แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดดี แสดงบทความทั้งหมด

 


วัดดีต้องมีครบห้าหอ (๑)

.........................................................

หอทั้ง ๕ ที่วัดจะต้องมีคือ 

๑ หอฉัน 

๒ หอสวดมนต์ 

๓ หอระฆัง 

๔ หอกลอง 

๕ หอไตร

.........................................................

๑ หอฉัน

คือสถานที่ซึ่งพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในวัดเดียวกันจะมาพบกันทุกเช้า อันเป็นเวลาที่ต้องฉันภัตตาหาร

ไม่ใช่ต่างองค์ต่างปิดประตูอยู่ในห้องใครห้องมัน อดหรืออิ่มไม่มีใครรู้

อยู่ด้วยกัน อดก็อดด้วยกัน อิ่มก็อิ่มด้วยกัน มารับรู้กันที่หอฉัน

นอกจากพระเณรพบกันเองแล้ว ชาวบ้านญาติโยมต้องการพบพระเณร ก็มาพบกันโดยเปิดเผยที่หอฉัน

ไม่ใช่ปิดประตูอยู่กันตามลำพังในห้อง-โดยเฉพาะกับโยมผู้หญิง เป็นช่องให้ทำอะไรที่ผิดวินัยได้ง่าย ทำแล้วก็ไม่มีใครเห็น

สมัยพุทธกาล ชาวบ้านไปพบพระ ๓ เวลา -

.........................................................

ก่อนเที่ยง เอาภัตตาหารไปเลี้ยงพระ

หลังเที่ยง เอาน้ำปานะไปถวายพระ

ตอนเย็น ไปฟังพระแสดงธรรม หรือสนทนาธรรมกับพระ

.........................................................

สถานที่ซึ่งใช้ปฏิบัติกิจเหล่านี้ก็คือ-หอฉัน 

พระกับพระพบกัน 

ชาวบ้านกับพระมีปฏิสัมพันธ์กัน 

ใช้หอฉันเป็นสถานที่ปฏิบัติการ 

นี่คือวัตถุประสงค์ของการมีหอฉัน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๔:๒๔

[full-post]



วัดดีต้องมีครบห้าหอ (๒)

.........................................................

หอทั้ง ๕ ที่วัดจะต้องมีคือ 

๑ หอฉัน 

๒ หอสวดมนต์ 

๓ หอระฆัง 

๔ หอกลอง 

๕ หอไตร

.........................................................

๒ หอสวดมนต์

คือสถานที่พระภิกษุสามเณรในวัดไปรวมกันเพื่อไหว้พระสวดมนต์ประจำวัน 

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าประทับที่ไหน พระก็จะไปเฝ้าเช้าเวลาหนึ่ง เย็นอีกเวลาหนึ่ง 

ไปเฝ้าคือ ไปปฏิบัติดูแล เช่นปัดกวาดอาสนะ หาน้ำฉันน้ำใช้มาตั้งเตรียมไว้เป็นต้น ทำกิจต่าง ๆ เสร็จแล้วก็ทูลถามปัญหาธรรม ฟังพระพุทธดำรัสตรัสสอนธรรม 

ทำกันเช่นนี้จนเป็นกิจวัตร

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ความระลึกถึงพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ ความที่เคยทำเป็นกิจวัตรก็ยังติดอยู่ เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นวัดก็จึงจัดให้มีสถานที่อันสมมุติว่าเป็นที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ แล้วไปทำกิจวัตรอันเคยทำตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน 

ปฏิบัติปัดกวาดสถานที่ แล้วสนทนาธรรมกันเอง ด้วยวิธียกเอาคำตรัสสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาทบทวนด้วยการสาธยายพร้อมกัน อันเป็นที่มาของกิจที่เรียกว่า “สวดมนต์” (สวดมนต์ = สาธยายคำสอนที่จำไว้ได้ไม่ให้ลืมเลือน) เรียกกิจที่ทำทุกเช้าเย็นเช่นนั้นว่า “ทำวัตรสวดมนต์” 

