ระลึกถึงศีล ไม่ได้หมายถึงระลึกถึงคำสมาทานศีล หรือจดจำข้อความที่เป็นองค์ศีลได้แม่น ว่าได้คล่อง ท่องได้แม่น

“สีลานุสติ” หมายถึง สำรวจตรวจสอบศีลที่ตนรักษา นั่นแปลว่าต้องเคยรักษาศีลและยังรักษาอยู่เสมอ จึงจะมีศีลให้ระลึกได้

วิธีระลึก ท่านแนะให้พิจารณาความบริสุทธิ์ของศีลที่ตนรักษา โดยตรวจสอบดูว่า -

..............

โอ! ศีลทั้งหลายของเรา

อขณฺฑ (อะขัณฑะ) = ไม่ขาด

อจฺฉิทฺท (อัจฉิททะ) = ไม่ทะลุ

อสพล (อะสะพะละ) = ไม่ด่าง

อกมฺมาส (อะกัมมาสะ) = ไม่พร้อย

ภุชิสฺส (ภุชิสสะ) = เป็นไทย

วิญฺญุปสตฺถ (วิญญุปะสัตถะ) = ผู้รู้สรรเสริญ

อปรามฏฺฐ (อะปะรามัฏฐะ) = ไม่ถูกปรามาส 

สมาธิสํวตฺตนิก (สะมาธิสังวัตตะนิกะ) = เป็นไปเพื่อสมาธิ

..............

มีคำขยายความพอสรุปได้ดังนี้ -

ศีลข้อแรกหรือสุดท้ายขาด เรียกว่า ขณฺฑ = ขาด เหมือนผ้าชายขาด

ศีลข้อกลางขาด เรียกว่า ฉิทฺท = ทะลุ เหมือนผ้าทะลุกลางผืน

ศีลขาดไม่เรียงลำดับข้อ (ขาดเปรอะไปหมด) เรียก สพล = ด่าง เหมือนวัวด่างเป็นหย่อม

ศีลขาดเป็นห้วงๆ ตามช่วงเวลา เช่น รักษาได้พักหนึ่ง ขาดไปพักหนึ่ง เรียกว่า กมฺมาส = พร้อย เหมือนวัวด่างเป็นจุด

ทนอำนาจกิเลสได้ ไม่ละเมิดศีล เรียกว่า ภุชิสฺส = เป็นไทย

คนพาลหรือคนเขลาสรรเสริญเอาเป็นประมาณไม่ได้ คำสรรเสริญต้องมาจากผู้รู้จริง เป็นบัณฑิต มีคุณธรรม จึงจะเรียกว่า วิญฺญุปสตฺถ = ผู้รู้สรรเสริญ 

ไม่ถูกคนดูถูก ดังเช่นคำที่ว่า “มือถือสาก ปากถือศีล” เป็นต้น และไม่ถูกกิเลสฉุดกระชากลากถูไป เรียกว่า อปรามฏฺฐ = ไม่ถูกปรามาส 

รักษาศีลได้อย่างบริสุทธิ์หมดจด ระลึกขึ้นมาจิตใจก็ผ่องแผ้วเอิบอิ่ม เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิได้ง่าย จึงเรียกว่า สมาธิสํวตฺตนิก = เป็นไปเพื่อสมาธิ

..............

แถม :

ศึกษาเพิ่มเติมจาก ฉอนุสสตินิทเทส วิสุทธิมรรค ภาค 1 หน้า 283-285

..............

ดูก่อนภราดา!

