แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระภิกษุ แสดงบทความทั้งหมด



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,338)


สอบสนามหลวง

คือทำอะไร?

(๑) “สอบ” 

เป็นคำไทย เราเข้าใจกันดี แต่เพื่อให้แน่ใจ ควรเปิดพจนานุกรมตรวจสอบความเข้าใจด้วย

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“สอบ ๑ : (คำกริยา) ตรวจ ทดลอง เปรียบเทียบ หรือไล่เลียง เพื่อหาข้อเท็จจริง หรือวัดให้รู้ว่ามีความรู้หรือความสามารถแค่ไหน เช่น สอบตาชั่งให้ได้มาตรฐาน สอบราคาสินค้า สอบปากคำผู้ต้องหา สอบพิมพ์ดีด.”

(๒) “สนามหลวง”

พอเอ่ยถึง “สนามหลวง” ทุกคนจะนึกถึงสถานที่โล่งกว้างข้างพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯ พร้อมกับนึกถึงต้นมะขามซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของสนามหลวงเนื่องจากคนเก่าท่านปลูกไว้รอบสนามหลวง จนถึงกับยกขึ้นเป็นคำถามเล่นกันสนุก ๆ ว่า มะขามรอบสนามหลวงมีกี่ต้น

โปรดทราบว่า “สนามหลวง” ในคำว่า “สอบสนามหลวง” ไม่ได้หมายถึงสถานที่ตรงนั้น

และคำว่า “สอบสนามหลวง” ก็ไม่ได้หมายถึงตรวจสอบให้รู้ว่าสนามหลวงตรงนั้นกว้างยาวเท่าไร มีเนื้อที่กี่ไร่ มีต้นมะขามกี่ต้น ทั้งไม่ได้หมายถึงมีการสอบคัดเลือกหรือสอบไล่และใช้บริเวณสนามหลวงเป็นสนามสอบดังที่อาจจะมีบางคนเข้าใจเช่นนั้น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “สนามหลวง” ไว้ด้วย บอกไว้ดังนี้ - 

“สนามหลวง : (คำนาม) สถานซึ่งกำหนดให้เป็นที่สอบไล่นักธรรมและบาลี ในคำว่า สอบธรรมสนามหลวง สอบบาลีสนามหลวง.”

เชื่อว่าคนส่วนมากคงไม่คิดว่า คำว่า “สนามหลวง” จะมีความหมายแบบนี้

อีกคำหนึ่งที่มักจะพูดพาดพิงเมื่อเอ่ยถึงคำว่า “สนามหลวง” ตามความหมายข้างต้น นั่นคือคำว่า “สนามวัด”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ - 

“สนามวัด : (คำนาม) สถานที่ที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรมแต่ละสำนักได้กำหนดให้เป็นที่ทดสอบบาลีก่อนที่จะส่งเข้าสอบบาลีสนามหลวง.”

เป็นอันว่า “สอบสนามหลวง” เรียกเป็นคำเต็ม ๆ ว่า “สอบธรรมสนามหลวง” และ “สอบบาลีสนามหลวง” เรียกลัดตัดสั้นเป็น “สอบสนามหลวง” 

ส่วนสถานที่สอบจะเป็นที่ไหนคณะสงฆ์จะเป็นผู้กำหนด และตามที่พอจะกำหนดได้เป็นเกณฑ์กว้าง ๆ คือ -

“สอบธรรมสนามหลวง” จัดสนามสอบตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งกรุงเทพฯ

“สอบบาลีสนามหลวง” แบ่งสนามสอบเป็นดังนี้ -

(๑) ประโยค 1-2, ป.ธ.3-4 จัดสนามสอบตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งกรุงเทพฯ

(๒) ป.ธ.5-6 จัดสนามสอบตามวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เฉพาะ ป.ธ.7-8-9 รวมสอบที่วัดสามพระยาเพียงแห่งเดียว

ขยายความ :

ทำไมจึงเรียก “สอบสนามหลวง”?

