แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังวร แสดงบทความทั้งหมด



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ผู้มีธรรมอยู่ ๔ ประการ ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพาน

   " สีเล ปติฏฺฐิโต ภิกขุ       อินฺทริเยสุ จ สํวุโต

     โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญู     ชาคริยํ อนุยุญฺชติ

     เอวํ วิหริมาตาปี           อโหรตฺตมตนฺทิโต

     ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ          โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา."

ความว่า " ภิกษุตั้งมั่นในศีล(สำรวมทวารกรรม มี กายกรรมเป็นต้น องค์ธรรม คือ 

      ๑) ปาติโมกขสังวรศีล)  

      ๒) สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย(สำรวมทวารอินทรี มี ตา หู เป็นต้น องค์ธรรมคืออินทรีย์สังวรศีล)  

      ๓) รู้จักประมาณในการบริโภค(รู้ความเหมาะความควรในการใช้สอยปัจจัย ๔ องค์ธรรม คือ ปัจจยสันนิสิตศีล) 

      ๔) ทำความเพียรให้ตื่นกระฉับกระเฉงสม่ำเสมอ ไม่เกียจคร้านตลอดคืนและวัน (ดำรงชีวิตความเป็นอยู่ไม่เกียจคร้าน องค์ธรรม คือ อาชีวปาริสุทธศีล) ชื่อว่าบำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อบรรลุคุณอันเกษมจากโยคะ คีอพระนิพพานนั่นแล "

(องฺ.จตุกฺก. ข้อ 37, มจร. ข้อ 37)


ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

   พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรม 4 ประการ ย่อมไม่เสื่อมจากการเจริญสติปัฏฐาน ย่อมใกล้ต่อการบรรลุนิพพาน จบแล้วตรัสสรุปด้วยภาษิตนี้แล

   (นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล)


[right-side]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

ศีลประเภทสังวร มี 5 ประเภท ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ดังนี้ คือ

   1.ปาติโมกขสังวร (อภิ.วิ 35/340)

   2.สติสังวร (ที.สี.9/92)

   3.ญาณสังวร (ขุ.จูฬ.30/8)

   4.ขันติสังวร (ม.มู.12/24)

   5.วิริยสังวร (ม.มู 12/17)

ในมหาฎีกาวิสุทธิมรรค (1/6) บอกให้ทราบถึงตัวสภาวธรรม ดังนี้ คือ

      1.ชื่อว่า ปาติโมกขสังวร ได้แก่ การรักษา ศีลสิกขาบท อันนับเนื่องในพระวินัย ที่จำแนกเป็น จาริตศีล และ วาริตศีล

      2.ชื่อว่า สติสังวร ได้แก่ สติ ที่ป้องกันอินทรีย์ทวารทั้งหก ไม่ให้กิเลสรั่วรดจิตรใจได้

      3. ชื่อว่า ญาณสังวร ได้แก่ ปัญญา ที่ปิดกั้น ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ แม้นปัจจยสันนิสิตศีลก็มีสภาวเป็นเช่นนั้น

      4.ชื่อว่า ขันติสังวร ได้แก่ นามขันธ์ ที่มีอโทสะเป็นประธาน คือเป็นใหญ่ ทำกิจเป็นปฏิปักษ์ต่อโทสะโดยตรง เป็นเหตุให้นามขันธ์ที่ประกอบกับตน ไม่โกรธขุ่นเคือง สำเร็จเป็นอธิวาสนขันติได้ เพราะการยอมรับความเป็นจริงได้นั้นเอง

      5.ชื่อว่า วิริยสังวร ได้แก่ความเพียรพยายามบรรเทากามวิตก แม้นอาชีวปาริสุทธิศีลก็มีสภาพเช่นนี้

   ถามว่าทำไมเวลาเจริญกรรมฐาน จึงทรงตรัสแต่ จตุปาริสุทธิศีล 4ประเภทเท่านั้น ทรงเว้นขันติสังวรไปเสียเล่า ?  ก็เพราะว่า

