แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

 


ทองย้อย แสงสินชัย 

ศาสนาเปรียบเทียบ-เพื่ออะไร

------------------------------

เป็นที่รู้กันว่า “ศาสนาเปรียบเทียบ” เป็นกระบวนวิชาหนึ่งที่มีการเรียนการสอนกันในระดับมหาวิทยาลัย

เคยนึกเฉลียวใจไหมครับว่า เราเรียนศาสนาเปรียบเทียบเพื่ออะไร? เรียนไปทำไม?

ตามความเข้าใจของผม การเรียนศาสนาเปรียบเทียบมาจากแนวคิดของฝรั่งในยุคที่กำลังมีปัญหาว่าจะนับถือศาสนาเดิมหรือว่าจะเลือกศาสนาใหม่ 

จึงเกิดกระบวนการเปรียบเทียบศาสนา แล้วพัฒนาขึ้นเป็นวิชาการ

อันที่จริง ในพระพุทธศาสนาก็มีกล่าวถึงแนวคิดที่เรียกได้ว่าเป็น “ศาสนาเปรียบเทียบ” เช่น เรื่องทิฏฐิ ๖๒ ในพรหมชาลสูตร (คัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) เรื่องคำสอนของครูทั้ง ๖ ในสามัญผลสูตร (คัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) และสภาพสังคมของชาวกาลามะในเกสปุตตนิคม อันเป็นที่มาของเกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ที่เรารู้จักกันดีในนาม “กาลามสูตร” (คัมภีร์ติกนิบาต อังคุตรนิกาย) เป็นต้น

พระสูตรเหล่านี้กล่าวถึงคำสอนของเจ้าลัทธิต่าง ๆ ซึ่งก็คือการเปรียบเทียบคำสอน ที่เราเรียกว่า “ศาสนาเปรียบเทียบ” นั่นเอง

แต่การกล่าวถึงคำสอนของเจ้าลัทธิต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกมิได้มีความมุ่งหมายจะให้ศึกษาเจาะลึกละเอียดเหมือนกับเป็นเจ้าของคำสอนหรือเป็นผู้นับถือศาสนานั้นเสียเอง หากแต่เป็นเพียงแค่บอกให้รู้ว่าใครสอนอะไร ต่างจากคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจคำสอนในพระพุทธศาสนาว่าถูกต้องแน่นอนดีแล้ว

จะว่าเปรียบเทียบเพื่อให้เลือกก็ว่าได้-สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะนับถือศาสนาไหนดี

ฝรั่งศึกษาศาสนาเปรียบเทียบก็ด้วยความมุ่งหมายแบบเดียวกันนี้ คือเพื่อจะได้เลือกนับถือศาสนาหรือนิกายแห่งศาสนาที่ตนพอใจ-หลังจากได้เปรียบเทียบชั่งใจดูแล้ว 

พวกเราชาวพุทธในเวลานี้เป็นผู้ที่ได้ตกลงใจแน่นอนแล้วว่า เลือกนับถือพระพุทธศาสนา 

ไม่ใช่ผู้ที่ยังไม่ได้เลือกนับถือศาสนาอะไร 

และไม่ใช่ผู้ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนศาสนา

แล้วเราจะศึกษา “ศาสนาเปรียบเทียบ” ไปเพื่ออะไร?

ถ้าตอบว่า เพื่อเป็นความรู้ เป็นวิชาการ เป็นความเรืองปัญญา ก็ต้องถามต่อไปว่า จะเอาความรู้วิชาการปัญญาชนิดนั้นไปทำอะไร?

ถ้าตอบว่า เพื่อเราจะได้มองโลกมองชีวิตถูกต้อง และเลือกทางดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ก็ต้องถามว่า การที่เราเลือกดำเนินชีวิตตามคำสอนในพระพุทธศาสนายังไม่เป็นการถูกต้องกระนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น คำที่ว่า “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว” ก็ไม่ถูกกระนั้นสิ หรือว่ายังจะต้องเอาคำสอนในศาสนาอื่น ๆ มาบูรณาการด้วยจึงจะสมบูรณ์?

...................

