แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังฆคุณ แสดงบทความทั้งหมด


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,788)


ทักขิเณยโย (ชุดสังฆคุณ 9)

..............

ผู้นับถือพระพุทธศาสนาย่อมสวดสาธยายคุณแห่งพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ กันอยู่เสมอ 

คำบาลีแสดงพระสังฆคุณว่าดังนี้ -

..............

สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อุชุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ญายปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

สามีจิปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ยทิทํ  จตฺตาริ  ปุริสยุคานิ  อฏฺฐ  ปุริสปุคฺคลา  

เอส  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อาหุเนยฺโย  ปาหุเนยฺโย  ทกฺขิเณยฺโย  อญฺชลีกรณีโย  

อนุตฺตรํ  ปุญฺญกฺเขตฺตํ  โลกสฺสาติ.

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 89 หน้า 111

..............

พระสังฆคุณ 9 ท่านนับบทว่า “ทักขิเณยโย” เป็นบทที่ 7

คำว่า “ทักขิเณยโย” เขียนแบบคำอ่านเป็น “ทักขิเณยโย” ตรงกับเขียนแบบคำไทย อ่านว่า ทัก-ขิ-เนย-โย 

คำว่า “ทักขิเณยโย” เขียนแบบบาลีเป็น “ทกฺขิเณยฺโย” (มีจุดใต้ ยฺ หลัง ณ) รูปคำเดิมเป็น “ทกฺขิเณยฺย” อ่านว่า ทัก-ขิ-เนย-ยะ รากศัพท์มาจาก ทกฺขิณา + เณยฺย ปัจจัย

(ก) “ทกฺขิณา” 

อ่านว่า ทัก-ขิ-นา รากศัพท์มาจาก ทกฺขฺ (ธาตุ = เจริญ) + อิณ ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ 

: ทกฺขฺ + อิณ = ทกฺขิณ + อา = ทกฺขิณา แปลตามศัพท์ว่า (1) “ทานที่คนเชื่อผลของกรรมแล้วให้” (2) “เหตุเป็นเครื่องเจริญด้วยสมบัติตามที่ปรารถนา” 

“ทกฺขิณา” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ - 

(1) รางวัล, ของขวัญ, ค่าธรรมเนียม, ของที่ควรให้, สิ่งบริจาค (a gift, a fee, a donation)

(2) ทานที่ให้แก่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ (a donation given to a holy person) 

(3) สิ่งที่ให้เพื่อชดใช้หรือล้างบาป หรือเพื่ออุทิศให้ผู้อื่น (an intercessional, expiatory offering)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ทักขิณา : (คำนาม) ทักษิณา, ของทำบุญ; ขวา, ทิศใต้. (ป.; ส. ทกฺษิณา).”

(ข) ทกฺขิณา + เณยฺย ปัจจัย, ลบ ณ ที่ เณยฺย (เณยฺย > เอยฺย), ลบสระหน้า คือ อา ที่ ทกฺขิณา (ทกฺขิณา > ทกฺขิณ)

: ทกฺขิณา > ทกฺขิณ + เณยฺย > เอยฺย : ทกฺขิณ + เอยฺย = ทกฺขิเณยฺย แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้ควรรับทักษิณาทาน” (2) “ผู้ควรแก่ทักษิณาทาน”

“ทกฺขิเณยฺย” = ผู้ควรรับทักษิณาทาน หรือผู้ควรแก่ทักษิณาทาน พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลเป็นอังกฤษว่า the recipient of the gift; a worthy object for a dakkhiṇā; one worthy of a dakkiṇā. 

บาลี “ทกฺขิเณยฺย” ในภาษาไทยใช้เป็น “ทักขิไณย” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีคำว่า “ทักขิไณยบุคคล” (ทัก-ขิ-ไน-ยะ-บุก-คน) บอกไว้ว่า - 

“ทักขิไณยบุคคล : (คำนาม) บุคคลผู้ควรรับทักษิณา ได้แก่ภิกษุ สามเณร และสมณพราหมณ์. (ป.).”

