แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาจารย์สมเกียรติ แสดงบทความทั้งหมด



ศีลเมื่อจำแนกโดยอาศัยสภาพความหมดจดของบุคคลเป็นไฉน ?  มีอะไรเป็นขอบเขตแห่งความหมดจดนั้น ?

   - มีได้ในบุคคล 5 ประเภท ดังนี้ คือ

   1. ปริยันตปาริสุทธิศีล คือ  ศีลของอนุปสัมบันบุคคล เพราะมีสิกขาบทจำกัด คือ สิกขาบท 5 ในฐานะเป็นนิจจศีล (สิกขาบทที่พึงรักษาเป็นประจำ) สิกขาบท 8 (สืกขาบทในฐานะเป็นองค์อุโบสถ) อุตสาหะเต็มที่ก็สิกขาบท 10 ทรงจัดเป็นชุดๆ เพื่อให้อนุปสัมบันทราบว่า การเข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดได้ ต้องรักษาได้ทุกสิกขาบทครบ ดุจภาชนะใส่น้ำ แม้รั่วเพียงรูเดียว น้ำก็ไหลรั่วรดท่วมทับภาชนะนั้นได้ฉันใด สิกขาบทที่เป็นชุดๆนั้น รั่วคือรักษาไม่ได้ด้วยสิกขาบทใด กิเลสก็ไหลรั่วรดท่วมทับจิตใจทางสิกขาบทนั้นก็ฉันนั้น ศีลของอนุปสัมบันจึงเกี่ยวข้องกับจำนวนสิกขาบทแน่นอน เหมือนศีลของท่านฆฏิกการผู้เป็นสหายท่านโชติกมานพนั่นแล

      2. อปริยันตปาริสุทธิศีล คือศีลของอุปสัมบันบุคคล เนื่องจากจำนวนสิกขาบทมีมาก นับเป็นโกฏิข้อก็ไม่จบสิ้นได้ ท่านจึงศึกษาหลักการการจัดการ เพื่อป้องกันความเสียหาย ซี่งต้องประกอบพร้อม ทั้งสาตถกสัมปชัญญา ทั้งสัปปายสัมปชัญญะ และหลักการการบริหาร เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งต้องประกอบพร้อมทั้งโคจรสัมปชัญญะ ทั้งอสัมโมหสัมปชัญญะ เช่น ภูตคามสิกขาบท เมื่อท่านเห็นว่าไม่เหมาะกับสมณเพศ(สัปปายสัมปชัญญะไม่มี)ท่านก็ไม่จัดการทำเอง เมี่อท่านเห็นว่า การบริหารด้วยกัปปิยโวหารโดยการใช้อนุปสัมบัน ทั้งโคจรสัมปชัญญะ ทั้งอสัมโมหสัมปชัญญะก็ไม่เสีย แถมท่านก็ไม่พลาดจากการบริหารวัดให้สะอาดสวยงามได้อีกด้วย ดังนั้นความเป็นผู้รอบรู้การจัดการความเสียหาย และรอบรู้การบริหารความผิดพลาดจึงไม่มีผลต่อจำนวนสิกขาบทแน่นอน เหมือนศีลของพระมหาติสสเถระผู้อาศัยอยู่ที่จีวรคุมพวิหารที่นอนเพลียอ่อนแรงจวนเจียนจะสิ้นแรงจากการเดินทางไกลใต้มะม่วงที่มีผลสุกร่วงหล่นกระจายเต็มพื้นที่ ซึ่งไม่มีเจ้าของก็ไม่หยิบฉัน เพราะขาดผู้ประเคน(ปฏิคาหก) คือไม่ยอมละเมิดปฏิคคาหณสิกขาบท(สิกขาบทที่เกี่ยวกับการรับ) พอมีอุบาสกผู้เป็นบัณฑิตแตกฉานพระวินัยพบเห็นเข้าก็รู้ถึงความเป็นผู้มีศีลบรืสุทธื์หมดจดของท่าน จึงเกิดศรัทธาทำน้ำปานะมะม่วงถวายให้ท่านดื่มบรรเทาอาการกระหายและอิดโรย พร้อมแบกท่านขึ้นหลังของตนเพื่อนำส่งวัด ด้วยพลานุภาพของศีลที่บริสุทธิ์หมดจดดังกล่าวพระเถระเจริญวิปัสสนาบนหลังของอุบาสกก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้สะดวกแล              

   3. ปริปุณณปาริสุทธิศีล คือศีลของกัลยาณปุถุชนบุคคล ผู้เจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเปกขาญาณจนเชี่ยวชาญชำนาญเป็นปกติวิสัยก็มีความบริสุทธิ์หมดจดอันเป็นเหตุให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้สะดวก เหมือนศีลของพระมหาสังฆรักขิตเถระ และพระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นหลาน มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุสงฆ์ถามถึงการบรรลุโลกุตตรธรรมกะพระมหาสังฆรักขิตเถระ ผู้มีพรรษาเกิน 60 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงที่จะมรณภาพ พระเถระกล่าวตอบว่า " เราไม่มีโลกุตตรธรรม " ภิกษุหนุ่มผู้เป็นอุปัฏฐากของพระเถระกล่าวว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้คนทั้งหลายประชุมกันตลอด 12 โยชน์โดยรอบ เพราะคิดว่า ท่านจะเป็นพระที่ปรินิพพาน, ความร้อนใจจักมีแก่มหาชน เพราะการตายอย่างปุถุชนของท่านนี่แหละ " พระเถระจึงกล่าวว่า " นี่แน่ท่าน เพราะเราตั้งใจว่า " ฉันจักพบพระผู้มีพระภาคเมตไตรย " วิปัสสนาญาณจึงหยุดยั้งอยู่แค่สังขารุเปกขาญาณ, ถ้าอย่างนั้น ท่านจงช่วยพยุงให้เรานั่งขึ้นเถิด " แล้วภิกษุหนุ่มก็ออกไปนอกห้อง พระเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมกับการเดินออกไปของพระภิกษุนั้นนั่นแหละ แล้วได้ให้สัญญาด้วยการดีดนิ้วมือ สงฆ์ประชุมกันกล่าวว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตัวท่านเมื่อทำโลกุตตรธรรมให้บังเกิดขึ้นได้ในเวลาใกล้ตายเห็นเช่นนี้ ชื่อว่าทำกิจที่บุคคลทำได้ยาก"  พระเถระกล่าวว่า " ดูก่อน ท่านทั้งหลาย ตัวเราตั้งแต่กาลที่บวชแล้ว ชื่อว่า การกระทำที่เราทำเพราะไม่รู้สึก เพราะหาสติมิได้ เราระลึกถึงไม่ได้เลย " (ท่านสำรวมทวารอินทรีย์ด้วยการเจริญอินทรีย์สังวรศีลเป็นปกติวิสัย) แม้พระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นหลานของท่านก็บรรลุอรหัตโดยทำนองนี้ ในกาลที่มีพรรษา 50 นั่นแล

   4. อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล คือ ศีลของพระเสขะ 7 จำพวก ที่ละอาหารอันเป็นเหตุให้ตัณหาและทิฏฐิจับต้องลูบคลำศีลไม่ได้ คือ การละสักกายทิฎฐิได้เป็นสมุทเฉท(เด็ดขาด)แล้วในโสดาปัตติมรรค แต่ก็ยังมีการป้องกันไม่ให้ตัณหาและทิฏฐิจับต้องลูบคลำศีลได้ด้วยการเจริญอินทรีย์สังวรศีล ท่านจึงสงเคราะห์กัลยาณปุถุชนผู้เจริญอินทรีย์สังวรศีลเข้าไว้ในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งเมื่อสำรวมได้ดีเป็นอุปนิสัยแล้ว สติจะตั้งมั่นไม่หวั่นไหวที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ให้ได้ เพราะไม่มีตัณหาและทิฏฐิทำให้การปฏิบัติมัวหมอง เหมือนอย่างศีลของพระติสสเถระ ผู้เป็นบุตรของกฏุมพี ออกบวชปฏิบัติวิปัสสนาในป่า น้องสะใภ้เกรงว่าจะสึกออกมาแบ่งสมบัติ จึงจ้างคนให้ไปฆ่า พระเถระขอโอกาสปฏิบัติวิปัสสนาต่อ แต่คนร้ายไม่ยอม เพื่อให้มั่นใจว่าท่านไม่หลบหนี พระเถระจึงใช้ก้อนหินใหญ่ทุบทำลายเท้าทั้งสอง รุ่งเช้าพระเถระก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกตัวอย่างหนึ่ง พระเถระเป็นไข้หนัก ไม่สามารถบริโภคอาหารด้วยมือตนเองได้ นอนจมเกลือกกลิ้งบนปัสสาวะอุจจาระของตน ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพบเห็นเข้าจึงกล่าวว่า " โอ้ ! ชีวิตสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์หนอ " พระเถระกล่าวกับภิกษุรูปนั้นว่า " นี่แน่ะ ท่าน เราเมื่อตายไปบัดนี้ ย่อมได้สวรรค์สมบัติ, เราไม่มีความสงสัยในเรื่องนี้, แต่ขึ้นชื่อว่าสมบัติที่ได้เพราะทำลายศีลนี้ เป็นเหมือนได้ความเป็นคฤหัสถ์กลับมาเพราะบอกคืนสิกขา, เราจักตายไปพร้อมกับศีลนี้นี่แหละ " พระเถระนอนพิจารณาโรคนั้นไปก็บรรลุเป็นพระอรหันต์แล

   5. ปฏิปัสสัทธิศีล คือ ศีลของพระขีณาสพผู้เป็นสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่บริสุทธิ์หมดจด เพราะสงบระงับความทะยานยากได้สิันเชิงแล้ว

   ในวิสุทธิมรรคมหาฎีกา 1/20/88 อธิบายความ คำว่า เสขปริยันตธรรม คือ การเจริญวิปัสสนา นับตั้งแต่ นามรูปปริเฉทญาณ ถึงโคตรภูญาณ เป็นขอบเขตเต็มที่ของ

โลกีย์ญาณ ส่วนความบริบูรณ์เต็มเปี่ยม ต้องนับตั้งแต่การสมาทาน สังวรวินัย(ซึ่งจำต้องอาศัยป้องกันและฝึกฝน ไม่ให้เผลอประมาท มีการสพประมาท และชล่าใจเป็นต้น อันเป็นเหตุให้สภาพจิตรใจ หยาบแข็งกระด้าง ทำให้ไม่คู่ควร แก่การรองรับมรรคผลได้ ดังนั้น คำว่าไม่มีที่สุด ท่านจึงมุ่งหมายเอา การสมาทานได้หมด ไม่มีเหลือเลย คือไม่มีที่สุดด้วยกายและชีวิตนั่นแหละ คือด้วยอานุภาพที่ปฏิบัติได้เช่นนั้นนั่นเอง หาใช่ด้วยการนับไม่ ทั้งๆที่นับได้ หนึ่งหมื่นเจ็ดพันโกฏิห้าล้านสามสิบหกสิกขาบทแล้ว ก็ยังละการนับต่อ ด้วยเปยยาลนั่นแล ซึ่งสภาวะเช่นนั้นผู้ปฏิบัติต้องเจริญถึงสังขารุเบกขาญาณจึงจะมีอานุภาพเช่นนั้นได้

สมดังพระคาถาที่ว่า ท่านผู้มีอายุนั้น เมื่อไม่ละอนุสติของสัตบุรุษข้อที่ว่านี้ คือ

" ธนํ จเช องฺควรสฺส เหตุ

  องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน

  องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ

  จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโตติ."( ขุ ชา 28/147)

ความว่า " นระ พึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่งอวัยวะที่ประเสริฐกว่า

เมื่อจะรักษาชีวิต พึงสละอวัยวะเสีย เมื่อตามระลึกถึงธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์และแม้นชีวิตได้ทั้งหมดแล."

--------
ขอขอบคุณ อาจารสมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ (เพจ)

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


การงานที่เสียหายตามนัยมงคลสูตรเป็นไฉน?

     เพราะประกอบด้วยข้อเสียหาย ๔ อย่าง คือ

    ๑. ล่วงเลยเวลาที่ควรทำ

    ๒. ทำได้ไม่เหมาะสม

    ๓. ย่อหย่อน

    ๔. ขาดการพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ

    มีอรรถาธิบายดังนี้

     เมื่อปล่อยเวลาให้ล่วงไป ถึงคราวควรทำไม่ทำ มาคิด ทำเอาภายหลัง เวลาที่ต้องใช้ทำเหลือน้อย ก็รีบร้อนทำให้้เสร็จเพื่อให้ทันเวลา การงานนั้นก็ไม่ประณีต ไม่เรียบร้อย และบกพร่องไม่บริบูรณ์ นี้คือ เสียหายเพราะล่วงเวลาที่ ควรทำ

     อนึ่ง เหมือนอย่างเวลาจะเพาะปลูกพืชไร่ ไม่ตรวจดู สถานที่เสียก่อน ว่า สถานที่เช่นนี้ ควรจะโปรย ควรจะหว่าน พืชชนิดนี้ลงไปหรือไม่ ไม่ดู ว่ามีน้ำเพียงพอแก่การทะนุบำรุงหรือไม่ ไม่พิจารณาฤดูกาลเสียก่อน ว่าหน้าฝนเช่นนี้ หากจะ ปลูกพืชเช่นนี้แล้วจะได้ผลดีหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น ก็ย่อมเกิดความเสียหายขึ้น นี้คือ เสียหายเพราะทำได้ไม่เหมาะสม

     อนึ่ง เวลาทำก็ย่อหย่อน คือ ทำบ้างไม่ทำบ้าง เกียจ คร้าน พอใจจะทำจึงทำ ไม่พอใจก็ไม่ทำ ปล่อยปละละเลย ผัดวันประกันพรุ่งในกิจทั้งหลาย มีการรดน้ำ การกำจัดวัชพืช เป็นต้น ก็ย่อมเกิดความเสียหายขึ้น นี้คือ เสียหายเพราะย่อหย่อน

     อนึ่ง อย่างนั้นเหมือนกัน เวลาทำ แม้มีความตั้งอกตั้ง ใจจะทำให้ดี แต่เมื่อขาดการพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ ในคราวที่มี เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นทำให้การงานนั้นเสียหายไป อย่างไม่คาดฝัน อย่างไม่คิดมาก่อนว่าอาจจะเกิดได้ แต่พอเกิด แล้ว ก็ไม่พิจารณาใคร่ครวญถึงเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อเป็นบทเรียนในคราวต่อ ๆ ไป ยังคงทำไปตามวิธีการเดิม

ก็ต้องประสบความบกพร่องเสียหายอยู่เสมอ นี้คือ เสียหายเพราะขาดการพิจารณาใคร่ครวผญ ฉะนี้ แล 

     เพราะฉะนั้น การงานที่ไม่เสียหาย ก็ย่อมเป็นการงานที่ ไม่มีข้อเสียหาย ๔ ประการ ดังกล่าวนี้ นั่นเอง ได้แก่ ถึงเวลา ที่ควรทำก็ทำ ไม่ปล่อยเวลานั้นให้ล่วงเลยไป, ทำได้เหมาะสม คือ เหมาะสมต่อฤดูกาลที่จะทำ เป็นต้น มีความเข้มแข็งใน การทำ ไม่มีความย่อหย่อน และหมั่นพิจารณาใคร่ครวญอยู่เสมอ.

     ก็การงานที่ไม่เสียหาย ชื่อว่า เป็นมงคล เพราะเป็น เหตุนำมาซึ่งประโยชน์สุขและความสำเร็จในอัตภาพปัจจุบันนี้


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

อปริหานิยสูตร

ว่าด้วยอปริหานิยธรรม

    ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ไม่อาจเสื่อม(จากสมถะและวิปัสสนา) ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพานแน่แท้

    ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

   ๑. สมบูรณ์ด้วยศีล

   ๒. คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

   ๓. รู้จัดประมาณในการบริโภค 

   ๔. ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ

   ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อม ด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นอย่างนี้แล

   ภิกษุคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่ถือเอานิมิตและอนุพัญชนะ   ย่อม ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย... รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่ถือเอานิมิตและอนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึง รักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล

   ภิกษุรู้จักประมาณในการบริโภค เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง แต่เพียงเพื่อความดำรงอยู่ได้แห่งกาย เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ เพื่อกำจัดความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์ พรหมจรรย์ ด้วยคิดเห็นว่า “เราจักกำจัดเวทนาเก่าและจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำเนินไปแห่งกาย ความไม่มีโทษ และการอยู่ผาสุกจักมีแก่เรา” ภิกษุรู้จัก ประมาณในการบริโภค เป็นอย่างนี้แล

   ภิกษุประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุขัดขวางด้วยการ จงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุขัดขวางด้วยการ จงกรม ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี นอนดุจราชสีห์โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุขัดขวางด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ภิกษุประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ไม่อาจเสื่อม(จากสมถะและวิปัสสนา) ชื่อว่า อยู่ใกล้นิพพานแน่แท้

   " ภิกษุตั้งอยู่ในศีล สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในการบริโภค ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ มีความเพียรอยู่อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านตลอดคืนและวัน ชื่อว่าบำเพ็ญกุศลธรรม(เจริญสมถะและวิปัสสนา)เพื่อบรรลุสภาวะอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ

   ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท หรือมีปกติเห็นภัยในความประมาท ไม่อาจเสื่อม(จากสมถะและวิปัสสนา) ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพานแน่แท้ "

(องฺ.จตุกฺก จักกวรรค)


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สร้างศาลายังไม่เสร็จ อุทิศให้คนตายได้หรือไม่?

