แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บวชพระ แสดงบทความทั้งหมด

 


เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๔) 

-----------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

.......................

๓ เรื่องทอดกฐิน (๒)

...................

กฐินพระคือผ้า

กฐินข้าคือเงิน

...................

ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำนี้ เพราะนี่เป็นจุดเพี้ยนใหญ่ที่สุดของเรื่องทอดกฐิน

“กฐินข้าคือเงิน” - หมายถึง กฐินที่ข้าพเจ้าชาวไทยทอดกันในทุกวันนี้ถือว่าเงินสำคัญที่สุด ผ้าเป็นส่วนประกอบ

คนไทยทอดกฐินกันทุกวันนี้ไม่ได้สนใจเรื่องการผลัดเปลี่ยนไตรจีวรของภิกษุ ไม่ได้ติดใจเรื่องการสนับสนุนให้สงฆ์เกิดความสมัครสมานสามัคคีมีน้ำใจร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกิจของสงฆ์และของเพื่อนภิกษุด้วยกัน

ทอดกฐินเสร็จ ถามกันว่าได้เงินเท่าไร สนใจแค่นี้

ค่านิยมนี้ครอบงำความคิดของคนทั่วไป ใครอยากจะเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน คิดอยู่เรื่องเดียว-มีเงินพอหรือเปล่า

ค่านิยมนี้ครอบงำวัดหลายวัด - ถ้าเงินไม่ถึง อย่ามาจองกฐินวัดอาตมา

อย่างสุภาพที่สุดก็บอกว่า เปิดโอกาสให้คนที่มีกำลังมากกว่าเถอะโยม วัดจะได้ประโยชน์มากกว่า

ความผิดเพี้ยนนี้เกิดจาสภาพสังคมด้วย นั่นคือ สมัยนี้ผ้าหาง่าย ไตรจีวรมีพอ ต้องพูดว่ามีเหลือเฟือ การผลัดเปลี่ยนไตรจีวรประจำปีของภิกษุไม่ใช่ปัญหาและไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอีกต่อไป การอาศัยการทอดกฐิน-รับกฐิน-กรานกฐิน เป็นทางแสดงออกถึงความสมัครสมานของสงฆ์ก็พร่ามัวลงไปจนมองแทบไม่เห็น จนในที่สุดก็ไม่มีใครสนใจ

ทอดกฐินได้อานิสงส์แรง ที่เคยถือกันมาแต่กาลก่อน ก็ยังคงถือกันอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่น้ำหนักของอานิสงส์เคลื่อนที่จากผ้าไปอยู่ที่เงิน

“องค์กฐิน” ของคนสมัยก่อนหมายถึงผ้าที่จะนำไปถวายสงฆ์ (“เฉพาะผ้ากฐิน บางทีก็เรียกว่า องค์กฐิน”-พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

“องค์กฐิน” ของคนสมัยนี้หมายถึงพุ่มเงินที่แห่ไปในขบวนกฐิน

ที่ว่ามานี้คือภาพรวมที่เป็นความหมายของคำว่า “กฐินข้าคือเงิน” 

เรื่องนี้ ถ้าไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี เพื่อนก็จะขัดใจกัน นั่นคือ เมื่อเห็นว่ากฐินคือเงินเช่นนี้แล้ว พอใครมาพูดว่า กฐินคือผ้า ก็จะถูกมองว่าคนพูดแบบนี้ไม่เห็นความสำคัญของเงิน 

วัดจำเป็นต้องใช้เงิน การสร้างวัด การดูแลวัด การบูรณปฏิสังขรณ์วัด การบริหารจัดการวัด ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในวัด รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในกระบวนการที่จะทำให้วัดคงเป็นวัดอยู่ได้ต้องใช้เงินทั้งสิ้น จะมาว่าเงินไม่สำคัญได้อย่างไร

เขาบอกว่า-กฐินคือผ้า

ไม่ได้บอกว่า-เงินไม่สำคัญ

ทำไมคิดไกลไปอย่างนั้นได้

เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือ แยกเงินออกจากกฐินให้เด็ดขาด

ทอดกฐิน คือถวายผ้าให้แก่สงฆ์

หาเงิน คือหาเงินให้วัด

แยกกันชัดๆ เป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว

ไม่มีใครปฏิเสธว่าวัดไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หาเงินให้วัดจึงเป็นเรื่องดี จะหาด้วยวิธีไหนก็ช่วยกันหาไป คนที่บอกว่ากฐินคือผ้าก็ไม่เคยไปคัดค้านขัดขวางการหาเงินเข้าวัด มีแต่จะช่วยหา

