แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสาวก แสดงบทความทั้งหมด

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระสาวกมี ๓ ประเภท

   เมื่อความหมายสูงสุดของสาวกหมายถึงผู้ฟังธรรมแล้วตรัสรู้สัจธรรม พระสาวกในที่นี้จึงหมายถึงพระอริยบุคคลทั้งหลาย มิใช่ปุถุชนผู้ฟังพระธรรมเทศนาทั่วไป (แต่จะใช้เรียกปุถุชนว่าเป็นสาวกก็ได้ในความหมายว่า “ผู้ฟัง” มิใช่ในความหมายผู้ฟังแล้วตรัสรู้ธรรม)

   ท่านจำแนกพระสาวกเป็น ๓ ประเภท (ในที่นี้หมายเฉพาะพระภิกษุเท่านั้น) คือ 

   ๑. พระอัครสาวก - สาวกผู้เลิศ, ผู้ยอดเยี่ยม มีอยู่ ๒ ท่าน คือ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ในเรื่องนี้ท่านอธิบายว่า ...

   ทั้งสองท่าน “ดำรงอยู่ในความเป็นเลิศด้วยคุณทั้งปวง พร้อมด้วยความพิเศษเพื่อบรรลุบารมีอันอุกฤษฎ์ ในปัญญาและสมาธิตามลำดับ ด้วยการปฏิบัติชอบอันตั่งมั่นเล้ว ตลอดกาลนานต่อเนื่องโดยความเคารพอันนำมาเฉพาะอภินิหารที่เกิคจากเหตุเหล่านั้น เป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจอื่นอย่างดียิ่งของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิอันเป็นตัวธุระ โดย(คือพระสารีบุตรมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ส่วนพระโมกคัลลานะมีสัมมาสมาธิเป็นประธานในการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ)

   แม้เมื่อความเป็นมหาสาวกจะมีอยู่ก็ตาม ก็เรียก (ทั้งสองท่าน) ว่าพระอัครสาวก เพราะทั้งสองท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเป็นเลิศกว่าสาวกทั้งปวงที่ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ (เช่น บำเพ็ญบารมีนานกว่าพระมหาสาวกอื่นๆ) เพราะเป็นใหญ่ด้วยอภินิหาร (อำนาจบุญที่สั่งสมไว้) และเพราะเป็นใหญ่ด้วยความเพียรที่ประกอบไว้ในกาลก่อน (บุรประโยค)

   ๒. พระมหาสาวก - สาวกผู้ใหญ่หรือสาวกชั้นหัวหน้า ซึ่งพระอรรถกถาจารย์จัดไว้ ๘๐ รูป เรียก อีกชื่อว่า พระอสีติมหาสาวก (ในที่นี้มุ่งแสดงประวัติของท่านเหล่านี้)    

   คำว่า อสีติ แปลว่า ๘๐, มหา แปลว่า ใหญ่หรือมาก, สาวก แปลว่า ผู้ฟัง รวมความว่า “ผู้ฟัง หรือผู้ศึกษาธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์จำนวน ๘๐ รูป ” 

   พระเถระทั้ง ๘๐ รูป เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้นนี้ ถูกเรียกว่าพระมหาสาวก (ในพระไตรปิฎกเรียกพวกท่านว่าภิกษุผู้มีชื่อเสียง แต่อรรถกถาเรียกพระอสีติมหาสาวก) เพราะเป็นผู้มี อภินิหารมากกว่าพระปกติสาวก

   ท่านให้คำอธิบายไว้ว่า ...