    ถาม มีคนสร้างศาลาอุทิศให้ผู้ตาย แต่ศาลายังสร้างไม่เสร็จ เป็นเพียงก่ออิฐ อยากทราบว่า ผลของการสร้างศาลาจะได้ทันทีหรือต้องรอให้ศาลาสร้างเสร็จใช้ประโยชน์ก่อน ผู้ตายจึงจะได้ส่วนกุศล

    ตอบ การตั้งเจตนาสร้างศาลาอุทิศให้ผู้ตายนั้นเป็นความดีของผู้สร้าง ตั้งแต่เริ่มคิดจะสร้างจนกระทั่งสร้างเสร็จ แต่สำหรับผู้รับนั้นเห็นจะต้องรอให้ศาลานั้นสร้างเสร็จเสียก่อน และผู้สร้างมอบถวายแก่สงฆ์แล้วอุทิศให้จึงจะสามารถรับได้ และที่ว่าสามารถรับได้นั้น คือผู้รับต้องทราบว่ามีผู้อุทิศให้และอนุโมทนายินดีในกุศลนั้นด้วย ผู้รับจึงจะได้รับผลบุญนั้น แต่ถ้าไม่ทราบ ก็ไม่สามารอนุโมทนาได้ หรือแม้ทราบแล้ว ก็ไม่อนุโมทนา บุญก็ไม่เกิดแก่ผู้ที่ตายไปแล้ว การอุทิศให้ก็เป็นอันไร้ผล เพราะผู้รับไม่ทราบหรือไม่ได้อนุโมทนา

    ความจริงการสร้างศาลาอุทิศให้ผู้ตาย ก็เหมือนกับการสร้างเสนาสนะถวายสงฆ์ เหมือนกัน จะสำเร็จผลก็ต่อเมื่อการก่อสร้างนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และมอบถวายสงฆ์เรียบร้อยแล้วด้วย เหมือนดังพระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันแด่พระพุทธเจ้าเหมือนกัน เมื่อถวายด้วยการหลั่งน้ำแล้ว ก็ถือว่าได้ถวายแก่สงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเรียบร้อยแล้ว

จากนั้นจะอุทิศบุญนั้นแก่ผู้ตายผู้ใดก็ได้ เพราะเรามีบุญที่สำเร็จแล้ว คือที่ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ศาลาก็เหมือนกัน ถ้ายังสร้างไม่เรียบร้อย ยังไม่เป็นศาลา และยังไม่ได้มอบถวายสงฆ์ จะถือว่าบุญของเราสำเร็จแล้วไม่ได้ เมื่อบุญยังไม่สำเร็จ จะเอาบุญที่ไหนไปอุทิศให้ผู้ตายเล่า     

    หรือเหมือนกับการถวายอาหารอุทิศให้เปรต ถ้าเราทำอาหารแม้เสร็จแล้ว แต่วางไว้เฉยๆ ยังไม่ได้ถวายพระ บุญในการถวายทานก็ยังไม่เกิด เมื่อบุญในการถวายทานยังไม่เกิด เราจะเอาบุญที่ไหนไปอุทิศให้เปรตเล่า ข้อนี้ฉันใด การสร้างศาลาก็ฉันนั้น ถ้าสร้างไม่เสร็จ หรือสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังมิได้มอบถวายแด่สงฆ์ บุญในการถวายศาลา ก็ยังไม่มี เมื่อไม่มีก็อุทิศไม่ได้ การจะอุทิศบุญให้แก่ผู้ใดนั้น ผู้อุทิศจะต้องทำบุญให้เกิดมีขึ้นเสียก่อน ไม่ใช่ไม่ได้ทำบุญอะไรเลย ก็นึกอุทิศบุญไปให้คนโน้นคนนี้ที่ตายไปแล้ว ผู้ที่ตายไปแล้วจะได้รับบุญได้อย่างไร ไม่ผิดกับเรายื่นมือเปล่าๆ ให้คนอื่น คนนั้นก็ไม่ได้รับอะไรจากเรา แต่ถ้าในมือของเรามีของ ไปยื่นให้ใครเขา ถ้าเขาเต็มใจเขาก็รับของไว้ การให้ของเราจึงจะสำเร็จผล.

 

[full-post]



ทําบุญอุทิศให้ลูก ลูกจะได้รับหรือไม่?

    ถาม อยากทราบว่าเมื่อดิฉันทำบุญอะไรก็ตาม ดิฉันก็ตั้งใจอุทิศบุญไปให้คนตาย ซึ่งเป็นลูกชายของดิฉันทุกครั้ง อยากทราบว่าลูกชายของดิฉันจะได้รับบุญนั้นหรือเปล่า เขาตายตั้งแต่ยังเด็กยังไม่มีโอกาสทำบุญกุศลไว้เลย เมื่อเขาตายไปจากโลกนี้ เขาจะ มีโอกาสไปอบายภูมิได้ไหม เพราะเขายังไม่ได้ทำบาปเลย

    ตอบ เรื่องของการทำบุญแล้วอุทิศให้คนตายนั้นเป็นการกระทำบุญอีกอย่างหนึ่ง คือปัตติทาน บุญนั้นสำเร็จแก่ผู้ให้แล้ว ส่วนจะสำเร็จแก่ผู้รับ คือคนตายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง อย่างแรกถ้าเขาเกิดเป็นเปรต และมีโอกาสรับทราบว่าคุณอุทิศ บุญไปให้ แล้วชื่นชมอนุโมทนา บุญก็เกิดแก่เขา เขาก็จะได้รับส่วนบุญนั้น ทำให้ได้รับความสุขมีข้าวน้ำสมบูรณ์ เป็นต้น แต่แม้เขาจะเกิดเป็นเปรตรับทราบแล้ว แต่ไม่ชื่นชมอนุโมทนา เขาก็ไม่ได้รับส่วนบุญนั้น เปรตเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับส่วนบุญ แล้วบุญสำเร็จแก่เขาเมื่อเขาอนุโมทนา คือเมื่ออนุโมทนาแล้ว เขาก็จะได้รับอาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น อันเป็นทิพย์ ได้รับความสุขในทันที และถ้ากรรมเบาบางแล้ว เขาก็อาจพ้นจากสภาพเปรตเป็นเทวดาก็ได้

    แต่ถ้าลูกชายคุณตายแล้วไม่ได้เกิดเป็นเปรต ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือประทานโทษ สัตว์เดรัจฉาน เกิดในอบายเป็นสัตว์นรก เขาก็ไม่มีโอกาสรับทราบบุญที่คุณอุทิศไปเลย แต่ถ้าเป็นเทวดาบางพวก เขาก็อาจจะทราบก็ได้ เมื่อทราบแล้วถ้าเขาอนุโมทนาเขาก็เพียงเกิดกุศลจิต มิได้รับส่วนบุญอันเป็นอาหาร ข้าว น้ำ เป็นต้น เหมือนอย่างเปรต แต่นั่นแหละเราก็ไม่อาจทราบว่าลูกชายของคุณตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนที่อยู่ข้างหลังก็ได้แต่ ทำบุญอุทิศไปให้เท่านั้น นี่เป็นเรื่องของอุปาทานความยึดถือผูกพัน ซึ่งยังตัดไม่ขาด แม้ลูกจะตายไปแล้ว เขาไปเกิดเป็นใครอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ แต่ใจของแม่ก็ยังผูกพันว่าเป็นลูกของเราอยู่นั่นเอง จิตที่ผูกพันย่อมเป็นทุกข์ ตัดความอาลัยผูกพันเสียได้ย่อมเป็นสุข

    อีกอย่างหนึ่ง ที่ถามว่าลูกของคุณตายตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีโอกาสทำบุญกุศลไว้เลย บาปก็ไม่ได้ทำ เขาตายไปจะมีโอกาสเกิดในอบายภูมิได้ไหม ข้อนี้ก็ไม่แน่ คือเขาอาจจะไปเกิดในอบายภูมิหรือไปเกิดในภูมิอื่นก็ได้ จริงอยู่ชาตินี้เขาไม่ได้ทำทั้งบุญและบาป หมายถึงบุญบาปที่สำเร็จเป็นกรรมบถ คงมีเพียงจิตที่เป็นอกุศลและเป็นกุศลตามธรรมดาเท่านั้น ถึงกระนั้นเขาก็มิได้เกิดมาเพียงชาตินี้ชาติเดียว ชาติที่ล่วงไปแล้วผ่านไปแล้วของเขามีมากมายนับไม่ถ้วน ใครจะรู้ว่าเขาจะได้กรรมที่ทำไว้ในชาติไหนมานำเกิด เพราะ กรรมที่ทําแล้วไม่สูญหายไปไหน รอคอยโอกาสที่จะให้ผลอยู่เสมอ ถ้ากรรมดีมีทานเป็นต้นที่เขาเคยทําไว้ จะเป็นชาติใดก็ตามที่ผ่านมาแล้วให้ผลเกิด เขาก็เกิดในที่ดี เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา แต่ถ้ากรรมชั่วที่เขาทำไว้ในชาติใดชาติหนึ่งที่ล่วงมาแล้วมีการฆ่าสัตว์เป็นต้นได้โอกาสให้ผล เขาก็ต้องเกิดในที่ชั่ว มีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราก็ไม่อาจทราบได้ว่ากุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่เขาทำไว้ได้โอกาสนําเกิด แต่ที่แน่นอนคือเขาเกิดแล้วคือเขาตายแล้วก็เกิดทันที

    สรุปว่าเราไม่อาจทราบได้เลยว่าลูกของคุณไปเกิดที่ไหน และได้รับบุญที่คุณอุทิศไปให้หรือไม่ ก็ได้แต่หวังว่าเขาคงจะไปเกิดในที่สุขสบายในสุคติเท่านั้น


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สัพพาสวสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาสวะทั้งปวง

   วันหนึ่งพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงแสดงเหตุแห่งการปิดกั้นอาสวะทั้งปวงให้ฟัง จงตั้งใจฟังให้ดี เมื่อภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระดำรัสแล้ว จึงทรงยกบทอุทเทสขึ้นแสดงดังนี้

   ภาคอุทเทส 

ความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้นไม่เกิดแก่ผู้ไม่รู้ไม่เห็น คำว่าผู้รู้ผู้เห็นหมายถึงผู้รู้ผู้เห็นอะไร หมายถึงผู้รู้ผู้เห็นโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) และอโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยไม่แยบคาย) เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคายอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นอาสวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วจะเจริญขึ้น แต่เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคายอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดจะไม่เกิดอาสวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วจะเสื่อมไป การละอาสวะมี ๗ วิธี จึงจัดแบ่งประเภทของอาสวะตามวิธีการละเป็น ๗ ประการ คือ     

   ๑. อาสวะที่ต้องละด้วยทัสสนะ 

   ๒. อาสวะที่ต้องละด้วยการสังวร 

   ๓. อาสวะที่ต้องละด้วยการใช้สอย 

   ๔. อาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้น 

   ๕. อาสวะที่ต้องละด้วยการเว้น 

   6. อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทา 

   ๗. อาสวะที่ต้องละด้วย การเจริญ

   ภาคนิทเทส

ทรงอธิบายบทอุทเทสข้างต้นโดยพิสดาร มีสาระสำคัญดังนี้

   ๑. อาสวะที่ต้องละด้วยทัสสนะ  

   อาสวะทั้งหลายที่ต้องละด้วยทัสสนะเป็นอย่างไร

  คือ ปุถุชนในโลก  นี้ผู้ยังไม่ได้ศึกษาไม่ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ เขาจึงมนสิการแต่ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ เมื่อมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ หรือไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) และอวิชชาสวะ(อาสวะ คืออวิชชา) ที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้นที่เกิดแล้วก็จะเจริญขึ้น อนึ่ง เมื่อปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๖ อย่างก็จะเกิดขึ้น ทิฏฐิ ๖ อย่าง คือ 

   ๑. เห็นว่า อัตตาของเรามีอยู่ 

   ๒. เห็นว่า อัตตาของเราไม่มีอยู่ 

   ๓. เห็นว่า เรารู้จักอัตตาได้ด้วยอัตตา

  .๔. เห็นว่า เรารู้จักสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาได้ด้วยอัตตา

   ๕. เห็นว่า เรารู้จักอัตตาได้ด้วยสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา

   6. เห็นว่า อัตตาของเราที่เป็นผู้กล่าว ผู้รู้ ผู้เสวยผลแห่งกรรมและกรรมชั่วในอารมณ์ต่าง ๆ นั้น เป็นภาวะที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรผัน จักดำรงอยู่เสมอด้วยสิ่งที่แน่นอน

   ปุถุชนผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ผู้ยังไม่ได้ศึกษา ย่อมไม่พ้นจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาสไม่พ้นจากทุกข์

   ส่วนอริยสาวกผู้ใด้ศึกษาแล้ว ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับคําแนะนำในธรรมของพระอริยะพบสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และธรรมที่ไม่ควรมนสิการ จึงไม่นมัสสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการมนสิการ มนัสสิการแต่ธรรมที่ควรมนสิการเมื่อไม่นมัสสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ อาสวะ ๓ ประการที่ยังไม่เกิดจะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเสื่อมไป อนึ่ง เมื่อนมัสสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาสังโยชน์ ๓ ประการคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสย่อมสิ้นไปอาสวะทีต้องละด้วยทัสสนะเป็นอย่างนี้ 

   ๒. อาสวะทีต้องละด้วยการสังวร

   อาสวะทีต้องละด้วยการสังวรเป็นอย่างไร

  คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้มนสิการโดยแยบคายสำรวมระวังอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจของตนมิให้อาสวะและความเร่าร้อนเกิดขึ้นได้

   อาสวะที่ต้องละด้วยการสังวรเป็นอย่างนี้ 

   ๓. อาสวะทีต้องละด้วยการใช้สอย

   อาสวะทีต้องละด้วยการใช้สอยเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยจีวร บริโภคอาหารใช้สอยเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารให้เหมาะสมกับความเป็นสมณะ จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้นไม่มีแก่ภิกษุนั้น

   อาสวะที่ต้องละด้วยการใช้สอยเป็นอย่างนี้

    ๔. อาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้นเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย และอดทนต่อความร้อน ต่อความหนาว ต่อความหิวกระหาย ต่อความกระวนกระวาย อดทนต่อการรบกวนของธรรมชาติและสัตว์เลื้อยคลาน ต่อถ้อยคําหยาบคายร้ายแรงต่าง ๆ และอดกลั้นต่อทุกขเวทนาในร่างกาย จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้นไม่มีแก่ภิกษุนั้น

   อาสวะที่ต้องสะด้วยความอดกลั้นเป็นอย่างนี้

   ๕.อาสวะที่ต้องละด้วย การเว้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการเว้นเป็นอย่างไร 

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วหลีกเลี่ยงสัตว์ดุร้าย สถานที่อโคจร ไม่คบมิตรชั่ว จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้น ไม่มีแก่ภิกษุนั้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการเว้นเป็นอย่างนี้ 

   ๖. อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทา

  อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทาเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วไม่รับกามวิตก พยาบาท วิตก วิหิงสาวิตก และบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่ตน แต่พยายามละบรรเทาทำให้หมดไป มิให้เกิดขึ้นมาอีก จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้น ไม่มีแก่ภิกษุนั้นอีก

  อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทาเป็นอย่างนี้ 

   ๗. อาสวะที่ต้องละด้วยการเจริญ

  อาสวะ ที่ต้องละด้วยการเจริญเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วเจริญสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อาศัยวิเวกวิราคะ นิโรธ.ซึ่งน้อมไปเพื่อความสละ จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้น รไม่มีแก่ภิกษุนั้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการเจริญเป็นอย่างนี้

   ภาคนิคมน์

   พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ตอนท้ายว่า อาสวะเหล่าใดที่ภิกษุละได้แล้ว ด้วยทัสสนะ ละได้แล้วด้วยการสังวร ละได้แล้วด้วยการใช้สอย ละได้แล้วด้วยการอดกลั้น ละได้แล้วด้วยการเว้น ละได้แล้วด้วยการบรรเทา หรือละได้แล้วด้วยการเจริญ อาสวะเหล่านั้นก็เป็นอันภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยวิธีการนั้นๆ

   เมื่อทรงเทศนาจบ ภิกษุเหล่านั้นต่างมีใจยินดี ชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้

(ม.มู.๑๒/๑๐-๑๙)

 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ล้อเลียนคนพิการจะได้รับโทษอย่างไร?

