แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิดไปเขียนไป แสดงบทความทั้งหมด



คิดไปเขียนไป (๑๑)-จบ

------------------

ต้นเหตุของบทความชุดนี้มาจากเรื่องสั้นๆ แต่ผมเอามาคิดไปเขียนไป ยาวถึง ๑๐ ตอน สมควรจบได้แล้ว

ผมขอจบด้วยคำร้องขอ

ร้องขอ-ขอร้องนักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วให้ช่วยกันศึกษาชาตกัฏฐกถา เหมือนกับที่ศึกษาธัมมปทัฏฐกถา

ธัมมปทัฏฐกถา นักเรียนบาลีศึกษากันจนแหลกแล้ว

แต่ชาตกัฏฐกถายังไม่มีนักเรียนบาลีได้ศึกษาเลย

ชาตกัฏฐกถาเป็นคัมภีร์ที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าธัมมปทัฏฐกถา บางแง่มุมมีคุณค่าเหนือกว่าธัมมปทัฏฐกถาด้วยซ้ำ จึงเป็นคัมภีร์ที่น่าศึกษา

แต่น่าเสียดายและน่าเสียใจที่ไม่มีใครจับขึ้นมาศึกษา-ทั้งๆ ที่เป็นของดีมีคุณค่าแท้ๆ

ชาตกัฏฐกถามีผู้แปลเป็นไทยแล้วหลายสำนวน

แต่ที่แปลเหมือนกับแปลธัมมปทัฏฐกถามีสำนวนเดียว คือพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลบางส่วน

.........................................................

สรุปตัวเลขของชาดกในพระไตรปิฎก - 

พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ๒ เล่ม 

เล่มที่ ๒๗ จำนวน ๕๗๑ หน้า 

เล่ม ๒๘ จำนวน ๔๕๓ หน้า 

รวม ๒ เล่ม ๑,๐๒๔ หน้า

จำนวนนิบาต ๒๒ นิบาต

จำนวนชาดก ๕๔๗ ชาดก

จำนวนคาถา นับเรียงคาถา ๔ บาทเป็น ๑ คาถา น่าจะร่วมหมื่นคาถา

เรื่องจำนวนคาถานี้ ควรนับให้ได้จำนวนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์การอ้างอิงเชิงสถิติ

สรุปตัวเลขของอรรถกถาชาดก - 

อรรถกถาชาดกหรือชาตกัฏฐกถา พิมพ์เป็นบาลีอักษรไทย ๑๐ เล่ม

นับจำนวนหน้าได้ ๕,๐๔๑ หน้า

ชาดกและอรรถกถาในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม อยู่ในเล่มที่ ๕๕-๖๔ รวม ๑๐ เล่ม

นับจำนวนหน้าได้ ๖,๗๕๔ หน้า

.........................................................

งานที่ยังไม่มีใครทำคือ -

รวมชื่อชาดกทั้ง ๕๔๗ เรียงตามลำดับอักษร ยังไม่มีใครทำ

รู้ชื่อชาดก อยากอ่าน แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในเล่มไหน ยังไม่มีใครทำ

ชาดกเรื่องไหน อยู่ในนิบาตหมวดไหน ยังไม่มีใครทำ

งานที่ควรทำและถือได้ว่าเป็นหัวใจของชาดกก็คือ ศึกษาให้รู้แน่ชัดว่า ชาดกเรื่องไหนสอนคุณธรรมข้อไหน

ที่เรารู้กันแล้วคือ ชาดกในมหานิบาต ๑๐ ชาดก

เตมิยชาดก สอนเรื่องเนกขัมมบารมี

มหาชนกชาดก สอนเรื่องวิริยบารมี

สุวรรณสามชาดก สอนเรื่องเมตตาบารมี

เนมิราชชาดก สอนเรื่องอธิษฐานบารมี

มโหสถชาดก สอนเรื่องปัญญาบารมี

ภูริทัตตชาดก สอนเรื่องสีลบารมี

จันทกุมารชาดก สอนเรื่องขันติบารมี

นารทชาดก สอนเรื่องอุเบกขาบารมี

วิธุรชาดก สอนเรื่องสัจจบารมี

มหาเวสสันดรชาดก สอนเรื่องทานบารมี

ได้ ๑๐ ชาดกแล้ว

อีก ๕๓๗ ชาดกก็ช่วยกันศึกษาทำบัญชีไว้ว่า ชาดกไหนสอนธรรมข้อไหน ทำไว้ให้ครบทั้ง ๕๔๗ ชาดก

ทำแบบชื่อชาดกขึ้นต้น เพื่อให้รู้ว่าชาดกเรื่องไหนสอนธรรมะข้อไหน

ทำแบบชื่อธรรมะขึ้นต้น เพื่อให้รู้ว่าธรรมะข้อนี้ ศึกษาได้จากชาดกเรื่องไหน

ทำไว้ทั้ง ๒ แบบ

นี่เป็นเพียงเค้าโครงคร่าวๆ ของเนื้องาน

งานจริงอาจอลังการมากกว่านี้

......................

แต่ที่จะเป็นอุปการะแก่การศึกษาอย่างยิ่งคือ ช่วยกัน --

ตรวจทานคำแปลให้ถูกต้อง 

แก้ไขส่วนที่แปลไว้บกพร่องผิดพลาดให้ถูกทั่วถ้วน

ปรับปรุงสำนวนแปลให้เป็นระเบียบเดียวกัน

ตรวจแก้อักขรวิธีสะกดการันต์ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน

งานดังกล่าวมานี้ยังไม่มีใครเคยทำ 

ช่วยกันทำไว้ 

จะเป็นอุปการะแก่การศึกษาพระศาสนาอย่างดียิ่ง

......................

ผมตระหนักดีว่า คำร้องขอของผมไม่ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีพลัง

ดังไปไม่ถึงผู้บริหารการพระศาสนา

ไปไม่ถึงหูตาของผู้มีอำนาจหน้าที่

ในหมู่นักเรียนบาลีเอง แม้ได้เห็นได้อ่าน ก็ไม่อาจไปบันดาลให้ใครเห็นตามทำตามได้

แต่ผมมั่นใจว่า เทวดาสัมมาทิฏฐิมีอยู่จริง (ขออนุญาตยืมคำของท่านศาสตราจารย์ ดร.อุทิส ศิริวรรณ มาใช้สักครั้ง) 

คำร้องขอของผม ถ้าเทวดาสัมมาทิฏฐิท่านได้เห็น

หัวใจของผมที่เต้นเป็นเสียงบาลี ถ้าท่านได้ยิน

ท่านอาจช่วยพลิกแผ่นฟ้าแผ่นดินเกิดเป็นเหตุปัจจัย

ให้นักเรียนบาลีทั่วไทยมีฉันทะอุตสาหะ

ลุกขึ้นมาทำกิจคันถธุระให้สัมฤทธิ์

เป็นบาทฐานแห่งการทำวิปัสสนากิจให้สำเร็จ

ยังพระศาสนาของพระศรีสรรเพชญให้หมดจด

อำนวยอมฤตรสแก่ทวยเทพแลมวลมนุษย์

ตราบสิ้นสุดกัลปาวสาน-เทอญ

---------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๕ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๓:๔๗ 

[full-post]



คิดไปเขียนไป (๑๐)

------------------

ต้นเหตุของบทความชุดนี้มาจาก-ผมคิดถึงแนวคิดที่ว่า 

.........................................................

ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน

ไม่ว่าเราจะดีแค่ไหน

ถ้าไปอยู่ในที่ซึ่งไม่มีใครเห็นคุณค่าของเรา

เราก็ไร้ค่า

เพราะฉะนั้น อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีเห็นใครเห็นคุณค่าของเรา

แต่จงอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา

.........................................................

แก่นของแนวคิดนี้-ซึ่งขอเรียกว่า “แนวคิดทางโลก”-คือ -

อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีเห็นใครเห็นคุณค่าของเรา

แต่แก่นของเนรุชาดก-ซึ่งขอเรียกว่า “แนวคิดทางธรรม”-คือ -

อย่าอยู่ในที่ที่ไม่แยกแยะว่าใครดีใครเลว

แนวคิดทางโลกนั้นเอาตัวเอง-คือคุณค่าของเรา-เป็นศูนย์กลาง

อยู่ที่ไหนไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา อย่าอยู่

อยู่ที่ไหนมีคนเห็นคุณค่าของเรา จงอยู่

จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เล็งถึงประโยชน์ของสังคมที่เราอยู่ แต่เล็งถึงประโยชน์ของเราเอง 

ประโยชน์ของเราเองก็คือมีคนเห็นคุณค่าของเรา

เราจะทำประโยชน์ให้สังคม

แต่เราเรียกร้องให้สังคมเห็นคุณค่าของเราก่อนเราจึงจะทำ

ถ้าสังคมไม่เห็นคุณค่าของเรา เราก็จะไม่ทำ

......................

ผมนึกถึงอะไร?

ผมนึกถึง “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม”

ในการบริจาคทรัพย์เพื่อทำบุญหรือเพื่อการกุศลสาธารณะ จะมีผู้บริจาค ๒ ประเภท คือ ออกนามผู้บริจาคประเภทหนึ่ง และแสดงความประสงค์ไม่ให้ออกนามประเภทหนึ่ง 

ออกนามผู้บริจาค-เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นวิสัยของโลก ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ทั้งยังมีส่วนหนึ่งมิใช่ออกนามแต่เพียงวาจา แต่แสดงเจตนาให้จารึกชื่อเสียงเรียงนามให้ปรากฏด้วย และบางทีผู้บริจาคไม่ได้แสดงเจตนาอะไร แต่ผู้รับบริจาคไปจัดการจารึกนามไว้ให้เองก็มี นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกัน

การออกชื่อจารึกนามนี้มองได้ ๒ มุม 

มุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นการอวด อย่างที่ว่าทำบุญเอาหน้า 

แต่อีกมุมหนึ่ง-ผมเคยได้ยินผู้อธิบายน่าฟังดี คือเขาบอกว่า ที่ออกนามหรือจารึกนามให้ปรากฏ ไม่ใช่อวด แต่เพื่อให้คนทั้งหลายได้อนุโมทนา เป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้ทำบุญอีกวิธีหนึ่ง ทั้งเป็นการจูงใจคนที่พอมีกำลังให้เกิดกุศลจิตอยากบริจาคเช่นนั้นบ้างด้วยก็ได้ นี่คือมองในแง่ดี

ส่วนผู้บริจาคประเภทที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ต้องถือว่าเป็นประเภทพิเศษ เจตนาบริสุทธิ์แท้ นับเข้าในพวกปิดทองหลังพระ ใครจะรู้หรือไม่รู้ เห็นหรือไม่เห็น ไม่เป็นประมาณ 

ตรงจุดนี้แหละที่ผมนึกถึง คือนึกถึงว่า-นี่ไงคนที่มุ่งทำประโยชน์โดยไม่เรียกร้องให้ใครมาเห็นคุณค่าของเราเสียก่อน จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่แค่-ไม่เรียกร้องให้ใครมาเห็นคุณค่า หากแต่ไม่ต้องการให้ใครมาเห็นคุณค่าด้วยซ้ำไป

ทำไมแนวคิดทางโลกจึงไม่คิดอย่างนี้กันให้มากๆ-อยู่เพื่อทำประโยชน์ ไม่ใช่อยู่เพื่อให้ใครมาเห็นคุณค่าของเรา

.........................................................

อยู่เพื่อทำประโยชน์

ไม่ใช่อยู่เพื่อให้ใครยกย่อง

.........................................................

ขอให้นึกถึงคนที่โลกยกย่องซึ่งมีอยู่ทั่วโลก ในเวลาที่คนเหล่านั้นลงมือสร้างสรรค์ผลงาน เขาเรียกร้องให้ใครๆ เห็นคุณค่าของเขาก่อนกระนั้นหรือ?

......................

คราวนี้ลองพิจารณาแนวคิดทางธรรมจากเนรุชาดก

แนวคิดทางธรรมไม่ได้เรียกร้องให้ใครเห็นคุณค่าของตัวเอง หากแต่เรียกร้องให้ใครๆ รู้จักแยกแยะว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร แล้วปฏิบัติต่อผู้นั้นสิ่งนั้นให้ถูกให้ควรแก่ฐานะ

การรู้จักแยกแยะเป็นสิ่งจำเป็นมากในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม 

คนดีกับคนเลวควรได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

อันที่จริง หลักการของแนวคิดทางธรรมนั้นถอยไปตั้งหลักเบื้องต้นกันที่-อย่างไรคือคนดี อย่างไรคือคนเลว ตั้งหลักกันตรงนั้นก่อน

เมื่อได้หลักที่ถูกต้องแล้ว จึงใช้หลักนั้นเข้าไปแยกแยะ

ยกตัวอย่าง “หลัก” เท่าที่นึกได้ในขณะเขียนนี้ -

.........................................................

นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ

กตญฺญูกตเวทิตา

ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

......................

อิธ  ภิกฺขเว  พาโล 

ทุจฺจินฺติตจินฺตี  จ  โหติ

ทุพฺภาสิตภาสี  จ

ทุกฺกฏกมฺมการี จ.

คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว คือคนเลว

.........................................................

นี่คือหลักตัดสินว่าใครดีใครเลว

ไม่ใช่ว่า-

ใครเห็นคุณค่าของเรา คนนั้นเป็นคนดี

ใครไม่เห็นคุณค่าของเรา คนนั้นเป็นคนเลว

ไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน

......................

ต้นเรื่องที่พระพุทธองค์ตรัสเนรุชาดกก็คือ ภิกษุรูปหนึ่งไปอยู่ในหมู่บ้านที่ผู้คนไม่รู้จักแยกแยะว่าหลักคำสอนแบบไหนถูกผิดอย่างไร ใครสอนถูกสอนผิดอย่างไรก็นับถือไปหมด

เหมือนเนรุบรรพตที่แยกแยะไม่ได้ว่าสัตว์ชนิดไหนเป็นชนิดไหน เพราะเป็นสีทองเหมือนกันหมด

พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า -

.........................................................

โปราณกปณฺฑิตา  ติรจฺฉานโยนิยํ  นิพฺพตฺตาปิ  คุณาคุณํ  อชานนฺเตหิ  สทฺธึ  เอกทิวสํปิ  น  วสึสุ  ตฺวํ  อตฺตโน  คุณาคุณํ  อชานฏฺฐาเน  กสฺมา  วสิ.

บัณฑิตแต่ปางก่อนแม้เกิดในกำเนิดเดียรฉาน ก็ไม่อยู่ร่วมแม้เพียงวันเดียวกับพวกที่ไม่รู้ว่าตัวไหนดีตัวไหนชั่ว เหตุไฉนเธอจึงไปอยู่ในถิ่นที่ผู้คนไม่รู้จักคุณและโทษของเธอเล่า

- เนรุชาดก ชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๘ 

.........................................................

“ในถิ่นที่ผู้คนไม่รู้จักคุณและโทษของเธอ” แปลจากคำบาลีว่า “อตฺตโน  คุณาคุณํ  อชานฏฺฐาเน” 

คำบาลีท่อนนี้ พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม แปลไว้ว่า “ในสำนักของคนที่ไม่รู้จักคุณและมิใช่คุณของตน”

“ของตน” แปลจากคำว่า “อตฺตโน” 

ในที่นี้ “อตฺตโน” หมายถึงตัวภิกษุรูปนั้น ผมจึงแปลระบุลงไปว่า “ของเธอ” 

“เธอ” คือคำที่พระพุทธองค์ทรงเรียกภิกษุรูปนั้น

“คุณาคุณํ” แปลทับศัพท์ว่า “คุณและมิใช่คุณ” ดังที่พระไตรปิฎกฯ แปลไว้ 

“คุณาคุณํ” แยกศัพท์เป็น คุณ + อคุณ

“คุณ” ทับศัพท์ว่า “คุณ” หมายถึงคุณงามความดี หรือคุณธรรมที่มีอยู่ในตัว

“อคุณ” แปลว่า “มิใช่คุณ” มีความหมายตรงกันข้ามกับคุณ คือหมายถึง โทษ ความเสียหาย ความเลว

คำว่า “คุณาคุณํ” ในประโยคนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องหรือสอดรับกับคำว่า “คุณค่า” ในแนวคิดทางโลกที่ว่า-ที่ที่มีเห็นคุณค่าของเรา หรือไม่เห็นคุณค่าของเรา 

แต่ความหมายของศัพท์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“ที่ที่มีเห็นคุณค่าของเรา” มุ่งถึงเห็นความดีของเรา คือต้องการให้เขาเห็นว่าเราเป็นคนดี เป็นคนมีค่า ไม่ได้เล็งถึงความไม่ดีหรือความเลวของเรา

ตรงกันข้าม-ความไม่ดีหรือความเลวของเรา ขออย่าให้มีใครรู้เป็นดีที่สุด-นี่คือแนวคิดทางโลก

แต่ “คุณาคุณํ” ไม่ใช่เช่นนั้น

“คุณาคุณํ” หมายความว่า เรามีความดี เขาก็รู้ เรามีความเลว เขาก็รู้ คือรู้ทั่วทั้งสองด้าน ไม่ใช่รู้ด้านเดียว

ความหมายในภาพรวมก็คือ-รู้ตามความเป็นจริง

เอาไปใช้กับแนวคิดทางโลกที่ว่ากันมา ก็ต้องพูดใหม่

คือต้องพูดว่า เราจะเก่งจะดีแค่ไหน หรือไม่เก่งไม่ดีแค่ไหน ไปอยู่ไหนก็มีคนรู้ความจริงทั้งหมด เรามีคุณค่า เขาก็รู้ว่าเรามีคุณค่า เราไม่มีคุณค่า เขาก็รู้ว่าเราไม่มีคุณค่า

ต้องปรับแนวคิดเป็นอย่างที่ว่านี้จึงจะสมเหตุสมผล

ตัวเราเองนั่นแหละ-แน่ใจแล้วหรือว่ามีคุณค่า ถ้าเราไม่มีคุณค่า แต่ไปเกณฑ์ให้เขาเห็นคุณค่า ก็จะผิดจากความเป็นจริง 

เราไม่มีคุณค่า แต่เขาเข้าใจผิด เห็นไปว่าเรามีคุณค่า เราอยู่กับคนที่ไม่รู้ความจริงแบบนี้ เราจะภาคภูมิใจได้หรือ

เอามาใช้กับกรณีของชาวบ้านที่ภิกษุรูปนั้นไปจำพรรษาอยู่ ก็หมายถึงว่า พวกที่มาสอนลัทธิต่างๆ นั้น สอนถูก ชาวบ้านก็รู้ว่าถูก สอนผิด ชาวบ้านก็รู้ว่าผิด

แต่ชาวบ้านพวกนั้นไม่มีความรู้เช่นนี้ นั่นคือแยกถูกแยกผิดไม่ได้ เพราะไม่มีปัญญาที่จะแยก จึงนับถือแบบมั่วไปหมด 

พระพุทธองค์จึงตรัสกับภิกษุรูปนั้นว่า-แบบนี้ เธอไปอยู่กับเขาได้อย่างไร

อนึ่ง โปรดระลึกว่า การแยกแยะและปฏิบัติกับคนให้ถูกกับสถานะนั้น เป็นคนละเรื่องกับการแบ่งชั้นวรรณะและความเสมอภาคนะครับ 

อย่าเอาไปปนกัน เดี๋ยวมั่ว

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๕ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๐:๑๙ 

[full-post]



คิดไปเขียนไป (๙)

------------------

ตอนก่อนโน้น (คิดไปเขียนไปตอน ๕-๖ ) ผมเล่าเรื่องเนรุชาดกให้ฟังแล้ว เป็นการเล่าตามสำนวนของผมเอง แต่รับรองได้ว่า สาระสำคัญตรงตามต้นฉบับ

ใครรู้บาลี อ่านฉบับบาลี ก็จะได้เนื้อหาสาระตรงกับที่ผมเล่า

การเรียนบาลี แปลบาลีได้ แล้วเอามาถ่ายทอดด้วยสำนวนภาษาของตัวเองให้ได้เนื้อหาสาระตรงตามต้นฉบับ แบบที่ผมทำนี้ กระบวนการเรียนบาลีในบ้านเราไม่ได้สอน ไม่ได้เรียน

อ้าว ถ้างั้นเรียนกันแบบไหน

การเรียนบาลีในบ้านเราเรียนเพื่อ 

(๑) เห็นศัพท์บาลีแล้วแปลได้ 

(๒) เห็นประโยคบาลีแล้วแปลได้

“ศัพท์” คือคำบาลีเป็นคำๆ

“ประโยค” คือคำบาลีที่เรียงเป็นข้อความ

ที่ว่านี้คือวิชาแปลมคธเป็นไทย หรือแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย

อีกวิชาหนึ่งคือวิชาแปลไทยเป็นมคธ หรือแปลภาษาไทยเป็นภาษาบาลีก็ทำนองเดียวกัน คือ เห็นข้อความภาษาไทยแล้วแปลเป็นภาษาบาลีได้

แต่การเอาเรื่องราวในคัมภีร์ที่แปลมาถ่ายทอดให้คนอื่นฟังให้ได้สาระตรงตามต้นฉบับ หลักสูตรการเรียนบาลีของเราไม่ได้สอน

การเรียนบาลีในบ้านเรา เรียนเพื่อรู้ว่าแปลว่าอะไร

ไม่ได้เรียนเพื่อให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

ที่ผมเคยบอกว่า นักเรียนบาลีบ้านเราเรียนคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถากันจนแหลก (แต่คัมภีร์ชาตกัฏฐกถาไม่มีใครเหลียวแล) นั้น โปรดทราบว่า ก็เรียนแหลกในกระบวนแปลศัพท์แปลประโยคแบบที่ว่านี้แหละ

ลองให้เล่าเรื่องที่แปลให้ได้เรื่อง จอด (แทบ) ทุกราย

เล่าไม่ได้

แม้แต่ที่แปลศัพท์แปลประโยคนั่นเอง แปลได้ก็จริง ถ้าถามว่า-ที่แปลนั้นหมายความว่ากระไร ก็อาจจะตอบไม่ได้

ตัวอย่างเช่น ข้อความตอนหนึ่งในธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เรื่องจักขุปาลเถระ ภาษาบาลีว่า

..................................................

เต  วยปฺปตฺเต  ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ.

..................................................

นักเรียนบาลีของเราสามารถแปลได้ว่า -

(มาปิตโร บิดามารดา) 

พนฺธึสุ ผูกแล้ว 

เต (ปุตฺเต) ซึ่งบุตรทั้งหลายเหล่านั้น 

วยปฺปตฺเต ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย 

ฆรพนฺธเนน ด้วยเครื่องผูกคือเรือน

..................................................

เต  วยปฺปตฺเต  ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ.

บิดามารดาผูกแล้วซึ่งบุตรทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ด้วยเครื่องผูกคือเรือน

..................................................

ถามว่า ข้อความว่า “บิดามารดาผูกแล้วซึ่งบุตรทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ด้วยเครื่องผูกคือเรือน” หมายความว่าอย่างไร?

นักเรียนบาลีของเราจะตอบไม่ได้ อธิบายไม่เป็น

ถ้าเอาข้อความบาลีนี้ไปออกเป็นข้อสอบ นักเรียนแปลแบบนี้ สอบได้

นักเรียนบาลีของเราที่สอบได้ คือสอบได้ด้วยการทำข้อสอบแบบนี้

แปลได้ แปลถูก สอบได้

แต่อธิบายเรื่องราวไม่ได้

เราเรียนวิธีแปล

แต่ไม่ได้เรียนให้รู้เรื่องราว

แปลได้แปลถูก เป็นผลที่เกิดจากระบบการเรียน

รู้เรื่องราวเป็นผลที่เกิดจากความสนใจส่วนตัว ไม่ได้เกิดจากระบบการเรียน

ขอย้ำว่า 

(๑) การขบความหมายของคำของประโยค

(๒) การนำไปถ่ายทอดด้วยภาษาของตัวเอง

“ขบความหมาย+ถ่ายทอด” - สองเรื่องนี้ ระบบการเรียนบาลีของเราไม่ได้สอนไม่ได้ฝึก ใครทำได้ นั่นคือความสนใจและความสามารถส่วนตัว ไม่ใช่ความสามารถที่เกิดจากระบบการเรียน

ลองพิสูจน์ดูก็ได้

“วยปฺปตฺเต ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย” - ลองถามนักเรียนที่สอบได้ ว่าหมายความว่าอย่างไร

“ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ ผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือเรือน” ลองให้นักเรียนที่สอบได้อธิบายว่า คือทำอะไร

ส่วนมากจะตอบไม่ได้ ทั้งนี้เพราะในชั้นเรียนจะไม่มีระบบกฎเกณฑ์ให้ครูผู้สอนขบความ+อธิบายความให้นักเรียนเข้าใจ และไม่มีระบบฝึกนักเรียนให้อธิบายถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาของตัวเอง

“ส่วนมากจะตอบไม่ได้” แปลว่าที่ตอบได้ก็มี แต่จะเป็นส่วนน้อย และที่ตอบได้อธิบายได้นั้นก็ไม่ได้เป็นผลมาจากระบบการเรียนการสอน แต่เกิดจากความสนใจเป็นส่วนตัว

นี่เป็นแค่ตัวอย่างคำเดียว ประโยคเดียว ในคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนยังมีคำและประโยคที่ต้องขบความหมาย+อธิบายเรื่องราวทำนองนี้อีกเป็นร้อยเป็นพัน 

นับคัมภีร์ที่ไม่ได้ใช้เป็นแบบเรียน-เช่นชาตกัฏฐกถาเป็นต้น-ที่นักเรียนบาลีของเราไม่เคยอ่านไม่เคยเห็นเข้าด้วย ก็จะมีคำและประโยคเป็นพันเป็นหมื่นที่รอการศึกษาเล่าเรียน

ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าผมพูดถูก ดังนั้น ท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งจะแย้งก็แย้งได้นะครับ ถกแถลงกัน อภิปรายกัน เพื่อนำไปสู่ผลที่ต้องการ 

ผลที่ต้องการคือ นักเรียนบาลีของเราเรียนบาลีแล้วแปลบาลีได้ ขบความออก นำไปบอกเล่าอธิบายขยายผลด้วยภาษาของตัวเองได้เนื้อหาสาระตรงตามต้นฉบับ 

เราถกเถียงกันเพื่อนำไปสู่ผลที่ต้องการนี้ ซึ่งผมเห็นว่ารูปแบบวิธีการที่เราเรียนบาลีกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลเช่นว่า

..................................................

