แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมตตา แสดงบทความทั้งหมด



การไม่กินเนื้อสัตว์กับวิธีให้เหตุผล

--------------------------------

เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เกี่ยวกับค่านิยมหรือหลักปฏิบัติของคนไม่กินเนื้อสัตว์ จะเรียกว่ามังสวิรัติ กินเจ หรือจะเรียกอย่างไร ก็แล้วแต่จะเรียก แต่หมายถึงคนไม่กินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์

ขอบอกไว้เลยนะครับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่จะมาวิจารณ์ว่าไม่กินเนื้อสัตว์ดีหรือไม่ดี กินเนื้อสัตว์ดีหรือไม่ดี พูดกันตรงๆ ไม่มีปัญหากับคนกินเนื้อสัตว์หรือไม่กินเนื้อสัตว์ 

ใครกินเนื้อสัตว์ก็กินต่อไป ตามสบาย ไม่ได้ไปตำหนิติเตียน

ใครไม่กินเนื้อสัตว์ก็ไม่กินต่อไป ตามสบาย ไม่ได้ไปกระแหนะกระแหน

จะขอชวนให้พิจารณาเฉพาะ “เหตุผลที่อ้าง” ในการชื่นชมการไม่กินเนื้อสัตว์ และในการตำหนิติเตียนการกินเนื้อสัตว์เท่านั้น

ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาชวนคิดก็เพราะผมรู้สึกว่า เหตุผลบางข้อฟังดูทะแม่งๆ

.....................................................

“ทะแม่งๆ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายว่า “มีลักษณะลับลมคมในหรือมีอะไรเคลือบแฝงอยู่ทําให้น่าสงสัย”

.....................................................

เช่น การไม่กินเนื้อสัตว์แสดงถึงมีเมตตา

ในทางตรงกันข้าม การกินเนื้อสัตว์ ก็ถูกมองว่า ขาดเมตตา มองว่าเป็นยักษ์เป็นมารไปโน่นเลยก็มี

การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นการช่วยให้สัตว์ไม่ตาย เคยเห็นคำยกย่องว่า “หนึ่งชีวิตไม่กิน หมื่นชีวิตรอด” - แบบนี้ก็มี 

คำว่า “เมตตา” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายว่า “ความรักและเอ็นดู, ความปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้สุข, เป็นข้อ ๑ ในพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า “เมตตา” คือ ความรัก, ความปรารถนาให้เขามีความสุข, แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า”

จะเห็นได้ว่า “เมตตา” คือการตั้งอารมณ์ให้สรรพชีวิตเป็นสุขทั่วหน้า เมตตาเป็นงานทางใจ และที่สำคัญ เงื่อนไขของเมตตาไม่ได้อยู่ที่-ต้องไม่กินเนื้อสัตว์จึงจะมีเมตตาได้ หรือคนที่กินเนื้อสัตว์มีเมตตาไม่ได้

เพราะเอาเมตตาไปผูกเข้ากับการไม่กินเนื้อสัตว์ คนไม่กินเนื้อสัตว์ก็เลยเข้าใจว่า แค่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็เท่ากับมีเมตตาแล้ว โดยไม่คำนึงว่าได้ตั้งอารมณ์ให้สรรพสัตว์เป็นสุขทั่วหน้า-ตามความหมายของเมตตา-ด้วยหรือเปล่า 

ความหมายของเมตตาก็เลยคลาดเคลื่อน

คำว่า “เมตตา” มีความหมายอย่างเดียวกับมิตร ไมตรี ดังนั้น ในทางปฏิบัติ เมตตาก็คือการมองสรรพชีวิตด้วยความรู้สึกว่า “นี่คือเพื่อนรักของเรา” 

มองกันแค่นี้ คนส่วนมากก็ทำไม่ได้แล้ว ทำได้ก็ยากมาก เหตุผลก็คือ-คนส่วนมากเป็นคนที่เราไม่รู้จัก ก็เมื่อเราไม่รู้จัก จะไปคิดว่าเขาเป็นเพื่อนรักของเราได้อย่างไร ใช่หรือไม่ 

แม้ในจำนวนคนที่เรารู้จักนั่นเอง ต้องเป็นคนที่เรารัก เราจึงจะคิดว่า “นี่คือเพื่อนรักของเรา” คนที่เรารู้สึกเฉยๆ ไม่รัก หรือบางคนเราเกลียดด้วยซ้ำ คนแบบนี้เราก็คิดไม่ได้ว่า “นี่คือเพื่อนรักของเรา” ใช่หรือไม่