ทำกันจนลงตัวเหมือนกันทุกแห่ง 

เช้าเวลาหนึ่ง 

เย็นเวลาหนึ่ง 

ดังที่เรียกกันว่า ทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น 

และถือกันว่า เป็นกิจสำคัญที่พระภิกษุสามเณรในวัดนั้น ๆ ไม่พึงละเลยเลี่ยงหลบ หรืออ้างเหตุนั่นนี่โน่นมากลบเกลื่อนให้กลายเป็นว่ากิจอื่นสำคัญกว่าการทำวัตรสวดมนต์

สถานที่อันเป็นที่ปฏิบัติกิจเช่นนี้แหละเรียกว่า-หอสวดมนต์

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๗:๔๔

[full-post]

 


วัดดีต้องมีครบห้าหอ (๓)

.........................................................

หอทั้ง ๕ ที่วัดจะต้องมีคือ 

๑ หอฉัน 

๒ หอสวดมนต์ 

๓ หอระฆัง 

๔ หอกลอง 

๕ หอไตร

.........................................................

๓ หอระฆัง

คือสถานที่แขวนระฆังอันเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือสำหรับใช้บอกเป็นสัญญาณด้วยการตีให้เกิดเสียงดังได้ยินไปไกล

สัญญาณบอกอะไร? 

ก็บอกเวลาเพื่อให้รู้ว่า ถึงเวลาทำกิจวัตรเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว 

เป็นเหมือนสัญญาณนัดหมายอย่างหนึ่ง 

เป็นการเตือนเพื่อมิให้หลงลืมละเลยการทำกิจอย่างหนึ่ง

ผลพลอยได้อย่างวิเศษที่เกิดตามมาก็คือ ชาวบ้านได้ยินเสียงระฆังก็เป็นที่รู้ได้ว่า พระสงฆ์องค์เณรในวัดยังทำกิจของสงฆ์กันอยู่เป็นปรกติและบัดนี้เป็นเวลาที่ท่านเริ่มทำกิจนั้นแล้ว 

เมื่อระลึกว่าพระท่านทำกิจอันเป็นกุศล ก็เกิดกุศลจิตน้อมใจอนุโมทนา 

ภาพที่เกิดขึ้นชินตาคนรุ่นเก่าทั่วไปก็คือ พระตีระฆัง ชาวบ้านได้ยินเสียงระฆังก็ยกมือท่วมหัวอนุโมทนาเป็นกิริยาบุญโดยทั่วกัน 

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นทั่วไปในแผ่นดินไทย-แผ่นดินพุทธศาสนา

ไม่มีใครโวยวายว่าตีระฆังทำไม หนวกหูจะตาย!

หอระฆังจึงเป็นสื่อสัญญาณบุญที่ต้องมีอยู่ทุกวัด ด้วยประการฉะนี้

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๖:๕๗

[full-post]

 


วัดดีต้องมีครบห้าหอ (๔)

.........................................................

หอทั้ง ๕ ที่วัดจะต้องมีคือ 

๑ หอฉัน 

๒ หอสวดมนต์ 

๓ หอระฆัง 

๔ หอกลอง 

๕ หอไตร

.........................................................

๔ หอกลอง

คือสถานที่แขวนกลองอันเป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณทำนองเดียวกับระฆังนั่นเอง เพียงแต่เป็นสัญญาณบอกการทำกิจที่อาจจะแตกต่างกันออกไป

ตีระฆัง เป็นสัญญาณบอกว่าพระเณรทำกิจอย่างหนึ่ง

ตีกลอง เป็นสัญญาณบอกว่าพระเณรทำกิจอีกอย่างหนึ่ง

บางกรณี ตีกลองพร้อมกับตีระฆัง ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่ามีกิจพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น

การตีกลองที่เป็นสัญญาณลงตัวแล้วในปัจจุบันนี้ก็คือ ตีกลองในเวลา ๑๑:๐๐ อันเป็นเวลาที่พระภิกษุสามเณรฉันภัตตาหารเพล 

ตีกลองในเวลานั้น เรียกกันว่า ตีกลองเพล 

ได้ยินเสียงกลองในเวลานั้น ก็เรียกรู้กันว่า กลองเพล

กลองเพลมีประโยชน์ตรงที่เตือนพระเณรให้รู้ว่าถึงเวลาฉันเพลแล้ว-อย่ามัวชักช้า มีเวลาเพียงชั่วโมงเดียว คือห้าโมงเช้าถึงเที่ยงวัน 

