คำว่า “มรรค” ในทางพุทธศาสนา มีหลายนัย
คำว่า “มรรค” ในทางพุทธศาสนา มีหลายนัย ที่นึกออก แสดงให้เห็นได้ดังนี้ คือ
“มรรค” ที่แปลว่า “ทาง,หนทาง,ข้อปฏิบัติ,ปฏิปทา,อวัยวะเพศ”
(๑) ที่แปลว่า “ทาง,หนทาง,ข้อปฏิบัติ,ปฏิปทา” อันเป็นเหตุให้ถึงนิโรธ (นิพพาน) นั้น มีบาลีปรากฎว่า “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค…ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นทางอันเอก….”
ในที่นี้ท่านมุ่งหมายเอา สติปัฏฐาน ๔, ธรรมเป็นเครื่องปฏิบัติเบื้องต้น มีองค์ธรรมเดียวคือ สติ ซึ่งเป็นไปในอารมณ์ทั้ง ๔ คือ กาย, เวทนา, จิต ธรรม
(๒) “มรรค” อันหมายถึง องค์มรรค ซึ่งได้แก่ องค์มรรค ๘ คือ
– สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ ปัญญาเจตสิก ที่ประกอบในมหากุศลญาณสัมปยุต กับ มรรคจิตทั้ง ๔ (โสดา,สกทาคา,อนาคา,อรหัตตมรรค)
– สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ วิตกเจตสิกในมหากุศลจิต และมรรคจิต
– สัมมาวาจา ได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก ที่ในมหากุศลจิต และมรรคจิต
– สัมมากัมมันตะ ได้แก่ สัมมากัมมันตะเจตสิก ที่ในมหากุศลจิต และมรรคจิต
– สัมมาอาชีวะ ได้แก่ สัมมาอาชีวะเจตสิก ที่ในมหากุศลจิต และมรรคจิต
– สัมมาวายามะ ได้แก่ วิริยะเจตสิก ในมหากุศลจิต และมรรคจิต
– สัมมาสติ ได้แก่ สติเจตสิกในมหากุศลจิต และมรรคจิต
– สัมมาสมาธิ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ในมหากุศลจิต และมรรคจิต
*** องค์มรรคทั้ง ๘ นี้จัดเป็นสัมมามรรค คือมรรคที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบได้ทั้งธรรมที่เป็นโลกียะฝ่ายดีงาม และโลกุตตระ ชื่อว่า “มรรค” เพราะเป็นหนทางให้ถึงสุคติและพระนิพพาน
ในทางตรงกันข้ามกับ “สัมมามรรค” ก็จะมี “มิจฉามรรค” คือมรรคที่เป็นไปโดยทางมิชอบ ให้ผลตรงกันข้ามกับสัมมามรรค คือเป็นหนทางนำไปสู่อบายภูมิ มี ๔ มรรค คือ
๑) มิจฉาทิฏฐิมรรค ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกในอกุศลจิต ๑๒
๒) มิจฉาสังกัปปะมรรค ได้แก่ วิตกเจตสิก ในอกุศลจิต ๑๒
๓) มิจฉาวายามะมรรค ได้แก่ วิริยะเจตสิก ในอกุศลจิต ๑๒
๔) มิจฉาสมาธิมรรค ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ในอกุศลจิต ๑๒
*** รวมสัมมามรรค มี ๘ กับมิจฉามรรคอีก ๔ จึงเป็น มรรค ๑๒
ถามว่า “เพราะเหตุไร “มิจฉามรรค” จัดเพียงแค่ ๔ ไม่จัดเป็น ๘ เหมือนสัมมามรรค ???