จะเห็นได้ว่า เนื้อตัวแท้ๆ ของเมตตาอยู่ที่-ตั้งอารมณ์มองสรรพชีวิตด้วยความรู้สึกว่า “นี่คือเพื่อนรักของเรา” ทำอารมณ์แบบนี้ได้จริงจนเป็นพื้นอารมณ์ เป็นพื้นของจิตใจ เป็นนิสัยหรือถึงกับเป็นสันดานคือฝังรากลึกลงไปในชีวิตจิตใจ นี่คือมีเมตตา 

ไม่ได้เกี่ยวกับใครกินอะไรหรือไม่กินอะไรแต่ประการใดเลย ใช่หรือไม่

..................

คราวนี้มามองในแง่-ช่วยให้รอดชีวิต ตามคำแสดงอานิสงส์ที่ว่า “หนึ่งชีวิตไม่กิน หมื่นชีวิตรอด”

การที่สัตว์จะรอดชีวิต-ถ้าไม่ตายตามอายุขัย-ก็คือ การไม่ถูกทำให้ตาย จะทำให้ด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม ถ้าสัตว์ไม่ถูกทำให้ตาย สัตว์ก็รอดชีวิต

แต่ที่กำลังเพ่งเล็งในกรณีกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์ ก็คือตายด้วยการถูกฆ่า พูดสั้นๆ ตรงๆ - หมื่นชีวิตจะรอด เหตุผลตรงที่สุดก็คือ-เพราะไม่ถูกฆ่า ไม่ใช่เพราะคนไม่กินเนื้อสัตว์

เหตุผลที่เห็นได้ง่ายๆ-แต่มักจะถูกมองข้าม-ก็คือ สัตว์ไม่ได้ถูกฆ่าเพราะจะเอามากินอย่างเดียว แต่ถูกฆ่าเพราะวัตถุประสงค์อื่นๆ อีกสารพัด จะว่าไปแล้ว ถูกฆ่าเพราะเรื่องกินน้อยกว่าถูกฆ่าเพราะเรื่องอื่น 

....................................................

เมื่อมองข้อเท็จจริงที่ว่า สัตว์ไม่ได้ถูกฆ่าเพื่อกินอย่างเดียว แต่ถูกฆ่าอีกสารพัดเหตุ ก็จะไม่ต้องมาตั้งข้อสงสัยหรือข้อตำหนิว่า ห้ามฆ่า แต่ทำไมไม่ห้ามกิน 

หรือตั้งประเด็นว่า การไม่ห้ามกินเนื้อสัตว์ย่อมขัดแย้งกับการห้ามฆ่าสัตว์

หรือสรุปเอาเองว่า เพราะมีคำสอนห้ามฆ่า พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องจึงต้องห้ามกินเนื้อสัตว์ด้วย

ถ้าอ้างเหตุผลเช่นนั้น ก็จะไม่ใช่เฉพาะเรื่องกินเนื้อสัตว์อย่างเดียวที่ต้องห้าม แต่จะต้องห้ามเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย 

ผ้าไหม 

ผ้าขนสัตว์ 

พรมขนสัตว์ 

ของใช้ที่ทำด้วยหนังสัตว์ 

ยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นส่วนผสม

ฯลฯ

ปัจจัยสี่รอบตัวมนุษย์มีอะไรอีก ลองช่วยกันทำบัญชีรายการดูเถิด

สิ่งเหล่านี้ พระพุทธศาสนาจะต้องห้ามใช้ทั้งหมด จึงจะถูกต้อง ใช่หรือไม่

....................................................

อย่างไรก็ตาม ไม่ถูกฆ่าเพราะเรื่องกิน ก็ยังต้องนับว่าดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่เมื่อยกเอา “หมื่นชีวิตรอด” ขึ้นมาเป็นเหตุผล วิธีที่ตรงที่สุดก็คือ “ไม่ฆ่า” ไม่ใช่ “ไม่กิน” 

