แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖

อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต


ยมกวรรคที่ ๒

อวิชชาสูตร

    [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่านิวรณ์ ๕ แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็มย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็มย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทรสาครนั้น มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ ควรกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔ แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ ควรกล่าวว่า สุจริต ๓ แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะ แม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ควรกล่าวว่าศรัทธา แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา ควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม แม้การฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การคบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็มย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็ม ย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทรสาครนั้นมีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

จบสูตรที่ ๑ 

[full-post]



อธิบายคำว่า "อาหาร" จาก วิสุทธิมรรค แปล - อธิบายโดย พระคันธสาราภิวังสะ


ชื่อว่า "อาหาร" โดยความหมายว่า "นำมาให้"

      คำอธิบายว่า "อาหรตีติ อาหาโร" (ชื่อว่า อาหาร โดยความหมายว่า นำมาให้) แสดงรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ของ อาหาร ว่า

      - อาหรตีติ อาหาโร = สภาวะนำมาให้ ชื่อว่า อาหาร (อา บทหน้า + หร ธาตุ (หรเณ = นำไป) + ณ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)

      คำว่า "อาหาร" แปลตามศัพท์ว่า "เหตุ" หมายความว่า เหตุที่นำผลมาให้เพื่อผลเกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อไป ดังข้อความ (วิสุทธิ.มหาฎีกา ๑/๒d๔/๔๙๔) ว่า

      "ในพากย์นั้น คำว่า อาหรติ (นำมาให้) หมายความว่า นำผลมาให้ คือ ทำให้ผลเกิดขึ้นและดำเนินไปด้วยความเป็นเหตุที่เรียกว่า อาหารปัจจัยเพื่อให้ผลเกิดขึ้นและดำรงอยู่"


      โอชฏฺฐมกรูปํ เย     เวทนํ ปฏิสนฺธิกํ

      นามรูปํ อาหรนฺติ     ตสฺมาหารนฺติ วุจฺจติ ฯ 


อาหารนั้นมี ๔ อย่าง คือ :

      ๑. กพฬีการาหาร (อาหารที่ทำเป็นคำๆ) นำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ (โอชัฏฐมกรูป) มาให้

      ๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ (การกระทบระหว่างจิตกับอารมณ์) นำเวทนา ๓ มาให้

      ๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา (ความตั้งใจ, กุศลกรรมและอกุศลกรรม) นำปฏิสนธิในภพ ๓ มาให้

      ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ (จิต) นำรูปนามในขณะถือปฏิสนธิมาให้


      "กพฬีการาหาร" คือ อาหารที่ทำเป็นคำๆ ย่อมนำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ มาให้ แต่สิ่งที่นำรูปดังกล่าวมาให้จริงๆ คือ โอชา (สารอาหาร)  ที่อยู่ในอาหารนั้น คำนี้จึงเป็นสำนวนทางภาษาที่เรียกว่า ฐานูปจาระ คือ สำนวนที่กล่าวถึงที่อาศัย แต่มุ่งให้หมายถึงสิ่งที่อาศัย กล่าวคือ อาหารเป็นที่อาศัยของโอชา แม้จะกล่าวถึงที่อาศัยคืออาหารก็เจตนาหมายถึงสิ่งที่อาศัยคือโอชาดังข้อความว่า

      "อนึ่ง คำนี้กล่าวไว้โดยเนื่องด้วยที่ตั้ง (ของโอชาคืออาหาร) แต่พึงทราบโดยลักษณะว่ามีลักษณะคือโอชา(วิสุทธิ.มหาฎีกา ๑/๒d๔/๔๙๔)"

      อาหารที่ถูกกลืนกินทำเป็นคำๆ ชื่อว่า "กพฬีการาหาร" นึ่ง คำนี้กล่าวไว้เพื่อแสดงอาหารพร้อมทั้งที่ตั้ง แต่สารอาหาร (โอชา) อันเป็นสาระของอาหารที่ถูกกลืนกินที่เรียกว่า สิ่งที่นำรสไป ซึ่งแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ อันทำให้ค้ำจุนร่างกายที่มีอินทรีย์บริบูรณ์ ชื่อว่า อาหารรูป ในที่นี้ ดังจะเห็นได้ว่า อาหารรูปนี้มีลักษณะเป็นเหตุค้ำจุนร่างกายที่มีอินทรีย์บริบูรณ์ หรือมีลักษณะนำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ (อวินิพโภครูป ๘ มี โอชา เป็นที่ ๘) มาให้ (2)"