คำว่า “สนามหลวง” ตามความหมายเดิม ถอดความจากคำบาลีว่า “ราชงฺคณ” อ่านว่า รา-ชัง-คะ-นะ ประกอบด้วยคำว่า ราช + องฺคณ

(๑) “ราช” บาลีอ่านว่า รา-ชะ รากศัพท์มาจาก -

(1) ราชฺ (ธาตุ = รุ่งเรือง) + อ (อะ) ปัจจัย

: ราชฺ + อ = ราช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รุ่งเรืองโดยยิ่งเพราะมีเดชานุภาพมาก” หมายความว่า ผู้เป็นพระราชาย่อมมีเดชานุภาพมากกว่าคนทั้งหลาย

(2) รญฺชฺ (ธาตุ = ยินดี พอใจ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ ลบ ญฺ แผลง ร เป็น รา 

: รญฺชฺ + ณ = รญฺชณ > รญฺช > รช > ราช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี” หมายความว่า เป็นผู้อำนวยความสุขให้ทวยราษฎร์ จนคนทั้งหลายร้องออกมาว่า “ราชา ราชา” (พอใจ พอใจ) 

“ราช” หมายถึง พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน ใช้นำหน้าคำให้มีความหมายว่า เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน, เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นของหลวง

คำว่า “ราช” นี่เองที่เราเอามาเรียกเป็นคำไทยว่า “หลวง”

(๒) “องฺคณ” อ่าน อัง-คะ-นะ รากศัพท์มาจาก - 

(1) องฺคฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ

: องฺคฺ + ยุ > อน = องฺคน > องฺคณ แปลตามศัพท์ว่า “ที่ไปแห่งผู้คน” หมายถึง สนาม, เนิน, ลาน, ที่ว่าง (an open space, a clearing) 

(2) อญฺชฺ (ธาตุ = ทา, ป้าย) + ยุ ปัจจัย, แปลง อญฺชฺ เป็น องฺค, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ

: อญฺชฺ + ยุ > อน = อญฺชน > องฺคน > องฺคณ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ทำให้เปื้อน” หมายถึง กิเลส, มลทิน, รอยตกกระ, จุดด่างพร้อย (stain, soil, impurity, fleck, blemish) ความหมายนี้ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าท่านแปลกันว่า “กิเลสเพียงดังเนิน” (เอาความหมายแรกมาเป็นฐานความคิด)

ในที่นี้ “องฺคณ” ใช้ในความหมายตามข้อแรก คือ สนาม, เนิน, ลาน

ราช + องฺคณ = ราชงฺคณ แปลตามศัพท์ว่า “สนามของพระราชา” หมายถึง พระลานหลวง ตรงกับ “สนามหลวง” นั่นเอง

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ราชงฺคณ” ว่า the empty space before the king's palace, the royal square (พระลานหลวง, ที่ว่างหน้าพระราชวัง)

ทำไมจึงต้องมี “ราชงฺคณ = สนามหลวง”

คำว่า “ราชงฺคณ” มีใช้ดกดื่นในคัมภีร์ เป็นสถานที่ที่อยู่ด้านหน้าของพระราชวัง และต้องมีคู่กับพระราชวังด้วยเหตุผลดังนี้ -

(1) เป็นที่แสดงกิจกรรมของทางราชการที่ต้องการให้ราษฎรมาร่วมรับรู้ เช่นชุมนุมกองทหารก่อนที่จะยกออกจากเมือง รวมทั้งเป็นที่จัดงานตามเทศกาลต่าง ๆ

(2) เมื่อมีกรณีที่ทางราชการต้องการฟังความเห็นจากราษฎร ก็จะใช้เป็นที่ประชุมกันเพื่อแสดงความคิดเห็น เช่น ลงความเห็นตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง “เศรษฐี” เป็นต้น

(3) เป็นสถานที่ชุมนุมของราษฎรเพื่อร้องทุกข์ต่อผู้ปกครอง ธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อราษฎรชุมนุมกันร้องทุกข์ ผู้ปกครอง (โดยปกติคือพระราชา) จะสอบสวนถึงสาเหตุของปัญหา และปฏิบัติตามความต้องการของราษฎร ปรากฏบ่อยว่าพระราชาทรงตรวจสอบความประพฤติของพระองค์เองเป็นอันดับแรกแล้วแก้ไขให้เป็นที่พอใจของราษฎร

..............

สถานที่อันเรียกว่า “สนามหลวง” ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แต่เดิมจะเกิดมีขึ้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่เมื่อเรียกกันว่า “สนามหลวง” และใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของทางราชการ ก็ไปสอดคล้องเข้าพอดีกับคติที่ต้องมี “ราชงฺคณ” อันปรากฏในคัมภีร์

ด้วยเหตุที่ “สนามหลวง” เป็นสถานที่ทำกิจอันเป็นกิจของทางราชการ การสอบธรรมและสอบบาลีของคณะสงฆ์ซึ่งได้รับความอุปถัมภ์จากทางราชการจึงอยู่ในฐานะเป็นกิจของทางราชการด้วย เป็นเหตุให้เรียกการสอบนั้นว่า “สอบธรรมสนามหลวง” และ “สอบบาลีสนามหลวง” เรียกลัดตัดสั้นเป็น “สอบสนามหลวง” ด้วยประการฉะนี้

..............