      ขันติสังวร มีกิจประคองจิตรใจ ไม่ให้ขุ่นขัดเคืองใจ เมื่อประสพเข้ากับอารมณ์ที่ไม่ต้องการก่อนหน้าปฏิบัติ เช่น นางปฏาจารา ประสพกับเหตุการณ์ สามี ลูก พ่อ แม่ ญาติพี่น้องตายหมด ถึงกลับเป็นบ้า มหาสันติอำมาตย์ผู้หลงรักนางฟ้อน พอนางตายไปก็ถึงกับเศร้าโศกเสียใจ พระพุทธองค์ก็ทรงกระตุ้นจิตรใจพวกเขาให้เกิดขันติสังวรประคองใจได้ก่อนการแสดงธรรมโปรด เพื่อนสหธรรมิคจะเห็นหลักการเช่นนี้มีมากในชาดก อันนับเป็นหนึ่งในองค์เก้าที่เป็นหลักคำสอน แม้นพวกเราผู้ใฝ่ธรรมอยู่แล้วก็เช่นกัน เมื่อเห็นเพื่อนสหธรรมิค ไม่ใส่ใจพระธรรม แถมมีความคิดเห็นผิดๆ ก็ขุ่นเคืองใจ เมื่อไม่ประสงค์ให้จิตรใจหงุดหงิดเร้าร้อน เพราะความขุ่นเคืองดังกล่าวนั้น ก็ควรอาศัย อธิวาสนขันตินี้เถิด เพื่อความกระจ่างชัดจะขอยกเอาอุทาหรณ์ การันทิยชาดก มาสาธกเป็นคติสอนใจ


การันทิยชาดก


      ความย่อมีว่า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นศิษย์อาจารย์พราหมณ์ ผู้พร่ำสอนให้ผู้อื่นรับและรักษาศีล โดยไม่คำนึงถึง ความสามารถ และความคิดเห็นอันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ครั้นพอไ่ม่เป็นไปตามเจตนาที่หวังดี ก็เกิดหงุดหงิดบ่นเพ้อไปต่างๆนาๆ พระโพธิสัตว์จึงสงเคราะห์อาจารย์ ด้วยการบอกสรุปความ เป็นนัยให้อาจารย์เข้าถึง อธิวาสนขันติได้เอง ดุจดอกไม้ที่บานเองได้ โดยไม่ต้องบังคับคลี่ให้บาน ดังมีพระคาถาโต้ตอบกันดังนี้

"(1) เอโก อรญฺเญ คิริกนฺทรายํ

        ปคฺคยฺห มหนฺตสิลํ ปเวจฺฉสิ

        ปุนปฺปุนํ สนฺตรมานรูโป

        การนฺทิย โก นุ ตว ยิธตฺโถ.

  (2) อหญฺหิมํ สาครเสวิตนฺตํ

        สมํ กริสฺสามิ ยถาปิ ปาณิ

        วิกีริย สานูนิ จ ปพฺพตานิ

        ตสฺมา สิลํ ทริยา ปกฺขิปามิ.

  (3) นยิมํ มหึ อรหติ ปาณิกปฺปํ

        สมํ มนุสฺโส กรณาย เมโก

        มญฺญามิมญฺเญว ทรึ ชิคึสํ

        การนฺทิย หาหสิ ชีวโลกํ.

  (4) สเจ อยํ ภูตธรํ น สกฺโก

        สมํ มนุสฺโส กรณายเมโก

        เอวเมว ตฺวํ พฺรหฺเม อิเม มนุสฺเส

        นานาทิฏฺฐิเก นานยิสฺสติ เต.

  (5) สงฺขิตฺตรูเปน ภวํ มมตฺถํ 

        อกฺขาสิ การนฺทิย เอวเมตํ

       ยถา น สกฺกา ปฐวี สมายํ

        กาตุํ มนุสฺเสน ตถา มนุสฺสาติ."