คำว่า "กพฬีการ" มีรูปวิเดราะห์ ๒ อย่าง คือ

      ๑. กรียตีติ กาโร, กพโฬ กาโร กพฬีกาโร(3) = อาหารที่ถูกกระทำให้เป็นคำ ชื่อว่า กพฬีการะ (วิเสสนบุรพบทกรรมธารยสมาส)

      ๒. กพฬํ กรียตีติ กพฬีกาโร(4) - อาหารที่ถูกกระทำให้เป็นคำ ชื่อว่า กพฬีการะ (กพฬ บทหน้า + กร ธาตุ <กรเณ = กระทำ> + ณ ปัจจัยในกรรมสาธนะ) รูปวิเคราะห์แรกลง อี อักษรเป็นอาคมในเพราะ กร ธาตุ ด้วยสูตรในสัททนีติปกรณ์ (สุตตมาลา สูตร ๑๓๓๘) ว่า  ยถารหมิวณฺณาคโม ภูกเรสุ (ลง อิ วัณณะเป็นอาคมตามสมควร ในเพราะ ภู และ กร ธาตุ) เพราะถือว่าเป็นบทสมาสทั่วไปที่ไม่ใช่กิตันตสมาส จึงลง อี อักษรเป็น อาคมโดย อี อักษรไม่มีอรรถพิเศษในกรรมธารยสมาส เช่น ภสฺมา กตํ ภสมีกตํ (สิ่งที่ทำให้เป็นขี้เถ้า ชื่อว่า ภัสมีกตะ)

      รูปวิเคราะห์ที่ ๒ ลง อี ปัจจัยในอรรถว่า อภูตตัพภาวะ คือ ความมีอยู่ด้วยระยะอื่นนั้น ของสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเป็นกิตันตตัปปุริสสมาส คือ ตัปปุริสสมาสที่ลงกิตก์ปัจจัยอยู่ท้ายโดยลง อี ปัจจัยด้วยสูตรในกัจจายนไวยากรณ์ (สูตร ๕๗๑) ว่า "ปจฺจยาทนิฏฺฐา นิปาตนา สิชฺฌนฺติ" (ปัจจัยทั้งหลายที่ยังไม่สำเร็จย่อมสำเร็จได้ด้วยนิปาตนสูตร) ตามคำอธิบายในปทรูปสิทธิฎีกา หรือลง อี ปัจจัยด้วยสูตรว่า "ยทนุปฺปนฺนา นิปาตนา สิชฺฌนฺติ" (ปัจจัยทั้งหลายที่ยังไม่สำเร็จย่อมสำเร็จได้ด้วยนิปาตนสูตร) ตามคำอธิบายในคัมภีร์พาลาวตาร (ดู วิสุทธิมรรค ฉบับแปล เล่ม ๓ หน้า ๑๙๕-๙๗)

      ฉบับไทยทั่วไปในคัมภีร์นี้และคัมภีร์อื่นๆ พบปาฐะว่า กวฬิงการาหาร โดยถือว่าคำว่า กวฬิง เป็นบทสมาสที่ไม่ลบวิภัตติในบทหน้า แต่คำนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการลง อี อาคมหรือ อีปัจจัยตามที่กล่าวมาแล้วในคัมภีร์ไวยากรณ์ จึงไม่ถูกหลักภาษา

---------------

(2) วิภาวินี. ๑๐/๒๗๓ 

(3) มณิ.มญชูสาฎีกา ๑/๑๐/๑๑๕

(4) วิสุทฺธิ.มหาฎีกา ๑/๒๙๔/๔๙๔, ปรมดุถ.ฎีกา ๑๕/๒๖๒

--------------

ภัยของอาหาร

ในอาหารเหล่านั้น :

      ๑. ความพอใจใน[อาหาร] (รสตัณหา) เป็นภัยของกพฬีการาหาร (เพราะความพอใจดังกล่าวทำให้เกิดวัฏฏทุกข์ทั้งหมดอันไม่มีประโยชน์ในภพนี้เป็นต้น(๕)

      ๒. การเข้าไปใกล้[อารมณ์] เป็นภัยของผัสสาหาร (เพราะไม่พ้นไปจากทุกข์ ๓ คือทุกข์แท้ ทุกข์แปรปรวน และทุกข์ประจำสังขาร)(5)