   ถาม เพื่อนคนหนึ่งเป็นคนติดอ่าง อีกคนหนึ่งขาลีบเพราะโปลิโอ เวลาไปไหนๆ ก็เป็นที่ล้อเลียนขบขันของผู้อื่น บางคนถึงกับทำท่าทางล้อเลียนจริงๆ อยากทราบว่าคนที่ ล้อเลียนนั้นจะได้รับโทษอันเป็นผลของกรรมบ้างหรือไม่ ตัวอย่างในเรื่องนี้ที่เป็นเรื่องจริง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีหรือไม่ เรื่องนี้เกิดตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ปัจจุบันนี้ไม่มีใครล้อเลียนต่อหน้า เพราะโตๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ยังมีคนพูดล้อลับหลังอยู่บ้าง     

   ตอบ ในเรื่องของกรรมนี้เห็นจะไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น แต่จะช้าหรือเร็วก็แล้ว แต่เหตุปัจจัย ความจริงคนที่บกพร่องทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นคนน่าสงสาร ไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งการล้อเลียนของผู้อื่น ควรจะเป็นที่ตั้งของความเห็นใจและสงสารมากกว่า ตัวอย่างของผู้ที่ล้อเลียนผู้อื่นแล้วเกิดโทษที่เป็นเรื่องจริงเท่าที่นึกออกก็คือเรื่องของ นางขุชชุตตรา ผู้เป็นเอตทัคคะ คือเลิศกว่าอุบาสิกา สาวิกาของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพหูสูต เป็นพระโสดาบัน แต่เธอเป็นหญิงค่อมและเป็นหญิงรับใช้ของนางสามาวดี ประวัติของ เธอมีเล่าไว้ในธรรมบทอรรถกถาและเอตทัคคะอรรถกถา เราคงนึกไม่ถึงว่าในอดีตนั้นเธอ ได้ทำกรรมอันเป็นเหตุให้เป็นหญิงค่อมไว้มาในชาตินี้จึงเป็นหญิงค่อม กล่าวคือในอดีตนั้น เธอเกิดอยู่ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้าพาราณสี ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นคนค่อมมาแต่กำเนิด และเป็นที่เคารพคุ้นเคยกับพระเจ้าพาราณสีพระองค์นั้น เธอได้ล้อเลียนท่าน ด้วยการทำเป็นคนค่อม คือเดินทำท่าทางเลียนพระปัจเจกพุทธเจ้าพร้อมกับกล่าวว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าของพวกเราย่อมเดินอย่างนี้ๆ ด้วยผลแห่งกรรมอันเป็นบาปนั้น เธอได้ เกิดเป็นหญิงค่อมในบัดนี้

   บุคคลทำกรรมเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น ข้อนี้เป็นความจริง เพื่อนของคุณที่เที่ยวล้อเลียนเพื่อนฝูงที่ติดอ่างและขาลีบในปัจจุบัน ในอนาคตเมื่อกรรมที่เขาล้อเลียนเพื่อนให้ผล เขาต้องเป็นคนติดอ่างและเป็นคนขาลีบเช่นเดียวกัน เรื่องของกรรมที่เป็นบาปแม้เล็กน้อย แต่ผลที่ได้รับไม่น้อยเลย


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


การด่าว่าเสียดสีผู้อื่นมีผลอย่างไร?

   ถาม คนที่ชอบด่าว่าคนอื่น เสียดสีคนอื่น โดยที่ไม่เป็นความจริง เขาจะได้รับ ผล

อย่างไร?

   ตอบ ในข้อนี้มีตัวอย่างจริงๆ ของพระเถระเถรีทั้งหลายในสมัยพุทธกาลหลายท่าน ที่ในอดีตท่านได้เคยด่าว่าผู้อื่น เสียดสีผู้อื่นด้วยคำที่ไม่เป็นจริง ผลก็คือท่านต้องได้รับผลของกรรมนั้น ตามที่ท่านได้เคยด่าว่าเสียดสีผู้อื่นไว้ในชาติต่อมา อย่าง สุปปพุทธกุฏฐิ ที่ยากจนขัดสนเป็นโรคเรื้อน ต้องขอทานอาหารจากผู้อื่น แต่ได้ฟังพระธรรมของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลาย สงสัยว่า ผู้ที่มีบารมีมากพอที่จะเป็นพระอริยเจ้าในชาตินี้แล้ว เหตุไรจึงยังเป็นคนขัดสน ยากไร้ ทั้งเป็นโรคเรื้อนด้วย

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงอดีตกรรมของสุปปพุทธกุฏฐิว่า

   ในอดีตเขาเป็นลูกเศรษฐีอยู่ในกรุงราชคฤห์นี้เอง ได้ออกไปเที่ยวสวน ได้เห็น พระตครขีปัจเจกพุทธเจ้า กำลังเดินเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ เขาเกิดความคิดดูหมิ่นท่านว่า ใครที่เป็นโรคเรื้อนเที่ยวไปอยู่ เขาคิดแล้วก็ถ่มน้ำลายหลีกไปทางซ้าย ด้วยผลของกรรมนั้น ซึ่งเพียงแต่คิดเท่านั้น ยังไม่ได้กล่าวออกมาเป็นวาจา ก็ยังทำให้ตกนรกอยู่นานนับแสนปี เมื่อกรรมนั้นยังไม่สิ้น มาในชาตินี้เขาเกิดเป็นคนขัดสนกำพร้า ยากไร้ ทั้งเป็นโรคเรื้อน ตรงกับที่เขาเคยคิดว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้

   หรืออย่าง นางอัมพปาลีเถรี หญิงงามเมือง ซึ่งภายหลังออกบวชแล้วได้เป็น พระอรหันต์ ในอดีตท่านบวชเป็นภิกษุณี เดินตามหลังบรรดาภิกษุณีทั้งหลายไปไหว้ พระเจดีย์ พระอรหันตเถรีองค์หนึ่งเดินไปข้างหน้าเกิดไอขึ้นเสมหะหลุดจากคอกระเด็น ไปตกที่ลานเจดีย์ นางอัมพปาลีภิกษุณีในชาตินั้น เดินมาข้างหลัง เห็นก้อนเสมหะบน ลานเจดีย์ก็ไม่ชอบใจกล่าวว่า หญิงแพศยาที่ไหนมาถ่มน้ำลายหรือเสมหะลงตรงนี้ ด้วยผลของกรรมนั้นนางได้เกิดเป็นหญิงแพศยาในเมืองเวสาลี ภายหลังฟังธรรมจาก พระวิมลโกณฑัญญะบุตรของท่าน จึงออกบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุเป็นพระอรหันต์ นี่คือผลของการด่าว่าผู้อื่น โดยเฉพาะผู้อื่นนั้นเป็นพระอรหันต์ด้วย ท่านจึงได้รับโทษหนัก สาสมกับคำด่านั้น

   นอกจากเรื่องที่เล่าแล้ว ยังมีเรื่องของหญิงเปรตตนหนึ่งที่เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ด่าว่า สามีในขณะให้ทาน ตายลงจึงมาเกิดเป็นเปรต

   ในขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาเปสการเปตวัตถุ ข้อ ๙๔ ภิกษุรูปหนึ่งถาม เทพบุตรคนหนึ่งว่า หญิงเปรตนี้กินคูถ มูตร โลหิต และหนอง นี่เป็นเพราะวิบากแห่ง กรรมอะไร หญิงเปรตนี้เมื่อก่อนได้ทำกรรมอะไรไว้ จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหารเป็นนิจ ผ้าทั้งหลายที่ใหม่และงาม อ่อนนุ่ม บริสุทธิ์มีขนนิ่ม ที่ท่านให้แล้วแก่หญิงเปรตนี้ จึงกลายเป็นเหล็กไป เมื่อก่อนหญิงเปรตนี้ได้ทำกรรมอะไรไว้ เมื่อเทพบุตรถูกพระภิกษุถามเช่นนั้นจึงตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนหญิงเปรตตนนี้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า มีความตระหนี่เหนียวแน่น ไม่ให้ทาน นางได้ค่าบริภาษข้าพเจ้าผู้กำลังให้ทานแก่สมณ พราหมณ์ทั้งหลายว่า จงกินคูถ มูตร เลือด และหนอง อันไม่สะอาดตลอดกาลทุกเมื่อ คูถ มูตร เลือด และหนอง จงเป็นอาหารของท่านในปรโลก แผ่นเหล็กจงเป็นผ้าของท่าน นางมาเกิดในเปตโลกนี้ จึงกินแต่คูถ บุตร เลือด และหนอง ตลอดกาลนาน แม้ผ้า ที่มีข้าพเจ้าอุทิศให้ก็กลายเป็นเหล็กไป เพราะประพฤติชั่วเช่นนั้น นี่เป็นคาถาที่เทวดา

กล่าวตอบภิกษุ ซึ่งมีเรื่องราวสั้นๆ พอเข้าใจ แต่อรรถกถาท่านเล่าไว้โดยละเอียด ซึ่งจะขอยกมาเล่าให้ฟังด้วย เพื่อจะได้เห็นโทษของการด่าว่าด้วยโทสะจิตว่ามีโทษหนักเพียงใด จะได้เตือนใจบางท่านที่ชอบด่าว่าผู้อื่นเสมอๆ ด้วย

    อรรถกถาท่านเล่าว่า เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารถนางเปรตผู้เป็นช่างหูกตนหนึ่ง จึงได้ตรัสเรื่องนี้

   ได้ยินว่า ภิกษุประมาณ ๑๒ รูป เรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว พิจารณาถึงสถานที่เหมาะสมแก่การอยู่จำพรรษา เห็นราวป่าอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย ร่มเงาและน้ำกับไม่ไกลจากที่เที่ยวไปบิณฑบาตนัก จึงได้พักอยู่ที่นั้นราตรีหนึ่ง รุ่งเช้าจึง เที่ยวไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน

   ที่หมู่บ้านนั้นมีช่างหูก ๑๑ คนอาศัยอยู่ พวกเขาเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วก็โสมนัส พามายังเรือนของตน อังคาสเลี้ยงดูด้วยอาหารอันประณีต แล้วถามว่า พระคุณเจ้าจะไป ไหนกันขอรับ ภิกษุทั้งหลายตอบว่า จะไปยังที่ที่สบาย พวกช่างหูกจึงว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าจงอยู่ที่นี่เถิดขอรับ แล้วขอร้องให้จำพรรษา ณ ที่นั้น ภิกษุทั้งหลายก็รับคำ บรรดาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายจึงได้ช่วยกันสร้างกระท่อมในป่าถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายจึงจำพรรษา ณ ที่นั้น

   ก็บรรดาช่างหูกเหล่านั้น ช่างหูกที่เป็นหัวหน้าได้อุปัฏฐากภิกษุ ๒ รูป ด้วยปัจจัย โดยเคารพ ส่วนช่างหูกที่เหลือ ๑๐ คน ก็อุปัฏฐากภิกษุที่เหลือ ๑๐ รูป คนละรูป หมายความว่าภิกษุมี ๑๒ ช่างหูกมี ๑๑ หัวหน้าจึงรับภาระภิกษุ ๒ รูป บริวารรับ คนละรูป แต่ว่าภรรยาของหัวหน้าช่างหูกเป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความตระหนี่ ไม่อุปัฏฐากภิกษุโดยเคารพ สามีเห็นดังนั้นจึงไปนำน้องภรรยามา แล้ว มอบความเป็นใหญ่ในเรือนให้ ก็น้องสาวนั้นเป็นหญิงมีศรัทธา เลื่อมใส ปรนนิบัติภิกษุ ทั้งหลายโดยเคารพ ครั้นออกพรรษา ช่างหูกทั้งหลายก็ได้ถวายผ้าจำนำพรรษาแก่ภิกษุ ทั้งหลายรูปละผืน แต่ภรรยาของหัวหน้าช่างหูก ผู้มีความตระหนี่ มีจิตประทุษร้ายได้ด่าบริภาษสามีของตนว่า ทาน คือข้าวน้ำที่ท่านให้แก่สมณศากยบุตรนั้น ขอจงบังเกิดเป็น คูถ มูตร เป็นหนอง และเลือด แก่ท่านในปรโลกเถิด และผ้าสาฎกอันเป็นผ้าจำนำพรรษา ก็จงเป็นแผ่นเหล็กลุกโพลง นี่เป็นถ้อยคำของภรรยาหัวหน้าช่างหูกที่ด่าสามี

   ต่อมาช่างหูกผู้เป็นหัวหน้าได้ทำกาละ แล้วบังเกิดเป็นรุกขเทวดาที่ถึงพร้อมด้วย อานุภาพในดงไฟไหม้ แต่ภรรยาของเขาทำกาละแล้วบังเกิดเป็นนางเปรตในที่ไม่ไกลจาก ที่อยู่ของรุกขเทวดานั้น นางเป็นหญิงเปลือย รูปร่างขี้เหร่ ถูกความหิวครอบงำไปยังที่อยู่ ของรุกขเทวดา กล่าวว่า นาย ฉันไม่มีผ้า ทั้งถูกความหิวครอบงำอย่างเหลือเกิน ขอท่าน จงให้ผ้า ข้าว และน้ำแก่ฉันเถิด

   รุกขเทวดาได้ฟังคำของนางเปรต จึงน้อมข้าวและน้ำอันเป็นทิพย์เข้าไปให้ นางเปรต อาหารทิพย์นั้นก็กลายเป็นคูถ มูตร หนอง และเลือด ผ้าสาฎกที่ให้นางไป พอนางนุ่งห่มก็กลายเป็นแผ่นเหล็กลุกโชน นางเปรตได้เสวยทุกข์มหันต์ ทิ้งผ้านั้น ร่ำครวญเที่ยวไป

   ผู้ที่ด่าว่าผู้อื่นเขาไว้อย่างไร ตนก็ได้รับอย่างนั้น นี่ไม่ได้ค่าธรรมดา สาปแช่งให้เขาได้รับผลเช่นนั้นด้วย คนถูกแช่งกลับเกิดเป็นเทวดา แต่คนแช่งกลับเป็นเปรตได้รับผลของคำแช่งด่านั้นแทน น่ากลัวนัก 

   เรื่องต่อไปมีว่า ก็สมัยนั้นภิกษุรูปหนึ่งออกพรรษาแล้วเดินทางไปเฝ้าพระบรม ศาสดา ผ่านมายังดงไฟไหม้นั้นพร้อมด้วยหมู่เกวียนหมู่ใหญ่ หมู่เกวียนเดินทางกลางคืน พอกลางวันเห็นพื้นที่แห่งหนึ่งสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำในป่า จึงปลดเกวียนพักผ่อน ฝ่ายภิกษุรูปนั้นหลีกไปปูผ้าสังฆาฏินอนลงที่โคนไม้ที่ปกปิดด้วยพงหญ้า มีร่มเงาสบาย ด้วย ความอ่อนเพลียในการเดินทางในราตรีจึงหลับไป หมู่เกวียนครั้นพักครู่หนึ่งแล้วก็ออกเดินทางต่อไป ภิกษุนั้นตื่นขึ้นในเวลาเย็นไม่เห็นหมู่เกวียน จึงเดินทางไปผู้เดียว แต่หลงทาง ได้ไปถึงต้นไม้ที่เป็นที่อยู่ของรุกขเทวดาผู้เคยเป็นหัวหน้าช่างหูกนั้น รุกขเทวดาจึงแปลง กายเป็นคนเข้าไปหา ทำปฏิสันถารแล้วนิมนต์ให้เข้าไปในวิมานของตน ถวายเภสัชมียาทาเท้า เป็นต้น สมัยนั้นนางเปรตได้มาบอกแก่เทวดาว่า นาย ท่านจงให้ข้าวน้ำและ ผ้าสาฎกแก่ฉันเถิด เทวดาก็ให้ของเหล่านั้นแก่นางเปรตๆ รับแล้วก็กลายเป็นคูถ มูตร หนอง เลือด และแผ่นเหล็กมีไฟลุกโพลงดังครั้งแรก ภิกษุรูปนั้นเห็นแล้วสลดใจ จึงได้ถามขึ้นและเทวดาก็ได้ตอบให้ทราบ

   เทวดาครั้นเล่าอดีตกรรมของนางเปรตให้ภิกษุนั้นฟังแล้ว ได้กล่าวว่า ท่านขอรับ มีอุบายอันใดที่จะให้นางเปรตได้พ้นจากเปตโลกบ้างไหม ถ้ามีก็จงแสดงให้ทราบเถิดขอรับ  ภิกษุนั้นจึงว่า ถ้าท่านถวายทานแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอริยสงฆ์หรือแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แล้วอุทิศให้นางเปรต เมื่อนางเปรตอนุโมทนาทานนั้นแล้ว นางก็จะพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยอุบายนี้ เทพบุตรฟังแล้วจึงได้ถวายข้าวน้ำอันประณีตแก่ภิกษุนั้น แล้วอุทิศให้นางเปรต ทันใดนั้นเองนางเปรตมีใจเอิบอิ่ม มีอินทรีย์ผ่องใส ได้เป็นผู้อิ่มหนําด้วยอาหารอันเป็นทิพย์ ครั้นเทวดานั้นถวายคู่ผ้าทิพย์ในมือของภิกษุรูปนั้น เจาะจงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว อุทิศทักษิณานั้นแก่นางเปรต ในขณะนั้นเอง นางเปรต ก็ได้นุ่งผ้าทิพย์ ประดับด้วยเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา ทั้งปวง ได้เป็นผู้มีส่วนเปรียบด้วยนางเทพอัปสร และภิกษุนั้นก็ได้ไปถึงกรุงสาวัตถีใน วันนั้นเองด้วยฤทธิ์ของเทวดานั้น ครั้นเข้าไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวายคู่ผ้าสาฎกนั้น กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกันพร้อมหน้าในที่นั้น เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก เพราะทำให้เว้นความตระหนี่ในการให้ทาน ไม่ด่าว่าแช่งด่าใครๆ ในเวลาที่เขาให้ทาน เพราะเกรงว่าตนจะต้องได้รับความลำบากในปรโลกอย่างนางเปรตตนนี้ และถ้าไปเกิดเป็นเปรตแล้ว จะมีใครช่วยเหลือทำบุญ อุทิศให้หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ 

   นี่แหละคือ โทษของการด่าว่าเสียดสีผู้อื่นด้วยคำไม่จริง


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


จิตเดิมบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

   ถาม ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อธิบายถึงเรื่องจิตว่า จิตเดิมนั้นไม่ได้อยู่ใน สภาวะบริสุทธิ์ เกิดขึ้นต้องอาศัยอารมณ์เป็นปัจจัย ทำให้เกิดสงสัย เพราะเคยได้ยิน แต่จิตเดิมบริสุทธิ์ ช่วยอธิบายให้ละเอียดด้วยครับ

   ตอบ ก่อนอื่นขออธิบายคำว่าจิตเสียก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าจิตเดิมมีหรือไม่มี จิตนั้นเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ ถ้าปราศจากอารมณ์แล้ว จิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น อารมณ์จึงเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อจิตจะเกิดขึ้นนั้น จิตก็ต้องอาศัยทวาร คือประตูทั้ง ๖ 

