พระเทวทัตจองเวรพระพุทธเจ้าเมื่อใด
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระเทวทัตจองเวรพระพุทธเจ้าเมื่อใด
ถาม ทราบว่าพระเทวทัตจองเวรพระพุทธเจ้าของเรามาแต่อดีตชาติ อยากทราบว่า ตั้งแต่เมื่อใด และอะไรเป็นเหตุให้เกิดการจองเวรเป็นครั้งแรก
ตอบ ก่อนที่จะทราบว่าเมื่อใดและอะไรเป็นเหตุให้พระเทวทัตจองเวรพระ พุทธเจ้าของเราเป็นครั้งแรก ก็ต้องทราบเรื่องราวอันเป็นเหตุทั้งหมดนั้นเสียก่อน ซึ่งมี เล่าไว้ในอรรถกถา เอกนิบาตชาดก เสริววาณิชชาดก ว่า
.ในอดีตกาล ในกัปที่ ๕ นับแต่ภัทรกัปนี้ พระโพธิสัตว์ คือพระพุทธเจ้าของเรา ในสมัยที่ยังมิได้ตรัสรู้ ได้เกิดในตระกูลพ่อค้าเร่ ในแคว้นเสริวะ มีชื่อว่า เสริวะ ได้เดินทางไปค้าขายกับพ่อค้าเร่โลเล คือผู้โลภมากคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า เสริวะ เหมือนกัน ข้ามแม่น้ำนีลพาหะ เข้าไปยังอริฏฐบุรี แล้วแยกทางกันเดินเร่ขายของ
ในนครนั้น มีตระกูลเศรษฐีตกยากอยู่ตระกูลหนึ่ง เหลือเพียงยายกับหลานเท่านั้น เลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างผู้อื่น ในเรือนนั้นมีถาดทองที่บรรพบุรุษของยายหลานคู่นี้เคยใช้สอย เก็บรวมอยู่กับของใช้อื่นๆ มีฝุ่นจับหนาจนไม่เห็นเนื้อทอง ทั้งยายหลานก็ไม่ทราบว่า ถาดนั้นเป็นทอง เมื่อพ่อค้าผู้โลภมากเดินเที่ยวร้องขายของมาจนถึงบ้านของยายหลานนั้น เด็กหญิงที่เป็นหลานได้ยินพ่อค้าร้องขายเครื่องประดับก็อยากได้ รบเร้าให้ยายซื้อให้ เมื่อยายบอกว่าเราเป็นคนจน ไม่มีเงินซื้อ เด็กหญิงก็บอกให้เอาถาดใบนั้นไปแลกของ เพราะเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ยายจึงเรียกพ่อค้าเข้ามา ขอซื้อเครื่องประดับ โดยแลกกับถาดใบนั้น พ่อค้าตรวจดูถาดแล้ว ลองเอาเข็มขีดหลังถาดดู รู้แน่ว่าเป็นถาดทอง แต่เพราะความที่ตนเป็นคนโลภมาก อยากได้ถาดใบนั้นโดยไม่ต้องเสียของ จึงทำเป็นพูดว่า ถาดใบนี้ไม่มีราคา ค่าของมันไม่ถึงครึ่งมาสก แล้วก็โยนถาดลงบนพื้น ออกจากบ้านไป
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เดินเร่ขายของมาจนถึงบ้านยายหลานคู่นั้น ร้องขายเครื่องประดับ หลานสาวได้ยินก็รบเร้าให้ยายซื้อเครื่องประดับโดยเอาถาดใบนั้นแลกของ ยายก็บอกว่า พ่อค้าคนก่อนเขาบอกแล้วว่าถาดไม่มีราคา โยนถาดทิ้งลงบนพื้น แล้วเราจะเอาอะไรไป แลกเครื่องประดับเล่า หลานก็บอกว่าพ่อค้าคนก่อนพูดจาไม่น่าฟัง แต่พ่อค้าคนนี้ดูทีจะพูดจาน่าฟัง เขาคงจะรับแลกถาดของเรา ยายจึงเรียกพระโพธิสัตว์เข้ามา แล้วขอแลก เครื่องประดับกับถาดใบนั้น พระโพธิสัตว์ตรวจดูถาดแล้วรู้ว่าเป็นทอง จึงกล่าวว่า ยายถาดใบนี้ราคาตั้งแสน ของที่ฉันนำมาขายทั้งหมดนี้ มีราคาไม่ถึงแสน ยายกับหลานจึง บอกว่า พ่อค้าคนก่อนบอกว่า ถาดใบนี้ราคาไม่ถึงครึ่งมาสก ไม่รับแลกของ ซ้ำยังโยน ถาดทิ้งลงบนพื้น แต่เมื่อท่านมา กลับบอกว่าถาดใบนี้เป็นถาดทอง นั่นเป็นบุญของท่าน เราให้ถาดใบนี้แก่ท่าน ขอให้ท่านให้ของแก่เราบ้าง แล้วรับเอาถาดไปเถิด พระโพธิสัตว์จึงมอบสินค้าของตนทั้งหมดมีมูลค่า ๕๐๐ กหาปณะ และเงินสดที่ตนมีอยู่อีก ๕๐๐ กหาปณะให้ยายหลาน ขอไว้เพียงตาชั่ง ถุงใส่ของ และค่าโดยสารเรืออีก ๘ กหาปณะเท่านั้น รับเอาถาดทองแล้วลาไป พระโพธิสัตว์รีบไปที่ฝั่งแม่น้ำ เอาเงินค่าจ้างให้คนเรือ แล้วบอกให้ออกเรือ พาตนข้ามแม่น้ำ
