แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บาลีวันละคำ แสดงบทความทั้งหมด


มหาบาลีวิชชาลัย สถาบันสอนภาษาบาลีสำหรับบุคคลทั่วไป

คีรีวัน มารัญชยะ 

§ รตนตฺตย กับ รตนตฺย อย่างไหนเหมาะสมกว่า

-----------------------------------------------

§ คำว่า ตย สำเร็จมาจาก ติ + ณ ปัจจัยในอเนกตัทธิต (สมูหตัทธิต) แปลง อิ เป็น อย มีวิเคราะห์ว่า

ติณฺณํ สมูโห - ตยํ. (หมู่แห่งสาม ท. ชื่อว่า ตย)

หรือวิเคราะห์ว่า

ตโย อํสา อสฺสาติ – ตยํ. (มีส่วนสาม)¹

§ คำว่า ตย ตรงกับสันสกฤตว่า ตฺรย โดยสำเร็จมาจาก ตฺริ + ตยปฺ (ตย) ปัจจัย มีวิเคราะห์ว่า

ตฺรโย'วยวา อสฺย - ตฺริตยํ ตฺรยมฺ. (มีส่วนสาม)²

รูปหลังคือ ตฺรย ให้แปลง ตยปฺ เป็น อยจฺ (อย)³

§ คำว่า รตนตฺตย สำเร็จมาจาก รตน + ตย (ซ้อน ตฺ) มีวิเคราะห์ว่า

รตนานํ ตยํ - รตนตฺตยํ. (หมู่สาม แห่งรัตนะ ท. ชื่อว่า รตนตฺตย)

§ การซ้อน ตฺ เข้ามาในภาษาบาลีคล้อยตามนัยสันสกฤตที่มีรูปเป็นสังโยคว่า รตฺนตฺรย (รตฺน + ตฺรย) เมื่อมาสู่ภาษาบาลี ร ถูกกลืนเป็น ต ดังนี้

ตฺรย > ตฺตย > ตย เมื่อสมาสกับคำอื่นจึงต้องซ้อน ตฺ เข้ามา แต่ถ้าอยู่ลำพัง ตฺต ก็ลดเหลือเพียง ต

§ คำว่า รตนตฺตย ไม่สามารถแปลงเป็น รตนตฺย เหมือน ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส (ปฏิสนฺถารวุตฺติ + อสฺส) เนื่องจากไม่ได้มาจากรูปเดิมว่า รตนตฺติ เวลาเข้าสมาสและทำสนธิกับ อานุภาเวน จึงมีรูปตามปกติว่า รตนตฺตยานุภาเวน หากมีผู้แย้งว่า รตนตฺยานุภาเวน ลบ ต เพื่อรักษาฉันท์ก็ไม่มีเหตุอันควร เพราะทำให้เสียรูปศัพท์ทางภาษา ทั้งนี้บาทคาถาดังกล่าวสามารถใช้เป็นนวักขริกะได้


----------------------

¹ในสีลขันธวรรค อภินวฎีกา แสดงวิเคราะห์ไว้ว่า ติณฺณํ สมูโห,

ตีณิ วา สมาหฏานิ, ตโย วา อวยวา อสฺสาติ ตยํ.

² สํขฺยายา อวยเว ตยปฺ. (Pāṇini 5.2.42), อํเศ สํขฺยายาสฺ ตยฏฺ. (Cān. 4.2.46)

³ ทฺวิตฺริภฺยำ ตยสฺยายชฺ วา. (Pāṇini 5.2.43), ทฺวิตฺริภฺยามยฑฺ วา. (Cān. 4.2.47) 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,727)

จาตุทสี

วันทำความดีเป็นพิเศษ

“จาตุทสี” พจนานุกรมฯ บอกคำอ่านว่า [-ทะสี] คือบอกเฉพาะคำหลัง ส่วนคำหน้า คือ “จาตุ-” ไม่ได้บอกคำอ่าน ถ้ามีเฉพาะ “จาตุ” คำเดียว ไม่ต้องบอกคำอ่านก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าอ่านตรงๆ ว่า จา-ตุ แต่เมื่อมี “ทสี” มาต่อท้ายเป็น “จาตุทสี” ย่อมชวนให้สงสัยว่า -ตุ + ท- จะอ่านอย่างไร

อ่านว่า จา-ตุ-ทะ-สี เหมือนในคำเดิม

หรืออ่านว่า จา-ตุด-ทะ-สี โดยถือว่า ท เป็นกึ่งตัวสะกด = ตุท(ทะ)สี

ในบาลี คำนี้เขียน “จาตุทฺทสี” (ท 2 ตัว) อ่านว่า จา-ตุด-ทะ-สี

ในภาษาไทย ตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่งตามหลักนิยม เขียนเป็น “จาตุทสี” (ท ตัวเดียว) ก็น่าจะอ่านเท่าคำเดิม คือ จา-ตุด-ทะ-สี