แปลว่า 

      "(1) การันทิยะเอ๋ย ! ลำพังเจ้าคนเดียว จักสามารถเกลี่ยช่องเขาในป่านี้ ให้ราบเรียบเสมอพื้นดินได้อย่างไรเล่า ? ถึงเจ้าจะให้ความสำคัญเพียรพยายาม เพื่อรีบเร่งทำให้ภูเขาเทือกใหญ่นี้ราบเรียบต่อเนื่องอยู่เนืองๆก็ตาม แล้วเรื่องนี้เจ้าประพฤติปฏิบัติเช่นนี้จักมีประโยชน์อะไรแก่เจ้าหรือหนอ?

      (2) เหตุที่ศิษย์ประพฤติปฏิับัติต่อแผ่นดิน อันมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขตเช่นนี้ ก็เพื่อจะกระทำให้แผ่นดินทั้งหมดราบเรียบเสมอเหมือนฝ่ามือนั่นเอง จึงจำต้องปรับเกลี่ยทั้งไหล่เขาทั้งภูเขาให้เสมอเหมือนกัน ดังนั้นศิษย์จึงโยนหินลงมา เพื่อปรับระดับแล

      (3) การันทิยะเอ๋ย ! มนุษย์เพียงคนเดียว จะสามารถกระทำการใช้มือจัดแจงแผ่นดินที่กว้างใหญ่นี้ ให้ราบเรียบไม่ได้แน่นอน อาจารย์จึงเห็นว่า ที่เจ้าคิดอยากจะได้ช่องเขาแบบนั้นนั่นแหละ เจ้าก็จะสูญสิ้นชีวิตในโลกนี้ไปเสียเปล่าแล

      (4) ท่านอาจารย์ !  ถ้าลำพังมนุษย์เพียงคนเดียว ไม่สามารถกระทำให้แผ่นดินราบเรียบเสมอกันได้ไซร้ ในบรรดาหมู่มวลมนุษย์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ท่านก็ย่อมไม่สามารถนำพาให้พวกเขามีความคิดเห็นเสมอเหมือนกันได้ อย่างนั้นเหมือนกันแล

       (5) การันทิยะเอ๋ย ! เจ้าได้บอกสัจจะ ที่มีจริงเป็นจริง โดยสรุปความว่าเรื่องนั้นก็เป็นเหมือนเรื่องนี้ ทำให้เกิดประโยชน์แก่เราได้ เหมือนแผ่นดิน ไม่สามารถทำให้ราบเรียบเสมอกันใด้ฉันใด ในบรรดาเหล่ามนุษย์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มนุษย์พวกนั้นก็ย่อมไม่สามารถทำให้มีความคิดเห็นเสมอเหมือนกันได้ฉันนั้นแล."

(ชาดก 27/356/128 ) 


   สรุปสภาวลักษณะ(ลักษณะเฉพาะ)ธรรมทั้ง ๓ ประการที่คล้ายกัน


- ขันติธรรม

   มีการยอมรับความเป็นจริงได้(อธิวาสนะ)​ เป็นลักษณะ

   มีการกำจัดความขัดเคือง​ใจ​ เป็นกิจ

   มีความไม่โกรธ​ เป็นผลปรากฏ

   มีความเข้าใจสภาพความเป็นจริงตามที่ปรากฏ​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

- เมตตาธรรม

   มี​ความปรารถนา​ดี​ เป็นลักษณะ

   มีการกำจัดความปองร้าย​ เป็นกิจ

   มีความอ่อนโยนนิ่มนวล​ เป็นผลปรากฏ

  มีสัตว์บุคคลที่น่ารักน่าเอ็นดู​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

- อโทสธรรม

   มีความไม่ขัดเคือง เป็นลักษณะ

   มีการกำจัดความเร้าร้อน เป็นกิจ

   มีความร่มเย็น เป็นผลปรากฏ

   มีการใส่ใจที่ถูกวิธี เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

----------///----------


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.