   “เพราะเป็นสาวกผู้ใหญ่ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และเป็นผู้สำเร็จคุณวิเศษอันดียิ่งในสันดานของตน โดยความเป็นผู้ใหญ่ด้วยอภินิหาร และเป็นผู้ใหญ่ด้วยบุรพประโยค เหมือนภาวนาพิเศษอันเป็นส่วน เบื้องต้นของท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (หมายถึงผู้ถึงทิฏฐิคือบรรลุสัมมาทิฏฐิ) เป็นคุณวิเศษที่ปรารถนาได้แน่ เพราะเป็นผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา (สัทธาวิมุตติ) และของผู้เป็นอุภโตภาควิมุตติ (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ หลุดพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ และหลุดพ้นจากนามกายด้วยอริยมรรค) ก็เป็นคุณวิเศษที่ปรารถนาได้แน่ เพราะเป็นผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา ฉะนั้น” (เถร.อ.๔/๕๖๒)

   ๓. พระปกติสาวก - สาวกธรรมดา หมายถึงภิกษุอริยสาวกที่ไม่ได้เป็นพระอัครสาวกและ พระมหาสาวก แต่เป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ กันไป ซึ่งท่านอธิบายว่า... 

   “พระอริยสาวกเหล่าใด เปรียบ (ด้วยคุณวิเศษ) ไม่ได้เลยกับพระอัครสาวก และพระมหาสาวก โดยที่แท้มีเป็นร้อยเป็นพัน พระอริยสาวกเหล่านั้นเป็นพระปกติสาวก” ( เถร.อ. ๔/๕๖๒)    

   พระสาวกทั้ง ๓ ประเภท แตกต่างกันด้วยระยะเวลาบำเพ็ญบารมี ความปรารถนาพิเศษ คุณวิเศษ และความเป็นเอตทัคคะเป็นต้น แต่ทุกรูปมีความเหมือนกันก็คือความเป็นพระสาวกของพระบรมศาสดา 

   ต่อไป จะกล่าวถึงประวัติของพระมหาสาวกหรือพระอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

   ๑. พระมหาสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ๔๑ รูป    

   ๒. พระมหาสาวกที่ไม่ได้เป็นเอตทัคคะ ๓๙ รูป

รายชื่อและความชำนาญของพระมหาสาวกที่เป็นเอตทัคคะ

   เอตทัคคะ แปลว่า ที่สุด ประเสริฐ ความยอดเยี่ยมยิ่ง ความเป็นเลิศ ความชำนาญเฉพาะ เป็นฐานะหรือฐานันดรที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องด้วยพระองค์เอง ๔๑ ท่าน ดังนี้

   ๑. พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเลิศด้านรัตตัญญู 

   ๒. พระสารีบุตร เป็นเลิศด้านมีปัญญามาก 

   ๓. พระมหาโมคคัลลานะ เป็นเลิศด้านมีฤทธิ์มาก 

   ๔. พระมหากัสสปะ เป็นเลิศด้านถือธุดงค์

   ๕. พระอนุรุทธะ เป็นเลิศด้านมีทิพยจักษุ 

   ๖. พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร เป็นเลิศด้านเกิดตระกูลสูง 