ลองออกเสียง จา-ตุ-ทะ-สี เทียบกับ จา-ตุด-ทะ-สี จะเห็นว่า ตุด-ทะ เสียงกลมกลืนเป็นธรรมชาติมากกว่า ตุ-ทะ

บาลี “จาตุทฺทสี” ประกอบด้วยคำว่า จาตุ + ทสี

(๑) “จาตุ” 

รูปคำเดิมเป็น “จตุ” อ่านว่า จะ-ตุ เป็นศัพท์จำพวก “สังขยา” (คำสำหรับนับจำนวน) แปลว่า สี่ (จำนวน 4)

สมาสกับ “ทสี” ทีฆะ อะ ที่ จ- เป็น อา (จตุ > จาตุ)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“จาตุ- : (คำวิเศษณ์) แปลงมาจาก จตุ หมายความว่า สี่, ใช้ประกอบหน้าคําที่มาจากภาษาบาลี.”

(๒) “ทสี”

อ่านว่า ทะ-สี รูปคำเดิมเป็น “ทส” อ่านว่า ทะ-สะ เป็นศัพท์สังขยา แปลว่า สิบ (จำนวน 10) 

โปรดสังเกตว่า “ทส” บาลีอ่านว่า ทะ-สะ ก็จริง แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย (เป็น “ทศ” รูปสันสกฤต) เราอ่านว่า ทด ถ้ามีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย เช่น “ทศวรรษ” เราอ่านว่า ทด-สะ-วัด ไม่ใช่ ทะ-สะ-วัด

จตุ + ทส ซ้อน ทฺ ระหว่างศัพท์ 

: จตุ + ทฺ + ทส = จตุทฺทส (จะ-ตุด-ทะ-สะ) แปลว่า “สิบสี่” (จำนวน 14)

จำนวน “สิบสี่” ในบาลี นอกจาก “จตุทฺทส” แล้วยังเป็น “จุทฺทส” (จุด-ทะ-สะ) อีกรูปหนึ่ง

“จตุทฺทส” ใช้เป็นคำวิเศษณ์ (บาลีเรียก “วิเสสนะ”) ขยายคำว่า “ติถิ” 

..............

แถม :

“ติถิ” (ติ-ถิ) แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย” “เวลาที่รักษาไว้” หมายถึง วัน, โดยเฉพาะวันตามจันทรคติ (a lunar day)

“ติถิ” ภาษาไทยใช้เป็น “ดิถี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ดิถี : (คำนาม) วันตามจันทรคติ เช่น ขึ้นคํ่าหนึ่ง แรม ๒ คํ่า, ใช้ว่า ดฤถี ก็มี. (ป., ส. ติถิ).”

..............

“ติถิ” ในบาลีเป็นอิตถีลิงค์ “จตุทฺทส” จึงต้องเปลี่ยนรูปเป็นอิตถีลิงค์ด้วย โดยการลง อี ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ และทีฆะ อะ ที่ จ-(ตุ) เป็น อา

: จตุทฺทส + อี = จตุทฺทสี > จาตุทฺทสี (ติถิ) แปลว่า “ดิถีที่สิบสี่”

ในภาษาไทย ตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “จาตุทสี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“จาตุทสี : (คำนาม) ดิถีที่ ๑๔ (คือ วัน ๑๔ คํ่า). (ป. จาตุทฺทสี; ส. จตุรฺทศี).”

ขยายความ :

มีบทอาราธนาธรรมวันอุโบสถบทหนึ่งว่า -

..............

จาตุทฺทสี  ปณฺณรสี

ยา  จ  ปกฺขสฺส  อฏฺฐมี

กาลา  พุทฺเธน  ปญฺญตฺตา

สทฺธมฺมสฺสวนสฺสิเม.

แปลว่า -

วันเหล่านี้คือ สิบสี่ค่ำ สิบห้าค่ำ 

และแปดค่ำแห่งปักษ์

เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

เพื่อการฟังพระสัทธรรม

..............

ขยายความว่า วันธรรมสวนะคือวันฟังธรรมตามหลักนิยมในพระพุทธศาสนา มีเดือนละ 4 วัน คือ (1-2) วันขึ้นและแรม 8 ค่ำ (3) วันเดือนเพ็ญ คือขึ้น 15 ค่ำ และ (4) วันเดือนดับ คือแรม 15 ค่ำ หรือ 14 ค่ำ 

วันเหล่านี้ก็คือที่เราเรียกรู้กันเป็นสามัญว่า “วันพระ”

ในที่นี้ “จาตุทฺทสี” หมายถึง 14 ค่ำที่เป็นวันสิ้นเดือนตามจันทรคติ

เดือนตามจันทรคติ คือ เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน 3 ฯลฯ ถ้าเป็นเดือนคู่ คือเดือนยี่ เดือน 4 เดือน 6 เดือน 8 เดือน 10 เดือน 12 จะมีเดือนละ 30 วัน ข้างขึ้น 15 วัน ข้างแรม 15 วัน วันสิ้นเดือนคือแรม 15 ค่ำ

