แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบญจคีรี แสดงบทความทั้งหมด



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,189)


ปัณฑวะ

หนึ่งในเบญจคีรี

..............

เบญจคีรี คือภูเขา 5 ลูก ที่ตั้งอยู่รอบเมืองราชคฤห์ ได้แก่ ภูเขาเวภาระ ปัณฑวะ เวปุลละ คิชฌกูฏ และ อิสิคิลิ 

..............

“ปัณฑวะ” เขียนแบบบาลีเป็น “ปณฺฑว” อ่านว่า ปัน-ดะ-วะ รากศัพท์มาจาก -

(๑) ปณฺฑุ + ณ ปัจจัย

(ก) “บัณฑุ” บาลีเป็น “ปณฺฑุ” อ่านว่า ปัน-ดุ รากศัพท์มาจาก ปฑิ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + อุ ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมที่ต้นธาตุแล้วแปลงเป็น ณฺ (ปฑิ > ปํฑิ > ปณฺฑิ), ลบสระหน้า คือ อิ ที่ (ป)-ฑิ (ปฑิ > ปฑ)

: ปฑิ > ปํฑิ > ปณฺฑิ > ปณฺฑ + อุ = ปณฺฑุ แปลตามศัพท์ว่า “สีที่ถึงการนับว่าเป็นสีเดียวกัน” (คือเป็นแม่สี มิใช่สีผสม) หมายถึง แดงซีด หรือเหลือง, ค่อนข้างแดง, เหลืองอ่อน, เทา (pale-red or yellow, reddish, light yellow, grey)

บาลี “ปณฺฑุ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “บัณฑุ” (บัน-ดุ) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“บัณฑุ : (คำวิเศษณ์) เหลืองอ่อน, ขาวเหลือง, ซีด. (คำนาม) ช้างเผือก. (ป. ปณฺฑุ; ส. ปาณฺฑุ).”

(ข) ปณฺฑุ + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แปลง อุ ที่ (ปณฺ)-ฑุ เป็น อว (อะ-วะ)

: ปณฺฑุ + ณ = ปณฺฑุณ > ปณฺฑุ > ปณฺฑว (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ภูเขาที่มีสีเหลืองเข้ม” 

(๒) ปณฺฑฺ (ธาตุ = เป็นไป) + อว (อะ-วะ) ปัจจัย

: ปณฺฑฺ + อว = ปณฺฑว (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ภูเขาที่เป็นไปปกติ”

“ปณฺฑว” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ปัณฑวะ” หมายถึง ภูเขาปัณฑวะ หรือ ปัณฑวบรรพต

ขยายความ :

ดูตามแผนที่ เอาเมืองราชคฤห์เป็นศูนย์กลาง -

(1) ภูเขาปัณฑวะอยู่ทางตะวันตกค่อนไปทางใต้ของเมือง 

(2) ถัดจากภูเขาปัณฑวะลงไปทางใต้เป็นภูเขาอิสิคิลิ 

(3) ทางตะวันออกของเมืองเป็นภูเขาคิชฌกูฏ 

(4) เหนือภูเขาคิชฌกูฏขึ้นไปเป็นภูเขาเวปุลละ

(5) ภูเขาเวภาระอยู่ทางตะวันตกของเมือง

พระพุทธเจ้าของเราเมื่อเสด็จออกผนวช ทรงจาริกมาถึงเมืองราชคฤห์ ขณะทรงพำนัก ณ ภูเขาปัณฑวะ พระเจ้าพิมพิสารผู้ครองมคธรัฐเสด็จไปเฝ้า ทูลเชิญให้อยู่ครองราชสมบัติ ตรัสตอบว่าทรงมุ่งพระโพธิญาณ พระเจ้าพิมพิสารทูลขอปฏิญาณว่า ถ้าเมื่อตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จมาโปรด เหตุการณ์ตอนนี้เกิดขึ้นที่ภูเขาปัณฑวะ

ในประวัติพระสีวลีพระเถระผู้เป็นเลิศทางมีลาภ อรรถกถาเล่าว่า คราวหนึ่งท่านประสงค์จะทดลองบุญว่าจะมีผู้ถวายทานแก่ท่านได้ทุกแห่งหรือไม่ จึงทูลขอพุทธานุญาตพาภิกษุ 500 รูปเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ ท่านหยุดพัก 7 แห่ง ปรากฏว่ามีเทวดาถวายอาหารบิณฑบาตบริบูรณ์แห่งละ 7 วันทุกแห่ง 

1 ใน 7 แห่งนั้น คือที่ภูเขาปัณฑวะ ดังข้อความในคัมภีร์ว่าดังนี้ -

..............