ดูก่อนภราดา!

: เอาสถานะเป็นสงฆ์ไปประพฤติเหมือนชาวบ้าน

: ก็เหมือนเอากิจของทางราชการไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว 

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม - ทำไมเมื่อคนบวชเป็นพระเราจึงนับถือเลื่อมใส?

------------------------------------------------------------

การแสดงออกว่านับถือเลื่อมใส ก็อย่างเช่น ทำบุญกับพระ ใส่บาตรให้พระ ไหว้พระ ฯลฯ

ทำบุญกับพระทำไม ใส่บาตรให้พระทำไม ไหว้พระทำไม ฯลฯ

มีใครเคยตามไปศึกษาเรื่องเดิมกันบ้าง?

“เรื่องเดิม” ง่าย ๆ-ง่ายเหมือนหญ้าปากคอก ก็อยู่ที่บทสังฆคุณที่ใคร ๆ (สมัยก่อน) ก็สวดได้คล่องนั่นเอง คือ เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ -

.........................................................

สุปะฏิปันโน = ปฏิบัติดี 

อุชุปะฏิปันโน = ปฏิบัติตรง 

ญายะปะฏิปันโน = ปฏิบัติควร 

สามีจิปะฏิปันโน = ปฏิบัติชอบ

.........................................................

ตั้งเป็นหลักใหญ่ได้ว่า เราทำบุญ ใส่บาตร ไหว้พระ อุปถัมภ์บำรุง หรือควักกระเป๋าทุ่มเทให้พระสงฆ์สามเณรรูปไหน วัดไหน สำนักไหน ก็เพราะพระสงฆ์สามเณรรูปนั้น วัดนั้น สำนักนั้นเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบนั่นแล้ว

ทุกวันนี้เราเคยศึกษาตรวจสอบกันบ้างหรือเปล่าว่าพระหรือสำนักที่เรานับถือเลื่อมใสอุปถัมภ์บำรุงนั้น ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบจริง ๆ หรือเปล่า?

ถึงตรงนี้คงมีคนอยากพูดว่า มัวแต่ไปตรวจสอบก็ไม่ต้องได้ทำอะไรกันพอดี 

แล้วอีกประการหนึ่ง ใครจะไปตรวจสอบได้ว่าพระเณรที่เราเห็น-เช่นเห็นท่านออกบิณฑบาตทุกเช้า-รูปไหนสำนักไหนปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบหรือเปล่า

ตรงนี้แหละคือช่องโหว่ของสังคมไทย 

และเป็นช่องโหว่ขนาดมหึมาด้วย

หมายความว่าอย่างไร?

ก็หมายความว่า - คนที่เก่งทางการตลาดย่อมจะตีโจทย์ออกแล้วว่า สังคมไทยเลื่อมใสง่าย ศรัทธาง่าย เพราะฉะนั้น ทำอะไรก็ได้ให้ออกมาดูดี น่าเลื่อมใส 

ง่ายๆ เท่านี้เอง 

ทำอะไรก็ได้ให้ออกมาดูดี น่าเลื่อมใส ก็จะสามารถทำให้คนไทยเทกระเป๋าออกมาถวายได้อย่างไม่อั้น

.......................

นอกจากนี้ ยังมีท่านอีกจำพวกหนึ่ง ไม่ได้คำนึงว่าพระท่านจะปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบหรือเปล่า จับหลักแต่เพียงว่ารูปไหนอำนวยประโยชน์ให้ข้าพเจ้าได้ หรือรูปไหนทำอะไรถูกใจข้าพเจ้า-เท่านั้นพอ

ข้าพเจ้าถูกใจ-ได้ประโยชน์ เท่านี้พอ

ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบหรือเปล่า ไม่รู้ ไม่รับรู้ ไม่สน

.......................

คราวนี้ลองถอยกลับมาดูว่า มีเหตุผลอะไรท่านจึงใช้การปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ เป็นมาตรฐานในการตัดสินพระว่าควรแก่การนับถือเลื่อมใส หรือไม่ควร

ยกเป็นตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งว่า มีเหตุผลอะไรท่านจึงบอกว่า ทำบุญกับพระสงฆ์ได้บุญมากกว่าให้ทานแก่คนธรรมดา

ตรงนี้ต้องตามไปดูกำเนิดของพระสงฆ์

.........................................................