ถ้าเป็นเดือนคี่ คือเดือนอ้าย เดือน 3 เดือน 5 เดือน 7 เดือน 9 เดือน 11 จะมีเดือนละ 29 วัน ข้างขึ้น 15 วัน ข้างแรม 14 วัน วันสิ้นเดือนคือแรม 14 ค่ำ

คำบาลีว่า “จาตุทฺทสี” ในคำอาราธนาธรรมดังที่ยกมาข้างต้น หมายถึงวันสิ้นเดือนคือแรม 14 ค่ำเช่นนี้แหละ

ดังนั้น แรม 14 ค่ำจึงมีนัยเป็น 2 คือ -

แรม 14 ค่ำในเดือนคู่ เป็นวันธรรมดา

แรม 14 ค่ำในเดือนคี่ เป็นวันธรรมสวนะ

..............

ดูก่อนภราดา!

: ความดีทำวันไหนก็ได้-ตามที่คนรุ่นใหม่สมมุติ

: แต่สำหรับชาวพุทธ วันพระคือวันที่กำหนดให้ทำความดี

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,703)


อสีตยานุพยัญชนะ

รูปคำก็จำยาก

รายละเอียดก็จำยาก

แต่ควรศึกษาไว้ให้มาก-เป็นพุทธบูชา

อ่านว่า อะ-สี-ตะ-ยา-นุ-พะ-ยัน-ชะ-นะ

แยกศัพท์เป็น อสีติ + อนุพยัญชนะ

(๑) “อสีติ” 

อ่านว่า อะ-สี-ติ แปลว่า แปดสิบ (จำนวน 80) ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “ปกติสังขยา” คือคำบอกจำนวนของสิ่งที่นับ คู่กับ “ปูรณสังขยา” คือคำบอกเฉพาะลำดับของสิ่งที่นับ

แวะหาความรู้ :

“ปกติสังขยา” เช่นพูดว่า “อสีติ  มหาสาวกา” = พระมหาสาวก 80 องค์ (รวมหมดทั้ง 80 องค์)

“ปูรณสังขยา” เช่นพูดว่า “อสีติโม  มหาสาวโก” = พระมหาสาวกองค์ที่ 80 (เฉพาะองค์ที่ 80 องค์เดียว)

(๒) “อนุพยัญชนะ” 

อ่านว่า อะ-นุ-พะ-ยัน-ชะ-นะ ประกอบด้วยคำว่า อนุ + พยัญชนะ 

(ก) “อนุ” เป็นคำอุปสรรค มีความหมายว่า -

(1) ภายหลัง, ข้างหลัง (after, behind)

(2) ไปยัง, ตรงไปยังเป้าหมาย, ดำเนินต่อไป, ข้ามไปยัง, ข้างหน้า (for, towards an aim, on to, over to, forward)

นักเรียนบาลีท่องจำคำแปล “อนุ” ว่า น้อย, ภายหลัง, ตาม, เนืองๆ

(ข) “พยัญชนะ” ภาษาไทยอ่านว่า พะ-ยัน-ชะ-นะ บาลีเป็น “พฺยญฺชน” 

โปรดสังเกตว่ามีจุดใต้ พฺ บังคับให้ พฺ กับ ย ต้องอ่านควบกัน

ออกเสียงว่า เพียน-ชะ-นะ จะได้เสียงที่ตรง

อีกรูปหนึ่งเป็น “วฺยญฺชน” (เวียน-ชะ-นะ) 

วฺ แปลงเป็น พฺ เป็นหลักเกณฑ์ที่พบได้เสมอ เช่น :

วิเศษ > พิเศษ 

วิจารณ์ > พิจารณ์

เวลา > เพ-ลา

ดังนั้น : วฺยญฺชน > พฺยญฺชน 

“พฺยญฺชน” รากศัพท์มาจาก -

(1) วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + อญฺช (ธาตุ = ไป, ถึง) + ยุ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ วิ) เป็น ย, ว เป็น พ, ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: วิ > วฺย + อญฺช = วฺยญฺช + ยุ > อน = วฺยญฺชน > พฺยญฺชน แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งเป็นเครื่องให้ถึงภัตโดยพิเศษ” (คือทำให้รู้รสชาติอาหาร หรือช่วยให้กินอาหารได้อย่างออกรส) หมายถึง เครื่องปรุง, แกง, กับข้าว (condiment, curry)

“พฺยญฺชน” ในความหมายนี้มักมาคู่กับ “สูป” (สู-ปะ) คือ น้ำเนื้อต้ม, ซุป, แกง (broth, soup, curry)

ตามความเข้าใจทั่วไป สูป กับ พฺยญฺชน เมื่อพูดควบคู่กัน จะแยกความหมายกันชัดเจน คือ :