งานที่จะต้องทำ มีอยู่กองพะเนินเทินทึก

เป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนบาลีก็เพื่อเอาความรู้ไปทำงานนี้

แต่-อนิจจา นักเรียนบาลีของเรา-รวมทั้งผู้สนับสนุน ตั้งเป้าหมายไว้ที่สอบได้ 

สอบได้แล้วชื่นชมยินดีกัน จบแค่นั้น

ไม่มีใครคิดจะเอาความรู้ไปทำงานที่รออยู่กองพะเนินเทินทึกนั่น

..................................................

เลิกกันได้หรือยัง-ที่บอกว่า-ใครจะทำงานศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาต่อไปอีก-ควรเป็นไปตามอัธยาศัย

ถ้ายังพอใจจะอ้างอัธยาศัยกันอยู่อีก

ก็ควรจะช่วยกันสร้างอัธยาศัยเช่นนั้นให้เกิดขึ้นในใจของนักเรียนบาลี

ปลูกฝังสร้างเสริมกันตั้งแต่เริ่มเรียนบาลีไปเลย

ไม่ใช่รอให้เกิดเองอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

......................

บ่นเรื่องเรียนบาลีจนหมดเนื้อที่

ตอนหน้า-ว่าด้วยข้อคิดในเนรุชาดกแน่นอนครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๔ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๔:๓๓


[full-post]



คิดไปเขียนไป (๘)

------------------

นักเรียนบาลีของเราไม่ได้เรียนบาลีเพื่อจะทำงานบาลี!

นี่เป็นความจริงที่เจ็บปวด

และที่เจ็บปวดลึกเข้าไปอีกก็คือ ผู้บริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดสักนิดว่า-การที่นักเรียนบาลีของเราไม่ได้เรียนบาลีเพื่อจะทำงานบาลีนั้นเป็นความจริงที่เจ็บปวด!

เรียนบาลีเพื่อทำงานบาลีก็คือ เรียนบาลี (๑) เพื่อเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกอรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก เพื่อตรวจสอบให้รู้ว่าหลักคำสอนที่ถูกต้องคืออย่างไร (๒) แล้วเอาหลักคำสอนที่ถูกต้องมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนเอง (๓) แล้วช่วยแก้ปัญหาเมื่อสังคมสงสัยข้องใจว่า-ที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้อย่างไรถูกอย่างไรผิด ข้อนี้ก็คือเผยแพร่หลักความรู้ที่ถูกต้องให้รู้เข้าใจแพร่หลายต่อไป

นี่คือเรียนบาลีเพื่อทำงานบาลี

เริ่มข้อแรก-เอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก-นักเรียนบาลีของเราก็ไม่ได้ทำกัน

นักเรียนบาลีบ้านเราเรียนเฉพาะคัมภีร์ที่เป็นแบบเรียนตามหลักสูตร ๕ คัมภีร์ -

..................................................

๑ ธัมมปทัฏฐกถา (เรียกกันง่ายๆ ว่า ธรรมบท) ๘ ภาคจบ

๒ มังคลัตถทีปนี (มักเรียกกันผิดๆ ว่า มงคลทีปนี เรียกย่อว่า มงคล) ๒ ภาคจบ

๓ สมันตปาสาทิกา (คนเก่าเรียกย่อว่า สามนต์) อรรถกถาวินัยปิฎก ๓ ภาคจบ

๔ วิสุทธิมัคคปกรณ์ (เรียกกันทั่วไปว่า วิสุทธิมรรค) ๓ ภาคจบ

๕ อภิธัมมัตถวิภาวินี (เรียกรู้กันว่า อภิธรรม) ฎีกาแห่งคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะซึ่งย่อความจากอภิธรรมปิฎกมาอีกชั้นหนึ่ง เล่มเดียวจบ

......................

ประโยค ๑-๒ เรียนแปลธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๔

ป.ธ. ๓ (อ่านว่า เปรียญธรรม ๓ ประโยค) เรียนแปลธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘

ป.ธ.๔ เรียนแปลมังคลัตถทีปนี ภาค ๑

ป.ธ.๕ เรียนแปลมังคลัตถทีปนี ภาค ๒

ป.ธ.๖ เรียนแปลสมันตปาสาทิกา ภาค ๓

ป.ธ.๗ เรียนแปลสมันตปาสาทิกา ภาค ๑-๒

ป.ธ.๘ เรียนแปลวิสุทธิมัคคปกรณ์ทั้ง ๓ ภาค

ป.ธ.๙ เรียนแปลอภิธัมมัตถวิภาวินี

..................................................

เมื่อสอบ ป.ธ.๙ ได้ นักเรียนบาลีหลายท่านอุทานออกมาเป็นบาลีว่า “ปารังคโต” 

ถ้าเป็นสตรีเพศ สอบ บ.ศ.๙ ได้ (บ.ศ. = บาลีศึกษา) ก็น่าจะอุทานว่า “ปารังคตา”

“ปารังคโต” แปลตามศัพท์ว่า “ถึงฝั่งแล้ว” หมายความว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว

เป้าหมายที่ตั้งไว้ของนักเรียนบาลีบ้านเราก็คือสอบ ป.ธ.๙ ได้ หรือสอบบาลีศึกษา ๙ ได้ สอบได้ก็เป็นอันสำเร็จการศึกษาบาลี ไม่ต้องทำอะไรอีก ทำก็ทำเรื่องอื่นๆ ไป ยกเว้นการศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก ไม่ต้องทำ เพราะถือว่าเรียนจบแล้ว

พระภิกษุสามเณรที่สอบ ป.ธ.๙ ได้ จะได้ศักดิ์และสิทธิ์ต่างๆ ตามมาอีกหลายอย่าง

ศักดิ์และสิทธิ์อย่างหนึ่งที่กลายเป็นค่านิยมก็คือ การมีพระประโยค ๙ ไว้ประดับวัด

วัดต่างๆ สำนักเรียนบาลีต่างๆ ถือว่า การมีพระประโยค ๙ ไว้ประดับวัดประดับสำนักเรียนนั้นเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และมีการแข่งขันกันอยู่ในที-วัดใครสำนักใครจะมีประโยค ๙ มากกว่ากัน

คนทั่วไปที่พอรู้ค่านิยมอยู่บ้าง รู้ว่าวัดไหนมีพระประโยค ๙ หลายรูป ก็จะรู้สึกทึ่ง ความนับถือเลื่อมใสก็จะตามมา

ถามว่า พระประโยค ๙ ที่มีอยู่ตามวัดต่างๆ นั้น ทำงานบาลี (ตามความหมายที่ว่าไว้ข้างต้น เริ่มจาก-ศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติ) หรือเปล่า?

ตอบว่า ไม่ได้ทำ

อ้าว แล้วทำอะไรล่ะ

อ้าว ก็ประดับวัดไงล่ะ ประดับวัดให้แล้วจะต้องทำอะไรอีก เรียนบาลีจบแล้วนะ ไม่รู้หรือ

......................

ความที่เขียนมาข้างต้นนี้ ขอเรียนว่าผมจงใจเขียนเพื่อให้กระทบใจ

นักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้ว ศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีกก็มี ไม่ใช่ไม่มี

แต่มีน้อยอย่างยิ่ง เป็นอย่างที่สำนวนบาลีเรียกว่า “อัพโพหาริก”

..................................................

“อัพโพหาริก” แปลตามศัพท์ว่า “กล่าวไม่ได้ว่ามี” คือมีแต่ไม่ปรากฏ จึงพูดไม่ได้ว่ามี มีเหมือนไม่มี เช่น แกงซึ่งปรุงด้วยเหล้าบางอย่างเพื่อฆ่าคาวหรือชูรส เหล้าที่อยู่ในแกงนั้นมีอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มี เวลากินแกงก็ไม่มีใครรู้สึกว่ากำลังกินเหล้า

..................................................

ผู้ที่เรียนบาลีจบแล้วทำงานบาลีก็เป็นแบบนั้น มีเหมือนไม่มี

และที่ทำงานบาลีนั้น ก็ทำเพราะใจรักเป็นส่วนตัว

ความมีใจรักนั้นไม่ได้เกิดจากระบบ 

คือ กระบวนการเรียนบาลีของเราไม่ได้มีระบบฝึกหัดอบรมกล่อมเกลาปลูกฝังให้นักเรียนมีใจรักที่จะศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก

ตรงกันข้าม เรามีแต่บอกกันว่า ใครจะศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก ควรเป็นไปตามอัธยาศัย ไม่ควรบังคับกัน

การศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติ แต่เดิมเป็นงานโดยตรงของนักเรียนบาลี เป็นที่รู้กันว่าเรียนบาลีก็เพื่อจะไปทำงานนี้นั่นแหละ

เดี๋ยวนี้ถูกมองว่า-เป็นการบังคับ 

กลับตาลปัตรกันไปเลย

เพราะนักเรียนบาลีที่ทำงานบาลีมีน้อย-มีเหมือนไม่มี ใครอยากได้ ใครอยากหาตัว ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน

ที่เห็นเกลื่อนกล่นไปนั้น ล้วนแต่นักเรียนบาลีที่ไม่คิดจะทำงานบาลี ชี้ไปเถอะ รับรองไม่ผิดตัว

ไม่ต้องอะไรมาก แค่ถามว่า นักเรียนบาลีของเราที่เรียนจบแล้ว เคยอ่านเนรุชาดกกันบ้างหรือไม่

ถามรูปไหน-คนไหนก็ได้-ที่เห็นเกลื่อนกล่นอยู่นั่น ร้อยทั้งร้อย 

พูดภาษานักเลงปากท่อ-ยิงไม่ผิดตัว ตีหัวไม่ผิดคน-ไม่มีใครเคยอ่าน

อย่าว่าถึงฉบับภาษาบาลี แม้ฉบับแปลในพระไตรปิฎกและอรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม ก็ไม่เคยเปิดอ่าน

ไม่อ่าน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนแปลผิด

แล้วไฉนจะมีความคิดช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่อง

......................

ขอย้ำนะครับ คิดไปเขียนไปตอนนี้ ผมจงใจพูดให้กระทบใจ

เผื่อจะมีใครทนไม่ได้ 

แล้วลุกขึ้นมาคิดทำอะไรสักอย่าง

เป็นการปฏิวัติเป้าหมายการเรียนบาลี

ให้หลุดจากวังวน-เรียนให้สอบได้แล้วได้ศักดิ์และสิทธิ์

ลุกขึ้นมาสร้างค่านิยมใหม่

เรียนบาลีเพื่อเอาความรู้บาลีไปทำงานบาลี

งานบาลี ไปใช่แค่เป็นครูสอนบาลี หรือเปิดสำนักเรียนบาลีให้กว้างขวางออกไปอีก

แบบนั้นก็ใช่ ไม่ผิดหรอก

แต่ต้องดูต่อไปด้วยว่า ต้องไม่ใช่เป็นการผลิตนักเรียนบาลีให้จบออกมาอยู่ในวังวนเดิม-เรียนให้สอบได้แล้วได้ศักดิ์และสิทธิ์ต่อไปอีกเหมือนเดิม

ตอนหน้า คงได้วิเคราะห์กันว่า อ่านเนรุชาดกแล้วได้อะไร

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๙:๑๗


[full-post]



คิดไปเขียนไป (๗)

------------------

ตอนที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ว่า -

..................................................

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม จะมีที่แปลผิดพลาดคลาดเคลื่อนอีกสักกี่แห่ง ก็รู้ไม่ได้

แล้วจะทำอย่างไรกัน?

..................................................

ผมนึกถึงญาติมิตรท่านหนึ่งที่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี และเราจึงต้องเรียนบาลี 

ท่านเย้าเล่นขำๆ ว่า-นี่ถ้าพระไตรปิฎกเป็นภาษาเอสกิโม เราก็ต้องเรียนภาษาเอสกิโมกันใช่ไหม 

แล้วท่านก็บอกว่า เราแปลบาลีเป็นไทยแล้วเรียนเอาจากภาษาไทยจะไม่สะดวกกว่าดอกหรือ จะต้องเรียนบาลีให้เหนื่อยยากทำไมกัน

ถามว่า ก็ถ้าแปลผิดพลาดคลาดเคลื่อน เราก็ต้องเรียนพระไตรปิฎกที่ผิดพลาดคลาดกันไปอย่างนั้นใช่ไหม 

ถ้าไม่เรียน-ไม่รู้บาลี แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษาไทยนั้นถูกต้องแล้ว หรือว่าผิดพลาดไปอย่างไรบ้าง

คำตอบก็คือ-เราก็ตรวจสอบคำแปลอย่าให้มีผิดพลาดสิ จะยากอะไร

แล้วใครจะเป็นคนตรวจสอบละครับ?