ในที่นี้ “ทกฺขิเณยฺย” เป็นคำขยาย ( = วิเสสนะ) ของ “สาวกสงฺโฆ” (พระสงฆ์สาวก, ที่คำขึ้นต้นว่า สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ) คำขยายหรือวิเสสนะต้องมีลิงค์ วจนะ วิภัตติ เหมือนคำนามที่ตนขยาย

“สาวกสงฺโฆ” เป็นคำนาม แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ 

“ทกฺขิเณยฺย” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ทกฺขิเณยฺโย” เขียนแบบคำไทยเป็น “ทักขิเณยโย” (ไม่มีจุดใต้ ยฺ หลัง ณ) 

ขยายความ :

“ทักขิเณยโย” เป็นคุณนามบทที่ 7 ของพระสงฆ์

คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค 1 หน้า 282 (ฉอนุสสตินิทเทส) แสดงความหมายที่พระสงฆ์ได้นามว่า “ทักขิเณยโย” ไว้ดังนี้ -

..............

ทกฺขิณาติ  ปน  ปรโลกํ  สทฺทหิตฺวา  ทาตพฺพทานํ  วุจฺจติ  

บุคคลเชื่อว่าปรโลกมีจริงจึงให้ทาน ทานที่ให้เพราะเชื่อเช่นนั้น เรียกว่า “ทักขิณา” 

ตํ  ทกฺขิณํ  อรหติ  

พระสงฆ์ย่อมควรแก่ทักขิณานั้น

ทกฺขิณาย  วา  หิโต  ยสฺมา  นํ  มหปฺผลกรณตาย  วิโสเธตีติ  ทกฺขิเณยฺโย  ฯ 

นัยหนึ่ง พระสงฆ์เกื้อกูลแก่ทักขิณา เพราะทำทักขิณาให้หมดจด คือทำทักขิณานั้นให้มีผลมาก เหตุนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า ทักขิเณยโย (ผู้ควรแก่ทักขิณาหรือผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณา)

..............

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “ทกฺขิเณยฺโย” สรุปความไว้ดังนี้ -

..............

ทกฺขิเณยฺโย : (พระสงฆ์) เป็นผู้ควรแก่ทักขิณา คือมีคุณความดีสมควรแก่ของทำบุญ มีอาหาร ผ้านุ่งห่ม เป็นต้น ช่วยเอื้ออำนวยให้ของที่เขาถวายมีผลมาก (ข้อ ๗ ในสังฆคุณ ๙)

..............

ดูก่อนภราดา!

: ถวายทักขิณาตั้งเจตนาให้ตรง

: พระสงฆ์ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์


[right-side]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,785)


เอสะ (ชุดสังฆคุณ 9)

..............

ผู้นับถือพระพุทธศาสนาย่อมสวดสาธยายคุณแห่งพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ กันอยู่เสมอ 

คำบาลีแสดงพระสังฆคุณว่าดังนี้ -

..............

สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อุชุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ญายปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

สามีจิปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ยทิทํ  จตฺตาริ  ปุริสยุคานิ  อฏฺฐ  ปุริสปุคฺคลา  

เอส  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อาหุเนยฺโย  ปาหุเนยฺโย  ทกฺขิเณยฺโย  อญฺชลีกรณีโย  

อนุตฺตรํ  ปุญฺญกฺเขตฺตํ  โลกสฺสาติ.

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 89 หน้า 111

..............

พระสังฆคุณ 9 บทว่า “เอสะ” เป็นบทประกอบในประโยค ไม่ใช่คำแสดงสังฆคุณ 

คำว่า “เอสะ” เขียนแบบบาลีเป็น “เอส” อ่านว่า เอ-สะ รูปคำเดิมเป็น “เอต” อ่านว่า เอ-ตะ เป็นศัพท์จำพวก “สัพพนาม” แปลว่า “นั่น” นักเรียนบาลีเรียกกันว่า “เอต-ศัพท์” (เอ-ตะ-สับ) = ศัพท์ว่า เอต 

“เอต-ศัพท์” ใช้ในฐานะเป็นคำขยายหรือ “วิเสสนะ” ต้องมีคำนามที่เป็นเจ้าของมารองรับ เช่น คนนั่น สิ่งนั่น ตัวนั่น ที่นั่น ฯลฯ