      ๓. การเกิดในภพใหม่  เป็นภัยของมโนสัญเจตนาหาร [เพราะไม่พ้นไปจากความพินาศที่มีการเกิดในภพใหม่เป็นเหตุ] (5)

      ๔. ปฏิสนธิ เป็นภัยของวิญญาณาหาร [เพราะไม่พ้นไปจากทุกข์ที่มีปฏิสนธิเป็นเหตุ](5)

      อนึ่ง ในอาหารเหล่านั้นที่มีภัยน่ากลัวอย่างนี้ พึงแสดง :-

      ๑. กพฬีการาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนเนื้อบุตร (6) [เพื่อให้บริโภคโดยไม่มีความพอใจอาหาร] (7)

      ๒. ผัสสาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม"(8) (เพราะไม่มีภัยคือการเข้าไปใกล้อารมณ์แก่ผู้เห็นโทษของผัสสะว่า เวทนาย่อมเกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะ และเวทนาก็ควรถูกรู้เห็นว่าเป็นทุกข์และสิ่งเสียดแทงเป็นต้น(7)

      ๓. มโนสัญเจตนาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง(8) [เพราะไม่มีภัย คือการเกิดใหม่แก่ผู้เห็นโทษว่า ภพทั้งหลายเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่ถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่รอบด้าน"(7)

      ๔. วิญญาณาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนหอก ๑๐๐ เล่ม"(9) [เพราะไม่มีภัยคือปฏิสนธิแก่ผู้เห็นโดยชอบว่า วิญญาณเหมือนโจร เพราะทำสิ่งที่เป็นโทษ เวทนาเหมือนหอกแทง เพราะเป็นสิ่งที่อดทนได้ยาก"

----------------

(5) วิสุทฺธิ.มหาฎีกา ๑/๒๔๔/๔๙๔

(6) วิสุทฺธิ.มหาฎีกา ๑/๒๙๔/๔๙๗

(7) สํ.นิ. ๑๖/๖๓/๙๗

(8) สํ.นิ. ๑๖/๖๓/๙๕

(9) สํ.นิ. ๑๖/๖๓/๙๖

-----------------

      ข้อความที่กล่าวเปรียบกพฬีการาหารเหมือนเนื้อบุตร ผัสสาหารเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม มโนสัญเจตนาหารเหมือนหลุมถ่านเพลิง และวิญญาณาหารเหมือนหอก ๑๐๐ เล่ม พบในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ปุตตมังสูปมสูตร มีข้อความเต็มดังต่อไปนี้

      ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร ๔ อย่างมีอะไรบ้าง ? คือ

      ๑. กพฬีการาหารที่หยาบหรือละเอียด 

      ๒. ผัสสาหาร

      ๓. มโนสัญเจตนาหาร 

      ๔. วิญญาณาหาร 


      อาหาร ๔ อย่างนี้เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว  หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด

      บุคคลพึงรู้เห็นกพฬีการาหารอย่างไร ? คือ อุปมาเหมือนสองสามีภรรยาถือเอาเสบียงเล็กน้อย เดินทางข้ามทางกันดาร  พวกเขามีบุตรน้อยคนหนึ่งที่น่ารักน่าเจริญใจ ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางข้ามทางกันดาร เสบียงที่มีเพียงเล็กน้อยได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารของพวกเขายังไม่ผ่านไป ยังเหลืออยู่ไกล ลำดับนั้น  เขาทั้งสองตกลงกันว่าเสบียงที่เหลืออยู่เล็กน้อยได้หมดสิ้นแล้ว แด่ทางกันดารยังเหลืออยู่ไกล ทางที่ดี พวกเราช่วยกันฆ่าบุตรน้อยที่น่ารักน่าเจริญใจคนนี้ ทำเป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรก็จะข้ามพันทางกันดารที่เหลืออยู่ได้ เราทั้งสามอย่าพินาศพร้อมกันเลย ต่อมา สองสามีภรรยานั้นก็ฆ่าบุตรน้อยที่น่ารักน่าเจริญใจคนนั้น ทำเป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นแหละจึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นไปได้ พวกเขาบริโภคเนื้อบุตรไปพลาง ทุบอกไปพลาง รำพันว่า บุตรน้อยอยู่ที่ไหน ? บุตรน้อยอยู่ที่ไหน ?

      พระพุทธเจ้า : เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?คือ พวกเขาบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหารเพื่อเล่น มัวเมา ประดับ หรือตกแต่งร่างกายหรือ ?