อ้าว ก็ใครเป็นคนแปล คนนั้นก็ตรวจสอบรับผิดชอบสิ หรือว่าสำนักไหนผลิตพระไตรปิฎกแปลออกมา สำนักนั้นก็รับผิดชอบตรวจสอบไปสิ ไม่เห็นจะยากอะไร

ตามหลักการก็ต้องเป็นอย่างนั้น

แต่ตามข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

......................

ขออนุญาตเล่าเรื่องพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏฯ เท่าที่ผมรู้ ขอให้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ฉบับบอกเล่าหรือฉบับมุขปาฐะ

พระไตรปิฎกชุดนี้เกิดจากความดำริของท่านเจ้าคุณระแบบ วัดบวรนิเวศวิหาร ท่านมรณภาพแล้ว ขอประทานโทษผมจำสมณศักดิ์ท่านไม่ได้ เคยเรียกกันในฐานคุ้นเคยว่า “ท่านเจ้าคุณระแบบ”

แนวคิดของท่านก็คือ พระไตรปิฎกมีแปลเป็นภาษาไทยครบแล้ว แต่อรรถกถายังไม่มีใครแปล จึงควรจะแปลเป็นไทยให้ครบ แล้วเอามาแทรกต่อท้ายพระไตรปิฎกเป็นสูตรๆ ไป 

อ่านพระไตรปิฎกแล้ว 

อ่านอรรถกถาต่อไปได้ด้วย 

วิธีนี้จะทำให้สามารถศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาควบคู่กันไปได้โดยสะดวก

วิธีการของท่านก็คือ เอาต้นฉบับอรรถกถาที่เป็นภาษาบาลีมาถ่ายเอกสาร 

โปรดระลึกว่าสมัยนั้น (น่าจะราวๆ ๒๕๒๖+) คอมพิวเตอร์ยังไม่มีใครรู้จัก เว็บไซต์ไฮเทคยังไม่มี โทรศัพท์มือถือยังไม่มา การทำสำเนาเอกสารยังใช้ระบบอัดโรเนียวหรือถ่ายเอกสาร 

ถ่ายเอกสารแล้วก็แบ่งข้อความเป็นสูตรๆ แจกจ่ายไปยังมหาเปรียญที่สามารถจะแปลเป็นไทยได้ แบ่งกันแปลเป็นสูตรๆ

แหล่งชุมนุมมหาเปรียญใหญ่ที่สุดก็คือกองอนุศาสนาจารย์ของสามเหล่าทัพ 

กองอนุศาสนาจารย์ทหารเรือก็มีผู้รับเอาต้นฉบับอรรถกถาที่ถ่ายสำเนามาขอให้ช่วยกันแปล จำได้ว่าผมก็ได้รับมอบหมายให้แปลด้วย ดูเหมือนจะ ๒ พระสูตร แต่จำไม่ได้แล้วว่าสูตรอะไรบ้าง

แปลเสร็จก็รวบรวมส่งไปที่มหามกุฏฯ เข้าใจว่าท่านคงมีคณะทำงานรวบรวมตรวจสอบต้นฉบับแปล 

เอาพระไตรปิฎกที่แปลเป็นไทยแล้วเป็นตัวตั้ง 

เอาอรรถกถาที่แปลขึ้นในครั้งนี้แทรกสลับไว้ตามพระสูตรนั้นๆ เป็นตอนๆ 

อ่านพระสูตรนี้จบแล้ว มีอรรถกถาต่อท้ายให้อ่านต่อไปด้วย 

เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งพระไตรปิฎก

เข้าใจว่า เมื่อแรกคิด ท่านคงเล็งไปที่ “พระสูตร” ต่างๆ เป็นหลัก เมื่อพิมพ์พระไตรปิฎกชุดนี้ออกมาครั้งแรกจึงเรียกชื่อว่า “พระสูตรและอรรถกถาแปล” ภายหลังจึงปรับเปลี่ยนเป็น “พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล” 

ว่าถึงรูปแบบและวิธีการ ต้องนับว่าพระไตรปิฎกชุดนี้อำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษาพระไตรปิฎกอย่างดียิ่ง คือมีทั้งบาลี (พระไตรปิฎก) มีทั้งอรรถกถาควบคู่อยู่ด้วยกันครบถ้วน เป็นรูปแบบที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

บอกเลยว่า ผมเองอาศัยพระไตรปิฎกชุดนี้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าอยู่เป็นประจำ เปิดอ่านทีไรก็นึกถึงพระคุณของท่านเจ้าคุณระแบบทุกครั้งไป

แต่ข้อบกพร่องอย่างสำคัญของพระไตรปิฎกชุดนี้ก็คือ -

๑ สำนวนแปลยังลักลั่นไม่เสมอกัน เนื่องจากผู้แปลร้อยพ่อพันแม่ แม้ (น่า) จะมีผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการตรวจต้นฉบับ ก็คงทำได้ไม่ทั่วถึงเนืองจากปริมาณข้อความมากมายมหาศาล

๒ คำแปลผิดพลาดคลาดเคลื่อนน่าจะมีอยู่มาก เรื่องเนรุชาดกที่ผมยกขึ้นมาพูดเป็นกรณีศึกษาเพียงเรื่องเดียว ที่อื่นๆ มีอีกเท่าไรไม่อาจทราบได้ แต่มีแน่ และมีมากแน่

๓ คุณภาพการตรวจปรู๊ฟค่อนข้างต่ำ พิมพ์ผิดตกขาดเกินมีทั่วไปหมด สะกดการันต์เอาเป็นมาตรฐานไม่ได้

......................

ผมเคยเสนอผู้บริหารมหามกุฏฯ ตั้งแต่สมัยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์) เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ว่า ควรจะยกเครื่องพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุดนี้ได้แล้ว คือตั้งเป็นโครงการชำระตรวจแก้กันใหม่หมดเพื่อให้ข้อบกพร่องต่างๆ หมดไป พระไตรปิฎกชุดนี้ก็จะได้มาตรฐาน สามารถเป็นที่อ้างอิงได้อย่างสมบูรณ์สืบไปชั่วกาลนาน

แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่มีวาระนำเข้าสู่การพิจารณา จนกระทั่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จท่านมรณภาพไป

เคยได้ฟังเหตุผลแว่วๆ มาจากผู้บริหารภายในว่า เท่าที่เป็นอยู่ พระไตรปิฎกชุดนี้ก็จำหน่ายเผยแพร่ไปได้ดีอยู่แล้ว ถ้าตรวจชำระใหม่ก็จะต้องลงทุนอีกมาก เกรงว่าจะไม่คุ้มทุน อยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไปก่อนดีกว่า

เท็จจริงประการใด ไม่ยืนยันนะครับ อย่างไรละก็ ขออภัยไว้ด้วยถ้าไม่ตรงตามความเป็นจริง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พระไตรปิฎกชุดนี้มีคุณค่าสมควรแก่การปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นถึงมาตรฐาน

......................

ในระหว่างที่ผู้ควรรับผิดชอบจัดทำยังไม่พร้อมที่จะทำ เราควรจะทำอย่างไรกันดี?

อันที่จริง พระไตรปิฎกไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครหรือของสำนักไหน แต่เป็นสมบัติส่วนรวมของชาวพุทธ 

เวลานี้ เว็บไซต์ 84000 ก็ได้นำพระไตรปิฎกชุดนี้ไปเผยแพร่เข้าชุดรวมอยู่กับพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ 

โปรแกรมของเว็บไซต์ 84000 มีข้อดีตรงที่สามารถโยงพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ และอรรถกถาถึงกันได้หมด 

อ่านฉบับนี้แล้วอยากเทียบเคียงฉบับโน้น ก็ทำได้ 

อ่านฉบับแปลแล้วอยากเทียบกับฉบับบาลี ก็ทำได้

อ่านฉบับบาลีแล้วอยากเทียบกับฉบับอรรถกถา ก็ทำได้

อ่านอรรถกถาที่แปลเป็นไทยแล้วอยากเทียบกับฉบับบาลี ก็ทำได้

ผู้ทำเว็บไซต์นี้ควรได้รับความขอบคุณอย่างยิ่ง

เมื่อพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ ได้นำเสนอสู่สาธารณชนเช่นนี้แล้ว ทุกคนที่ได้รู้ได้เห็น ย่อมมีทั้งสิทธิมีทั้งหน้าที่ที่จะช่วยกันคิดช่วยกันทำ

เมื่อเห็นความบกพร่องเกิดขึ้นตรงจุดใดๆ ก็ควรช่วยกันแก้ไขเพื่อมิให้ข้อบกพร่องนั้นๆ ประทุษร้ายสติปัญญาของสังคม

ผู้ที่สมควรที่สุดและเหมาะสมที่สุดที่จะช่วยคิดช่วยทำก็คือ นักเรียนบาลี-โดยเฉพาะนักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้ว

แต่ปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาหิมาลัยก็คือ นักเรียนบาลีของเราไม่ได้เรียนบาลีเพื่อจะทำงานบาลี!

-----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๕:๕๗

 

[full-post]


คิดไปเขียนไป (๖)

------------------

เมื่อได้ฟังหงส์พี่บอกถึงอานุภาพของเนรุบรรพตว่า ทำให้ทุกอย่างมีสีทองเหมือนกันหมด แยกไม่ออกบอกไม่ได้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี หงส์น้องจึงกล่าวขึ้นว่า -

..................................................

อมานนา ยตฺถ สิยา        สนฺตานํ วา วิมานนา

หีนสมฺมานนา วาปิ         น ตตฺถ วสตี วเส  ฯ

ณ ที่ใด มีแต่ความไม่นับถือกัน

ดูหมิ่นคนดี

นับถือคนเลว

ณ ที่นั้น ไม่ควรอยู่

ยตฺถ อลโส จ ทกฺโข จ           สูโร ภีรุ จ ปูชิยา

น ตตฺถ สนฺโต วสนฺติ              อวิเสสกเร นเค  ฯ

ณ ที่ใด

คนเกียจคร้านกับคนขยัน

คนกล้ากับคนขลาด

ได้รับการยกย่องนับถือเสมอกัน

คนดีๆ ย่อมไม่อยู่ ณ ที่นั้น-

ซึ่งแยกคนให้แตกต่างกันไม่ได้

นายํ เนรุ วิภชติ            หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม

อวิเสสกโร เนรุ             หนฺท เนรุํ ชหามเส  ฯ

เนรุบรรพตนี้แยกแยะไม่ได้-

ว่าใครต่ำสูงหรือปานกลาง

เนรุบรรพตไม่ทำให้เห็นความแตกต่าง

ไปกันเถอะ ทิ้งเนรุบรรพตไปเถอะ

บาลี: เนรุชาดก ฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๕๒-๘๕๔

ไทย: ทองย้อย แสงสินชัย แปล

..................................................

นักเรียนบาลีท่านใด เห็นว่าที่แปลนี้ไม่ถูกตามหลักภาษาหรือตามหลักธรรม กรุณาแก้ไขแปลใหม่ได้

หรือเห็นว่าที่แปลนี้ก็ไม่ผิดหรอก แต่น่าจะแปลให้ดีกว่านี้ได้อีก ก็สามารถแปลใหม่ได้เช่นกัน

......................

สองหงส์พี่น้องกล่าวกันดังนี้แล้วก็บินจากเนรุบรรพตไป

จบเรื่องเล่าแล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจสี่สืบต่อไป

จบอริยสัจ ภิกษุรูปนั้นบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

......................

หงส์พี่มาเกิดเป็นพระพุทธองค์

หงส์น้องมาเกิดเป็นพระอานนท์

เนรุชาดกมีเนื้อความดังแสดงมา ด้วยประการฉะนี้

......................

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง-ที่ผมเห็นว่า ถ้าไม่เอามาพูดก็เท่ากับไม่รักกันจริง

เรื่องก็คือ เมื่อผมค้นเรื่องเนรุชาดกในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม อ่านเรื่องในอรรถกถาที่ท่านแปลไว้ ก็พบว่ามีความตอนหนึ่งที่แปลผิดอย่างฉกรรจ์

ความตอนที่ว่านี่ ตัวชาดกในพระไตรปิฎก ภาษาบาลีว่า -

..................................................

นายํ เนรุ วิภชติ

หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม

บาลี: เนรุชาดก พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๕๔

..................................................

พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวงแปลไว้ว่า -

..................................................

เนรุบรรพตนี้ย่อมไม่จำแนกคนชั้นเลว คนชั้นกลาง และคนชั้นสูง

- พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง เล่ม ๒๗ ข้อ ๘๕๔ หน้า ๑๘๖

..................................................

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม แปลไว้ว่า -

..................................................

เขาเนรุนี้จะไม่คบคนที่เลว คนชั้นสูง และคนขนาดกลาง

- พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล เล่ม ๕๙ หน้า ๔๖ และ ๔๙

..................................................