ในที่นี้ “เอต” เป็นคำขยาย “สาวกสงฺโฆ” (สา-วะ-กะ-สัง-โค) แปลว่า “หมู่แห่งสาวกนั่น” หรือ “นั่นคือหมู่แห่งสาวก”

คำขยายหรือวิเสสนะต้องมีลิงค์ วจนะ วิภัตติ เหมือนคำนามที่ตนขยาย

“สาวกสงฺโฆ” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ 

“เอต” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “เอโส” ลง อ (อะ) สระอาคม ลบสระหน้า ได้รูปเป็น “เอส” (เอ-สะ)

: เอโส + อ : เอโส > เอส + อ = เอส

พึงทราบว่า ในที่ทั่วไป “เอต” เมื่อเปลี่ยนรูปเป็น “เอโส” ก็คงเป็น “เอโส” แต่ในบทแสดงพระสังฆคุณนี้ท่านใช้เป็น “เอส” เพื่อความสละสลวยในเวลาเปล่งเสียง

ขยายความคำว่า “สัพพนาม” :

“สัพพนาม” แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “ปุริสสัพพนาม” และ “วิเสสนสัพพนาม”

(๑) “ปุริสสัพพนาม” (ปุ-ริ-สะ-สับ-พะ-นาม) แปลว่า สรรพนามแทนตัว มีดังนี้ -

ต (ตะ) = เขา, มัน (He, She, It)

ตุมฺห (ตุม-หะ, ตุม-หฺมะ) = เจ้า, ท่าน, สู, เอ็ง, มึง (You)

อมฺห (อำ-หะ, อำ-หฺมะ) = ฉัน, ข้า, กู (I)

(๒) “วิเสสนสัพพนาม” (วิ-เส-สะ-นะ-สับ-พะ-นาม) แปลว่า สรรพนามขยายความ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “อนิยมสัพพนาม” และ “นิยมสัพพนาม”

(1) “อนิยมสัพพนาม” (อะ-นิ-ยะ-มะ-สับ-พะ-นาม, อะ-นิ-ยม-สับ-พะ-นาม) แปลว่า สรรพนามไม่ชี้ชัด (ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นคนไหน ตัวไหน สิ่งไหน) มีดังนี้ -

ย (ยะ) = ใด 

อญฺญ (อัน-ยะ) = อื่น

อญฺญตร (อัน-ยะ-ตะ-ระ) = คนใดคนหนึ่ง

อญฺญตม (อัน-ยะ-ตะ-มะ) = คนใดคนหนึ่ง

ปร (ปะ-ระ) = อื่น

อปร (อะ-ปะ-ระ) = อื่นอีก (อื่นจากอื่นไปอีก)

กตร (กะ-ตะ-ระ) = คนไหน, ตัวไหน, สิ่งไหน

กตม (กะ-ตะ-มะ) = คนไหน, ตัวไหน, สิ่งไหน

เอก (เอ-กะ) = คนหนึ่ง, พวกหนึ่ง

เอกจฺจ (เอ-กัด-จะ) = บางคน, บางพวก

สพฺพ (สับ-พะ) = ทั้งปวง

กึ (กิง) = อะไร

(2) “นิยมสัพพนาม” (นิ-ยะ-มะ-สับ-พะ-นาม, นิ-ยม-สับ-พะ-นาม) แปลว่า สรรพนามชี้ชัด มีดังนี้ -

ต (ตะ) = นั้น

เอต (เอ-ตะ) = นั่น, นี่

อิม (อิ-มะ) = นี้ 

อมุ (อะ-มุ) = โน้น, โน่น

..............

ดูก่อนภราดา!

เครื่องมือสื่อสารทุกวันนี้ -

: ทำให้คนอยู่ไกลเหมือนคนใกล้

: แต่บางทีก็ทำให้คนอยู่ใกล้เหมือนคนไกล

[right-side]


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,781)


ญายปฏิปันโน (ชุดสังฆคุณ 9)

..............

ผู้นับถือพระพุทธศาสนาย่อมสวดสาธยายคุณแห่งพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ กันอยู่เสมอ 

คำบาลีแสดงพระสังฆคุณว่าดังนี้ -

..............

สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อุชุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ญายปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

สามีจิปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ยทิทํ  จตฺตาริ  ปุริสยุคานิ  อฏฺฐ  ปุริสปุคฺคลา  

เอส  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อาหุเนยฺโย  ปาหุเนยฺโย  ทกฺขิเณยฺโย  อญฺชลีกรณีโย  

อนุตฺตรํ  ปุญฺญกฺเขตฺตํ  โลกสฺสาติ.

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 89 หน้า 111

..............

พระสังฆคุณ 9 ท่านนับบทว่า “ญายปฏิปันโน” เป็นบทที่ 3

คำว่า “ญายปฏิปันโน” ถ้าเขียนแบบคำอ่านต้องเขียนเป็น “ญายะปะฏิปันโน” ในที่นี้เขียนแบบคำไทยเป็น “ญายปฏิปันโน” อ่านว่า ยา-ยะ-ปะ-ติ-ปัน-โน 

“ญายปฏิปันโน” เขียนแบบบาลีเป็น “ญายปฏิปนฺโน” อ่านว่า ยา-ยะ-ปะ-ติ-ปัน-โน รูปคำเดิมเป็น “ญายปฏิปนฺน” อ่านว่า ยา-ยะ-ปะ-ติ-ปัน-นะ ประกอบด้วย ญาย + ปฏิปนฺน 

(๑) “ญาย” 

อ่านว่า ยา-ยะ รากศัพท์มาจาก -

(1) ญา (ธาตุ = รู้) + อ (อะ) ปัจจัย, แปลง อา ที่ ญา เป็น อาย (ญา > ญาย)

: ญา + อ = ญา > ญาย แปลตามศัพท์ว่า (1) “วิธีเป็นเครื่องรู้” (2) “มรรคเป็นเครื่องรู้ถึงพระนิพพาน” (3) “มรรคเป็นเหตุให้แทงตลอดพระนิพพาน” (4) “ธรรมที่รู้พระนิพพาน คือถึงพระนิพพานด้วยการแทงตลอด” 

(2) นี (ธาตุ = บรรลุ) + อ (อะ) ปัจจัย, แปลง น ที่ นี เป็น ญ, รัสสะ อี เป็น อิ, แปลง อิ เป็น ย, ทีฆะ อะ ที่ ญ เป็น อา

: นี > ญี > ญิ > ญย + อ = ญย > ญาย แปลตามศัพท์ว่า “มรรคเป็นเครื่องบรรลุธรรมแห่งเหล่าสัตว์” 

“ญาย” (ปุงลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) วิธี, ความจริง, ระบบ (method, truth, system) 

(2) ความเหมาะสม, วิธีที่ถูกต้อง, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ (fitness, right manner, propriety, right conduct)

(๒) “ปฏิปนฺน” 

อ่านว่า ปะ-ติ-ปัน-นะ รากศัพท์มาจาก ปฏิ (คำอุปสรรค = เฉพาะ, ตอบ, ทวน, กลับ) + ปทฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + ต ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ (ปทฺ > ป), แปลง ต เป็น นฺน (หรือนัยหนึ่ง แปลง ทฺ ที่สุดธาตุกับ ต เป็น นฺน)

: ปฏิ + ปทฺ = ปฏิปทฺ + ต = ปฏิปทฺต > ปฏิปนฺน แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไปถึงเฉพาะ” “ผู้ดำเนินไป” “ผู้ปฏิบัติ”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปฏิปนฺน” ว่า [having] followed or following up, reaching, going along or by [i. e. practising], entering on, obtaining ([ได้] ดำเนินตามหรือกำลังติดตาม, ไปตามหรืออาศัย [คือปฏิบัติ], เข้าสู่, ได้รับ) 

ญาย + ปฏิปนฺน = ญายปฏิปนฺน แปลว่า “ผู้ไปถึงด้วยปฏิปทาอันถูกต้อง” “ผู้ดำเนินไปเพื่อพระนิพพาน” “ผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ถึงพระนิพพาน”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ญายปฏิปนฺน” ว่า walking in the right path (ดำเนินไปในหนทางที่ถูกต้อง)

