แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานศพ แสดงบทความทั้งหมด

 


ศึกษาเรื่องเดิม - เริ่มที่งานศพ (๑๐)-จบ

---------------------------------

ศึกษาคำพิจารณา

พระท่านว่าบท “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” อันเป็นบทพิจารณาสังขาร-คือ “พิจารณาศพ” จะอธิบายอย่างไรให้เป็นการ “พิจารณาผ้า”?

ก็ต้องอธิบายว่า “ผ้า” ก็ถือว่าเป็น “สังขาร” อย่างหนึ่ง วันนี้เป็นผ้า วันหน้าก็กลายเป็นธุลีดิน ตรงตามพระบาลีที่ว่า “อุปปัชชิต๎วา  นิรุชฌันติ  สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป” - ก็ไม่ผิดหลักมิใช่หรือ?

ไม่ผิดหลักนี้ แต่ก็ไปผิดหลักที่อ้างว่า “พิจารณาผ้า” คือพิจารณาตามหลักอภิณหปัจจเวกขณะ-พิจารณาขณะรับปัจจัย 

พิจารณาขณะรับปัจจัยจะต้องว่าบท-ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ... 

ไม่ใช่ “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” 

ยุ่งอีก

ยิ่งอธิบายยิ่งยุ่ง

..................

ถ้ายืนยันจะใช้คำว่า “พิจารณาผ้า” และเพื่อให้ถูกหลักตามที่อ้าง (คืออ้างหลักอภิณหปัจจเวกขณะ) ก็ต้องประกาศเปลี่ยนแปลงกันใหม่ นั่นคือ -

ต่อไปนี้พระที่ขึ้นไป “พิจารณาผ้า” ให้ยกเลิกคำพิจารณาว่า “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” อันเป็นบทพิจารณาศพ

และให้ใช้คำพิจารณาว่า “ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ...” อันเป็นบทพิจารณาผ้าแทน 

กลายเป็นเรื่องใหญ่อีก

และจะต้องอธิบายเหตุผลกันเป็นการใหญ่ว่า ศพอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ใช้บทว่า “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” ก็ถูกต้องแล้ว ไปเปลี่ยนเป็น “ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ...” ทำไม

ศพอยู่ตรงหน้าทำไมไม่พิจารณา

ไปพิจารณาผ้าทำไม 

..................

หรือจะดิ้นต่อไปอีก -

อ๋อ ก็- “พิจารณาผ้า” ตามหลักเดิมของผ้าบังสุกุลก็ได้นี่ ผ้าบังสุกุลของเดิมโยมเอาไปทอดไว้ตามทาง พระไปพบเข้าก็ “พิจารณาผ้า”

คำพิจารณาว่า -

.........................................................

อิมัง  ปังสุกูละจีวะรัง  อัสสามิกัง  มัยหัง  ปาปุณาติ 

ทุติยัมปิ ...

ตะติยัมปิ ...

แปลว่า “ผ้าบังสุกุลจีวรผืนนี้ไม่มีเจ้าของ ตกเป็นของข้าพเจ้า” 

.........................................................

แบบนี้ ก็ยังใช้คำว่า “พิจารณาผ้า” ได้ ไม่ผิดหลัก

อธิบายแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนบท “ว่า” จาก “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” มาเป็น “อิมัง  ปังสุกูละจีวะรัง  อัสสามิกัง”

ก็ยุ่งอยู่นั่นเอง

และที่ยุ่งมากก็คือ คำว่า “อัสสามิกัง = ผ้าบังสุกุลจีวรผืนนี้ไม่มีเจ้าของ”

ทั้งๆ ที่คนทอดหรือเจ้าของก็ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น!!

หรือจะต้องตัดคำว่า “อัสสามิกัง = ไม่มีเจ้าของ” ออกไป

ไปกันใหญ่ละครับอีทีนี้

บทที่พระท่าน “ว่า” มาตั้งแต่ก่อนบิดาของบิดาของเราเกิด ก็จะมายับเยินลงด้วยมือของคนรุ่นเรานี่แหละ

สาเหตุมีนิดเดียว คือเพราะไปเรียกว่า “พิจารณาผ้า” กันทั่วไปหมด 

วิธีแก้ก็มีนิดเดียวเหมือนกัน คือเลิกเรียกกันผิดๆ ว่า “พิจารณาผ้า” 

แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

ก็ตามไปศึกษาเรื่องเดิมสิครับ จะยากอะไร

..................

ทอดผ้าบังสุกุลบนเมรุ เรื่องเดิมมาจากพุทธบัญญัติให้พระใช้ผ้าบังสุกุล ขอนำมาพูดย้ำซ้ำอีกเที่ยว

ผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว พระต้องเที่ยวเก็บผ้าเช่นนั้นเลือกเอาแต่ส่วนที่ยังพอใช้ได้มาซักย้อมเย็บเข้าเป็นจีวรเครื่องนุ่งห่ม

ชาวบ้านที่รู้กฎกติกาของพระ ประสงค์จะสงเคราะห์พระให้ได้ความสะดวก จึงทำอุบายเอาผ้าไปทอดหรือพาดวางไว้ตามกิ่งไม้ตามทางที่รู้ว่าพระท่านจะผ่าน เป็นทีว่าเป็นผ้าทิ้งแล้ว 

เวลาพระไปพบผ้าเช่นนี้ ท่านก็จะ “ชัก” คือดึงออกมาจากที่ที่วางหรือพาดไว้นั้น ก่อนชักก็จะพูดดังๆ ว่า “อิมัง ปังสุกูละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ” (ผ้าบังสุกุลผืนนี้ไม่มีเจ้าของ ตกเป็นของข้าพเจ้า) เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของแน่แล้วท่านจึงจะ “ชัก” เอาไป-นี่คือกำเนิดของ “ผ้าป่า”

ในบรรดาแหล่งที่พระท่านจะหาผ้าได้ นอกจากกองขยะแล้วก็ยังมีตามป่าช้าอีกแหล่งหนึ่ง คือผ้าที่ห่อศพซึ่งไม่มีใครต้องการแล้ว ประกอบกับพระที่เจริญอสุภกรรมฐานท่านก็มักจะหาโอกาสไปพิจารณาซากศพตามป่าช้าด้วย ถ้ามีผ้าอยู่กับศพท่านก็จะหาวิธี “ชัก” เอาไปพร้อมไปกับพิจารณาซากศพเป็นการเจริญพระกรรมฐานไปด้วย

ญาติของผู้ตายที่รู้กฎกติกาของพระก็จะถือโอกาสเอาผ้าไปคลุมหรือพาดไว้ที่ศพ แล้วนิมนต์พระไป “พิจารณา” ศพ เพื่อให้พระได้ชักเอาผ้านั้นไปทำจีวรต่อไป ได้ประโยชน์ ๒ ทาง คือได้เจริญอสุภกรรมฐานด้วย ได้ผ้าไปทำจีวรด้วย

จะเห็นได้ว่า ต้นเหตุเดิมของการทอดผ้าบนเมรุนั้น โยมนิมนต์พระไป “พิจารณาศพ” แล้ว “ชักผ้าบังสุกุล”

คำเดิมท่านเรียกว่า “ชักผ้าบังสุกุล” ครับ

และก่อนแต่จะชักผ้า พระท่านก็ยังสามารถ “พิจารณาศพ” อันเป็นเสมือนบุพกิจตามแบบแผนดั้งเดิมได้โดยไม่เป็นการขัดข้องใดๆ กล่าวคือชักผ้าหลังจากพิจารณาศพ-ตามที่พระท่านปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล สอดคล้องกับคำที่เป็นบท “ชักผ้า” คือ “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” อันเป็นการพิจารณาศพซึ่งใช้กันมาแต่ดั้งเดิม โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงให้สับสนวุ่นวาย

แก้คำเรียกให้ถูกต้องคำเดียว แก้ปัญหาได้หมด

คำว่า “ชักผ้าบังสุกุล” นี้ คนเก่าท่านเรียกกันสั้นๆ ว่า “ชักผ้า”

สมัยก่อน พอมีงานเผาศพ เจ้าภาพจะนิมนต์พระบางรูปที่คุ้นเคยไป “ชักผ้า” คือระบุตรงๆ ว่างานนี้ขอนิมนต์ท่านไปชักผ้า เหมือนกับที่ในบัดนี้เจ้าภาพบางรายก็นิยมนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่บางรูปไปในงานศพเพื่อไป “พิจารณาผ้า” โดยเฉพาะ 

พระรุ่นเก่าท่านก็จะพูดกันว่า “โยมนิมนต์ไปชักผ้า” 

ไม่มีใครพูดว่า “โยมนิมนต์ไปพิจารณาผ้า” 

คำที่พูดกันในเวลานี้ว่า “ขออาราธนาพระ ... ขึ้นพิจารณาผ้าบังสุกุล” จึงเป็นคำเพี้ยนที่เกิดจากการไม่เรียนรู้เรื่องเดิม

..................

ขอย้ำว่า คำเดิมคำเก่าที่บรรพบุรุษของเราท่านพูดกันมาคือ “ชักผ้าบังสุกุล” ครับ

ประจักษ์พยานที่ยืนยันได้ทางหนึ่งก็คือ คำว่า “ชัก” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ซึ่งบอกไว้ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บเหลี่ยมเติมลงไปเพื่อแยกความหมายแต่ละอย่างให้เห็นชัดขึ้น) - 

.........................................................