ครั้นมาถึงคำอธิบายของอรรถกถา อรรถกถายกความข้อนี้ไปอธิบายว่า -

..................................................

หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิเมติ  ชาติโคตฺตกุลปฺปเทสสีลาจารญาณาทีหิ  หีเน  จ  มชฺฌิเม  จ  อุกฺกฏฺเฐ  จ  อยํ  น  วิภชติ  ฯ

- ชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๓๐ 

..................................................

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม แปลไว้ว่า -

..................................................

บทว่า หีนฺมุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม ความว่า ผู้นี้จะไม่คบทั้งคนเลว ทั้งคนปานกลาง และคนชั้นสูง โดยชาติ โคตร ตระกูล ท้องถิ่น ศีล อาจาระ และญาณเป็นต้น.

- พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล เล่ม ๕๙ หน้า ๕๐

..................................................

คำที่แปลผิดก็คือ “นายํ ... วิภชติ” ในพระไตรปิฎก หรือ “อยํ  น  วิภชติ” ในอรรถกถา

“นายํ ... วิภชติ” พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวงแปลถูกต้องแล้ว คือแปลว่า “เนรุบรรพตนี้ย่อมไม่จำแนก ...” คือไม่แยกแยะว่าสัตว์อะไรเป็นสัตว์อะไร แต่ทำให้เป็นสีทองเหมือนกันหมด

“วิภชติ” แปลว่า “ย่อมจำแนก” คือแยกแยะแจกแจงให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แตกต่างกันอย่างไร

แต่พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม แปล “วิภชติ” ว่า “คบ” (นายํ ... วิภชติ = เขาเนรุนี้จะไม่คบ) 

คำที่แปลว่า “คบ” คือ “ภชติ” 

“วิภชติ” แปลว่า “จำแนกแยกแยะ” (to distribute, divide; to distinguish, dissect, divide up, classify)

“ภชติ” แปลว่า “คบ” (to associate with, keep companionship with) 

เป็นอันว่า -

ภาษาบาลีพูดว่า “ไม่จำแนก” 

ภาษาไทยเอามาพูดว่า “ไม่คบ”

ไปคนละโลก

คนที่ไม่รู้ภาษาบาลี (ซึ่งเป็นคนส่วนมาก) อ่านแต่ภาษาไทย จะรับเอาข้อมูลแบบไหนเข้าไป

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม จะมีที่แปลผิดพลาดคลาดเคลื่อนอีกสักกี่แห่ง ก็รู้ไม่ได้

แล้วจะทำอย่างไรกัน?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๘:๓๘

 

[full-post]



คิดไปเขียนไป (๕)

------------------

เอาพระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ และ ๒๘ อันเป็นเล่มที่ว่าด้วยชาดกมาเปิดดู จะพบว่ามีงานที่ควรทำอยู่มาก

ข้อมูลที่เรารู้แล้ว คือชาดกมีทั้งหมด ๕๔๗ ชาดก

แต่ที่ยังไม่มีคือ -

รวมชื่อชาดกทั้ง ๕๔๗ เรียงตามลำดับอักษร ยังไม่มีใครทำ

รู้ชื่อชาดก อยากอ่าน แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในเล่มไหน ยังไม่มีใครทำ

ชาดกเรื่องที่กำลังอ่านอยู่นั้นอยู่ในนิบาตหมวดไหน อยากรู้ ต้องพลิกกลับไปกลับมาหาเอาเอง ไม่มีบอกไว้เป็นส่วนรวม

เช่นท่านกำลังอ่านเนรุชาดก

อยากรู้ว่า เนรุชาดกอยู่ในนิบาตหมวดไหน-ตั้งแต่เอกนิบาตถึงมหานิบาต ท่านต้องพลิกกลับไปกลับมาหาเอาเอง กว่าจะเจอ เสียเวลามาก

งานเหล่านี้น่าทำ 

แต่ไม่มีคนทำ-คนที่เรียนบาลีจบแล้วนั่นแหละที่ควรทำ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะทำ (ทำทำไมให้โง่ อยากรู้ คลิกหาในกูเกิ้ลเอาก็ได้ แต่ว่า-มีใครเขาอยากรู้มั่งล่ะ ทำทำไมให้เหนื่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

......................

ผมจำได้ว่า นานมาแล้ว-ตั้งแต่สมัยเป็นเณร เคยอ่านหนังสือของมหามกุฏราชวิทยาลัย-ศูนย์รวมตำราบาลีนักธรรมของไทยเรานั่นแหละ มีเล่มหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ รวบรวมชื่อชาดกไว้คล้ายกับดัชนีหรือนามานุกรม รวมทั้งชื่อพระสูตรในพระไตรปิฎกด้วย

แปลว่าเคยมีคนคิดและทำมาแล้ว

น่าสืบหาดูว่าเป็นหนังสืออะไร หรืออยู่ในหนังสืออะไร

ชาวมหามกุฏฯ นั่นแหละน่าจะตอบ

แต่ถ้าไม่คิดจะเสียเวลาสืบหา เราก็ยอมเสียเวลาทำขึ้นใหม่เสียเลย จะเป็นไรไป

อันที่จริงงานแบบนี้เป็นงานเชิงธุรการ ไม่ต้องจบประโยคเก้าก็ทำได้ แม้ไม่ได้เรียนบาลีก็สามารถทำได้ถ้ารู้วิธีทำ แต่ถ้าพอรู้บาลีบ้างจะทำได้คล่อง

ยอมเหนื่อยพักเดียว แต่ผลงานที่ทำเสร็จแล้วจะเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการศึกษาพระไตรปิฎกได้ตลอดไปชั่วกาลนาน

น่าเสียดายที่เราไม่ได้ปลูกฝังนักเรียนบาลีของเราให้มีใจรักงานบาลี

เราชื่นชมกันแค่สอบได้

แต่ไม่ได้สนับสนุนให้ทำงาน

สอบได้แล้วจะเอาความรู้ไปทำอะไร เราไม่สน

เศร้าครับ

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ-แม้ในขณะนี้เองเราก็ยังไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำสิ่งที่น่าเศร้า

เรายังคงชื่นชมกันอยู่แค่สอบได้

และไม่ได้สนับสนุนให้ทำงานบาลี

ยังเป็นกันอยู่อย่างนี้นั่นแหละ ไม่เปลี่ยน

มีแต่ทองย้อยกระมัง-ที่บ้าอยู่คนเดียว

......................

เหนื่อยก็พัก

หนักก็วาง

มีกำลังก็ลุกขึ้นทำต่อไป

ไปให้ถึงเนรุชาดกก่อน

เรื่องอื่น ค่อยว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป

......................

ทบทวนนะครับ

ผมเขียนบทความชุดนี้เพราะนึกถึงแนวคิดที่ว่า-เราจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไปอยู่ในที่ซึ่งไม่มีใครเห็นคุณค่าของเรา เราก็ไร้ค่า

ผมนึกถึงชาดกเรื่องหนึ่ง-ซึ่งจำชื่อไม่ได้-มีเค้าเรื่องที่ชวนให้โยงมาถึงแนวคิดที่ว่านี้ 

ตอนนี้รู้ชื่อชาดกเรื่องนั้นแล้ว เจอตัวเรื่องแล้ว ต่อไปนี้ก็มาศึกษากันดูว่า-เรื่องเป็นอย่างไร

..................................................

เนรุชาดก อยู่ในหมวดฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๔๙-๘๕๔ หน้า ๑๙๐-๑๙๑

อรรถกถาเอาไปเล่าเรื่องขยายความอยู่ในชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๘-๓๑ 

อ่านฉบับแปลเป็นไทยได้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม อยู่ในเล่มที่ ๕๙ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕) หน้า ๔๕-๕๐

..................................................

ภิกษุรูปหนึ่ง บวชแล้วเรียนกรรมฐานกับพระพุทธเจ้า แล้วจาริกเที่ยวหาสถานที่สงบสงัดปฏิบัติธรรม ชาวบ้านที่หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่งเห็นแล้วเกิดศรัทธา นิมนต์ให้จำพรรษาที่นั่น ปรนนิบัติวัตถากเป็นอย่างดี

ต่อมามีนักบวชลัทธิต่างๆ คือ สัสสตวาท อุจเฉทวาท อเจลกวาท ทยอยกันมาที่หมู่บ้านนั้น

สัสสตวาท คือพวกที่ถือว่าเกิดตายกี่ชาติ เคยเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง 

อุจเฉทวาท คือพวกที่ถือว่าตายแล้วทุกอย่างสูญหมด ชั่วดีไม่มีผล

อเจลกวาท คือพวกที่ถือลัทธิเปลือยกาย ไม่ยึดติดกับร่างกายตัวตน

พอพวกสัสสตวาทมา ชาวบ้านก็ทิ้งพระ หันไปเลื่อมใสพวกสัสสตวาท

พอพวกอุจเฉทวาทมา ชาวบ้านก็ทิ้งพวกสัสสตวาท หันไปเลื่อมใสพวกอุจเฉทวาท

พอพวกอเจลกวาทมา ชาวบ้านก็ทิ้งพวกอุจเฉทวาท หันไปเลื่อมใสพวกอเจลกวาท

ความหมายก็คือ พวกไหนมาสอนลัทธิอะไร ก็เฮโลสาระพาพากันนับถือเลื่อมใสหมด ไม่แยกผิดถูกชั่วดี

นี่คือพฤติกรรมของชาวบ้านที่นั่น

ภิกษุรูปนั้นจำพรรษาอยู่กับพฤติกรรมแบบนี้ทั้งพรรษาด้วยความไม่สบายใจ

พอออกพรรษาก็กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันเมืองสาวัตถี กราบทูลเล่าสภาพที่ประสบมาให้ทรงทราบ

พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องที่พระองค์เคยประสบมาในอดีตชาติให้ภิกษุรูปนั้นฟัง

เรื่องก็คือ ชาติหนึ่งพระองค์เกิดเป็นหงส์อยู่ในป่าหิมพานต์ มีน้องชายตัวหนึ่ง วันหนึ่งพากันไปหากิน ขากลับบินผ่านภูเขาลูกหนึ่งก็ชวนกันแวะพัก จับอยู่ที่ยอดเขา

ภูเขาลูกนี้มีรัศมีเป็นทอง สิงสาราสัตว์ที่เข้าไปอยู่ในรัศมีจะมีตัวเป็นสีทอง แยกไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรเป็นสัตว์ชนิดไหน เพราะสวยงามเหมือนกันหมด 

หงส์น้องถามหงส์พี่ว่านี่มันอะไรกัน

หงส์พี่มีประสบการณ์ก็อธิบายให้ฟังว่า ภูเขาลูกนี้ชื่อเนรุบรรพต เป็นเขาวิเศษ ใครเข้ามาในรัศมีจะมีสีทองอร่ามงามเหมือนกันหมด

หงส์น้องได้ฟังก็กล่าวขึ้นว่า -

..................................................

อมานนา ยตฺถ สิยา        สนฺตานํ วา วิมานนา

หีนสมฺมานนา วาปิ         น ตตฺถ วสตี วเส  ฯ

ยตฺถ อลโส จ ทกฺโข จ    สูโร ภีรุ จ ปูชิยา

น ตตฺถ สนฺโต วสนฺติ        อวิเสสกเร นเค  ฯ

นายํ เนรุ วิภชติ                หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม

อวิเสสกโร เนรุ                  หนฺท เนรุํ ชหามเส  ฯ

ที่มา: เนรุชาดก ฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๕๒-๘๕๔

..................................................

ขอเชิญนักเรียนบาลีแปลเล่นไปพลางๆ นะครับ

ตอนหน้าจะกลับมาคุยกัน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๑:๒๖ 

[full-post]



คิดไปเขียนไป (๔)

------------------

พอรู้จักหน้าตาของอรรถกถาชาดกแล้ว ทีนี้ก็มาดูกันว่า จะค้นหาชาดกที่ต้องการได้อย่างไร

สมัยนี้ ถ้ารู้ชื่อชาดกก็ง่าย พิมพ์ชื่อลงไป คลิกเดียวก็เจอแล้ว

จำชื่อชาดกไม่ได้ ก็ยากหน่อย ต้องหาคำที่เรียกว่า “คีย์เวิร์ด” 

ผมจำได้ว่า ชาดกเรื่องนี้มีคำว่า “อวิเสสกเร” (แปลว่า “ไม่ทำให้แตกต่างกัน”) ก็ใช้คำนี้เป็นคีย์เวิร์ด

พิมพ์ลงไปแล้วคลิก

เจอครับ

......................