   ๗. พระลกุณฑกภัททิยะ เป็นเลิศด้านมีเสียงไพเราะ

   ๘. พระปิณโฑลภารทวาชะ เป็นเลิศด้านบันลือสีหนาท

   ๙. พระปุณณมันตานีบุตร เป็นเลิศด้านธรรมกถึก

   ๑๐. พระมหากัจจายนะ เป็นเลิศด้านแสดงธรรมย่อให้พิสดาร

   ๑๑. พระจูฬปันถก เป็นเลิศด้านเนรมิตมโนมัยกาย และฉลาดในเจโตวิวัฏฏ์

   ๑๒. พระมหาปันถก เป็นเลิศด้านฉลาดในปัญญาวิวัฏฏ 

   ๑๓. พระสุภูติ เป็นเลิศด้านอรณวิหารีและผู้เป็นทักขิไณย

   ๑๔. พระเรวตขทิรวนิยะ เป็นเลิศด้านอยู่ป่า

   ๑๕. พระกังขาเรวตะ เป็นเลิศด้านฌาน

   ๑๖. พระโสณโกฬิวิสะ เป็นเลิศด้านเพียรเด็ดเดี่ยว

   ๑๗. พระโสณกุฏิกัณณะ เป็นเลิศด้านกล่าวธรรมไพเราะ 

   ๑๔. พระสีวลี เป็นเลิศด้านมีลาภมาก

   ๑๙. พระวักกลิ เป็นเลิศด้านสัทธาธิมุต

   ๒๐. พระราหุล เป็นเลิศด้านใคร่ิจับสลากเป็นปฐม

   ๒๓. พระวังคีสะ เป็นเลิศด้านมีปฏิภาณมาก

   ๒๔. พระอุปเสนวังคันตบุตร เป็นเลิศด้านเป็นที่เลื่อมใสไปทั่ว 

   ๒๕. พระทัพพมัลลบุตร เป็นเลิศด้านจัดแจงเสนาสนะ 

   ๒๖. พระปิลินทวัจฉะ เป็นเลิศด้านเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดา

   ๒๗. พระพาหิยทารุจิริยะ เป็นเลิศด้านตรัสรู้เร็ว

   ๒๘. พระกุมารกัสสปะ เป็นเลิศด้านแสดงธรรมได้วิจิตร

   ๒๙. พระมหาโกฏฐิตะ เป็นเลิศด้านปฏิสัมภิทา

   ๓๐. พระอานนท์ เป็นเลิศด้านพหูสูต, มีสติ, มีคติ, มีธิติ และพุทธอุปฐาก 

   ๓๑. พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นเลิศด้านมีบริษัทใหญ่

   ๓๒. พระกาฬุทายี เป็นเลิศด้านทำให้ตระกูลเลื่อมใส

   ๓๓. พระพักกุละ เป็นเลิศด้านมีอาพาธน้อย

   ๓๔. พระโสภิตะ เป็นเลิศด้านระลึกชาติ

   ๓๕. พระอุบาลี เป็นเลิศด้านทรงพระวินัย

   ๓๖. พระนันทกะ เป็นเลิศด้านให้โอวาทภิกษุณี    

   ๓๗. พระนันทะ เป็นเลิศด้านสำรวมอินทรีย์ 

   ๓๘. พระมหากัปปินะ เป็นเลิศด้านให้โอวาทภิกษุ 

   ๓๙. พระสาคตะ เป็นเลิศด้านฉลาดในเตโชธาตุ

   ๔๐. พระราธะ เป็นเลิศด้านทำให้เกิดปฏิภาณ    

   ๔๑. พระโมฆราช เป็นเลิศด้านทรงจีวรเศร้าหมอง

(อง.เอก.ข้อ ๑๔๖-๑๔๙)

หลักในการแต่งตั้งเอตทัคคะ 

   แม้ว่าภิกษุสาวกครั้งพุทธกาลจะมีอยู่จำนวนมาก แต่มีเพียง ๔๑ ท่านเท่านั้นที่พระศาสดาตรัส ยกย่องหรือแต่งตั้งว่าเป็นเอตทัคคะ คือเป็นภิกษุสาวกผู้มีความสามารถเป็นเลิศเฉพาะด้าน ซึ่งท่านแจงว่าทรงแต่งตั้งด้วยเหตุผล ๔ ประการ คือ

   ๑. อัตถุปปัตติโต ยกย่องตามเรื่องที่เกิดขึ้น คือ ภิกษุหรือพระเถระนั้น ได้แสดงความสามารถออกมาทันทีและสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ

   ท่านยกตัวอย่างตอนที่พระศาสดาประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ดาวดึงสพิภพ เพื่อแสดงธรรมโปรดอดีตพระพุทธมารดา ครั้งนั้น พระโมคคัลลานะดำลงไปในพื้นดินใต้ภูเขาสิเนรุแล้ว ปรากฏกายถวายบังคมในดาวดึงส์ กราบทูลถามวันเวลาเสด็จกลับโลกมนุษย์ (มหาชนก็ชื่นชมพระโมคคัลลานะว่ามีฤทธิ์มาก)

   ตอนเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ที่ประตูเมืองสังกัสสะ พระสารีบุตรได้ถวายบังคมก่อนคนอื่นๆ จากนั้นทรงเริ่มถามปัญหาสำหรับปุถุชน ผู้เป็นปุถุชนก็ตอบได้ ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค ผู้เป็นพระโสดาบันก็ตอบได้ จนถึงปัญหาที่พระสารีบุตรตอบได้คนเดียว มหาชนก็ชื่นชมว่าพระสารีบุตรมีปัญญามาก ดังนี้เป็นต้น