ชัก ๑ : (คำกริยา) [1] ดึงสายเชือกเป็นต้นที่ผูกอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งนั้นเคลื่อนไหวไปตามต้องการ เช่น ชักธงขึ้นเสา; [2] ดึง, ดึงออกมา, เช่น ชักดาบออกจากฝัก ชักลิ้นชักโต๊ะ; [3] ดึงเอามา เช่น ชักผ้าป่า ชักผ้าบังสุกุล; [4] ดึงออกแล้วดันเข้า เช่น ชักสูบ; [5] นำเอามาอ้าง, ยกเอามาอ้าง, เช่น ชักตัวอย่าง; [6] เอาออก, หักออก, เช่น ชักค่าอาหาร ชักค่านายหน้า; [7] ขยายแนวให้ยาวออกไป เช่น ชักปีกกา ชักกำแพง ชักแนวค่าย; [8] สี เช่น ชักซอ; [9] กระตุก เช่น ชักจ้องหน่อง. [10] (คำวิเศษณ์) ค่อนข้าง, เกือบ, เริ่ม, เช่น ชักโกรธ ชักหิว.

.........................................................

ขอให้ดูความหมายที่ [3] “ดึงเอามา เช่น ชักผ้าป่า ชักผ้าบังสุกุล”

เป็นหลักฐานยืนยันว่า คำที่ถูกต้องในการเผดียงพระเมื่อมีการทอดผ้าบนเมรุ ก็คือ “ขออาราธนาพระ ... ชักผ้าบังสุกุล”

..................

จึงขอเชิญชวน ขอร้อง กราบขอร้อง มายังพิธีกรงานศพทั้งปวงว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เวลาเผดียงพระเมื่อมีการทอดผ้าบนเมรุ ขอให้พูดว่า -

.........................................................

“ขออาราธนาพระ ... ชักผ้าบังสุกุล” 

.........................................................

-โดยทั่วกันนะครับ

..................

และขอย้ำด้วยว่า คำว่า “ชักผ้าบังสุกุล” ไม่ใช่คำที่ผมเป็นคนคิดขึ้นมา แล้วเอามายัดเยียดให้พิธีกรใช้ตาม 

“ชักผ้าบังสุกุล” เป็นคำเก่าที่ปู่ย่าตายายผู้เป็นบรรพบุรุษของเราท่านใช้กันมาแต่โบราณนานไกล ผมเป็นแต่เพียงทำหน้าที่ไปศึกษาเรื่องเดิมแล้วนำมาเสนอ และร้องขอต่อเราท่านทั้งหลายให้ช่วยกันใช้คำนี้

ดังนั้น เมื่อใช้คำนี้-“ชักผ้าบังสุกุล”-จึงไม่ต้องรู้สึกเสียเกียรติแต่ประการใดทั้งสิ้น ตรงกันข้าม เราควรภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่รักษา ส่งเสริม สืบสาน ภาษาอันเป็นสมบัติวัฒนธรรมของชาติที่บรรพบุรุษท่านรังสรรค์ขึ้นไว้เป็นมรดกประจำชาติไทยให้ดำรงความงดงามไว้ได้อย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไปตลอดกาลนาน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๓:๓๕

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม - เริ่มที่งานศพ (๘)

---------------------------------

แทรกเรื่องอภิณหปัจจเวกขณะ

..................

(๓) พิจารณาหลังจากบริโภคใช้สอยแล้ว มีบทพิจารณาเรียกว่า “อะตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐะ” ข้อความว่าดังนี้ -

.........................................................

(พิจารณาจีวร)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  ยัง  จีวะรัง  ปะริภุตตัง

ตัง  ยาวะเทวะ  สีตัสสะ  ปะฏิฆาตายะ  อุณ์หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ 

ยาวะเทวะ  หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง  ฯ

(พิจารณาบิณฑบาต)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  โย  ปิณฑะปาโต  ปะริภุตโต

โส  เนวะ  ท๎วายะ  นะ  มะทายะ  นะ  มัณฑะนายะ  นะ  วิภูสะนายะ

ยาวะเทวะ  อิมัสสะ  กายัสสะ  ฐิติยา  ยาปะนายะ

วิหิงสุปะระติยา  พรัหมะจะริยานุคคะหายะ

อิติ  ปุราณัญจะ  เวทะนัง  ปะฏิหังขามิ  

นะวัญจะ  เวทะนัง  นะ  อุปปาเทสสามิ 

ยาต๎รา  จะ  เม  ภะวิสสะติ  อะนะวัชชะตา  จะ  ผาสุวิหาโร  จาติ  ฯ

(พิจารณาเสนาสนะ)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  ยัง  เสนาสะนัง  ปะริภุตตัง

ตัง  ยาวะเทวะ  สีตัสสะปะฏิฆาตายะ  อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

ยาวะเทวะ  อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง  ปะฏิสัลลานารามัตถัง  ฯ

(พิจารณาคิลานเภสัช)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  โย  คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต

โส  ยาวะเทวะ  อุปปันนานัง  เวยยาพาธิกานัง  เวทะนานัง  ปะฏิฆาตายะ  อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ  ฯ

.........................................................

คำแปล

จากหนังสือปัจเวกขณปาฐะ (แปล)

ของ สำนักโมกขพลาราม

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ.๒๕๑๑

.........................................................

(พิจารณาจีวร)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  ยัง  จีวะรัง  ปะริภุตตัง

จีวรใด อันเรานุ่งห่มแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้

ตัง  ยาวะเทวะ  สีตัสสะ  ปะฏิฆาตายะ 

จีวรนั้น เรานุ่งห่มแล้ว เพียงเพื่อบำบัดความหนาว

อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดความร้อน

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

ยาวะเทวะ  หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง  ฯ

และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ อันให้เกิดความละอาย

(พิจารณาบิณฑบาต)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  โย  ปิณฑะปาโต  ปะริภุตโต

บิณฑบาตใด อันเราฉันแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้

โส  เนวะ  ท๎วายะ  

บิณฑบาตนั้น เราฉันแล้ว ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน

นะ  มะทายะ  

ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางกาย

นะ  มัณฑะนายะ  

ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประดับ

นะ  วิภูสะนายะ

ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตกแต่ง

ยาวะเทวะ  อิมัสสะ  กายัสสะ  ฐิติยา  

แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้

ยาปะนายะ

เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ

วิหิงสุปะระติยา  

เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางภาย

พ๎รัห๎มะจะริยานุคคะหายะ

เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์

อิติ  ปุราณัญจะ  เวทะนัง  ปะฏิหังขามิ 

ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว

นะวัญจะ  เวทะนัง  นะ  อุปปาเทสสามิ 

และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น

ยาต๎รา  จะ  เม  ภะวิสสะติ  อะนะวัชชะตา  จะ  ผาสุวิหาโร  จาติ  ฯ

อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วย ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย จักมีแก่เรา ดังนี้

(พิจารณาเสนาสนะ)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต๎วา  ยัง  เสนาสะนัง  ปะริภุตตัง

เสนาสนะใด อันเราใช้สอยแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้

ตัง  ยาวะเทวะ  สีตัสสะปะฏิฆาตายะ  

เสนาสนะนั้น เราใช้สอยแล้ว เพียงเพื่อบำบัดความหนาว

อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดความร้อน

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

ยาวะเทวะ  อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง  ปะฏิสัลลานารามัตถัง  ฯ

เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ได้ ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา

(พิจารณาคิลานเภสัช)

อัชชะ  มะยา  อะปัจจะเวกขิต์วา  โย  คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต

คิลานเภสัชบริขารใด อันเราบริโภคแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้

โส  ยาวะเทวะ  อุปปันนานัง  เวยยาพาธิกานัง  เวทะนานัง  ปะฏิฆาตายะ

คิลานเภสัชบริขารนั้น เราบริโภคแล้ว เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล

อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ  ฯ

เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียน เป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

.........................................................

ตอนต่อไป-ศึกษาคำพิจารณาผ้า

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๓:๐๑ 

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม - เริ่มที่งานศพ (๗)

---------------------------------

แทรกเรื่องอภิณหปัจจเวกขณะ

(๒) พิจารณาขณะบริโภคใช้สอย มีบทพิจารณาเรียกว่า “ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐะ” ข้อความว่าดังนี้ -

.........................................................

(พิจารณาจีวร)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  จีวะรัง  ปะฏิเสวามิ  

ยาวะเทวะ  สีตัสสะปะฏิฆาตายะ  อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

ยาวะเทวะ  หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง  ฯ

(พิจารณาบิณฑบาต)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  ปิณฑะปาตัง  ปะฏิเสวามิ

เนวะ  ท๎วายะ  นะ  มะทายะ  นะ  มัณฑะนายะ  นะ  วิภูสะนายะ

ยาวะเทวะ  อิมัสสะ  กายัสสะ  ฐิติยา  ยาปะนายะ

วิหิงสุปะระติยา  พ๎รัห๎มะจะริยานุคคะหายะ

อิติ  ปุราณัญจะ  เวทะนัง  ปะฏิหังขามิ  

นะวัญจะ  เวทะนัง  นะ  อุปปาเทสสามิ 

ยาต๎รา  จะ  เม  ภะวิสสะติ  อะนะวัชชะตา  จะ  ผาสุวิหาโร  จาติ  ฯ

(พิจารณาเสนาสนะ)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  เสนาสะนัง  ปะฏิเสวามิ

ยาวะเทวะ  สีตัสสะปะฏิฆาตายะ  อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

ยาวะเทวะ  อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง  ปะฏิสัลลานารามัตถัง  ฯ

(พิจารณาคิลานเภสัช)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง  ปะฏิเสวามิ

ยาวะเทวะ  อุปปันนานัง  เวยยาพาธิกานัง  เวทะนานัง  ปะฏิฆาตายะ  อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ  ฯ

.........................................................