    ที่เรียกว่า ทวารตา ทวารหู ทวารจมูก ทวารลิ้น ทวารกาย และทวารใจ ภาษาธรรม เรียกว่า จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร ทวาร ๕ อย่างแรกเป็นรูปธรรม ทวารสุดท้ายเป็นนามธรรม การที่เราเห็นรูปทางตาอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรับรูปที่ผ่านทางทวารตา จิตที่รับรูป คือเห็นรูปที่ผ่านมาทางทวารตาหรือจักขุทวารนี้ เรียกตามภาษาธรรมว่า จักขุวิญญาณจิต เรียกกันตามธรรมดา ว่าจิตเห็น เพราะฉะนั้นจิตจะเห็นรูปได้ ก็เพราะมีรูปเป็นอารมณ์ให้จิต 

   แม้ทางโสตทวาร คือทวารหู โสตวิญญาณจิต จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีเสียงมาปรากฏทางหู ถ้าไม่มีเสียง จิตทางหูก็ไม่เกิด

   แม้ทางฆานทวาร กลิ่นก็เป็นอารมณ์ให้ ฆานวิญญาณจิต เกิดขึ้นรู้กลิ่น    

   แม้ทางชิวหาทวาร รสก็เป็นอารมณ์ให้จิตทางลิ้น คือ ชิวหาวิญญาณจิต เกิดขึ้นรู้รส

    แม้ทางกายทวาร โผฏฐัพพะ คือสภาพที่เป็น ที่ร้อน ที่อ่อน ที่แข็ง ที่เคร่งตึง ที่ไหว ก็เป็นอารมณ์ให้จิตทางกาย คือ กายวิญญาณจิต เกิดขึ้นรับรู้สภาพที่เย็น ที่ร้อน ที่อ่อน ที่แข็ง ที่เคร่งตึง ที่ไหวนั้น

   ส่วนทางใจ คือมโนทวารนั้น จิตทางใจ คือ มโนวิญญาณ จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะอาศัยความคิดนึก ความรัก ความชัง ความริษยา เป็นต้น

   รวมความว่าจิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นชื่อว่า อารมณ์ ปราศจากอารมณ์ จิตจะเกิดขึ้น ไม่ได้เลย และจิตนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ชั่วขณะนิดเดียวแล้วก็ดับไป เมื่อดับไปแล้ว ก็มิได้กลับมาเกิดใหม่อีก จิตที่เกิดขึ้นใหม่ก็มิใช่จิตเก่าที่ดับไปแล้ว แต่อาศัยจิตที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้ ทั้งนี้เพราะถ้าจิตเกิดขึ้นแล้วไม่ดับไป จิตที่จะเกิดต่อก็เกิดไม่ได้ เพราะจิตไม่เกิดขึ้นทีละ ๒ เกิดขึ้นทีละ ๑ เท่านั้น จิตใดเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป เมื่อดับ ย่อมเป็นปัจจัยให้จิตอื่นเกิดขึ้นต่อจากตนทันที และจะเกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่อกันอย่างนี้ โดยไม่ขาดสายตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย สืบต่อภพชาติกัน โดยไม่มี ที่สิ้นสุดด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ตราบเท่าที่ยังดับกิเลสทั้งปวงให้เป็นสมุจเฉทไม่ได้

   เพราะเหตุที่จิตที่เกิดใหม่มิใช่จิตเก่าที่ดับไปแล้วนี่แหละ จิตเดิมจึงไม่มี เพราะ ถ้ามีจิตเดิม ก็กลายเป็นว่าจิตใดเกิดขึ้นแล้วไม่ดับ หรือคับแล้วก็เกิดใหม่ได้อีก แม้จิตโกรธที่เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นต้น ก็มิได้หมายความว่าจิตโกรธนั้น ตั้งอยู่ได้นาน แท้ที่จริงจิตโกรธเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วจิตโกรธใหม่ก็เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วจิตโกรธใหม่ก็เกิดขึ้นแล้วดับไปอีก สืบต่อกันเป็นเวลานานจนเราเข้าใจผิดคิดว่า จิตโกรธเกิดแล้วไม่ดับ

   อีกประการหนึ่ง จิตเป็นสังขารธรรม คือธรรมที่มีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ก็ สังขารธรรมนั้นล้วนมีลักษณะที่เสมอกันอยู่ ๓ ลักษณะ คือทุกขลักษณะ ลักษณะที่อยู่ไม่ได้ อนิจจลักษณะ ลักษณะที่มีแล้วกลับไม่มี และอนัตตลักษณะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน และไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด ลักษณะทั้งสามนี้รวมเรียกว่า ไตรลักษณ์ นั่นเอง หากจิตเดิมมีอยู่จริง จิตก็เป็นสภาพเที่ยง คือเป็นนิจจัง ไม่ใช่อนิจจังอย่างที่พระพุทธเจ้า ไว้ เพราะฉะนั้นจิตเดิมจึงไม่มี ที่พูดๆ กันว่ามีจิตเดิมนั้น เข้าใจว่าพูดตามความเห็นของนิกายอื่น มิใช่ความเห็นของนิกายเถรวาท ที่เรานับถืออยู่

   คราวนี้มาพูดกันถึงจิตที่มีสภาวบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ บ้าง คำว่า "จิตเดิมบริสุทธิ์นั้น" ที่ถูกไม่มีคำว่าเดิม มีแต่จิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์นั้นที่จริงเป็นจิตของพระอรหันต์นั่นเอง เพราะพระอรหันต์ท่านไม่มีกิเลสแล้ว ที่พูดกันว่าจิตบริสุทธิ์นั้น เอามาจากคำว่า จิตปภัสสร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ซึ่ง คำว่าจิตปภัสสรนี้ ท่านหมายเอาภวังคจิต คือจิตที่เป็นองค์แห่งภพ คือทำหน้าที่รักษาภพ เช่น เกิดเป็น นาย ก. ก็รักษาความเป็น นาย ก. ไว้ จนกว่าจะสิ้นชีวิต ดังนี้เป็นต้น ก็สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกิเลสเป็นเหตุให้เกิด ทำลายกิเลสให้หมดสิ้นโดยเด็ดขาดได้เมื่อใด เมื่อนั้นตายแล้วก็ไม่เกิดอีก แต่ถ้าทำลายกิเลสยังไม่หมดสิ้น ตายแล้วก็ยังต้องเกิดอีก สรุปว่าสัตว์ทั้งหลายที่ยังต้องเกิดอยู่นั้นล้วนเป็นสัตว์ที่ยังมีกิเลสทั้งสิ้น

   กิเลสในที่นี้หมายถึงอนุสัยกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งขันธ์ เมื่อใด บรรลุเป็นพระอรหันต์ อนุสัยกิเลสนั้นก็หยุดสืบต่อ ด้วยเหตุนี้ภวังคจิตของผู้ที่ยังมิใช่พระอรหันต์จึงมีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ ภวังคจิตของเขาจึงไม่บริสุทธิ์ แต่มองดูเหมือนบริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส คือกิเลสอย่างกลางและกิเลสอย่างหยาบ ที่แสดงออก กาย ทางวาจา และทางใจ ให้ตนและผู้อื่นรู้ได้ ภวังคจิตในขณะที่ยังไม่มีอุปกิเลสจรมา เป็นจิตปภัสสร หรือที่เรียกกันว่า จิตบริสุทธิ์ ก็ภวังคจิตนั้นเป็นวิบากจิต คือจิตที่เป็น ผลของกรรม และมีอารมณ์ที่เป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งที่รับช่วงมาจากอารมณ์ของจิตที่ใกล้จะตายในภพก่อน หมายความว่าเมื่อใกล้จะตายนั้น จิตจะ หน่วงเอากรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งอันสมควรแก่กรรมที่นำเกิดมา อารมณ์ แล้วจึงจุติ คือตาย เมื่อจุติแล้ว ปฏิสนธิวิญญาณที่เกิดขึ้นในภพใหม่สืบต่อจากจุติจิตทันที โดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่างนั้น

    ปฏิสนธิวิญญาณนี้ก็เป็นวิบากจิต คือเป็นผลของชนกกรรมที่นำเกิดนั้นเอง จึงมีอารมณ์อย่างเดียวกับอารมณ์ของจิตที่ใกล้จะตาย คือมีอารมณ์เป็นกรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับจิตที่ใกล้จะตายนั้นแหละ และเมื่อปฏิสนธิวิญญาณดับลง ภวังคจิตก็เกิดขึ้นสืบต่อทันที เพื่อรักษาความเป็นบุคคลนั้นไว้ ด้วยเหตุนี้ภวังคจิต จึงมีอารมณ์อย่างเดียวกับปฏิสนธิจิต หรือที่เรียกว่า ปฏิสนธิวิญญาณนั่นเอง และ เพราะเหตุที่ภวังคจิตมีอารมณ์ที่ได้มาจากภพก่อน ดังกล่าวนี้ ภวังคจิตจึงเป็นจิตปภัสสร แต่เมื่อใดที่มีอารมณ์ใหม่จรมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจแล้ว ขาดโยนิโสมนสิการ อกุศลจิตก็เกิด ถ้ามีโยนิโสมนสิการ กุศลจิตก็เกิด ก็อุปกิเลส ที่ทำให้จิตเศร้าหมองนั้น ย่อมเกิดกับ กุศลจิตเท่านั้น ไม่เกิดกับกุศลจิตเป็นอันขาด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ภวังคจิตนี้เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา

   ขอสรุปว่า ภวังคจิต (ที่ผู้ถามเรียกว่าจิตเดิม) นั้น แม้จะบริสุทธิ์ตามปกติ ก็ เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ ในขณะแห่งชวนะจิต และหลุดพ้นจากอุปกิเลสที่จรมา ด้วยอำนาจของกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนะจิต และคำว่าบริสุทธิ์นั้นก็มิใช่บริสุทธิ์แบบไม่มีกิเลสเลยเหมือนจิตของพระอรหันต์ แต่บริสุทธิ์ในฐานะที่เป็นวิบากจิต และยังไม่มีอุปกิเลสจรมาเท่านั้น

 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ให้อะไรชื่อว่าให้ทุกอย่าง   

   ถาม การทำบุญอะไรชื่อว่าให้ทุกอย่าง เช่น ถ้าให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง เป็นต้น จึงอยากจะเรียนถามว่า ให้ทานอะไรชื่อว่าให้ทุกอย่าง

   ตอบ ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน กินททสูตร สัง. สคาถวรรค ข้อ ๑๓๗ ว่า บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้ดวงตา และผู้ที่ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกอย่าง คือ ให้ทั้งกำลัง ให้ทั้งผิวพรรณ ให้ทั้งความสุข และให้ทั้งดวงตา ถึงแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัสไว้อย่างนี้ก็ตาม แต่ก็ยังตรัสถึงการให้ธรรม คือการพร่ำสอนธรรมว่าเป็นการให้สิ่งไม่ตาย เป็นการให้อมฤตธรรม เพราะผู้ที่ฟังธรรมที่ท่านพร่ำสอนแล้วปฏิบัติตาม ย่อมเข้าถึงนิพพาน อันไม่แก่ไม่ตายเป็นอมตะได้ ส่วนการให้วัตถุทานมีข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดวงไฟ และที่อยู่อาศัยเป็นต้นนั้น อย่างดีก็เพียงให้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ อันพรั่งพร้อมด้วยกามคุณห้าอันเลอเลิศเท่านั้น ไม่อาจให้ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อันเป็นอมตะได้

   คราวนี้ขอกลับมาพูดถึงเรื่องที่เป็นประเด็นคำถามอีกสักเล็กน้อย คือที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า การให้ที่อยู่อาศัยชื่อว่าให้ทุกอย่าง คือให้ทั้งกำลังวังชา ผิวพรรณ ความสุข และดวงตานั้น ก็เพราะบุคคลที่ออกไปนอกบ้านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าถ้าได้ที่พักพิง เช่น ศาลาที่มีผู้สร้างไว้สำหรับคนเดินทาง เป็นต้น อันชื่อว่าที่พักอาศัยเหมือนกัน เมื่อเข้ามาในศาลา นั่ง หรือนอนพักพอหายเหนื่อย ได้ลมเย็นๆ พัดโชยมาก็ย่อมจะหายเหนื่อย เป็นสุขเกิดกำลัง ยิ่งในหน้าร้อนๆ ที่พักอาศัยแม้เพียงร่มไม้ใบบังก็ยังความชุ่มชื่นใจแก่ผู้เข้าไปอาศัยร่มเงาของมัน ไม่ต้องกล่าวถึงที่พักอาศัยที่มีหลังคากันแดดกันฝนอย่างดีว่าจะไม่ให้ความสุขสดชื่นแก่ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากลับมา เมื่อหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ผิวพรรณที่ถูกแดดถูกลมมานานก็กลับสดใส ให้ที่พักอาศัยจึงชื่อว่าให้ผิวพรรณ ถ้าที่พักนั้นอยู่ชายน้ำ หรือมีน้ำให้ชำระล้างร่างกายหรือเพียงล้างหน้าลูบตัวก็ยิ่งเป็นสุข มีพละ กำลังและผิวพรรณสะอาดสดใสยิ่งขึ้น แม้ดวงตาที่พร่ามัวเพราะกระทบกับแสงแดดภายนอกก็กลับเป็นปกติ เห็นทุกสิ่งชัดเจนเมื่อเข้ามาพักในที่พักเป็นเวลาพอสมควรแล้ว และถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้เจริญกรรมฐานเป็นปกติ ก็อาจจะเจริญกรรมฐานในขณะที่พักอยู่ในที่นั้น ได้รับความสุขสงบในธรรมก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นการให้ที่พักอาศัยจึงชื่อว่าให้ทุกสิ่ง คือให้ทั้งกำลัง ผิวพรรณ ความสุข และดวงตาอย่างนี้แล


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระพุทธเจ้าตรัสตอบรับที่จะแสดงข้อปฏิบัติของมุนีว่า " เราจะบัญญัติปฏิปทาของมุนีที่ทำได้ยาก ซึ่งคนทั่วไปไม่ยินดี เพราะปฏิบัติได้ยาก เราจะบอกปฏิปทาของมุนีนั้นแก่ท่าน "  

   ข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ในบ้าน   

   จากนั้นตรัสแสดงเป็น  

   ลำดับดังนี้ 

   “ท่านจงดูแลตน จงเป็นผู้มั่นคง พึงกระทำการด่าและการกราบไหว้ในบ้านให้ เสมอกัน คือพึงรักษาจิตไม่ให้คิดร้าย พึงเป็นผู้สงบ ไม่มีความเย่อหยิ่งเที่ยวไป" คือ จงเพียรพยายามด้วยตนอย่าย่อท้อ มีความอดกลั้นต่อความไม่น่ายินดี เมื่อเข้าไปผูกพันกับ ญาติโยมก็อย่าปล่อยให้กิเลสเกิดขึ้น, ทำจิตอย่าให้ยินดีเมื่อมีคนไหว้ และอย่ายินร้ายหากมีผู้ด่า พึงยังจิตให้สงบ ไม่ลำพอง แม้จะมีพระราชากราบไหว้ก็ตาม 

   ข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ในป่า ให้สำรวมอินทรีย์ 

   “อารมณ์ที่สูงต่ำเปรียบเหมือนเปลวไฟในป่า ย่อมมาสู่จักษุทวาร เป็นต้น เหล่านารีอาจประเล้าประโลมมุนี นารีเหล่านั้นอย่าพึงประเล้าประโลมท่าน คือ แม้จะอยู่ในป่าหรือในสวนก็ยังอาจพบกับอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ (อารมณ์ต่ำ) เช่น เสือโคร่ง เป็นต้น และอารมณ์ที่น่าชอบใจ (อารมณ์สูง) เช่น เห็นหญิงเก็บฟืน เป็นต้น อารมณ์สูงๆ ต่ำๆ เหล่านั้น เป็นเหมือนเปลวไฟ, จงระมัดระวังอาการต่างๆของสตรี เช่น หัวเราะร้องไห้ และแก้ผ้า เป็นต้น อย่าให้นางเข้าใกล้

   ตรัสให้สํารวมในปาติโมกข์

   "มุนีละกามทั้งหลายทั้งที่ดี แล้วงดเว้นเมถุนธรรม, ไม่ยินดียินร้ายในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้งและมั่นคง พึงกระทำตนให้เป็นอุปมาว่า ตัวเราฉันใด สัตว์เหล่านั้นก็ฉันนั้น สัตว์เหล่านี้ ฉันใด ตัวเราก็ฉันนั้น ดังนี้แล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า" คือ มุนีนั้นนอกจากจะงดเว้นเมถุนแล้ว ยังต้องละกามคุณอื่นๆ ด้วย เช่น การดู การฟัง สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศล รวมความว่าพึงเว้นจากกามคุณทั้งที่ดีและไม่ดี ไม่ควรให้เกิดความ ดำริในการฆ่าสัตว์ ทั้งสัตว์ที่แข็งแรงและอ่อนแอ พึงพิจารณาให้เห็นจริงว่าสัตว์ทั้งหลายต่างก็รักชีวิต ต้องการความมั่นคงในชีวิต ไม่อยากตายเฉกเช่นเดียวกับตัวเราที่เกลียดความตาย เกลียดความเบียดเบียน 

      ตรัสอาชีวปาริสุทธิ์ (ความบริสุทธิ์ของการเลี้ยงชีพ)

   "มุนีละความปรารถนาและความโลภในปัจจัย (๔) อย่างที่พวกปุถุชนติดอยู่ เป็นผู้มีจักษุ พึงปฏิบัติปฏิปทาของมุนีนี้ พึงข้ามความทะเยอทะยานในปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุแห่งมิจฉาชีพที่หมายรู้กันว่านรกนี้เสีย"