ขอให้นึกเทียบคำสอนในพระพุทธศาสนาเหมือนยารักษาโรค

พวกเราทุกคนเหมือนคนป่วย และบัดนี้ตกลงใจแล้วว่าจะใช้ยาขนาน “พระพุทธศาสนา” รักษาโรค 

หน้าที่ของเราในฐานะคนป่วยก็คือ ลงมือใช้ยานั้นรักษาโรคตามกฎเกณฑ์ ตามชั้นตอนและวิธีการที่เจ้าของสูตรยาแนะนำไว้ และอุทิศเวลาทั้งหมดไปกับกระบวนการรักษาโรคนั้นจนกว่าจะหายป่วย 

พูดกันด้วยภาษาตรง ๆ ก็คือ ศึกษาพระธรรมวินัยแล้วลงมือปฏิบัติขัดเกลาตนเองไปจนกว่าจะบรรลุมรรคผล ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์กฎเกณฑ์การปฏิบัติย่อมเป็นดังว่านี้

ศาสนาเปรียบเทียบ-และรวมไปถึงปรัชญาเปรียบเทียบ-ก็คือศึกษาสรรพคุณยาขนานต่าง ๆ เปรียบเทียบกันนั่นแหละ

ในเมื่อเรากำลังใช้ยาขนาน “พระพุทธศาสนา” รักษาโรคอยู่ และไม่ได้มีแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ยาขนานอื่น เราจะเสียเวลาศึกษาสรรพคุณยาขนานอื่น ๆ ไปเพื่ออะไร 

ที่ว่ามานี้เป็นเพียงชวนคิดเฉย ๆ นะครับ ไม่ได้มีเจตนาที่จะคัดค้านโต้แย้งหลักสูตรการศึกษาของใครที่ไหนทั้งสิ้น 

ถ้าต้องศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ เพราะเป็นรายวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และต้องสอบให้ผ่านเพื่อรับปริญญาบัตร - ตามกฎเกณฑ์กติกาของสถาบันการศึกษา-อะไรแบบนี้เป็นต้น ก็เชิญศึกษากันไปตามกระบวนการ และขอสนับสนุนให้ศึกษาให้สำเร็จด้วย เพื่อจะได้รับปริญญาบัตรเอาไปใช้ประโยชน์ในการครองชีพตามกติกาของสังคมโลก

ผมแค่ชวนให้คิดในระยะยาว-ตลอดเส้นทางของชีวิต ไม่ใช่คิดแค่ระยะสั้นเฉพาะหน้าในช่วงเวลาเรียนให้จบเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร

คิดถึงความหมายที่จริงแท้แน่นอนของคำว่า “การศึกษา” 

และคิดถึงเหตุผลต้นเค้าของการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ 

และถ้าจะรู้จักตั้งข้อสงสัยไปด้วยว่า เราเอา “ศาสนาเปรียบเทียบ” หรือแม้แต่การศึกษาระบบปรัชญาต่าง ๆ เข้ามาใส่ไว้ในกระบวนวิชาที่จะต้องศึกษาเพื่อประโยชน์อะไรกันแน่ - ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง 

บางทีเราอาจจะกำลังหลงทาง แต่เข้าใจว่าเดินถูกทางแล้ว-ก็เป็นได้

แต่ถ้าใครจะยืนยันว่า “ศาสนาเปรียบเทียบ” เป็นการศึกษาสำหรับคนที่ยังไม่ได้เลือกที่จะนับถือศาสนาไหน และสำหรับคนที่กำลังคิดจะเปลี่ยนศาสนา - อย่างนี้ละก็ ผมก็เห็นด้วยนะครับ 

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะมีผู้มองได้ว่า “ศาสนาเปรียบเทียบ” เป็นการศึกษาเพื่อสนับสนุนให้คนไม่มีศาสนา และให้คนเปลี่ยนศาสนา 

ทำท่าจะยุ่งแล้ว จบแค่นี้ก่อนดีกว่า

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๔ มกราคม ๒๕๖๗

๑๑:๐๑

[full-post]



ศาสนาของข้าพเจ้า

---------------------

วันนี้ขออนุญาตขึ้นธรรมาสน์เตี้ยๆ อีกสักทีนะครับญาติมิตรทั้งหลาย

เมื่อพูดว่า “พระพุทธศาสนา” ความหมายที่ถูกต้องก็คือ คำสอนที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นคำสอนเดิมแท้

ผมเห็นว่า การจะศึกษาให้เข้าใจพระพุทธศาสนาตามความหมายที่ถูกต้อง ควรจะเป็นไปตามขั้นตอนต่อไปนี้ -