ในที่นี้ “ญายปฏิปันน” เป็นคำขยาย ( = วิเสสนะ) ของ “สาวกสงฺโฆ” (พระสงฆ์สาวก, ที่คำขึ้นต้นว่า สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ) คำขยายหรือวิเสสนะต้องมีลิงค์ วจนะ วิภัตติ เหมือนคำนามที่ตนขยาย

“สาวกสงฺโฆ” เป็นคำนาม แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ 

“ญายปฏิปนฺน” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ญายปฏิปนฺโน” เขียนแบบไทยเป็น “ญายปฏิปันโน” 

ขยายความ :

“ญายปฏิปันโน” เป็นคุณนามบทที่ 3 ของพระสงฆ์

คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค 1 หน้า 280 (ฉอนุสสตินิทเทส) แสดงลักษณะของ “ญายปฏิปันโน” ไว้ดังนี้ -

..............

ยสฺมา  ปน  สา  สมฺมาปฏิปทา ... อริโย  จ  ญาโยติปิ  วุจฺจติ  ... ตสฺมา  ตํ  ปฏิปนฺโน  อริยสงฺโฆ ...   ญายปฏิปนฺโน ... ติปิ  วุตฺโต  ฯ

ประการหนึ่ง สัมมาปฏิปทานั้นท่านเรียกว่า อริยญายะ (ทางดำเนินเพื่อความรู้อันประเสริฐ) ดังนี้ก็มี ... เพราะเหตุนั้น พระอริยสงฆ์ผู้ดำเนินปฏิปทานั้น จึงได้ชื่อว่า ญายปฏิปนฺโน (ปฏิบัติสู่ทางดำเนินเพื่อความรู้อันประเสริฐ) ดังนี้บ้าง 

ญาโย  วุจฺจติ  นิพฺพานํ  ตทตฺถาย  ปฏิปนฺนตฺตา  ญายปฏิปนฺโน  ...

พระนิพพาน เรียกว่า ญายะ พระอริยสงฆ์ชื่อว่า ญายปฏิปนฺโน เพราะปฏิบัติเพื่อให้ได้บรรลุพระนิพพานนั้น 

..............

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “ญายปฏิปนฺโน” สรุปความไว้ดังนี้ -

..............

ญายปฏิปนฺโน : (พระสงฆ์) เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง หรือปฏิบัติเป็นธรรม คือปฏิบัติปฏิปทาที่จะให้เกิดความรู้ หรือปฏิบัติเพื่อได้ความรู้ธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ อีกนัยหนึ่งว่า ปฏิบัติมุ่งธรรมเป็นใหญ่ ถือความถูกต้องเป็นประมาณ (ข้อ ๓ ในสังฆคุณ ๙)

..............

ดูก่อนภราดา!

: ตามจิตไปจนกว่าจะเจอตัวโง่

: นั่นแหละจึงจะโผล่เข้าไปใกล้พระนิพพาน

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,778)


สุปฏิปันโน (ชุดสังฆคุณ 9)

..............

ผู้นับถือพระพุทธศาสนาย่อมสวดสาธยายคุณแห่งพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ กันอยู่เสมอ 

คำบาลีแสดงพระสังฆคุณว่าดังนี้ -

..............

สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อุชุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ญายปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

สามีจิปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

ยทิทํ  จตฺตาริ  ปุริสยุคานิ  อฏฺฐ  ปุริสปุคฺคลา  

เอส  ภควโต  สาวกสงฺโฆ  

อาหุเนยฺโย  ปาหุเนยฺโย  ทกฺขิเณยฺโย  อญฺชลีกรณีโย  

อนุตฺตรํ  ปุญฺญกฺเขตฺตํ  โลกสฺสาติ.

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 89 หน้า 111

..............