ไม่ฆ่า รอดแน่ 

ไม่กิน ไม่แน่ว่าจะรอด 

เพราะถึงจะไม่ตายเพราะถูกฆ่ากิน ก็อาจจะต้องถูกฆ่าเพราะเหตุอื่นๆ อีกสารพัด

ไม่กิน รอดได้หยิบมือเดียว เฉพาะส่วนที่จะถูกฆ่าเอามากิน

ไม่ฆ่า รอดได้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้น ถ้าปรารถนาจะให้หมื่นชีวิตรอด ต้องพุ่งเป้าไปที่-ไม่ฆ่า ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้มีการฆ่า ไม่ว่าจะฆ่าเพื่อ-หรือเพราะ-เหตุใดๆ ทั้งสิ้น ทำได้อย่างนี้ ไม่ใช่แค่หมื่นชีวิตรอด และไม่ใช่รอดเฉพาะชีวิตที่เอามากินได้ แม้ชีวิตที่กินไม่ได้ก็รอด คือสรรพชีวิตรอดได้ทั้งหมด

..................

และถ้าตามไปดูการฆ่าเพื่อเอามากิน จะเห็นว่าปัจจุบันนี้เป้าใหญ่ที่สุดก็คือมีการเลี้ยงเพื่อฆ่า ทำกันอย่างเป็นอุตสาหกรรม 

อาจกล่าวได้ว่า เนื้อสัตว์ส่วนมากที่สุดที่เรากินกันในชีวิตประจำวันมาจากสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อฆ่า

เพราะฉะนั้น ถ้าจะตัดรากถอนโคนกันจริงๆ จะต้องห้ามเลี้ยงด้วย เพราะมีการเลี้ยงจึงมีการฆ่า-สูตรเดียวกับที่ชอบอ้างกันว่า เพราะมีคนกินจึงมีคนฆ่า

ห้ามเลี้ยง-กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกทันที ใครล่ะจะห้ามได้?

..................

เพราะฉะนั้น ขอสรุปว่า 

(๑) ถ้ามุ่งจะให้มีเมตตา จงฝึกฝนตั้งอารมณ์มองสรรพชีวิตด้วยความรู้สึกว่า “นี่คือเพื่อนรักของเรา” จนเป็นความรู้สึกจริงใจ ไม่ใช่เพียงท่อง-สัพเพ สัตตา ...

ไม่เกี่ยวกับ-ต้องไม่กินอะไรหรือต้องกินอะไร

(๒) ถ้ามุ่งจะให้สรรพชีวิตรอด จงช่วยกันเรียกร้องรณรงค์ให้เลิกฆ่า ไม่ว่าจะฆ่าเพื่ออะไร - ไม่ใช่เพ่งอยู่แต่เรื่องฆ่าเพื่อกิน 

ใครจะกินอะไรหรือไม่กินอะไร ก็ยังคงกินได้ตามอัธยาศัย

ย้ำนะครับ - เขียนเพื่อชวนให้คิดเท่านั้น

กรุณาอย่ามาทะเลาะกับผม

------------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๓ มกราคม ๒๕๖๖

๑๗:๓๐

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ถามว่า ระหว่างเมตตากับขันติ ต่างก็มีมูลคือ อโทสะเหมือนกัน แต่อาการแตกต่างกันเช่นไร?

ตอบ เมตตาเป็นความหวังดีเป็นสภาวะ ส่วนขันติ เป็นการยอมรับความจริงเป็นสภาวะ มีลักษณะเฉพาะดังนี้ :- 

      1. มีการยอมรับความจริงเป็นสภาวะ

      2 มีการกำจัดความขัดเคืองใจเป็นกิจ

      3. มีการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเป็นผลปรากฏ

      4. มีปัญญาที่รู้ความจริงเป็นเหตุใกล้

ดังนั้นที่เราเข้าใจกันว่า โกรธขัดเคืองแล้วอดทนเอาจึงผิดกับตัวสภาวะที่เป็นองค์ธรรมอันมูลเหตุ คือ อโทสะ

เมื่อจัดเป็นสถานะของ

     ศีล เมตตาเป็นปหานศีล คือ เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการทุศีล ด้วยอาการที่ทำให้การทุศีลเกิดขึ้นไม่ได้ เช่น เพราะมีความเมตตาจึงฆ่าสัตว์ไม่ได้ ส่วน

     ขันติ เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการทุศีล ด้วยอาการป้องกันการทุศีล(เป็นสังวรศีล) เช่น... 