   ๒. อาคะมะนะโต - ยกย่องตามกำลังความปรารถนาและบารมีที่ได้สั่งสมไว้แต่ปางก่อน หมายถึงว่าท่านเหล่านั้นได้สะสมและเพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย พร้อมทั้งความโดดเด่นในคุณสมบัติด้านนั้นๆมายาวนานหลายแสนชาติ เช่นที่ตรัสว่

   “สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาแต่ในปัจจุบันนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในอดีตกาล สมัยที่เธอบวชเป็นฤษี ๕๐๐ ชาติ ก็ได้เป็นผู้มีปัญญามากเหมือนกัน” (ดูความโดดเด่นได้จากอดีตชาติของแต่ละท่าน)  

   ๓. จิณณะวะสิโต - ยกย่องตามความเชี่ยวชาญความชำนาญยิ่งในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ คือ เป็น ความเชี่ยวชาญหรือความชำนาญเป็นพิเศษที่ปรากฏชัดในชาติปัจจุบัน อันท่านเหล่านั้นประพฤติบ่อยๆ ทั้งก่อนเป็นพระอรหันต์และหลังเป็นพระอรหันต์แล้ว เช่น พระสารีบุตรก่อนบวชก็เป็นผู้มีปัญญาคิดและ

แสวงหาคําตอบในเรื่องโมกขธรรมเนืองๆ

   ๔. คุณาติเรกะโต-ยกย่องตามคุณพิเศษที่มีเหนือกว่าภิกษุรูปอื่น แม้ในหมู่ภิกษุผู้มีความ สามารถอย่างเดียวกัน คือ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ภิกษุสาวกอื่นก็มีคุณวิเศษไม่เทียบเท่าภิกษุรูปนั้น ดังนั้น ภิกษุรูปนั้นจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ

   ท่านว่า . . .

“ในเหตุ ๔ อย่างนั้น พระเถระบางรูปย่อมได้ตำแหน่งเอตทัคคะโดยเหตุอย่างเดียว บางรูปได้โดย เหตุ ๒ อย่าง บางรูปได้โดยเหตุ ๓ อย่าง และบางรูปได้โดยเหตุทั้ง ๔ อย่าง เช่นท่านพระสารีบุตร"  (องฺ.อ.๑/๑/๒๒๘-๒๔๐)


[full-post]



อัตตชีวประวัตพระอัครสาวกผู้เลิศด้วยปัญญา "สารีบุตร"

พระสารีบุตร (สันสกฤต: ศฺริปุตฺร; บาลี: สาริปุตฺต) เป็นพระภิกษุชาวอินเดีย ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระโคตมพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าพระภิกษุทั้งปวงในด้านสติปัญญา นอกจากนี้ พระสารีบุตรยังมีคุณธรรมในด้านความกตัญญู และการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่พุทธศาสนาอีกด้วย จึงมีคำยกย่องภิกษุรูปนี้ว่าเป็น "ธรรมเสนาบดี" (แม่ทัพธรรม) คู่กับพระพุทธเจ้าที่เป็น "ธรรมราชา"

พระสารีบุตรเกิดเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่นิพพานเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนกฤติกา (เดือนสิบสอง) ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน

ประวัติ
สถานะเดิม
พระสารีบุตรเมื่อแรกเกิดมีชื่อว่า "อุปติสสะ" เป็นบุตรของนางพราหมณี ชื่อ "สารี" และนายพราหมณ์ ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอุปติสคามแห่งตำบลตำบลนาลกะ หรือตำบลนาลันทา ชื่อ "วังคันตะ" คำว่า "อุปติสสะ" หมายความว่า ชาวบ้านอุปติสคาม อุปติสสะนั้นมีน้องชายสามคน คือ พระจุนทะ พระอุปเสน พระเรวัตตะ และมีน้องสาวอีกสามคน คือ นางจาลา อุปจาลา และสีสุปจาลา ในวันเดียวกับที่นางพรามหณ์สารีให้กำเนิดอุปติสสะนั้น ยังเป็นวันที่ครอบครัวข้างเคียงให้กำเนิดบุตรชื่อว่า "โกลิตะ" หรือต่อมาคือพระมหาโมคคัลลานะ อีกด้วย