“สูป” หมายถึง กับข้าวชนิดที่เป็นน้ำ ( = น้ำๆ)

“พฺยญฺชน” หมายถึง กับข้าวชนิดที่ไม่เป็นน้ำ ( = แห้งๆ)

(2) วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + อญฺช (ธาตุ = ประกาศ) + ยุ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ วิ) เป็น ย, ว เป็น พ, ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: วิ > วฺย + อญฺช = วฺยญฺช + ยุ > อน = วฺยญฺชน > พฺยญฺชน แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ประกาศความหมาย”

“พฺยญฺชน” ตามรากศัพท์ข้อนี้ มีความหมายดังนี้ :

(1) ตัวหนังสือ (letter) 

ความหมายนี้มักมาคู่กับ “อตฺถ” > อรรถะ (อัด-ถะ) ซึ่งแปลว่า เนื้อความ, ความหมาย, ความสำคัญ, การหมายถึง (sense, meaning, import (of a word), denotation, signification) เช่นในคำว่า -

- แปล “โดยพยัญชนะ” (according to the letter, by letter, orthographically)

- แปล “โดยอรรถ” (according to its meaning, by the correct sense)

(2) เครื่องบ่งชี้, เครื่องหมาย, คุณลักษณะติดตัว, เครื่องหมายเฉพาะ, ลักษณะพิเศษ (sign, mark, accompanying attribute, distinctive mark, characteristic), เครื่องหมายเพศ เช่น -

- ปุริสวฺยญฺชน = อวัยวะเพศของบุรุษ (membrum virile)

- อุภโตพฺยญฺชนก = มีลักษณะของทั้งสองเพศ, กะเทย (having the characteristics of both sexes, hermaphrodite) 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -

(สะกดตามต้นฉบับ อนึ่ง ความหมายของคำไทยบางคำโปรดเทียบเคียงกับคำอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน)

“วฺยญฺชน : (คำนาม) ‘วยัญชน, พยัญชนะ,’ เครื่องหมาย; ลักษณะ, ลิงค์หรือเครื่องหมายบอกลักษณะ; เครา; ส่วน- ภาค- หรือองค์ที่ลับ; อุปสกร, เครื่องชูรสอาหาร (ได้แก่-น้ำสอซ, น้ำปลา, น้ำพริก, ฯลฯ); อักษรตัวหนึ่งในหมวดพยัญชนะ (อันมิใช่สระ); สาลังการพจน์หรืออุปมาโวหาร; บริภาษณ์; a token; an insignia; the beard; A privy part; sauce or condiment; a consonant; a figurative expression; an irony, a sarcasm.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “พยัญชนะ” ไว้ว่า -

(1) เสียงพูดที่เปล่งออกมาโดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ในปากและคอ เช่น เสียง ป โดยทั่วไปจะออกเสียงพยัญชนะร่วมกับเสียงสระ, เสียงพยัญชนะ ก็เรียก.

(2) ตัวอักษรที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะ เช่น ก ข, รูปพยัญชนะ ก็เรียก, ตัวหนังสือ เช่น แปลโดยพยัญชนะ.

(3) กับข้าวที่ไม่ใช่แกง, คู่กับ สูปะ ซึ่งหมายถึง แกง. (ป. พฺยญฺชน, วฺยญฺชน; ส. วฺยญฺชน).

(4) ลักษณะของร่างกาย.

สรุปว่า “พยัญชนะ” ไม่ได้หมายถึงตัวหนังสืออย่างเดียวดังที่เรามักคุ้นกัน

ในที่นี้ “พยัญชนะ” หมายถึง ลักษณะของร่างกาย

อนุ + พฺยญฺชน = อนุพฺยญฺชน แปลว่า “ลักษณะที่ละเอียดของร่างกาย”

อสีติ + อนุพฺยญฺชน แปลง อิ ที่ (อสี)-ติ เป็น ย (อสีติ > อสีตฺย), “ทีฆะสระหลัง” คือ อะ ที่ อ-(นุ...) เป็น อา 

อสีติ + อนุพฺยญฺชน = อสีติอนุพฺยญฺชน > อสีตฺยอนุพฺยญฺชน > อสีตฺยานุพฺยญฺชน อ่านแบบได้เสียงบาลีว่า อะ-สีด-เตีย-นุ-เพียน-ชะ-นะ แปลว่า “ลักษณะที่ละเอียดของร่างกายแปดสิบแห่ง”

“อสีตฺยานุพฺยญฺชน” ใช้ในภาษาไทยเป็น “อสีตยานุพยัญชนะ” อ่านแบบไทยว่า อะ-สี-ตะ-ยา-นุ-พะ-ยัน-ชะ-นะ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“อสีตยานุพยัญชนะ : (คำนาม) ลักษณะน้อย ๆ ในร่างกายของผู้ที่เป็นพระมหาบุรุษมี ๘๐ อย่าง คือ ผู้ที่จะเป็นพระมหาบุรุษต้องสมบูรณ์ด้วยลักษณะสําคัญ ๓๒ อย่าง ซึ่งเรียกว่า มหาปุริสลักษณะ มีรอยพระบาทเป็นลายรูปจักรและอื่น ๆ ตามแบบเป็นต้น และสมบูรณ์ด้วยอสีตยานุพยัญชนะ. (ป.).”