แวะตรงนี้นิดหนึ่ง

พระไตรปิฎกที่ผมใช้ค้นอยู่เป็นประจำเป็นโปรแกรมชื่อ “เรียนพระไตรปิฎก” (ดูภาพประกอบ) ต้นฉบับเป็นแผ่น CD เอามาถ่ายข้อมูลลงเครื่องคอม. แล้วไม่ต้องใช้แผ่นอีกต่อไป เปิดจากโปรแกรมในเครื่องได้เลย 

โปรแกรมเรียนพระไตรปิฎกชุดนี้มีข้อดีคือเปิดง่ายใช้ง่าย ต่างจากพระไตรปิฎก BUDSIR 7 for Windows ของมหาวิทยาลัยมหิดล

BUDSIR 7 for Windows ต้องใช้แผ่น CD ทุกครั้งและตลอดเวลาที่ใช้งาน จะเปิดใช้งานต้องใส่รหัส แต่ข้อดีก็คือ การพิมพ์ข้อมูลถูกต้องได้มาตรฐาน

ที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ BUDSIR 7 for Windows ต้องซื้อ และราคาไม่ถูกนัก แต่โปรแกรมเรียนพระไตรปิฎกทำออกมาเผยแพร่เป็นธรรมทาน ฟรีครับ

โปรแกรมเรียนพระไตรปิฎกมีตำรานักธรรมบาลีครบ ที่ผมเปิดใช้ประจำคือ พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ อรรถกถา และพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม ที่ดีมากอีกอย่างหนึ่งก็คือมีพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ The Pali Text Society's Pali-English Dictionary ด้วย 

แต่ข้อเสียที่สำคัญก็คือ พิมพ์ผิดพิมพ์ตกขาดเกินทั่วไปหมด ไม่เหมาะที่ยกเอาไปใช้อ้างอิง ซึ่งผู้จัดทำก็ได้เตือนไว้ว่า “เป็นตัวอย่างเพื่อใช้ในการตรวจสอบเท่านั้น ไม่ใช่เอกสารอ้างอิง” 

ผมใช้สำหรับหาข้อมูลเบื้องต้น พบแล้วจะนำไปใช้อ้างอิงต้องตรวจสอบอีกทีหนึ่งก่อน

ผมไม่ทราบว่าใครหรือสำนักไหนเป็นคนทำโปรแกรมนี้ แต่เคยเสนอฝากสายลมไปว่า น่าจะเอาไปพัฒนาต่อยอด คือปรับแก้ส่วนที่พิมพ์ผิดพิมพ์ตกขาดเกินให้ถูกต้องสมบูรณ์ขึ้น ลงทุนอีกก็คงไม่มากนัก 

ไม่มีทุนก็ประกาศเชิญชวนหาผู้สนับสนุน

สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างเมรุ สร้างสถูปเจดีย์ แม้แต่บวชพระบวชเณร ฯลฯ ยังเอามาบอกบุญเชิญบริจาคกันให้เอิกเกริกไป

นี่สร้างข้อมูลพระไตรปิฎกอันเป็นรากฐานของพระศาสนาแท้ๆ ทำไมจะไม่ควรสนับสนุน

ถ้าทำได้ ก็จะเป็นอุปการะแก่การศึกษาพระไตรปิฎกอย่างมากทีเดียว

ท่านใดใครผู้หนึ่งมีกำลัง มีศรัทธา ลองพิจารณาดูสิครับ 

ขออนุโมทนาล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

..................................................

ชาดกที่ต้องการชื่อ เนรุชาดก อยู่ในหมวดฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๔๙-๘๕๔ หน้า ๑๙๐-๑๙๑

อรรถกถาเอาไปเล่าเรื่องขยายความอยู่ในชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๘-๓๑ 

อ่านฉบับแปลเป็นไทยได้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม อยู่ในเล่มที่ ๕๙ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕) หน้า ๔๕-๕๐

..................................................

ที่ผมว่ามานี้ เรียกตามภาษาสมัยใหม่ว่า “ปักป้ายบอกทาง”

ถ้าจะให้สะดวกยิ่งขึ้นก็คือ ถ้าเรื่องนี้มีอยู่ในเว็บไซต์ ก็เอาลิงก์ (link) มาแปะไว้ให้ด้วย ใครอยากอ่านอยากศึกษาก็คลิกเข้าไปดูได้เลย

อุปมาเหมือนยกชามข้าวมาวางตรงหน้า 

ยังไม่ได้ทำก็-ตักใส่ปากป้อนให้-เท่านั้น

......................

ขอแวะไปที่วิธีอ้างอิงสักนิด

ชาดกมี ๕๔๗ ชาดก อยู่ในพระไตรปิฎก ๒ เล่ม คือเล่ม ๒๗-๒๘ เวลาอ้างเล่ม ก็บอกว่าชาดกเรื่องนั้นอยู่ในเล่ม ๒๗ หรือ ๒๘ 

แต่บอกแค่นี้ก็ไม่ต่างจากงมเข็มในแม่น้ำ ตามหลักวิชาท่านบอกว่าให้อ้าง “เล่ม/ข้อ/หน้า” 

“เล่ม” คือพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไร-ในจำนวน ๔๕ เล่ม

“ข้อ” คือหมายเลขข้อในข้อความตอนนั้นๆ พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐท่านจะลงหมายเลขหน้าข้อความเป็นตอนๆ ไปตลอดทั้งเล่ม ข้อความตอนนั้นอยู่ในหมายเลขอะไร อ้างหมายเลขไว้ ตามไปดูที่หมายเลขนั้นๆ ก็จะพบข้อความนั้นทันที หมายเลขข้อนี้จะอยู่ในเครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยม คือ [-]

“หน้า” คือหน้าของเล่มหนังสือ อันนี้เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ข้อความนั้นอยู่ในเท่าไรก็บอกไว้

นี่คือความหมายของ “เล่ม/ข้อ/หน้า” ที่ใช้ในการอ้างอิงพระไตรปิฎก

แต่เฉพาะชาดกนั้น เนื่องจากมีจำนวนเป็นร้อย ที่ชื่อซ้ำกันก็มี และท่านจัดไว้เป็นหมวดหมู่ที่เรียกว่า “นิบาต” เวลาอ้างชื่อชาดกท่านจึงนิยมบอกชื่อนิบาตกำกับไว้ด้วย เช่นเนรุชาดก ก็บอกว่า “เนรุชาดก ฉักกนิบาต” อย่างนี้เป็นต้น 

การบอกชื่อนิบาตช่วยให้นึกภาพลำดับเรื่องของชาดกได้ง่ายขึ้นด้วย เช่นบอกว่า “เอกนิบาต” (เอ-กะ-) ก็รู้ได้ว่าชาดกเรื่องนั้นอยู่ตอนต้นๆ ถ้าบอกว่า “มหานิบาต” ก็รู้ได้ว่าชาดกเรื่องนั้นอยู่ตอนท้ายๆ

ตัวอย่าง “เนรุชาดก ฉักกนิบาต” ก็รู้ได้ว่าอยู่ตอนต้นค่อนไปตอนกลาง

แต่ที่รู้อย่างนี้ได้ ก็ต้องรู้ด้วยว่าชื่อนิบาตแต่ละนิบาตแปลว่าอะไร

เรื่องก็ทำท่าจะยาว แต่น่าจะไม่ยาก เพราะชื่อนิบาตเป็นตัวเลขบอกจำนวนคาถา (ดังที่พูดมาแล้วในตอนก่อน)

คิดไปคิดมา เอาชื่อนิบาตมาบอกไว้ให้ครบ น่าจะเป็นประโยชน์ เสียเวลา เปลืองเนื้อที่ แต่คงไม่ไร้ประโยชน์

..................................................

ชื่อนิบาตในชาดก ๒๒ นิบาต

เอกนิบาต (เอ-กะ-) หรือเอกกนิบาต (เอ-กะ-กะ-) = หมวดหนึ่ง (คือรวมเรื่องที่มีคาถา ๑ บท)

ทุกนิบาต (ทุ-กะ-) = หมวดสอง

ติกนิบาต = หมวดสาม

จตุกกนิบาต = หมวดสี่

ปัญจกนิบาต = หมวดห้า

ฉักกนิบาต = หมวดหก

สัตตกนิบาต = หมวดเจ็ด

อัฏฐกนิบาต= หมวดแปด

นวกนิบาต = หมวดเก้า

ทสกนิบาต = หมวดสิบ

เอกาทสนิบาต = หมวดสิบเอ็ด

ทวาทสนิบาต = หมวดสิบสอง

เตรสนิบาต = หมวดสิบสาม

(หมวดสิบสี่ถึงสิบเก้ารวมอยู่ในปกิณณกนิบาต) 

ปกิณณกนิบาต = หมวดประสม

(ตั้งแต่นี้เป็นนิบาตเต็มสิบ)

วีสตินิบาต = หมวดยี่สิบ

ติงสตินิบาต = หมวดสามสิบ

จัตตาลีสนิบาต หรือจัตตาฬีสนิบาต = หมวดสี่สิบ

ปัญญาสนิบาต = หมวดห้าสิบ

สัฏฐินิบาต = หมวดหกสิบ

สัตตตินิบาต = หมวดเจ็ดสิบ

อสีตินิบาต = หมวดแปดสิบ

มหานิบาต = หมวดคาถามาก (เกินแปดสิบ)

..................................................

ยังไปไม่ถึงเนรุชาดก 

ตอนหน้ายังมีแวะข้างทางอีก

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๘:๑๘

 

[full-post]



คิดไปเขียนไป (๓)

------------------

ชาดก อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๗-๒๘

ธรรมบท อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๕

ชาดกกับธรรมบทมีความเหมือนกันอยู่หลายอย่าง

๑ เป็นคัมภีร์ที่อยู่ในกลุ่มขุทกนิกายเหมือนกัน

คัมภีร์ที่อยู่ในกลุ่มขุทกนิกายมีทั้งหมด ๑๕ คัมภีร์ เรียงลำดับดังนี้

(๑) ขุททกปาฐะ (๒) ธรรมบท (๓) อุทาน (๔) อิติวุตตกะ (๕) สุตตนิบาต (๖) วิมานวัตถุ (๗) เปตวัตถุ (๘ ) เถรคาถา (๙) เถรีคาถา (๑๐) ชาดก (๑๑) นิทเทส (มหานิทเทส-จูฬนิทเทส) (๑๒) ปฏิสัมภิทามรรค (๑๓) อปทาน (๑๔) พุทธวงส์ (๑๕) จริยาปิฎก

๒ เป็นคัมภีร์ที่เป็นคาถาล้วนๆ เหมือนกัน

ในภาษาไทย คำว่า “คาถา” มักเข้าใจกันว่า เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เสกเป่าหรือร่ายมนต์ขลังให้เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์บันดาลผลที่ต้องการ

กรุณาลบความหมายนี้ออกไปก่อนนะครับ ประเดี๋ยวจะสับสน

ในภาษาบาลี คำว่า “คาถา” หมายถึงคําประพันธ์ประเภท “ร้อยกรอง” อย่างที่ภาษาไทยเรียกว่า กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ 

“คาถา” แปลว่า “วาจาอันเขาขับร้อง” ความประสงค์ของการแต่งถ้อยคำให้เป็นคาถา ก็เพื่อจะได้ขับขานเป็นท่วงทำนองให้ชวนฟังกว่าการพูดธรรมดานั่นเอง

ธรรมบทท่านแต่งเป็นคำกลอนตลอดทั้งคัมภีร์

ชาดกท่านก็แต่งเป็นคำกลอนตลอดทั้งคัมภีร์เหมือนกัน

๓ อรรถกถาของธรรมบทและชาดกชื่อเดียวกัน คือชื่อ “ปรมัตถโชติกา”

ตรงนี้ต้องเข้าใจสถานะของคัมภีร์อีกหน่อยหนึ่ง

คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาท่านจัดไว้เป็นชั้นๆ

คัมภีร์ชั้นต้น เรียกว่า “พระไตรปิฎก” หรือ “พระบาลี”

คัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎก เรียกว่า “อรรถกถา” เป็นชั้นรองลงมา

คัมภีร์ที่อธิบายอรรถกถา เรียกว่า “ฎีกา” เป็นชั้นรองลงมาอีก

เอาแค่นี้ก่อน

“อรรถกถา” ไม่ใช่ชื่อคัมภีร์เล่มใดเล่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นชื่อรวมเรียกคัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก = คัมภีร์เล่มไหนแต่งขึ้นเพื่ออธิบายความในพระไตรปิฎก ก็เรียกคัมภีร์เล่มนั้นว่า “อรรถกถา” 

คัมภีร์อรรถกถามีชื่อเฉพาะเล่มด้วย เช่น -

“สมันตปาสาทิกา” เป็นชื่ออรรถกถาพระวินัยปิฎก 

“สุมังคลวิลาสินี” เป็นชื่ออรรถกถาคัมภีร์ทีฆนิกาย (คัมภีร์แรกของพระสุตตันตปิฎกหรือพระสูตร) 

“อัฏฐสาลินี” เป็นชื่ออรรถกถาคัมภีร์ธรรมสังคณี (คัมภีร์แรกของพระอภิธรรมปิฎก) เป็นต้น

คัมภีร์อรรถกถาต้นฉบับเป็นภาษาบาลี พิมพ์เป็นอักษรไทยในเวลานี้มีประมาณ ๖๐ เล่ม

อรรถกถาของธรรมบท ชื่อ “ปรมัตถโชติกา”

อรรถกถาของชาดก ก็ชื่อ “ปรมัตถโชติกา” เหมือนกัน

ที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ อรรถกถาของทั้งสองคัมภีร์นี้ไม่มีใครเรียก “ปรมัตถโชติกา” อันเป็นชื่อจริง 