คำแปล

จากหนังสือปัจเวกขณปาฐะ (แปล)

ของ สำนักโมกขพลาราม

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ.๒๕๑๑

.........................................................

(พิจารณาจีวร)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  จีวะรัง  ปะฏิเสวามิ  

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วนุ่งห่มจีวร

ยาวะเทวะ  สีตัสสะปะฏิฆาตายะ  

เพียงเพื่อบำบัดความหนาว

อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดความร้อน

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

ยาวะเทวะ  หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง  ฯ

และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ อันให้เกิดความละอาย

(พิจารณาบิณฑบาต)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  ปิณฑะปาตัง  ปะฏิเสวามิ

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต

เนวะ  ท๎วายะ  

ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน

นะ  มะทายะ  

ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางกาย

นะ  มัณฑะนายะ  

ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ

นะ  วิภูสะนายะ

ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง

ยาวะเทวะ  อิมัสสะ  กายัสสะ  ฐิติยา  

แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้

ยาปะนายะ

เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ

วิหิงสุปะระติยา  

เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางภาย

พ๎รัห๎มะจะริยานุคคะหายะ

เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์

อิติ  ปุราณัญจะ  เวทะนัง  ปะฏิหังขามิ 

ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว

นะวัญจะ  เวทะนัง  นะ  อุปปาเทสสามิ 

และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น

ยาต๎รา  จะ  เม  ภะวิสสะติ  อะนะวัชชะตา  จะ  ผาสุวิหาโร  จาติ  ฯ

อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วย ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย จักมีแก่เรา ดังนี้

(พิจารณาเสนาสนะ)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  เสนาสะนัง  ปะฏิเสวามิ

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ

ยาวะเทวะ  สีตัสสะปะฏิฆาตายะ  

เพียงเพื่อบำบัดความหนาว

อุณ๎หัสสะ  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดความร้อน

ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง  ปะฏิฆาตายะ

เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

ยาวะเทวะ  อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง  ปะฏิสัลลานารามัตถัง  ฯ

เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ได้ ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา

(พิจารณาคิลานเภสัช)

ปะฏิสังขา  โยนิโส  คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง  ปะฏิเสวามิ

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วบริโภคเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้

ยาวะเทวะ  อุปปันนานัง  เวยยาพาธิกานัง  เวทะนานัง  ปะฏิฆาตายะ  

เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล

อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ  ฯ

เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียน เป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

.........................................................

ตอนต่อไป-ศึกษาบทอตีตปัจเวกขณปาฐะ-พิจารณาหลังจากบริโภคใช้สอยแล้ว

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๖

๐๙:๕๘

[full-post]

 


ศึกษาเรื่องเดิม : เริ่มที่งานศพ (๙)

---------------------------------

ศึกษาคำพิจารณาผ้า

ได้นำเอาบทอภิณหปัจจเวกขณะมาเสนอเป็นการศึกษาครบแล้ว ทั้งนี้เพราะผู้ใช้คำว่า “อาราธนาพระ ... ขึ้นไปพิจารณาผ้า” อ้างว่า ใช้คำว่า “พิจารณาผ้า” เป็นการถูกต้องแล้วตามหลักอภิณหปัจจเวกขณะ กล่าวคือ

- พิจารณาขณะรับปัจจัยเครื่องใช้สอย คำพิจารณาว่า-ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ...

- พิจารณาขณะใช้สอย คำพิจารณาว่า-ปะฏิสังขา โยนิโส ...

- พิจารณาหลังจากใช้สอยแล้ว คำพิจารณาว่า-อัชชะ มะยา ...

การพิจารณาผ้าที่ทอดบนเมรุ เป็นการพิจารณาขณะรับ ใช้คำว่า “พิจารณาผ้า” จึงถูกต้องแล้ว

..................

พึงเข้าใจว่า บทอภิณหปัจจเวกขณะเป็นบทที่ใช้พิจารณาปัจจัยทั้งสี่ (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช)

การพิจารณาปัจจัยสี่เป็นหน้าที่ของพระที่จะต้องทำทุกวัน และทำกับทุกปัจจัย ไม่ใช่ทำเฉพาะผ้า (จีวร) และไม่ใช่ทำเฉพาะเวลาที่มีงานศพและมีการทอดผ้า วันที่ไม่มีงานศพไม่ต้องทำ พระที่ไม่ได้รับอาราธนาให้ขึ้นไป “พิจารณาผ้า” ก็ไม่ต้องทำ - ไม่ใช่อย่างนี้ 

จะมีงานศพหรือไม่มี จะได้รับอาราธนาขึ้นไปพิจารณาหรือไม่ได้รับ ก็ต้องพิจารณาอยู่แล้วทุกวัน

นั่นแปลว่า อภิณหปัจจเวกขณะ-พิจารณาปัจจัยสี่ ไม่ได้เกี่ยวกับงานศพแต่ประการใด พระสมัยเก่าท่านสวดบทอภิณหปัจจเวกขณะทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือเช้า-เย็น ในช่วงเวลาทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็น

..................

บทพิสูจน์ว่า พระท่านไม่ได้ขึ้นไปบนเมรุเพื่อ “พิจารณาผ้า” ก็คือ บทที่พระท่าน “ว่า” ในเวลาพิจารณานั่นเอง

ผมเข้าใจว่า เวลานี้คนส่วนมากไม่รู้ (และไม่สนใจที่จะรู้) ว่า ตอนที่พระถือตาลปัตรด้วยมือซ้าย จับผ้าด้วยมือขวา แล้วยืนนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งนั้น ท่าน “ว่า” อะไร

คำที่พระท่าน “ว่า” ในเวลาพิจารณา- มีข้อความดังนี้ - 

.........................................................

อะนิจจา  วะตะ  สังขารา              อุปปาทะวะยะธัมมิโน

อุปปัชชิต๎วา  นิรุชฌันติ                เตสัง  วูปสโม  สุโข.

แปลว่า

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา

สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

การเข้าไประงับดับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข

.........................................................

คำพิจารณาบทนี้เป็นพระพุทธพจน์ มีมาในมหาสุทัสสนสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๘๖ ในพระไตรปิฎกอีกหลายแห่งปรากฏเป็นคำที่ผู้อื่นนำไปกล่าวก็มี

ความจริงคำพิจารณายังมีต่อไปอีกบทหนึ่ง ข้อความเป็นดังนี้ -

.........................................................

สัพเพ  สัตตา  มะรันติ  จะ           มะริงสุ  จะ  มะริสสะเร

ตะเถวาหัง  มะริสสามิ                  นัตถิ  เม  เอตถะ  สังสะโย.

แปลว่า

สัตว์ทั้งหลายทุกหมู่เหล่า กำลังตายก็มี

ตายไปแล้วก็มี จักตาย (ต่อไปอีก) ก็มี

เราเองก็จักต้องตายเช่นเดียวกัน 

ในเรื่องตายนี้เราไม่มีความสงสัยเลย

.........................................................

คำพิจารณาบทที่ ๒ นี้ยังไม่พบที่มาในพระไตรปิฎก น่าจะเป็นคำที่แต่งขึ้นในภายหลัง

สมัยที่ผมเป็นเด็กวัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี (พ.ศ.๒๔๙๖-๒๕๐๐) ยืนยันได้ว่าพระสงฆ์ในพื้นถิ่นนั้นกล่าวคำพิจารณาควบกันทั้งสองบทเสมอ 

คำพิจารณาที่พระท่านว่าในขณะจับผ้านั้น เป็นการพิจารณาอะไร?

พิจารณาผ้า?

หรือพิจารณาสังขาร คือชีวิต ซึ่งก็คือศพที่อยู่ตรงหน้า?

ถ้า “พิจารณาผ้า” ตามที่อ้างว่าเป็นการพิจารณาตามหลักอภิณหปัจจเวกขณะ-พิจารณาปัจจัยสี่ เป็นการพิจารณาขณะรับปัจจัย พระท่านก็ต้อง “ว่า” บท “ธา-ตุปะฏิกูละปัจจะเวกขะณะปาฐะ” บทว่าด้วยจีวร ซึ่งมีข้อความขึ้นต้นว่า -

.........................................................

ยะถาปัจจะยัง  ปะวัตตะมานัง  ธา-ตุมัตตะเมเวตัง

ยะทิทัง  จีวะรัง  ตะทุปะภุญชะโก  จะ  ปุคคะโล ...

สิ่งเหล่านี้นี่ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ

สิ่งเหล่านี้ คือจีวร และคนผู้ใช้สอยจีวรนั้น

.........................................................

แต่นี่ท่านว่าบท “อะนิจจา  วะตะ  สังขารา” ซึ่งเป็นการพิจารณาสังขาร ซึ่งก็คือพิจารณาศพนั่นเอง

พระท่านพิจารณาศพที่อยู่ตรงหน้า

แต่กลับไปเรียกว่า “พิจารณาผ้า”

ทีนี้จะอธิบายอย่างไรอีกละครับ?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๙:๓๓

[full-post]

 


ศึกษาเรื่องเดิม - เริ่มที่งานศพ (๕)

---------------------------------

นิมนต์พระขึ้นไปทำอะไรกับผ้า?