แม้แต่จะหาเงินด้วยวิธีทอดกฐินนั่นเองก็สามารถทำได้ ไม่ได้ขัดข้องอะไรเลย แต่ต้องไม่ทำให้กฐินเสียหลัก 

หลักของกฐินคือ ๑ เจ้าภาพเดียว ๒ ผ้าผืนเดียว ง่ายๆ แค่นี้

ธรรมเนียมการจองกฐิน และคำว่า “กฐินสามัคคี” เป็นพยานยืนยันว่า คนเก่าเขาเข้าใจหลักนี้ดี

ทำบุญอื่นๆ ไม่ต้องจอง ใครมาก่อนทำก่อน มาทีหลังก็ทำได้อีก ใครสะดวกเมื่อไรทำเมื่อนั้น แต่บุญกฐินทำอย่างนั้นไม่ได้ คนหนึ่งทอดแล้ว คนอื่นจะมาทอดซ้ำอีกไม่ได้ 

นี่คือเหตุผลที่ต้องจอง เพราะจะได้ไม่มาทอดซ้ำซ้อนกัน 

ทอดซ้ำซ้อนกันไม่ได้ เพราะกฐินมีได้เจ้าภาพเดียว

กฐินสามัคคี-เกิดจากแย่งกันเป็นเจ้าภาพ เพราะเจ้าภาพมีได้รายเดียว รายหนึ่งได้ทอด รายอื่นๆ อด ถ้ามีเจ้าภาพได้หลายรายจะต้องแย่งกันทำไม เอ็งอยากทอดก่อน ทอดไป เดี๋ยวข้าทอดทีหลังก็ได้ แต่ทอดกฐินทำแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องแย่งกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งก็คงทอดได้รายเดียวอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงเกิดความคิด ทุกรายรวมกันเป็นรายเดียว เป็นเจ้าภาพเดียว เท่ากับได้ทอดกฐินหมดทุกราย 

นี่คือความหมายเดิมแท้ของคำว่า “กฐินสามัคคี” คือเริ่มต้นด้วยการแย่งกันเป็นเจ้าภาพ แล้วจบลงด้วยการรวมตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกัน-เจ้าภาพเดียว

เมื่อรวมตัวกันเป็นเจ้าภาพเดียวได้ ก็สอดคล้องกับ-ผ้าผืนเดียว เจ้าภาพเดียว ผ้าผืนเดียว ก็ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องมีผ้าของใครของมัน เพราะทุกคนเป็นเจ้าของผ้าผืนเดียวนั้นร่วมกัน กฐินเป็นกองๆ กฐินเป็นคณะๆ ก็ไม่ต้องมี

จะแบ่งเป็นกองเป็นคณะเพื่อจะได้หาเงินได้เยอะๆ ก็แบ่งได้ แต่เมื่อจะน้อมนำผ้ากฐินเข้าไปถวายสงฆ์ ต้องรวมกันให้เหลือเพียงกองเดียวคณะเดียว ซึ่งนั่นก็หมายถึงเจ้าภาพเดียว และมีผ้าผืนเดียวที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ 

ถ้าทำแบบนี้ เงินก็ยังหาได้ กฐินก็ไม่เสียหลัก 

แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ 

แบ่งกฐินเป็นกองๆ เป็นคณะๆ เพื่อที่จะได้หาเงินได้มากขึ้น

ถึงเวลาถวาย ก็กองใครกองมัน คณะใครคณะมัน น้อมนำเข้าไปถวาย

หาเงินได้มาก แต่เสียหลักของกฐิน

นี่คือโทษที่มีมูลรากมาจากคติ “กฐินข้าคือเงิน”

โทษอีกอย่างหนึ่งของการตีค่ากฐินเป็นเงิน-เป็นโทษที่นึกไม่ถึง-ก็คือ เท่ากับเป็นการกีดกันคนจนไม่ให้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพทอดกฐินนั่นเอง

คนจน ทำได้อย่างเดียวคือบริจาคเงินตามมีตามเกิดร่วมสมทบเป็นบริวารกฐิน แต่จะเป็นเจ้าภาพทอดกฐินเองไม่ได้ เพราะมี “กำแพงเงิน” ขวางทางไว้