     นางปฏาจารา ผู้เป็นธิดาสาวรูปงามของเศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี หนีพิธีวิวาห์ที่มารดาบิดาจัดแจงให้ ไปกับชายคนใช้ซึ่งแอบรักใคร่ชอบพอกันอยู่ ไปอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน ประกอบอาชีพทำไรไถนาที่หมู่บ้านอื่นที่คนไม่รู้จักพวกตน ครั้นนางปฏาจาราตั้งครรภ์ นางจึงอ้อนวอนสามีพากลับไปบ้านมารดาบิดาตามธรรมเนียมประเพณีนิยม สามีพยายามบ่ายเบี่ยงผ้ดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ด้วยเกรงว่าหากกลับไปสู่ตระกูลของภรรยาอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรง เพราะเหตุนี้เมื่อเมื่อครรภ์แก่นางจึงแอบหนีกลับตามลำพังขณะที่สามีออกไปทำงานนอกบ้าน ครั้นสามีทราบความจริงจากเพื่อนบ้าน ก็รีบติดตามจนพบนางระหว่างทาง อ้อนวอนอย่างไรนางก็ไม่ยอมกลับ พลันก็ได้เกิด กัมมัชวาต คือลมเบ่ง สามีจึงพาไปพักใต้ต้นไม้ เมื่อคลอดแล้วความจำเป็นที่จะไปบ้านมารดาบิดาก็หมดไปด่างพากันกลับสู่เรือนของตน

     อยู่มาไม่นานนางก็ตั้งครรภ์อีก นางก็แอบหนีกลับไปบ้านมารดาบิดาตามประเพณีนิยมเหมือนเดิมพร้อมกับอุ้มบุตรคนแรกไปด้วย สามีก็ติดตามมาทันเช่นเคย ขณะนั้นฝนตกอย่างหนักลมพายุก็แรงด้วย สามีจึงต้องหาตัดไม้ทำทำซุ้มให้นางคลอด แต่ก็ถูกงูฉกก้ดตาย นางเศร้าโศกเสียใจมากโอกาสที่จะกลับไป ครองรักเรือนเดิมเป็นอันหมดสิ้นไป พอนางคลอดบุตรคนที่สองแล้ว จึงจูงบุตรคนโตอุ้มบุตรคนเล็กมุ่งกลับสู่เรือนมารดาบิตาของตน ระหว่างทางขณะข้ามแม่น้ำใหญ่ นางต้องอุ้มบุตรคนเล็กไปวางไว้ฝั่งข้างหน้าก่อน เสร็จแล้วจึงจะย้อนกลับมาอุ้มบุตรคนโตภายหลัง ขณะย้อนกลับมากลางแม่น้ำเหยี่ยวก็โฉบคาบเอาลูกคนเล็กของเธอไป นางตกใจหวังจะไล่เหยี่ยว นางจึงโบกไม้โบกมือพร้อมส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก ฝ่ายบุตรคนโตก็สำคัญว่ามารดาเรียกตน เพราะความไร้เดียงสา จึงกระโจนส่งสู่แม่น้ำทันที กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากก็พัดพาหายลับไปทันที เพราะเหตุการณ์เศร้าสะเทือนใจเกิดติดๆกันนางก็เริ่มเบลอร้องให้คร่ำครวญไปว่า" สามีของเราก็มาตายระหว่างทาง บุตรคนเล็กก็ถูกเหยี่ยวโฉบไป บุตรคนโตก็ถูกน้ำพัดไป" นางบ่นเพ้อเช่นนี้แล้วๆเล่าๆ จนมาถึงเมื่องสาวัตถี พอเขาบอกว่า มารดาบิดาพร้อมทั้งพีชายของนาง ถูกเรือนพังทับตาย เพราะฟ้าที่ผ่าลงมาเมื่อคืนตอนฝนตกหนัก เวลานี้ร่างของคนทั้งสามกำลังถูกเผาอยู่เชิงตะกอน เพียงแค่นี้เท่านั้น นางก็เสียสติเพราะยอมรับความจริงที่กระหน่ำซ้ำเติมเธอไม่ไหว หมดสติล้มทั้งยืน พอฟื้นขึ้นมาก็เป็นบ้าเลย ขันติธรรมจึงมีประโยชน์และลักษณะดังได้กล่าวมาแล้วแล นางซัดเซเร่รอนเป็นคนบ้าไปจนถึงพระเชตวันมหาวิหารซึ่งในเวลานั้นพระบรมศาสดาประทับแสดงธรรมอยู่ พระบรมศาสดาทรงทอดพระเนตรเห็นทางเดินมาแต่ไกล ก็ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า"หญืงนี้ ยกเว้นเราเสียแล้ว ก็ไม่มีใครอี่นที่สามารถจะเป็นที่พึ่งได้" จึงทรงกระทำโดยประการที่นางปฏาจารานั้นจะเดินมุ่งหน้าตรงมาวิหารด้วยพุทธานุภาพ ชาวบริษัทที่นั่งฟ้งธรรมอยู่ เห็นนางเดินเข้ามา ก็ร้องบอกกันว่า"พระบรมศาสดากำลังแสดงธรรมอย่าให้หญิงบ้านี้เข้ามานะ" พระบรมศาสดารับสังว่า "พวกท่านจงเปิดทางให้นาง อย่าได้ห้ามนางเลย" เมื่อนางเข้ามายืนอยู่ใกล้เบื้องพระพักตร์แล้ว ก็ทรงตรัสปลอบประโลมด้วยพระมหากรุณาธิคุณว่า "เธอจงได้สติกลับคืนเถิด น้องหญิง"นางปฏาจาราอาศัยพุทธานุภาพ ได้ยินพระสุรเสียงไพเราะดุจเสียงหรหมที่ทรงเปล่งด้วยพระมหากรุณาธิคุณนั้น ก็ได้สติกลับคืนมาในขณะนั้นนั่นเอง

