แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีล แสดงบทความทั้งหมด



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

    ถามว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญานั้น พึงศึกษาอย่างไร ถึงจะเข้าถึงความลึกซึ้ง และทรงจำได้หมด แม้ลืมก็สามารถทบทวนฟื้นความรู้นั้นกลับมาได้ใหม่อีก

   ตอบว่า ต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะ(วิเสสลักษณะ)ของ ศีล สมาธิ และ ปัญญานั้น เหมือนการคัดแยกผลไม้เป็นแต่ละประเภท ในแต่ละประเภทมีการจำแนกเป็นกี่หมวด หมวดนั้นๆ ก็เหมือนขั้วพวงของผลไม้ ซี่งก็คือ หลักการที่ใช้จำแนกนั่นเอง เมื่อยกชูขั้วพวงขึ้น ก้านแขนงของหมวด ก็จะปรากฏให้เห็น แสดงจำนวนหมวดในขั้วพวงนั้นๆ ซึ่งสรุปประมวลได้ ดังนี้

   [1.] การประมวลศีลทั้งสิ้น 

       ศีล มี หัวข้อประเด็นที่พึงรู้ ดังนี้

       ก. เมื่อกล่าวโดยสภาวลักษณะ มีพียง 1 อย่าง คือ ความเป็นฐาน(สีลนะ) โดยอาการ 2 ได้ แก่ อาการที่ทรงความดีไว้ได้ (สมาธานะ) 1. อาการที่รองรับคุณธรรมที่สูงขึ้น(อุปธารณะ) มี สมาธิ และ ปัญญา เป็นต้น 1.

     อาการทั้งสองท่านกล่าวแยกกัน เพื่อให้เห็นกิจที่ต่างกัน แต่ก็รวมอยู่ในความเป็นฐานเดียวกันนั่นเอง  อาการ สมาธานะ เหมือนอาการความแข็งแรงของฐานตึก อาการ อุปธารณะ เหมือนอาการความสามารถรองรับน้ำหนักของฐานตึก ที่เกี่ยวเนื่องรวมเป็นฐานเดียวก้น ก็เพราะอาการทั้งสองเนื่องกัน คือถ้าฐานตึกทรงความแข็งแรงไม่ได้ ก็จะรองรับน้ำหนักไม่ได้ เป็นฉันใด อาการทั้งสองที่เป็นสภาวลักษณะฐานของศีล ก็เป็นฉันนั้น คือ ถ้าอาการ สมาธานะทรงความดีไม่ได้ อาการ อุปธารณะก็จะรองรับคุณธรรมไม่ได้ เหมือนพระเทวทัตละโมบโลภมาก คิดเป็นใหญ่แทนพระพุทธเจ้า.อภิญญาก็เสื่อมทันทีทันใดนั่นแล

     ข. เมื่อกล่าวโดยสภาวอาการที่ทำกิจ มี 5 อย่าง คือ 

        1. ปหานกิจ เป็นกิจที่ทำการละ คือ ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ ได้แก่ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทุจริตนั้นๆ เช่นเบญจศีลคู่ปฏิปักษ์กับเบญจธรรมเป็นต้น เมื่อมีเมตตาธรรมปาณาติบาตก็เกิดขึ้นไม่ได้เป็นต้น

        2. เจตนากิจ เป็นกิจที่เป็นความตั้งใจสมาทานความดีไว้ได้

        3. เวรมณีกิจ เป็นกิจที่ทำการงดเว้นวิรมิตัพพวัตถุ(วัตถุพึงงดเว้น)

        4. สังวรกิจ เป็นกิจที่เป็นการสำรวม มีการสำรวมทวารอินทรีย์เป็นต้น

        5. อวีติกกมกิจ เป็นกิจที่เป็นความไม่ก้าวล่วงความชั่ว ยับยั้งอยู่ในความดีได้

   ค. เมื่อกล่าวโดยสภาวเป็นองค์ธรรม ที่มีสภาวลักษณะ(หัวข้อ ก.) และที่มีสภาวอาการที่ทำกิจ(หัวข้อ ข.) มี 4 อย่าง คือ  

        1. เจตนา 2. เจตสิก 3. สังวร 4. ความไม่ก้าวล่วง

   โดยในเจตสิก ทรงหมายเอา เวรมณี(วิรตี)ที่เป็นปฏิปักษ์กับวิรมิตัพพวัตถุ และปหานะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสนั้นๆ โดยตรง ส่วนความไม่ก้าวล่วงก็คือกุศลจิตที่เกิดขึ้นยับยั้งการก้าวล่วงนั่นเอง

   ง. เมื่อกล่าวโดยการจำแนก

      1. โดยอาศัยสภาวลักษณะเฉพาะของศีลจำแนก มีได้เพียง 1 อย่าง

      2. โดยอาศัยธรรมที่เป็นหลัก เพื่อจำแนกเป็นศีลในหมวดหลักการนั้นๆ  เช่น อาศัย ความบริบูรณ์, ความบริสุทธิ์หมดจด เป็นต้น เป็นหลักการจำแนก จึงมีได้ 7 ทุกะ, 5 ติกะ,  4 จตุกะ,  2 ปัญจกะ

    รวมศีลตามข้อ ง. จึงมีได้  56 อย่าง(1+14+15+16+10=56) ดังนี้ 


    ง. 1 ศีลหมวดสอง(ทุกะ) มี 7 หมวด :-

   ทุกะที่ 1 โดยอาศัยความบริบูรณ์จำแนก ศีลก็จะมีได้  2 อย่าง คือ

      1. จาริตศีล คือศีลที่เป็นข้อควรประพฤติ ได้แก่ศีลที่เป็นกิริยามรรยาท ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงามเป็นต้น

      2. วาริตต คือศีลที่เป็นข้อห้าม ได้แก่ กฏระเบียบที่ห้ามประพฤติ เป็นต้น 

          บุคคลที่จะมีศีลสมบูรณ์จึงต้องมีศีลทั้งสองอย่างนี้ครบ

   ทุกะที่ 2 โดยอาศัยความบริสุทธิ์หมดจดจำแนก ศีลจึงมีได้ 2 อย่าง คือ 

      1. อภิสมาจาริกศีล คือ ศีลที่เข้าถึงความสง่างามยิ่งนัก โดยอุกฤษฏ์คือสูงสุดทรงหมายเอาศีลในมรรคในผล เพราะบริสุทธิ์หมดจดด้วยกำลังของวิสุทธิ 7 โดยทั่วไปทรงหมายเอาศีลในขันธกวัตร เพราะบริสุทธิ์หมดจดด้วยกำลังของสติสัมปชัญญะ

      2. อาทิพรหมจริกศีล คือ ศีลที่เป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ โดยสังเขป ก็ คืออาชีวัฏฐมกศีล โดยพิสดาร ก็ คือศีลในอุภโตวิภังค์(ภิกขุวิภังค์,ภิกขุณีวิภงค์)

   บุคคลจะมีศีลบริสุทธิ์หมดจดได้ จึงต้องมีศีล 2 อย่างครบ

   ทุกะ ที่ 3  โดยอาศัยความงดเว้น(วิรติ)จำแนก ศีลจึงมีได้ 2 อย่าง คือ

      1. วิรติศีล คือศีลที่เป็นความงดเว้นจากทุจริตทั้งหลาย มี ปาณาติปาต เป็นต้นได้

      2. อวิรติศีล คือ ศีลที่ไม่ใช่วิรติศีล ได้แก่ เจตนาศีล, เจตสิกศีลที่เป็นปหานศีล, สังวรศีล  และ อวีติกกมศีล

   ทุกะที่ 4 โดยอาศัย ที่อิงอาศัยเกิด(นิสิตะ)จำแนก ศีลจึงมีได้ 2 อย่าง คือ

      1. ตัณหานิสิตศีล คือ ศีลที่อิงอาศัยตัณหาเป็นไป เช่น บุคคลที่รักษา ด้วยความอยากว่า เราจักขอเป็นเทพเจ้าหรือเทวดาตนใดตนหนึ่งด้วยศีลนี้

      2. ทิฏทินิสิตศีล คือศีลที่อิงอาศัยทิฏฐิเป็นไป โดยเข้าใจผิดว่า ศีลที่ตนรักษานั้นเป็นอธิศีล(อนิสิตศีล) อันบริสุทธิ์หมดจดไร้การอิงศัยทั้งตัณหาทั้งทิฏธินั่นเอง       

   ทุกะ ที่ 5 โดยอาศัยกาลเวลาจำแนก ศีลจึงมีได้ 2 อย่าง คือ

      1. กาลปริยันตศีล คือ ศีลที่มีกาลเวลากำหนดไว้เป็นที่สุด เช่นตลอดเข้าพรรษา จะงดดื่มเหล้า เป็นต้น มีเจตนาวิรติเป็นประธาน

      2. อาปาณโกฏิกศีล คือ ศีลที่มีลมหายใจเป็นที่สุด(ศีลที่รักษาได้ตลอดชีวิต) มี สัมปัตติวิรติเป็นประธาน 

   ทุกะ ที่ 6 โดยอาศัย สิ่งที่เป็นที่สิ้นสุดจำแนก ศีลจึงมี 2 อย่าง คือ

      1. สปริยันตศีล คือ ศีลที่มี ลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิตเป็นที่สุด

      2. อปริยันตศีล คือศีลที่ไม่มีอะไรทำให้สิ้นสุด เป็นไท ไม่ติด ลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิต

   ทุกะ ที่ 7 โดยอาศัยความเป็นอารมณ์ของอาสวะจำแนก ศีลจึงมีได้ 2 อย่าง คือ

      1. โลกิยศีล คือ ศีลที่เป็นอารมณ์ของอาสวะได้ จึงเป็นศีลที่นับเนื่องในภูมิ 3 (เว้นโลกุตรภูมิ)

      2. โลกุตตรศีล คือศีลที่เป็นอารมณ์ของอาสวะไม่ได้ จึงเป็นศีลที่นับเนื่องในโลกุตตรภูมิ 


   ง. 2 ศีลหมวด 3 (ติกะ) มี 5 หมวด คือ :-

   ติกะ ที่ 1 โดยอาศัยการเปรียบเทียบจำแนก  

      1. ด้วยอธิมุติ(ความน้อมนำไป)แห่งอิทธิบาทธรรม  4 มี  ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ตามอาการที่น้อมนำไป มี อย่างเลว อย่างปานกลาง  อย่างปราณีต ศีลก็เป็นไปตามนั้น คือ มี หีนศีล (ศีลอย่างเลว)  มัชฌิมศีล (ศีลอย่างปานกลาง) ปณีตศีล (ศีลอย่างปราณีต)

      2. ด้วยการสมาทานเพราะต้องการยศเป็นต้น ก็เป็นศีลอย่างเลว เพราะต้องการผลบุญ ก็เป็นศีลอย่างปานกลาง เพราะอริยภาวะ คือ ความรังเกียจบาป ก็เป็นศีลอย่างปราณีต

      3. ด้วยความมัวหมอง เพราะยกตนข่มผู้อื่น เป็นต้น ก็เป็นศีลอย่างเลว  เพราเะเป็นโลกิยศีลที่ไม่มัวหมองก็เป็นศีลอย่างปานกลาง เพราะเป็นโลกุตตรศีลซึ่งไม่มัวหมองแน่นอน ก็เป็นศีลอย่างปราณีต

      4. ด้วยความเป็นประโยชน์ ถ้าเป็นประโยชน์แก่ภพและโภคะก็เป็นศีลอย่างเลว  แก่ความหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ของตนเอง มี ของพระสาวกโพธิสัตว์ และของพระปัจเจกโพธิสัตว์ ก็เป็นศีลอย่างปานกลาง แก่ความหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย มีของพระมหาโพธิสัตว์ที่ถึงความเป็นปารมิตาศีลอย่างยิ่งยวด ก็เป็นศีลอย่างปราณีตในติกะนี้

   ติกะ ที่ 2 โดยอาศัยความเป็นใหญ่จำแนก ศีลก็ได้ 3 อย่าง คือ

      1. อัตตาธิปไตรศีล คือศีลที่มีตนเป็นใหญ่ ประสงค์จะละความประพฤติที่ไม่สมควรแก่ตน จึงเป็นผู้ยิ่งด้วยความระอาย(หิริ)ต่อบาป

      2. โลกาธิปไตรศีล คือ ศีลที่มีชาวโลกได้แก่บุคคลอื่นเป็นใหญ่ ประสงค์จะหลีกเลี่ยงการกล่าวหาของผู้อื่น จึงเป็นผู้ยื่งด้วยความเกรงกลัว(โอตตัปปะ)ต่อบาป

      3. ธัมมาธิปไตรศีล คือ ศีลที่มีธรรมเป็นใหญ่ ประสงค์จะบูชาธรรมด้วยการปฏิบัติ จึงเป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญา มีความเคารพความยิ่งใหญ่แห่งธรรม เพราะรู้ว่าการปฏิบัติธรรมนำออกจากวัฏฏทุกข์ได้จริง

   ติกะ ที่ 3 โดยอาศัย ความแปดเปื้อนจากตัณหาและทิฏฐืจำแนก ศีลจึงมีได้ 3 อย่าง คือ

      1. ปรามัฏฐศีล คือ ศีลที่ถูดตัณหาและทิฏฐิ ทำให้แปดเปื้อน โดยการยึดมั่นถือมั่น ขาดความบริสุทธิ์หมดจด จึงเป็นศีลที่ไม่เป็นปัจจัยแก่มรรค

      2. อปรามัฏฐศีล คือ บริสุทธิ์หมดจดจากตัณหาและทิฏฐิ ที่เป็นสัมภาระ(เหตุให้เกิด)แห่งมรรคของกัลยาณปุถุชน และศีลที่สัมปยุตกับมรรคของพระเสขะทั่งหลาย

      3. ปฏิปัสสัทธศีล คือ ศีลที่สัมปยุตกับผลของพระเสขะและอเสขะทั้งหลาย เพราะสงบระงับความกระสับกระส่ายจากกิเลสที่มรรคนั้นๆได้ละเป็นสมุจเฉทแล้ว

   ติกะ ที่ 4 โดยอาศัยความบรืสุทธิ์หมดจดจากความลังเลสงสัยจำแนก ศีลจึงมีได้ 3 อย่าง คือ

      1. วิสุทธศีล คือ ศีลที่ภิกษุผู้ไม่ต้องอาบัติทำให้เต็ม หรือที่ต้องอาบัติแล้วทำกลับคืน(ปลงอาบัติ)

      2. อวิสุทธศีล คือ ศีลที่ต้องอาบัติแล้ว ยังไม่ได้ทำกลับคืน

      3. เวมติกศีล คือ ศีลของภิกษุผู้มีความลังเลสงสัย ในวัตถุก็ตาม ในอาบัติก็ตาม ในอัชฌาจาร(ความประพฤติล่วงละเมิด)ก็ตาม พึงบรรเ ทาความลังเลสงสัยเหล่านั้นเสีย โดยการสอบสวนด้วยตนเอง หรือสอบถามจากพระวินัยธร ก่อนการบริโภคใช้สอยความผาสุขจึงจักมีแก่ตนได้ 

   ติกะ ที่ 5 โดยอาศัยบุคคลจำแนก ศีลจึงมีได้  3 อย่าง คือ

      1. เสขศีล คือ ศีลที่สัมปยุตกับอริยมรรค 4 และกับอริยผล 3

      2. อเสขศีล คือ ศีลที่สัมปยุตกับอรหัตตผล

      3. เนวเสขานาเสขศีล คือ ศีลที่เหลืออันไม่ใช่เสขศีลและไม่ใช่อเสข

ประมวลศีลทั้งสิ้น(ตอนที่ 4)


   ง. 3 ศีลหมวด 4 (จตุกะ) มี 5 หมวด คือ :-

      จตุกะ ที่ 1 โดยอาศัยความพอใจจำแนก ศีลจึงมีได้ 4 อย่าง คือ

      1. หานภาคิยศีล(ศีลที่พัวพันอยู่กับความเสื่อม) คือศีลของภิกษุผู้พอใจคบหาแต่ผู้ทุศีล ทำให้เกิดการถือเอาเยื่องอย่าง มากด้วยมิจฉาสังก้ปปะ จึงมองไม่เห็นโทษการก้าวล่วงวัตถุ และคุณของการสำรวมอินทรีย์

      2. ฐิติภาคิยศีล (ศีลที่พัวพันอยู่กับการตั้งอยู่ได้) คือศีลของภิกษุที่พอใจสักแต่ว่าศีลสมบัติ ไม่พอใจบำเพ็ญกรรมฐานให้เกิดขึ้น

      3. วิเสสภาคิยศีล (ศีลที่พัวพันอยู่กับคุณวิเศษ) คือ ศีลของภิกษุผู้มีศีลพร้อมเพรียงแล้ว แต่ยังพอใจที่จะพยายามเพื่อประโยชน์แก่สมาธิ

      4. นิพเพธภาคิยศีล (ศีลที่พัวพันอยู่กับการแทงทะลุสัจจะ) คือ ศีลของภิกษุผู้ไม่พอใจอยู่กับคุณสักแต่ว่าศีล จึงพยามเจริญวิปัสสนาให้ถึงระดับนิพพิทาญาณเนืองๆ(ญาณที่เบื่อหน่ายสังขาร)เพื่อรักษาจิตใจไม่ให้ตกต่ำตามการยั่วยวนของกิเลส

   จตุกะ ที่ 2 โดยอาศัยสถานเพศจำแนก ศีลก็จะมีได้ 4 อย่าง คือ

      1. ภิกขุศีล คือ ศีลสิกขาบททั้งหลาย ที่ทรงบัญญัติปรารภภืกษุทั้งหลาย

      2. ภิกขุณีศีล คือ ศีลสิกขาบททั้งหลาย ที่ทรงบัญญัติปรารภภิกษุณีทั้งหลาย

      3. อนุปสัมปันนศีล คือ ศีล 10 ข้อ ของพวกสามเณร และ พวกสามเณรีทั้งหลาย

      4. คหัฏฐศีล คือ ศีลสิกขาบท 5 ที่เป็นนิจศีล (ศีลรักษาเป็นประจำ) ของพวกอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย หรือเมื่อมีอุตสาหะก็สิกขาบท 10 ส่วนสิกขาบท 8 ก็โดยเกี่ยวกับเป็นองค์ของอุโบสถศีล

      จตุกะ ที่ 3 โดยอาศัยการรักษาไว้ได้บริบูรณ์เป็นธรรมชาติจำแนก ศีลจึงมีได้ 4 อย่าง คือ

      1. ปกติศีล คือ ศีล 5 ของชาวอุตตรกุรุทวีป เหตุเพราะอายุและปัจจัย 4 อุดมสมบูรณ์ และปราณีต