๑ ศึกษาให้รู้เข้าใจก่อนว่า คำสอนเดิมแท้ท่านสอนไว้อย่างไร นั่นคือเรียนรู้คำสอนในพระไตรปิฎกก่อน ที่ผมพูดบ่อยๆ ว่า-ไปให้ถึงต้นธาตุต้นธรรมต้นน้ำต้นทาง

เช่น-ในพระไตรปิฎกบันทึกคำสอนไว้ว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ”

ศึกษาให้รู้เข้าใจก่อนว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” มีความหมายว่าอย่างไร-อย่างนี้เป็นต้น

๒ เนื่องจากคำว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” (ตามที่ยกเป็นตัวอย่าง) ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษาบาลี คนที่ไม่รู้บาลีก็ย่อมจะไม่เข้าใจ 

...................................................

(๑) เริ่มตั้งแต่ไม่รู้ว่าข้อความนี้อ่านว่าอย่างไร 

(๒) แม้อ่านได้ (เพราะเขียนเป็นอักษรไทย) ก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร

(๓) แม้แปลได้ ก็ยังต้องตรวจสอบวินิจฉัยอีกว่าที่แปลเช่นนั้นถูกต้องตามเจตนาของผู้สอนหรือเปล่า

(๔) แม้แปลถูกต้อง ก็ยังต้องทำความเข้าใจต่อไปอีกว่า คำที่แปลมานั้นมีความหมายว่าอย่างไร แต่ละคำหมายถึงอะไร รวมกันทั้งหมดหมายความว่าอย่างไร

นี่คือด่านต่างๆ ที่จะต้อง “ฝ่า” ไปให้ได้ด้วยดี

...................................................

ด้วยเหตุผลตามวรรคแรก คนส่วนมากจึงใช้วิธีศึกษาจากคำแปล คืออ่านหรือฟังข้อความที่มีผู้แปลมาจากพระไตรปิฎก

แม้จะพูดกันว่า “อ่านพระไตรปิฎก” ข้อเท็จจริงก็คือ อ่านที่แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ชนชาติอื่นก็ใช้วิธีเดียวกัน คืออ่านที่แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาของชาตินั้นๆ

ถึงตรงนี้ ขอให้ย้อนไปมอง “ด่าน” ต่างๆ ที่บอกไว้ข้างต้น แล้วพิจารณาดูว่า เมื่ออ่านพระไตรปิฎกจะต้องผ่านด่านอะไรบ้าง

โปรดทราบว่า แม้จะรู้ภาษาบาลีและอ่านจากต้นฉบับที่เป็นภาษาบาลี ก็จะต้องผ่านด่านเหล่านี้เช่นเดียวกัน

ที่กล่าวมานี้เป็นขั้นตอน-ศึกษาต้นฉบับ 

การศึกษาพระพุทธศาสนา ควรเริ่มจากขึ้นตอนนี้

๓ เนื่องจากพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเมื่อ ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว จึงมีผู้รู้เห็นและศึกษาเรียนรู้มาก่อนเราหลายชั่วอายุคน ท่านเหล่านั้นมีทั้งที่มีชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า มีทั้งที่เกิดทีหลังแต่อยู่ใกล้กับข้อมูลข้อเท็จจริงมากที่สุด มีทั้งที่ศึกษาเรียนรู้สืบมาจากคนรุ่นก่อนตนแล้วถ่ายทอดกันต่อๆ มา

จากสภาพเช่นนี้ จึงเกิดมีคำอธิบายคำสอนที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์หรือผู้อยู่ใกล้เหตุการณ์จริงจดจำนำสืบๆ กันมา คำอธิบายนั้นเรียกกันว่า “อรรถกถา” 

ครั้นนานมา ก็มีคำอธิบายอรรถกถาเกิดขึ้นอีก เรียกว่า “ฎีกา” และมีต่อๆ มาอีก ...