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “อนุพยัญชนะ” แสดงรายการ “อสีตยานุพยัญชนะ” ไว้ดังนี้ -

..............

อนุพยัญชนะ : ลักษณะน้อยๆ, พระลักษณะข้อปลีกย่อยของพระมหาบุรุษ (นอกเหนือจากมหาบุรุษลักษณะ ๓๒) อีก ๘๐ ประการ คือ 

๑. มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทอันเหลืองงาม 

๒. นิ้วพระหัตถ์แลนิ้วพระบาทเรียวออกไปโดยลำดับแต่ต้นจนปลาย

๓. นิ้วพระหัตถ์ แลนิ้วพระบาทกลมดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี

๔. พระนขาทั้ง ๒๐ มีสีอันแดง

๕. พระนขาทั้ง ๒๐ นั้นงอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนมิได้ค้อมลงเบื้องต่ำดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง

๖. พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลมสนิทกันมิได้เป็นริ้วรอย

๗. ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะมิได้สูงขึ้นปรากฏออกมาภายนอก

๘. พระบาททั้งสองเสมอกันมิได้ย่อมใหญ่กว่ากันมาตรว่าเท่าเมล็ดงา 

๙. พระดำเนินงามดุจอาการเดินแห่งกุญชรชาติ

๑๐. พระดำเนินงามดุจสีหราช

๑๑. พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์

๑๒. พระดำเนินงามดุจอุสภราชดำเนิน

๑๓. ขณะเมื่อยืนจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปเบื้องขวาก่อน

๑๔. พระชานุมณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ บ่มิได้เห็นอัฏฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก

๑๕. มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์คือมิได้มีกิริยามารยาทคล้ายสตรี

๑๖. พระนาภีมิได้บกพร่อง กลมงามมิได้วิกลในที่ใดที่หนึ่ง

๑๗. พระอุทรมีสัณฐานอันลึก

๑๘. ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ์

๑๙. ลำพระเพลาทั้งสองกลมงามดุจลำสุวรรณกัททลี

๒๐. ลำพระกรทั้งสองงามดุจงวงแห่งเอราวัณเทพยหัตถี

๒๑. พระอังคาพยพใหญ่น้อยทั้งปวงจำแนกเป็นอันดี คือ งามพร้อมทุกสิ่งหาที่ตำหนิบ่มิได้

๒๒. พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรจะบางก็บางตามที่ทั่วทั้งพระสรีรกาย

๒๓. พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนึ่ง

๒๔. พระสรีรกายทั้งปวงปราศจากต่อมและไฝปานมูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง

๒๕. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยตามลำดับทั้งเบื้องบนแลเบื้องล่าง

๒๖. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง

๒๗. ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติ ประมาณถึงพันโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ

๒๘. มีพระนาสิกอันสูง

๒๙. สัณฐานพระนาสิกงามแฉล้ม

๓๐. มีพระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องต่ำมิได้เข้าออกกว่ากัน เสมอเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก

๓๑. พระทนต์บริสุทธิ์ปราศจากมูลมลทิน

๓๒. พระทนต์ขาวดุจดังสีสังข์

๓๓. พระทนต์เกลี้ยงสนิทมิได้เป็นริ้วรอย

๓๔. พระอินทรีย์ทั้ง ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นอาทิงามบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

๓๕. พระเขี้ยวทั้ง ๔ กลมบริบูรณ์

๓๖. ดวงพระพักตร์มีสัณฐานยาวสวย

๓๗. พระปรางค์ทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน

๓๘. ลายพระหัตถ์มีรอยอันลึก

๓๙. ลายพระหัตถ์มีรอยอันยาว

๔๐. ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง บ่มิได้ค้อมคด

๔๑. ลายพระหัตถ์มีรอยแดงรุ่งเรือง

๔๒. รัศมีพระกายโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ

๔๓. กระพุ้งพระปรางทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์

๔๔. กระบอกพระเนตรกว้างแลยาวงามพอสมกัน

๔๕. ดวงพระเนตรกอปรด้วยประสาททั้ง ๕ มีขาวเป็นอาทิผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

๔๖. ปลายเส้นพระโลมาทั้งหลายมิได้งอมิได้คด

๔๗. พระชิวหามีสัณฐานอันงาม

๔๘. พระชิวหาอ่อนบ่มิได้กระด้าง

๔๙. พระกรรณทั้งสองมีสัณฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ

๕๐. ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม

๕๑. ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวยบ่มิได้หดหู่ในที่อันใดอันหนึ่ง