ของเดิมนั้น เผาศพ เจ้าภาพทอดผ้า ๔ มุมโลง แขกที่ไปเผาศพหากมีศรัทธาจะทอดผ้า ก็เอาผ้าของตัวเองไปจากบ้าน ไปทอดสมทบกับเจ้าภาพ

ของใหม่ แขกไม่ต้องเอาผ้าไป เจ้าภาพเตรียมผ้าไว้ให้ เชิญแขกตามที่เห็นสมควรขึ้นทอดผ้า

สมัยใหม่นี้ ทอดผ้าบนเมรุ พิธีกรจะอาราธนาพระขึ้นไป ใช้คำว่า “ขออาราธนาพระ ... พิจารณาผ้า ...”

ก็คือนิมนต์พระขึ้นไป “พิจารณาผ้า”

ถามว่า “พิจารณาผ้า” เป็นคำพูดที่ถูกต้องหรือไม่? 

อันที่จริงต้องถอยไปที่คำเรียกผ้านั่นด้วย

เท่าที่ได้ยิน มีเรียกกันเป็น ๔ คำ -

ผ้าบังสุกุล

ผ้าไตรบังสุกุล

ผ้ามหาบังสุกุล

ผ้าไตรมหาบังสุกุล

โปรดทราบว่า คำเดิมมีคำเดียวคือ ผ้าบังสุกุล

ถ้าใช้คำว่า “ผ้าไตรบังสุกุล” ก็เป็นการบังคับว่าผ้าที่ทอดต้องเป็นไตร คือมี ๓ ผืน จีวรผืนเดียวหรือผ้าผืนเดียวใช้ทอดไม่ได้ 

สำหรับชาวบ้านทั่วไปนั้น ไม่มีข้อกำหนดที่ไหนว่าผ้าที่ทอดต้องเป็นผ้าไตร

คำว่า “มหาบังสุกุล” เป็นคำเรียกพระที่ปฏิบัติธุดงค์ข้อที่ว่าด้วยปังสุกูลิกังคะและปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ คำบาลีว่า “มหาปํสุกูลิก” แปลว่า ผู้ทรงผ้าบังสุกุลผู้ใหญ่ เป็นคำเรียกพระด้วยความเคารพ ไม่ใช่คำเรียกผ้า คือไม่ได้แปลว่า ผ้าบังสุกุลผืนใหญ่

“มหาบังสุกุล” ที่เป็นคำเรียกผ้า พบในคำว่า “สุคตมหาปํสุกูลจีวรํ” (ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒ จูฬปนฺถกตฺเถรวตฺถุ) แปลว่า “ผ้ามหาบังสุกุลจีวรของพระสุคต” แสดงว่า “มหาบังสุกุล” หมายถึงจีวรของพระพุทธเจ้า

ถ้าเป็น “ผ้าไตรมหาบังสุกุล” ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก ผ้าบังกุลของพระพุทธเจ้า ท่านเรียกแค่ “มหาบังสุกุล” นี่ยกสูงขึ้นไปอีกเป็น “ผ้าไตรมหาบังสุกุล” เหมือนกับจะบอกว่า ผ้าที่ทอดนี้สำคัญยิ่งกว่าผ้าบังสุกุลของพระพุทธเจ้าเสียอีก

เท่าที่ฟังมา เหตุผลของพิธีกรที่ใช้คำหรูหรา “ผ้ามหาบังสุกุล” หรือ “ผ้าไตรมหาบังสุกุล” เช่นนี้ ก็ใช้เฉพาะกับผู้ทอดคนสุดท้ายซึ่งจะเป็นประธานในการเผาศพ ทั้งนี้เพื่อยกย่องให้เกียรติผู้ทอด 

แต่เมื่อใช้เข้าแล้ว ความหมายกลายเป็นผิดเพี้ยนไป

คำแนะนำของผมก็คือ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ทอด ใช้คำว่า “ผ้าบังสุกุล” คำเดียว ได้ความครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้วทุกประการ

..................

ทีนี้ก็มาถึงปัญหา นิมนต์พระขึ้นไป “พิจารณาผ้า” เป็นคำพูดที่ถูกต้องหรือไม่? 

ตอบไว้ตรงนี้เลยว่า เป็นคำพูดที่เพี้ยนครับ

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี ต้องถอยไปเรียนรู้คำว่า “บังสุกุล”

“บังสุกุล” หรือ “บังสุกุลจีวร” เป็นหนึ่งในปัจจัยเครื่องอาศัย ๔ อย่างของบรรพชิตในพระพุทธศาสนา คือ -

(๑) บิณฑิยาโลปโภชนะ = อาหาร ได้มาด้วยการออกบิณฑบาต

(๒) บังสุกุลจีวร = เครื่องนุ่งห่ม ได้มาจากผ้าที่เขาทิ้งแล้ว

(๓) รุกขมูลเสนาสนะ = ที่อยู่อาศัย พำนักตามโคนไม้

(๔) ปูติมุตเภสัช = ยารักษาโรค ได้มาจากน้ำมูตรดอง

ในคำบอกอนุศาสน์ คือเรื่องที่พระอุปัชฌาย์ต้องชี้แจงเสมือนปฐมนิเทศพระบวชใหม่ในทันที่บวชเสร็จ ท่านแสดงหลักไว้ว่า “ปํสุกูลจีวรํ  นิสฺสาย  ปพฺพชฺชา” ถอดความว่า “ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยผ้าบังสุกุลเป็นเครื่องนุ่งห่ม” (ภายหลังผ่อนผันให้ใช้ผ้าที่ได้มาโดยวิธีอื่นๆ ได้บ้าง)

..................

เดิมที เครื่องนุ่งห่มของภิกษุในพระพุทธศาสนาได้มาจากผ้าที่คนทิ้งแล้ว เรียกว่า “ผ้าบังสุกุล” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “ผ้าคลุกฝุ่น” ก็คือผ้าที่เขาทิ้งไว้กับดิน 

ภิกษุต้องเที่ยวเลือกเก็บผ้าเช่นนั้น เลือกเอาแต่ส่วนที่ยังพอใช้ได้มาซักย้อมเย็บเข้าเป็นผืนพอเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม

จีวรพระจึงไม่ใช่ผ้าเนื้อเดียวกันทั้งผืน แต่เป็นผ้าที่เป็นท่อนๆ เอามาเย็บต่อกัน ยังเป็นแบบแผนของจีวรมาจนทุกวันนี้ 

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้-เพราะไม่เรียน

เหตุที่ต้องใช้ผ้าเช่นนั้นก็เพื่อลดละความต้องการเสื้อผ้าที่งดงามหรูหรา เป็นการฝึกหัดขัดเกลาตัวเองในชีวิตประจำวัน

ชาวบ้านที่มีศรัทธา รู้กฎกติกาของพระ ประสงค์จะสงเคราะห์พระให้หาผ้าได้ง่ายขึ้น ก็จึงทำอุบายเอาผ้าไปทอดหรือพาดวางไว้ตามกิ่งไม้หรือตามทางที่รู้ว่า-หรือคาดว่า-พระท่านจะผ่าน เป็นทีว่าเป็นผ้าทิ้งแล้ว 

เวลาพระไปพบผ้าเช่นนี้ ท่านก็จะ “ชัก” คือดึงออกมาจากที่ที่พาดหรือวางไว้นั้น ก่อนชักก็จะพูดดังๆ ว่า 

“อิมัง  ปังสุกูละจีวะรัง  อัสสามิกัง  มัยหัง  ปาปุณาติ” 

พูดดังๆ อย่างนี้ ๓ เที่ยว 

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของแน่แล้ว ท่านจึงจะ “ชัก” เอาไป

คำที่พระท่านพูดนั้นแปลเป็นไทยว่า “ผ้าเปื้อนฝุ่นผืนนี้ไม่มีเจ้าของ ตกเป็นของข้าพเจ้า” หรือแปลให้ชัดกว่านี้ ผ้าไม่มีเจ้าของ ฉันเอานะ 

เวลาชักผ้าป่า พระรุ่นเก่าท่านจะว่าคำที่ว่านี้ เพราะผ้าป่าก็คือผ้าที่ทอดทิ้งไว้ตามทาง ต้นกำเนิดมาจากผ้าบังสุกุลดังที่ว่ามานี้ 

แต่เวลานี้ ชักผ้าป่าได้ยินพระท่านใช้บท “อะนิจจา วะตะ สังขารา ...” อันเป็นบทพิจารณาสังขาร ไปคนละเรื่องเลย

..................

ตรงนี้ก็มีเรื่องที่งอกออกมาจากผ้าบังสุกุล นั่นคือ ในบรรดาแหล่งที่พระท่านจะหาผ้าได้ นอกจากกองขยะแล้วก็ยังมีตามป่าช้าอีกแหล่งหนึ่ง คือผ้าที่ห่อศพซึ่งไม่มีใครต้องการแล้ว ประกอบกับพระที่เจริญอสุภกรรมฐานท่านก็มักจะหาโอกาสไปพิจารณาซากศพตามป่าช้าด้วย ถ้ามีผ้าอยู่กับศพท่านก็จะหาวิธี “ชัก” เอาไป พร้อมไปกับพิจารณาซากศพ เป็นการเจริญพระกรรมฐานไปด้วย

ญาติของผู้ตายที่รู้กฎกติกาของพระ ก็จะถือโอกาสเอาผ้าไปคลุมหรือพาดไว้ที่ศพ แล้วนิมนต์พระไป “พิจารณาศพ” เพื่อให้พระได้ชักเอาผ้านั้นไปทำจีวรต่อไป ได้ประโยชน์ ๒ ทาง คือได้เจริญอสุภกรรมฐานด้วย ได้ผ้าไปทำจีวรด้วย

ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา (อรรถกถาธรรมบท) มีเรื่อง-เวลามีคนเอาศพมาทิ้งที่ป่าช้า คนเฝ้าป่าช้าจะนิมนต์พระที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้าไปพิจารณาศพ และเรื่องนางสิริมาหญิงงามเมือง (น้องสาวหมอชีวก) ถึงแก่กรรม พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ภิกษุไปพิจารณาศพ - เป็นพยานเรื่องที่ว่านี้

การทอดผ้าในงานศพมีปฐมเหตุมาจากเรื่องดังที่ว่ามานี้ 

จะเห็นได้ว่า เดิมทีนั้นพระไป “พิจารณาศพ” แล้ว “ชักผ้า” ไม่ได้ไป "พิจารณาผ้า"

ปัจจุบันการจัดการศพทำด้วยวิธีมิดชิด มองไม่เห็นศพ เวลาทอดผ้าก็ไม่ได้ทอดที่ตัวศพ หรือทอดที่โลงศพซึ่งยังพอนึกภาพออกว่ามีศพอยู่ในนั้น พระไปพิจารณาก็เห็นแต่ผ้า ไม่ได้เห็นศพ 

คำว่า “พิจารณาศพ” ก็เลยถูกเปลี่ยนเป็น “พิจารณาผ้า” ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความมุ่งหมายเดิม เพราะสิ่งที่จะต้องพิจารณาคือ “ศพ” ส่วน “ผ้า” นั้น ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องพิจารณาในเวลานั้น 

..................