พระสังฆคุณ 9 ท่านนับบทว่า “สุปฏิปันโน” เป็นบทที่ 1

คำว่า “สุปฏิปันโน” ถ้าเขียนแบบคำอ่านต้องเขียนเป็น “สุปะฏิปันโน” ในที่นี้เขียนแบบคำไทยเป็น “สุปฏิปันโน” อ่านว่า สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน 

“สุปฏิปันโน” เขียนแบบบาลีเป็น “สุปฏิปนฺโน” อ่านว่า สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน รูปคำเดิมเป็น “สุปฏิปนฺน” อ่านว่า สุ-ปะ-ติ-ปัน-นะ ประกอบด้วย สุ + ปฏิปนฺน 

(๑) “สุ” 

เป็นคำอุปสรรค (คำที่ใช้ประกอบข้างหน้าคำนามหรือกริยาให้มีความหมายยักเยื้องออกไป) นักเรียนบาลีแปลกันว่า ดี, งาม, ง่าย

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แสดงความหมายของ “สุ-” ไว้ว่า well, happily, thorough (ดี, อย่างมีสุข, ทั่วถึง)

(๒) “ปฏิปนฺน” 

อ่านว่า ปะ-ติ-ปัน-นะ รากศัพท์มาจาก ปฏิ (คำอุปสรรค = เฉพาะ, ตอบ, ทวน, กลับ) + ปทฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + ต ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ (ปทฺ > ป), แปลง ต เป็น นฺน (หรือนัยหนึ่ง แปลง ทฺ ที่สุดธาตุกับ ต เป็น นฺน)

: ปฏิ + ปทฺ = ปฏิปทฺ + ต = ปฏิปทฺต > ปฏิปนฺน แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไปถึงเฉพาะ” “ผู้ดำเนินไป” “ผู้ปฏิบัติ”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปฏิปนฺน” ว่า [having] followed or following up, reaching, going along or by [i. e. practising], entering on, obtaining ([ได้] ดำเนินตามหรือกำลังติดตาม, ไปตามหรืออาศัย [คือปฏิบัติ], เข้าสู่, ได้รับ) 

สุ + ปฏิปนฺน = สุปฏิปนฺน แปลว่า “ผู้ไปถึงเฉพาะด้วยดี” “ผู้ดำเนินไปด้วยดี” “ผู้ปฏิบัติดี”

ในที่นี้ “สุปฏิปนฺน” เป็นคำขยาย ( = วิเสสนะ) ของ “สาวกสงฺโฆ” (พระสงฆ์สาวก, ที่คำขึ้นต้นว่า สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ) คำขยายหรือวิเสสนะต้องมีลิงค์ วจนะ วิภัตติ เหมือนคำนามที่ตนขยาย

“สาวกสงฺโฆ” เป็นคำนาม แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ 

“สุปฏิปนฺน” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “สุปฏิปนฺโน” เขียนแบบไทยเป็น “สุปฏิปันโน” 

ขยายความ :

“สุปฏิปันโน” เป็นคุณนามบทที่ 1 ของพระสงฆ์

คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค 1 หน้า 279-280 (ฉอนุสสตินิทเทส) แสดงลักษณะของ “สุปฏิปันโน” ไว้ดังนี้ -

..............

สุปฏิปนฺโนติ  สุฏฺฐุ  ปฏิปนฺโน  

คำว่า สุปฏิปนฺโน แปลว่า ปฏิบัติดี 

สมฺมาปฏิปทํ  

ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิปทา (คือปฏิบัติชอบ)

อนิวตฺติปฏิปทํ  

เป็นอนิวัตติปฏิปทา (ปฏิบัติไม่ถอยกลับ) 

อนุโลมปฏิปทํ  

เป็นอนุโลมปฏิปทา (ปฏิบัติสมควรแก่พระนิพพาน) 

อปจฺจนีกปฏิปทํ  

เป็นอปัจจนีกปฏิปทา (ปฏิบัติไม่เป็นข้าศึกแก่ธรรมและบุคคล) 

ธมฺมานุธมฺมปฏิปทํ  ปฏิปนฺโนติ  วุตฺตํ  โหติ  ฯ

เป็นธรรมานุธรรมปฏิปทา (ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม) ดังอธิบายมาฉะนี้ 

อปิจ  สฺวากฺขาเต  ธมฺมวินเย  ยถานุสิฏฺฐํ  ปฏิปนฺนตฺตาปิ  อปณฺณกปฏิปทํ  ปฏิปนฺนตฺตาปิ  สุปฏิปนฺโน.