๕๒. แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้น บ่มิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง

๕๓. พระเศียรมีสัณฐานงามเหมือนฉัตรแก้ว

๕๔. ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน

๕๕. พระนลาฏมีสัณฐานอันงาม

๕๖. พระโขนงมีสัณฐานอันงามดุจคันธนูอันก่งไว้

๕๗. พระโลมาที่พระโขนงมีเส้นอันละเอียด

๕๘. เส้นพระโลมาที่พระโขนงงอกขึ้นแล้วล้มราบไปโดยลำดับ

๕๙. พระโขนงนั้นใหญ่

๖๐. พระโขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร

๖๑. ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระกาย

๖๒. พระสรีรกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ

๖๓. พระสรีรกายมิได้มัวหมอง ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์

๖๔. พระสรีรกายสดชื่นดุจดวงดอกปทุมชาติ

๖๕. พระสรีรสัมผัสอ่อนนุ่มสนิทบ่มิได้กระด้างทั่วทั้งพระกาย

๖๖. กลิ่นพระกายหอมฟุ้งดุจกลิ่นสุคนธกฤษณา

๖๗. พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น

๖๘. พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระกาย

๖๙. ลมอัสสาสะปัสสาสะลมหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด

๗๐. พระโอษฐ์มีสัณฐานอันงามดุจแย้ม

๗๑. กลิ่นพระโอษฐ์หอมดุจกลิ่นอุบล

๗๒. พระเกสาดำเป็นแสง

๗๓. กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ

๗๔. พระเกสาหอมดุจกลิ่นโกมลบุปผชาติ

๗๕. พระเกสามีสัณฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น

๗๖. พระเกสาดำสนิททั้งสิ้น

๗๗. พระเกสากอปรด้วยเส้นอันละเอียด

๗๘. เส้นพระเกสามิได้ยุ่งเหยิง

๗๙. เส้นพระเกสาเวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ์ทุกๆ เส้น

๘๐. วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา กล่าวคือถ่องแถวแห่งพระรัศมีอันโชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ ฯ

นิยมเรียกว่า อสีตยานุพยัญชนะ.

..............

ดูก่อนภราดา!

: ความดี ไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสตรีหรือบุรุษ

: ความบริสุทธิ์ ก็ไม่ได้สงวนไว้เฉพาะบุรุษหรือสตรี


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,726)

ลัคนา

มาจากภาษาอะไร

อ่านว่า ลัก-คะ-นา

“ลัคนา” เป็นคำที่ใช้ในโหราศาสตร์ เช่น -

ลัคนาสถิตราศีกันย์

อาทิตย์กุมลัคน์

ลัคนกาล

ลัคนทิน

คำว่า “ลัคน-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) “ลัคน์” และ “ลัคนา” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ลัคน-, ลัคน์, ลัคนา : (คำนาม) ราศีที่ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกในเวลาเจ้าของชะตาเกิด เช่น นาย ก เกิดเวลา ๑๑.๐๐ น. ลัคนาสถิตราศีกันย์, ในดวงชะตาถ้าอาทิตย์อยู่ในราศีเดียวกับลัคน์ เรียกว่า อาทิตย์กุมลัคน์; เวลาหรือวันที่ถือว่าเป็นมงคลสําหรับลงมือทําการใด ๆ, ถ้าเป็นเวลาที่เป็นมงคล เรียกว่า ลัคนกาล ถ้าเป็นวันที่เป็นมงคล เรียกว่า ลัคนทิน เช่น โหรคํานวณว่าวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็น ลัคนทิน เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็น ลัคนกาล เป็นวันและเวลาที่เหมาะสําหรับทําพิธีรดนํ้าแต่งงาน.”

พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่า “ลัคน-” “ลัคน์” “ลัคนา” เป็นภาษาอะไรหรือมาจากภาษาอะไร แต่คำทั้ง 3 รูปนี้เป็นคำเดียวกันแน่

ในบาลีมีคำว่า “ลคน” และ “ลคฺคน” รากศัพท์มาจาก ลคฺ (ธาตุ = เกี่ยวข้อง, ติด, ข้อง; สงสัย) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: ลคฺ + ยุ > อน = ลคน (ละ-คะ-นะ)

และซ้อน คฺ ระหว่างธาตุกับปัจจัย

: ลคฺ + คฺ + ยุ > อน = ลคฺคน (ลัก-คะ-นะ)

“ลคน” และ “ลคฺคน” แปลตามศัพท์ว่า “การเกี่ยวข้อง” “การติดข้อง”

“ลคน” และ “ลคฺคน” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) การเกาะติด (adhering)

(2) การคล้อง, การทำให้มั่น (slinging round, making fast)

บาลี “ลคน” และ “ลคฺคน” สันสกฤตเป็น “ลคฺน” (บาลี ลคน ไม่มีจุดใต้ -ค- อ่านว่า ละ-คะ-นะ, สันสกฤต ลคฺน มีจุดใต้ -คฺ- อ่านว่า ลัก-เนียะ)

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้

(สะกดตามต้นฉบับ)

“ลคฺน : (คำนาม) ‘ลัคน์, ลัคนะ, ลัคนา,’ การขึ้นแห่งราศี; ไวดาลิก, กวีและนักขับร้อง; the rising of a sign; a bard, a poet and singer; - ค. อันเพ่งฉเพาะ; มีความอาย; ติดต่อกับ; intent on; ashamed; connected with.”