ตอนต่อไป-คนใช้คำว่า “พิจารณาผ้า” อ้างเหตุผลอย่างไร?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๖:๑๖

[full-post]



 ศึกษาเรื่องเดิม - เริ่มที่งานศพ (๔)

---------------------------------

สวดมาติกาบังสุกุลคือสวดอะไร?

ทบทวนนิดหนึ่ง

“สวด” ในงานศพจะเริ่มด้วยสวดพระอภิธรรม คือพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ สวดเฉพาะบทแรกของแต่ละคัมภีร์ นิยมสวดตอนค่ำ เจตนาดั้งเดิมคือสวดเป็นเพื่อนศพ 

สวดพระอภิธรรมนี้มักพูดลัดเป็น “สวดพระธรรม” ชาวบ้านจะพูดลัดลงไปอีก เช่น “ไปฟังสวด” เป็นอันเข้าใจกันว่าหมายถึงสวดพระอภิธรรม

“สวดแจง” คือสวดพระไตรปิฎก สวดเฉพาะกัณฑ์แรกพระสูตรแรกของแต่ละปิฎก สวดต่อจากเทศน์ในวันเผาศพ 

“สวดมาติกาบังสุกุล” ที่สวดจริงๆ คือบทมาติกา ส่วนบังสุกุลเป็นกิจที่ทำต่อจากสวด จึงเรียกควบกันไปว่าสวดมาติกาบังสุกุล คนเก่าเรียกแค่ “สวดมาติกา” หรือ “มาติกา” คำเดียวก็เป็นอันรู้กัน

บทที่สวดมาติกาเป็นบทแรกในคัมภีร์ธัมมสังคณีอันเป็นคัมภีร์แรกในพระอภิธรรมปิฎก ขึ้นต้นว่า

กุสะลา  ธัมมา  อะกุสลา  ธัมมา  อัพ๎ยากะตา  ธมฺมา 

สุขายะ  เวทะนายะ  สัมปะยุตตา  ธัมมา  ฯปฯ 

ไปจบแค่ ... สะนิทัสสะนะสัปปะฏิฆา  ธัมมา  อะนิทัสสะนะสัปปะฏิฆา  ธมมา  อะนิทัสสะนาปปะฏิฆา  ธัมมา  ฯ 

บทมาติกานี้ชื่อ “ธัมมสังคณีมาติกา” คนเก่าเรียก “กุสะลาใหญ่” เพราะขึ้นต้นเหมือนกุสะลาในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ซึ่งเรียกกันว่า “กุสะลาเล็ก” เพราะสั้นกว่าธัมมสังคณีมาติกา

สวดมาติกานี้ ถ้ามีสวดแจง ก็สวดต่อจากสวดแจงไปเลย ถ้าไม่มีสวดแจงก็สวดเฉพาะมาติกา

ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มาติกาแบบเดิมนั้นพอจบมาติกาแล้วจะต่อด้วยบทที่เรียกว่า “วิปัสสะนาภูมิปาฐะ” ขึ้นต้นว่า -

ปัญจักขันธา  รูปักขันโธ  เวทะนากขันโธ  สัญญากขันโธ  สังขารักขันโธ  วิญญาณักขันโธ  ฯ  ท๎วาทะสายะตะนานิ  จักข๎วายะตะนัง  ฯเปฯ 

ไปจบที่ ... ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง  ฯ

แล้วต่อด้วยปะฏิจจะสะมุปบาทปาฐะ คือที่ขึ้นต้นว่า อะวิชชาปัจจะยา  สังขารา  สังขาระปัจจะยา  วิญญาณัง  ฯเปฯ 

ไปจบที่ ... ทุกขักขันธัสสะ  นิโรโธ  โหตีติ  ฯ

แล้วจึงปิดท้ายด้วย เห-ตุปัจจะโย บทเดียวกับบทสุดท้ายของอภิธรรม ๗ คัมภีร์

แต่มาติกาทุกวันนี้ จบบทกุสะลาใหญ่แล้วต่อด้วย เห-ตุปัจจะโย ไปเลย

.........................................................

ที่ผมว่า ของเดิมจบบทกุสะลาใหญ่แล้วต่อด้วยวิปัสสะนาภูมิปาฐะและปะฏิจจะสะมุปบาทปาฐะนั้น ไม่ยืนยันว่าจำมาถูกหรือคลาดเคลื่อน ขอความกรุณาท่านที่แม่นเรื่องเดิมช่วยสงเคราะห์บอกกล่าวด้วยนะครับ

.........................................................

สวดแจง-สวดมาติกา เป็นการสวดในวันเผาต่อจากเทศน์

มาติกาจบ เห-ตุปัจจะโย แล้วก็ต่อด้วยบังสุกุล ของเดิมไม่มีทอดผ้า เพียงแต่คลี่สายสิญจน์ซึ่งใช้แทนภูษาโยงไปที่หน้าพระ พระจับสายสิญจน์ว่าบทบังสุกุล แล้วอนุโมทนายะถาสัพพี เป็นอันเสร็จพิธีมาติกาบังสุกุล

ของใหม่มีทอดผ้าก่อนบังสุกุล ถ้าเป็นวัดนอกๆ เป็นการทอดแบบรวมการ คือเจ้าภาพแจกผ้าให้ผู้มาร่วมพิธี ผู้ได้รับผ้าก็ไปทอดแบบตะลุมบอน ไม่จำเพาะเจาะจง แต่วัดในเมืองมักเจาะจงตัวผู้ทอดผ้า ทอดตามที่ได้รับเชิญ

ที่ของเดิมไม่มีทอดผ้าท้ายมาติกานั้นเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะสมัยก่อนผ้าไม่มีฟุ่มเฟือยเหมือนสมัยนี้ พระจับสายสิญจน์บังสุกุลมือเปล่า แต่สมัยนี้ผ้าหาง่ายขึ้น จึงมีผ้าทอดด้วย

..................

จบมาติกาบังสุกุลแล้วก็ถึงพิธีเผา

สมัยก่อน เผาศพบนกองฟอน คนไปเผาศพแบกฟืนจริงๆ ไปเผา ยืนยันได้เพราะผมอยู่ในที่เกิดเหตุ ทางบ้านผม (อำเภอปากท่อ ราชบุรี) คนเก่าเขาพูดว่า “ไปจุดศพ” 

ใส่ฟืนออกมาแล้วมีน้ำไว้ให้ล้างหน้าด้วย เหมือนเป็นเคล็ดหรือเป็นเรื่อง “ถือ” อะไรอย่างหนึ่ง 

ภาพเช่นนี้คนสมัยใหม่ไม่ได้เห็นอีกแล้ว

กาลเวลาผ่านไป เมื่อการเผาศพไม่ต้องใช้ฟืน ฟืนก็ลดรูปลงมาเป็นธูป แล้วก็กลายร่างเป็นดอกไม้จันทน์อย่างที่เราเห็นกัน 

ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ในราชบุรี คนไปเผาศพยังนิยมถือธูปไปเผา ใครเคยไปเผาศพแถวราชบุรีอาจโชคดีได้เห็น นี่ก็ขอยืนยันว่ายังทำกันอยู่

เวลาหยิบดอกไม้จันทน์ นึกถึงต้นกำเนิดไปด้วยก็ไม่เสียหายอะไรนะครับ

..................

ก่อนเผา ของเดิมก็มีการทอดผ้า เจ้าภาพทอดเอง เอาผ้าไปพาดไว้ที่ปากโลงจริงๆ อย่างมากก็ ๔ มุมโลง ไม่มีธรรมเนียมเชิญใครต่อใครทอดอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ แขกบางคนมีศรัทธาเอาผ้ามาด้วยก็ทอดด้วย แต่น้อยราย

พระยาอนุมานราชธนท่านเขียนเล่าไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ผมจำไม่ได้ว่าเป็นหนังสืออะไร ท่านไปเผาศพงานหนึ่งในกรุง เจ้าภาพเชิญท่านทอดผ้า ท่านบอกว่ารู้สึกขัดเขินเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากท่านไม่ได้เตรียมผ้าไป

เรื่องที่ท่านเล่านี้เป็นข้อยืนยันว่า ของเดิมสมัยก่อน ไปเผาศพ ใครมีศรัทธาจะทอดผ้าก็จะเตรียมผ้าของตัวเองไปทอด ไม่ใช่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้ให้เหมือนที่ทำกันสมัยนี้

นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนสมัยนี้ไม่รู้

เกิดมา ไปงานศพไหนๆ ก็เห็นแต่เชิญแขกขึ้นทอดผ้าบนเมรุ เจ้าภาพเตรียมผ้าไว้ให้พร้อม เป็นผ้าของเจ้าภาพ ไม่ใช่ผ้าของคนทอด นึกไม่ออกว่าคนสมัยก่อนเขาเอาผ้าของตัวเองไปทอด

เดี๋ยวนี้ ถ้าใครเอาผ้าของตัวเองมาจากบ้านขึ้นไปทอด คงเป็นเรื่องผิด หรือกลายเป็นเรื่องตลกไป

แต่ถ้าช่วยกันศึกษาให้รู้ที่ไปที่มา

เราอาจไม่กล้าไปตลกใส่ใคร-ก็ได้

..................