นิโคฺรธํ  ปฐมํ  ปสฺสิ              ทุติยํ  ปณฺฑวปพฺพตํ

ตติยํ  อจิรวติยํ                     จตุตฺถํ  วรสาครํ 

ปญฺจมํ  หิมวนฺตํ  โส            ฉฏฺฐํ  ฉทฺทนฺตุปาคมิ

สตฺตมํ  คนฺธมาทนํ               อฏฺฐมํ  อถ  เรวตํ  ฯ

เทวดาเห็นท่านที่ต้นไทร (ถวายบิณฑบาต 7 วัน) เป็นครั้งที่ 1

ที่ภูเขาปัณฑวะเป็นครั้งที่ 2

ที่แม่น้ำอจิรวดีเป็นครั้งที่ 3

ที่แม่น้ำวรสาครเป็นครั้งที่ 4

ที่ภูเขาหิมวันต์เป็นครั้งที่ 5

ที่สระฉัททันต์เป็นครั้งที่ 6

ที่ภูเขาคันธมาทน์เป็นครั้งที่ 7

และ (ในคราวพระพุทธองค์เสด็จไปโปรด) พระเรวตะเป็นครั้งที่ 8

ที่มา:

- มโนรถปูรณี ภาค 1 หน้า 335

- ปรมัตถทีปนี (เถรคาถาวัณณนา) ภาค 1 หน้า 297

..............

ดูก่อนภราดา!

: สถานที่ไม่อาจสร้างเหตุการณ์สำคัญได้เอง

: แต่เหตุการณ์สร้างความสำคัญให้สถานที่ได้ 

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,187)


เวภาระ

หนึ่งในเบญจคีรี

..............

เบญจคีรี คือภูเขา 5 ลูกที่ตั้งอยู่รอบเมืองราชคฤห์ ได้แก่ ภูเขาเวภาระ ปัณฑวะ เวปุลละ คิชฌกูฏ และ อิสิคิลิ 

..............

“เวภาระ” เขียนแบบบาลีเป็น “เวภาร” อ่านว่า เว-พา-ระ รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ภา (ธาตุ = รุ่งเรือง) + อร ปัจจัย, แปลง อิ ที่ วิ เป็น เอ (วิ > เว)

: วิ + ภา = วิภา + อร = วิภาร > เวภาร (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ภูเขาที่รุ่งเรืองเป็นพิเศษ”

ขยายความ :

“เวภาร” บาลีอ่านว่า เว-พา-ระ ในภาษาไทยเขียนเป็น “เวภาระ” เป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่ง นักเรียนนักธรรมและบาลีไทยมักเรียกเป็น “เวภารบรรพต” (เว-พา-ระ-บัน-พด) แปลว่า “ภูเขาเวภาระ”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ดังนี้ -

..............

เวภารบรรพต : ชื่อภูเขาลูกหนึ่งในภูเขาห้าลูก ที่เป็นดุจคอกล้อมกรุงราชคฤห์

..............

ภูเขา “เวภาระ” หรือเวภารบรรพต ยังเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติอีก ที่ควรรู้คือ ถ้ำสัตตบรรณคูหาอันเป็นสถานที่ทำปฐมสังคายนาก็เป็นถ้ำในภูเขา “เวภาระ” นี้ ดังที่พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ฯ สรุปความไว้ดังนี้ -

..............

สัตตบรรณคูหา : ชื่อถ้ำที่ภูเขาเวภารบรรพต ในกรุงราชคฤห์ เป็นที่พระพุทธเจ้าเคยทรงทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์ และเป็นที่ทำสังคายนาครั้งแรก.

..............

แถม :

ที่เมืองราชคฤห์มีแหล่งน้ำชื่อ “ตโปทา” น้ำร้อนอยู่เสมอ ทำไมน้ำจึงร้อน คัมภีร์อรรถกถาเล่าถึงสาเหตุไว้และเกี่ยวข้องกับภูเขา “เวภาระ” ด้วย 

ข้อความในคัมภีร์เป็นดังนี้ -

..............

เวภารปพฺพตสฺส  กิร  เหฏฺฐา  ภุมฺมฏฺฐกนาคานํ  ปญฺจโยชนสติกํ  นาคภวนํ  เทวโลกสทิสํ  มณิมเยน  ตเลน  อารามุยฺยาเนหิ  จ  สมนฺนาคตํ  ฯ

ว่ากันว่าภายใต้ภูเขาเวภารบรรพตมีพิภพนาค เป็นนาคจำพวกอาศัยพื้นแผ่นดิน พิภพนาคนั้นกว้างยาวประมาณ 500 โยชน์ รื่นรมย์ปานเทวโลก พื้นพิภพเป็นแก้วมณี มีสวนและอุทยานพรั่งพร้อม

ตตฺถ  นาคานํ  กีฬนฏฺฐาเน  โส  มหาอุทกรหโท  ฯ  

มีห้วงน้ำขนาดใหญ่เป็นที่เล่นของพวกนาคอยู่ในนาคพิภพนั้น 

ตโต  ตโปทา  นาม  นที  สนฺทติ  กุถิตา  อุโณฺหทกา  ฯ 

แม่น้ำชื่อตโปทาไหลมาแต่ห้วงน้ำนั้น เป็นน้ำร้อนเดือดพล่าน

กสฺมา  ปน  สา  เอทิสา  ชาตา  ฯ  

ทำไมแม่น้ำตโปทาจึงร้อนเช่นนั้น?