คือ มุนี้ต้องพยายามละตัณหาต้นเหตุของมิจฉาชีพ เพราะเป็นความปรารถนาเกินวิสัยอย่างที่ปุถุชนปรารถนาหนึ่งอย่าง แล้วก็ปรารถนาเรื่อยไปไม่สิ้นสุด มุนี้ต้องมีจักษุ คือ ปัญญากำจัดตัณหานั้น จึงจะข้ามนรกอันเนื่องมาจากมิจฉาชีพ

   ตรัสโภชเนมัตตัญญุตา

   "พึงเป็นผู้มีท้องพร่องบริโภคพอประมาณ มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความโลภ เป็นผู้หายหิว ไม่มีความปรารถนาด้วยความอยาก ดับความเร่าร้อนได้แล้วทุกเมื่อ" 

คือ ให้มุนีมีความสันโดษในปัจจัย ๔ อย่าง ฉันอาหารแต่พอประมาณ ไม่ฉันน้อยไปหรือมากไป มีความปรารถนาน้อย ๔ อย่าง คือ ปรารถนาน้อยในปัจจัย ๔. ปรารถนาน้อยในธุดงค์ ได้แก่ การ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าเรารักษาธุดงค์, ปรารถนาน้อยในปริยัติ ได้แก่ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้จักว่าเรา เป็นพหูสูต และปรารถนาน้อยในอธิคม ได้แก่ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้ว่าเราบรรลุฌานหรือโสดาปัตติมรรค เป็นต้น

   จงพยายามละความโลภซึ่งทำให้หิวด้วยอรหัตตมรรค

   ตรัสธุดงค์ การขวนขวายในฌานและการเข้าสู่บ้าน

   "มุนีนั้นได้บัณฑบาตแล้ว (บิณฑบาตเป็นวัตร) พึงเข้าไปยังชายป่า (อยู่ป่าเป็นวัตร) นั่งที่โคนต้นไม้ (อยู่โคนไม้เป็นวัตร) พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน (ทั้งโลกียฌาน และโลกุตตรฌาน) เป็นนักปราชญ์ ยินดีแล้วในป่า พึงทำจิตให้ยินดียิ่ง เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

   ครั้นลวงราตรีไปแล้ว พึงเข้าไปสู่บ้าน ไม่ยินดีโภชนะที่ยังไม่ได้ (ไม่ยินดีการนิมนต์ ให้เข้าไปฉัน) และโภชนะที่เขานำไปจากบ้าน (ไม่เข้าไปรับอาหารภายในบ้านที่เขานิมนต์ พึงบิณฑบาตไปตามลำดับเรือนโดยไม่เข้าไปภายในบ้าน )

   เข้าไปสู่เขตบ้านแล้ว

ไม่ฟังเที่ยวไปในสกุลโดยรีบร้อน (ไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับพวกเขา) ตัดถ้อยคำเสียแล้ว (ไม่กล่าววาจาอันเป็นเหตุให้ได้ปัจจัย) ไม่พึงกล่าววาจาเกี่ยวกับการแสวงหาของกิน

   มนีนั้นคิดว่า เราได้สิ่งใด สิ่งนี้นยังประโยชน์ให้สำเร็จ ถ้าเราไม่ได้ก็เป็นความดี ดังนี้แล้วเป็นผู้คงที่(ไม่ผิดปกติ วางใจเป็นกลาง) เพราะการได้และไม่ได้ทั้งสองอย่างนั้นนั้นแล ย่อมก้าวล่วงทุกข์เสียได้ (ไม่เกิดโสมนัสและโทมนัส)

   เปรียบเหมือนคนแสวงหาผลไม้ เข้าไปยังต้นไม้แล้ว แม้จะได้หรือแม้จะไม่ได้ ก็ไม่ยินดี ไม่เสียใจ วางจิตเป็นกลางกลับไป ฉะนั้น

   มุนีมีบาตรในมือเที่ยวไปอยู่ไม่เป็นใบ้ ก็สมมติว่าเป็นใบ้ ไม่พึงหมิ่นทานว่าน้อย ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้

   ก็ปฏิปทาสูงต่ำ (หมายถึงมรรคปฏิปทา, หากปฏิบัติง่ายและรู้เร็ว ก็เรียกว่า ปฏิปทาสูง หากปฏิบัติยากและรู้ช้าก็เรียกว่าปฏิปทาต่ำ) พระพุทธสมณะทรงประกาศแล้ว, มุนีทั้งหลายย่อมไม่ไปสู่นิพพานถึง ๒ ครั้ง นิพพานนี้ควรถูกต้องครั้งเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ (คือ ย่อมไม่ไปสู่นิพพานถึง ๒ ครั้งด้วยมรรคเดียว เช่น โสดาปัตติมรรค เกิดขึ้นละกิเลสเพียงครั้งเดียว โสดาปัตติมรรคจะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองอีก)

   ก็ภิกษุผู้ไม่มีตัณหา ตัดกระแสกิเลสได้แล้ว ละกิจน้อยใหญ่ (กิจที่เกิดจากกิเลส) ได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน"

   ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น

   “เราจักบอกข้อปฏิบัติของมุนีแก่ท่าน ภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิปทาของมุนี พึงเป็นผู้มี

คมมีดโกนเป็นเครื่องเปรียบ กดเพดานไว้ด้วยลิ้นแล้ว พึงเป็นผู้สำรวมท้อง" 

คือ ไม่พึงฉันอาหารที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม พึงข่มความอยากในรสด้วยการกดเพดานด้วยลิ้น แม้ได้อาหารมาอย่างชอบธรรมก็พึงบริโภคอย่างระมัดระวังอย่าให้กิเลสเกิดขึ้น เหมือนคนเลียน้ำผึ้งที่คมมีดโกน เขาต้องเลียอย่างระมัดระวังเพราะเกรงว่าลิ้นจะขาด

   มีจิตไม่ย่อหย่อน และไม่พึงคิดมาก (เช่น วิตกถึงญาติและสภาพอากาศเป็นต้น) เป็นผู้ไม่มีกลิ่นดิบ (กิเลส) อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว (คือประพฤติพรหมจรรย์ โดยปราศจากตัณหาและทิฏฐิ) มีพรหมจรรย์ (สิกขา ๓, มรรค) เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

   พึงศึกษาเพื่อการนั่งผู้เดียว และเพื่อประกอบภาวนาที่สมณะพึงอบรม (เจริญ กรรมฐานทั้งหลาย) ท่านเป็นผู้เดียวแลที่จะได้รับความอภิรมย์จากความเป็นมุนีตามที่เราบอก ที่นั้นจงประกาศไปทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ (คือหากเจริญปฏิปทาเหล่านี้ก็จะมีเกียรติ ฟุ้งไป ๑๐ ทิศ)

   เมื่อท่านได้ฟังเสียงสรรเสริญของนักปราชญ์ทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ผู้สละกามแล้ว แต่นั้น พึงกระทำหิริและศรัทธาให้ยิ่งขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็เป็นสาวกของเราได้ 

    เป็นสมณะก็ต้องมีคุณของบัณฑิตด้วย 

   “ท่านจะรู้แจ่มแจ้งซึ่งคำที่กล่าวนั้นได้ด้วยการแสดงแม่น้ำทั้งหลาย (คือยก ตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เรื่องคนกับน้ำ) ทั้งในเหมืองและในหนอง สายน้ำที่ตกจากห้วยย่อมไหลดังโดยรอบ ส่วนสายน้ำใหญ่ในแม่น้ำย่อมไหลนิ่ง สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นย่อมดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นย่อมเงียบ"

คือ สาย ยิ่งเป็นสายเล็กๆย่อมไหลดัง ส่วนสายน้ำใหญ่จะไหลนิ่ง ผู้ไม่นับถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นของเรา ย่อมฟุ้งซ่านว่าเราไม่ได้บำเพ็ญปฏิปทาของมุนี สำหรับผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ย่อมไม่ฟุ้งซ่าน มีหิริ ศรัทธา และมีจิตสงบ ดุจแม่น้ำใหญ่ไหลเงียบ

   "คนพาลเปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีนํ้าครึ่งหนึ่ง บัณฑิตเปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม สมณะ (หมายถึงตัวพระองค์) กล่าวถ้อยคำใดมาก ที่เข้าถึงประโยชน์ประกอบด้วยประโยชน์ รู้ถ้อยคำนั้นอยู่ ย่อมแสดงธรรม (ทรงต้องการให้รู้ถึงเหตุที่ทรงต้องการ แสดงธรรม)

   สมณะนั้นรู้อยู่ ย่อมกล่าวถ้อยคำมาก สมณะใดรู้อยู่ สำรวมตน สมณะนั้นรู้สิ่งที่เป็นเหตุไม่นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้สรรพสัตว์ ดังนั้นจึงไม่พูดมาก 

   สมณะผู้นั้นเป็นมุนี ย่อมควรแก่ปฏิปทาของมุนี สมณะนั้นได้ถึงธรรมเครื่อง เป็นมุนีแล้ว (คืออรหัตตมรรค)

(ขุ.สุ.ข้อ ๓๘๘-๓๘๙)

   ท่านมิได้เล่าว่า จบเทศนาแล้วนาลกดาบสทูลขอบวชหรือไม่? แต่ก็เข้าใจได้ว่านาลกดาบสจะต้องกราบทูลขอบวชให้สมกับความที่ได้รอคอยมานาน

   ถวายบังคมลา เพียรพยายามเคร่งครัด บรรลุพระอรหัต  

   อรรถกถาเล่าว่า พระนาลกเถระมีจิตเลื่อมใส มีความปรารถนาน้อยในฐานะ ๓ คือ 

   มิได้เกิดความโลเลขึ้นในใจเลยว่า “ทำอย่างไรดีหนอ เราจึงจะได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก นี้เป็นความปรารถนาน้อยในการเห็น      

   ไม่เกิดความโลเลว่า “ทำอย่างไรดีหนอ เราจึงจะได้ฟังพระธรรมเทศนาอีก นี้เป็นความปรารถนาน้อยในการฟัง 

   ไม่เกิดความโลเลว่า “ทำอย่างไรดีหนอ เราจึงจะได้ถามโมเนยยปฏิปทาอีก" เป็นความปรารถนาน้อยในการถาม ๑ 

   ท่านถวายบังคมลาพระพุทธเจ้าแล้วไปอยู่ที่เชิงเขา และอยู่ในไพรสณฑ์แต่ละแห่งไม่เกิน ๒ วัน นั่งโคนไม้ที่เดิมเกิน ๒ วัน (ไม่นั่งที่โคนต้นไม้ต้นเดียวถึง ๒ วัน) ไม่เข้าไปบิณฑบาตหมู่บ้านเดิมเกิน ๒ วัน

    พระนาลกะเที่ยวจากป่านี้สู่ป่าโน้น จากต้นไม้นี้สู่ต้นไม้โน้น ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์

   ปรินิพพาน  

   ท่านว่า หากภิกษุผู้ปฏิบัติโมเนยยปฏิปทาอย่างสูงสุด (อย่างอุกฤษฎ์) ก็จะมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือน หากปฏิบัติอย่างปานกลางจะมีชีวิตอยู่ได้ ๗ ปี หากปฏิบัติอย่างอ่อนจะมีชีวิตอยู่ได้ ๑๖ ปี ท่านพระนาลกเถระปฏิบัติอย่างสูงสุด ท่านจึงมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือน

   ในวันที่ท่านปรินิพพานนั้น ท่านสรงน้ำ นุ่งผ้า คาดผ้าพันกาย ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น หันหน้าไป ทางที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วประนมมือยืนพิงภูเขาหิงคุละ ปรินิพพานอย่างสงบด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

   พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วได้เสด็จไปยังภูเขานั้นพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ตรัสให้ทำฌาปนกิจแล้ว ให้เก็บอัฐิธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ แล้วเสด็จกลับ

(สุตฺต.อ.๑/๖/๖๓๑-๖๖๑, อุปทาน.อ.๘/๑/๑๑๖)

   ข้อปฏิบัติของมุนี (โมเนยยปฏิปทา) ที่พระเถระนี้ปฏิบัติ ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่เคร่งครัดออกไปทางทำตนเอง ให้ลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) แต่ก็ไม่ใช่เพราะท่านปฏิบัติด้วยปัญญาไม่เกี่ยข้องกับมิจฉาทิฏฐิ ทรงอนุญาตให้ ปฏิบัติได้ตามกำลังบุญญาธิการ ในสมัยของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีเพียงหนึ่งท่านเท่านั้นที่ปฏิบัติได้ถึงข้้นอุกฤษฎ์ เป็นอสีติมหาสาวก ไม่จัดเป็นเอตทัคคะทั้งที่มีองค์เดียว(ดูเหตุผลพระสาวก ๓ ประเภทประกอบด้วยครับ)


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยวาทะความเห็นต่าง " ศีลไม่เป็นเจตสิก " ระหว่างกลุ่มนิกายมหาสังฆิกะ(ปรวาที)กับกลุ่มเุถรวาท(สกวาที) มี ประเด็นที่กล่าวล้มล้างความเห็นต่างกัน ๔ ประเด็น ดังนี้

   ประเด็นที่ ๑ ศีลไม่ใช่รูป ไม่ใช่นิพพาน

   สกวาทีถือตามหลักอภิธรรมว่า ปรมัตถธรรม มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน. ตามที่ปรวาทีเห็นว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ก็แสดงว่า ศีลไม่ประกอบกับจิตนั่นเอง :

   " ศีลเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? "

   ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. "

   ประเด็นที่ ๒ ศีลเป็นเจตสิกเช่นเดียวกับเจตสิกอื่นๆ ที่ประกอบในกุศลจิต

   สกวาทีถามว่า " ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา, สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? "

   ปรวาทีเมื่อถูกถามถึงผัสสะ เป็นต้น ครั้งแรกตอบปฏิเสธเพื่อให้เข้ากับลัทธิของตน แต่เมื่อถูกถามอีกครั้งก็ยอมรับว่า ผัสสะ เป็นต้น เป็นเจตสิก, อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า " ศีล เช่น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิก เหมือนกับผัสสะเป็นต้น หรือ ? " ปรวาทีก็ยังไม่ยอมรับว่า " ศีลเป็นเจตสิก "

   ประเด็นที่ ๓ ศีลเป็นเจตสิก เพราะศีลมีวิบากผล

   สกวาทีถามว่า ศีล เช่น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มี วิบากผลไม่น่าปรารถนา หรือน่าปรารถนา ?

   เมื่อปรวาทียอมรับว่า ศีลมีวิบากผลน่าปรารถนา

   สกวาทีก็ถามเทียบว่า " สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีวิบากผลน่าปรารถนา และ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเจตสิก มิใช่หรือ ? "

" ศีลก็มีวิบากผลน่าปรารถนา ดังนั้น ศีลก็ต้องเป็นเจตสิกเหมือนกันมิใช่หรือ ? "

   ปรวาทีแม้ยอมรับว่า สัทธา เป็นต้น ซึ่งมีวิบากผลน่าปรารถนา เป็นเจตสิก แต่ยังไม่ยอมรับว่า ศีลซึ่งมีวิบากผลน่าปรารถนาเช่นกันเป็นเจตสิก.ข้อนี้แสดงจุดอ่อนของความเห็นฝ่ายปรวาที เพราะในปรมัตถธรรม ๔ รูปและนิพพานไม่มีวิบากผล ไม่ว่าน่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนา มีแต่จิตเจตสิกเท่านั้นที่มีวิบากผลน่าปรารถนาและไม่นาปรารถนา ด้วยเหตุนี้ สกวาทีจึงถามรุกว่า

   " ศีล ไม่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาทีจนแต้มจึงต้องยอมรับว่า " ศีลมีวิบากผล "

   สกวาทีจึงลงนิคคหะ(ติเตียน)ชี้ความผิดพลาดความเห็นของปรวาทีว่า

   " หากว่า ศีลมีวิบากผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก. "

   และเพื่อเป็นการยัำว่า ศีลเป็นเจตสิกเพราะมีวิบากผล สกวาทีจึงถามเทียบกับธรรมฝ่ายรูป ซึ่งไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบากผล ดังนี้

   เทียบคู่ที่ ๑

สกวาที. " จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตะ ไม่เป็นเจตสิก ไม่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ถูกแล้ว "

สกวาที " ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น "

   เทียบคู่ที่ ๒

สกวาที " ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ถูกแล้ว.

 "

สกวาที " จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบากผล หรือ ? "

ปรวาที " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. "

   คำตอบและคำตอบปฏิเสธของปรวาทีขัดแย้งกัน แสดงจุดอ่อนความเห็นของปรวาทีว่า ไม่เป็นไปตามสภาวธรรมที่เป็นจริง แต่ตอบสักแต่ว่ายืนกรานเพื่อรักษาลัทธิตนให้ได้เท่านั้น

   ประเด็นที่ ๔ ศีลเป็นเจตสิก เพราะศีลมีอยู่ในองค์มรรค

   สกวาที ถามถึงองค์มรรค เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิ ว่า ไม่เป็นเจตสิก หรือเป็นเจตสิก.

   เมื่อปรวาทียอมรับว่า องค์มรรคเหล่านั้นเป็นเจตสิก.

   สกวาทีก็ถามถึงองค์มรรคที่เป็นศีลว่า " สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นเจตสิด หรือว่าเป็นเจตสิก ? "

่่    ปรวาทีแม้ถูกถามในเชิงเทียบให้เห็นว่า ศีลเป็นเจตสิกเพียงไรก็ตาม ก็ยังยืนยันหนักแน่นว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ด้วยการยกความคิดเห็นที่กลุ่มนิกายของตน(มหาสังฆิกะ) ยึดมั่นถือมั่นว่า " บุคคลผู้มีศีล แม้ศีลเกิดขึ้นแล้ว และได้ดับไปแล้ว ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล ไม่ใช่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทุศีลอยู่นั่นแหละ

(คัมภีร์กถาวัตถุ คาถาที่ ๑๐๓ วรรคที่ ๑๐ เรื่องที่ ๗ หน้าที่ ๑๔๐๗ - ๑๔๑๗)


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกตอนไหน?