คิดเล่นสนุกๆ :

รูปคำที่นิยมพูดกันสั้นๆ ในภาษาโหร คือ “ลัคน์” อ่านว่า ลัก รูปและเสียงชวนให้ลากเข้าไปหาคำว่า lock (ล็อค) ในภาษาอังกฤษ ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปคือ ใส่กุญแจ ปิดประตูไม่ให้เข้า ทำให้ติดอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของ “ลัคน์” อย่างยิ่ง

นี่คือลักษณะอย่างหนึ่งที่นักภาษาเรียกภาษาอังกฤษและบาลีสันสกฤตว่า Indo-European languages พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปลว่า แขกปนฝรั่ง ภาษาแขกและฝรั่งที่มีรากร่วมกัน

อภิปราย :

คำนิยามในสันสกฤตที่ว่า “การขึ้นแห่งราศี” (the rising of a sign) สอดคล้องกับคำนิยามในพจนานุกรมฯ ที่ว่า “ราศีที่ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกในเวลาเจ้าของชะตาเกิด”

พิจารณาตามรากศัพท์และความหมายที่แสดงมา น่าจะยุติได้ว่า “ลัคน-” “ลัคน์” “ลัคนา” ในภาษาไทยมาจากบาลี “ลคน” “ลคฺคน” และสันสกฤต “ลคฺน” นั่นเอง

ดังนั้น พจนานุกรมฯ น่าจะใส่วงเล็บไว้ข้างท้ายคำนิยามได้อย่างมั่นใจว่า (ส. ลคฺน; ป. ลคน, ลคฺคน)

“ลัคน-” “ลัคน์” “ลัคนา” มีความหมายและมีแง่มุมที่น่ารู้อย่างไรอีก นอกเหนือจากความหมายที่พจนานุกรมฯ ให้ไว้ ถ้าผู้มีความรู้ทางโหราศาสตร์จะกรุณาช่วยกันอธิบายขยายความเพิ่มเติมให้พิสดารออกไปอีก ก็จะเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์สำหรับผู้สนใจสืบไป

..............

ดูก่อนภราดา!

: ราหูกุมลัคน์ กลัวนักนี่กระไร

: กิเลสกุมใจ อะไรจะน่ากลัวกว่ากัน


ทองย้อย แสงสินชัย
บาลีวันละคำ (3,725)

อุปายาส
เพชรเม็ดหนึ่งในบาลี
ภาษาไทยอ่านว่า อุ-ปา-ยาด
บาลีอ่านว่า อุ-ปา-ยา-สะ
“อุปายาส” รากศัพท์มาจาก อุป + อายาส
(๑) “อุป” 
ความรู้เกี่ยวกับคำว่า “อุป-” :
“อุป-” (ขีด - ข้างหลังหมายความว่าไม่ใช้ตามลำพัง แต่ใช้นำหน้าคำอื่นเสมอ) อ่านว่า อุ-ปะ- เป็นคำจำพวกที่ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “อุปสรรค” 
นักเรียนบาลีท่องจำคำแปลกันมาว่า “อุป : เข้าไป, ใกล้, มั่น” 
“อุป” ในบาลีใช้ในความหมายตามบริบทต่างๆ ประมวลได้ดังนี้ -
(1) ข้างบน, บน (on upon, up)
(2) ข้างนอก (out) 
(3) สุดแต่ (up to) 
(4) สูงขึ้น, ข้างต้น (higher, above)
(5) ใกล้ชิด, ใกล้เคียง, ใกล้ (close by, close to, near)
(6) ทีเดียว, โดยประการทั้งปวง (quite, altogether)
(7) เกือบ, ราว ๆ, ค่อนข้าง, เล็กน้อย, รอง, โดย --, น้อย ๆ, ทำตามแบบ (nearly, about, somewhat, a little, secondary, by -- , miniature, made after the style of)
แต่ในที่นี้ “อุป” มีความหมายเฉพาะ ไม่ตรงกับความหมายดังที่แสดงมานี้ (ดูข้างหน้า)
(๒) “อายาส”
บาลีอ่านว่า อา-ยา-สะ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ; ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ”) + ยสฺ (ธาตุ = พยายาม, ขยัน, หมั่น; อา + ยสฺ = ท้อแท้, เศร้า) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ต้นธาตุ “ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” (ยสฺ > ยาส)
: อา + ยสฺ = อายสฺ + ณ = อายสณ > อายส > อายาส (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ความท้อแท้” “ความเศร้า” หมายถึง ความยุ่งยาก, ความเสียใจ (trouble, sorrow)
อุป + อายาส = อุปายาส (อุ-ปา-ยา-สะ) แปลว่า “ความเสียใจอย่างยิ่ง”
“อุป” เมื่อนำหน้าหรือรวมกับ “อายาส” (อุป + อายาส = อุปายาส) ท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า “ภุโส  อติวิย  อายาโส  อุปายาโส” (คัมภีร์ปัญจิกา* ภาค 3 หน้า 313)
..............
หมายเหตุ: *ปัญจิกา เป็นชื่อคัมภีร์ประเภทอัตถโยชนา (คือคัมภีร์อธิบายศัพท์และแนะวิธีแปล มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “โยชนา”) ของคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินีซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนวิชาแปลมคธเป็นไทยชั้น ป.ธ.9
..............
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อุปายาส” ว่า [a kind of] trouble, turbulence, tribulation, unrest, disturbance, unsettled condition (ความทุกข์ยาก [ชนิดหนึ่ง], ความระทม, ความยากลำบาก, ความไม่สงบ, ความโกลาหล, ภาวะที่ไม่ราบรื่น)
นักธรรมะของเรานิยมแปล “อุปายาส” ว่า “ความคับแค้นใจ”
พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร บอกไว้ว่า -
“อุปายาส : (คำนาม) ความคับใจ, ความแค้นใจ, ความลำเค็ญใจ เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง.”
คำว่า “อุปายาส” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 