อรรถกถาธรรมบทเรียกกันว่า “ธัมมปทัฏฐกถา” เรียกสั้นลงไปอีกว่า “ธรรมบท” ก็เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงอรรถกถาธรรมบท

อรรถกถาชาดกเรียกกันว่า “ชาตกัฏฐกถา” เรียกสั้นลงไปอีกว่า “ชาดก” ก็เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงอรรถกถาชาดก

แม้แต่นักเรียนบาลีบ้านเราที่ใช้อรรถกถาธรรมบทเป็นแบบเรียนแท้ๆ ก็ไม่รู้ว่าอรรถกถาธรรมบทมีชื่อจริงว่า “ปรมัตถโชติกา”

ไม่เชื่อลองไปถามดูเถิด อรรถกถาธรรมบทชื่อจริงว่าอะไร ร้อยทั้งร้อยตอบไม่ได้ สุดยอดของความมหัศจรรย์จริงๆ

๔ อรรถกถาธรรมบทและอรรถกถาชาดกใช้วิธีอธิบายความหรือเล่าเรื่องด้วยลีลาเดียวกัน 

วิธีเล่าเรื่องประกอบด้วยเนื้อหาหลัก ๓ ส่วน คือ - 

(๑) เรื่องเล่าถึงความเป็นมาหรือเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุให้พระพุทธองค์ตรัสคาถาบทนั้นๆ ส่วนนี้นิยมเรียกกันว่า “ท้องนิทาน”

(๒) ตัวคาถาที่ยกมาจากคัมภีร์ในพระไตรปิฎก เรียกกันว่า “คาถา” 

(๓) คำอธิบายความหมายของคาถา เรียกกันว่า “แก้อรรถ” 

จบลงด้วยการสรุปว่า เมื่อตรัสคาถาจบแล้วผู้ฟังบรรลุผลเช่นไร 

เฉพาะอรรถกถาชาดกมีพิเศษตรงที่-เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ปัจจุบันแล้วจะเล่าเหตุการณ์ในอดีตชาติอันเป็นตัว “ชาดก” ด้วยทุกเรื่อง และเมื่อจบจะบอกด้วยว่า ตัวละครในชาดกตัวไหนคือใครในชาติปัจจุบัน เรียกกันว่า “กลับชาติ”

นั่นเป็นสวนที่เหมือนกัน แต่ส่วนที่ต่างกันคือ ความยาวของเรื่องและวิธีจัดหมวดหมู่

ธรรมบทมีจำนวนคาถา ๔๒๓ คาถา เนื้อที่หน้ากระดาษพิมพ์ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ๕๘ หน้า

ชาดกพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐพิมพ์ ๒ เล่ม คือ -

เล่มที่ ๒๗ เนื้อที่หน้ากระดาษพิมพ์ ๕๗๑ หน้า 

เล่ม ๒๘ เนื้อที่หน้ากระดาษพิมพ์ ๔๕๓ หน้า 

รวม ๒ เล่ม ๑,๐๒๔ หน้า

ธรรมบทจัดหมวดหมู่ตามเนื้อหา เรียกว่า “วรรค” มีทั้งหมด ๒๖ วรรค

ชาดกแบ่งเป็นเรื่องๆ มีจำนวน ๕๔๗ ชาดก จัดหมวดหมู่ตามจำนวนคาถาในแต่ละชาดก เรียกว่า “นิบาต” ชาดกที่มีคาถา ๑ บท จัดเป็นกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “เอกนิบาต” (เอ-กะ-นิ-บาด) เรื่องที่มีคาถา ๒ บท จัดเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “ทุกนิบาต” (ทุ-กะ--) จำนวนคาถาในแต่ละชาดกจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงเรื่องที่มีคาถาเกิน ๘๐ บท จนถึง ๑,๐๐๐ บท เรียกว่า “มหานิบาต” 

“นิบาต” ที่ท่านแบ่งไว้ตั้งแต่เอกนิบาตถึงมหานิบาต นับได้ ๒๒ นิบาต

.........................................................

สรุปตัวเลขของชาดกในพระไตรปิฎก - 

พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ๒ เล่ม (เล่ม ๒๗-๒๘) 

จำนวนหน้ากระดาษ ๑,๐๒๔ หน้า

จำนวนนิบาต ๒๒ นิบาต

จำนวนชาดก ๕๔๗ ชาดก

จำนวนคาถา น่าจะมีผู้นับไว้แล้ว แต่ยังไม่พบตัวเลขที่แน่นอน เฉพาะมหาเวสสันดรชาดกเรื่องเดียวก็ ๑,๐๐๐ คาถาเข้าไปแล้ว รวมทั้งหมดน่าจะถึงหมื่นคาถา ขณะที่เขียนนี้ยังไม่มีอุตสาหะที่จะนับ ท่านผู้ใดมีวิธีนับที่เร็วและแน่นอน ขอความกรุณาช่วยด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

.........................................................

ทีนี้มาดูคัมภีร์อรรถกถา

อรรถกถาธรรมบท หรือธัมมปทัฏฐกถา เรื่องที่นำมาเล่ามี ๓๐๒ เรื่อง

อรรถกถาชาดก หรือชาตกัฏฐกถา เรื่องที่นำมาเล่ามี ๕๔๗ เรื่อง

อรรถกถาของทั้งสองคัมภีร์พิมพ์เป็นเล่ม เรียกว่า “ภาค”

ธัมมปทัฏฐกถามี ๘ ภาค นับจำนวนหน้าได้ ๑,๓๑๓ หน้า

ชาตกัฏฐกถามี ๑๐ ภาค นับจำนวนหน้าได้ ๕,๐๔๑ หน้า

ที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่งคือ ธัมมปทัฏฐกถาใช้เป็นแบบเรียนของนักเรียนบาลีในเมืองไทย 

แต่ชาตกัฏฐกถาไม่ได้ใช้เป็นแบบเรียนในชั้นใดๆ เก็บไว้ในตู้เฉยๆ

นักเรียนบาลีในเมืองไทยที่ได้นามว่า “พระมหา” ต้องผ่านคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถามาแล้วทั้งสิ้น

พูดให้กระทบใจว่า คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถานั้นเรียนกันจนแหลก

ในขณะที่คัมภีร์ชาตกัฏฐกถาไม่มีใครเหลียวแลแต่ประการใด

ปี่พาทย์ทำเพลงโอดให้หน่อยก็จะเป็นพระคุณ!

----------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๕:๔๕ 

[full-post]


คิดไปเขียนไป (๒)

------------------

เป็นอันว่า ผมลงมือค้นชาดกที่ผมจำเรื่องได้เลาๆ แต่จำชื่อชาดกไม่ได้

เบื้องต้นก็ต้องรู้แหล่ง คือรู้ว่าจะไปค้นได้ที่ไหน

ก็ต้องถอยไปหาความรู้ว่า ชาดกคืออะไร

มองภาพรวมก่อน ชาดกเป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก

พอได้ภาพนี้ ก็ไม่ยาก มุ่งไปที่พระไตรปิฎกก่อนเพื่อนเลย

ไปถึงพระไตรปิฎกแล้ว ก็จะพบว่า พระไตรปิฎกฉบับบาลีอักษรไทยมี ๔๕ เล่ม

พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง คือฉบับที่แปลมาจากฉบับบาลีก็มี ๔๕ เล่ม

พูดถึง “พระไตรปิฎกภาษาไทย” ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “พระไตรปิฎกภาษาไทย” นั้น ไม่มีนะครับ

ต้นฉบับพระไตรปิฎกเถรวาทมีภาษาเดียว คือภาษาบาลี

พระไตรปิฎกเถรวาทที่เรารู้เห็นกันว่ามีฉบับภาษานั่นภาษานี่-รวมทั้งฉบับภาษาไทย-ล้วนแปลไปจากต้นฉบับภาษาบาลีทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น เมื่อพูดว่า “พระไตรปิฎกภาษาไทย” อย่าเข้าใจว่ามีพระไตรปิฎกภาษาไทยอีกฉบับหนึ่งที่แตกต่างไปจากฉบับภาษาบาลี

แต่คือ-พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีนั่นเอง-ที่แปลเป็นภาษาไทย

เอาละ ถ้าเข้าใจแล้วก็ดูต่อไปว่า-แล้วชาดกนี่อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหนในจำนวน ๔๕ เล่ม?

ถ้าตั้งฐานศึกษาเรียนรู้กันให้มั่นคงหน่อย ก็ถอยไปที่คำว่า “ไตรปิฎก” 

"ไตรปิฎก” แปลว่า “คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ (และเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา) ๓ ชุด” หรือ “ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด” กล่าวคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก

๑. พระวินัยปิฎก เรียกสั้นๆ ว่า “พระวินัย” คือประมวลพุทธพจน์หมวดพระวินัย คือพุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม และการดำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ หรือเรียกว่า “วิถีชีวิตสงฆ์”

๒. พระสุตตันตปิฎก เรียกสั้นๆ ว่า “พระสูตร” คือประมวลพุทธพจน์หมวดพระสูตร คือ พระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมต่างๆ ที่ตรัสยักเยื้องให้เหมาะกับบุคคลและโอกาส ตลอดจนบทประพันธ์ เรื่องเล่า และเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นชั้นเดิมในพระพุทธศาสนา

๓. พระอภิธรรมปิฎก เรียกสั้นๆ ว่า “พระอภิธรรม” คือประมวลพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรม คือ หลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ สูตรโครงสร้างพระอภิธรรมคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สั้นๆ ไม่เรียนไม่รู้

เฉพาะพระอภิธรรมปิฎก ถ้าคนสมัยใหม่จะคิดเทียบให้เห็นภาพ พระอภิธรรมก็เหมือนสูตรโครงสร้างเคมี-ชีวะ ลิเทียม (Lithium) โซเดียม (Sodium) โพแทสเซียม (Potassium) ฯลฯ เฮชทูโอ (H2O) ฯลฯ สูตรพวกนี้ไม่เรียนไม่รู้เหมือนกัน-นั่นแหละคือพระอภิธรรมปิฎก

จำชื่อสั้นๆ ว่า พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม

จำสูตรตัวเลขสั้นๆ ว่า ๘-๒๕-๑๒ และ ๑-๘, ๙-๓๓, ๓๔-๔๕ 

ลองถอดรหัสกันเองนะครับ คงพอเดาได้

......................

แวะตรงนี้หน่อย พอดี “แวบ” ขึ้นมา

พระอภิธรรมปิฎกนั้น เคยมีนักการศึกษาธรรมะประเภทร้อนวิชาบอกว่า ไม่ใช่พระพุทธพจน์

ประกาศทฤษฎีสั้นๆ ว่า “พระอภิธรรมไม่ใช่พระพุทธพจน์”

นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า พระอภิธรรมปิฎกนั้นฉีกทิ้งไปได้เลย

ตอนนั้นผมกำลังร้อนวิชา ทำท่าจะเอาด้วย

แต่พอสติมา ก็ฉุกคิดได้ 

จะต้องไปฉีกทิ้งทำไม พระอภิธรรมปิฎกก็อยู่ของท่านเงียบๆ ในตู้ ไม่ได้เปลืองที่เปลืองทางหรือไปเกะกะระรานใครที่ไหนเลย 

ใครไม่เชื่อ ไม่ชอบ ก็ปล่อยไว้เฉยๆ สิ จะต้องเดือดร้อนทำไม ถ้าใครเชื่อว่าพระอภิธรรมไม่ใช่พระพุทธพจน์ ก็แค่แสดงทฤษฎีของตนไว้ ให้คนอื่นๆ เขาพิสูจน์เอาเอง

ใครที่เขาเชื่อเขาชอบ เขาจะได้มีโอกาสศึกษา ศึกษาไปแล้ว เขาอาจจะเกิดไม่เชื่อไม่ชอบขึ้นมาอีกคนหนึ่งก็เป็นได้ คนที่ไม่เชื่อไม่ชอบก็ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีก มีแต่ได้ประโยชน์ 

พอหวนคิดถึงตรงนี้ ผมก็เลยคิดต่อไปว่า ทฤษฎีฉีกทิ้งพระอภิธรรมปิฎกนี่ น่าจะเอามาใช้กับพฤติกรรมพฤติการณ์ของพระสงฆ์สมัยใหม่ ที่นึกออกชัดๆ ขณะเขียนนี่ก็อย่างเช่น-บิณฑบาตเงิน ซึ่งระบาดไปทั่ว

ทีแบบนี้ปล่อยเฉยกันหมด

ไม่ยักมีใครร้อนวิชาลุกขึ้นมาประกาศฉีกทิ้งมั่ง

แค่นี้แหละครับ กลับเข้าเรื่อง ไปกันต่อ

......................

หลักความรู้พื้นฐานต่อไปก็คือ ชาดกอยู่ในจำพวกพระสูตร

พระสูตรอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๙ ถึงเล่ม ๓๓ (ดูสูตรข้างต้น) เพราะฉะนั้น พื้นที่ที่จะต้องทำงานก็มีแค่ ๒๕ เล่ม ไม่ใช่หมดทั้ง ๔๕ เล่ม

แต่ถ้าจะจำสั้นๆ ก็เจาะลงไปเลย 

ชาดกอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๗-๒๘

จบ

......................