ครอบครัวของนางพราหมณีสารีนั้นมีความมั่งคั่งสมบูรณ์พร้อมมูลพอ ๆ กับครอบครัวของโกลิตะ นิสัยใจคอของทั้งอุปติสสะและโกลิตะก็คล้ายคลึงกัน ท่านทั้งสองได้คบหาและเล่าเรียนด้วยกันมาแต่เล็ก ๆ จนเติบใหญ่ นอกจากนี้ ครอบครัวของทั้งสองก็ยังคบหาสมาคมกันมาถึง 7 ชั่วรุ่น ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนรักกันอย่างยิ่ง

การออกจากเพศฆราวาส
วันหนึ่ง อุปติสสะและโกลิตะไปเที่ยวเล่นในงานรื่นเริงประจำปีในกรุงราชคฤห์ ขณะชมมหรสพอยู่นั้นก็เกิดความสลดใจขึ้นมาอย่างเดียวกันว่า กิจกรรมเหล่านี้ช่างไร้สาระสิ้นดี หาประโยชน์แก่นสารมิได้เลย ควรจะหาสิ่งใดเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและหลุดพ้นจากบ่วงเช่นนี้ อีกสองวันจึงพากันไปบวชในสำนักของสัญชัยเวลัฏฐบุตร ณ กรุงราชคฤห์นั้นเอง และสำเร็จการศึกษาในสำนักนั้นโดยใช้เวลาเพียงสองสามวัน เมื่อจบแล้วก็ออกจากสำนัก แต่ยังไม่พึงพอใจเพราะเห็นว่าความรู้จากสำนักนั้นหาใช่ที่ตนค้นหาไม่ จึงตกลงแยกกันไปตามหาครูผู้สามารถสอนความจริงของโลกให้ประจักษ์ได้อย่างแท้จริง และสัญญากันว่าถ้าใครเจอครูเช่นว่าแล้วก็จะมาบอกกันมิได้อำพราง

บรรลุโสดาบันและบวชในพระพุทธศาสนา
พระอัสสชิเถระอันเป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ หลังจากได้ฟังธรรมจาก พระพุทธองค์ จนบรรลุอรหันต์แล้ว วันหนึ่งท่านถือบาตรและจีวร ไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่ อุปติสสะได้พบพระอัสสชิเถระ ประทับใจในอิริยาบถน่าเลื่อมใส สำรวมดี ของท่านพระอัสสชิเถระ ผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ จึงได้ตามท่านพระอัสสชิเถระไปข้างหลัง รอคอยโอกาสอยู่ แล้วสอบถาม พระอัสสชิเถระได้แสดงความลึกซึ้งในคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า

ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียดทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือ ตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้

เมื่ออุปติสสะได้ฟังก็ได้บรรลุโสดาบัน

หลังจากนั้น อุปติสสะกราบลาพระอัสสชิเถระ แล้วนำธรรมะที่ได้รับฟังมา ไปบอกเพื่อนสนิทคือโกลิตะ จนได้บรรลุโสดาบัน เช่นเดียวกัน ทั้งสองได้ไปชวนสัญชัยปริพาชก ให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่สัญชัยปริพาชกปฏิเสธ ทั้งสองจึงได้พาปริพาชก 250 คน ไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์ หลังจากฟังธรรมครั้งนั้น ปริพาชก 250 คนบรรลุอรหัตผล แต่อุปติสสะและโกลิตะ ยังคงบรรลุเพียงโสดาบันเช่นเดิม พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทั้งหมดด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภายหลังบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านอุปติสสะมีชื่อเรียกใหม่ว่าสารีบุตร