พอจะไปจองกฐิน ถูกทัก-มีเงินเท่าไร วัดนี้เงินไม่ถึงไม่รับจอง จนแล้วยังไม่เจียมตัว สะเออะจะเป็นเจ้าภาพ ฯลฯ

แม้ไม่พูดออกมาตรงๆ ใจก็คิด ที่ใจคิดก็เพราะถูกครอบงำด้วยคติ-กฐินคือเงิน ทอดกฐินต้องมีเงิน 

ถ้าไม่ช่วยกันแยกเงินออกจากกฐิน แต่ยังพากันเห็นกฐินเป็นเงินอยู่อย่างนี้ ในที่สุดกฐินของพระพุทธองค์ก็จะเพี้ยนจนไม่เหลือเนื้อเดิม

ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน กฐินมีเวลาทอดเพียง ๑ เดือน เราทอดกฐินในความหมายเดิม คือถวายผ้าให้สงฆ์ ได้บุญบริสุทธิ์ ทั้งยังรักษากฐินของพระพุทธองค์ให้เป็นกฐินบริสุทธิ์ได้ด้วย เราก็ยังมีเวลาอีกตั้ง ๑๑ เดือนที่จะช่วยกันหาเงินเข้าวัดได้สบายๆ 

เจ้าภาพรายใด วัดไหน ทอดกฐินหาเงินเข้าวัดด้วย และไม่ทำให้กฐินเสียหลักด้วย ขอกราบอนุโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

.....................

ผู้คนมองเห็นกฐินเป็นเงิน เราคงห้ามไม่ได้ แต่ที่พอจะทำได้ก็คือ ขอร้องขอแรงให้ช่วยกันศึกษาหาความรู้เรื่องกฐิน-และทุกเรื่องที่เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา-ศึกษาไปให้ถึงต้นเรื่องต้นเค้าเดิม จนได้ความรู้ที่ถูกต้องว่าเรื่องเดิมเป็นอย่างไร แล้วช่วยกันเผยแผ่ความรู้นั้นให้แพร่หลายต่อไป 

คนที่รู้เข้าใจแล้ว เมื่อเห็นสิ่งที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน จะได้มองออกบอกถูกว่าตรงกันหรือต่างกันกับของเดิมอย่างไร ต่อจากนั้นก็จะสามารถกำหนดท่าทีของตัวเองได้ว่าควรทำอย่างไรหรือไม่ควรทำอย่างไร

เวลานี้จุดอับ จุดอ่อน หรือจุดบอดของพวกเราชาวพุทธก็คือ ไม่มีอุตสาหะที่จะศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงต้นเรื่องต้นเค้า แต่ใช้วิธีจับเอาเฉพาะที่เห็นที่ทำกันในปัจจุบัน แล้วตัดสินผิดถูกไปตามความเห็นของตัวเอง เรื่องเพี้ยนๆ จึงเกิดขึ้น คงอยู่ และดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น

เมื่อก่อน โครงสร้างการบริหารงานคณะสงฆ์ของเรามีองค์การศึกษา และองค์การเผยแผ่ ซึ่งนับว่าเหมาะสมมาก คือ องค์การศึกษาทำหน้าที่ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเรียนรู้หลักพระธรรมวินัย องค์การเผยแผ่ทำหน้าที่ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเผยแผ่ความรู้ที่ได้มาไปสู่สังคม 

พอเปลี่ยนมาเป็นมหาเถรสมาคม องค์การทั้งหลายที่เคยมีก็สลายตัว ตัวบุคคลที่รับผิดชอบงานก็พร่ามัว การลงมือทำงานก็เลือนราง 

ขอให้ช่วยกันศึกษาหาความรู้ ก็เหมือนพูดกับลม

ขอให้ช่วยกันเผยแผ่ความรู้ที่ได้มาไปสู่สังคม ก็เหมือนพูดกับอากาศ

แม่ทัพนายกองของเรามีครบ

แต่งเครื่องรบพร้อม

แต่ไม่ออกรบ ใครจะทำไม

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๘:๓๑

[full-post]

 


เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๓) 

-----------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

.......................

๓ เรื่องทอดกฐิน (๑)

...................

กฐินพระคือผ้า

กฐินข้าคือเงิน

...................

ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำนี้ เพราะนี่เป็นจุดเพี้ยนใหญ่ที่สุดของเรื่องทอดกฐิน

“กฐินพระคือผ้า” - หมายถึง กฐินที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตไว้ คือการถวายผ้าเพื่อให้พระผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิมชุดเดียวที่ใช้มาทั้งปี

การถวายผ้าเพื่อให้พระผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มชุดเดิมนี่คือเจตนาดั้งเดิมแท้ของการทอดกฐิน ซึ่ง ณ วันนี้คนที่มองเห็นแทบจะไม่มีแล้ว

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดก็ต้องถอยไปตั้งหลักกันที่สมัยพุทธกาล 

สมัยโน้นผ้าหายาก ผู้จะบวชต้องมีเครื่องใช้ประจำตัวครบ-ที่รู้จักกันว่า “อัฐบริขาร” คือเครื่องใช้ ๘ อย่าง 

๓ ใน ๘ คือผ้า ๓ ผืน - ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าห่มกันหนาว ถ้าพูดว่า สบง จีวร สังฆาฏิ คงนึกภาพออกทันที

ความสำคัญของผ้า ๓ ผืนนี้มีแค่ไหน ก็ขอให้ดูที่รายละเอียดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้บวช รายการหนึ่งที่ยกขึ้นมาตรวจสอบคือ -

..................................

“ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ?”

แปลว่า “บาตรจีวรมีครบนะ”

..................................

ถ้าผ้าไตรจีวรมีไม่ครบ ก็บวชไม่ได้

ผ้า-เครื่องนุ่งห่มของภิกษุ ในระยะต้นกำหนดให้ใช้ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ที่เรียกว่า “บังสุกุลจีวร” ตามศัพท์แปลว่า “ผ้าเปื้อนฝุ่น” ซึ่งก็หมายถึงผ้าที่ทิ้งแล้วนั่นเอง ผู้จะบวชต้องไปเที่ยวหาผ้าเช่นนั้นมาเลือกเอาเนื้อผ้าส่วนที่ยังพอใช้ได้มาเย็บปะติดปะต่อเป็นผืน และนี่เองที่มาของจีวรพระที่มีรอยตะเข็บเต็มไปทั้งผืน

หลายคนมีปัญหายังบวชไม่ได้เพราะยังหาผ้าไม่ได้ และมีบางรายที่หมดโอกาสได้บวชเนื่องจากประสบเหตุเสียชีวิตในระหว่างที่กำลังเที่ยวหาผ้าอยู่นั่นเอง - นี่คือความสำคัญของผ้า

“ผ้าป่า” ก็มีปฐมเหตุมาจากการที่ภิกษุต้องใช้ผ้าที่ทิ้งแล้วนี่เอง มูลเหตุของผ้าป่าก็คือ ชาวบ้านที่เข้าใจถึงปัญหาของภิกษุเกี่ยวกับเรื่องต้องใช้ผ้าที่ทิ้งแล้ว ประสงค์จะสงเคราะห์ภิกษุมิให้ต้องลำบากด้วยการเที่ยวหาผ้า จึงทำอุบายเอาผ้าไปวางทิ้งไว้ตามทางที่รู้ว่าจะมีภิกษุผ่านไปมา เมื่อภิกษุไปพบเข้าและเห็นว่าไม่มีตัวเจ้าของอยู่ในที่นั้น ก็จะเก็บผ้านั้นไปทำจีวร

ภิกษุสมัยก่อนอยู่ป่าเป็นพื้น ชาวบ้านก็เอาผ้าไปทอดไว้ตามป่า จึงเรียกผ้าเช่นนั้นว่า “ผ้าป่า” คำบาลีว่า “บังสุกุลจีวร”

ศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุ มีหมวดที่ว่าด้วยผ้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “จีวรวรรค” มีข้อหนึ่งที่บัญญัติว่า “ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์” ในทางปฏิบัติก็คือ ก่อนรุ่งอรุณทุกวัน ภิกษุจะต้องมีผ้าอยู่ติดตัวครบ ๓ ผืน การปฏิบัติเช่นนี้คำเก่าเรียกว่า “รักษาผ้าครอง” และเรียกกิริยาที่มีผ้าอยู่ติดตัวครบ ๓ ผืนว่า “ครองผ้า” นี่ก็แปลว่าการดูแลรักษาผ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก เรื่องนี้พระรุ่นเก่าจะรู้และเข้าใจกันดี แต่พระรุ่นใหม่สมัยนี้ ผมไม่แน่ใจ เผลอๆ อาจจะไม่รู้ว่า “ครองผ้า” คืออะไรด้วยซ้ำไป 