คำอธิบายดังกล่าวนี้มีบันทึกไว้เป็นภาษาบาลีเชนเดียวกับคำสอนที่เรียกว่าพระไตรปิฎก 

เพราะฉะนั้น เมื่อศึกษาจากต้นฉบับพระไตรปิฎกแล้ว จึงสมควรที่จะศึกษาอรรถกถาฎีกาเพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อจะได้รู้ว่า คำสอนข้อนั้นๆ คนที่เรียนรู้ศึกษามาก่อนเราเขาเข้าใจว่าอย่างไร

๔ นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาของคนร่วมสมัยใกล้กับเราที่เราพอจะทันรู้ทันเห็น ท่านแสดงความเข้าใจของท่านไว้ เรียกว่า “อาจริยมติ” หรือความรู้ความเห็นของบูรพาจารย์ ก็สมควรที่จะสืบเสาะศึกษาดูด้วยเป็นลำดับต่อมา

๕ ต่อจากนั้นก็มาถึงคำอธิบายของอาจารย์หรือสำนักต่างๆ ที่ร่วมสมัยกับเรา ที่กำลังพูด กำลังอธิบาย กำลังสอนให้เราได้ยินได้ฟังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในเวลานี้ ทั้งท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งท่านที่ล่วงลับไปแล้วแต่เราทันรู้ทันเห็น เปิดหู เปิดตา เปิดใจรับฟังไว้ประกอบการศึกษาด้วย 

๖ สุดท้าย จึงมาถึงความรู้ ความคิด ความเห็น ความเข้าใจของเราเอง 

......................

ตามขั้นตอนดังแสดงมานี้ จะเห็นได้ว่า ไม่มีการบังคับเชื่อ ไม่มีการปิดกั้นความเห็นต่าง

ศึกษาแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ได้

ใครจะเห็นต่างไปจากที่เคยเห็นกันมา ก็ได้

ขอแต่เพียงเปิดใจรับรู้ก่อนว่า หนึ่ง-คืออะไร สอง-คืออย่างไร แล้วจึงมาถึงสาม-เราว่าอย่างไร

......................

แต่ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ มักไม่ได้เป็นไปตามข้นตอนที่ลำดับมานี้

ที่เป็นกันมากที่สุดในหมู่ผู้ฟังผู้ศึกษา ก็คือ-ไม่ได้ไปถึงต้นน้ำหรือต้นฉบับ หากแต่พอใจที่จะจับเอาคำสอนของอาจารย์หรือสำนักต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในเวลานี้เป็นสำคัญ ว่า นี่แหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่แหละคือคำสอนในพระพุทธศาสนา 

และมีอยู่เป็นอันมากที่ปรากฏว่า อาจารย์หรือสำนักต่างๆ ก็พากันเพลิดเพลินไปกับการอธิบาย “ธรรมะข้าพเจ้า” มากกว่าที่จะอธิบาย “ธรรมะของพระพุทธเจ้า” สาเหตุสำคัญก็คือ ตัวผู้อธิบายเองก็ไม่ได้ไปให้ถึงต้นน้ำหรือต้นฉบับด้วยเหมือนกัน

เวลานี้เริ่มจะมีผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ศึกษาเพื่อจะเรียนรู้ว่า-พระพุทธเจ้าสอนอะไร แต่ศึกษาเพื่อจะบอกว่า-ข้าพเจ้าเข้าใจอะไร

หมายความว่า ความหมายในคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเป็นอย่างไร อรรถกถาฎีกาอาจริยมติจะอธิบายอย่างไร ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาเรียนรู้ บางทีถึงกับบอกว่า-อธิบายผิดทั้งนั้น

ต้องที่ข้าพเจ้าเข้าใจและที่ข้าพเจ้าบอกนี่จึงจะถูก

และที่ข้าพเจ้าเข้าใจนี่แหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้า คือคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา 

......................

การอธิบายพระพุทธศาสนาให้คนสมัยใหม่เข้าใจได้ง่ายๆ เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่จำเป็น ใครมีความสามารถทำได้ย่อมควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง

แต่การอธิบายให้ถูกต้องตรงกับคำสอนเดิมแท้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และจำเป็นที่สุดด้วย

ถ้าไม่เริ่มด้วยการศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจคำสอนเดิมแท้ก่อน แต่เอาความเข้าใจของตนเองนำหน้า สิ่งที่อธิบายให้คนสมัยเข้าใจได้ง่ายๆ นั้นอาจจะไม่ใช่ศาสนาของพระพุทธเจ้า

แต่กลายเป็นศาสนาของข้าพเจ้า! 

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๑ มกราคม ๒๕๖๖

๑๗:๐๒

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.