   ถาม พระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่ระลึกตอนไหน อย่างไร?   

   ตอบ ความจริงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกได้ทุกเวลาและสถานที่ คือจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ก็สามารถน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัยได้เสมอ แต่ส่วนมากเรามักจะระลึกถึงกันใน เวลาสวดมนต์เช้าเย็นเท่านั้น หรือบางคนก็อาจจะไม่ได้ระลึกถึงเลยในวันหนึ่งๆ แต่เมื่อมีภัยเกิดขึ้นเมื่อใดจึงน้อมจิตระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในขณะที่คนอื่นๆ อาจจะนึกถึง เจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือเทวดาทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในคาถาธรรมบท พุทธวรรค ข้อ ๒๔ ว่า พหุํ เว สรณํ ยนฺติ ปพฺพตานิ วนานิ จ อารามรุกฺขเจตยานิ มนุสฺสา ภยตชฺชิตา, เนตํ โข สรณํ เขมํ เนตํ สรณมุตฺตมํเนตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกขา ปมุจฺจติ ซึ่งแปลว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถือภูเขาทั้งหลายบ้าง ป่าและอารามและต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ทั้งหลายบ้างว่าเป็นสรณะ นั้นไม่ใช่ สรณะอันเกษม นั่นไม่ใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นสรณะแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงไปได้

   จากพระพุทธดำรัสนี้ ก็จะเห็นได้ว่า การยึดถือสิ่งเหล่านี้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกแล้ว ย่อมไม่อาจพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า โย จ พุทฺธญจ ธมฺมญฺจ สงฆญฺจ สรณํ คโต จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ, อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ, เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ เอตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกขา ปมุจฺจติ.แปลว่า ส่วน ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้าด้วย พระธรรม และพระสงฆ์ด้วย ว่าเป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ คือเห็นทุกข์และตัณหาอันเป็นแดนเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือสมุทัย และความก้าวล่วงทุกข์ คือนิโรธ และมรรคมีองค์ ๘ อันไปจากข้าศึก คือกิเลส ให้ถึง พระนิพพาน เป็นที่เข้าไปสงบระงับทุกข์ นี่แหละเป็นสรณะอันเกษม นี้แหละเป็นสรณะ อันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

   จากคำแปลนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ยึดเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันรวมลง เป็นพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะที่ระลึกที่พึ่งแล้วเจริญมรรคมีองค์ ๘ บรรลุโลกุตรธรรม ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เจริญมรรคมีองค์ ๘ จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง เพราะภัยอันใดที่จะใหญ่กว่าวัฏภัย ภัยคือการต้อง เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้นเป็นไม่มี เพราะเกิดครั้งใดก็เป็นทุกข์ครั้งนั้น ไม่เกิด ก็ไม่ต้องทุกข์.


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

อาชีวปาริสุทธิศีล กับสิกขาบทที่ว่าด้วยอาชีวะ

ถามว่า อาชีวปาริสุทธิศีล ในพระวินัยก็ทรงแสดงด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาชีวะเป็นเหตุ  อาชีวะการณ์ เพื่อให้ทราบระดับโทษหนักเบาแห่งอาบัติ ในพระสูตรก็ทรงแสดง จตุปาริสุทธิศีล เพื่อให้ทราบว่า การเจริญกรรมฐานต้องมีครบทั้ง ๔ อย่าง ก็แล้วทำไมเล่าถึงทรงต้องแสดงกุหนวัตถุ(เรื่องการหลอกลวงด้วยพฤติกรรมการมักมากในลาภและสักการะของพระภิกษุ) ด้วยอาการ ๓ คือ

   ๑. อาการส้องเสพปัจจัย

   ๒. อาการพูดเลียบเคียง

   ๓. อาการอากัปกิริยาท่าทางที่แสดงออก

   เพื่อให้พระภิกษุทราบระดับความวิบัติ(ความเสียหาย)ว่าเริ่มจากศีลวิบัติด้วยการเสแสร้งปฏิเสธปัจจัย เพื่อประสงค์จะลวงทายกว่าตนมักน้อย เมื่อหิริโอตตัปปะไม่มีก็ลามปามความประพฤติ(อาจารวิบัติ)กล่าวอ้างเลียบเคียงว่าการประพฤติเช่นตนเป็นความมักน้อยของพระอริยะ มีการสรรหาเศษผ้าหลายเฉทสีมาเย็บปะติดปะต่อเป็นผืนนุ่งห่ม ทั้งที่พระวินัยบัญญัติให้เย็บเป็นขันธ์คี่ มี ๕,๗,๙ขันธ์ แล้วย้อมเป็นเฉทสีเดียวกัน เมื่อผู้คนเลื่อมใสมากขึ้นด้วยเห็นว่าแปลกประหลาดจากพระภิกษุปกติทั่วไปก็สำคัญผิด(ทิฏฐิวิบัติ)ว่าพฤติกรรมตนถูกต้องตามพระวินัยแล้ว พระภิกษุนอกนี้ต่างหากเล่าที่ประพฤติไม่ได้เยื่องตน ก็เกิดตัณหา มานะ ทิฏฐิ แรงกล้า ยึดติด ว่า ชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี่แหละประเสริฐสูงสุด (อาชีววิบัติ) และเป็นการเตือนบัณฑิตผู้รู้อริยะวินัยว่า บุคคลเช่นนี้ไม่พึงคบหาด้วย แม้ฆราวาสที่เข้าใจผิด ผู้เป็นบัณฑิตก็พึงชี้แจงด้วยเหตุผลและหลักฐานให้กระจ่างชัดเถิด 

[full-post]


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เหตุที่ไม่ให้เชื่อโดยอาการ ๑๐ อย่าง

   ถาม ทุกวันนี้หลายคนชอบอ้างพระพุทธพจน์ที่ตรัสถึงการไม่ให้เชื่อ ๑๐ อย่าง มีอย่าได้เชื่อโดยฟังตามกันมา เป็นต้น และข้อสุดท้ายคือ อย่าได้เชื่อเพราะผู้นี้เป็นครู ของเรา แล้วก็พากันไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ไม่ตรงกับความเชื่อของตน โดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เชื่อ เราจะทำอย่างไรกับคนเหล่านี้ดี คือทำอย่างไร จะช่วยเขาให้เข้าใจถูกได้

   ตอบ ในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ถ้าขาด ศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของธรรมะแล้ว ก็ยากที่ จะทำความเข้าใจได้ ทุกท่านโดยเฉพาะท่านที่ไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่นับถือพระองค์เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก เบื้องต้นควรจะมีศรัทธาเชื่อในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่าพระองค์ทรงตรัสรู้จริง พระธรรมที่ทรงนำมาบอกสอนนั้น ทรงได้มาจาก การตรัสรู้ มิใช่ด้นเดาเอาตามใจชอบ และเมื่อมีศรัทธาในพระองค์ท่านและพระธรรมคนที่พระองค์ท่านทรงแสดงแล้ว ก็ต้องศึกษาที่มาของคำกล่าวอ้าง ที่หลายๆ คนชอบอ้างกันนั้นให้ถ่องแท้ มิใช่พูดกันตามที่เขาพูดๆ กัน หรือเชื่อตามที่มีคนมาพูดให้ฟัง โดยที่เรามิได้สาวเข้าไปถึงเหตุ ว่าเพราะเหตุใดพระองค์จึงตรัสเช่นนั้น ธรรมทั้งหลาย มีเหตุเป็นแดนเกิด แม้การแสดงการ ไม่ให้เชื่อ ๑๐ อย่างนั้นก็มีเหตุ เพื่อให้ท่านที่ยังไม่เคยได้ฟังถึงเหตุเป็นที่มาให้ตรัสการ ไม่ให้เชื่อ ๑๐ อย่างนี้ ได้ทราบความจริงตามที่ พระองค์ตรัสไว้ ใน อัง, ติก, เกสปุตตสูตร ข้อ ๕๐๕ ซึ่งมักจะเรียกกันตามอรรถกถาว่า กาลามสูตร เพราะเป็นเรื่องของชนชาวกาลามะ เห็นไหมว่าเพียงแต่ชื่อพระสูตร เราก็ยังมิได้สอบสวน เขาเรียกกันว่ากาลามสูตร ก็เรียกตามๆ กันไป ทั้งที่จริงๆ แล้วใน พระไตรปิฎกเป็น เกสปุตตสูตร จะขอเล่าเรื่องในเกสปุตตสูตร ให้ทราบดังนี้

   ในสมัยพุทธกาล ในแคว้นโกศลมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า เกสปุตตนิคม เป็นที่อาศัยอยู่ของชนชาวกาลามะ ชาวกาลานะเหล่านี้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเกสปุตตนิคมของตน พวกเขาทราบถึงกิตติศัพท์อันงามของพระองค์ที่ขจรขจายไปว่า แม้เพราะ เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ทรงเป็นครุผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ทรงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ และเทวด และมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมไพเราะทั้งในเบื้องต้น ไพเราะทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ประกอบด้วย อรรถะและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ด้วยกิตติศัพท์อันงามที่พวกชาวกาลามะ ได้ฟังมานี้ ทำให้เขาคิดกันว่า การได้เห็นและเฝ้าท่านผู้ไกลจากกิเลสเป็นพระอรหันต์ เช่นนี้เป็นการดี ย่อมให้สำเร็จประโยชน์ได้ จึงได้พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเมื่อไปเฝ้าแล้ว บางพวกที่เลื่อมใสก็ถวายบังคม บางพวกก็เพียงกล่าววาจาปราศรัย บางพวกก็เป็นแต่ประนมอัญชลีแต่มิได้กราบไหว้ บางพวกก็ร้องประกาศชื่อแซ่ของตน แล้วพากันนั่งอยู่ในที่สมควร 

   เมื่อชาวกาลามะทั้งหลายนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีสมณพราหมณ์หลายพวกมาที่เกสปุตตนิคมนี้ แต่ละพวกก็กล่าวแต่ว่าถ้อยคำที่ตนกล่าวนั้น ดีแล้วชอบแล้ว ควรยึดถือตาม แต่คำพูดของคนอื่นไม่ถูก ไม่ควรยึดถือตาม หมายความว่า สมณพราหมณ์ที่มานั้น แต่ละพวกก็ยกย่องเชิดชูความเห็นของตนว่าถูกต้อง ดูหมิ่นความเห็นของผู้อื่นว่าผิดหมด เป็นเหตุให้พวกชาวกาลามะสงสัยว่า สมณพราหมณ์ที่มาเหล่านี้ พวกไหนพูดจริง พวกไหนพูดเท็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่า ควรแล้ว ที่ท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุที่ควรสงสัยจริง ท่านอย่าได้ถือคืออย่าได้ยึดถือโดยได้ฟังตามกันมา, อย่าได้ถือโดยลำดับสืบๆ กันมา, อย่าได้ถือว่าข้อนั้น ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้, อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา คืออย่าได้ถือว่าคำสอนนั้นตรงกับตำราของ พวกเรา, อย่าได้ถือเอาโดยนึกเดาเอาเอง, อย่าได้ถือโดยนัย คือโดยการคาดคะเน, อย่าถือเอาโดยตรึกตามอาการ, อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าคำสอนนี้ลงกันได้กับความเห็นของตน, อย่าได้ถือว่าผู้พูดสมควรเชื่อถือได้, และอย่าได้ถือโดยนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใดที่ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็น ประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้ เมื่อนั้นท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย 

   ท่านจะเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสลอยๆ ว่าชาวกาลามะไม่ควรเชื่อ ไม่ ควรยึดถือถ้อยคำที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นยกมากล่าวโดยอาการ ๑๐ อย่าง มีอย่าเชื่อโดยการฟังตามๆ กันมา เป็นต้น พระองค์มิได้ตรัสเพียงเท่านี้ แต่ยังตรัสถึงการเชื่อว่า ควรจะ เชื่ออย่างไร โดยตรัสให้พิจารณาให้รู้ด้วยตนเองว่าธรรมอะไรที่เป็นโทษ เป็นบาปอกุศล ท่านผู้รู้ติเตียน ผู้ใดประพฤติแล้วย่อมเสียประโยชน์ ทั้งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว ธรรม เหล่านั้นควรละ ไม่ควรประพฤติ เพราะฉะนั้นถ้าสมณพราหมณ์เหล่านั้นมาแสดงลัทธิของตนแก่พวกท่าน ท่านพิจารณาแล้วว่าไม่มีโทษ ไม่เป็นบาปอกุศล ท่านผู้รู้สรรเสริญ ประพฤติตามแล้วได้รับประโยชน์และความสุข คำสอนของสมณพราหมณ์นั้นควรเชื่อถือ และควรประพฤติตาม

   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไม่ให้ชาวกาลามะถือเอาคำของสมณพราหมณ์ เหล่านั้นโดยอาการ ๑๐ อย่างแล้ว เมื่อจะทรงแนะนำให้ชาวกาลามะใช้ปัญญาพิจารณา เห็นสิ่งที่ควรเว้นด้วยตนเอง จึงทรงยกโลภะ โทสะ และโมหะ ขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้ ชาวกาลามะได้ตอบตามลำดับดังนี้

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โลภะความ อยากได้ เมื่อเกิดขึ้นภายในใจของบุรุษ คือของชนย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อมิใช่ประโยชน์ ชนชาวกาลามะก็ทูลตอบว่า ความโลภย่อมเกิดขึ้นเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์พระเจ้าข้า 

   นี่ชาวกาลามะก็ตอบได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลยว่า โลภะความโลภนั้น เป็นสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามต่อไปว่า บุรุษผู้โลกแล้ว อันความโลภครอบงำแล้วมีใจอันความโลภยึดไว้โดยรอบแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้แล้วบ้าง ประพฤติผิดภรรยาผู้อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง ชักชวนให้ผู้อื่นเป็นอย่างนั้นบ้าง สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์แก่ผู้อื่นนั้นสิ้นกาลนาน ผู้โลภแล้วย่อมชักชวนผู้อื่นในสิ่งนั้น คือในการฆ่าสัตว์เป็นต้นนั้น ข้อนี้จริงหรือไม่ ชาวกาลามะกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า นี่ชาวกาลามะก็สามารถทราบได้ด้วยตนเองว่า โลภะมีโทษ เพราะแต่ละคนเห็นโทษของโลภะมาแล้ว เพราะฉะนั้นใครจะ มาพูดว่าโลภะไม่มีโทษเขาก็จะไม่เชื่อ เพราะเขาได้รู้ได้เห็นโทษของโลภะด้วยตนเองแล้ว

   ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงโทสะบ้างว่า ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โทสะความประทุษร้าย เมื่อเกิดขึ้นภายในบุรุษ เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อมิใช่ประโยชน์ ชนชาวกาลามะก็กราบทูลว่า โทสะความประทุษร้ายนั้นเกิดขึ้น เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามต่อไปว่า บุรุษอันโทสะประทุษร้ายแล้ว อันโทสะครอบงำแล้ว มีใจอันโทสะยึดไว้รอบแล้ว ย่อมฆ่สัตว์มีชีวิตบ้าง ถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้แล้วบ้าง ผิดในภรรยาผู้อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง ชักชวนให้ผู้อื่นเป็นอย่างนั้นบ้าง สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ แก่ผู้อื่นนั้นสิ้นกาลนาน ผู้ที่โทสะประทุษร้ายแล้วชักชวนผู้อื่นในสิ่งนั้น ข้อนี้จริงหรือไม่ ชาวกาลามะกราบทูลว่า ข้อนั้นจริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า

   แม้โมหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามเช่นเดียวกับโลภะและโทสะ และชาว ชนชาว กาลามะก็ได้ทราบด้วยตนเองว่าโมหะก็มีโทษ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นไปเพื่อความทุกข์ตลอดกาลนานเช่นเดียวกับโลภะและโทสะเหมือนกัน จากนั้นพระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสถามถึงโลภะ โทสะ โมหะ ว่าธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรืออกุศล กาลามะกราบทูลว่า เป็นอกุศลพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามต่อไปว่า ก็อกุศล เหล่านั้นมีโทษหรือไม่มีโทษ ได้รับคำตอบว่า มีโทษพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามต่อไปอีกว่า ท่านผู้รู้ติเตียนหรือสรรเสริญอกุศลเล่า ได้รับคำตอบว่า ท่านผู้รู้ติเตียน พระเจ้าข้า

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอีกว่า อกุศลเหล่านี้ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็น ไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์หรือไม่ ความเห็นของท่านในข้อนี้เป็นอย่างไร ชาวกาลามะทูลตอบว่า ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ความเห็นของข้าพระองค์ในข้อนี้เป็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า

   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เราได้กล่าวคำใดว่า ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามๆ กันมา อย่าได้ถือโดยลำดับสืบๆ กันมา อย่าได้ถือโดยได้ยินว่าอย่างนี้ๆ อย่าได้ถือโดยอ้าง ตำรา อย่าได้ถือโดยนึกเดาเอา อย่าได้ถือโดยคาดคะเน อย่าได้ถือโดยตรึกตามอาการ อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าต้องกับความเห็นของตน อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ถือโดยนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นอกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้ ท่านควรละ ธรรมเหล่านั้นเสียเมื่อนั้น ดังนี้ คำนั้นเราได้อาศัยความข้อนี้แล กล่าวแล้ว

   พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสสอนอย่างนี้แล้ว ได้ตรัสถึงธรรมที่ตรงข้ามกับโลภะ โทสะ โมหะ โดยยกเอา อโลภะความไม่โลภ อโทสะความไม่โกรธ อโมหะความไม่หลง ตามลำดับว่า ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อโลภะความไม่โลภ เมื่อเกิดขึ้นภายในแห่งบุรุษ เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ หรือเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ชาวกาลามะ กราบทูลว่า อโลภะเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ พระเจ้าข้า