      2. อาจารศีล คือศีลที่เป็นประเพณีประพฤติปฏิบัติอันไม่เป็นโทษประจำตน ประจำตระกูล ประจำท้องถิ่น ประจำลัทธิ เช่น การไม่ดื่มเหล้าเป็นต้น เพราะเป็นค่านิยม

      3. ธัมมตาศีล คือ ศีล 5 ของพระมารดาพระโพธิสัตว์ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรค์พระมารดา ด้วยเดชแห่งบารมีศีลของพระองค์ส่งผลให้ จิตพระมารดาไม่ประกอบด้วยกามคุณในบุรุษทั้งสิ้น 

      4. ปุพพเหตุกศีล คือ ศีลบริบูรณ์ของสัตว์ผู้หมดจด มี พระมหากัสสปเถระ เป็นต้น คือ มีศีลบริบูรณ์ตลอดกาลนานมาแล้ว จนเป็นอุปนิสัย เช่นชาติที่เป็นพระราชาผู้ทรงศีล พญากระบือผู้ทรงศีล เป็นต้น อุปนิสัยที่อบรมมายาวนานนี่เอง เป็นปุพพเหตุกศีล

   จตุกะ ที่ 4 โดยอาศัยการสำรวมเป็นปกติวิสัยในขณะเจริญกรรมฐาน  ศีลจึงมีได้ 4 อย่าง คือ

      1. ปาติโมกขสังวรศีล คือ ศีลที่เป็นไปทางทวารกรรม เพื่อป้องกันความเสียหายจากความประพฤติ(อาจาระ)ทั้งทางกาย(อนาจาระทางกาย=ความประพฤติไม่ชอบทางกาย)  ทั้งทางวาจา(อนจารทางวาจา=ความประพฤติไม่ชอบทางวาจา) ส่วนทางใจก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากโคจรอันมีสถานภาพ 3 อย่าง คือ 

         1) มีสถานภาพเป็นสถานที่สัญจรไป เพื่อการบิณฑบาตเป็นต้น

         2) มีสถานภาพเป็นบุคคลที่สัญจรไป เพื่อการคบหา คือ บุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร

         3) มีสถานภาพเป็นอารมณ์ที่ใช้ซ่องเสพ เพื่อการเจริญสติสัมปชัญญะ

(องค์ธรรมก็คือสติที่ป้องกันความเสียหายและความผิดพลาดทางทวารกรรม ส่วนศรัทธาเป็นเหตุให้สำเร็จ)

      2. อินทรีย์สังวรศีล คือศีลที่เป็นไปทางทวารอินทรีย์ เพื่อปิดกั้นไม่ให้กิเลสไหลเข้ารั่วรดจิตใจ (องค์ธรรมก็คือสติที่ปิดกั้นกิเลสทางทวารอืนทรีย์)

      3. อาชีวปาริสุทธิศีล คือ ศีลที่บริสุทธิ์หมดจด ขณะแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีพ (องค์ธรรมก็คือวิริยะที่ชอบธรรม)

      4. ปัจจยสันนิสิตศีล คือ ศีลที่เป็นไปขณะบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 (องค์ธรรมก็คือปัญญา)


   ง. 4 ศีลหมวด 5 (ปัญจกะ) มี 2 หมวด คือ :-

      ปัญจกะ ที่ 1 โดยอาศัยอาการบริสุทธิ์หมดจดของประเภทบุคคลจำแนก ศีลจึงมีได้ 5 อย่าง คือ

      1.ปริยันตปาริสุทธิศีล คือ ศีลของอนุปสัมปันผู้มีสิกขาบทเป็นที่สิ้นสุด

      2.อปริยันตปาริสุทธิศีล คือ ศีลของอุปสัมปันผู้มีสิกขาบทไม่เป็นที่สิ้นสุด

      3.ปริปุณณปาริสุทธิศีล คือ ศีลของกัลยาณปุถุชนผู้เจริญวิปัสสนาได้ครบบริบูรณ์สูงสุดถึงขั้นสังขารุเปกขาญาณ(ญาณพิจารณาปล่อยวางสังขาร=เสขปริยันตธรรม) จึงไม่อาลัยกายและชีวิต

      4.อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล คือ ศีลของพระเสขะ 7 จำพวก

      5.ปฏิปัสสัทธิศีล คือ ศีลของพระขีณาสพผู้เป็นสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย

   เพื่อนสหธรรมิกจะเข้าใจศีลหมวดปัญจกะนี้ไดัชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาอาการความบริสุทธิ์หมดจด(ปาริสุทธิ)ของประเภทบุคคลทั้ง 5 กลุ่ม มี อนุปสัมบันบุคคล เป็นต้น

     1. อนุปสัมบันบุคคล เพราะมีสิกขาบทจำกัด คือ สิกขาบท 5 ในฐานะเป็นนิจจศีล (สิกขาบทที่พึงรักษาเป็นประจำ) สิกขาบท 8 (สืกขาบทในฐานะเป็นองค์อุโบสถ) อุตสาหะเต็มที่ก็สิกขาบท 10 ทรงจัดเป็นชุดๆ เพื่อให้อนุปสัมบันทรายว่า การเข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดได้ ต้องรักษาได้ทุกสิกขาบทครบ ดุจภาชนะใส่น้ำ แม้รั่วเพียงรูเดียว น้ำก็ไหลรั่วรดท่วมทับภาชนะนั้นได้ฉันใด สิกขาบทที่เป็นชุดๆนั้น รั่วคือรักษาไม่ได้ด้วยสิกขาบทใด กิเลสก็ไหลรั่วรดท่วมทับจิตใจทางสิกขาบทนั้นก็ฉันนั้น ศีลของอนุปสัมบันจึงเกี่ยวข้องกับจำนวนสิกขาบทแน่นอน เหมือนศีลของท่านฆฏิกการผู้เป็นสหายท่านโชติกมานพนั่นแล

      2. อุปสัมบันบุคคล เนื่องจากจำนวนสิกขาบทมีมาก นับเป็นโกฏิข้อก็ไม่จบสิ้นได้ ท่านจึงศึกษาหลักการการจัดการ เพื่อป้องกันความเสียหาย ซี่งต้องประกอบพร้อม ทั้งสาตถกสัมปชัญญา ทั้งสัปปายสัมปชัญญะ และหลักการการบริหาร เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งต้องประกอบพร้อมทั้งโคจรสัมปชัญญะ ทั้งอสัมโมหสัมปชัญญะ เช่น ภูตคามสิกขาบท เมื่อท่านเห็นว่าไม่เหมาะกับสมณเพศ(สัปปายสัมปชัญญะไม่มี)ท่านก็ไม่จัดการทำเอง เมี่อท่านเห็นว่า การบริหารด้วยกัปปิยโวหารโดยการใช้อนุปสัมบัน ทั้งโคจรสัมปชัญญะ ที้งอสัมโมหสัมปชัญญะก็ไม่เสีย แถมท่านก็ไม่พลาดจากการบริหารวัดให้สะอาดสวยงามได้อีกด้วย ดังนั้นความเป็นผู้รอบรู้การจัดการความเสียหาย และรอบรู้การบริหารความผิดพลาดจึงไม่มีผลต่อจำนวนสิกขาบทแน่นอน เหมือนศีลของพระมหาติสสเถระผู้อาศัยอยู่ที่จีวรคุมพวิหารที่นอนเพลียอ่อนแรงจวนเจียนจะสิ้นแรงจากการเดินทางไกลใต้้มะม่วงที่มีผลสุกร่วงหล่นกระจายเต็มพื้นที่ พอมีอุบาสกผู้เป็นบัณฑิตแตกฉานพระวินัยเช่นท่านเพบเห็นเข้าก็รู้ถึงความเป็นผู้มีศีลบรืสุทธื์หมดจดของท่าน จึงเกิดศรัทธาทำน้ำปานะมะม่วงถวายให้ท่านดื่มบรรเทาอาการกระหายและอิดโรย พร้อมแบกท่านขึ้นหลังของตนเพื่อนำส่งวัด ด้วยพลานุภาพของศีลที่บริสุทธิ์หมดจดดังกล่าวพระเถระเจริญวิปัสสนาบนหลังของอุบาสกก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้สะดวกแล

      3. กัลยาณปุถุชนบุคคล ผู้เจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเปกขาญาณจนเชี่ยวชาญชำนาญเป็นปกติวิสัยก็มีความบริสุทธิ์หมดจดอันเป็นเหตุให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้สะดวก เหมือนศีลของพระมหาสังฆรักขิตเถระ และพระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นหลาน มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุสงฆ์ถามถึงการบรรลุโลกุตตรธรรมกะพระมหาสังฆรักขิตเถระ ผู้มีพรรษาเกิน 60 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงที่จะมรณภาพ พระเถระกล่าวตอบว่า " เราไม่มีโลกุตตรธรรม " ภิกษุหนุ่มผู้เป็นอุปัฏฐากของพระเถระกล่าวว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้คนทั้งหลายประชุมกันตลอด 12 โยชน์โดยรอบ เพราะคิดว่า ท่านจะเป็นพระที่ปรินิพพาน, ความร้อนใจจักมีแก่มหาชน เพราะการตายอย่างปุถุชนของท่านนี่แหละ " พระเถระจึงกล่าวว่า " นี่แน่ท่าน เพราะเราตั้งใจว่า ' ฉันจักพบพระผู้มีพระภาคเมตไตรย ' วิปัสสนาญาณจึงหยุดยั้งอยู่แค่สังขารุเปกขาญาณ, ถ้าอย่างนั้น ท่านจงช่วยพยุงให้เรานั่งขึ้นเถิด " แล้วภิกษุหนุ่มก็ออกไปนอกห้อง พระเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมกับการเดินออกไปของพระภิกษุนั้นนั่นแหละ แล้วได้ให้สัญญาด้วยการดีดนิ้วมือ สงฆ์ประชุมกันกล่าวว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตัวท่านเมื่อทำโลกุตตรธรรมให้บังเกิดขึ้นได้ในเวลาใกล้ตายเห็นเช่นนี้ ชื่อว่าทำกิจที่บุคคลทำได้ยาก"  พระเถระกล่าวว่า " ดูก่อน ท่านทั้งหลาย ตัวเราตั้งแต่กาลที่บวชแล้ว ชื่อว่า การกระทำที่เราทำเพราะไม่รู้สึก เพราะหาสติมิได้ เราระลึกถึงไม่ได้เลย " แม้พระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นหลานของท่านก็บรรลุอรหัตโดยทำนองนี้ ในกาลที่มีพรรษา 50 นั่นแล

      4. พระเสขะบุคคลผู้มีประสพการณ์พ่านมามาก และปุถุชนบุคคลผู้มีสุตะมาก มีศีลบริสุทธิ์หมดจด เพราะป้องกันตัณหาและทิฏฐิไม่ให้อิงอาศัยการปฏิบัติได้(ท่านรวมพระเสขะบุคคลกับปุถุชนบุคคลเข้าในข้อ(กลุ่ม)เดียวกันเพราะอาศัยองค์ธรรม คือ โยนิโสมนัสสิการด้วยกัน ) 

      5. พระอเสขะบุคคล เป็นศีลบริสุทธิ์หมดจด จากความสงบระงับความดิ้นรนกระสับกระส่ายของกิเลสที่มรรคนั้นๆละได้เด็ดขาดหมดสิ้นแล้ว

     ปัญจกะ ที่ 2 โดยอาศัยอาการจำกัดกิเลสจำแนก ศีลจึงมีได้ 5 อย่าง คือ ศีลที่ทำกิจจำกัดกิเลส 5 อย่าง ที่กล่าวในข้อ ข.นั่นเอง

(สาระหัวข้อประเด็นที่พึงรู้ของศีลทั้งหมดจากนิสสยะอักษรปัลลวะ)


   [2.] การประมวลสมาธิทั้งสิ้น

   เป็นความจริงว่า ในทางโลกทุกวิชาการควรเรียนรู้จากผู้รอบรู้และเชี่ยวชาญ ในทางธรรมก็ควรเรียนจากพระสัมมาสัมพุธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญู ที่รอบรู้เชี่ยวชาญสัพพสิ่ง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า เป็นผู้ต้นรู้(ค้นพบเป็น

คนแรก) เป็นผู้ตรัสรู้เอง(สัมมาสัมโพธิ) ก็ด้วยความสามารถที่ตั้งประเด็นถามตอบที่ประกอบชอบด้วยเหตุผล(ยุติ) และหลักฐานที่มาที่ไป(อาคม) ตัวอย่าง เช่น เรื่องสมาธิ ทรงตั้งประเด็นเป็นปัญหาถามตอบ เพื่อความรอบรู้และความเชี่ยวชาญ ได้รอบด้าน ดังนี้

   1. อะไรคือ สมาธิ คือภาวะที่กุศลจิตมีอารมณ์แนบแน่นในอารมณ์เดียวไม่มีโทษมีวิบากเป็นสุข(สงบสุขไม่ดิ้นพล่าน)

   2. ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าอะไร เพราะมีอรรถว่า สมาธานะ คือ ภาวะที่จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียวได้ต่อเนื่อง(ไม่ซัดซ่าย)

   3. อะไรเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานของสมาธิ

   คือคำถามถึงลักษณะเฉพาะที่มีประจำในสมาธิ(เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่า ธรรมนี้ คือสมาธิ) มีหน้าตา ดังนี้

     - มีความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะ

     - มีการกำจัดความฟุ้งซ่าน เป็นกิจ(รส)

     - มีความไม่หวั่นไหว เป็นผลปรากฏ(ปัจจุปัฏฐาน)

     - มีความสุขที่ปราศจากอามิส(กาม) เป็นเหตุใกล้(ปทัฏฐาน)

   4. สมาธิมีกี่ประเภท คือคำถามถึงการจำแนกสมาธิเป็นประเภทต่างๆ

   5. สมาธิมีอะไรเป็นความมัวหมอง มีอะไรเป็นความผ่องแผ้ว มีหานภาคิยธรรม(ธรรมที่พัวพันกับความเสื่อม)เป็นความมัวหมอง มีวิเสสภาคิยธรรม(ธรรมที่พัวพันกับคุณวิเศษ)เป็นความผ่องแผ้ว

   6. สมาธิพึงเจริญอย่างไร คือคำถามถึงการเจริญกรรมฐาน 40 โดยอาการ 10 มี

          - โดยการแสดงไขด้วยการนับจำนวน เป็น 7 หมวด 40 ประเภท

          -โดยเป็นกรรมฐาน ที่นำมาซึ่งอุปจารฌาน และอัปปนาฌาน

          -โดยประเภทแห่งฌาน

          -โดยการก้าวล่วง

          -โดยเป็นกรรมฐานที่ควรขยาย และไม่ควรขยาย

          -โดยอารมณ์

          -โดยภูมิ

          -โดยการถือเอา

          -โดยปัจจัย

          -โดยเป็นกรรมฐานที่อนุกูลต่อจริยา

   7. การเจริญสมาธิ มีอะไรเป็นอานิสงส์ มี 5 อย่าง คือ

          - ทิฏฐธรรมสุขวิหาร

          - วิปัสสนา

          - อภิญญา

          - ภพวิเศษ

          - นิโรธ

   ข้อมูลที่ตั้งเป็นประเด็นถามตอบ(ปุจฉาวิสัชชนา)ทั้ง 7 หัวข้อนี่แหละ ที่ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจสมาธิได้ทุกแง่ทุกมุมอย่างรอบด้าน แม้นจะเลือกศึกษาเฉพาะการประมวลสมาธิทั้งสิ้น ก็เพียงแค่อาศัย หัวข้อที่ 3 กับหัวข้อที่ 4 ท่านก็จะเข้าใจได้ตามคันลองที่พระตถาคตผู้เป็นพระสัพพัญญูประทานไว้ให้และที่พระเถระผู้สือทอด มี พระอรรถกถาจารย์ พระฏีกาจารย์ และพระนิสสยาจารย์ เป็นต้นรักษาไว้ พร้อมทั้งรู้เหตุผลที่เป็นไปครบรอบด้าน ดังนี้

    1. เอกกะ สมาธิหมวดเดียว มีได้ 1 หมวด เพราะลักษณะที่เป็นหน้าตาบ่งบอกความเป็นสมาธิ มีได้เพียงหนึ่งเดียว

    2. ทุกะ สมาธิหมวดสอง มีได้ 4 หมวด คือ

          - ทุกะ ที่ 1 อาศัยความแนบแน่นในอารมณ์เดียวจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

               1. อุปจารฌาน สมาธิที่มีความแนบแน่นใกล้ฌาน(นิวรณ์ยังเกิดแทรกได้)

               2. อัปปนาฌาน สมาธิที่มีความแนบแน่นหนักแน่นแล้ว(นิวรณ์เกิดแทรกไม่ได้)

          - ทุกะ ที่ 2 อาศัยวัฏฏะ(โลก) จำแนก มี ได้ 2 ประเภท คือ

                1. โลกิยสมาธิ สมาธิที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ คือในโลกอยู่

                2. โลกุตตรสมาธิ สมาธิที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ คือ หลุดพ้นโลก

        ทุกะ ที่ 3 อาศัยปิติจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

                1. สมาธิที่สัมปยุตกับปิติ ได้แก่ สมาธิในฌานที่ 1(จตุกนัย) สมาธิในฌานที่ 1 ที่ 2 (ปัญจกนัย)

                2. สมาธิที่วิปปุตกับปิติ ได้แก่ สมาธิในฌานที่ 2 ที่ 3 ที่ 4(จตุกนัย) สมาธืในฌานที่ 3 ที่ 4 ที่ 5(ปัญจกนัย)

        ทุกะ ที่ 4 อาศัยเวทนาจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

          1. สมาธิที่สัมปยุตกับสุขเวทนา ได้แก่ สมาธิในฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 (จตุกนัย) สมาธืในฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 (ปัญจกนัย)

          2. สมาธิที่สัมปยุตกับอุเบกขาเวทนา ได้แก่ สมาธิในฌานที่ 4 (จตุกนัย) สมาธิในฌานที่ 5 (ปัญจกนัย)

   3. ติกะ สมาธิหมวดสาม มีได้ 4 หมวด คือ

      - ติกะ ที่ 1 อาศัยกำลังของสมาธิในฌานที่ได้จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ

           1. สมาธิอย่างเลว คือ สมาธิสักแต่ว่าได้มา ยังไม่เสพคุ้น กำลังจึงอ่อนแอ

           2. สมาธิอย่างกลาง คือสมาธิที่เสพคุ้นพอประมาณ แต่ยังไม่ได้วสี(ความชำนาญ) กำลังจึงพอประมาณ

           3. สมาธิอย่างปราณีต คือสมาธิที่ทั้งการเสพทั้งวสีถึงความเต็มที่(บริบูรณ์)แล้ว กำลังจึงปราณีต

    - ติกะ ที่ 2 อาศัยองค์ฌานที่ใกล้ชิดต่อกาม คือ วิตก วืจาร จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ

           1. สมาธิที่มีทั้งวิตกวิจาร คือ สมาธิ คือสมาธิในปฐมฌาน กับในอุปจารฌาน(จตุกนัย)

           2.สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร คือสมาธิในทุติยฌาน (ปัญจกนัย)

           3. สมาธิที่ไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั่งวิจาร คือ สมาธิในทุติยฌาน ตติยฌาน จตุกฌาน (จตุกนัย) และในตติยฌาน จตุกฌาน ปัญจกฌาน (ปัญจกนัย)

    - ติกะ ที่ 3 อาศัยการสัมปยุตกับองค์ฌานที่เป็นฝ่ายชื่นชอบ มี ปิติ(ความปลื้มใจ) สุข(ความสุขใจ) และอุเบกขา(ความสบายใจ) มีได้ 3 ประเภท คือ

           1. สมาธิที่สัมปยุตกับปิติ คือ สมาธิในปฐมฌาน(จตุกนัย) และในปฐมฌาน ทุติยฌาน(ปัญจกนัย)

           2. สมาธิที่สัมปยุตกับสุข คือสมาธิในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน(จตุกนัย) และในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุกฌาน(ปัญจกนัย)

           3. สมาธิที่สัมปยุตกับอุเบกขา คือ สมาธิในจตุกฌาน(จตุกนัย) และในปัญจมฌาน(ปัญจกนัย)

    - ติกะ ที่ 4 อาศัยระดับชั้น(ภูมิ)จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ

           1. สมาธิที่เป็นปริตตะมีอานุภาพน้อย(ปริตตสมาธิ) คือ สมาธิในอุปจารภูมิ(กามาวจรภูมิ)

           2. สมาธิที่เป็นมหัคคตะ มีอานุภาพมากกว่า(มหัคคตสมาธิ(มหัคคตสมาธิ) คือสมาธิในรูปาวจรกุศล และในอรูปาวจรกุศล ซึ่งจัดอยู่ในชั้น(ภมูิ)  มหัคคตภูมิ นั่นเอง

           3. สมาธิที่เป็นอัปปมาณะ มีอานุภาพหาประมาณไม่ได้ คือ สมาธิในอริยมรรค ซึ่งตามกิจแห่งอริยมรรคก็เป็นโลกุตตรภูมินั้นนั่นแหละ

   4. จตุกะ สมาธิหมวดที่สี่ มีได้  6 หมวด คือ

      - จตุกะ ที่ 1 อาศัยการปฏิบัติ(ปฏิปทา)ที่ลำบากที่สะดวก และการบรรลุฌาน ที่ช้าที่เร็วคละกัน มีได้ 4 ประเภท คือ

           1. ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา คือ สมาธิที่ปฏิบัติลำบากบรรลุฌานได้ช้า

           2. ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา คือ สมาธิที่ปฏิบัติลำบากบรรลุฌานได้เร็ว

           3. สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา คือ สมาธิที่ปฏิบัติสะดวกบรรลุฌานได้ช้า

           4. สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา คือ สมาธิที่ปฏิบัติสะดวกบรรลุฌานได้เร็ว

   * อภิญญา ในที่นี้แปลว่า บรรลุ มีหลักในคัมภีร์ธาตุ เช่นคัมภีร์ธาตวัตถสังคหะ คาถาที่ 19 กล่าวไว้ว่า เย คตฺยตฺถา เต พุทฺธฺยตฺถา ปวตฺติปาปุณตฺกถา แปลว่า ธาตุเหล่าใดมีอรรถว่าไป ธาตุเหล่านั้นมีอรรถว่ารู้ มีอรรถว่าถึง(บรรลุ) มีอรรถว่าเป็นไป

   - จตุกะ ที่ 2 อาศัยอานุภาพของฌานที่น้อยที่มาก กับอารมณ์ของฌานที่ยังไม่ได้ขยายที่ขยายแล้ว คละกัน มีได้ 4 ประเภท  คือ

      1. ปริตตปริตตารัมมณะ  คือ สมาธิที่มีอานุภาพน้อยอารมณ์ยังไม่ได้ขยาย

      2. ปริตตอัปปมาณารัมมณะ คือ สมาธิที่มีอานุภาพน้อย อารมณ์ขยายแล้ว

      3. อัปปมาณปริตตารัมมณะ คือ สมาธิที่มีอานุภาพมาก อารมณ์ยังไม่ขยาย

      4. อัปปมาณอัปปมาณารัมมณะ คือ สมาธิที่มีอานุภาพมาก อารมณ์ขยายแล้ว

   * คำว่า มีอานุภาพน้อย(ปริตตะ) เพราะยังไม่ได้วสี(ความชำนาญ)

     คำว่า มีอานุภาพมาก เพราะเป็นปัจจัยให้ฌานที่สูงขึ้นเกิดขึ้นได่

      - จตุกะ ที่ 3 อาศัยองค์ฌานที่บ่งบอกสถานภาพของฌานจำแนก มีได้ 4 ประเภท คือ

          1. สมาธิในปฐมฌานที่มีองค์ฌาน 5 ครบ คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ฌานจึงข่มนิวรณ์ได้

          2. สมาธิในทุติยฌานที่มีองค์ฌาน 3 คือ ปิติ สุข เอกัคคตา เพราะละ วิตก วิจาร ที่เป็นองค์ใกล้ต่อกาม ฌานจึงห่างไกลจากกามได้

          3. สมาธิในตติยฌานที่มีองค์ 2 คือ สุข เอกัคคตา เพราะละปิติที่เป็นองค์ทำให้หวั่นไหวจากการแผ่ซ่านจิตตชรูปทั่วกาย ฌานจึงนิ่งไม่หวั่นไหว

      4. สมาธิในจุตถฌานที่มีองค์ 2 คือ อุเบกขา เอกัคคตา เพราะเปลี่ยนเวทนาเป็นอุเบกขาได้ ฌานจึงสงบนิ่งเฉยได้

      - จตุกะ ที่ 4 อาศัยการมีส่วนพัวพันจำแนก มีได้ 4 ประเภท คือ

          1. หานภาคิยะ คือ สมาธิที่มีส่วนเสื่อม เพราะพัวพันกับธรรมที่เป็นปฏิปักษ์

          2. ฐิติภาคิยะ คือ สมาธิที่มีส่วนดำรงอยู่ได้ เพราะพัวพันกับสตืที่กำหนดรู้สัมปชัญญะเนืองๆ

          3. วิเสสภาคิยะ คือ สมาธิที่มีส่วนบรรลุฌานที่สูงขึ้น เพราะพัวพันกับคุณวิเศษ

          4. นิพเพธภาคิยะ คือ สมาธิที่มีส่วนแทงตลอดอริยสัจจะ 4 เพราะพัวพันกับความน่าเบื่อหน่ายสังขารธรรมด้วยความตระหนัก(สัญญา) และความใส่ใจ(มนสิการ)เนืองๆ

   - จตุกะ ที่ 5 อาศัยระดับชั้น(ภูมิ)จำแนก มีได้ 4 ประเภท คือ

      1. กามาวจรสมาธิ คือ สมาธิในกามาวจรกุศลจิต มีกุศลกรรมบถ 10 เป็นต้น และสมาธิระดับชั้นอุปจาระก่อนบรรลุฌานทุกระดับชั้นเพราะยังข่มนิวรณ์ไม่ได้เต็มที่(สมาธิในอกุศลจิต เช่น สมาธิยิงนกตกปลาเป็นต้นไม่นับรวมด้วยเพราะเป็นสมาธิที่ไม่พึงเจริญ)

      2. รูปาวจรสมาธิ คือ สมาธิในรูปาวจรกุศลจิต มีรูปฌาน 5 เป็นต้น

      3. อรูปาวจรสมาธิ คือ สมาธิในอรูปาวจรกุศลจิต มี อรูปฌาน 4 เป็นต้น

      4. อปริยาปันนสมาธิ คือ  สมาธิที่ไม่นับเนื่องในภูมิ 3 (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ) หมายถึงสมาธิในโลกุตตรภูมิ มี มรรคจิต 4 ผลจิต 4 เป็นต้น

   - จตุกะ ที่ 6 อาศัย อธิบดี 4 จำแนก มีได้ 4 ประเภท คือ

      1. ฉันทสมาธิ คือ สมาธิที่สำเร็จด้วยฉันทะเป็นใหญ่

      2. วิริยสมาธิ คือ สมาธิที่สำเร็จด้วยวิริยะเป็นใหญ่

      3. จิตตสมาธิ คือ สมาธิที่สำเร็จด้วยจิตเป็นใหญ่

      4. วิมังสาสมาธิ คือ สมาธิที่สำเร็จด้วยปัญญาเป็นใหญ่

   ปัญจกะ สมาธิหมวด 5 มีได้ 1 หมวด อาศัยการก้าวล่วงองค์ฌานได้จำแนก มีได้ 5 ประเภท (ตามศักยภาพของปัญจกนัยที่ละได้ทีละองค์ ซึ่งต่างกับจตุกนัยที่ทุติยฌานละได้ทั้งวิตกทั้งวิจารพร้อมกัน จึงเป็นที่มาแห่งนัยทั้งสอง คือ จตุกนัย(นัยฌานมี 4)และปัญจกนัย(นัยฌานมี 5)ที่บ่งบอกศักยภาพความสามารถในการเจริญฌานของบุคคลนั่นเอง) คือ

   1. ปฐมฌานสมาธิ คือ สมาธิในปฐมฌานภูมิ

   2. ทุติยฌานสมาธิ คือ สมาธิในทุติยฌานภูมิ

   3. ตติยฌานสมาธื คือ สมาธิในตติยฌานภูมิ

   4. จตุตถฌานสมาธิ คือ สมาธิในจตุตถฌานภูมิ

   5. ปัญจมฌานสมาธิ คือ สมาธิในปัญจมฌานภูมิ

   สรุปรวมประเภทสมาธิ มี 50 ประเภทดังนี้

     - เอกกะ มี 1 หมวด =1×1=1 ประเภท

     - ทุกะ มี 4 หมวด = 2×4=8 ประเภท

     - ติกะ มี 4 หมวด = 3×4=12 ประเภท

     - จตุกะ มี 6 หมวด = 4×6=24 ประเภท

     - ปัญจกะ มี 1 หมวด = 5×1= 5 ประเภท

      รวมทั้งหมด 50 ประเภท

(สาระหัวข้อประเด็นที่พึงรู้ของสมาธิทั้งหมดจากนิสสยะอักษรปัลลวะ)

   3. การประมวลปัญญาทั้งสิ้น

   ประเด็นที่พึงรอบรู้ เพื่อความกระจ่างชัดแห่งปัญญา มีดังนี่

      1. กา ปญฺญา.   ปัญญา คือ อะไร ? คือ ความรอบรู้

      2. เอนฏฺเฐน ปญฺญา.   เป็นปัญญาด้วยสภาวอาการอย่างไร ? (ปทานุกรมบาลี อตฺถ = สภาวอาการ, อภิธาน 785 อตฺถ = สทฺทาภิเธยฺย)

      ด้วยสภาวอาการที่เป็นสัททาภิเธยยะ(ชื่อตามความหมายศัพท์) ว่า ปชานนา คือ การรู้แบบความรอบรู้ทั้งส่วนที่เหมือนทั่งส่วนที่ต่าง เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาแยกแยะ ซึ่งต่างกับสัญญาที่รู้แบบ สัญชานนา คือ รู้เอกลักษณ์ เพื่อประโยชน์แก่การจดจำ และต่างกับจิตที่รู้แบบ วิชานนา คือรู้สัมผัสจากอารมณ์ทั้งหก เพื่อประโยชน์แก่การคำนึงถึง ท่านจึงอุปมาการรู้ทั้ง 3 แบบว่า เหมือนบุคคล 3 คน คือ เด็ก ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เก็บรักษาเงิน เมื่อมองเห็นกองเหรียญกหาปณะที่วางไว้ เด็กย่อมรู้แบบสัญชานนา คือรู้ลักษณเหรียญว่าเป็นเหลี่ยมหรือกลมเป็นต้น  ชาวบ้านย่อมรู้แบบวิชานนา คือ รู้ลักษณเหรียญแล้ว ยังรู้ค่ากำหนดของเหรียญด้วย เจ้าหน้าที่เก็บรักษาเงินย่อมรู้แบบ ปชานนา คือ รู้ลักษณเหรียญพร้อมทั้งค่ากำหนดของเหรียญ เพื่อกำหนดรุ่น และรู้ส่วนผสมที่ผลิตเป็นเหรียญพร้อมทั่งรู้แหล่งผลิต เพื่อกันการปลอมแปลง

      3. กานสฺสา ลกฺขณรสฺปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานิ.   ปัญญามีอะไรเป็นลักษณะ(หน้าตา) เป็นรส(กิจ) เป็นปัจจุปัฏฐาน(ผลปรากฏ) เป็นปทัฏฐาน(เหตุใกล้)

       คือ คำถามถึงลักษณเฉพาะที่เป็นหน้าตาของปัญญา ดังนี้

         - มีการหยั่งรู้ถึงสภาวธรรม เป็นลักษณ์

        - มีการกำจัดความมืดมิด คือโมหะที่ปกปิดสภาวธรรมไว้ เป็นรส(กิจ)

        - มีความไม่หลงไหล เป็นปัจจุปัฏฐาน(ผลปรากฏ)

        - มีสมาธิ เป็นปทัฏฐาน(เหตุใกล้)

      4. กติวิธา ปญฺญา.   ปัญญามีกี่ประเภท ?

          คือคำถามถึงการจำแนกปัญญาเป็นประเภทต่างๆ

      5. กถํ ภาเวตพฺพา.   ปัญญาพึงเจริญอย่างไร ?

      คือ คำถามถึงองค์ที่ต้องใช้ในการเจริญปัญญา มี วิปัสสนาภูมิ 6 คือ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 สัจจะ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 เป็นดุจพื้นดิน มีวิสุทธิ 2 คือ สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ เป็นดุจโคนต้น มีวิสุทธิ 5 คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธื เป็นดุจลำต้น

      6. ปญฺญาภาวนาย โก อานิสํโส.   การเจริญปัญญามีอะไรเป็นอานิสงส์

      คือ คำถามถึงผลที่หลั่งไหลออกมาจากการเจริญปัญญา(หมายเอาอานิสงส์ผลไม่ใช่วิบากผล) อานิสงส์ผลที่สูงสุด คือ การหยุดไหลแห่งอาสวะ เพื่อความเป็นไทนั่นเอง เช่นปุถุชนซี่งยังละอาสวะที่ไหลเอิบอาบใจไม่ได้ ปัญญาย่อมไม่เป็นไท ตัวอย่างเช่น เมื่อบุรุษมัวเมาอยู่(อาสวะไหลอยู่) ก็จะเกิดความหลงไหล(โมหะ) หญิงที่ตนรักขึ้น โดยเฉพาะประเภทวัวแก่อยากกินหญ้าอ่อน ย่อมขาดสติไม่สัมรวมทวารกรรม(พฤติกรรม)ที่ล่วงละเมิดออกมา ทางวาจา ทางกาย และทางใจ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล และไม่ปัองกันปิดกั้นอาสวะกิเลสไม่ให้ไหลรั่วรดใจ ด้วยใอินทรีย์สังวรศีล คือสติที่เป็นไปทางทวาร 6 มีทางตา เป็นต้น(ชีวิตความเป็นอยู่) ถามว่าปัญญาทรามกำลังไม่เป็นไทเป็นไฉน ? ก็คือ เมื่อมัวเมาหญิงสาวเข้าให้ แม้ปัญญารู้อยู่ว่า ไม่พึงมีพฤติกรรม และชีวิตเป็นอยู่เช่นนั้น แต่ก็ต้านอาสวะที่ไหลเชี่ยวไม่ไหว หญิงสาวอ้อนขออะไร ก็หาประเคนให้หมด จึงเป็นทาสอาสวะดีๆนั่นแหละ ยกเว้นสัตตบุรษที่ฝึกใจให้เข้มแข็ง ด้วยการพิจารณาโทษของกามเนื่องๆถึงพอจะต้านได้ ส่วนพระอรหันต์ซึ่งสิ้นอาสวะแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ แม้สังขารยังไม่ดับ ท่านก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เพราะมีปาติโมกขสังวรศีล และอินทรีย์สังวรศีลเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย โดยไม่ต้องเจริญ เนื่องมาการละอาสวะได้เป็นสมุจเฉทนั่นเอง สมจริงดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า พระอรหันต์เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ ก็เพราะอานิสงส์ผลการละอาสวะได้นั่นแล

      ในที่นี้ประสงค์ประโยชน์การประมวลปัญญาทั้งสิ้น จึงขอกล่าวเฉพาะประเด็นข้อที่ 3 กับข้อที่ 4 ดังนี้

   1. เอกกะ คือ ปัญญาหมวดเดียว มีได้ 1 หมวด เพราะลักษณะที่เป็นหน้าตาบ่งบอกความเป็นปัญญามีได้เพียงหนึ่งเดียว

   2.ทุกะ คือ ปัญญาหมวดสอง มีได้ 5 หมวด คือ

   - ทุกะ ที่ 1. อาศัยวัฏฏะ(สังขารโลก)จำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

      1. โลกิยปัญญา คือ ปัญญาที่สัมปยุตกับโลกิยมรรค

      2. โลกุตตรปัญญา คือ ปัญญาที่สัมปยุตกับโลกุตตรมรรค

   - ทุกะ ที่ 2 อาศัยความสิ้นอาสวะจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

      1. สาสวะ คือ ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะได้

      2. อนาสวะ คือ ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะไม่ได้

   - ทุกะ ที่ 3. อาศัยขันธ์ 5 ที่เป็นอารมณ์ จำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

      1. นามววัฏฐาปนปัญญา  คือ ปัญญากำหนดนามขันธ์ 4 เช่น ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเวทนาขันธ์ ในจิตตานุปัสสนาสติปัฐานเป็นวิญญาณขันธ์ ส่วนที่เป็นสัญญากับสังขารในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์

      2. รูปววัฏฐาปนปัญญา คือ ปัญญาที่กำหนดรูปขันธ์  ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานส่วนที่รูป เป็นรูปขันธ์

   - ทุกะ ที่ 4. อาศัยปัญญามีเวทนาได้ 2 เวทนาจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

      1. โสมนัสสสหคตา คือ ปัญญาที่ประกอบร่วมกับโสมัสสเวทนาในกามาวจรกุศลจิต 2 ดวง ในมรรคจิตจตุกนัย 12 ดวง(มรรคจิต 4×ฌานจิต 3 ที่มีเวทนาเป็นโสมนัส คือ ฌาน ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3) = 12 ดวง, ในมรรคจิต ปัจกนัย 16 ดวง (มรรคจิต 4×ฌานจิต 4 ที่มีเวทนาเป็นโสมนัส คือ ฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4)=16 ดวง