ตอนต่อไป-นิมนต์พระขึ้นไปทำอะไรกับผ้า?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๘:๔๓

[full-post]

ศึกษาเรื่องเดิม : เริ่มที่งานศพ (๓)

---------------------------------

ก่อนจะไปถึงเรื่องสวดมาติกาบังสุกุล พอดีนึกถึงเรื่องแทรกได้บางเรื่อง คือ เรื่องสวดปล่อย เทศน์แจง และสวดแจง

“สวดปล่อย” หมายถึง สวดไม่เลี้ยงเช้า

ปกติ สวดพระอภิธรรม เจ้าภาพจะเลี้ยงพระที่สวดนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น เรียกกันว่า “เลี้ยงเช้า” ปฏิบัติกันเช่นนั้นเป็นปกติทั่วไป 

แต่บางวันหรือบางกรณี เจ้าภาพไม่สะดวกที่จะเลี้ยงเช้า ก็จะแจ้งให้พระทราบ ถ้าตั้งศพที่บ้าน พระก็ไม่ต้องไปฉันเช้าที่บ้านงาน ถ้าตั้งศพที่วัด พระก็ไม่ต้องลงศาลา เรียกกันว่า “สวดปล่อย”

..................

“เทศน์แจง” ก็คือเจ้าภาพที่มีฐานะดีหน่อย ในวันเผาจะนิมนต์พระมาเทศน์เรื่องปฐมสังคายนา 

เทศน์แจงตามปกติจะเป็นการเทศน์ ๓ ธรรมาสน์ เป็นพระมหากัสสปะธรรมาสน์หนึ่ง เป็นพระอุบาลีธรรมาสน์หนึ่ง เป็นพระอานนท์ธรรมาสน์หนึ่ง จึงมักเรียกว่า แจง ๓ ธรรมาสน์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเก็บคำว่า “แจง” ไว้ และบอกว่า “เรียกเทศน์สังคายนาว่า เทศน์แจง” เป็นการยืนยันว่าธรรมเนียมเทศน์แจงนี้ทำกันมานานแล้วจนเป็นที่รู้กันในสังคมไทย

..................

ทำไมเอาเรื่องปฐมสังคายนามาเทศน์ในงานศพ?

ยังไม่พบคำอธิบาย คำอธิบายคงมี เพราะคนเก่าท่านทำกันมานาน แต่ผมยังอ่านไม่พบเอง ท่านผู้ใดเคยอ่านเคยรู้ กรุณานำมาบอกกล่าวเผยแพร่ก็จะเป็นมหากุศล

ผมสันนิษฐานเอาเองว่า ปฐมสังคายนาเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการรวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหลักฐานหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๓ เดือน เป็นความตั้งใจของพระอรหันต์ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาสืบต่อยั่งยืนมั่นคงต่อไป 

คนเก่าท่านรู้และเห็นอานิสงส์ของการทำปฐมสังคายนา จึงอาราธนาพระให้นำเรื่องนี้มาเทศน์ในงานศพ 

ใช้การสิ้นอายุของคน

เป็นโอกาสยืดอายุพระศาสนา 

เรียกว่าเอาความตายของคนมาเป็นเหตุเป็นผลต่ออายุพระศาสนา จะได้ไม่ตายไปเปล่าๆ คนได้ฟังเทศน์แจงแล้วจะได้มีอุตสาหะช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนาให้เข้มแข็งต่อไป 

ถ้าคนเก่ามีเหตุผลเช่นนี้ ก็นับว่าแยบคายดีนักหนา

..................

ทำไมจึงเรียกการเทศน์เรื่องปฐมสังคายนาว่า “เทศน์แจง”?

คำว่า “แจง” นั้นถอดออกมาจากกระบวนการทำปฐมสังคายนา กล่าวคือในที่ประชุมทำปฐมสังคายนานั้น -

พระมหากัสสปะผู้เป็นประธานในที่ประชุมตั้งกระทู้ถามเรื่องพระวินัย พระอุบาลีในฐานะผู้ชำนาญเรื่องวินัย (พระพุทธองค์ทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะ) ก็แจกแจงรายละเอียด ศีลแต่ละสิกขาบทพระพุทธองค์ทรงบัญญัติที่ไหน มีเหตุเกิดมาจากอะไร แจงไปเป็นข้อๆ จนครบถ้วน 

ต่อจากนั้น พระมหากัสสปะก็ตั้งกระทู้ถามเรื่องพระธรรม พระอานนท์ผู้ที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็น “ธัมมภัณฑาคาริก” คือคลังแห่งพระธรรม ก็แจกแจงรายละเอียด พระสูตรแต่ละสูตร ข้อธรรมแต่ละข้อ พระพุทธองค์ตรัสแก่ใครที่ไหน มีเรื่องราวว่าอย่างไร แจงไปเป็นสูตรๆ เป็นข้อๆ จนครบถ้วน

ที่ประชุมอันประกอบด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ล้วนทรงปฏิสัมภิทาแตกฉานในพระธรรมวินัย ได้ฟังแล้วก็อนุโมทนา คือยอมรับว่าตรงตามที่แต่ละองค์รู้เห็นมาโดยตรงจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ชวนกันสวดสาธยายพระธรรมวินัย จำทรงไว้เป็นหลักฐานสืบมา ที่เรียกรู้กันว่า “พระไตรปิฎก”

กิริยาที่พระอุบาลีและพระอานนท์แจกแจงพระธรรมวินัยให้ที่ประชุมฟังเมื่อครั้งทำปฐมสังคายนานี่เอง ท่านจึงเอามาเรียกการเทศน์เรื่องปฐมสังคายนาว่า “เทศน์แจง” 

..................

เทศน์แจง-น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก (เพราะไม่เรียน)

ผมเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีคนมีศรัทธาจัดให้มีเทศน์แจงในงานศพอยู่บ้าง ตามหัวเมืองคงพอหาดูได้ แต่ในเมืองหรือในกรุงคงหาดูยากหรือหาดูไม่ได้แล้ว

นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมน่าจะเป็นหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์และส่งเสริม และควรทำให้เป็นธรรมชาติธรรมดา ทำจนคนเข้าใจและเอาไปทำกันทั่วไป 

ไม่ใช่ทำเหมือนการแสดงหรือสาธิตเป็นครั้งคราว เลิกแล้วเลิกเลย ไม่มีใครเอาไปทำต่อ

วัดประยุรวงศาวาสซึ่งเป็นสำนักหลักในการฝึกอบรมพระนักเทศน์ก็ควรฝึกพระที่สามารถเทศน์แจงได้อย่างถูกแบบแผนขึ้นไว้ อย่าให้สูญเสีย หรืออย่าให้กลายเป็นเทศน์แจงสมัยใหม่ ใช้ลีลาแบบใหม่ที่หลงเข้าใจว่าดี แต่ทำลายแบบแผนของเดิมเสียหมดสิ้น

เทศน์แจง-ถ้าไม่ช่วยกันรักษาไว้ ต่อไปหมดแน่

เมื่อก่อนเราก็ไม่มีกระทรวงวัฒนธรรม แต่เรารักษาสืบทอดวัฒนธรรมไทยมาได้พรั่งพร้อม เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

เวลานี้เรามีกระทรวงวัฒนธรรม แต่วัฒนธรรมไทยรุ่งริ่งร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

แปลกดีนะ

..................

“สวดแจง” คือสวดพระไตรปิฎก แต่สวดเฉพาะตัวบทหรือพระสูตรที่ขึ้นต้นของแต่ละปิฎก เรียกว่าสวดเฉพาะ “หัวม้วน” สวดทั้งหมดไม่ได้เพราะยาวมากนักหนา จึงสวดพอเป็นบุญกิริยา

ปกติ สวดแจงจะสวดต่อจากเทศน์แจง กล่าวคือ พอเทศน์แจงจบสิ้นกระบวนความ เอวัง ก็มีฯ แล้ว พระสงฆ์ที่นิมนต์มานั่งสดับเทศน์แจงอยู่ในที่นั้นก็จะสวดขึ้นพร้อมกัน

.........................................................