ราชคหํ  กิร  ปริวาเรตฺวา  มหาเปตโลโก  ฯ  ตตฺถ  ทฺวินฺนํ  มหาโลหกุมฺภินิรยานํ  อนฺตเร  อยํ  ตโปทา  อาคจฺฉติ  ฯ  

ว่ากันว่ามีมหาเปตโลกอยู่รอบกรุงราชคฤห์ แม่น้ำตโปทาไหลผ่านมาในระหว่างมหาโลหกุมภีนรก 2 แห่งในมหาเปตโลกนั้น

ตสฺมา  สา  กุถิตา  สนฺทติ  ฯ 

เพราะเหตุนั้น แม่น้ำตโปทาจึงเป็นน้ำร้อนไหลมา

ที่มา: ปปัญจสูทนี ภาค 3 หน้า 777 (มหากัจจานภัทเทกรัตตสุตตวัณณนา)

..............

ดูก่อนภราดา!

: เราไม่จำเป็นต้องเชื่อคัมภีร์

: แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกับคัมภีร์ 

[full-post]



ภูมิศาสตร์พุทธประวัติ-ในฝัน

-----------------------------

เรื่องที่ญาติมิตรจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นแนวคิดเก่าของผม คิดมานานปี 

เดินออกกำลังตอนเช้าวันหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณางานปิดทองฝังลูกนิมิตวัดเบญจคีรีนครที่อำเภอปากท่อบ้านเกิดผม ก็ไปสะกิดความคิดเก่าเข้า

คำว่า “เบญจคีรี” แปลว่า “ภูเขาห้าลูก” 

“เบญจคีรี” ที่นักเรียนนักธรรมได้ยินมาตั้งแต่เรียนชั้นตรีก็คือภูเขา ๕ ลูกที่ตั้งล้อมเมืองราชคฤห์ในประเทศอินเดีย-แดนพุทธภูมิ 

ภูเขา ๕ ลูก มีชื่อว่า ภูเขาเวภาระ ปัณฑวะ เวปุลละ คิชฌกูฏ และ อิสิคิลิ 

ชื่อภูเขาเหล่านี้ ตอนเรียนนักธรรมชั้นตรีไม่รู้ความหมาย รู้เงา ๆ ชื่อเดียวคือ ภูเขาคิชฌกูฏ ว่ายอดเหมือนอีแร้ง เหมือนอย่างไรก็นึกไม่ออก

แต่พอมาเรียนบาลีจึงพอเข้าใจความหมายของชื่อภูเขาทั้ง ๕ ลูก

(๑) “เวภาระ” (เว-พา-ระ) แปลว่า “ภูเขาที่รุ่งเรืองเป็นพิเศษ” 

(๒) “ปัณฑวะ” (ปัน-ดะ-วะ) แปลว่า “ภูเขาที่มีสีเหลืองอร่าม” 

(๓) “เวปุลละ” (เว-ปุน-ละ) แปลว่า “ภูเขาที่ใหญ่เป็นพิเศษ” 

(๔) “คิชฌกูฏ” (คิด-ชะ-กูด) แปลว่า “ภูเขาที่มียอดเหมือนแร้ง” หรือ “ภูเขาที่มียอดเป็นที่อาศัยอยู่ของแร้ง”

(๕) “อิสิคิลิ” (อิ-สิ-คิ-ลิ) แปลว่า “ภูเขาที่กลืนฤๅษี”

ภูเขา ๕ ลูกนี้ ตั้งล้อมรอบเมืองราชคฤห์ เมืองราชคฤห์จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เบญจคีรีนคร” แปลว่า “เมืองแห่งภูเขาห้าลูก” และอีกชื่อหนึ่งคือ “คิริพพชะ” แปลว่า “เมืองที่มีภูเขาเป็นคอก” หรือ “เมืองที่มีภูเขาเป็นรั้ว” 

.......................