      พอได้สติแล้ว ก็รู้ว่าตนไร้เสื้อผ้า เกิดความละอาย ก็ทรุดต้วลงนั่งยองๆ บุรุษท่านหนึ่งเปลื้องผ้าห่มโยนมาให้ นางนุ่งห่มผ้านั้นแล้วก็เข้าไปถวายบังคมทูลพระบรมศาสดาถึงเรื่องราวที่พ่านมา พร้อมกับขอให้พระองค์เป็นที่พึงแก่นางด้วย พระบรมศาสดาทรงตรัสปลอบนางเพื่อให้คลายความเศร้าโศกเสียใจ จิตใจจักยอมรับความจริงได้หนักแน่นขึ้น ด้วยพรมหากรุณาธิคุณว่า " ดูก่อนปฏาจารา เธออย่าได้คิดมากไปเลย เธอได้มาสู่สำนักของเราผู้สามารถเป็นที่พึ่งของเธอได้แน่นอน ก็ในส้งสารวัฏอันยาวนานนี้ น้ำตาของเธอที่ร้องให้ ในเวลาบุตรเป็นต้นตายไปดุจในบัดนี้นั้น มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 รวมกันเสียอีก" เมื่ทรงทราบว่า นางมีขันติธรรมเข้มแข็งสามารถรับรู้ความจริงได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็แสดงธรรมโปรดนาง ด้วยพระคาถาว่า"น สนฺติ ปุตตา ตาณาย"เป็นต้น จบพระธรรมเทศนานางก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน นี่คือขันติธรรมตามสภาวะที่เป็นลักษณะเฉพาะ หาใช่ตามที่เข้าใจกันไม่ จักเป็นไปได้เช่นไร ก็ในเมื่อตัวสภาวะที่เป็นองค์ธรรมก็ผิดอย่างเห็นประจักษ์ ต่อไปจะหาโอกาสสำทับสภาวะดังกล่าวด้วยการนำเสนอชาดกที่เป็นขันติบารมีชัดๆเพิ่มให้เพื่อนสหธรรมิคได้เข้าใจยิ่งขึ้นครับ


-----------------------

ข้อสังเกต -

- "เมตตา" ธรรมที่จัดอยู่ในหมวดพรหมวิหาร ๔, มีสัตวบัญญัติเป็นอารมณ์ (ปิยมนาปสัตวบัญญัติ) องค์ธรรมคือ อโทสะ ไม่โกรธแล้ว ยังแสดงอาการรักไคร่ปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วย

- "ขันติ" (อโทสะ) มีอารมณ์ได้ทั้ง กาม,มหัคคต,บัญญัติ,โลกุตตร-อารมณ์ / ความหมายของอโทสะที่เป็นขันติ จึงกว้างกว่าเมตตาอโทสะ ... คือลักษณะของขันติอโทสะ ได้แก่ มีความอดทนต่อความยากลำบาก, ความทุกข์-ต่อคำว่ากล่าวติฉินนินทาของผู้อื่น...อดทนต่ออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์...ไปจนถึงอดทนต่อความหนาว-เย็น-ร้อน...หิว,กระหาย...ฯ


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.