พระวินัย เริ่มต้นด้วยเวรัญชกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรก ขึ้นต้นว่า -

ยันเตนะ  ภะคะวะตา  ชานะตา  ปัสสะตา  ฯเปฯ

ไปจบแค่ ... สาธุ  โข  ปะนะ  ตะถารูปานัง  อะระหะตัง  ทัสสะนัง  โหตีติ  ฯ

พระสูตร เริ่มต้นด้วยพรหมชาลสูตรอันเป็นสูตรแรก ขึ้นต้นว่า -

เอวัมเม  สุตัง  ฯ  เอกัง  สะมะยัง  ภะคะวา  อันตะรา  จะ  ราชะคะหัง  อันตะรา  จะ  นาลันทัง  ฯเปฯ

ไปจบแค่ ... ภะคะวันตัง  ปิฏฐิโต  ปิฏฐิโต  อะนุพันธา  โหนติ  ภิกขุสังฆัญจะ  ฯ

พระอภิธรรม สวดเฉพาะบทแรกของทั้ง ๗ คัมภีร์ กุสะลา ปัญจักขันธา ไปจนถึง เห-ตุ-ปัจจะโย ก็คือพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่พระท่านสวด ดังที่เราคุ้นกันอยู่ 

.........................................................

สวดแจงเต็มรูปจริงๆ คนเก่าท่านนิมนต์พระ ๕๐๐ เท่าจำนวนพระอรหันต์ที่ประชุมทำปฐมสังคายนา เรียกกันว่า “แจงห้าร้อย” สวดแจงเต็มรูปจึงทำไม่ได้ง่ายๆ ขัดข้องด้วยจำนวนพระ ต่อมาจึงอนุโลม - ได้เท่าไรก็เท่านั้น ให้มากที่สุดเท่าที่จะหานิมนต์ได้ 

เจ้าภาพบางรายไม่มีกำลังหรือไม่สะดวกที่จะให้มีเทศน์แจง ก็จะลดรูปงานลงมา เหลือเพียงสวดแจง คือมีเทศน์หน้าศพธรรมดา จบแล้วสวดแจง ดังนี้ก็นิยมทำกันอยู่ 

สวดแจงน่าจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผล-บ้านไกล เวลาน้อย จะรีบไปธุระ

ที่ทำกันเป็นมาตรฐานทุกวันนี้ก็คือ เทศน์อานิสงส์จบแล้ว พระสวดมาติกา-บังสุกุล

เทศน์แจงค่อยๆ หายไป

สวดแจงก็ค่อยๆ หายไป

ด้วยเหตุผลของคนรุ่นใหม่-บ้านไกล เวลาน้อย จะรีบไปธุระ!

วัดไหน เจ้าภาพรายไหน ยังมีศรัทธานิมนต์พระมาเทศน์แจงสวดแจงในงานศพ ขอกราบอนุโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

คนรุ่นใหม่ไม่เคยเห็น ไม่เคยทำ ก็ยังสามารถศึกษาเรียนรู้ไว้ได้ จะได้ไม่ลืมวัฒนธรรมประเพณีของตัวเอง

เวลาไปงานศพ จะได้พอรู้ว่า อะไรที่ยังเหลืออยู่ อะไรที่หายไปแล้ว

วันหนึ่งวันใด ใครมีศักยภาพพอ ก็อาจจะชุบชีวิตส่วนที่หายไปให้ฟื้นขึ้นมาได้อีก

..................

ตอนต่อไป-สวดมาติกาบังสุกุลคือสวดอะไร?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๘:๔๕

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม : เริ่มที่งานศพ (๒)

---------------------------------

สวดพระอภิธรรม ทำไมต้องสวด ๔ จบ?

เรื่องนี้ก็ยังไม่พบคำอธิบายที่เป็นหลักฐาน จึงได้แต่สันนิษฐาน

สันนิษฐานว่า ชั้นเดิมคงเป็นการอ่านพระอภิธรรม จึงมีการตั้งตู้พระอภิธรรม และคงจะผลัดกันอ่านทีละรูป อ่านจบหนึ่งก็พักทีหนึ่ง

ชั้นเดิมเป็นการสวดหรืออ่านเพื่อเป็นเพื่อนศพ ไม่ได้รีบอ่านรีบจบเหมือนกับที่สวดพระอภิธรรมสมัยนี้ อ่านไปจบหนึ่งก็พัก พูดคุยสนทนาธรรมกับญาติโยมพอเป็นเครื่องบรรเทาเศร้าโศก สมควรแก่เวลารูปต่อไปก็อ่านต่อ อ่านจบแล้วหยุดเป็นพักๆ ทำนองนี้จนครบทั้ง ๔ รูป ก็เป็น ๔ จบ 

ภายหลังเมื่อเปลี่ยนจากวิธีผลัดกันอ่านทีละรูปมาเป็นสวดพร้อมกัน ก็เลยสวด ๔ จบ เท่ากับรูปละจบ สวดจบหนึ่งก็พักทีหนึ่งตามแบบเดิม การสวด ๔ จบน่าจะมีความเป็นมาดังว่ามานี้ 

เวลานี้บางวัดเปลี่ยนวิธีสวด เป็นสวดจบหนึ่งแล้วพูดธรรมะ พูดธรรมะจบแล้วสวดอีกจบหนึ่งเป็นอันเสร็จ ก็กลายเป็นสวดแค่ ๒ จบ

โปรดทราบว่า พูดธรรมะนั้นคนเก่าท่านทำมาก่อนแล้ว แต่ท่านพูดตามธรรมชาติธรรมดาของคนคุยกัน ท่านไม่ได้ใช้วิธี “จัดให้มีการบรรยายธรรม” เป็นพิเศษเหมือนเป็นพิธีการอะไรอีกพิธีหนึ่ง

สวดพระอภิธรรมของคนเก่านั้นคนสวดกับคนฟังอยู่ในโลกเดียวกัน สวดกันไป หยุดพูดคุยกันไป อยู่เป็นเพื่อนศพเพื่อนเจ้าภาพกันไป ไม่ได้สวดเพื่อให้เสร็จๆ เจ้าภาพผู้อยู่ในสภาพสูญเสียก็รู้สึกอบอุ่นใจ

สวดพระอภิธรรมสมัยนี้ คนสวดกับคนฟังอยู่คนละโลก พระก็รีบสวด คนฟังก็จะรีบกลับ ไม่มีพูดคุยเป็นธรรมชาติเหมือนคนเก่า

ใครที่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร โปรดระลึกถึงบรรยากาศสมัยเก่าไว้บ้างก็จะดี ทำอย่างไรบรรยากาศที่ทำให้เจ้าภาพรู้สึกอบอุ่นใจจึงกลับคืนมา

ขอกราบอนุโมทนากับหลายๆ วัดที่ยังยืนหยัดรักษาระเบียบการสวด ๔ จบไว้อย่างมั่นคง

..................

เลี้ยงแขกระหว่างสวดเป็นมาอย่างไร?

ของเดิมที่ผมเคยเห็นสมัยเมื่อเป็นเด็ก พอพระสวดจบที่ ๓ เจ้าภาพก็จะยกอาหารมาเลี้ยงแขก ระหว่างนั้นพระก็ฉันน้ำชาน้ำปานะ แขกก็กินข้าว พระกับแขกคุยกันไปตามปกติ แขกกินเสร็จ พระก็สวดจบที่ ๔ เป็นอันเสร็จการสวด

เหตุผลต้นเดิมนั้น คนมาเยี่ยมศพ มาช่วยงานศพ จะมาใกล้มาไกลก็ตาม มาถึงแล้วอยู่นานอยู่ยาว ไม่มีใครรีบกลับ เพราะเจตนามาเป็นเพื่อนปลอบทุกข์ให้เจ้าภาพ แขกมาเวลาไหนก็เลี้ยงดูกัน คือเลี้ยงกันทั้งวัน ไม่ได้เลี้ยงเป็นเวลา แขกอยู่จนถึงเวลาสวดก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเลี้ยงดูกันไป ใครที่ยังไม่ได้กินข้าวมาจะได้ไม่หิว บางทีกินก่อนสวดก็ยังไม่ใช่เวลากิน กินหลังพระกลับไปแล้วก็จะดึกเกินไป จึงถือเอาจังหวะพระหยุดพักจบที่ ๓ เป็นเวลาเลี้ยงอาหาร แต่ก็เป็นการเลี้ยงแบบง่ายๆ สามารถกินได้เร็วๆ ไม่ยืดเยื้อ กินเสร็จพระสวดต่อได้จังหวะกันพอดี

แล้วก็อย่าลืมว่า บรรยากาศเก่านั้นพระคนสวดกับญาติโยมคนฟังอยู่ในโลกเดียวกัน คือเป็นกันเอง ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ จึงไม่มีอารมณ์เคอะเขินแบบเหตุผลของคนรุ่นใหม่ที่ว่า-มานั่งกินให้พระมองปากเป็นการไม่ดี

เจ้าภาพเลี้ยงอาหารระหว่างสวด คนไปฟังสวดสมัยก่อนจึงมักยินดีฉลองศรัทธา ไม่มีใครรังเกียจ และไม่เสียบรรยากาศแต่ประการใด

เดี๋ยวนี้การเลี้ยงระหว่างสวดยังมีอยู่บ้าง แต่ค่อยๆ น้อยลง เปลี่ยนเป็นจัดของว่างเป็นชุดๆ แจกให้แขก จะกินที่นั่นก็ง่าย จะถือติดมือกลับไปก็สะดวก

เชื่อว่าอีกไม่นาน การเลี้ยงอาหารระหว่างสวดของเดิมจะกลายเป็นของชำร่วยติดมือคนมาฟังสวดกลับบ้านไปในที่สุด-ดังที่เริ่มจะทำกันมากขึ้นแล้ว อาชีพรับจัดของชำร่วยงานสวดพระอภิธรรมก็คงจะมีผู้ทำกันมากขึ้น

จะเปลี่ยนอะไรให้เป็นอะไร ถ้าเรียนรู้เรื่องเดิมและสามารถรักษาบรรยากาศของเดิมไว้ได้ด้วยก็จะเป็นการดี

..................