: คนรักษาศีล

: ศีลรักษาคน

[full-post]

 


การเจริญสีลานุสสติ


      สีลานุสสติ หมายความว่า การระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลที่ตนรักษาไว้โดยปราศจากโทษ ๔ อย่างมี อขัณฑะเป็นต้นอยู่เนืองๆ ชื่อว่า สีลานุสสติ ดังแสดงวจนัตถะว่า "สลํ อนุสฺสติ  สีลานุสสติ" การระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลที่ตนรักษาไว้โดยปราศจากโทษเนืองๆ ชื่อว่า สีลานุสสติ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิตที่มีการเวัน การรักษา ตามสิกขาบทนั้นๆ


วิธีเจริญสีลานุสสติ

การเจิรญสีลานุสสตินี้ ผู้เจริญจะต้องมีความประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักทั้ง ๕ ประการเสียก่อน คือ

      ๑. จะต้องชำระศีลของตนให้พ้นจากโทษทั้ง ๔ แล้วตั้งอยู่ในคุณทั้ง ๔ จนครบบริบูรณ์ อย่างหนึ่ง

      ๒. จะต้องมีจิตใจพ้นไปจากความเป็นทาสแห่งตัณหา กล่าวคือ การรักษาศีลที่ไม่มีความมุ่งหวังต่อโลกียสมบัติ อย่างหนึ่ง

      ๓. มีการปฏิบัติกาย วาจา ให้ตั้งอยู่ในสิกขาบทอย่างเคร่งครัด จนมิอาจที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะมาจับผิดโดยอ้างวัตถุขึ้นแสดงเป็นหลักฐานได้ อย่างหนึ่ง

      ๔. ความประพฤติด้วยกาย วาจา ของตนนั้น แม้ว่าคนอันธพาลและผู้ที่เป็นศัตรูแก่ตนจะไม่มีความเห็นดีเห็นชอบด้วยก็ตาม แต่วิญญูชนทั้งหลายย่อมสรรเสริญอย่างหนึ่ง

      ๕. ต้องประกอบด้วยความรู้ว่า ศีลนี้เป็นเหตุทำให้อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิและ มรรคสมาธิ ผลสมาธิ เกิดขึ้นได้

      เมื่อความประพฤติปฏิบัติของตนถูกต้องตรงตามหลักทั้ง ๕ ประการนี้แล้วก็ลงมือทำการระลึกไปในศีลดังต่อไปนี้

            อโห เม วต สีลํ เห     อขณฺฑํ อฉิทฺทํ หเว

            อสพลํ อกมฺมาสํ        ภุชิสฺสํ อปรามสํ

            ปสฏฺฐํ สพฺพวิญฺญูหิ      สมาธิ สํวตฺตนกํฯ

      ศีลของเรานี้บริสุทธิ์ดีน่าปลื้มใจจริงหนอ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย

      โดยแน่นอน ศีลของเรานี้บริสุทธิ์ ทำให้เราพ้นไปจากการเป็นทาสของตัณหา ศีลของ

      เรานี้มิอาจที่จะมีผู้มากล่าวหาได้ ศีลของเรานี้ คนอันธพาลและผู้ที่เป็นศัตรูกับเราจะไม่มี

      การเห็นดีด้วยก็ตาม แต่วิญญูชนทั้งหลายนั้นย่อมสรรเสริญ ศีลของเรานี้เป็นเหตุทำให้

      อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และมรรคสมาธิ ผลสมาธิ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน


แสดงศีลที่มีโทษ และ พ้นไปจากโทษ

      ศีลที่มีโทษนั้นมี ๔ อย่าง คือ ๑. ขณฺฑสีลํ = ศีลขาด ๒. ฉิทฺทสีลํ =ศีลเป็นรู ๓. สพลสีลํ = ศีลด่าง ๔. กมฺมาสสีลํ = ศีลพร้อย ศีลที่พันไปจากโทษมี ๔ อย่าง คือ ๑. อขณฺฑสีลํ - ศีลไม่ขาด ๒. อฉิทฺทสีลํ = ศีลไม่เป็นรู  ๓. อสพลสีลํ = ศีลไม่ด่าง  ๔. อกมฺมาสสีลํ = ศีลไม่พร้อย 