ตอบว่า “เพราะมิจฉามรรคที่เหลืออีก ๔ อย่าง คือ มิจฉาวาจา, มิจฉากัมมันตะ, มิจฉาอาชีวะ, มิจฉาสติ ไม่มีองค์ธรรมเฉพาะ ๆ เหมือนกับมิจฉามรรคทั้ง ๔ ที่กล่าวข้างต้น จึงไม่จัดเป็นองค์แห่งมิจฉามรรค ฯ
องค์ธรรมของ มิจฉามรรคทั้ง ๔ ที่เหลือ (มิจฉาวาจา, มิจฉากัมมันตะ, มิจฉาอาชีวะ, มิจฉาสติ) ได้แก่อกุศลจิตตุปบาท ที่เกิดพร้อมกับการกระทำมิจฉามรรคนั้น ๆ เช่น ในขณะที่กล่าววาจาเป็นมิจฉา (มิจฉาวาจา พูดวจีทุจริตทั้ง ๔) อาจจะกล่าวด้วยจิตที่ประกอบด้วยโลภะ ก็ได้, ประกอบด้วยโทสะ ก็ได้ ประกอบด้วยโมหะ ก็ได้…หรือกล่าวด้วยอำนาจของอกุศลธรรมอื่น ๆ ซึ่งรวม ๆ กันอยู่ ไม่มีองค์ธรรมที่แน่นอน ท่านจึงกล่าวว่า มิจฉาวาจา…เป็นต้น เกิดขึ้นพร้อมด้วยอกุศลจิตตุปบาทในขณะที่เปล่งวจีออกมา ….ฯ ในมิจฉากัมมันตะ ก็ทำนองเดียวกัน …ฯ
*** ข้อสังเกต
– สัมมาทิฏฐิมรรค กับ มิจฉาทิฏฐิมรรค องค์ธรรมจะต่างกัน คือเป็นคนละอย่างกันเลย คือ สัมมาทิฏฐิมรรค องค์ธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิก, ส่วนมิจฉาทิฏฐิมรรค องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกโดยตรง
– ส่วนสัมมามรรค และมิจฉามรรคที่เหลือ คือ
สัมมาสังกัปปะ, มิจฉาสังกัปปะ องค์ธรรมได้แก่ วิตกเจตสิก
สัมมาวายามะ, มิจฉาวายามะ องค์ธรรมได้แก่ วิริยะเจตสิก
สัมมาสมาธิ, มิจฉาสมาธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก
มีองค์ธรรมอย่างเดียวกัน แต่ที่ต่างกันก็คือ ถ้าเป็นฝ่ายสัมมามรรค องค์มรรคนั้น ๆ จะประกอบกับมหากุศลจิต,มหากริยาจิต, และอัปปนาชวนะ, แต่ถ้าเป็นมิจฉามรรค ก็จะประกอบกับ อกุศลจิต ๑๒
หมายเหตุ : คำว่า “องค์ธรรม” ได้แก่ตัวสภาวะธรรม อย่างเช่นคำว่า “สัมมาทิฏฐิ” แปลว่า ความเห็นชอบ , อะไรเป็นตัวเห็นชอบ? ตอบว่า “ปัญญา” ปัญญาเป็นตัวเห็นชอบ เพราะฉะนั้น “ปัญญา” จึงเป็น องค์ธรรม คือตัวสภาวะธรรมที่มีหน้าที่เห็นชอบ ในที่นี้คือรู้
(๓) มรรค ๔ ที่หมายถึง
– โสดาปัตติมรรค
– สกทาคามิมรรค
– อนาคามิมรรค
– อรหัตตมรรค
*** คำว่า “มรรค” ในที่นี้ หมายถึง การบรรลุ, การถึง (เป็นการเรียกรวม ๆ ทั้งบุคคล จิต นิพพาน )
– บรรลุโสดา ก็คือ ถึงกระแสแห่งพระนิพพานครั้งแรก
– บรรลุสกทาคามี ก็คือบรรลุพระนิพพานแล้วจะกลับมาสู่กามภูมิอีกครั้งเดียว (สกึ+อาคามี=สกทาคามี หรือ สกิทาคามี)
– บรรลุอนาคามี ก็คือบรรลุพระนิพพานแล้ว จะไม่กลับมาสู่กามภูมิอีกเลย (น+อาคามี = อนาคามี)