ในพระวินัยปิฎก มีเรื่องหมวดหนึ่งว่าด้วยผ้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “จีวรขันธกะ” อยู่ในลำดับต่อจากเรื่องกฐิน

เรื่องนางวิสาขาทูลขอพุทธานุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝน เรื่องหมอชีวกทูลขอพุทธานุญาตถวายจีวรสำเร็จรูป (คือที่เรียกว่า คหบดีจีวร คู่กับบังสุกุลจีวร) เป็นต้น มีบันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก เรื่องเหล่านี้บอกให้รู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นระหว่างผ้ากับวิถีชีวิตสงฆ์

และเพราะเข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของผ้าเช่นนี้ เมื่อถึงฤดูกาลเปลี่ยนผ้าประจำปีของภิกษุ ชาวบ้านจึงถือเป็นโอกาสถวายผ้ากฐินเป็นการบำเพ็ญบุญพิเศษ 

ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการรับกฐินมีเงื่อนไขที่ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันจะต้องแสดงออกถึงความมีน้ำใจและความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นความสมัครสมานสามัคคีในหมู่สงฆ์ด้วยอีกสถานหนึ่ง ชาวบ้านก็ยิ่งมีศรัทธาอุตสาหะบำเพ็ญบุญทอดกฐินกันเข้มแข็งยิ่งขึ้น 

ในเมืองไทยเรานี้ ถือกันว่าการทอดกฐินเป็นบุญที่มีอานิสงส์แรง นิยมทำกันอย่างคึกคักแข็งแรงมาแต่โบราณนานไกล จนเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่ง ดังเป็นที่ทราบกัน

จุลกฐิน-เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่า คนโบราณเข้าใจดีที่สุดว่ากฐินเป็นเรื่องของการถวายผ้าจริงๆ

จุลกฐินคืออะไร?

ต้นเรื่องจริงๆ ของจุลกฐินก็คือ มีผู้ไปพบวัดที่มีพระจำพรรษาครบองค์สงฆ์ที่จะรับกฐินได้ แต่ไม่มีใครเอากฐินไปทอด 

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ ไปรู้เอาในวันสุดท้ายที่จะหมดเขตทอดกฐิน 

เขตทอดกฐินมีเดือนเดียว คือตั้งแต่ออกพรรษาถึงกลางเดือน ๑๒

สมัยนั้นผ้าไตรไม่ได้มีขายตามร้านขายยาทั่วไปเหมือนสมัยนี้ สมัยก่อนจะบวชลูกชายทีต้องทอผ้า ตัด เย็บ ย้อม ทำผ้าไตรกันเอง ใครเคยรู้บ้าง

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ทางเดียวที่จะช่วยสงเคราะห์สงฆ์ให้ได้กรานกฐิน-ซึ่งก็คือทางเดียวที่จะทอดกฐินได้ ก็คือ ต้องทำผ้ากฐินกันเอง

เริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอด้าย ทอผ้า-ผืนเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ก็คือสบง ตัด เย็บ ย้อม ให้สำเร็จเป็นผ้ากฐิน มีเวลาแค่เช้าชั่วค่ำ เพราะสงฆ์จะต้องกรานกฐินเสร็จก่อนรุ่งอรุณ ลองนึกดูเถิดว่าจะโกลาหลวุ่นวายขนาดไหน ถ้าบริหารจัดการไม่แน่น วางแผนไม่ดี บารมีไม่พอ รับรองได้ว่า-ยากที่จะทำสำเร็จ

ตรงนี้แหละที่เกิดสำนวนไทยว่า “ยุ่งเป็นจุลกฐิน” 

เพราะฉะนั้น ใครสมัยก่อนที่สามารถทำ “จุลกฐิน” ได้สำเร็จ ย่อมควรแก่การน้อมคารวะในศรัทธาประสาทะอย่างแท้จริง

จุลกฐินจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ยืนยันว่า สมัยก่อนผ้ากับพระเป็นเรื่องสำคัญแน่ๆ และหัวใจแท้ๆ ของกฐินคือผ้าผืนเดียวเท่านั้น

“กฐินพระคือผ้า” มีอรรถาธิบายดังบรรยายมา ด้วยประการฉะนี้

...............................................

เรื่องทอดกฐิน ยังไม่สิ้นกระแสความ 

ตอนหน้าว่าด้วย “กฐินข้าคือเงิน”

...............................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๗:๒๙

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.