      ขณฺฑสีล ได้แก่ ศีลของกฤหัสถ์ หรือ บรรพชิตก็ตาม ที่มีสิกขาบทข้อต้นหรือ ข้อปลายอย่างใดอย่างหนึ่งขาดไป เช่นในศีล ๘ นั้น ปาณาติปาตาเวรมณี หรืออุจจาสยนมหาสยนาเวรมณี ข้อใดข้อหนึ่งขาดไป ศีลอย่างนี้ เรียกว่า ขัณฑศีล, อขณฺฑสีล ได้แก่ ศีลของคฤหัสถ์ หรือ บรรพชิตก็ตาม ที่มีสิกขาบทข้อต้น หรือข้อปลายทั้ง ๒  อย่างนั้นมิได้ขาด คงรักษาไว้ได้เป็นปกติ ศีลอย่างนี้เรียกว่าอขัณฑศีล

      ฉิทฺทสีลํ ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลาง คือ ข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๗ ข้อใดข้อหนึ่งขาดไป ศีลอย่างนี้เรียกว่า ฉิททศีล

      อฉิทฺทศีลํ ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลางทั้ง ๖ ข้อนั้นไม่ขาด คงรักษาไว้ได้เป็นปกติ ศีลอย่างนี้เรียกว่า อฉิททศีล

      สพลสีลํ ได้แก่สิกขาบทท่ามกลาง คือ ข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๖ นั้นขาดไปหรือ ๓ ข้อ แต่ไม่ใช่ขาดไปเป็นลำดับ (คือติดกัน) เช่น ในศีล ๘ นั้นสิกขาบทข้อที่๒ กับ ข้อที่ ๔ หรือข้อที่ ๒ กับข้อที่ ๖ หรือข้อที่ ๔ กับข้อที่ ๖ หรือข้อที่ ๒ ที่ ๔ กับที่ ๖ หรือข้อที่ ๒ กับข้อที่ ๕ หรือข้อที่ ๒ กับที่ ๗ หรือข้อที่ ๒ ที่ ๕ กับที่ ๓ เหล่านี้ขาดไป หรือข้อที่ ๓ กับที่ ๕ หรือข้อที่ ๓ กับที่ ๗ หรือข้อที่ ๕ กับที่ ๗ หรือข้อที่ ๓ ที่ ๕ กับ ที่ ๓ หรือข้อที่ ๓ กับที่ ๖ ขาดไป หรือพูดกลับ เอาข้อปลายย้อนไปหาข้อต้นในหลักเช่นเดียวกัน ที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ ศีลอย่างนี้เรียกว่า สพลศีล, 

      อสพลสีลํ ได้แก่ สิขาบทท่ามกลางทั้ง ๖ ข้อนั้น แม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ขาด คงรักษาไว้ได้เป็นปกติ ศีลอย่างนี้เรียกว่า อสพลศีล 

      กมฺมาสสีลํ ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลาง คือข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๗ นั้น ขาดไป ๗ หรือ ๓ (หรือ ) ติดต่อกันโดยลำดับ (ถ้าขาดไปถึง ๔ ข้อก็นับว่าหนัก) เช่นในศีล ๘ นั้น สิกขาบทข้อที่ ๒ กับข้อที่ ๓ หรือข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ กับข้อที่ ๕ หรือข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ข้อที่ ๔ กับข้อที่ ๕ หรือข้อที่ ๔ กับข้อที่ ๕ หรือข้อที่ ๓ ข้อที่  กับข้อที่ ๕ หรือ ข้อที่ ๔ กับข้อที่ ๕ หรือข้อที่ ๔ ข้อที่ ๕ กับข้อที่ ๖ หรือข้อที่ ๔ ข้อที่ ๕ ข้อที่ ๖ กับข้อที่ ๗ หรือข้อที่ ๕ กับข้อที่ ๖ หรือข้อที่ ๕ ข้อที่ ๖ กับข้อที่ ๗ หรือข้อที่ ๖ กับข้อที่ ๗ ขาดติดต่อกันไปโดยลำดับ ศีลอย่างนี้เรียกว่า กัมมาสศีล 

      อกมฺมาสสีลํ ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลางทั้ง ๖ ข้อนั้นไม่ขาด แม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง คงรักษาไว้ได้เป็นปกติบริบูรณ์ ศีลอย่างนี้เรียกว่า อกัมมาสศีล


จบสีลานุสสติ

------------///-----------

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.