      2. อุเปกขาสหคตา คือ ปัญญาประกอบร่วมกับอุเบกขาเวทนา ในกามาวจรกุศลจิต 2 ดวง ในมรรคจิต 4 ดวง (เพราะทั้งจตุกนัยทั้งปัญจกนัย ฌานสุดท้ายต่างก็เป็นอุเบกขาเวทนาเหมือนกัน)

   - ทุกะ ที่ 5 อาศัยระดับชั้นของมรรคจิตจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ

      1. ทัสสนภูมิ คือ ปัญญาที่เห็นแจ้งอริยสัจจะ 4 เป็นครั้งแรก ได้แก่ปัญญาในปฐมมรรคจิต

      2.ภาวนาภูมิ คือ ปัญญาที่ต้องทำให้เจริญขึ้นด้วยการเห็นแจ้งอริยสัจจะ 4 อีก 3 ครั้ง ได้แก่ปัญญาในมรรคจิต 3 ที่เหลือ

   3. ติกะ คือ ปัญญาหมวดสาม มีได้ 4 หมวด คือ

   - ติกะ ที่ 1. อาศัยอาการความสำเร็จ จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ

      1. จินตามบปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จด้วยตนเอง ซึ่งต้องเป็นผู้มีเหตุผล(ตามนัยกัมมัสสกตาญาณ) และเป็นผู้มีผลงาน(ตามนัยสัจจานุโลมิกญาณ)      

      2. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟังจากผู้อื่น

      3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จ ด้วยการเจริญ ได้แก่ ปัญญาในสมาบัติ ใน 8 วิปัสสนาญาณ  14 ในมรรคญาณ 1 ในผลญาณ 1

   - ติกะ ที่ 2. อาศัยการปรารภเอาประเภทธรรมเป็นอารมณ์ มีได้ 3 ประเภท  คือ

       1. ปริตตารัมมณะ ปัญญา. คือ ปัญญาที่ปรารภเอากามาวจรธรรมเป็นอารมณ์

      2. มหัคคตารัมมณะ ปัญญา. คือ ปัญญาที่ปรารภเอามหัคคตาธรรมเป็นอารมณ์

      3. อัปปนารัมมณะ ปัญญา. คือ ปัญญาที่ปรารภเอานิพพานเป็นอารมณ์

   - ติกะ ที่ 3. อาศัยความฉลาดในการบริหารจัดการกรรมฐาน จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ

      1. อายโกศล ปัญญา. คือ ปัญญาที่ฉลาดในความเจริญ ด้วยอาการ 2 ได้แก่

      ก. ความไม่มีประโยชน์หายไป

      ข. ความมีประโยชน์เกิดขึ้น

      2. อัปปายโกศล ปัญญา. คือ ปัญญาที่ฉลาดในความเสื่อม ด้วยอาการ 2 คือ

      ก. ความมีประโยชน์หายไป

      ข. ความไม่มีประโยชน์เกิดขึ้น

      3. อุบายโกศล ปัญญา. คือ ปัญญาที่ฉลาดในอุบายที่พร้อมใช้ทันท่วงทีทุกกรณีย์

   - ติกะ ที่ 4. อาศัยการปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์ จำแนก (อภินิเวสะในที่นี้มหาฏีกาแก้ว่า " การกำหนดรู้ " ไม่ใช่การยึดถือ, ไม่ใช่การลถือมั่น) มีได้ 3 ประเภท คือ

      1. อัชฌัตตาภินิเวสา ปัญญา. คือ วิปัสสนาปัญญาที่ปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์อันเป็นภายในของตน

      2. พหิทธาภินิเวสา ปัญญา. คือ วิปัสสนาปัญญาที่ปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์ อันเป็นภายนอกตน

      3. อัชฌัตตพหิทธาภินิเวสา ปัญญา. คือ วิปัสสนาปัญญาที่ปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์ทั้งภายในภายนอกตน

      4. จตุกะ คือ ปัญญาหมวดสี่ มีได้ 2 หมวด คือ

   - จตุกะ ที่ 1. อาศัยการปรารภเอาอริยสัจจะ 4 เป็นอารมณ์ มีได้ 4 ประเภท คือ

      1. ทุกฺเข ญาณํ. คือ ปัญญาที่ปรารภเอาทุกขสัจจ์ เป๊นอารมณ์

      2. ทุกขสมุทเย ญาณํ. คือ ปัญญาที่ปรารภเอาสมุทัยสัจจ์(เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา) เป็นอารมณ์

      3. ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ. คือ ปัญญาที่ปรารภเอานิโรธสัจจ์(ความดับทุกข์ คือ พระนิพพาน)เป็นอารมณ์

      4. ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ คือ ปัญญาที่ปรารภเอามัคคสัจจ์(ทางปฏิบัติที่ดับทุกข์) เป็นอารมณ์

   - จตุกะ ที่ 2 อาศัยความแตกฉานจำแนก มีได้ 4 ประเภท คือ

      1. อัตถปฏิสัมภิทาญาณ  คือ ปัญญาที่แตกฉานในผล 5 ประการ มี

            ก. ผลของเหตุ

            ข. อรรถของคำพูด

            ค. นิพพาน(ผลของการบรรลุธรรมที่ดับกิเลสได้)

            ง. กิริยาจิต(ผลการละความเป็นอกุศล กุศลได้)

            จ. วิบากจิต(ผลที่สุกงอมพร้อมเผด็จศึกของอกุศลกรรม และของกุศลกรรม)

      2. ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในเหตุ 5 ประการ มี

            ก. เหตุของผล

            ข. คำพูดอันเป็นเหตุที่อาศัยอรรถ

            ค. อริยมรรคอันเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน

            ง. กศล อันเป็นเหตุแห่งวิบากผลที่เป็นสุข

            จ. อกุศล อันเป็นเหตุแห่งวิบากผลที่เป็นทุกข์

            3. นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในสภาวภาษา(ภาษาบาลี) เพื่อรักษาพระธรรมไว้ และภาษาถิ่น เพื่อเผยแพร่พระธรรม

            4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในไหวพริบ ที่ทะลุทะลวง กระฉับกระเฉง ว่องไว ในอัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา

   ปฏิสัมภิทาจะชำนาญได้ก็ด้วยอาการ 5 ประการ คือ

         1. การบรรลุเป็นพระอริยบุคคล(อธิคม)

         2. การเล่าเรียนพระปริยัติ(ปริยัติ)

         3. การฟังพระสัทธรรมด้วยความเคารพ(สวนะ)

         4. การสอบถามพระบาลี(พระไตรปิฏก) อรรถกถา ฏีกา(ปริปุจฉา) 

         5. การเจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณเนื่องๆในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ(ปุพพโยคะ)

   สำหรับพระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธะ มีเพียง 2 อาการ คือ อธิคม กับปุพพโยคะ พระอริยสาวกนอกนั้นต้องมีครบทั้ง 5 อาการ ดังนั้น การที่กล่าวว่า เจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณเนืองๆเพียงอาการเดียว จึงไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้

   สรุปยอกการประมวลปัญญาทั้งสิ้น มีได้ดังนี้

         เอกกะ มี 1 หมวด = 1×1=1 ประเภท

         ทุกะ มี 5 หมวด =2×5=10 ประเภท

         ติกะ มี 4 หมวด =3×4=12 ประเภท

         จตุกะ มี 2 หมวด =4×2=8 ประเภท

   รวมปัญญาทั้งสิ้น 31 ประเภท

 (สาระหัวข้อประเด็นที่พึงรู้ของปัญญาทั้งหมดจากนิสสยะอักษรปัลลวะ)


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยวาทะความเห็นต่าง " ศีลไม่เป็นเจตสิก " ระหว่างกลุ่มนิกายมหาสังฆิกะ(ปรวาที)กับกลุ่มเุถรวาท(สกวาที) มี ประเด็นที่กล่าวล้มล้างความเห็นต่างกัน ๔ ประเด็น ดังนี้

   ประเด็นที่ ๑ ศีลไม่ใช่รูป ไม่ใช่นิพพาน

   สกวาทีถือตามหลักอภิธรรมว่า ปรมัตถธรรม มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน. ตามที่ปรวาทีเห็นว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ก็แสดงว่า ศีลไม่ประกอบกับจิตนั่นเอง :

   " ศีลเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? "

   ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. "

   ประเด็นที่ ๒ ศีลเป็นเจตสิกเช่นเดียวกับเจตสิกอื่นๆ ที่ประกอบในกุศลจิต

   สกวาทีถามว่า " ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา, สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? "

   ปรวาทีเมื่อถูกถามถึงผัสสะ เป็นต้น ครั้งแรกตอบปฏิเสธเพื่อให้เข้ากับลัทธิของตน แต่เมื่อถูกถามอีกครั้งก็ยอมรับว่า ผัสสะ เป็นต้น เป็นเจตสิก, อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า " ศีล เช่น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิก เหมือนกับผัสสะเป็นต้น หรือ ? " ปรวาทีก็ยังไม่ยอมรับว่า " ศีลเป็นเจตสิก "

   ประเด็นที่ ๓ ศีลเป็นเจตสิก เพราะศีลมีวิบากผล

   สกวาทีถามว่า ศีล เช่น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มี วิบากผลไม่น่าปรารถนา หรือน่าปรารถนา ?

   เมื่อปรวาทียอมรับว่า ศีลมีวิบากผลน่าปรารถนา

   สกวาทีก็ถามเทียบว่า " สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีวิบากผลน่าปรารถนา และ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเจตสิก มิใช่หรือ ? "

" ศีลก็มีวิบากผลน่าปรารถนา ดังนั้น ศีลก็ต้องเป็นเจตสิกเหมือนกันมิใช่หรือ ? "

   ปรวาทีแม้ยอมรับว่า สัทธา เป็นต้น ซึ่งมีวิบากผลน่าปรารถนา เป็นเจตสิก แต่ยังไม่ยอมรับว่า ศีลซึ่งมีวิบากผลน่าปรารถนาเช่นกันเป็นเจตสิก.ข้อนี้แสดงจุดอ่อนของความเห็นฝ่ายปรวาที เพราะในปรมัตถธรรม ๔ รูปและนิพพานไม่มีวิบากผล ไม่ว่าน่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนา มีแต่จิตเจตสิกเท่านั้นที่มีวิบากผลน่าปรารถนาและไม่นาปรารถนา ด้วยเหตุนี้ สกวาทีจึงถามรุกว่า

   " ศีล ไม่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาทีจนแต้มจึงต้องยอมรับว่า " ศีลมีวิบากผล "

   สกวาทีจึงลงนิคคหะ(ติเตียน)ชี้ความผิดพลาดความเห็นของปรวาทีว่า

   " หากว่า ศีลมีวิบากผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก. "

   และเพื่อเป็นการยัำว่า ศีลเป็นเจตสิกเพราะมีวิบากผล สกวาทีจึงถามเทียบกับธรรมฝ่ายรูป ซึ่งไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบากผล ดังนี้

   เทียบคู่ที่ ๑

สกวาที. " จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตะ ไม่เป็นเจตสิก ไม่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ถูกแล้ว "

สกวาที " ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น "

   เทียบคู่ที่ ๒

สกวาที " ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ถูกแล้ว.

 "

สกวาที " จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. "

   คำตอบและคำตอบปฏิเสธของปรวาทีขัดแย้งกัน แสดงจุดอ่อนความเห็นของปรวาทีว่า ไม่เป็นไปตามสภาวธรรมที่เป็นจริง แต่ตอบสักแต่ว่ายืนกรานเพื่อรักษาลัทธิตนให้ได้เท่านั้น

   ประเด็นที่ ๔ ศีลเป็นเจตสิก เพราะศีลมีอยู่ในองค์มรรค

   สกวาที ถามถึงองค์มรรค เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิ ว่า ไม่เป็นเจตสิก หรือเป็นเจตสิก.

   เมื่อปรวาทียอมรับว่า องค์มรรคเหล่านั้นเป็นเจตสิก.

   สกวาทีก็ถามถึงองค์มรรคที่เป็นศีลว่า " สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นเจตสิด หรือว่าเป็นเจตสิก ? "

่่    ปรวาทีแม้ถูกถามในเชิงเทียบให้เห็นว่า ศีลเป็นเจตสิกเพียงไรก็ตาม ก็ยังยืนยันหนักแน่นว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ด้วยการยกความคิดเห็นที่กลุ่มนิกายของตน(มหาสังฆิกะ) ยึดมั่นถือมั่นว่า " บุคคลผู้มีศีล แม้ศีลเกิดขึ้นแล้ว และได้ดับไปแล้ว ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล ไม่ใช่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทุศีลอยู่นั่นแหละ

(คัมภีร์กถาวัตถุ คาถาที่ ๑๐๓ วรรคที่ ๑๐ เรื่องที่ ๗ หน้าที่ ๑๔๐๗ - ๑๔๑๗)


[full-post]



 สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

     ศีลหมวดคู่ (ทุกะ) ที่สอง ซึ่งทรงจำแนกโดยอาศัยความบริสุทธิ์หมดจดเป็นข้อ กำหนด คือ ศีลหมวดที่เป็นส่วนความประพฤติที่ดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง องค์ธรรมก็คืออภิสมาจาริยกศีล และที่เป็นส่วนความประพฤติเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ซึ่งต้อมมีก่อน มรรคพรหมจรรย์ถึง

จะพึงบังเกิดขึ้นได้ เป็นไฉน...1.?

   เมื่อมีและพร่องจะมีประโยชน์และโทษอย่างไร...1.?

   มีตัวอย่างให้ชาวพุทธบริษัทได้สำนึกเตือนสติเป็นอุทาหรณ์อย่างไร...1.?

   มีการวินิจฉัยในอรรถกถาวิสุทธิมรรค ดังนี้ ความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่งชื่อว่า อภิสมาจาระ อภิสมาจาระ นั่นเอง เป็น อภิสมาจาริกะ อีกอย่างหนึ่ง สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ปรารภอภิสมาจาระ (ความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง) ชื่อว่า อภิสมาจาริกะ คำว่า อภิสมาจาริกะ เป็นชื่อเรียกศีลที่เหลือจาก อาชีวัฏฐมกศีล (ศีลมีสัมมาอาชีวะเป็นข้อที่ 8 ) ศีล ชื่อว่า อาทิพรหมจริยกะ เพราะมีความหมายว่า มีความเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ คำว่า อาทิพรหมจริยกะ นี้ เป็นชื่อเรียก อาชีวัฏฐมกศีล (ศีลมีสัมมาอาชีวะเป็นข้อที่ เป็นความ จริงว่า อาชีวัฏฐมกศีลนั้น มีความเป็นเบื้องต้นแห่งมรรค เพราะภิกษุจะต้องทำให้บริสุทธิ์หมดจด ในเบื้องต้นเลยทีเดียว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า “ปุพเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ (ม.อุ.14/476) ก็แล กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเธอ ย่อม เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ดี ในกาลก่อนเที่ยว” ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง สิกขาบททั้งหลายที่ตรัสไว้ว่า “สิกขาบทเล็ก สิกขาบทน้อย” ดังนี้ ใด, นี้ ชื่อว่า อภิสมาจารึกศีล, ที่เหลือชื่อว่า อาทิพรหมจริยกศีล,

   อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่นับเนื่องในอุภโตวิภังค์ (ภิกขุวิภังค์, ภิกขุวิภังค์) ชื่อว่า อาทิพรหมจริยกศีล, ที่นับเนื่องในขันธกะ 22 ขันธกะ(มหาวรรค 10 ขันธกะ, จุฬวรรค 12 ขันธกะ) ชื่อว่า อภิสมาจารึกศีล, อาทิพรหมจริยกศีลย่อมถึงพร้อมได้เพราะความถึงพร้อมแห่งอภิสมาจารึกศีลนั้น เพราะเหตุนั้น นั่นเอง พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสไว้ว่า “โส วต ภิกฺขเว ภิกขุ อาภิสมาจาริกํ ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ว่าภิกษุนั้นไม่ยังอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักยังอาทิพรหมจริยกธรรม ให้บริบูรณ์ได้ดังนี้ นี้ หามีไม่” (องฺ ปญฺจก.22/16) ดังนี้ ศีล จัดว่ามี ๒ อย่าง โดยเกี่ยวกับเป็นอภิสมาจารึกศีล และอาทิพรหมจริยกศีล ตามประการดังการทรงจำแนกด้วยความบริสุทธิ์หมดจดที่ได้กล่าวมานี้ ฉะนี้แล.