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุรุษผู้ไม่โลภแล้ว อันโลภไม่ครอบงำแล้ว มีใจ อันโลกไม่ยึดไว้รอบแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์มีชีวิต ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้แล้ว ไม่ผิดในภรรยาผู้อื่น ไม่พูดเท็จ ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้น สิ่งใดเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อ สุขแก่ผู้อื่นสิ้นกาลนาน ผู้ไม่โลภแล้ว ชักชวนผู้อื่นในสิ่งนั้น ข้อนี้จริงหรือไม่ ชาว กาลามะกราบทูลว่า ข้อนี้จริงอย่างนั้นพระเจ้าข้า จากนั้นก็ตรัสถามถึงอโทสะและ อโมหะ เช่นเดียวกับอโลภะแล้วตรัสถามว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรืออกุศล คำตอบคือ เป็นกุศล พระเจ้าข้า

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า มีโทษหรือไม่มีโทษ ได้รับคำตอบว่า ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามต่อไปว่า ท่านผู้รู้ติเตียนหรือสรรเสริญเล่า คำตอบ คือ ท่านผู้รู้สรรเสริญ พระเจ้าข้า

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า ใครประพฤติให้เต็มที่แล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขหรือไม่ ความเห็นของท่านในข้อนี้เป็นอย่างไร ชาวกาลามะกราบทูลว่า ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ความเห็นของข้าพระองค์เป็น อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ที่เรากล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ถือโดยได้ฟัง ตามๆ กันมาเป็นต้นนั้น เราอาศัยความข้อนี้แลกล่าวแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำให้ชนชาวกาลามะได้ปัญญา พิจารณาเห็นด้วยตนเองแล้ว ทำสิ่งที่ควร ทำอย่างนี้แล้ว ทรงแสดงอานิสงส์ของผู้ปฏิบัติอย่างนั้นจะพึงได้พึงถึงดังนี้ว่า อริยสาวก นั้นปราศจากความโลภ ปราศจากพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสติรู้รอบคอบ มีใจ ประกอบด้วยเมตตา มีใจประกอบด้วยกรุณา มีใจประกอบด้วยมุทิตา มีใจประกอบด้วย อุเบกขา แผ่อัปปมัญญาพรหมวิหารนี้ไปตลอดทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ มีใจประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไพบูลย์เต็มที่ เป็นมหัคตจิต มีสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่อัปปมัญญาพรหมวิหารบาทตลอดโลกอันมีสัตว์ทั้งปวง ในที่ทั้งปวงด้วยความเป็นผู้มีใจในสัตว์ทั้งปวง ทั้งทิศเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ดังนี้เอยู่เสมอ สาวกผู้ประเสริฐนั้นมีจิตหาเวรมิได้อย่างนี้ 


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ ถือเอาขณะไหน

   ถาม พระพุทธพจน์ที่ว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา และ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา นั้น ท่านหมายเอาขณะที่จะตายใช่หรือไม่ว่า เมื่อ ศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ คือ หมายถึงในมรณาสันนวิถีใช่หรือไม่ ผมได้ยินบางท่านกล่าวว่า เป็นมรณาสันนวิถี บางท่านก็ว่า ไม่ใช่ เลยสงสัยว่าอย่างไหนจึงจะถูกต้อง

 . ตอบ สำหรับคำตอบเรื่องนี้ อย่างไหนจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ก็เห็นจะต้องพึ่งที่มา คือที่อรรถกถาท่านอธิบายไว้จึงจะเป็นข้อยุติได้ ก็พระพุทธพจน์นี้มีมาใน วัตถูปมสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ข้อ ๙๒ ขอยกข้อความในพระสูตรมา สาวก่อน แล้วจึงจะขยายความไปตามอรรถกถา ข้อความในพระสูตรมีว่า

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่เศร้าหมอง มลทินจับ ช่างย้อมพึงนำผ้านั้นหย่อนลงในน้ำย้อมใดๆ คือสีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้านั้นพึงเป็นผ้ามีสีที่เขาย้อมไม่ดี สีมัวหมอง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ์ฉันใด เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้

   ส่วนผ้าที่บริสุทธิ์หมดจด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นหย่อนลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้านั้นพึงเป็นผ้ามีสีที่เขาย้อมดี มีสีสด ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร เพราะผ้านั้นเป็นของบริสุทธิ์ฉันใด เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็น อันหวังได้ ฉันนั้น

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่าไหนเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต คืออภิชฌาวิสมโลภะ ๑ พยาบาท ๑ โกธะ ๑ อุปนาหะ 9 มักขะ ๑ ปลาสะ ๑ อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ มายา ๑ สาเถยยะ ๑ ถัมภะ ๑ สารัมภะ ๑  มานะ ๑ อติมานะ ๑ มทะ ๑ ปมาทะ รวมเป็นอุปกิเลส ๑๖ ประการที่ทำให้จิตเศร้าหมอง แต่เมื่อภิกษุรู้ชัดธรรม ๑๖ ประการนี้ ว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ย่อมละธรรมอันเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตเหล่านี้เสีย 

   นี่เป็นข้อความที่ควรนำมากล่าวในเรื่องนี้ แม้ว่าจะยังมีข้อความอื่นในพระสูตรนี้ แต่เพียงเท่าที่ยกมานี้ก็ตรงกับเรื่องที่ถามแล้ว จึงขอตัดตอนไว้เพียงนี้

   ในพระพุทธพจน์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบจิตที่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสว่า เป็นเช่นเดียวกับผ้าที่ไม่สะอาด เปื้อนฝุ่น เป็นต้น เมื่อเอาผ้านั้นไปย้อมสีแดง เป็นต้น ผ้าที่ย้อมนั้นก็พลอยมีสีไม่สดใสไปด้วย เพราะผ้านั้น ไม่สะอาด ส่วนจิตที่ไม่เศร้าหมองด้วย อุปกิเลส เหมือนผ้าที่สะอาด เมื่อเอาไปย้อมสี มีสีแดง เป็นต้น สีนั้นก็ติดผ้าเป็นสีสดใส แล้วตรัสว่า บุคคลที่มีจิตเศร้าหมองทุคติเป็นอันหวังได้ เป็นต้น คือทุคติเป็นคติที่เขา พึงหวังได้แน่นอนว่า ผู้นี้จักถึงทุคติแน่นอน ไม่ถึงคติอื่น

   คำว่าทุคตินั้นมี ๒ อย่างคือ ปฏิบัตติทุคติ และคติทุคติ ปฏิปัตติทุคตินั้น มีทั้งที่เป็นของคฤหัสถ์และบรรพชิต ท่านอธิบายว่า คฤหัสถ์ที่มีจิตเศร้าหมอง ย่อม ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ บ้าง คฤหัสถ์นั้นดำรงชีวิต อยู่ด้วยธรรมอันเป็นบาปอกุศลเช่นนี้แล้ว เมื่อตายไป ย่อมไปสู่นรกบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง การปฏิบัติที่เป็นบาปเป็นอกุศลของเขานั้น เป็น ปฏิปัตติทุคติ ส่วน การที่เขาต้องเกิดในทุคติภูมิมีนรก เป็นต้น เพราะข้อปฏิบัติอันเป็นทุคติของเขานั้น ชื่อว่า คติทุคติ นี่เป็น ทุคติของคฤหัสถ์

   สำหรับบรรพชิตนั้น การประพฤติไม่สมควร มีการเลี้ยงชีพด้วยการรับใช้คนอื่น เป็นต้น หรือบวชแล้วไม่ประพฤติตามธรรมวินัย พยายามทำลายศาสนา หรือทำลายสงฆ์ เป็นต้น นี้ชื่อว่า ปฏิปัตติทุคติของบรรพชิต ครั้นท่านประพฤติอย่างนี้แล้ว เมื่อมรณภาพลง ย่อมไปสู่นรกบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง นี้เป็นคติทุคติของบรรพชิต

   สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ถ้าประพฤติชั่วแล้ว ตายไปความชั่ว นั้นจะนำเขาไปเกิดในทุคติมีนรก เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่าจิตเศร้าหมองนั้นหมายถึงจิต ที่เศร้าหมองเพราะการทำชั่วด้วยอำนาจของกิเลส ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง เป็นปัจจัย ให้ผู้นั้นเกิดในทุคติมีอบาย เป็นต้น ในเมื่อสิ้นชีวิตลง นั่นก็คือกรรมชั่วที่เขาทำไว้เป็น ชนกกรรมนำเกิดในทุคติภูมินั่นเอง

   แม้ในธรรมที่ตรงกันข้าม คือกุศลกรรม ซึ่งท่านเรียกว่าสุคติในที่นี้ ก็มีทั้งปฏิปัตติสุคติ และคติสุคติ เช่นเดียวกับอกุศลเหมือนกัน

   สำหรับคฤหัสถ์การปฏิบัติตนที่เป็นไปในกุศลมีการไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้นชื่อว่า ปฏิปัตติสุคติ ส่วนที่เมื่อปฏิบัติตนอยู่ในกุศลกรรมแล้วตายไปได้เกิดในสุคติ เพกรรมนั้นเป็นชนกกรรมนำเกิดในสุคติภูมิ มีมนุษย์เป็นต้นนั้น สุคติภูมิชื่อว่า คติสุคติ เพราะ เป็นต้น

   ส่วนบรรพชิตนั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็รักษาปาริสุทธิศีล ๔ ให้หมดจด สมาทาน องค์ ๑๓ ข้อ เรียนกรรมฐานเจริญวิปัสสนาจนบรรลุมรรคผล นี้ชื่อว่า ปฏิปัตติสุคติ ของบรรพชิต เมื่อบรรพชิตนั้นดำรงตนอยู่ในข้อปฏิบัติที่เป็นสุคติเช่นนี้แล้ว ครั้น มรณภาพลง ก็ย่อมเกิดในสุคติภพ คือในมนุษยโลกบ้าง เทวโลก ๖ ชั้นบ้าง ในรูปภพ อรูปภพบ้าง นี่ชื่อว่า คติสุคติของบรรพชิต

   เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต (หากมีจิตไม่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสแล้ว) ประพฤติข้อปฏิบัติอันเป็นสุคติแล้ว สิ้นชีวิตลงก็ย่อมไปเกิดในคติที่เป็นสุคติ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีจิตไม่เศร้าหมอง จึงหวังได้ทั้งข้อปฏิบัติและคติอันเป็นสุคติ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่มีจิตใจเศร้าหมองเพราะอุปกิเลส จึงหวังได้ทั้งข้อปฏิบัติและคติที่เป็นทุคติ

   เพราะฉะนั้นความหมายของจิตเศร้าหมองและไม่เศร้าหมองนี้ จึงมิได้หมายเอา ในขณะใกล้ตาย แต่หมายเอาความเศร้าหมองและไม่เศร้าหมองของจิตตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ คือนับตั้งแต่เกิดมาแล้วจนกระทั่งตาย มิได้มุ่งเอาเฉพาะที่ใกล้ตาย หรือที่ทางอภิธรรม เรียกว่า มรณาสันนวิถีเท่านั้น ทั้งนี้เพราะชวนะจิต ๕ ดวงในมรณาสันนวิถีนั้นมีกำลังอ่อน เพราะใกล้ต่อความตายแล้ว จึงไม่อาจนำเกิดได้

   ในเวลาที่สัตว์ใกล้จะตายนั้น กรรมที่ทำแล้วทั้งกุศลและอกุศลมีมากมาย แต่ กรรมอย่างเดียวเท่านั้นที่จะมีกำลังเป็นชนกกรรมนำเกิดในภพใหม่ กรรมนั้นแหละจะชักนำอารมณ์ คือกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนี่งที่สมควรแก่ภพภูมิ อันเป็นสุคติหรือทุคติที่จะไปเกิดให้ปรากฏเป็นอารมณ์แก่ชวนะจิต ๕ ดวง เมื่อใกล้จะตายนั้นแหละ ย่อมเกิดต่อจากจุติจิตทันที โดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่างนั้น เรียกว่าตายแล้วเกิดทันที แต่จะเกิดในสุคติหรือทุคติ ด้วยกำเนิดใดในสี่กำเนิด ก็สุดแต่กรรมที่ชักนำปฏิสนธิมา ก็จุติจิตในภพเก่านั้นมิได้ติดตามมาเป็นปฏิสนธิจิตในภพใหม่ เพราะจุติจิตดับไปแล้วก็ไม่เกิดขึันอีก เพราะสิ้นเหตุสิ้นปัจจัยให้เกิดแล้ว ส่วนปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยใหม่โดยเฉพาะ แต่สืบต่อมาจากจุติจิต โดยมีจุติจิตเป็นอนันตรปัจจัยให้

หากจุติจิตไม่ดับไปก่อน ปฏิสนธิจิตก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า จุติจิตเป็นอนันตรปัจจัยแก่ปฏิสนธิจิต

 

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

โพสต์นี้สืบเนื่องมาจากในงานสัมมนาวิชาการการศึกษาพระปริยัติสาสน์นานาชาติ ซึ่งจัดขึ้น ณ วัดจากแดงและสถาบันโพธิยาลัย วันที่ 13-15 ตุลาคมนี้

   สุภาษิตโบราณไทยกล่าวว่า " เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง " ก็ในเมื่อภาษาพม่ามีโครงสร้าง ตรงกับภาษาบาฬี คือแบบ ภาคประธาน + ภาคกรรม + ภาคกิริยา ซึ่งมีศัพท์กับความประสงค์ อันมีหลักภาษาศาตร์ควบคุมไว้

   ส่วนภาษาไทย มีโครงสร้างแบบ ภาคประธาน + ภาคกิริยา + ภาคกรรม ซึ่งมีศัพท์กับความหมาย อันมีหลักไวยากรณ์ควบคุมไว้

   ถามว่า รูปแบบโครงสร้างภาษาทั้งสองรูปแบบนั้น มีผลต่อความทรงจำพระไตรปิฏกต่างกันอย่างไร?

   ก็เพราะโครงสร้างภาษาพม่ามุ่งความประสงส์ จึงไม่ติดขัดหลักไวยากรณ์ ซ้ำกลับมีหลักภาษาทำให้รื่นไหล สื่อสารกันได้คล่อง เหมือนการสื่อสาร ที่ลูกเป็นคนไทย พ่อและแม่เป็นคนต่างด้าว สื่อสารกันได้คล่อง โดยไม่ต้องแปล แต่ก็รู้ความประสงค์ได้ คลังศัพท์ ตระกูลภาษาโครงสร้างรูปแบบนี้ จึงนิยม อักขรานุกรมเป็นประธาน

   ส่วนตระกูลโครงสร้างรูปแบบภาษาไทย มุ่งความหมาย จึงขาดหลักไวยากรณ์ไม่ได้ เมื่อพะวงกับไวยากรณ์ ก็เป็นเหตุให้การสือสารชะงัก เมื่อกังวลกับความประสงค์ ก็เป็นเหตุให้การสือสารติดขัด เหมือนคนไทยเรียนภาษาต่างประเทศติดไวยากรณ์ ขาดทักษะการรู้ความประสงค์ คลังศัพท์ตระกูลภาษาโครงสร้างรูปแบบนี้ จึงต้องมีทั้งพจนานุกรม ทั้งอักขรานุกรม เป็นประธานร่วมกัน

   ถามว่า พจนานุกรม กับ อักขรานุกรม มีลักษณะโดดเด่นต่างกันอย่างไร

   ตอบว่า    พจนานุกรม มี ลักษณะเด่นดังนี้

   ก. ศัพท์คำนั้น ในที่นั้นๆ แปลว่าอะไร?

   ข. ศัพท์คำนั้น มีใช้ในส่วนไหนของคัมภีร์ใดบ้าง?

   อักขรานุกรม มีลักษณะเด่น ดังนี้

   ก. คำศัพท์นั้น แสดงตามลำดับที่ปรากฏในพระไตรปิฏก

   ข. คำศัพท์นั้น ในที่นั้นๆ มีคำปริบทใดประกอบ เพื่อจับเอาความประสงส์(องค์ธรรม)ได้ตรงเนื้อหา

   ดังนั้น เมื่อไทยปรับโครงสร้างภาษา ไม่เสียเปรียบพม่า ก็เป็นอันหวังผลได้ไม่แพ้พม่าแน่นอน แต่ถ้าตราบใดยังไม่ปรับ ก็อย่าหวังผลที่ตั้งไว้สูงส่งดังที่สัมมนากันเลยครับ แม้แต่การศึกษาเปรียญธรรม(ป.ธ)ประโยคต้น มีผู้ศึกษาส่วนใหญ่เป็นสามเณร

ประมาณหมื่นห้าพันรูป เข้าสอบประมาณหนึ่งหมื่นหนึ่งพันรูป สอบได้ประมาณพันกว่ารูป ยิ่งไทยเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยแล้ว ต่อไปจะมีเหตุอะไรจูงใจให้อนุชนเข้ามาศึกษาเล่าครับ


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


* ศัพท์ว่า ชาดกและบารมี มีความหมายศัพท์จากธาตุ (รากศัพท์) และปัจจัยอย่างไร?

   * เมื่อทุกส่วนสมาสเป็นศัพท์แล้ว จะมีความหมายเต็มว่าอย่างไร?

   * จากความหมายเต็มของคำศัพท์ จะเป็นข้อกำหนดให้พึงรู้อะไรในคัมภีร์ชาดกบ้าง?