– บรรลุอรหัตต ก็คือบรรลุพระนิพพานแล้ว จัดว่าเป็นผู้หักกรรมแห่งสงสาร ไม่มีการไป-การมา หรือการเกิดในภพภูมิใด ๆ อีก เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หลังจากดับขันธปรินิพพาน ไม่มีบัญญัติที่จะกล่าวถึงได้
(๔) มรรค ๔ อีกอย่างหนึ่ง เป็นชื่อของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งได้บรรลุ มรรค ๔ ครั้ง คือ
– บรรลุมรรคครั้งที่ ๑ จัดเป็นโสดาปัตติมรรค
– บรรลุมรรคครั้งที่ ๒ จัดเป็นสกทาคามิมรรค
– บรรลุมรรคครั้งที่ ๓ จัดเป็นอนาคามิมรรค
– บรรลุมรรคครั้งที่ ๔ จัดเป็นอรหัตตมรรค
*** ในขณะที่บรรลุมรรคแต่ละมรรค ก็ทำกิจของอริยสัจ ๔ ไปพร้อมกัน คือ
– กำหนดรู้ทุกข์
– ละสมุทัย
– ทำนิโรธให้แจ้ง
– เจริญมรรค (องค์มรรค ๘ เกิดขึ้นเป็นมรรคสมังคี คือเกิดพร้อมกันทั้ง ๘)
(๕) มรรค ๔ หรือ ๒๐ เป็นการเรียกมรรคจิต คือจิตที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๘ โดยจำแนกเป็น ๔ และ ๒๐ ดวง คือ
– ที่จำแนกเป็น ๔ ก็จำแนกด้วยอำนาจของการละอนุสัยกิเลส
– ที่จำแนกออกเป็น ๒๐ ก็จำแนกด้วยอำนาจขององค์ฌาน คือเอาองค์ฌานที่เกิดพร้อมกับมรรคนั้น ๆ มาจำแนก
*** การจำแนกโดยการประหาณอนุสัยกิเลส จัดเป็น ๔ ดังนี้คือ
๑. ละอนุสัยได้ ๒ คือ ทิฏฐานุสัย, วิจิกิจฉานุสัย จัดเป็น โสดาปัตติมรรค
๒. ละอนุสัยได้เช่นเดียวกับโสดาปัตติมรรค แต่ทำ ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงไปอีก (ตนุกรปหาณ) จัดเป็น สกทาคามิมรรค
๓. ละอนุสัยได้เพิ่มอีกคือ กามราคานุสัย, ปฏิฆานุสัย จัดเป็นอนาคามิมรรค
๔. ละอนุสัยที่เหลือได้ทั้งหมด คือ ภวราคานุสัย, มานานุสัย, อวิชชานุสัย จัดเป็นอรหัตตมรรค
หมายเหตุ : การจำแนกมรรคโดยการประหาณกิเลสได้นั้น อาจจะยึดเอากิเลสโดยชื่อต่าง ๆ มาแสดงก็ได้ เช่น สังโยชน์…เป็นต้น
การเกิดขึ้นของมรรคจิตพร้อมด้วยการประหาณกิเลสของมรรคทั้ง ๔ อย่างนี้ จัดเป็นภาระกิจสำคัญของการได้บรรลุมรรค
*** การจำแนกมรรคจิตออกเป็น ๒๐ นั้น เป็นการจำแนกโดยองค์ฌาน คือ
๑. ถ้ามรรคทั้ง ๔ เกิดพร้อมด้วยองค์ฌานทั้ง ๕ คือ วิตก,วิจาร,ปีติ,สุข,เอกัคคตา ก็จัดเป็น ปฐมฌาน
๒. ถ้ามรรคทั้ง ๔ เกิดพร้อมด้วยองค์ฌานทั้ง ๔ คือ วิจาร,ปีติ,สุข,เอกัคคตา ก็จัดเป็น ทุติยฌาน
๓. ถ้ามรรคทั้ง ๔ เกิดพร้อมด้วยองค์ฌานทั้ง ๓ คือ ปีติ,สุข,เอกัคคตา ก็จัดเป็น ตติยฌาน
๔. ถ้ามรรคทั้ง ๔ เกิดพร้อมด้วยองค์ฌานทั้ง ๒ คือ สุข,เอกัคคตา ก็จัดเป็น จตุตถฌาน
๕. ถ้ามรรคทั้ง ๔ เกิดพร้อมด้วยองค์ฌานทั้ง ๒ คือ อุเบกขา,เอกัคคตา ก็จัดเป็น ปัญจมฌาน