บรรลุเป็นพระอรหันต์
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน (หลังจากที่พระสารีบุตรบวชในพระพุทธศาสนา) ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชกูฏ นครราชคฤห์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระสารีบุตร ช่วงเวลานั้น ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน (ลุง) พระสารีบุตร เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามปัญหา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ ทิฏฐิและเวทนา ทีฆนขะได้บรรลุโสดาบัน ส่วนพระสารีบุตรนั้น ท่านกำลังถวายงานพัดพระพุทธองค์ ท่านได้ยินธรรมเหล่านั้นอยู่ด้วยก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ ซึ่งเหตุการณ์ถัดไป พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ให้กับพระอรหันต์ 1,250 รูป รวมอัครสาวกทั้งสองด้วย มีดังนี้

บริวารของชฎิล 3 พี่น้อง 1,003 คน
บริวารของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ 250

เป็นผู้เลิศทางปัญญา
หลังจากพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ จำพรรษาและแสดงพระอภิธรรม ณ ดาวดึงส์ เสด็จลงมา ณ ประตูเมืองสังกัสสะ พระสารีบุตรพร้อมทั้งภิกษุ ภิกษุณี และสาธุชนจำนวนมาก มาเฝ้ารอรับเสด็จ

พระพุทธองค์ได้ตรัสถามปัญหาในวิสัยของปุถุชนเป็นต้น พวกปุถุชนแก้ปัญหาได้ ในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่สามารถจะแก้ปัญหา ในวิสัยของพระโสดาบันได้ พระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้นก็เหมือนกัน ไม่สามารถจะแก้ปัญหา ในวิสัยของพระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระสกทาคามีเป็นต้น พระมหาสาวกที่เหลือ ไม่สามารถจะแก้ปัญหา ในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะไม่ สามารถจะแก้ปัญหา ในวิสัยของพระสารีบุตรเถระได้ แม้พระสารีบุตรเถระ ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน

ในครั้งนั้น มหาชนจึงได้รู้จักพระสารีบุตร ว่า เป็นผู้เลิศทางปัญญา
พระสารีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก ฯ
เอตทัคคบาลี อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐

ธรรมบรรยายของพระสารีบุตร
พระสารีบุตรได้แสดงธรรมอันลึกซึ้ง ปรากฏอยู่มากมายในพระไตรปิฎก เช่น

- คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 31
- สังคีติสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 11
- ทสุตตรสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 11
- ตอนท้ายของธรรมทายาทสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 12
- อนังคณสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 12
- สัมมาทิฏฐิสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 12
- มหาหัตถิปโทปมสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 12
- ธนัญชานิสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 13
- ฉันโนวาทสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 14
- ชัมพุขาทกสังยุตต์ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 18

บั้นปลายชีวิต
ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านพระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่าอายุสังขารจวนจะสิ้นแล้ว ปรารถนาจะไปโปรดมารดา (คือนางสารี) ที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่และยังมีความขัดเคืองต่อพระพุทธศาสนาเพราะเหล่าน้องๆของท่านได้หนีเข้ามาบวชจนไร้ผู้สืบสกุล จึงกราบทูลลานิพพานกับพระพุทธองค์ว่าจะนิพพานที่บ้านเกิด เมื่อท่านไปถึงบ้านเดิมแล้ว ได้เกิดปักขันทิกาพาธขึ้นในคืนนั้น ในเวลาที่พระสารีบุตรกำลังอาพาธอยู่นั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ท้าวสักกะ และท้าวมหาพรหม ก็ได้เสด็จลงมาเข้าเยี่ยมท่านเป็นครั้งสุดท้าย มารดาได้เห็นเข้าจึงถามพระสารีบุตร เมื่อท่านตอบก็ทำให้มารดาคิดว่า บุตรชายคนโตของตนมีอานุภาพมาก ขนาดทำให้เหล่าเทวดาและพรหมที่เชื่อว่าเป็นเทพสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ต่างก็มาไหว้ และพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดาของบุตรชายคนโตของตนจะมีอานุภาพขนาดไหน ทำให้จิตของมารดาน้อมไปในทางพระพุทธศาสนา พระสารีบุตรก็ได้เทศนาโปรดมารดา จนนางสารีได้บรรลุโสดาบัน คืนนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนสิบสอง พระสารีบุตรก็ปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิด รุ่งขึ้นพระจุนทะ (ผู้เป็นน้อง) ได้ทำฌาปนกิจสรีระพระเถรเจ้า เสร็จแล้วเก็บอัฏฐิธาตุ นำไปถวายพระบรมศาสดา ณ วัดเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี พระพุทธองค์โปรดให้ก่อเจดีย์ บรรจุอัฏฐิธาตุของพระสารีบุตร ไว้ ณ ที่นั้น