ถ้าพบเห็นกลุ่มผู้รู้คุยกันเรื่องพระไตรปิฎก แล้วท่านเอ่ยขึ้นว่า “ชาดกอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๗-๒๘”

ผมรับรองได้ว่า กลุ่มผู้รู้เหล่านั้นจะมองท่านอย่างทึ่งมากๆ

ไม่เชื่อ ลอง!

แต่ว่า-เมื่อเอ่ยแล้วท่านควรรีบหลบไปให้พ้นๆ เพราะอาจถูกซักรายละเอียดบางอย่าง

ถ้าจะไม่หลบ ท่านก็ต้องเตรียมหาความรู้เรื่องชาดกเพิ่มเติมไว้ด้วย

......................

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “ชาดก” ไว้ดังนี้ -

..................................................

ชาดก, ชาตกะ : “เครื่องเล่าเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเกิดมาแล้ว”, ชื่อคัมภีร์ในพระไตรปิฎก อันเล่าเรื่องพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้า เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งกำลังทรงบำเพ็ญบารมี มีจำนวนทั้งหมดตามตัวเลขถ้วนที่กล่าวในอรรถกถาทั้งหลายว่า ๕๕๐ ชาดก (นับตรงเลขว่า ๕๔๗ ชาดก แต่คนไทยมักพูดตัดเลขแค่หลักร้อยว่า พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ), จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๑๐ แห่งขุททกนิกาย ในพระสุตตันตปิฎก.

เนื่องจากชาดกทั้งหมดในพระไตรปิฎก เป็นคาถาล้วนๆ (เว้นชาดกหนึ่งที่เป็นความร้อยแก้ว คือกุณาลชาดก) และโดยมากเป็นเพียงคำกล่าวโต้ตอบกันของบุคคลในเรื่อง พร้อมทั้งพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสรุปหรือแสดงคติธรรม อันเรียกว่าอภิสัมพุทธคาถาเท่านั้น ไม่ได้เล่าเรื่องโดยละเอียด ผู้อ่านเข้าใจได้ยาก จึงมีอรรถกถาขึ้นมาช่วยอธิบาย เรียกว่า “ชาตกัฏฐกถา” (เรียกให้ง่ายว่าอรรถกถาชาดก) ซึ่งขยายความออกไปมาก จัดเป็นเล่มหนังสือฉบับบาลีอักษรไทยรวม ๑๐ เล่ม เรื่องชาดกที่เรียนและเล่ากันทั่วไป ก็คือเล่าตามชาตกัฏฐกถานี้ แต่นักศึกษาพึงรู้จักแยกระหว่างส่วนที่มีในพระไตรปิฎก กับส่วนที่เป็นอรรถกถา.

..................................................

เมื่อพูดถึง “ชาดก” ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงคัมภีร์อีกคัมภีร์หนึ่ง คือ คัมภีร์ “ธรรมบท”

ชาดกกับธรรมบทมีหลายอย่างที่คล้ายกัน น่าศึกษาครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๗:๐๙ 

[full-post]



คิดไปเขียนไป (๑)

---------------

มีความคิดเรื่องหนึ่งที่ผมได้ยินคนพูดกันมานานแล้ว คือแนวคิดที่ว่า แม้เราจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่า ก็ไม่มีความหมายอะไร

แล้วก็ต่อด้วยคำว่า --

จงอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา 

อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา

แนวคิดนี้ คล้ายๆ กับโคลงโลกนิติบทหนึ่ง

..................................................

คุโณ สพฺพญฺญุตุโลฺยปิ     น โสภติ อนิสฺสโย

อนคฺฆมฺปิ มณีนํว          เหมํ นิสฺสาย โสภเต.

แม้นมีความรู้ดั่ง       สัพพัญญู

ผิบ่มีคนชู               ห่อนขึ้น

หัวแหวนค่าเมืองตรู  ตาโลก

ทองบ่รองรับพื้น      ห่อนแก้วมีศรี (สมเด็จพระเดชา ฯ)

โคลงโลกนิติ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บทที่ ๘๘

ฉบับประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ บทที่ ๘๙

..................................................

แนวคิดดังที่ว่ามานี้น่าจะมีผู้เห็นด้วยมากทีเดียว -

อยู่ที่ไหน ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ไม่ควรอยู่ที่นั่น

..................................................

ทำงานที่นี่ ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ควรไปทำงานที่อื่น

อยู่กองนี้ กรมนี้ กระทรวงนี้ ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ควรไปอยู่กองอื่น กรมอื่น กระทรวงอื่น

อยู่วัดนี้ ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา ก็ควรไปอยู่วัดอื่น

..................................................

ญาติมิตรทั้งหลายเห็นด้วยหรือไม่

ข้อความที่ว่า “ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา” นั้น มีนัยอย่างไร?

เราต้องการให้เขายกย่องนับถือชื่นชมเรา ใช่ไหม

พอเขาไม่ยกย่องนับถือชื่นชม เราก็เลยไม่พอใจ ใช่ไหม

ผมคิดไปอีกมุมหนึ่ง

อยู่ที่ไหน ผมคิดว่า อยู่แล้ว (๑) เราได้ประโยชน์หรือเปล่า (๒) เราทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้หรือเปล่า

(๑) เราได้ประโยชน์หรือเปล่า ข้อนี้ค่อนข้างกว้าง เช่น อยู่ที่นี่เราเรียนหนังสือได้หรือเปล่า อยู่ที่นี่เราสามารถเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้หรือเปล่า นี่เป็นจุดใหญ่ 

แต่คนที่ตั้งประโยชน์ไว้อีกแบบหนึ่ง อาจคิดมากกว่านี้ เช่น อยู่ที่นี่เราเจริญเติบโตก้าวหน้าได้หรือเปล่า หรืออาจจะรวมทั้ง-อยู่ที่นี่มีคนยกย่องนับถือชื่นชมเราหรือเปล่า 

ถ้าคิดแบบนี้ ก็ต้องว่ากันไปอีกแบบหนึ่ง 

แต่น่าจะไม่ใช่แบบของผม

(๒) เราทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้หรือเปล่า นี่เป็นหัวใจ 

อยู่ที่ไหน เราได้ประโยชน์ นี่ยังเป็นรอง

อยู่ที่ไหน เราทำประโยชน์ได้ นี่เป็นหลัก

ถ้าเราทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้ จะมีใครยกย่องนับถือชื่นชมหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

จะมีใครยกย่องนับถือชื่นชมหรือไม่มี เราก็คงทำประโยชน์ให้ที่นั่นได้เสมอ เท่านี้ พอแล้ว

สมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ในกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ มีเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่งบอกว่า - อย่างคุณนี่ ถ้าอยู่มหาวิทยาลัย ป่านนี้เป็นศาสตราจารย์ไปนานแล้ว 

“คุณมาอยู่ผิดลู่” ท่านสรุป

คือเพราะผมมาอยู่ที่กองทัพเรือ-ซึ่งมันผิดลู่ ผมจึงเป็นได้แค่นี้ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นได้มากกว่านี้

แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น

ผมกลับคิดว่า ผมมาอยู่ถูกลู่ที่สุดแล้ว 

อยู่กองทัพเรือ ผมได้ประโยชน์ (๑) เลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และ (๒) ทำประโยชน์ให้กองทัพเรือได้เต็มที่-ตามแนวทางที่ผมถนัด

แล้วจะว่าผมมาอยู่ผิดลู่ได้อย่างไร

......................

ทีนี้ย้อนไปดูแนวคิดข้างต้น - จงอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา

ผมว่าแนวคิดนี้กระเดียดไปในทาง-เรียกร้องผลประโยชน์เพื่อตัวเอง นั่นคือ “คนเห็นคุณค่าของเรา” 

นี่คือประโยชน์ตกอยู่แก่เรา อย่างน้อยๆ ก็คือเราได้รับการยกย่องนับถือชื่นชม

แล้วเราไม่นึกถึงประโยชน์ของคนอื่นบ้างหรือ?

การทำประโยชน์ให้คนอื่น ต้องรอให้เขายกย่องนับถือชื่นชมเราเสียก่อนจึงจะทำได้-กระนั้นหรือ?

หรือจะต้องอธิบายฉีกออกไปอีกว่า ที่ไหนยกย่องนับถือชื่นชมเรา แปลว่าที่นั่นพร้อมที่จะรับประโยชน์จากเรา

คนที่ไม่ยกย่องนับถือชื่นชมเรา เราให้ประโยชน์อะไรเขาก็ไม่รับหรอก ต่อเมื่อเขายกย่องนับถือชื่นชมเรานั่นแหละ เขาจึงจะยอมรับประโยชน์จากเรา 

ดังนั้น ต้องให้เขาเห็นคุณค่าของเราเสียก่อน เราจึงจะทำประโยชน์ให้เขาได้ 

จะต้องให้เหตุผลกันแบบนี้ ใช่หรือไม่? 

จะทำประโยชน์ให้เขา แต่เรียกร้องให้เขาเห็นคุณค่าของเราก่อน - ผมว่ามันแปลกดีนะ

แล้วก็เลยนึกไปถึงชาดกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าและการยกย่องนับถือ อย่างที่กำลังอภิปรายอยู่นี่แหละ

แต่ปัญหาคือ ผมนึกไม่ออกว่าเป็นชาดกเรื่องอะไร กรรมจริงๆ

แต่ไพล่ไปจำคำบาลีได้ คือจำได้ว่าชาดกกล่าวถึงภูเขา แต่ใช้คำบาลีว่า “นค” ซึ่งเราจะไม่เคยได้ยิน

“นค” อ่านว่า นะ-คะ ใครมีพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ลองเปิดดู จะพบว่า พจนานุกรมฯ แปล “นค” ว่า mountain 

ยังจำได้อีกคำหนึ่ง คือในชาดกเรื่องนั้นมีคำว่า “อวิเสสกเร” (อ่านว่า อะ-วิ-เส-สะ-กะ-เร) ที่จำได้เพราะไปโยงเข้ากับคำแปล ที่แปลว่า “ไม่ทำให้แตกต่างกัน” 

ผมว่าคำแปลมีความหมายดี ก็เลยจำคำบาลีได้

แต่จำชื่อชาดกไม่ได้ นี่สิมันน่าเจ็บใจ

......................

ผมตั้งชื่อบทความนี้ว่า “คิดไปเขียนไป” สาเหตุมาจากนึกถึงแนวคิดที่ว่า-แม้เราจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่า ก็ไม่มีความหมายอะไร

แล้วก็นึกไปถึงชาดกเรื่องนั้น ซึ่งกล่าวถึงภูเขาลูกหนึ่ง สิงสาราสัตว์ชนิดไหนเข้าไปในรัศมีของภูเขาลูกนี้แล้วจะมีสีเป็นทองเหมือนกันหมด ดูไม่ออกว่าตัวอะไรเป็นตัวอะไร 

ถ้าเป็นคนก็คือ-เข้าไปที่ภูเขาลูกนี้แล้ว คนดีคนชั่วจะเหมือนกันหมด แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร คำบาลีเรียกว่า “อวิเสสกร = ไม่ทำให้แตกต่างกัน”

เมื่อแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนดีใครเป็นคนชั่ว การที่จะมองเห็นคุณค่าหรือให้คุณค่าแก่ใคร ก็จะสับสนไปหมด

คนดี ไม่มีใครยกย่อง

คนชั่ว มีแต่คนชื่นชม

พอคิดอย่างนี้ 

นึกถึงชาดกเรื่องนั้น 

จำชื่อไม่ได้ 

ก็ต้องลงมือควานหาสิขอรับท่าน

แล้วก็เลยนึกไปถึง-งานของนักเรียนบาลี

นึกอะไรได้ ใจก็จะแลบไปที่เรื่องนั้น

นักเรียนบาลี เรียนจนมีความรู้แล้ว ไปทำอะไรกันหมด?

ทำไมไม่มีใครคิดถึงงานบาลี-เช่นค้นคว้าเรื่องชาดก

เพราะฉะนั้น บทความเรื่องนี้หรือบทความชุดนี้ เขียนถึงเรื่องอะไร แล้วเกิดคิดถึงเรื่องอะไรได้ ก็อาจจะต้องทำแบบที่ผมเรียกเอาเองว่า “แวะข้างทาง” คือแวะไปเขียนเรื่องนั้นแทรกเข้ามา นี่แหละคือ “คิดไปเขียนไป”

อย่างตอนนี้ ขึ้นต้นด้วยแนวคิด-การมีคนมองเห็นคุณค่าของเรา แล้วโยงไปที่ชาดก จากชาดกจะโยงไปที่เรื่องอะไรอีก ยังไม่รู้

เอาเป็นว่า ตอนนี้ช่วยให้กำลังใจคนแก่-ให้หาชาดกเรื่องนั้นเจอก่อนนะครับ จะได้เอามาเล่าสู่กันฟังต่อไป

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๓:๔๑

 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.