   มีการขยายความการวินิจฉัยในมหาฏีกา ดังนี้

อภิสมาจาระ เป็นความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง เพราะความที่นับเนื่องเข้าในอธิศีลสิกขา(ศีลสิกขาบทที่จำเป็นยิ่ง) เพราะเหตุนั้น ท่านอาจารย์จึงกล่าวว่า ความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง ดังนี้ไว้ อธิบายว่า อภิสมาจาระ นั่นเอง ชื่อว่า อภิสมาจาริกะ เช่นเดียวกับคำว่า เวนยิกะ (ซึ่งก็ได้แก่ เวนยะ นั่นแหละ แปลว่า ผู้เรียนพระวินัย)

   ชื่อว่า “อภิสมาจาระ” ว่า โดยการแจกแจงแสดงอย่างอุกฤษฎ์ ก็หมายถึงศีลในมรรค และศีลในผล ศีลที่ทรงบัญญัติปรารภเจาะจงอภิสมาจาระ มีอภิสมาจาระนั้นเป็นอรรถ คือ มีอภิสมาจาระนั้นเป็นประโยชน์ ชื่อว่า อภิสมาจารึกศีล

    ศีล คือ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และอาชีวะที่บริสุทธิ์ดีนี้ ชื่อว่า อาชีวัฏฐมกศีล ใน อาชีวัฏฐมกศีลนั้น ความงดเว้นจากทุจริต 7 อย่าง โดยมีอาชีวะเป็นเหตุชื่อว่า สัมมาอาชีวะ เพราะเหตุนั้น แม้สัมมาอาชีวะจะมีถึง 7 อย่างก็จริง แต่ท่านอาจารย์กล่าวทำสัมมาอาชีวะ 7 อย่างนั้นให้เป็นอย่างเดียว เพราะความเสมอกันในความเป็นสัมมาชีพ 

   อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำความงดเว้นจากการเลี้ยงชีพผิด โดยอาศัยกุหนวัตถุ ๓ อย่าง (แปลว่า ที่ตั้งแห่งความหลอกลวง ๓ อย่าง) ให้เป็นอย่างเดียวกัน กล่าวว่า “เป็นอาชีวะที่ บริสุทธิ์ดี” ดังนี้ไว้

   มรรคนั่นเอง เป็นพรหมจรรย์ เพราะความเป็นข้อควรประพฤติที่ประเสริฐสุดจึงชื่อว่า มรรคพรหมจรรย์ ความว่า อาทิพรหมจริยกศีล เป็นศีลอันถึงความเป็นเบื้องต้นแห่งมรรค พรหมจรรย์นั้น

   คำว่า มีความเป็นเบื้องต้น ได้แก่ มีความเป็นศีลที่พึงเจริญ, ที่พึงทำให้สำเร็จใน เบื้องต้น ว่าโดยลำดับของเทศนา มรรคพรหมจรรย์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น แต่ว่าโดยลำดับของการปฏิบัติ มีอาชีวัฏฐมกศีลเป็นเบื้องต้น 

   คำว่า เพราะความถึงความพร้อมแห่งอภิสมาจารึกศีลนั้น ความว่า อาทิพรหมจริยกศีล ย่อมถึงพร้อมได้อย่างบริสุทธิ์หมดจดก็เพราะความถึงพร้อมแห่งอภิสมาจารึกศีล คำที่ควรจะกล่าวได้ว่า “ภิกษุใด งดเว้นความผิดเล็กน้อยทั้งเบาได้ ภิกษุนั้น จักงดเว้นความผิดมากทั้งหนัก มีโทษมาก เป็นต้น ได้ด้วย” ดังนี้ มีไม่ได้เลย ก็พระสูตรย่อมแสดงถึงความหมายนี้ไว้ ด้วยสามารถ เป็นคำพูดที่ยังเหลืออยู่

   ในบททั้งหลายจากพระสูตรเหล่านั้น บทว่า ซึ่งธรรม คือซึ่งศีล ศีลนั้นพระผู้มี ตรัสว่า “ธรรม” ก็โดยความหมายว่า รองรับคุณวิเศษเบื้องสูงไว้ได้

   มีการยกอุทาหรณ์เตือนสติให้สำนึกคุณและโทษในนิสสยะ ดังนี้

   ยุคสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ

   1. ตัวอย่างที่มีโทษหนัก เช่น ใน กปิลธรรมบท

   พระพุทธองค์ทรงแสดงการประพฤติธรรมของปลาที่ชื่อว่ากปิละไว้เป็นพระคาถาดังนี้

      มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน 

      ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย

      โส ปริปลฺวตี หุราหุรํ

      ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร.

   แปลว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ยังประพฤติตนประมาทอยู่ 

        เหมือนเถาวัลย์พืชที่เจริญยืดยาวไปเรื่อย เขาย่อมระหกระเหินไปสู่

        ภพน้อยภพใหญ่ เหมือนลิงที่ต้องการผลไม้ จำต้อง

        ห้อยโหนตนในป่านั่นแล.


   อรรถกถา ฏีกา และนิสสยะ ขยายความพระคาถาดังนี้

   คำว่า ผู้ยังประพฤติตนประมาทอยู่(ปมตฺตจาริโน)คือบุคคลผู้ยังชล่าใจอยู่ จึงยังไม่เจริญธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับตัณหา มี ฌาน วิปัสสนา มรรค ผล คือการปล่อยสติให้เลอะเลือนเหมือนการปล่อยเถาวัลย์พืช(มาลุวา)ให้ยาวยืดเยื้อ    เพราะขาดการเจริญสติด้วยอินทรีย์สังวร เท่ากับยอมสยบเป็นทาสตัณหา

   คำว่า เขาย่อมระหกระเหินไปสู่ภพน้อยใหญ่(โส ปลวติ ทุราทุรลํ) คือบุคคลที่ยังไม่เป็นไทต่อการครอบงำของตัณหาผู้เป็นนายทาส เหมือนลิงที่อยากได้ผลไม้จำต้องห้อยโหนตนในป่า คือต้องเวี่ยนว่ายตายเกิดในวัฎฎทุดข์นั่นแล

   ท่านพระอรรถกถาจารย์ได้นำประวัติการประพฤติธรรมของปลาที่ชื่อว่ากปิละมาประกอบพระคาถาดังนี้

   ในยุกสมัยศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีบุรุษสองคนพี่น้อง คนน้องชื่อว่ากปิล(นายผิวตาลแดง) คนพี่ชื่อว่าโสธนะ(นายผิวขาวผ่อง)ได้ออกบวช โดยมารดาชื่อว่าสาธนี(นางผิวสัมฤทธิ์) และน้องสาวชื่อว่าตาปนา(นางสาวผิวดำเกรียม)ก็ได้ออกบวชด้วย ขณะที่พระภิกษุพี่น้องสองรูปทำวัตรท่านพระอาจารย์และท่านพระอุปัชฌาย์ ก็ได้เรียนถามพระเถระเหล่านั้นว่า ธุระในพระศาสนามีเท่าไร? ได้คำตอบว่า มีสอง คือ คันถะธุระ และวิปัสสนาธุระ พระภิกษุผู้เป็นพี่เห็นว่าตนมีอายุมากแล้ว จึงตัดสินใจเรียนวิปัสสนาธุระ ในสำนักพระอาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ครบ 5 พรรษาเพื่อให้พ้นวิสัยอยู่ตามลำพังได้ ท่านเข้าป่าเจริญวิปัสสนาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ สมดังปณิธานที่ตั้งใจไว้ ส่วนพระน้องชายเห็นว่าตนยังอายุน้อยอยู่ จึงตัดสินใจเรียนคันถะธุระก่อน ภายหลังถึงค่อยเรียนวิปัสสนาธุระก็ได้ เริ่มเรียนพระไตรปิฏก อรรถกถา ฏีกา นิสสยะ จนแตกฉานเชียวชาญ ลาภ ยศ บริวารก็มากขึ้น เป็นเหตุให้มัวเมาหลงระเริงหมดความละอาย กล้ากล่าวสิ่งที่เป็นกัปปิยะว่าเป็นอกัปปิยะ สิ่งที่เป็นอกัปปิยะว่าเป็นกัปปิยะ  สิ่งที่ไม่เป็นโทษว่าเป็นโทษ สิ่งที่เป็นโทษว่าไม่เป็นโทษ เพียงเพื่อจะรักษา ลาภ ยศ และบริวารไว้เท่านั้น หาได้เลียวแลความถูกต้องชอบธรรมไม่ เป็นเหตุให้เหล่าพระภิกษุผู้มีศีลมีธรรมทยอยปลีกตัวหลีกห่างกปิลภิกษุ เพราะแม้นแต่พระภิกษุผู้มีความหวังดีต่อกปิลภิกษุจริงใจกล้ากล่าวตักเตือนว่า อย่าได้กล่าวอย่างนั้นเลย กลับตอบทรนงว่า ท่านเป็นผู้มีกำมือเปล่า(ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องจริง) ไม่พึงกล่าวตักเตือนเราผู้เป็นพหูสูตร จึงเหลือแต่พวกบริวารชั่วเท่านั้นที่แวดล้อมอยู่ แม้นพระอรหันต์พี่ชายอุตส่าห์เดินทางมาเตือนถึงสามครั้งก็ไม่กลับใจ หนักเข้าอยู่มาวันหนึ่งเป็นวันลงอุโปสถเพื่อสวดปาติโมกข์ กปิลภิกษุนั่งถือพัดบนธรรมาสน์ในโรงอุโปสถ กล่าวกับภิกษุผู้เป็นบริวารทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ ปาติโมกข์ย่อมเป็นไปเพื่อภิกษุทั้งหลายผู้ประชุมกันในที่นี้หรือ ? ภิกษุทั้งหลายพากันนิ่งเสีย ด้วยคิดว่าจักมีประโยชน์อะไรกับการตอบภิกษุรูปนี้ที่แม้แต่ความเคารพยำเกรงต่อพระปาติโมกข์ก็ไม่มีแล้ว กปิลภิกษุจึงกล่าวต่อว่า ผู้มีอายุ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี หามีประโยชน์อะไรกับการสวดฟังปาติโมกข์นี้เล่า? ว่าแล้วก็ลุกออกจากอาสนะ เป็นอันว่ากปิลภิกษุทำลายทั้งธรรม ทั้งวินัย ในพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอาการดังกล่าวมานี้ แม้พระโสธนเถระก็ปรินิพพานในวันเดียวกัน ในกาลสิ้นอายุกปิลภิกษุก็เกิดในอเวจีมหานรก ภิกษุณีที่เป็นมารดา และภิกษุณีที่เป็นน้องสาวก็พากันถือเอาทิฏฐานุคติของกปิลภิกษุ เพื่อปกป้อง ลาภ ยศ บริวาร ของภิกษุผู้เป็นบุตรผู้เป็นพี่ชาย ด้วยการด่าบริภาษภิกษุผู้มีศีลผู้มีธรรมที่เห็นต่าง ก็พากันเกิดในอเวจีมหานรกเช่นกัน

   ก็ในกาลนั้นนั่นแหละ มี บุรุษ 500 คน เลี้ยงชีพเป็นโจร เที่ยวโจรกรรมปลันฆ่าเจ้าทรัพย์เป็นประจำ ผู้คนจำนวนมากจึงรวมตัวไล่ล่าฆ่า หมู่โจรจึงหนีเข้าป่า พบพระภิกษุผู้ถือธุดงค์ข้ออยู่ป่าเป็นวัตร จวนตัวเข้าก็พากันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากพระภิกษุรูปนั้น ท่านเห็นว่าในสถานการณ์กระชั้นชิดเช่นนั้น ศีลที่ถึงความเป็น อาปาณโกฏิกศีล(ศีลที่รักษาไว้ได้ตราบเท่ามีลมหายใจ คือ ตลอดชีวิต)เท่านั้นที่มีพลานุภาพเป็นอุปฆาฏกรรมตัดหน้าชิงให้ผลก่อนกรรมโจรกรรมปลันฆ่าเจ้าทรัพย์(ชนกกรรม)จากต้องตกนรกก่อนเป็นขึ้นสวรรค์ก่อนด้วยอานุภาพของปาณาโกฏิกศีล พระเถระจึงแนะนำให้สมาทานศีล 5 โดยกำชับว่าเมื่อเหล่ามวลผู้ตามล่าจับตัวได้แล้วต้องยอมจำนนไม่ขัดขืน ศีล 5 นั้นถึงจะมีอานุภาพเป็นอาปาณาโกฏิกศีลได้ ซึ่งเหล่าโจรทั้ง 500 ก็เข้าใจและยินดีปฏิบัติตาม มีอานิสงส์ส่งผลให้หมู่โจร 500 ได้กามสุคติระหว่างภพเทวดากับภพมนุษย์ตลอดชั่วหนึ่งพุทธันดร ในกาลสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พวกเขาก็ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ ในหมู่บ้านชาวประมง โดยหัวหน้าโจรได้ฐานะเป็นหัวหน้า ลูกน้องได้ฐานะเป็นบริวาร พากันออกจับปลาเป็นครั้งแรกก็จับได้ปลาสีทองตัวใหญ่ที่ชื่อว่ากปิลที่เคยเป็นภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฏกในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนนั่นแหละ ด้วยความเห่อดีใจที่ออกจับปลาครั้งแรกก็ได้ปลาแปลกสีเป็นทอง ทางพวกครอบครัว และทางพวกหนุ่มประมงที่ได้ปลา จึงตกลงกันว่า จะนำปลาตัวนั้นถวายพระราชา เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นปลาสีทองนั้นก็แปลกพระทัย ทรงพระประสงค์จะทราบเหตุแห่งความเป็นมาทั้งหมด จึงทรงรับสั่งให้นำปลาตัวนั้นไปที่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะได้ทูลถาม พอปลาอ้าปากเท่านั้นกลิ่นเหม็นก็ฟุ้งกระจายทั่วพระเชตวัน

   พระราชา ทูลถามพระศาสดาว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะเหตุไร ปลาตัวนี้จึงมีสีเหมือนทองคำ และมีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากปากเล่า ?

พระศาสดาตรัสตอบว่า มหาบพิตร ปลาตัวนี้มีชื่อว่า กปิละ เคยเป็นภิกษุพหูสูตรที่มีลาถ ยศ และบริวารมาก ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า กัสสปะ ถูกความละโมบโลภมากในลาภ ยส บริวารครอบงำ ด่าบริภาษเหล่าภิกษุผู้มีศีลมีธรรมที่ไม่ยอมรับคำกล่าวของตน เธอเกิดในอเวจีด้วยกรรมนั้นแล้ว บัดนี้เกิดเป็นปลาก็ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้น

ก็เพราะแรกๆ เธอยังไม่หลงไหลติดลาภ ยศ บริวาร กล่าวสรรเสริญพุทธคุณ สิ้นกาลนาน จึงได้อัตภาพมีสีเหมือนทองคำ ส่วนที่กลิ่นปากเธอเหม็น ก็มาจากกรรมที่ด่าบริภาษเหล่าภิกษุผู้มีศีลมีธรรม มหาบพิตร อาตมาภาพจะให้ปลานั้นพูด

พระราชา : ให้พูดเถิด พระพุทธเจ้าข้า

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามปลาว่า " เธอชื่อว่า กปิละหรือ " ?

ปลา : พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ ชื่อ กปิละ

พระศาสดา : เธอมาจากที่ไหน ?

ปลา : มาจากอเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าข้า

พระศาสดา : พระโสธนะพี่ชายของเธอไปไหน ?

ปลา : ปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าข้า

พระศาสดา : ก็นางสาธนีมารดาของเธอเล่าไปไหน ?

ปลา : ไปเกิดในนรก พระพุทธเจ้าข้า

พระศาสดา : แล้วนางสาวตาปนาน้องสาวของเธอหละไปไหน ?

ปลา : ไปเกิดในนรก พระพุทธเจ้าข้า

พระศาสดา : บัดนี้ เธอจักไปที่ไหน ?

ปลากปิละกราบทูลว่า " จักไปอเวจีมหานรกเหมือนเดิม พระพุทธเจ้าข้า "  ด้วยอำนาจวิปฏิสารจากกรรมเก่ายังไม่สิ้นกำลัง ทำให้ปลากปิลร้อนรนทุรายทรงตัวอยู่ไม่ไหว ต้องเอาศรีษะฟาดกับเรือที่นำร่างตนมา ตายแล้วก็บังเกิดในอเวจีมหานรกต่อทันที มหาชนที่เห็นเหตุการณ์ในครั้งได้สลดใจมีโลมชาติชูชัน โดยเฉพาะพวกกลุ่มหนุ่มประมงทัังหมด ตัดสินใจออกบวชไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ที่ว่าหนักเพราะจงใจล่วงอาบัติ

   2. ตัวอย่างที่มีโทษเบา เช่น

พระภิกษุหนุ่มผู้ได้อัตภาพเป็นพญานาค ขณะอยู่บนเรือ ไม่ได้จงใจ แต่เผลอขาดสติพรากตะไคร่น้ำ ซึ่งมีสถานภาพเป็นวัตถุทุกกฏ(ในอรรถกถา มหาปัจจุรี เป็นต้นท่านกล่าวไว้ว่า “ แหนไม่มีราก หน่อ และตะไคร่น้ำเป็นต้น เป็นวัตถุ แห่งทุกกฏ.” เหตุในคำนั้นไม่ปรากฏ ใน อันธกอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า “ยังไม่เป็น ภูตคามที่สมบูรณ์ เหตุนั้นจึงเป็นทุกกฏ”) ถึงจะมืฤทธิ์มีเดชมาก ปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวว่าไม่น่ายินดี เพราะการได้อัตภาพเช่นนั้นห้ามมรรคห้ามผล แถมยังเป็นเหตุให้หลงไหลได้ปลื้มกับฤทธิ์เดชนั้นด้วย

   ตัวอย่างในอดีตยุกสมัยพุทธกาล เช่น พระโปฐิลเถระ มีเรื่องกล่าวไว้ในคาถาธรรมบท(7/73) ว่า

   พระเถระนั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉานพระไตรปิฎก เป็นอาจารย์บอกกล่าวสั่งสอนภิกษุประมาณ 500 รูป แม้ว่าศิษย์ของท่านหลายรูปมิได้ขวนขวายเฉพาะในคันถธุระศึกษาคัมภีร์เท่านั้น แต่ทว่ายังขวนขวายในวิปัสสนาธุระ ปรารภการปฏิบัติอีกด้วย จนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลไปหลายรูปก็ตาม ตัวท่านเองก็ไม่คิดที่จะปฏิบัติเลย ยินดีพอใจอยู่แต่ในความเป็นพหูสูตของตนเท่านั้น แล้วสำคัญตัว ถือตัวอยู่ว่า " เรามีความรู้มาก " ด้วยความรู้ในปริยัตินั้น

