พุทธธรรมที่พระสัพพัญญูเจ้าทรงแสดงไว้นั้น ล้วนลึกซึ้งทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะ
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
เป็นความจริงว่า พุทธธรรมที่พระสัพพัญญูเจ้าทรงแสดงไว้นั้น ล้วนลึกซึ้งทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะทั้งสิ้น จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ศึกษาแล้ว จักมีความรู้สึกว่า
เมื่อได้ความเข้าใจมาสิบ ก็รู้ว่ายังมีส่วนที่ตนยังไม่รู้อีกเป็นร้อย
เมื่อได้ความเข้าใจมาร้อย
ก็รู้ว่ายังมีส่วนที่ตนยังไม่รู้อีกเป็นพัน
เมื่อได้ความเข้าใจมาเป็นพัน ก็รู้ว่ายังมีส่วนที่ตนไม่รู้อีกเป็นเหมื่น ฯลฯ
ดังนั้นการโฟสต์แสดงธรรมจึงไม่ควรเพ่งว่าเป็นของท่านอาจารย์ใด ควรเพ่งเป็นของพระพุทธองค์ เพราะการตีกรอบเช่นนั้นจะทำให้ความรอบรู้คับแคบ ไม่กระจายขยายตัว สมดังคำกล่าวของท่านพระมหากัจจายนเถระผู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็นเลิศในการแสดงธรรมย่อให้วิจิตรพิสดาร กล่าวไว้ในคัมภีร์เนตติปกรณ์ว่า อาหารและรสชาติอยู่ด้วยกันฉันใด ศัพท์และความหมายก็อยู่ด้วยกันฉันนั้น
ส่วนความรู้สึกจากการทานอาหารและการเสพศัพท์เหล่านั้น เกิดขึ้นที่ใจ ดังนั้นความสำคัญของศัพท์ ของความหมาย ของความรู้สีก จึงมีบทบาทที่ขาดไม่ได้เลยในการสือสารกัน สมดังพระคัมภีร์เนตติปกรณ์กล่าวถึงศัพท์และอรรถว่า
" ทฺวาทส ปทานิ สุตฺตํ ตํ สพฺพํ พฺยญฺชนญฺจ อตฺโถ จ ตํ วิญฺเญยฺยํ อุภยํ โก อตฺโถ พฺยญฺชนํ กตมํ."
แปลว่า"พระพุทธพจน์ที่ใช้สื่อสารกัน มี 12 องค์(ปท) องค์ทั้งหมดนั้น มีทั้งส่วนที่เป็นศัพท์ มี ทั้งส่วนที่เป็นอรรถ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนั้น วิญญูชนควรรู้ว่า เป็นศัพท์ประเภทไหน เป็นอรรถประเภทไหน."
หมายความว่า ศัพท์ และอรรถ จับกันได้ 6 คู่ คือ จากการสื่อศัพท์ แล้วรับทราบอรรถที่เหมาะสมกันเป็นคู่นั่นเอง
ส่วนความรู้สึกที่จับเอาได้จากการสือสาร มี 6 อาการ เมื่อกล่าวโดยสถานการณ์หลัก ก็จะมี 2 สถานการณ์ คือ:-
1.สถานการณ์หลักที่อาศัยความเหมือนเช่นรู้ว่านายก.กับนายข.เป็นฝาแฝดกันเพราะมีความเหมือนกัน
2.สถานการณ์หลัก ที่อาศัยความต่าง เช่น รู้ว่าฝาแฝดคนนี้เป็นนาย ก. ฝาแฝดคนนั้นเป็นนาย ข . เพราะมีความต่างกัน ดังนั้น ศัพท์และอรรถ 2 คู่ ท่านจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ คู่ที่เนื่องอยู่กับความเหมือน 3 คู่
คู่ที่เนื่องอยู่กับความต่าง 3.คู่ ดังนี้:-
กลุ่มที่เนื่องอยู่กับความเหมือน 3 คู่ คือ
1. ศัพท์สื่อลักษณะ(อักขระ) คู่กับอรรถรับทราบหลักการ(สังกาสนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาความเหมือนได้
2. ศัพท์สื่อขั้นตอน(พยัญชนะ)คู่กับอรรถรับทราบการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาขบวนการได้
3.ศัพท์สื่อความประสงค์(นิรุตติ)คู่กับอรรถรับทราบการเน้นย้ำทำนอง(อุตตานีกัมมะ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการอุปมาได้
กลุ่มที่เนื่องอยู่กับความต่าง 3 คู่ คือ
1.ศัพท์สื่อแนวทาง (ปท) คู่กับอรรถรับทราบประเด็น (ปกาสนา) พอสืบเสร็จก็จับเอาความต่างได้
2.ศัพท์สื่อความเจาะจง (อาการะ) คู่กับอรรถรับทราบการเผยแง่มุม (วิภชนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการแบ่งแยกได้
3.ศัพท์สื่อความชัดเจน(นิทเทส)คู่กับอรรถรับทราบ
การเน้นย้ำนิยาม(บัญญัตติ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการกำหนดความได้ เมื่อกล่าวโดยการแสดงธรรมก็จะได้ขนาดการแสดงธรรมที่เหมาะสมกับประเภทบุคคล 3 รูปแบบ ดังนี้:-
1. อุคฆฏิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกหลักการ (สังกาสนา) หรือ อาศัยอรรถบอกประเด็น (ปกาสนา) อย่างใดอย่างหนี่ง ขนาดการแสดงธรรมจึงเป็นขนาดย่อ
2. วิปัญจิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) หรือ อาศัยอรรถบอกการเผยแง่มุม (วิภชนา) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรมจีงเป็นขนาดปานกลาง
3. เนยยบุคคล อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำทำนอง (อุตตานีกัมมะ) หรือ อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำนิยาม(บัญญัตติ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรม จึงเป็นขนาดกว้างขวางพิสดารขอเพื่อนสหธรรมิก
โปรดใส่ใจศัพท์และอรรถตามนัยของพระคัมภีร์เนตติปกรณ์นี้เถิดจักเป็นปัจจัยให้ท่านเข้าถึง หาระ 16 นัย 5 มูลบท 18 สาสนปัฏฐานที่มาในอรรถกถา ฏีกา 16 และ ที่มาใน พระบาลี (พระพุทธพจน) 28 ได้อย่างสะดวกแล
[full-post]