      ภิกษุ : หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า

      พระพุทธเจ้า : พวกเขาบริโภคอาหารที่ปรุงจากเนื้อบุตรเพียงเพื่อจะข้ามทางกันดารให้พ้นใช่ไหม ?

      ภิกษุ : ใช่ พระพุทธเจ้าข้า

      พระพุทธเจ้า : เรากล่าวว่าบุคคลพึงรู้เห็นกพฬีการาหารเหมือนเนื้อบุตร เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กพฬีการาหารได้แล้ว(ด้วยปริญญา ๓) ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะซึ่งเกิดจากกามคุณ ๕ เมื่อกำหนดรู้ราคะซึ่งเกิดจากกามคุณ  ได้แล้ว  สังโยชน์ที่ทำให้อริยสาวกมาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี

      บุคคลพึงรู้เห็นผัสสาหารอย่างไร ? คือ อุปมาเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝ่าอยู่ ก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยต้นไม้เจาะกิน ถ้าลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำกัดกิน ถ้ายืนอยู่ในที่แจ้งก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะจิกกิน ไม่ว่าแม่โคตัวที่ไม่มีหนังหุ้มตัวนั้นจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใด ๆ  ก็ตาม ก็ถูกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป กล่าวว่าบุคคลพึงเห็นผัสสาหารเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนา ๓ (คือ สุข ทุกข์ และอุเบกขา) เมื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีกิจใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งไปกว่านี้

      บุคคลพึงรู้เห็นมโนสัญเจตนาหารอย่างไร ?  คือ อุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกกว่าชั่วคน เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลวและควัน ครั้งนั้นบุรุษคนหนึ่งต้องการมีชีวิต ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์เดินมา บุรุษมีกำลังสองคนจับแขนของเขาคนละข้างฉุดไปลงในหลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้น เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจจะไปให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเขารู้ว่า ถ้าเราจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ เราจักต้องตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เรากล่าวว่าบุคคลพึงรู้เห็นมโนสัญเจตนาหารเหมือนหลุมถ่านเพลิง เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหา ๓ [กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา] เมื่อกำหนดรู้ตัณหา ๓ ได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีกิจใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งไปกว่านี้

      บุคคลจึงพึงเห็นวิญญาณาหารอย่างไร ? คือ อุปมาเหมือนราชบุรุษจับโจรผู้ประพฤติชั่วได้แล้ว จึงทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็นโจรประพฤติชั่วต่อพระองค์ ขอจงทรงลงพระอาญาตามที่ทรงพระราชประสงค์แก่โจรผู้นี้เถิด

      พระราชามีพระกระแสรับสั่งว่า ท่านทั้งหลาย จงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงมันในเวลาเช้า ราชบุรุษจึงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงนักโทษคนนั้น ในเช้าวันนั้น

      ต่อมาในเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามราชบุรุษว่า ท่านทั้งหลาย นักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?

      ราชบุรุษกราบทูลว่า เขายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าข้า จึงมีพระกระแสรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงใช้หอก ๑๐๐ เล่ม แทงมันในเวลาเที่ยงวัน ราชบุรุษจึงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงนักโทษคนนั้นในเวลาเที่ยงวัน

      ต่อมาในเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามราชบุรุษอีกว่า ท่านทั้งหลาย นักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?

      ราชบุรุษกราบทูลว่า เขายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าข้า จึงมีพระกระแสรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงมันในเวลาเย็น ราชบุรุษทั้งหลายจึงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงนักโทษคนนั้นในเวลาเย็น

      เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? คือ เมื่อเขาถูกหอก ๓๐๐ เล่ม แทงตลอดวัน จะพึงได้เสวยทุกข์โทมนัสซึ่งมีการแทงนั้นเป็นเหตุมิใช่หรือ ?

      ภิกษุ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเขาถูกหอกหนึ่งเล่มแทงยังได้เสวยทุกข์โทมนัสซึ่งมีการแทงนั้นเป็นเหตุ ไม่ต้องพูดถึงเมื่อถูกหอก ๓๐๐ เล่มแทง

      พระพุทธเจ้า : ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าบุคคลพึงเห็นวิญญาณาหารเหมือนหอก ๓๐๐ เล่ม เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้รูปนามได้ เมื่อกำหนดรู้รูปนามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีกิจใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งไปกว่านี้

----------///-----------


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.