      พระศาสดาทรงมีพระมหากรุณาใคร่ที่จะให้ท่านได้เป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ทรงประสงค์จะเตือนสติพระเถระให้เกิดความละอายสลดสังเวชใจ เวลาที่พระเถระเข้ามาเฝ้าก็ดี ทูลลากลับไปก็ดี ก็จะรับสั่งกะพระเถระว่า " มาสิ พ่อใบลานเปล่า, นั่งลงสิ พ่อใบลานเปล่า,ไปเถอะ พ่อใบลานเปล่า " ดังนี้อยู่เสมอๆ พระเถระได้สดับอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ก็ได้สติ สำนึกตัวว่า " การที่พระศาสดารับสั่งอย่างนี้ เป็นเพราะเรามีแต่ความรู้จากตำราเท่านั้น หาได้มีความรู้ความเห็นอันเป็นคุณพิเศษที่เกิดจากการปฏิบัติแต่ประการใดไม่ " ดังนี้แล้วก็เกิดความละอาย สลดสังเวชใจ คิดจะเข้าป่าปฏิบัติ ก็แลท่านพระเถระ แม้ว่าเป็นพหูสูตแตกฉานพระไตรปิฎกเห็นปานนั้น พอถึงคราวจะปฏิบัติเข้าจริงๆ ก็รู้สึกมืดมน มองไม่เห็นเงื่อนงำของการปฏิบัติว่ามีต้นมีปลายอย่างไร อะไรควรมนสิการก่อน อะไรควรมนสิการที่หลังเป็นต้น จึงเที่ยวแสวงหากัลยาณมิตรไป ท่านเข้าไปหาพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติรูปใดก็ตาม เมื่อภิกษุรูปนั้นพิจารณาเห็นว่าท่านมีความรู้ด้านปริยัติแตกฉานมาก มีมานะถือตัวว่ามีความรู้มาก ซึ่งข้อนี้จะเป็นเหตุให้เป็นคนที่ใครๆสอนยาก ใจไม่ค่อยจะน้อมไปในอันที่จะเชื่อถือคำพูดของผู้อื่นเท่าที่ควร ดังนี้แล้ว ก็กลัวความยากลำบากในการแนะนำสั่งสอน จึงปฏิเสธบ่ายเบียง ไม่ยอมรับสอนเป็นอาจารย์ พูดเป็นทำนองว่า พระเถระมีความรู้แตกฉานมากกว่าท่านนักหนา จะให้สอนท่าน แนะนำท่านเรื่องอะไรได้อีก พร้อมกันนั้น ก็แนะนำให้พระเถระเข้าไปหาภิกษุผู้เป็นอาจารย์ท่านอื่นอีก โดยอุบายนี้ พระเถระจึงไม่ได้ภิกษุรูปใดๆเป็นอาจารย์เลย ในที่สุดก็เข้าไปหาสามเณรน้อยเพิ่งบวชใหม่ ขอร้องให้สามเณรเป็นอาจารย์ ทีแรกสามเณรเห็นว่าท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ บอกกล่าวสั่งสอนศิษย์มากมาย ก็บ่ายเบียงไม่ยอมรับ ด้วยเกรงว่าท่านจะไม่มอบตัวเป็นศิษย์ด้วยใจจริง แต่พอถูกท่านอ้อนวอนมากเข้าก็ยอมรับ โดยมีข้อแม้ว่า พระเถระจะต้องอดทนต่อโอวาท ทำตามคำสั่งสอนทุกอย่างเท่านั้น พระเถระยินดียอมทำตามทุกอย่าง สามเณรประสงค์จะทดสอบมานะความเป็นอาจารย์มีความรู้มากของท่าน จึงสั่งให้ท่านลงไปเดินลุยน้ำในสระ ทั้งๆที่ท่านยังนุ่งห่มจีวรอยู่อย่างนั้น พระเถระทำตามคำของสามเณรทันทีโดยไม่ลังเลใจเลย สามเณรเห็นว่าท่านบรรเทามานะลงไปมากแล้ว จึงบอกกรรมฐานเป็นนัยให้พระเถระไปปฏิบัติว่า " จอมปลวกแห่งหนึ่ง มีรูอยู่ 6 รู เหี้ยเข้าไปอยู่ในจอมปลวกนั้นทางรูหนึ่ง ผู้ต้องการจะจับเหี้ยตัวนั้นพึงปิดรูเสีย 5 รู เหลือไว้เพียงรูเดียว ล้วงมือเข้าไปทางรูที่ 6 นั้น ก็จะจับเหี้ยตัวนั้นได้ ฉันใด, เมื่อมีอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ท่านจงปิดทวาร 5 ที่เหลือเสีย แล้วตั้งการงานในมโนทวารเท่านั้น ฉันนั้นเถิด " ดังนี้. พระเถระผู้เป็นพระหูสูตฟังความเพียงแค่นี้ ก็เข้าใจนัยการปฏิบัติได้แจ่มแจ้ง

สามารถปฏิบัติตามได้ ขณะนั้นพระศาสดาทรงทราบความเป็นไปของเธอด้วยพระญาณ จึงทรงแผ่พระโอภาสกระทำพระองค์เองให้ปรากฏเบื้องหน้าพระเถระ ตรัสพระคาถาว่า " โยคา เว ชายเต ภูริ "

เป็นต้น ในที่สุดแห่งพระคาถา พระโปฐิลเถระก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล.

   ในบรรดาเราๆท่านๆทั้งหลายทั้งพระทั้งฆราวาส โปรดอย่าได้ชล่าใจความรู้เฉพาะปริยัติอย่างเดียวเลย พึงเจริญ "อริยธรรม" ที่กระตุ้นเตือนให้พวกเราหันเข้าหาการปฏิบัติเถิด  

   อริยธรรมที่กระตุ้นเตือนให้ภิกษุและฆราวาสปฏิบัติธรรม มีการสมาทานธุดงค์ เป็นต้น(ธุดงคนิเทส) มี 5 อย่าง คือ

   1. ความมักน้อย(อัปปิจฉตา) ได้แก่ความปราศจากความติดข้องปัจจัย 4 เพราะมีอัชฌาสัยไม่โลภ องค์ธรรมก็คือ อโลภะ ที่เป็นไปขณะแสวงหาปัจจัย 4 นั่นเอง

   2. ความสันโดษ(สันตุฏฐิตา) ได้แก่ ความรู้จักพอกับปัจจัย 4 ตามเท่าที่มี ตามเท่าที่ได้ ไม่ปรารถนาปัจจัยอันอื่นอีก องค์ธรรมก็คือ อโลภะ ที่เป็นไปขณะได้ปัจจัยมาแล้วนั่นเอง

   3. ความประพฤติขูดเกลากิเลส(สัลเลขตา) ได้แก่ ความย่ำยีกิเลสด้วยความไม่ละโมบ(อโลภะ)และความไม่ติดข้อง(อโมหะ) องค์ธรรมก็คือ จิตที่ยิ่งด้วยอโลภะและอโมหะนั่นเอง

   4. ความสงบสงัดจากความคลุกคลี(ปวิเวกตา) ได้แก่ ความปลีกตัวออกจากหมู่คณะ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบวุ่นวาย ประสงค์จะเร้นจิตไว้ในกรรมฐาน องค์ธรรมก็คือ จิตที่ปราศจากความติดข้อง(อโลภะ)และความหลงติด(อโมหะ)หมู่คณะนั่นเอง

   5. ภาวรู้คุณประโยชน์ 4 ข้อเหล่านั้น(อิทมัตถิตา) ได้แก่ความรอบรู้คุณประโยชน์ 4 ข้อดังได้กล่าวมาแล้ว องค์ธรรมก็คือ ปัญญานั่นเอง

   องค์ธรรมทั้ง 5 ข้อนี่แหละที่เป็นอริยธรรมกระตุ้นเตือนเพื่อนๆ ไม่ให้มัวเมา ยึดติดความเป็นอาจารย์ และชล่าใจ ไม่ปฏิบัติธรรม 

   อีกทั้งคุณธรรมพวกนี้จะเป็นข้อบ่งบอกให้ทราบว่า ท่านผู้มีคุณธรรมเหล่านี้เป็นบัณฑิต เพราะสงบเสงี่ยมไม่โอ้อวดภูมิความรู้ตนเอง มีมารยาทงาม 

   เหมือนท่านพระอิสิทัตตะสนทนาธรรมกับท่านจิตตคฤหบดีอุบาสก 

   เมื่อท่านจิตตะถามในที่สนทนาธรรมว่า " มิจฉาทิฏฐิทั้งหลายมีเพราะมีอะไรเป็นปัจจัย." 

   ท่านพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์นิ่งเก้อเขินเพราะตอบไม่ได้ เพื่อรักษาบรรยากาศการสนทนาธรรม 

   ท่านพระอิสิทัตตะผู้รอบรู้ก็ขออนุญาตท่านพระเถระเสียก่อน แล้วตอบว่า 

   " มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย มีเพราะ มีสักกายทิฏฐิ "นั่นแล


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ศีล เมื่อจำแนกโดยการรักษาไว้ได้บริบูรณ์อย่างเป็นธรรมชาติ มี 4 ประเภท คือ:-

      1. ปกติศีล คือศีล 5 ของชาวอุตตรกุรุทวีป เหตุเพราะอายุและปัจจัยสี่อุดมสมบูรณ์ และปราณีต

      2. อาจารศีล คือศีลที่เป็นประเพณีประพฤติปฏิบัติอันไม่เป็นโทษประจำตน ประจำตระกูล ประจำท้องถิ่น ประจำลัทธิ เช่น การไม่ดื่มเหล้าเป็นต้น เพราะเป็นค่านิยม

      3. ธัมมตาศีล คือ ศีล 5 ของพระมารดาพระโพธิสัตว์ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา ด้วยเดชแห่งบารมีศีลของพระองค์ ส่งผลให้ จิตพระมารดาไม่ประกอบด้วยกามคุณในบุรุษทั้งสิ้น ดังมีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า " ธมฺมตา เอสา อานนฺท ยถา โพธิสตฺโต มาตุกุจฺฉึ โอกฺกนฺโต โหติ นโพธิสตฺตมาตุ ปุริเสสุ มานสํ อุปฺปชฺชติ กามคุณูปสญฺหิตํ."  ความว่า " ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้เป็นธรรมดา คือในเวลาที่พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา จิตที่ประกอบด้วยกามคุณในบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระมารดาพระโพธิสัตว์แล."(ม.อุ 14/227-8)

      4. ปุพพเหตุกศีล คือศีลบริบูรณ์ของสัตว์ผู้หมดจด มีพระมหากัสสป เถระ เป็นต้น คือมีศีลบริบูรณ์ตลอดกาลนานมาแล้ว จนเป็นอุปนิสัยเช่นชาติที่เป็นพระราขาผู้มีศีล ชาติที่เป็นพญากระบือผู้มีศีลเป็นต้น อุปนิสัยที่อบรมมานานนี้เอง เป็นปุพพเหตุกศีล(วิสุทธิมรรค ศีลหมวดจตุกที่สาม)

      ในมหาฎีกา และนิสสยะอักษรธรรมล้านช้าง,อักษรมอญโบราณ กล่าวว่า ศีลบริบูรณ์อย่างเป็นธรรมชาติ หมวดจตุกะนี้ เพราะไม่มีการก้าวล่วงเป็นธรรมชาติ  คือปราศจากการสมาทานนั่นเอง จึงมีสภาวะเป็นอันเดียวกันกับ " สัมปัตตวิรติ "นั่นแล

       เฉพาะนิสสยะอักษรมอญโบราณยังมีการกล่าวถึงเหตุผลว่า ความมีอุปนิสัยฉันทะใคร่ที่จะแสดงธรรมให้ผู้อื่นได้รู้ด้วย เป็นทั้งธรรมทาน เพราะมีสภาวะปริจจาคะ(การบริจาค)เป็นลักษณะ เป็นทั้งศีล เพราะมีสภาวะเป็นพื้นฐาน(สีลนะ) ด้วยอาการ 2 คือมีสมาธานฐานที่ทรงฉันทะที่ใคร่แสดงธรรมไว้ และมีอุปธารณฐานที่รองรับความแตกฉานไว้ ซึ่งทั้ง 2 ฐานก็มาจากความมีอุปนิสัยที่เป็นเช่นนั้นนั่นแล

----------------

ในบรรดาธรรม 3 อย่าง คือ วิตก เจตนา และ มนสิการ มีส่วนคล้ายกันก็คือ แต่ละอย่างต่างก็กระทำต่อธรรมที่เกิดร่วม กับตน เข้าไว้ในอารมณ์ด้วยกัน แต่ก็ต่างกันด้วยอาการที่กระทำ พร้อมอุปมาดังนี้ :-

วิตก ย่อมเป็นไปโดยอาการนำพาเอาสัมปยุตตธรรมที่เกิดร่วมกันกับตน เข้าสู่อารมณ์เดียวกัน เหมือนเรือโยงกับเรือพ่วง

เจตนา ย่อมเป็นไปโดยอาการจัดแจงเอาสัมปยุตตธรรมที่เกิดร่วมกันตน เข้าสู่อารมณ์เดียวกัน เหมือนแม่ทัพนำลูกทัพให้ทำกิจของตนๆ

มนสิการ ย่อมเป็นไปโดยอาการมุ่งตรงเอาสัมปยุตตธรรมที่เกิดร่วมกันกับตน เข้าสู่อารมณ์เดียวกัน เหมือนนายสารถีนำม้าอาชาไนยมุ่งตรงต่อทาง

สาระการศึกษา​สัมปยุตตธรรมที่มีหน้าตาคล้ายฝาแฝด​(ลักษณะ)​ แต่บัณฑิตก็สามารถแยกฝาแฝดได้​ โดยอาศัยผลหรืออาการที่ปรากฏ​(ปัจจุปัฏฐาน) เป็นต้น​ จากคัมภีร์​นิสสยะอักษรขอมยุกสุโขทัย​รุ่งเรือง

---------------


 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระวินัยปิฏ​ก​ 

   คำศัพท์ว่า​ " วินัย​ " หมายถึงอะไร?​ สิ่งที่หมายถึงนั้นๆ​ คือ​ ส่วนไหนของพระวินัยปิฏ​ก?... 1.

   มีรูปแบบสรุป​(ปริวาร)​อย่างไร?... 1.

   " วิวิธวิเสสนยตฺตา​  วินยนโต​ เจว  กายวาจานํ

   วินยตฺถวิทูหิ  อยํ​ วินโย   วินโยติ​ อกฺขาโต." (วิ.อ.1/18)

   แป​ลว่า​ " คำศัพท์ว่า​ วินัยนี้  ที่ผู้รู้ความหมาย​คำศัพท์​ กล่าวว่า​ เป็นคำแนะนำ​(วินัย=คำแนะนำ)​ เพราะเป็นกฏระเบียบต่างๆ​ (วินัย=วิวิิธ)​ มี​ ภิกขุปาติโมกข์, ภิกษุณี​ปาติโมกข์​ เป็นต้น, เพราะเป็นความโดดเด่น(วินัย=วิเสส)​ที่สิกขาบท​ มี​ อนุบัญญัติ​ยืดหยุ่น​ให้รัดกุมหรือผ่อนผันได้ตามความเหมาะสมที่สิกขาบทข้อนั้นๆพึงมีได้, และเพราะเป็นวิธีการฝึก(วินัย=วิธีการฝึก)​กาย, วาจาด้วย."

   การรู้ความหมายคำศัพท์​ " วินัย​ " จึงมีอุปการะต่อผู้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง​ กล่าวคือ​ เมื่อรู้สิ่งที่หมายถึง​ ก็ย่อมรู้ส่วนที่เป็นองค์​ธรรม​ ซึ่งถึงจะเรียกชื่อไปต่างๆนาๆ​ หรือสลับไปมา​ ก็ไม่สับสน​ เพราะสภาวองค์ธรรม​ส่วนนั้นๆ​ มีสภาวลักษณะ​ประจำเฉพาะองค์​ธรรมนั้นๆแน่นอน​ ตัวอย่างเช่น​ กิจวัตร​ 14​ ข้อกับ​ วัตรที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาถูกสงฆ์ลงกรรม(ลงโทษ), หรือให้ปริวาส(จองจำ)​ 82 ข้อ​ แม้ในคัมภีร์​ต่างๆจะเรียกชื่อต่างกัน​ แต่สภาวะขององค์​ธรรม​ และจำนวนหัวข้อที่แน่นอน​ ก็จะป้องกันไม่ให้เกิดสับสนได้​ ดังเช่น​ กิจวัตร​ 14​ ข้อ​ บ้างคัมภีร์​ก็เรียกว่า​ มหาวัตร 14​ ข้อบ้าง​ ขันธกวัตร​ 14​ ข้อบ้าง​ ทำนองเดียวกัน​ วัตรที่เป็นข้อปฏิบัติ​ 82​ ข้อ​ บางคัมภีร์​ก็เรียกว่า​ มหาวัตร​ 82​ ข้อบ้าง​  ขันธกวัตร​ 82​ ข้อบ้าง​ เช่นเดียวกัน​ จำนวนข้อวัตรที่เป็นธรรม​เนียมปฏิบัติ​ บางคัมภีร์​ก็กล่าวว่า​ มี​ 82​ ข้อบ้าง​ มี​ 80​ ข้อบ้าง​ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทสภาวักษณะที่แบ่งย่อยอีกทีนั่นเอง​ กล่าวคือ​ ข้อที่​ 1.ถึงข้อที่​ 66.​มีสภาวะลักษณะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติล้วนๆ, ข้อที่​67 ถึงข้อ​ที่ 71 มีสภาวลักษณะ​เป็นธรรมเนียมปฏิบัติด้วย​ เป็นมรรยาทด้วย​ ส่วนข้อที่​ 72  และ​ ข้อที​ 79  ที่บางคัมภีร์​ เช่น​ คัมภีร์​ปฏิสัมภิทามรรคไม่นับรวมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ​ คือนับเพียง​ 80​ ข้อเท่านั้น​ เพราะถือว่า​ ข้อที่​ 72​ เป็นผลที่ภิกษุถูกสงฆ์ลงกรรม, ให้ปริวาส​ ส่งผลให้เสียสิทธิ​ที่พึงได้จากปกตัตตภิกษุ​ ข้อที่​ 79​ ก็เป็นผลที่ภิกษุถูกสงฆ์ลงกรรม, ให้ปริวาส​ ส่งผลให้เพศภิกษุ​บกพร่องไม่บริบูรณ์

และเพราะคัมภีร์​อรรถกถาพระวินัย​ มีการอาศัยศีลต่างหมวดประเภทกัน​ เป้าหมายคัมภีร์​อรรถกถาจึงต่างกัน​ เช่น​ สายอรรถกถาสมันตปาสาทิกา​ อาศัยศีลหมวด​ 2​ คือ​ วาริตศีล​ ที่เป็นศีลข้อห้ามประพฤติ​ กับจาริตศีล​ ที่เป็นศีลข้อพึงประพฤติ​ เป้าหมาย​ของศีลหมวดนี้​ คือ​ ความเป็นผู้มีศีลบริบูรณ์​ ซึ่งจะเป็นไปได้​ ต้องเป็นผู้ฉลาดรอบรู้ความลึกซึ้งเรื่องกิจที่ทรงบัญญัติ​เป็นศีลสิกขาบท​ คัมภีร์​อรรถกถาสายนี้จึงต้องศึกษาทุกส่วนของคัมภีร์​พระวินัยปิฎก

   ส่วนอรรถกถาสาย​ กังขาวิตร​ณี​ อาศัยศีลหมวด​ 2​ คือ​ อาทิพรหมจริยกศีล​ ที่เป็นความประพฤติ​เบื้องต้นของมรรคพรหมจรรย์​ กับ​ อภิสมาจาริยกศีล​ ที่เป็นความประพฤติ​ดีงามยิ่ง​ เป้าหมาย​ของศีลหมวดนี้​ คือ​ ความเป็นผู้มีศีลหมดจด​ ซึ่งจะเป็นไปได้​ ต้องเป็นผู้ฉลาดรอบรู้​เรืองประเภทของศีลที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดที่ทรงบัญญัติ​เป็นศีลสิกขาบท​ คัมภีร์​อรรถกถา​สายนี้  จึงศึกษาเฉพาะสิกขาบทและธรมที่เกี่วข้องกับสิกขาบท​ มี​ ลักษณะ​ 17​ ประการที่เป็นคุณสมบัติประจำแต่ละสิกขา​ เช่น​ สมุฏฐาน​ศรีษะ​ 13​  รูปแบบ(รูปแบบการต้องอาบัติที่พึงเกิดได้​ 13​ รูปแบบ​ ทั้งๆที่ช่องทางการต้องอาบัติมี​ 6​ ช่องทาง)  ตัวอย่างเค้าโครงเนื้อหาพระอรรถกถาจารย์สายนี้  ก็เช่น​คัมภีร์​ ขุททสิกขา ซึ่งมี 50 นิทเทส(เรื่อง) 472 หัวข้อ ดังนี้ :-