ฝ่ายพ่อค้าโลภมากคนนั้น ได้ย้อนกลับมาที่เรือนของยายหลานคู่นั้นอีก บอกว่า เราจะให้ของอะไรๆ บางอย่างแก่ท่าน ท่านจงนำถาดใบนั้นมาให้เรา หลานจึงต่อว่าพ่อค้าโลภมากว่า ถาดของเราเป็นทองมีราคาตั้งแสน แต่ท่านตีราคาไม่ถึงครึ่งมาสก บัดนี้พ่อค้าอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีใจเป็นธรรมได้ให้ของของเขาทั้งหมดและมอบเงินทั้งหมดรวม ๑ พัน แล้วรับเอาถาดนั้นไปแล้ว พ่อค้าผู้โลภมากได้ฟังดังนั้นเสียใจมาก เสียดายถาดทองอันมีค่า มากนั้น ถึงกับสิ้นสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็โปรยเงินและข้าวของของตนทิ้งไว้หน้าประตูบ้าน เอาคันชั่งมาทำเป็นไม้ค้อน ออกติดตามพระโพธิสัตว์ไปที่ฝั่งแม่น้ำ ได้เห็นพระโพธิสัตว์อยู่ในเรือกลางแม่น้ำ ก็ร้องบอกให้กลับมารับตนด้วย พระโพธิสัตว์สั่งคนเรือไม่ให้กลับ เรือจึงแล่นไกลฝั่งออกไปทุกที พ่อค้าโลภมากไม่อาจจะติดตามไปได้ เพราะไม่มีเรือ จึงได้แต่เศร้าเสียใจมาก จนถึงกับกระอักออกมาเป็นเลือด มีหัวใจแตกสลาย ผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์แล้วสิ้นชีวิต พ่อค้าผู้โลภมากนั้น คือพระเทวทัตในบัดนี้นั่นเอง
นี่คือเรื่องราวอันเป็นเหตุให้พระเทวทัตอาฆาตจองเวรพระโพธิสัตว์เป็นครั้งแรก และได้อาฆาตจองเวรประทุษร้ายตลอดมาในทุกชาติที่พบกัน ไม่เว้นแม้ในชาติสุดท้าย ของพระโพธิสัตว์ คือในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
การที่พระเทวทัตในชาติที่เป็นพ่อค้าผู้โลภมาก ผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์เป็นครั้งแรกนี้ก็เพราะอาศัยกิเลส คือความโลภมากจนเกินประมาณของตนนั่นเอง เมื่อไม่ได้ดังปรารถนาก็เกิดโทสะ คือความเศร้าโศกเสียใจติดตามมา เมื่อความเศร้าโศกเสียใจนั้น รุนแรงขึ้น ก็เป็นเหตุให้ผูกโกรธ คือผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรในที่สุด แม้ในชาติที่เป็น พระเทวทัต ก็อาศัยความโลภ คือความอยากเป็นใหญ่ คิดที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองนั่นแหละ เป็นเหตุให้ทำอนันตริยกรรม คือประทุษร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงกับห้อพระโลหิตและทำสังฆเภท ต้องถูกธรณีสูบ และตกนรกอเวจีในที่สุด
ความโลภจึงเป็นสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งปวง คือทั้งชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณทุกข์ รวมไปถึง โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และอุปายาสทุกข์ด้วย วิธีที่จะตัดความโลภให้สิ้นไปไม่เกิดอีก ต้องอาศัยการเจริญมรรค มีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เท่านั้น
สรุปว่า พระเทวทัตเริ่มจองเวรพระพุทธเจ้าของเรามาตั้งแต่กัปที่ ๕ นับย้อนหลังจากภัทรกัปนี้ และกิเลสคือโลภะ เป็นปฐมเหตุของการจองเวร
[full-post]