อีกนัยหนึ่ง พระสงฆ์ชื่อว่า สุปฏิปนฺโน ก็เพราะปฏิบัติไปตามอนุศาสนีที่พระผู้มีพระภาคทรงสอนไว้ ทั้งเพราะปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา (คือปฏิบัติไม่ผิด) ในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว

..............

ขอขยายความเพิ่มเติม อนุโลมตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค ดังนี้ -

พระสงฆ์ชื่อว่า “สุปฏิปันโน” เพราะ -

(1) สมฺมาปฏิปทํ ปฏิปนฺโน : “ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิปทา” (ปฏิบัติชอบ) = ปฏิบัติถูกต้องตรงไปสู่ความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ตรงกันข้ามกับปฏิบัติผิด ยิ่งปฏิบัติยิ่งติดอยู่ในสังสารวัฏ

(2) อนิวตฺติปฏิปทํ  ปฏิปนฺโน : “ปฏิบัติเป็นอนิวัตติปฏิปทา” (ปฏิบัติไม่กลับ) = ปฏิบัติก้าวไปข้างหน้าเสมอ ไม่ถอยกลับ อุปมาดังคนเคยเลว แล้วกลับตัวเป็นคนดี มีแต่ทำดียิ่งขึ้น ไม่หวนกลับไปเลวเหมือนเดิมอีก

(3) อนุโลมปฏิปทํ  ปฏิปนฺโน : “ปฏิบัติเป็นอนุโลมปฏิปทา” (ปฏิบัติสมควรแก่พระนิพพาน) = ปฏิบัติแบบผู้ที่ทั้งรู้ปริยัติ ทั้งปฏิบัติตามที่รู้ ไม่ใช่ได้แต่รู้ แต่ไม่ปฏิบัติ

(4) อปจฺจนีกปฏิปทํ  ปฏิปนฺโน : “ปฏิบัติเป็นอปัจจนีกปฏิปทา” (ปฏิบัติไม่เป็นข้าศึกแก่ธรรมและบุคคล) = ปฏิบัติไม่เป็นศัตรูกับใคร แม้กับผู้ที่รู้ผิดปฏิบัติผิดก็มีจิตเมตตามุ่งอนุเคราะห์ให้มาดำเนินในทางที่ถูกต้อง

(5) ธมฺมานุธมฺมปฏิปทํ  ปฏิปนฺโน : “ปฏิบัติเป็นธรรมานุธรรมปฏิปทา” (ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม) = ปฏิบัติเหมาะสมกับสภาวะต่างๆ ที่กำลังปรากฏ (ทำสิ่งที่เหมาะ ในที่ที่เหมาะ ในเวลาที่เหมาะ)

..............

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “สุปฏิปนฺโน” สรุปความไว้ดังนี้ -

..............

สุปฏิปนฺโน : (พระสงฆ์) เป็นผู้ปฏิบัติดี คือ ปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ปฏิบัติไม่ถอยหลัง ปฏิบัติสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ดำรงอยู่ในธรรมวินัย (ข้อ ๑ ในสังฆคุณ ๙)

..............

ข้อสังเกต :

สังคมชาวพุทธไทยเมื่อพบเห็นพระภิกษุสงฆ์ที่ตนศรัทธาเลื่อมใส ก็มักจะสรรเสริญว่า ท่านเป็น “พระสุปฏิบัติ” (พระสุปฏิปันโน) 

แต่ถ้าถามว่า ใช้หลักอะไรตัดสินว่าท่านเป็นพระสุปฏิบัติ ส่วนมากก็ตอบไม่ได้ คงบอกได้แต่เพียง ฉันชอบ ฉันเลื่อมใสของฉันก็แล้วกัน กลายเป็นว่าเอาความถูกกับจริตจิตใจของตนเป็นเกณฑ์

..............

ดูก่อนภราดา!

: เอาความถูกต้องเป็นความถูกใจ 

สังคมก็ศรีวิไลและไร้ข้อบกพร่อง

: เอาความถูกใจเป็นความถูกต้อง 

สังคมก็บกพร่องและนับวันประลัย

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.