      1. ปาราชิกนิทเทส มี 18 หัวข้อ 

      2. สังฆาทิเสสนิทเทส มี 11 หัวข้อ

      3. จีวรนิทเทส มี 28 หัวข้อ 

      4. รชนนิทเทส มี 2 หัวข้อ 

      5. ปัตตนิทเทส มี 11 หัวข้อ 

      6. ถาลกนิทเทส มี 2 หัวข้อ 

      7. ปวารณานิทเทส มี 11 ข้อหัว

      8. กาลิกนิทเทส มี 22 หัวข้อ 

      9. ปฏิคคาหนิทเทส มี 7 หัวข้อ 

      10. อกัปปิยมังสนิทเนส มี 3 หัวข้อ 

      11. นิสสัคคียนิทเทส มี 5 หัวข้อ 

      12. ปาจิตตียนิทเทส มี 4 หัวข้อ 

      13. สมณกัปปนิทเทส มี 11 หัวข้อ 

      14. ภูมินิทเทส มี 9 หัวข้อ 

      15. อุปัชฌาจริยวัตตนิทเทส มี 11 หัวข้อ

      16. วัจจปัสสาวัฏฐานิกนิทเทส มี 5 หัวข้อ 

      17. อาปุจกรณนิทเทส มี 5 หัวข้อ 

      18. นิคคนิทเทส มี 2 หัวข้อ 

      19. นหานกัปปนิทเทส มี 4 หัวข้อ 

      20. อวันทิยนิทเทส มี 1 หัวข้อ 

      21. จัมมนิทเทส มี 2 หัวข้อ 

      22. อุปาหนนิทเทส มี 6 หัวข้อ 

      23. อโนโลกิยนิทเทส มี 1 หัวข้อ

      24. อัญชนีนิทเทส มี 5 หัวข้อ 

      25. อกัปปิยสยนนิทเทส มี 8 หัวข้อ 

      26. สมานาสนิกนิทเทส มี 3 หัวข้อ 

      27. อสังสาสิกนิทเทส มี 1 หัวข้อ 

      28. กัมมนิทเทส มี 10 หัวข้อ 

      29. มิจฉาชีววิวัชชนานิทเทส มี 4 หัวข้อ 

      30. วัตตนิทเทส มี 8 หัวข้อ 

      31. วิกัปปนานิทเทส มี 9 หัวข้อ 

      32. นิสสยนิทเทส มี 5 หัวข้อ 

      33. กายพันธนนิทเทส มี 6 หัวข้อ 

      34. ปถวีนิทเทส มี 17 หัวข้อ 

      35. ปริกขารนิทเทส มี 15 หัวข้อ 

      36. เภสัชชนิทเทส มี 7 หัวข้อ 

      37. อุคคหนิทเทส มี 16 หัวข้อ 

      38. กุลทูสนนิทเทส มี 12 หัวข้อ 

      39. วัสสูปนายิกนิทเทส มี 13 หัวข้อ 

      40. อเวภังคิยนิทเทส มี 13 หัวข้อ 

      41. ปกิณณกนิทเทส มี 47 หัวข้อ 

      42. เทสนานิทเทส มี 17 หัวข้อ 

      43. ฉันททานนิทเทส มี 11 หัวข้อ 

      44. อุโปสถนิทเทส มี 23 หัวข้อ 

      45. ปวารณานิทเทส มี 20 หัวข้อ 

      46. สังวรนิทเทส มี 2 หัวข้อ 

      47. สุทธินิทเทส มี 4 หัวข้อ 

      48. สันโตสนิทเทส มี 2 หัวข้อ 

      49. จตุรารักขนิทเทส มี 10 หัวข้อ 

      50. วิปัสสนานิทเทส มี 2 หัวข้อ

    จากเนื้อหา นอกจากท่านผู้ศึกษาจะได้ความรู้นัยปริยัติแล้ว ท่านยังจะได้นัยปฏิบัติด้วย เพราะเค้าโครงสรุปรวมศูนย์ที่จตุปาริสุทธิศีล 4 และธรรมที่เกื้อต่อจตุปาริสุทธิศีล 4 อันเป็นปัจจัยส่งผลดีให้แก่การเจริญวิปัสสนา ซึ่งมีเค้าโครงคัมภีร์ปรากฏดังนี้ :-

      1. นิทเทสที่ 1-45 เป็นปาติโมกขสังวรศีล ประกอบด้วยหัวข้อที่กล่าวเป็นคาถาที่ 1-452

      2. นิทเทสที่ 46-48 เป็นอินทริยสังวรศีล,อาชีวปาริสุทธิศีล,ปัจจยสันนิสิตศีล ประกอบด้วยหัวข้อที่กล่าวเป็นคาถาที่ล 453-460  

      3. นิทเทสที่ 49 เป็นสัพพัตถกรรมฐานที่เกื้อกูลทั้งสุกขวิปัสสกและสมถยานิก ประกอบด้วยหัวข้อที่กล่าวเป็นคาถาที่ 461-470

      4. นิทเทสที่ 50 เป็นวิปัสสนาล้วน ที่เกิดทท์จากนิทเทสที่ 1-49 เป็นปัจจัย ประกอบด้วยหัวข้อที่กล่าวเป็นคาถา แต่กระชับรัดกุม เพราะเค้าโครงแบ่งเป็นตอน(ปริจเฉท) เป็นเรื่อง(นิทเทส) แล้วย่อยเป็นส่วนๆอีกที่ ทำให้สะดวกง่ายต่อการศึกษา

ตัดความสงสัย สับสน คลุมเครือได้เป็นปลิดทิ้ง

และเพื่อให้ง่ายต่อความทรงจำ คัมภีร์ประเภทนี้จึงนิยมรจนาเป็นปัชชะ(คาถา) มีจุณณิยะปนบ้างตามสมควร ผู้รจนาคัมภีร์ขุททสิกขานี้ คือพระสัทธัมมสิริเถระชาวลังกา ประมาณปี พ.ศ.893 เพราะมีเค้าโครงและมีองค์ประกอบดังกล่าวนั้นเอง คัมภีร์นี้จึงนิยมศึกษากันมา ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ไม่เว้นแม้นแต่ไทยเรา สังเกตุได้จากคัมภีร์นี้มีจารเป็นอักษรโบราณครบทุกอักษร แต่จารเป็นอักษรขอมเป็นส่วนใหญ่ มาเลิกศึกษากันพร้อมกับคัมภีร์มูลกัจจานะ(บาฬีใหญ่)​

   ดังนั้นผู้​ประสงค์​จะมีความรอบรู้​พระวินัยปิฎกให้รอบด้าน​ พึงศึกษา​คัมภีร์​ทั้ง​ 2​ สายนี้เถิด

การจัดแบ่งคัมภีร์พระวินัยปิฎก นิยมจัดแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

   รูปแบบที่ 1. แบ่งเป็น 5 คัมภีร์ ประกอบด้วย

   1.มหาวิภังค์ หรือภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบท หรือศีลของภิกษุ 227 ข้อที่มาในพระปาติโมกข์

   2.ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบท หรือศีลของภิกษุณี 311 ข้อ ที่มาในพระปาติโมกข์

   3.มหาวรรค ว่าด้วยสิกขาบทอื่นๆ ที่มานอกพระปาติโมกข์

   4.จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทอื่นๆที่มานอกพระปาติโมกข์

   5.ปริวาร ว่าด้วยคำถามคำตอบสำหรับซักซ้อมความรู้เรื่องพระวินัย ซึ่งเป็นการทบทวนเนื้อหาของสี่คัมภีร์แรก

   รูปแบบที่ 2. แบ่งเป็น 5 คัมภีร์ โดยใช้อักษรย่อว่า " อา ปา ม จุ ป " กล่าวคือ อา=อาทิกัมมิกะ(ปาราชิก) ว่าด้วยปาราชิกสิกขาบทถึงอนิยต, ปา=ปาจิตตีย์ ว่าด้วยนิสสัคคิยปาจิตตีย์ถึงเสขิยะ รวมทั้งของภิกษุและภิกษุณี, ม=มหาวรรค, จุ=จุลวรรค, ป=ปริวาร

   รูปแบบที่ 3. แบ่งเป็น 5 คัมภีร์ โดยใช้อักษรย่ออีกแบบหนึ่งว่า " ปา ปา ม จุ ป " กล่าวคือ ปา=ปาราชิก, ปา=ปาจิตตีย์, ม=มหาวรรค, จุ=จุลวรรค, ป=ปริวาร

   รูปแบบที่ 4 แบ่งเป็น 3 หมวด ประกอบด้วย

   1.สุตตวิภังค์ ว่าด้วยมหาวิภังค์ หรือภิกขุวิภังค์ และภิกขุนีวิภังค์

   2.ขันธกะ ว่าด้วยมหาวรรคและจุลวรรค

   3.ปริวาร

[full-post]



ศีลมีการจำแนกกี่รูปแบบ?

รูปแบบนั้นๆอาศัยสภาวะอะไรจำแนก?

แต่ละรูปแบบผู้ศึกษาจะมองเห็นแง่มุม​ในวาระที่ทรงแสดงศีลนั้นๆได้เช่นไรบ้าง?

   ศีลมีการจำแนก​ 3​ รูปแบบ​ คือ

   1) รูปแบบที่อาศัยสภาวะลักษณะ​ที่เป็นข้อกำหนดของศีลทุกประเภท(วิเสสนลักษณะ=ลักษณะ​เฉพาะของศีล)

   * รูปแบบนี้จึงแสดงแง่มุมที่เป็นขอบเขตของศีล​ เช่น​ พระเทวทัต​ ทั้งๆที่ได้ฌานอภิญญา​ พอละโมบ​โลภมาก​ คิดจะเป็นใหญ่แทนพระพุทธเจ้า​ ฌานอภิญญา​ก็เสื่อมทันที​ เพราะศีลทั้งหลายมีลักษณะ​เป็นฐานที่ทรงความดีไว้ได้​ และเป็นฐานที่รองรับคุณ​ธรรมที่สูงขึ้นได้​ ซึ่งฐานทั้งสองเนื่องกัน​ เมื่อฐานใดฐานหนึ่งเสียไป​ ฐานทั้งสองก็ย่อมเสียไปทั้งหมด

   2) รูปแบบที่อาศัยสภาวะ​ธรรม​(องค์​ธรรม)​ที่เป็นศีลได้​ ซึ่ง​ มี​ เจตนาก็เป็นศีลได้(เจตนา​ศีล)​ เจตสิกก็เป็นศีลได้(เวรมณี​ศีล=วิรตี คือ​ ความงดเว้นทางกายและทางวาจา+ปหานศีล​คือ​ การละได้ทางใจ​ โดยอาศัยธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสที่จะละนั้น​ เช่น​ เพราะมีเบญจธรรมประจำใจเบญจศีล​มีการฆ่าสัตว์เป็นต้นจึงละได้)​ สังวรก็เป็นศีล​ได้ คือ​การสำรวมป้องกัน​ 5​ ประการ​ เช่น​ 1.ขันติสังวร​ คือ​ การทำใจยอมรับความจริง.ได้=อธิวาสนะ​ 2.ปาติโมกขสังวร​ คืิอ​ สติที่สำรวมความประพฤติทางทวารกรรม​ 3​ ทวาร​         3.อินทรีย์​สังวร​ คือ​ สติที่สำรวมทวารอินทรีย์​ 6 ทวาร​ 4.ปัจจยสันนิสิตสังวร​ คือ​ ปัญญาสัมรวมการใช้สอยปัจจัย​สี่​ 5.อาชีวปาริสุทธิสังวร​ คือ​ ความเพียรพยายาม​ดำรงชีวิตความเป็นอยู่​อย่างหมดจด​ ความไม่ก้าวล่วง (อวีติกกมะ)​ก็เป็นศีลได้​ คือกุศลจิตตุปบาทที่เกิดขึ้นห้ามการก้าวล่วง(อวีติกกมศีล)​(วิสุทธิมรรค, ปฏิสัมภิทามรรค)​ 

  * รูปแบบนี้จึงแสดงแง่มุมที่เป็นองค์​ธรรมของศีล​ เช่น​ นายพราณเข้าป่าล่าสัตว์​ ตั้งใจยิงสัตว์​ให้ตายก็เป็นเรื่องของเจตนาศีล​ที่เป็นไปทางกาย แต่ถ้าสัตว์ไม่ตายนายพราน​ไม่เลิกล้มความพยายาม​มุ่งมั่นที่จะฆ่าให้ได้​ การกระทำนั้นก็ล่วงเลยกำลังของเจตนาไป​ เข้าถึงความพยาบาทที่เกิดขึ้นทางใจเป็นต้น​ หรือแม้เจตนาก่อนฆ่าไม่มี​ แต่เพราะไม่ฉลาดในเรื่ององค์ธรรมดังกล่าว​ ก็ย่อมมีโทษ​ที่ไม่พึงประสงค์​ได้​ เช่น​ ขณะปิดหน้าต่างทับจิ้งจกตายก็สะใจสมน้ำหน้าว่า​ " ไม่ใช่ที่ไม่ใช่ทางเสียหน่อย​ ตายได้ก็ดี​ " เจตนาหลังฆ่าก็เกิดขึ้นได้​ แม้นำเกิดไม่ได้ก็จริง​ แต่เจตนาหลังฆ่าก็ให้ผลในปวัตติกาลได้

   3) รูปแบบที่อาศัยสภาวะหลักการ​ ที่เป็นข้อจำแนกศีลเป็นแต่ละประเภท​ เช่น​ ใช้หลักการข้อประพฤติปฏิบัติ​จำแนก​ ก็จะได้ศีล​ 2​ ประเภท​ คือ​ จาริตศีล(ศีลเป็นข้อพึงประพฤติปฏิบัติ)​ และวาริตศีล(ศีลเป็นข้อห้ามประพฤติปฏิบัติ)​ เป็นต้น​(หลักการที่เป็นข้อจำแนกศีลเป็นแต่ละประเภททั้งหมด​ 56  ประเภทนั้น​ เคยโฟสต์แสดงในการประมวลศีลทั้งสิ้น​ เพื่อนๆที่ประสงค์​ทราบรายละเอียด​ โปรดย้อนกลับไปดูเถิด)

   * รูปแบบนี้จึงแสดงแง่มุมที่เป็นหลักการของศีล​ เช่น​ อาทิพรหมจริยกศีล(อาชีวัฏฐมกศีล​ คือ​ ศีล​ 8​ อันเป็นเบื้องต้นของมรรคพรหมจรรย์​ ต่างจากศีล​ 8​(องค์​มรรค​ 8​)​ในมรรคจิตด้วยหลักการอย่างไร?

   ศีล​ 8​ นอกมรรคจิตเกิดได้ทีละข้อ​ จึงละกิเลสได้เป็นตทังคปหาน​ ส่วนศีล​ 8​ ในองค์มรรคเกิดได้พร้อมครบทุกข้อ​ จึงละกิเลสได้เป็นสมุจเฉทปหาน​ เหตุเพราะได้อาศัย​วิสุทธิ​ 7​ เป็นอุปนิสสยปัจจัยนั่นแล

   เพื่อนๆที่ประสงค์​เข้าถึงความละเอียดสุขุมลุ่มลึกคัมภีรภาพ​ของศีล​ โปรดใส่ใจการศึกษาทั้ง​ 3​ รูปแบบเถิด​ ท่านจะเข้าใจได้อย่างซาบซึ้ง​ โดยไม่ต้องท่องจำเอา​ หรือแม้นลืมท่านก็ทวนย้อนสภาวะที่เป็นข้อกำหนด, สภาวะที่เป็นองค์​ธรรม, สภาวะที่เป็นหลักการ​ และเหตุผล​(ยุติ)​พร้อมหลักฐาน(อาคม)​ที่ทรงแสดงไว้ดุจได้ฟังจากพระโอษฐ์​แล

(สาระการศึกษาศีลสิกขาจากคัมภีร์​นิสสยะอักษรปัลลวะ​ และอักษรสิงหล)​


[full-post]



Sompob Sanguanpanich
ผู้ดูแล

ผู้มีศีลดี (สีลวา)
...
ควรเข้าใจคำว่า ศีล ในเชิงพยัญชนะก่อน
“ศีล” มีความหมายตามศัพท์ว่า ตั้งมั่น มีอรรถาธิบายโดยสรุปว่า
      ที่ชื่อว่า ศีล (สีลนฏฺเฐน สีลํ) เพราะความหมายว่า สีลนะ (สีลนํ), สีลนะ มีความหมาย ๒ อย่าง คือ