คุณความดีของพระสารีบุตร
พระสารีบุตรท่านมีคุณความดีที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องไว้มากมาย ขอยกมาเฉพาะบางเรื่องที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้

๑) พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่า เป็นผู้มีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตด้วยกัน ตัวอย่างครั้งหนึ่งที่กรุงเทวทหะ ภิกษุพากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลลาจะไปปัจฉาภูมิชนบท พระองค์ตรัสให้ไปลาพระสารีบุตร เพื่อท่านสารีบุตรจะได้แนะนำสั่งสอน ในการไปของพวกเธอ จะได้ไม่เกิดความเสียหาย
๒) ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นคู่กับพระมหาโมคคัลลานะ เช่น ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ... สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนม ผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วนั้น สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนสูงกว่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีคำยกย่องว่า พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา และพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย
๓) มีคำเรียกยกย่องพระสารีบุตร อีกอย่างหนึ่งว่า พระธรรมเสนาบดี ซึ่งเป็นคู่กับพระบรมศาสดาว่า พระธรรมราชา
๔) พระสารีบุตรเป็นผู้มีปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนา คือ ชี้แจงแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจได้ชัดเจน
๕) ท่านเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที พึงเห็นตัวอย่างได้จาก เมื่อท่านได้ฟังธรรมเทศนาที่พระอัสสชิแสดง ได้ธรรมจักษุแล้วมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมาท่านก็นับถือพระอัสสชิว่าเป็นอาจารย์ ทำการเคารพอยู่เสมอ แม้ได้ยินข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เมื่อท่านจะนอน ท่านจะนมัสการไปทางทิศนั้นก่อน แล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น อีกตัวอย่างหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรยังราธพราหมณ์ให้อุปสมบท เพราะระลึกถึงคุณที่ราธพราหมณ์ ได้ถวายบิณฑบาตแก่ท่านเพียงทัพพีเดียว
๖) ก่อนที่ท่านจะนิพพาน มารดาของท่าน (คือ นางสารี) ซึ่งเป็นมารดาของเหล่าพระอรหันต์ทั้ง ๗ องค์ ได้แก่ ท่าน พระจุนทะ พระอุปเสน พระเรวัตตะ พระจาลาเถรี พระอุปจาลาเถรี และพระสีสุปจาลาเถรี แต่ นางสารี ก็ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ มีความขัดเคืองกับพระพุทธศาสนาที่บรรดาลูกๆต่างพากันหนีไปออกบวชหมดจนไร้สืบสกุล ท่านพระสารีบุตรปรารถนาจะไปโปรดมารดาและนิพพานที่นั้น ตอนแรกมารดาของท่านก็คิดว่าท่านคงจะมาสึกตอนแก่ แต่แล้วมารดาของท่านก็ได้เห็นฤทธานุภาพของบุตรชายจากการที่ได้เห็นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ พระอินทร์ และท้าวมหาพรหม มาเข้าเยี่ยมท่านเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้มารดาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้ฟังธรรมกถาจากพระสารีบุตรก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน การที่บุตรได้ชักนำบุพการี ให้นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนได้มรรคผล นับเป็นการตอบแทนคุณอย่างยอดเยี่ยม

------------
ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/พระสารีบุตร


ขับเคลื่อนโดย Blogger.