ว่าย่อ ๆ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แสดงหนทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระศาสนาทรงชี้ทางไว้ว่า การปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์จะได้ผลดีต้องออกจากเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน มีหลักมีเกณฑ์ในการครองชีวิตอีกแบบหนึ่งต่างจากผู้ครองเรือน

คำแนะนำนี้มีตัวพระพุทธเจ้าเองเป็นบทพิสูจน์ และต่อมาก็มีพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นพยานยืนยัน

พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย แต่เดิมก็คือชาวบ้านธรรมดาเหมือนเราท่านนี่เอง ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ไหน เป็นชาวบ้านที่ฟังคำสอนแล้วเกิดศรัทธา 

แล้วออกบวช 

แล้วปฏิบัติตาม 

แล้วบรรลุธรรม 

ที่ยังไม่บรรลุก็พยายามปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ เพื่อบรรลุในโอกาสต่อไป 

.........................................................

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่มีเพศสมณะเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา

ฝ่ายชาวบ้านที่มีศรัทธา แต่ยังไม่พร้อมที่จะออกบวช เมื่อได้เห็นพวกที่พร้อมกว่าได้ออกบวชไปแล้ว ก็มีแก่ใจสนับสนุนด้วยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ออกบวชมีความสะดวกในการครองชีพ จะได้มุ่งปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ เพื่อบรรลุธรรมต่อไป

นี่คือเหตุผลต้นเดิม-เรื่องเดิม ที่ชาวพุทธมีศรัทธานับถือเลื่อมใสพระ แล้วแสดงออกด้วยการอุปถัมภ์บำรุงพระ อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาด้วยประการต่าง ๆ

และที่ว่าถวายทานแก่พระสงฆ์ได้บุญมากกว่าให้ทานแก่สัตว์ แก่คนธรรมดา ก็ด้วยเหตุผลข้อนี้แหละ

คือเหตุผลที่ว่า-เป็นการสนับสนุนให้คนดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์

ถึงตัวเองจะยังไปไม่ได้ แต่ก็สนับสนุนคนที่เขาไปได้

ถามว่า ทุกวันนี้มีใครได้คิดไปให้ถึงเหตุผลต้นเดิมเรื่องเดิมตรงนี้กันบ้าง?

นอกจากใส่บาตรทุกเช้าแล้ว การอุปถัมภ์บำรุงในรูปแบบอื่น ๆ ทุกอย่าง สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างกุฏิ บริจาคที่ ตั้งทุนมูลนิธิ บำรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม บวชเณร บวชพระ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีรากเหง้าเค้าเดิมมาจากการสนับสนุนให้คนดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น

เราได้คิดสาวไปให้ถึงเหตุต้นเค้าที่แท้จริงของการมีศรัทธานับถือเลื่อมใสกันบ้างหรือเปล่า

เมื่อทำกันนานเข้าจนกลายเป็นวัฒนธรรม ประเพณี เป็นค่านิยม เราก็เลยลืมกันไปว่าเหตุผลที่แท้จริงของการนับถือเลื่อมใสเช่นนั้นคืออะไร 

กลายเป็นทำตามประเพณี หนักเข้าก็เลยเป็น “ความเชื่อ” คือศรัทธาล้วน ๆ ไม่ได้มองไปที่เหตุผลที่แท้จริงของการมีศรัทธา 

และในที่สุดก็ถึงขั้น-ไม่ต้องการคำอธิบายหรือเหตุผลใด ๆ 

ใครจะพูดจะชี้แจงก็ไม่อยากฟัง (ซ้ำชักจะรำคาญเอาด้วย)

ขอเพียงแค่ได้ศรัทธา ได้นับถือ ได้เลื่อมใส เท่านั้นพอ อย่ามายุ่งกับฉัน

และมีเป็นอันมากที่อ้างเหตุผลเพียงว่า ทำแล้วสบายใจ ก็พอแล้ว ขอแค่นั้น

คำแนะนำง่าย ๆ ของผมก็คือ 

อะไรบ้างที่ห้ามพระทำ

และอะไรบ้างที่พระต้องทำ

ช่วยกันศึกษาหาความรู้ที่ถูกต้อง อย่าคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง

เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้ว -

เห็นพระรูปไหนสำนักไหนไม่ทำสิ่งที่ห้ามทำ

เห็นพระรูปไหนสำนักไหนไม่ละเลยสิ่งที่ต้องทำ

นับถือเลื่อมใสศรัทธาเถอะครับ-ไม่ผิดหวัง

แต่ถ้าเห็นตรงกันข้าม ก็ค่อย ๆ ถวายกำลังใจให้ท่าน

เอาเมตตา ไมตรี หวังดีเป็นที่ตั้ง

อย่าเพิ่งรีบหันหลัง หรือถล่มกันให้พังทันที-นะครับ

---------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๘:๒๔ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.