      ก. ความมั่นคงไม่เสียหายแห่งกาย และวาจา เพราะเหตุที่มีศีลดี ดังคำจำกัดความว่า
         สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ
         การตั้งมั่นด้วยดี (สมาธานะ) คือ ภาวะที่กายกรรมเป็นต้นมั่นคง ไม่เป็นอันกระจัดกระจาย ด้วยความเป็นผู้มีศีลดี (วิสุทฺธิ.๑/๗)
.
      ข. การทรงไว้มั่น (อุปธารณะ) การทรงไว้มั่น หมายความว่า การเป็นที่รองรับกุศลธรรมมีฌานเป็นต้นโดยความเป็นที่อาศัย. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์สัททนีติปกรณ์ ธาตุมาลา ความว่า
        สีลติ สมาธิยติ กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน น วิปฺปกิรตีติ สีลํฯ อถ วา สีลนฺติ สมาทหนฺติ จิตฺตํ เอเตนาติ สีลํฯ
        ชื่อว่า ศีล เพราะเป็นสภาวะที่ตั้งอยู่ด้วยดี คือ ความที่กายกรรมเป็นต้นไม่กระจัดกระจายไป โดยความเป็นผู้มีศีลดี (สีลธาตุ สมาธิมฺหิ ตั้งไว้ดี + อปัจจัย กัตตุสาธนะ). อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า สีล เพราะเป็นสภาวะทําให้จิตตั้งมั่น. (สีล + อ ปัจจัย กรณสาธนะ)
        สีเลติ กุสเล ธมฺเม อุปธาเรติ ปติฏฺฐาภาเวน ภุโส ธาเรตีติ สีลํฯ สีเลนฺติ วา เอเตน กุสเล ธมฺเม อุปธาเรนฺติ ภุโส ธาเรนฺติ สาธโวติ สีลนฺติ นิพฺพจนานิฯ
        ชื่อว่า สีล เพราะเป็นสภาวะรองรับกุศลธรรมอย่างดียิ่งโดยความเป็นที่ตั้ง (สีลธาตุ อุปธารเณ ทรงไว้ + เณปัจจัย (จุราทิ) + อปัจจัยกัตตุสาธนะ) . อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า สีล เพราะเป็นเครื่องรองรับกุศลธรรมไว้อย่างดียิ่งของสาธุชน (สีลธาตุ อุปธารเณ ทรงไว้ + เณปัจจัย (จุราทิ) + อปัจจัยกรณสาธนะ)
...
ยังมีความหมายอื่นๆของคำว่า ศีล ที่ควรทราบ
      ๑) สิรฏฺโฐ สีลตฺโถ ความหมายว่า ศีรษะ เป็นอรรถของสีลศัพท์ หมายความว่า ถ้าศีรษะขาดไป ร่างกายทั้งหมดก็พินาศไปด้วย ฉันใด, เมื่อศีลวิบัติแล้ว ร่างกายคือคุณธรรมทั้งหมด ก็พินาศไป ฉันนั้น
      ๒) สีตลฏฺโฐ ความหมายว่า เย็น ก็เป็นอรรถของสีลศัพท์ หมายความว่า สีลเป็นสภาวะที่ทำให้กิเลสอันเร่าร้อนสงบเย็น.
      ๓) สีลฏฺโฐ ความหมายว่า ตั้งมั่น
      ๔) สํวรฏฺโฐ ความหมายว่า สำรวม
      (อุทานฏฺฐฏถา เมฆิยสุตฺตวณฺณนา)
...
      เป็นอันทำความตกลงใจได้ว่า ศีล แท้ที่จริง คือ เป็นสภาวะที่รองรับ (สีเลตีติ สีลํ) อย่างหนึ่ง เป็นสภาวะทีี่เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่น และเป็นเครื่องรองรับกุศลธรรมอื่นๆไว้ กล่าวคือ เป็นรากฐานให้ธรรมอย่างอื่นอันอาศัยตนเจริญงอกงามมั่นคง
...
      ผู้มีศีลดี มีศีลนี้อย่างครบถ้วน มีศีลนี้อย่างดีเยี่ยม ย่อมทำให้วิมุตติสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
      อปริปกฺกาย, เมฆิย, เจโตวิมุตฺติยา อยํ ทุติโย ธมฺโม ปริปากาย สํวตฺตติ
      (ความเป็นผู้มีศีลดี) นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ ที่เป็นไปเพื่อความแก่กล้วแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า”
....
ผู้มีศีลดี จะมีธรรม ๔ ประการเป็นเครื่องสังเกต คือ
      ๑. เป็นผู้สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ (ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ)
      ๒. ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร (อาจารโคจรสมฺปนฺโน)
      ๓. มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย (อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี)
      ๔. สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย (สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ)
      เมื่อประกอบด้วยคุณลักษณะ ๔ ประการนี้ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีลดี (สีลวา โหติ) เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้มีศีล จึงเป็นธรรมอีกประการหนึ่งที่ช่วยทำให้ภิกษุเข้าถึงวิมุตติได้
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระเมฆิยเถระ ในคราวที่พระเถระประสงค์จะหลีกเร้นเพื่ออบรมวิมุตติความว่า
      ‘‘ปุน จปรํ, เมฆิย, ภิกฺขุ สีลวา โหติ, ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน, อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี, สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุฯ”
      อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภาัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย”
      (เมฆิยสูตร ขุททกนิกาย อุทาน ๒๕/๘๘)
***
สรุป
      ข้อธรรมที่ควรทำความเข้าใจไว้เนืองๆในธรรมกถา วิมุตติปาจนียธรรม นี้
      ความเป็นผู้มีศีลดี จึงเป็น ๑ ในบรรดาธรรม ๕ ประการสำหรับภิกษุผู้อบรมวิมุตติให้แก่กล้า คือ
      ๑) มีกัลยาณมิตร
      ๒) มีศีล
      ๓) ได้กถาขูดเกลากิเลสโดยง่าย
      ๔) ปรารภความเพียร
      ๕) มีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์
...
      ก็ธรรม ๕ ประการนี้ มีอยู่แก่ภิกษุใด ภิกษุนั้น ย่อมควรเพื่อเป็นผู้เจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ เจริญอสุภะเพื่อละราคะ เจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท เจริญอานาปานัสสติเพื่อตัดวิตก เจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ เจริญอนัตตสัญญา เมื่อเจริญธรรม ๔ ประการให้แก่กล้าไปตามลำดับแล้ว ย่อมบรรลุนิพพานในปัจจุบัน (หมายถึง บรรลุพระอรหัตในชาตินี้)
...
      ขออนุโมทนา
      สมภพ สงวนพานิช

-----------------------------
[full-post]


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ศัพท์คำว่า " ศีลสิกขาบทบัญญัติ " เพื่อนสหธรรมิกจะเห็นสภาพบัญญัติ และ สภาพปรมัติได้ตรงไหน? มีอาการอิงอาศัยเกื้อกูลกันเช่นไร?

     สภาพบัญญัติเห็นได้ตรงที่เป็นกิจอันอาศัย ระเบียบ รูบแบบ และวิธีการ ที่เรียกว่า " วินัย " นั่นเอง สมดังปราชญ์ทั้งหลายกล่าวกันว่า พระวินัยลึกซึ้งโดยกิจนั่นแหละ( วินโย กิจฺจ คมฺภีโร ) แม้นปัญหาที่สอบถามกัน ก็หาได้พ้นไปจาก เรื่องของระเบียบ รูปแบบ และวิธีการไปไม่

     สภาพปรมัติเห็นได้ที่ประเภทโทษของศีลสิกขาบทข้อนั้นๆ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ:-

   1.บัญญัติวัชชะ สิกขาบทกลุ่มนี้ มีสัญจริตสิกขาบท(การชักสื่อ) ภูตคามสิกขาบท(การพรากของเขียว) เป็นต้นมีสภาพดังนี้ :-

   ก.เป็นอจิตตกะ ไม่พึงก้าวล่วงด้วยจิตรใดๆ แม้นด้วยความปรารถนาดี เพราะจะเกิดโทษประเภทบัญญัติวัชชะขึ้น อันมีผลต่อการบรรลุมรรคผลได้ แต่ก็ใช่ว่าประโยชน์ทางโลกจะเสียหายไปไม่ ถ้าฉลาดในการบริหารจัดการสิกขาบทประเภทนี้ ด้วยกัปปิยะโวหารเป็นต้น

   ข.เป็นสจิตตกะ สิกขาบทกลุ่มนี้ มีเมถุนธัมมสิกขาบทเป็นต้น พึงรักษาได้เฉพาะจิตรที่ดีงาม มีกุศลจิตรเป็นต้น ไม่เหมือนผู้ไร้โอกาส เช่นโจรผู้ถูกคุมขังอยู่เป็นต้น

     ความเข้าใจทั้งบัญญัติ คือ ส่วนที่เป็น ระเบียบ รูปแบบ วิธีการ และความเข้าใจทั้งปรมัติ คือ ส่วนที่เป็น อจิตตกะ,

สจิตตะนี่เอง ที่จะทำให้เพื่อนสหธรรมิกเกิดตถาคตโพธิศรัทธารักษาพระวินัยได้ดี 

   สมดัง วิโนทนีฏีกากล่าวไว้ว่า " น หิ วินเย สพฺพตฺถ ยุตฺติ สกฺกา ญาตุํ พุทฺธโคจรตฺตาติ เวทิตฺพํ " แปลว่า " เป็นความจริงว่า ประโยชน์ทั้งสิ้น ในพระวินัยนั้น ย่อมมีประโยชน์เหมาะสมแน่นอน

ที่ขาดการศึกษาก็ไม่อาจรู้กันได้ พึงทราบว่า เหตุเพราะเป็นพุทธวิสัยแล "


[right-side]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ผู้มีธรรมอยู่ ๔ ประการ ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพาน

   " สีเล ปติฏฺฐิโต ภิกขุ       อินฺทริเยสุ จ สํวุโต

     โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญู     ชาคริยํ อนุยุญฺชติ

     เอวํ วิหริมาตาปี           อโหรตฺตมตนฺทิโต

     ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ          โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา."

ความว่า " ภิกษุตั้งมั่นในศีล(สำรวมทวารกรรม มี กายกรรมเป็นต้น องค์ธรรม คือ 

      ๑) ปาติโมกขสังวรศีล)  

      ๒) สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย(สำรวมทวารอินทรี มี ตา หู เป็นต้น องค์ธรรมคืออินทรีย์สังวรศีล)  

      ๓) รู้จักประมาณในการบริโภค(รู้ความเหมาะความควรในการใช้สอยปัจจัย ๔ องค์ธรรม คือ ปัจจยสันนิสิตศีล) 

      ๔) ทำความเพียรให้ตื่นกระฉับกระเฉงสม่ำเสมอ ไม่เกียจคร้านตลอดคืนและวัน (ดำรงชีวิตความเป็นอยู่ไม่เกียจคร้าน องค์ธรรม คือ อาชีวปาริสุทธศีล) ชื่อว่าบำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อบรรลุคุณอันเกษมจากโยคะ คีอพระนิพพานนั่นแล "

(องฺ.จตุกฺก. ข้อ 37, มจร. ข้อ 37)


ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

   พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรม 4 ประการ ย่อมไม่เสื่อมจากการเจริญสติปัฏฐาน ย่อมใกล้ต่อการบรรลุนิพพาน จบแล้วตรัสสรุปด้วยภาษิตนี้แล

   (นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล)


[right-side]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

ศีลประเภทสังวร มี 5 ประเภท ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ดังนี้ คือ

   1.ปาติโมกขสังวร (อภิ.วิ 35/340)

   2.สติสังวร (ที.สี.9/92)

   3.ญาณสังวร (ขุ.จูฬ.30/8)

   4.ขันติสังวร (ม.มู.12/24)

   5.วิริยสังวร (ม.มู 12/17)

ในมหาฎีกาวิสุทธิมรรค (1/6) บอกให้ทราบถึงตัวสภาวธรรม ดังนี้ คือ

      1.ชื่อว่า ปาติโมกขสังวร ได้แก่ การรักษา ศีลสิกขาบท อันนับเนื่องในพระวินัย ที่จำแนกเป็น จาริตศีล และ วาริตศีล

      2.ชื่อว่า สติสังวร ได้แก่ สติ ที่ป้องกันอินทรีย์ทวารทั้งหก ไม่ให้กิเลสรั่วรดจิตรใจได้

      3. ชื่อว่า ญาณสังวร ได้แก่ ปัญญา ที่ปิดกั้น ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ แม้นปัจจยสันนิสิตศีลก็มีสภาวเป็นเช่นนั้น

      4.ชื่อว่า ขันติสังวร ได้แก่ นามขันธ์ ที่มีอโทสะเป็นประธาน คือเป็นใหญ่ ทำกิจเป็นปฏิปักษ์ต่อโทสะโดยตรง เป็นเหตุให้นามขันธ์ที่ประกอบกับตน ไม่โกรธขุ่นเคือง สำเร็จเป็นอธิวาสนขันติได้ เพราะการยอมรับความเป็นจริงได้นั้นเอง

      5.ชื่อว่า วิริยสังวร ได้แก่ความเพียรพยายามบรรเทากามวิตก แม้นอาชีวปาริสุทธิศีลก็มีสภาพเช่นนี้

   ถามว่าทำไมเวลาเจริญกรรมฐาน จึงทรงตรัสแต่ จตุปาริสุทธิศีล 4ประเภทเท่านั้น ทรงเว้นขันติสังวรไปเสียเล่า ?  ก็เพราะว่า

      ขันติสังวร มีกิจประคองจิตรใจ ไม่ให้ขุ่นขัดเคืองใจ เมื่อประสพเข้ากับอารมณ์ที่ไม่ต้องการก่อนหน้าปฏิบัติ เช่น นางปฏาจารา ประสพกับเหตุการณ์ สามี ลูก พ่อ แม่ ญาติพี่น้องตายหมด ถึงกลับเป็นบ้า มหาสันติอำมาตย์ผู้หลงรักนางฟ้อน พอนางตายไปก็ถึงกับเศร้าโศกเสียใจ พระพุทธองค์ก็ทรงกระตุ้นจิตรใจพวกเขาให้เกิดขันติสังวรประคองใจได้ก่อนการแสดงธรรมโปรด เพื่อนสหธรรมิคจะเห็นหลักการเช่นนี้มีมากในชาดก อันนับเป็นหนึ่งในองค์เก้าที่เป็นหลักคำสอน แม้นพวกเราผู้ใฝ่ธรรมอยู่แล้วก็เช่นกัน เมื่อเห็นเพื่อนสหธรรมิค ไม่ใส่ใจพระธรรม แถมมีความคิดเห็นผิดๆ ก็ขุ่นเคืองใจ เมื่อไม่ประสงค์ให้จิตรใจหงุดหงิดเร้าร้อน เพราะความขุ่นเคืองดังกล่าวนั้น ก็ควรอาศัย อธิวาสนขันตินี้เถิด เพื่อความกระจ่างชัดจะขอยกเอาอุทาหรณ์ การันทิยชาดก มาสาธกเป็นคติสอนใจ


การันทิยชาดก


      ความย่อมีว่า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นศิษย์อาจารย์พราหมณ์ ผู้พร่ำสอนให้ผู้อื่นรับและรักษาศีล โดยไม่คำนึงถึง ความสามารถ และความคิดเห็นอันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ครั้นพอไ่ม่เป็นไปตามเจตนาที่หวังดี ก็เกิดหงุดหงิดบ่นเพ้อไปต่างๆนาๆ พระโพธิสัตว์จึงสงเคราะห์อาจารย์ ด้วยการบอกสรุปความ เป็นนัยให้อาจารย์เข้าถึง อธิวาสนขันติได้เอง ดุจดอกไม้ที่บานเองได้ โดยไม่ต้องบังคับคลี่ให้บาน ดังมีพระคาถาโต้ตอบกันดังนี้

"(1) เอโก อรญฺเญ คิริกนฺทรายํ

        ปคฺคยฺห มหนฺตสิลํ ปเวจฺฉสิ

        ปุนปฺปุนํ สนฺตรมานรูโป

        การนฺทิย โก นุ ตว ยิธตฺโถ.

  (2) อหญฺหิมํ สาครเสวิตนฺตํ

        สมํ กริสฺสามิ ยถาปิ ปาณิ

        วิกีริย สานูนิ จ ปพฺพตานิ

        ตสฺมา สิลํ ทริยา ปกฺขิปามิ.

  (3) นยิมํ มหึ อรหติ ปาณิกปฺปํ

        สมํ มนุสฺโส กรณาย เมโก

        มญฺญามิมญฺเญว ทรึ ชิคึสํ

        การนฺทิย หาหสิ ชีวโลกํ.

  (4) สเจ อยํ ภูตธรํ น สกฺโก

        สมํ มนุสฺโส กรณายเมโก

        เอวเมว ตฺวํ พฺรหฺเม อิเม มนุสฺเส

        นานาทิฏฺฐิเก นานยิสฺสติ เต.

  (5) สงฺขิตฺตรูเปน ภวํ มมตฺถํ 

        อกฺขาสิ การนฺทิย เอวเมตํ

       ยถา น สกฺกา ปฐวี สมายํ

        กาตุํ มนุสฺเสน ตถา มนุสฺสาติ."

แปลว่า 

      "(1) การันทิยะเอ๋ย ! ลำพังเจ้าคนเดียว จักสามารถเกลี่ยช่องเขาในป่านี้ ให้ราบเรียบเสมอพื้นดินได้อย่างไรเล่า ? ถึงเจ้าจะให้ความสำคัญเพียรพยายาม เพื่อรีบเร่งทำให้ภูเขาเทือกใหญ่นี้ราบเรียบต่อเนื่องอยู่เนืองๆก็ตาม แล้วเรื่องนี้เจ้าประพฤติปฏิบัติเช่นนี้จักมีประโยชน์อะไรแก่เจ้าหรือหนอ?

      (2) เหตุที่ศิษย์ประพฤติปฏิับัติต่อแผ่นดิน อันมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขตเช่นนี้ ก็เพื่อจะกระทำให้แผ่นดินทั้งหมดราบเรียบเสมอเหมือนฝ่ามือนั่นเอง จึงจำต้องปรับเกลี่ยทั้งไหล่เขาทั้งภูเขาให้เสมอเหมือนกัน ดังนั้นศิษย์จึงโยนหินลงมา เพื่อปรับระดับแล

      (3) การันทิยะเอ๋ย ! มนุษย์เพียงคนเดียว จะสามารถกระทำการใช้มือจัดแจงแผ่นดินที่กว้างใหญ่นี้ ให้ราบเรียบไม่ได้แน่นอน อาจารย์จึงเห็นว่า ที่เจ้าคิดอยากจะได้ช่องเขาแบบนั้นนั่นแหละ เจ้าก็จะสูญสิ้นชีวิตในโลกนี้ไปเสียเปล่าแล

      (4) ท่านอาจารย์ !  ถ้าลำพังมนุษย์เพียงคนเดียว ไม่สามารถกระทำให้แผ่นดินราบเรียบเสมอกันได้ไซร้ ในบรรดาหมู่มวลมนุษย์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ท่านก็ย่อมไม่สามารถนำพาให้พวกเขามีความคิดเห็นเสมอเหมือนกันได้ อย่างนั้นเหมือนกันแล

       (5) การันทิยะเอ๋ย ! เจ้าได้บอกสัจจะ ที่มีจริงเป็นจริง โดยสรุปความว่าเรื่องนั้นก็เป็นเหมือนเรื่องนี้ ทำให้เกิดประโยชน์แก่เราได้ เหมือนแผ่นดิน ไม่สามารถทำให้ราบเรียบเสมอกันใด้ฉันใด ในบรรดาเหล่ามนุษย์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มนุษย์พวกนั้นก็ย่อมไม่สามารถทำให้มีความคิดเห็นเสมอเหมือนกันได้ฉันนั้นแล."

(ชาดก 27/356/128 ) 


   สรุปสภาวลักษณะ(ลักษณะเฉพาะ)ธรรมทั้ง ๓ ประการที่คล้ายกัน


- ขันติธรรม

   มีการยอมรับความเป็นจริงได้(อธิวาสนะ)​ เป็นลักษณะ

   มีการกำจัดความขัดเคือง​ใจ​ เป็นกิจ

   มีความไม่โกรธ​ เป็นผลปรากฏ

   มีความเข้าใจสภาพความเป็นจริงตามที่ปรากฏ​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

- เมตตาธรรม

   มี​ความปรารถนา​ดี​ เป็นลักษณะ

   มีการกำจัดความปองร้าย​ เป็นกิจ

   มีความอ่อนโยนนิ่มนวล​ เป็นผลปรากฏ

  มีสัตว์บุคคลที่น่ารักน่าเอ็นดู​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

- อโทสธรรม

   มีความไม่ขัดเคือง เป็นลักษณะ

   มีการกำจัดความเร้าร้อน เป็นกิจ

   มีความร่มเย็น เป็นผลปรากฏ

   มีการใส่ใจที่ถูกวิธี เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

----------///----------


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.