   ศัพท์ว่าชาดก สำเร็จมาจาก ชนะธาตุ(เกิด) แปลงชนะธาตุเป็นชา ลง ต ปัจจัยในกิริยากิตก์(แล้ว) ลง ณฺวุ ปัจจัย(ผู้)ในนามกิตก์ แปลง ณฺวุ เป็น อกะ ได้รูปศัพท์ ว่า ชาตกะ(ชาดก) แปลว่า ผู้เกิดแล้ว

   เมื่อทุกส่วนสมาสกันเป็นคำศัพท์แล้ว(ชา+ต+อกะ) จึงมีความหมายเต็มว่า พระโพธิสัตว์ผู้เกิดมาบำเพ็ญบารมีเต็มแล้ว

   ศัพท์ว่า ปาระ สำเร็จมาจาก ปา ธาตุ ในอรรถ ปาปุณนะ(บรรลุ)+อาระปัจจัย(สามารถ) ลบสระหน้า มีรูลปวิเคราะห์(นิยาม)ว่า สํสารทุกขํ สเมตุํ ปาเรตีติ ปารํ แปลว่าฝั่งตรงข้ามวัฏฏสงสาร คือ นิพพาน สามารถทำให้บรรลุความสงบทุกข์ในสงสาร(การเวี่ยนว่ายตายเกิด)ได้

   ศัพท์ว่า บารมี สำเร็จมาจาก ปารปุพโพ(ศัพท์ปาระข้างหน้า+อิ ธาตุ ในอรรถว่า คติยํ(เป็นไป)+มฺอาคม+อีปัจจัยอิตถีลิงค์ ได้รูปศัพท์ว่า ปารมี มีรูปวิเคราะห์(นิยาม)ว่า ปรมํ ปาเปตีติ ปารมี แปลว่า ปฏิปทาที่เหตุให้ผู้ปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ นิพพาน เรียกว่าบารมี มี ทานบารมี เป็นต้น

   ในบรรดานวังคสัตถุศาสน์(คำสอนมีองค์ 9) มี สุตตะ คือคำสอนที่เป็นสูตรมีชื่อเรียก เช่น มงคลสูตร ธรรมที่นับเป็นข้อในพระวินัย มี อุภโตวิภังค์ และในนิทเทส, เคยยะ คือ คำสอนที่มีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน ได้แก่คำสอนที่มีคาถาผสมทั้งหมด, เวยยากรณะ คือ คำสอนที่ไม่มีร้อยกรอง(ไม่มีคาถา)เช่นในอภิธรรมปิฏก และพุทธพจน์ที่ไม่ได้จัดเข้าองค์ 8, คาถา คือ คำสอนที่เป็นคาถา(ร้อยกรอง)ล้วน เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา เป็นต้น, อุทาน คือ คำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงเปร่งเป็นคำพูดออกมาเป็นพระคาถาด้วยโสมนัสญาณ มี 82 สูตร, อิติวุตตกะ คือ คำสอนที่ขึ้นต้นว่า ข้อนี้สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ มี 110 สูตร, ชาตกะ.(ชาดก) คือ คำสอนที่เรื่องการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า 550 เรื่อง (นับโดยคาถาที่ซ้ำกัน 547 เรื่อง), อัพภูตธรรม คือ คำสอนที่เป็นเรื่องอัศจรรย์ทั้งหมด, เวทัลละ คือ คำสอนทีอาศัยการถามตอบแล้วทำให้เข้าใจขึ้น จึงเกิดความชื่นชอบการถามตอบนั้น(วิ. เวทํ  นิสฺสิตํ เวทลฺลํ ลปัจฺฺ นิสิตสิตตัท, แปลงเป็น ลฺล กัจฯ 358)

   คัมภีร์ที่สอนเป็นคาถา(องค์ที่ 4) ก็เพื่อความละเอียด กระชับ รัดกุม แห่งคติธรรม มีด้วยกันหลายคัมภีร์ เป็นต้นว่า คัมภีร์ธรรมบท คัมภีร์อุทาน คัมภีร์อิติวุตตกะ คัมภีร์วิมานวัตถุ คัมภีร์เปตวัตถุ คัมภีร์เถระ-เถรีคาถา คัมภีร์อปาทาน และคัมภีร์ชาดก ซึ่งเฉพาะคัมภีร์ชาดกเท่านั้นที่มีสถานะเป็นทั้งองค์คาถาเป็นทั้งองค์ชาดก เพื่อความละเอียด กระชับ รัดกุม แห่งเนื้อหาที่ครบบริบูรณ์ ดังนี้

๑. ระบุว่า เป็นการบำเพ็ญบารมีของสุเมธดาบสซึ่งเป็นนิยตโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้ต่อการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าชื่อว่าโคตมะ(โคดม) ในกาลสี่อสงไขยแสนกัป ที่ได้รับพุทธยากรณ์ตรัสรับรองจากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร เหตุเพราะสุเมธดาบสมีสโมธานธรรม 8 ประการครบ คือ

   1) มนุสฺสตฺตํ ความเป็นมนุษย์ เพราะทนต่อความยากลำบากกว่า นาค  ครุฑ เทวดา

   2) ลิงฺคสมฺปตฺติ ความสมบูรณ์ด้วยบุรุษเพศที่แข็งแรงกว่าสตรีเพศ และบัณเฑาะว์ 

   3) เหตุ เพรียบพร้อมด้วยเหตุที่สามารถสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นได้

   4) สตถุทสฺสนํ การได้พบเห็นพระศาสดา เพื่อตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนม์อยู่เท่านั้นที่มีพลานุภาพพอ ขณะปรินิพพานแล้ว หรือที่เจดีย์ ที่โคนต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้ ที่เสด็จดับขันธปรินิพพานก็ตามพลานุภาพไม่พอ

   5) ปพฺพชชา ผู้ตั้งความปรารถนาต้องเป็นนักบวชด้วย

   6) คุณสมฺปตฺติ นักบวชต้องถึงพร้อมแห่งคุณ คือ ต้องได้ สมาบัติ 8 และ อภิญญา 5

   7) อธิกาโร ผู้ได้ สมาบัติ 8 อภิญญา 5 ต้องกระทำการอันยิ่งใหญ่ได้ มีการพลีชีพถวายเป็นพุทธบูขาได้เป็นต้น

   8) ฉนฺทตา ผู้ทำอธิการได้ฉันทะในการปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าต้องหนักแน่นไม่หวั่นไหว

   การชุมนุมพร้อมเพรียงกัน แห่งธรรม 8 ประการ (สโมธานธรรม จึงต้องมีครบ ขาดข้อใดข้อหนึ่ง หรือมีเพียงข้อเดียว เช่น ลัทธิตัดศรีษะบูชาที่เป็นข่าวเกรียวกราว เมื่อไม่นาน จึงเหลวเปล่าหาสาระไม่ได้

๒. ระบุกำหนดว่า เป็นช่วงกาลได้ 3 กาล คือ

       1) ทูเรนิทาน เป็นช่วงเรื่องราวที่ยาวไกล เริ่มตั้งแต่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า แทบเบื้องพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าทีปังกร ขณะทอดกายเป็นสะพานให้พระพุทธเจ้าทีปังกรพร้อมพระสาวกข้ามคลอง แล้วเริ่มบำเพ็ญบารมีเรื่อยมา จนถึงจุติจากอัตภาพที่เป็นพระเวสสันดร แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

      2) อวิทูเรนิทาน เป็นช่วงเรื่องราวที่สั้นใกล้ เริ่มตั้งแต่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้ไพธิ์

      3) สันติเกนิทาน เป็นช่วงเวลาที่มีเรื่องราวเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว จนถึงปรินิพพาน การแสดงธรรมที่พาดพิงชาดก และการประชุมชาดกว่า ใคร คณะใดเกิดร่วมในชาดกนั้นบ้าง

๓. พระโพธิสัตว์ประมวลบารมี ดังนี้

     1. ลักษณธรรมที่เป็นบารมีได้

      - มีการอนุเคราะห์​ผู้อื่น​ เป็นลักษณะ

      - มีการอุปการะผู้อื่นโดยไม่หวั่นไหว​ เป็นกิจ

      - มีการแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์​แก่ตนและผู้อื่น​ เป็นผลปรากฏ

      - มีความกรุณา​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

   2. ลักษณะ ประเภทบารมี 10

       1) ทานบารมี

         - มีการบริจาค​ เป็นลักษณะ

         - มีการกำจัดความโลภ​ เป็นกิจ

         - มีการไม่ติดข้อง​(ไม่เสียดาย)​ เป็นผลปรากฏ

         - มีวัตถุ​ที่ควรบริจาค​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

      2) ศีลบารมี

         - มีการสมาทานที่ตั้งมั่น(สีลนะ)​ต่อสุจริตธรรม​  เป็นลักษณะ

         - มีการกำจัดทุจริตธรรม​ เป็นกิจ

         - มีความสะอาดจากทุจริตธรรม​ เป็นผลปรากฏ

         - มีหิริและโอตตัปปะ​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

     3) เนกขัมมบารมี

         - มีการหลีกออกจากกาม​ เป็นลักษณะ

         - มีการเห็นโทษของกาม​ เป็นกิจ

         - มีการเว้นห่างจากโทษของกาม​ เป็นผลปรากฏ

         - มีความสลดสังเวชใจ​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

     4) ปัญญาบารมี

         - มีการรู้สภาวธรรม​ตามที่เป็นจริง(ไม่ผิดพลาดดุจนักแม่นธนูยิงไม่ไม่พลาดเป้า)​เป็นลักษณะ

         - มีการกำจัดการกระทำที่หลงงมงาย​(ดุจแสงประทีปกำจัดความมืด)​ เป็นกิจ

         - มีความไม่หลงประเด็น(ดุจคนนำทางนำพาไปถูกทาง)​ เป็นผลปรากฏ

         - มีสมาธิ​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

     5) วิริยบารมี

         - มีความอุตสาหะ​ เป็นลักษณะ

         - มีการอุปถัมภ์​  เป็นกิจ

         - มีการไม่จมปัก​ เป็นผลปรากฏ

         - มีวัตถุปรารภความเพียร​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

     6) ขันติบารมี

         - มีการยอมรับความเป็นจริงได้(อธิวาสนะ)​ เป็นลักษณะ

         - มีการกำจัดความขัดเคือง​ใจ​ เป็นกิจ

         - มีความไม่โกรธ​ เป็นผลปรากฏ

         - มีความเข้าใจสภาพความเป็นจริงตามที่ปรากฏ​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

     7) สัจจบารมี

         - มีการกล่าวตรงกับความเป็นจริง​ เป็นลักษณะ

         - มีการกล่าวอ้างความเป็นจริง​ เป็นกิจ

         - มีความเชื่อมั่นความเป็นจริง​ เป็นผลปรากฏ

         - มีความตั่งมั่นต่อความเป็นจริง​ เป็นเหตุใกล้​ให้เกิดขึ้น

     8) อธิฏฐานบารมี

      - มีมุ่งมั่นโพธิสมภาร​ เป็นลักษณะ

      - มีการกำจัดธรรมทีครอบงำโพธิสมภาร​ เป็นกิจ

      - มีความไม่หวั่นไหวธรรมที่ครอบงำโพธิสมภาร​ เป็นผลปรากฏ

      - มีโพธิสมภาร​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

     9) เมตตาบารมี

      - มี​ปรารถนา​ดี​ เป็นลักษณะ

      - มีการกำจัดความปองร้าย​ เป็นกิจ

      - มีความอ่อนโยนนิ่มนวล​ เป็นผลปรากฏ

      - มีสัตว์บุคคลที่น่ารักน่าเอ็นดู​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

    10) อุเบกขาบารมี

      - มีความเป็นกลาง​ เป็นลักษณะ

      - มีการกำจัดความเอนเอียง​ เป็นกิจ

      - มีความปราศจาก​ความยินดียินร้าย​ เป็นผลปรากฏ

      - มีการ​พิจารณา​ถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน​ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

๔. พระโพธิสัตว์ บารมีเป็น 30 ทัศ  ตามความยากง่าย โดยอาศัยวัตถุสิ่งของที่สัตว์หวงยึดติด มี 3 ระดับชั้น คือ

      1) บารมี ระดับชั้นปกติทั่วไป ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุสิ่งของนอกกาย×บารมี 10 = บารมีระดับชั้นปกติทั่วไป มีได้ 10

     2) อุปบารมี ระดับชั้นที่ยากขึ้น ที่เกี่ยวข้องกับอวัยยวะ และวัตถุสิ่งของที่ผูกพันกับตนมีญาติเป็นต้น×บารมี 10 = บารมีระดับชั้นที่ยากขึ้นมีได้ 10

     3) ปรมัตถบารมี ระดับชั้นยากสูงสุด ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต×บารมี 10 = บารมีระดับชั้นยากสูงสุดมีได้ 10

   รวมบารมีได้ 30 ทัศ คือ ปกติบารมี 10 อุปบารมี 10 ปรมัตถบารมี 10

๕. พระโพธิสัตว์ ประมวลความแก่กล้าแห่งบารมีที่ถึงความเป็นเลิศจากคุณธรรม 10 ประการ และจากการอุปการกันแห่งบารมี ที่ถึงความมีพลานุภาพ ดังนี้

     1. คุณธรรม 10 ประการที่ทำให้บารมีแก่กล้าถึงความเป็นเลิศ คือ

         1) อเคธตา ความไม่ติดข้อง

        2) นิราลยตา ความปราศจากการข้องแวะ

        3) จาโค ความสละได้

        4) ปหานํ ความเลิกละเสียได้

        5) อปุนราวตฺติตา ความหนักแน่นไม่เปลี่ยนใจกลับกลอก

        6) สุขุมตา ความสุขุมรอบคอบ

        7) มหนฺตตา ความเป็นผู้ประเสริฐด้วยศีลสมาธิปัญญา

        8) ทุรานุโพธตา ความเป็นผู้รอบรู้ที่หาผู้รอบรู้เท่าทันได้ยาก

        9) ทุลฺลภตา ความเป็นบุคคลที่หาได้ยาก

        10) อสทิสตา ความเป็นบุคคลผู้หาบุคคลที่เสมอเหมือนไม่ได้

     2. การที่บารมีอุปการะกันเองที่ถึงความมีพลานุภาพ คือ

        โดยการอุปการะกัน ส่งผลให้มีอานืสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกขึ้น เช่น

   ทาน เมื่อศีลอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น การถวายถัตตาหารแด่พระที่เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร จนฝึกเป็นอุปนิสัยได้ จึงทรงเทศนาทานเป็นอันดับที่ 1

   ศีล เมื่อเนกขัมมะอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น การประพฤติตนออกจากกามจนฝึกเป็นอุปนิสัยได้ จึงทรงเทศนาศีลเป็นอันดับที่ 2

   เนกขัมมะ เมื่อปัญญาอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์

 มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่นการไม่ประพฤติตนที่เคร่งด้วยอัตตกิลมัตถานุโยค และหย่อนยานด้วยกามสุขัลลิกานุโยค จนฝึกเป็นอุปนิสัยได้ จึงทรงเทศนาเนกขัมมะเป็นอันดับที่ 3

   ปัญญา เมื่อวิริยะอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น ชาคริยานุโยค คือ ความตื่นตัวขวนขวายเจริญภาวนา จนฝึกเป็นอุปนิสัยได้ จึงทรงเทศนาปัญญาเป็นอันดับที่ 4

   วิริยะ เมื่อขันติอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวดวกขึ้น เช่น ทมถะ คือ ความสงบกายและใจ จนฝึกเป็นอุปนิสัยได้ จึงทรงเทศนาวิริยะเป็นอันดับที่ 5

   ขันติ เมื่อสัจจะอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น อธิวาสนขันตื คือ การยอมรับความเป็นจริงได้ใจไม่เดือดร้อนขุ่นเคือง ฝึกจนเป็นอุปนิสัยได้ จึงทรงเทศนาขันติเป็นอันดับที่ 6

   สัจจะ เมื่ออธิฏฐานอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์ มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น  อุปักกมะ คือความมุ่งมั่นแน่วแน่ จึงทรงเทศนาสัจจะเป็นอันดับที่ 7

   อธิฏฐาน เมื่อเมตตาอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น หิตะ คือ ความเกื้อกูลประโยชน์ จึงทรงเทศนาอธิฏฐานเป็นอันดับที่ 8

   เมตตา เมื่ออุเบกขาอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์มาก และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น อตุณหีภาวะ ความไม่นิ่งเฉยต่อการโปรดสัตว์ จึงทรงเทศนาเมตตาเป็นอันดับที่ 9

    อุเบกขา เมื่อทานอุปการะแล้ว ย่อมมีอานิสงส์ และการสมาทานถือเอาก็สะดวกยิ่งขึ้น เช่น ความใส่ใจที่ให้ความรู้(ธรรม)แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงทรงเทศนาอุเบกขาเป็นอันดับที่ 10

    ลำดับแห่งการเทศนาบารมี 10 ประการพร้อมทั้งองค์คุณอันเกื้อให้การสมาทานถือเอาได้สะดวกขึ้นจึงมีด้วยประการละฉะนี้แล

๖. พระโพธิสัตว์ประมวล ฐานะที่เป็นเหตุ(อภิธาน 91) อันเป็นที่ตั้ง(ฐาน)แห่งผล(อภิธาน 633) 2 ประการ คือ

      1) ฐานะที่ถูกต้องชอบธรรม ย่อมเป็นที่ตั้ง(ฐาน)แห่งผลที่เจริญ

      2) ฐานะที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม ย่อมเป็นที่ตั้ง(ฐาน)แห่งผลที่เสื่อมโทรม

   ดังนั้น คัมภีร์ชาดกจึงเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยการสร้างเหตุ(ฐานะ) คือการบำเพ็ญบารมี เพื่อการหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์(การเวี่ยนว่ายตายเกิด)นั่นเอง หาใช่การฟังเรื่องนิทานชาดกเพื่อความบันเทิงไม่


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.