คนไทย-โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร-เรียนพุทธประวัติตามตำราที่ผู้รู้ท่านเรียบเรียงไว้ หรือที่มีความรู้ทางบาลีก็เรียนจากคัมภีร์โดยตรง เราย่อมเคยได้ยินชื่อเมืองราชคฤห์และได้รู้ลักษณะของเมืองว่าเป็น “เบญจคีรีนคร” เพราะมีภูเขา ๕ ลูกตั้งล้อมรอบ ที่มีความจำดีก็จำได้ว่าภูเขา ๕ ลูกนั้นชื่ออะไรบ้าง เช่นที่จำกันได้ติดปากมากที่สุดก็คือ ภูเขาคิชฌกูฏ 

แต่ถ้าลองถามว่า -

ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ทางทิศไหนของเมืองราชคฤห์ 

ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ใกล้ภูเขาอะไร 

ภูเขาลูกอื่น ๆ ตั้งอยู่ทางทิศไหนของเมืองราชคฤห์ 

เราทั้งหมดจะตอบไม่ได้ ตอบได้บ้างก็เป็นแต่เดาเอา และมองไม่ออกบอกไม่ถูกว่าภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นอย่างไร 

พุทธประวัติในความคิดของพวกเราจึงมีแต่ภาพในจินตนาการ 

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคเทคโนโลยีก้าวไกลโลกไร้พรมแดน นั่งอยู่กับบ้านในเมืองไทยสามารถเห็นอะไรได้ทั่วจักรวาล 

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ชาวพุทธในเมืองไทย-โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร-ก็ยังคงเรียนพุทธประวัติด้วยภาพในจินตนาการเหมือนเดิม 

แค่ตำแหน่งของ “เบญจคีรี” ภูเขา ๕ ลูก เราส่วนใหญ่ก็ยังมืดมัวไม่ต่างไปจากเมื่อร้อยปีหรือห้าร้อยปีที่ผ่านมานั่นเอง 

ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้ตัวผมนี่เอง เรียนบาลีมาตั้งแต่เป็นสามเณรจนบัดนี้ย่างเข้าปัจฉิมวัย เพิ่งได้เห็นตำแหน่งของภูเขา ๕ ลูกจากแผนที่เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง

เราสามารถที่จะสร้างวิชา “ภูมิศาสตร์พุทธประวัติ”-คำที่ผมคิดขึ้นเป็นลำลอง-ขึ้นมาได้หรือไม่? 

เราสามารถสร้างได้แน่นอน โดยหน่วยงานหรือสายงานดังต่อไปนี้ -

๑ มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งโครงการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้น

๒ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง เปิดหลักสูตรวิชาภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้น

๓ วัดไทยในอินเดีย จัดโครงการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้น

๔ งานพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ขยายขอบเขตของงานโดยเพิ่มงานศึกษาสำรวจภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้นอีกสายงานหนึ่งจากงานเผยแผ่ที่ทำอยู่แล้ว 

๕ หน่วยงานเอกชนและปัจเจกชนที่มีศรัทธา มีกำลังความคิด มีกำลังความสามารถที่จะลงปฏิบัติงานภาคสนาม มีกำลังทรัพย์ที่จะสนับสนุนเป็นต้น ร่วมมือกันสนับสนุนส่งเสริมให้มีการศึกษาสำรวจภูมิศาสตร์พุทธประวัติอย่างจริงจัง 

หน่วยงาน องค์กร สายงาน และบุคคลที่มีความสามารถดังกล่าวนี้เรามีอยู่พร้อมแล้ว 

ที่ยังขาดอยู่ก็คือ -

๑ ผู้มีอำนาจสั่งการ 

และ ๒ ผู้เชี่ยวชาญในการประสานติดต่อ 

เราไม่รู้ว่าท่านที่มีอำนาจและมีความเชี่ยวชาญเช่นว่านี้ท่านเกิดหรือยัง ถ้าเกิดแล้วท่านอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรท่านจึงจะสั่งการ หรือลุกขึ้นมาวิ่งเต้นประสานติดต่อให้เกิดรูปงานขึ้นมาได้จริง ๆ

.........................................................

ถ้าการศึกษาพุทธประวัติที่คลุกเคล้าไปด้วยจินตนาการอันพร่ามัวที่เป็นมาเป็นเวลานับร้อย ๆ ปีในเมืองไทยเรา มาสว่างกระจ่างแจ้งด้วยการได้เห็นของจริงภาพจริงจากสถานที่จริง ด้วยฝีมือของเราที่ช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้น ก็จะเป็นเกียรติยศแก่คนรุ่นเราเป็นอย่างยิ่ง-ไปชั่วกาลนาน

.........................................................

ผมไม่ใช่ผู้มีอำนาจสั่งการ และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการประสานติดต่อ 

จึงได้แต่ฝันครับ

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๗:๕๔ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.