ตอนต่อไป-สวดมาติกาบังสุกุลคือสวดอะไร?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๑:๓๑ 

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม : เริ่มที่งานศพ (๑)

---------------------------------

ภัยที่กำลังคุกคามสังคมไทยอยู่ในเวลานี้ คือคนไทยไม่ศึกษาเรื่องเดิม

จะทำอะไร มองแค่ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน เรื่องเดิมเขาทำกันมาอย่างไร ไม่ศึกษา ไม่เรียนรู้ ไม่รับรู้

หลายๆ อย่าง ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำกันใหม่ โดยที่ไม่รู้ว่าของเดิมเขาทำอย่างไรและทำไมทำอย่างนั้น

เรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ เป็นความพยายามที่จะชวนให้คนไทยศึกษาเรื่องเดิม เพื่อที่ว่า-เมื่อทำอะไรหรือจะไม่ทำอะไร จะได้ทำหรือไม่ทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ และด้วยความมั่นใจ

ขอเริ่มที่งานศพก่อน

..................

ธรรมเนียมเดิมของคนไทย เมื่อรู้ว่าใครตายก็จะไปเยี่ยมศพ ไปปลอบใจญาติ ไม่ต้องบอก ไม่ต้องเชิญ ใครรู้ ไปเอง ไปด้วยน้ำจิตน้ำใจแท้ๆ

ผู้ชายจะไปช่วยดูแลสถานที่ บ้านหลังคารั่ว นอกชานโย้เย้ กระดานผุ บันไดหัก ฯลฯ ไปช่วยกันซ่อมทำเพื่อรองรับผู้คนที่จะมาช่วยงาน เจ้าของบ้านไม่ต้องออกปาก ช่วยกันทำด้วยน้ำใจ

ผู้หญิงจะไปช่วยงานครัว มีของเครื่องครัวอะไรที่จะเอาไปช่วยกันได้ก็จะเอาไป เอาของไปด้วย ช่วยหุงหาเลี้ยงแขกด้วย อยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพด้วยในตัว

ทั้งหมดนี้ทำด้วยน้ำใจ ไม่มีใครคิดราคาออกมาเป็นเงินทอง เพราะนี่เป็นโอกาสวิเศษที่สุดที่เพื่อนมนุษย์จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามทุกข์โศก

เพราะฉะนั้น รู้เห็นว่าใครตาย ไปเยี่ยมศพได้ไปเลยครับ ไม่ต้องรอให้ใครเชิญ รู้จักหรือไม่รู้จักไม่ต้องคำนึง รู้ว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน-แค่นี้พอแล้ว คนเก่าท่านประพฤติเป็นแบบอย่างกันมาแล้ว

..................

สวดพระอภิธรรมทำไมต้องเป็นพระ ๔ รูป?

พระ ๔ รูปเป็นจำนวนต่ำสุด ครบองค์สงฆ์ น้อยกว่านี้ไม่เป็นองค์สงฆ์ มากกว่านี้จะมีปัญหาเรื่องการรับรองดูแลซึ่งจะต้องทำให้เหมาะสม งานกำลังเข้า จะดูแลลำบาก เพราะฉะนั้น ๔ รูปเหมาะที่สุด 

..................

สวดพระอภิธรรม ทำไมต้องตั้งตู้พระอภิธรรม? 

พระอภิธรรมเป็นธรรมระดับสูงสุด ต้องแม่นยำ หลักประกันที่ดีที่สุดคือสวดจากคัมภีร์ จึงเอาคัมภีร์ไปตั้งไว้ด้วย ทั้งเพื่อที่ว่า-พระรูปไหนเผอิญว่ายังสวดไม่คล่อง ก็จะได้อาศัยดูคัมภีร์ไปด้วย

ธรรมเนียมพระสงฆ์นั่งเสลี่ยงอ่านพระธรรมนำศพเจ้านายที่ยังปฏิบัติกันอยู่ก็มาจากเหตุผลเดียวกัน

ดังนั้น 

.........................................................

(๑) ตู้พระธรรมจึงต้องตั้งตรงหน้าพระสงฆ์ 

(๒) ต้องเอาหนังสือพระอภิธรรมออกมาวางบนตู้ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถอ่านได้ถนัด และ -

(๓) ต้องเปิดหนังสือในลักษณะที่พร้อมอ่าน

.........................................................

ธรรมเนียมเดิมปฏิบัติดังที่ว่านี้ทั้งนั้น

คนรุ่นใหม่ไม่ศึกษาธรรมเนียมเดิม ไม่รู้ธรรมเนียมเดิม อุตริตั้งตู้พระอภิธรรมระหว่างโต๊ะหมู่บูชากับพระสงฆ์ แล้วอธิบายว่าเป็นการตั้งตามหลักพระรัตนตรัย คือ -

เริ่มจากพระพุทธที่โต๊ะหมู่บูชา

ต่อมาเป็นพระธรรม คือตู้พระอภิธรรม

ถัดไปเป็นพระสงฆ์ คือพระที่สวดพระอภิธรรม

ครบพระรัตนตรัย-พระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์

เป็นคำอธิบายที่เพี้ยนครับ

การจัดสถานที่สวดพระอภิธรรมที่ปฏิบัติกันมา ไม่มีตำราที่ไหนบอกว่าให้จัดตามหลักพระรัตนตรัยแบบนั้น

พระรัตนตรัยมีครบบริบูรณ์แล้วที่โต๊ะหมู่บูชา

ธูป บูชาพระพุทธ

เทียน บูชาพระธรรม

ดอกไม้ บูชาพระสงฆ์

โดยมีพระพุทธปฏิมาเป็นประธาน

ไม่ต้องแยกเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตรงไหนอีกแล้ว

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลที่แถมเข้ามา แต่น่าจะเป็นเจตนาที่แท้จริง นั่นคืออ้างว่า ตั้งตู้พระอภิธรรมตรงหน้าพระ พอสวดจบ จะทอดผ้าและถวายเครื่องไทยธรรมก็จะต้องยกตู้พระอภิธรรมออก เป็นการยุ่งยาก เสียเวลาและดูไม่เรียบร้อย ตั้งตู้พระอภิธรรมเยื้องไปทางโต๊ะหมู่บูชาดูเรียบร้อยดีกว่า ไม่ต้องยกเข้ายกออก

เป็นคำอธิบายที่เกิดจากความขี้เกียจโดยแท้

เพราะไม่ศึกษาเรียนรู้เรื่องเดิม วิธีที่คิดอ่านทำขึ้นใหม่ก็ไปทำลายหลักเดิมลงหมดสิ้น

เวลานี้มีวัดที่ตั้งตู้พระอภิธรรมแบบอุตริอยู่ทั่วไป เพราะเอาอย่างกัน

เอาอย่างกันผิดๆ ทำได้

ศึกษาเรื่องเดิมให้เข้าใจ ทำไม่ได้

ทำไมเป็นอย่างนั้น

คิดหาวิธียกย้ายตู้พระธรรมอย่างง่าย อย่างสะดวก

ดีกว่าใช้วิธีอุตริ-ย้ายที่ตั้งตู้พระธรรม

ภูษาโยงของเดิมเวลาม้วนเก็บต้องใช้มือม้วนหรือพับ

เวลานี้มีคนคิดเครื่องม้วนภูษาโยง กดปุ่มทีเดียว ม้วนพรืดเดียว เสร็จ-นึกออกไหมครับ

ช่วยกันคิดหาวิธียกย้ายตู้พระอภิธรรมแบบสะดวกดายง่ายปานกันนั่นเลยสิครับ

กราบขอร้องด้วยความเคารพ 

เลิกอุตริ แล้วกลับมาหาหลักเดิมเถอะ

ก็แบบเดียวกับ-ถวายไทยธรรมก่อน ทอดผ้าทีหลัง อ้างว่าพระจะได้จับตาลปัตรทีเดียว ไม่ต้องเดี๋ยวจับเดี๋ยววาง 

นี่ก็ควรเลิกด้วย

ธรรมเนียมเดิม ถวายไทยธรรมเป็นกิจสุดท้าย ไม่มีกิจอื่นอีกนอกจากอนุโมทนา

ถวายไทยธรรมแล้วอนุโมทนา

ไม่ใช่ถวายไทยธรรมแล้วยังจะย้อนไปทอดผ้าอีก

ถ้าเห็นการจับตาลปัตร ๒ ครั้งเป็นเรื่องลำบาก

รักษาพระศาสนาลำบากกว่าตั้งล้านเท่า จะทำไหวหรือ?

..................

ทำไมต้องเอาพระอภิธรรมมาสวดในงานศพ? 

ยังไม่พบคำอธิบายที่แน่นอน ท่านผู้ใดพบว่ามีคำอธิบายที่ชัดเจนเป็นหลักฐานแน่นอนอยู่ที่ไหน โปรดนำมาเผยแพร่ให้ทราบทั่วกัน จะเป็นมหากุศล

ผมสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา จึงถือเป็นคติว่า ถ้าจะสนองคุณมารดาผู้ล่วงลับก็ควรนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมเฉกเช่นที่พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติ 

ที่คิดทำกันในตอนแรกๆ คงเป็นสวดในงานศพแม่ ภายหลังจึงขยายออกไปเป็นงานศพทั่วไป

ข้อสันนิษฐานนี้ ผิดถูกประการใดแล้วแต่จะพิจารณา ถูกก็อนุโมทนา ผิดก็ช่วยกันคิดหาเหตุผลต่อไป

..................

ตอนต่อไป-สวดพระอภิธรรม ทำไมต้องสวด ๔ จบ?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๖

๑๖:๐๐ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.