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของกลองเพลก็คือ เตือนชาวบ้านให้คิดถึงพระเณรว่ามีภัตตาหารพอที่จะฉันได้ทั่วถึงกันหรือเปล่า 

คนที่มีใจเป็นห่วง ได้ยินเสียงกลองเพลก็จะจัดเตรียมภัตตาหารไปถวาย 

บางคนอยู่ใกล้วัด สามารถจะเข้าไปในวัดได้สะดวก ก็จะไปที่ครัวสงฆ์* จัดแจงปรุงอาหารเพลถวายพระตามแต่จะมีวัตถุดิบและมีเวลาพอที่จะทำได้ทัน 

.........................................................

*ครัวสงฆ์ คือที่เก็บเสบียงหรืออาหารแห้งที่มีผู้ถวายพระ มีพุทธานุญาตให้มีที่เก็บเป็นส่วนกลาง ห้ามพระเก็บไว้เป็นส่วนตัว และมีพุทธบัญญัติห้ามพระหุงต้มทำอาหารเอง ดังนั้น จึงต้องมีอารามิกชนคือคนวัดที่ไม่ใช่พระ หรือชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดหรือสะดวกที่จะมาช่วยวัด เป็นผู้ทำหน้าที่หุงต้มถวายพระ

.........................................................

นี่เป็นภาพที่เกิดขึ้นทุกวันในสังคมชาววัดและชาวบ้าน-อันมีกลองเพลเป็นสื่อสัญญาณ 

หอกลองย่อมมีความสำคัญด้วยประการฉะนี้

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๐:๕๔

[full-post]

 


วัดดีต้องมีครบห้าหอ (๕)

.........................................................

หอทั้ง ๕ ที่วัดจะต้องมีคือ 

๑ หอฉัน 

๒ หอสวดมนต์ 

๓ หอระฆัง 

๔ หอกลอง 

๕ หอไตร

.........................................................

๕ หอไตร

คำนี้ตัดมาจากคำเต็มว่า “หอพระไตรปิฎก” หมายถึงสถานที่เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกอันหมายถึงสรรพตำราวิชาการทั้งปวงที่เป็นบันทึกคำสอนในพระพุทธศาสนา 

ตัวคัมภีร์พระไตรปิฎกนั้น ครั้งโบราณคือใบลานสมุดข่อย 

สมัยต่อมาคือพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาที่พิมพ์เป็นเล่ม

คัมภีร์หรือตำราเหล่านี้เป็นของสำคัญ เป็นเครื่องมือที่พระภิกษุสามเณรใช้ศึกษาพระธรรมวินัยอันเป็นตัวพระศาสนา จึงต้องมีสถานที่เก็บรักษาไว้เป็นสัดส่วนและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ตามหลักโบราณ ท่านสร้างหอไตรไว้กลางน้ำ เหตุผลก็คือเพื่อให้พ้นภัยจากมดปลวกหนูแมลงที่จะเข้าไปกัดกินตัวสมุดคัมภีร์ นี่ก็คือให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่พระไตรปิฎกนั่นเอง

.......................

แต่โดยเนื้อแท้อันเป็นตัวสาระจริง ๆ หอไตรหมายถึงสถานที่เก็บตำราพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนาด้วย 

คือไม่ใช่เก็บตำราไว้เฉย ๆ 

หากแต่เก็บรักษาไว้และใช้เล่าเรียนจริง ๆ ด้วย

วัดไหนมีพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ ทั้งมีการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยพระไตรปิฎกจริง ๆ เป็นกิจวัตร

วัดนั้นแม้ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า “หอไตร” ก็ถือได้ว่ามีหอไตรตัวจริง

วัดไหนไม่มีการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยพระไตรปิฎกจริง ๆ แม้จะมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าหอไตร และแม้จะมีพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ เก็บรักษาไว้เต็มหอ 

วัดนั้นก็เท่ากับไม่มีหอไตรนั่นเอง

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๓:๑๙

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.