มรรค ๔ คูณ ด้วยฌาน ๕ ก็เป็น มรรคจิต ๒๐ ด้วยประการฉะนี้
หมายเหตุ : มรรคนั้น ๆ จะเกิดขึ้นพร้อมด้วยฌานใด ๆ ก็แล้วแต่ ภาระกิจอันสำคัญของมรรคนั้นคือการประหาณกิเลสเป็นสมุจเฉท เพราะฉะนั้น มรรคที่เป็นไปพร้อมด้วยฌานทั้ง ๕ อย่างนั้น คือจะเป็นปฐมฌานก็ดี ทุติยฌานก็ดี…ปัญจมฌานก็ดี ก็ถึงการนับว่าเป็น ๑ ด้วยอำนาจแห่งการประหาณกิเลส เช่น
– โสดาปัตติมรรค จะเกิดพร้อมกับฌานอะไร ๆ ก็นับว่าเป็น ๑ เพราะประหาณกิเลสได้เช่นเดียวกันหมด
– ในสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค ก็เป็นไปทำนองเดียวกัน
การนับมรรคจิตเป็น ๔ อย่างนั้น ก็เป็นไปด้วยอำนาจการประหาณกิเลส
ส่วนการนับมรรคเป็น ๒๐ ก็เป็นไปด้วยอำนาจขององค์ฌานทั้ง ๕ ที่มีกำลัง
๖. มรรค ที่หมายถึงอวัยวะเพศ เป็นช่องทางแห่งการเสพเมถุนธรรม ที่ปรากฎในองค์แห่งกาเมสุมิจฉาจาร คือการประพฤติผิดในกาม คือ
(๖) "มัคค" ที่หมายถึง "องค์ประกอบของ กาเมสุมิจฉาจาร"
การประพฤติอยู่ในกาเมสุมิจฉาจาร ที่เป็นการก้าวล่วงกรรมบทนั้น จะต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ…
๑. อคมนิยวตฺถุ มีวัตถุที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง (ได้แก่หญิง ๒๐ จำพวกที่บุรุษจะล่วงละเมิดมิได้)
๒. ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ มีจิตคิดจะเสพวัตถุนั้น
๓. ปโยโค มีความพยายามเสพเมถุน
๔. มคฺเคมคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ มีความพอใจในการประกอบมรรค ซึ่งกันและกัน
คำว่า “มคฺเคมคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ” คือการยังมรรค ให้จรดมรรค คำว่า “มรรค” ในที่นี้ ได้แก่
๑. ทวารเบา (อวัยวะเพศชาย-หญิง)
๒. ทวารหนัก
๓. ปาก
การทำให้อวัยวะทั้ง ๓ จรดถึงกัน (ทวารเบากับทวารเบา, ทวารเบากับทวารหนัก, ทวารเบากับปาก) ของชายและหญิง เพียงแค่ครึ่งองคุลี ด้วยอำนาจแห่งจิตกำหนัด จัดว่าเป็นการเสพกาม (เสพเมถุน) ถ้าเป็นภิกษุ ขาดจากความเป็นภิกษุ, ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ประพฤติล่วงในหญิง ๒๐ ประเภท จัดเป็น กาเมสุมิจฉาจาร ….
(รายละเอียดปลีกย่อยในข้อนี้มีจำนวนมาก..จะไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้)
*** นอกจากนี้ คำว่า “มรรค” ที่แปลว่า “หนทาง” ยังมีอีกมากมาย…อันไม่เกี่ยวกับคำสอนในทางพุทธศาสนา….จะไม่ขอกล่าวในที่นี้….
<=========<>=========>
VeeZa
๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐
[full-post]