ขยายความ :
“อุปายาส” ที่นักธรรมของเราน่าจะคุ้นกันดี-โดยเฉพาะท่านที่ชอบทำวัตรสวดมนต์ ก็คือที่แสดงไว้ใน “สังเวคปริกิตตนปาฐะ” ที่สวดต่อท้ายบททำวัตรเช้า ดังจะขอยกมาเสนอเพื่อเป็นการเจริญสติดังนี้ (ในที่นี้เขียนแบบบาลีไทย) -
..............
ชาติปิ ทุกขา
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์
ชะราปิ  ทุกขา
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
มะระณัมปิ  ทุกขัง
แม้ความตายก็เป็นทุกข์
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์
อัปปิเยหิ  สัมปะโยโค  ทุกโข
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ  วิปปะโยโค  ทุกโข
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ยัมปิจฉัง  นะ  ละภะติ  ตัมปิ  ทุกขัง
ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์
สังขิตเตนะ  ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา
ว่าโดยสรุป อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์
..............
ดูก่อนภราดา!
: ในบาลีมีเพชรเม็ดงามๆ อยู่ทั่วไป
: เรียนบาลีแบบลิงเห็นผลไม้ก็ไม่เห็นเพชร



ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,724)

อโนดาต
สระที่ไม่คาดว่าจะมีจริง
อ่านว่า อะ-โน-ดาด
“อโนดาต” บาลีเป็น “อโนตตฺต” อ่านว่า อะ-โน-ตัด-ตะ รากศัพท์มาจาก (1) น + อวตตฺต (2) น + โอตตฺต
(๑) “น” 
บาลีอ่านว่า นะ เป็นศัพท์จำพวกนิบาต แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not) 
“น” เมื่อไปประสมกับคำอื่น มีกฎดังนี้ - 
(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ให้แปลง น เป็น อ (อะ) 
(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ คือ อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ให้แปลง น เป็น อน (อะ-นะ)
ในที่นี้ “อวตตฺต” และ “โอตตฺต” ขึ้นต้นด้วยสระ (คือ อ- และ โอ-) จึงแปลง น เป็น อน
(๒) “อวตตฺต”
บาลีอ่านว่า อะ-วะ-ตัด-ตะ รากศัพท์มาจาก อว (คำอุปสรรค = ลง) + ตปฺ (ธาตุ = ร้อน, เดือดร้อน) + ต ปัจจัย, แปลง ปฺ ที่สุดธาตุเป็น ต 
: อว + ตปฺ = อวตปฺ + ต = อวตปฺต > อวตตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ร้อนลง” หมายถึง ความร้อนปกคลุมลงมา
รากศัพท์ อว + ตปฺ มีรูปวิเคราะห์ (กระบวนการกระจายคำเพื่อหาความหมาย) เต็มๆ ดังนี้ -
..............
สูริยรํสิสมฺผุฏฺฐาภาเวน น อวตปฺปติ อุทกเมตฺถาติ อโนตตฺโต = น้ำในสระนั้นย่อมไม่ร้อนเพราะไม่ถูกแสงอาทิตย์ เหตุนั้น สระนั้นจึงชื่อว่า “อโนตตฺโต” = สระที่มีน้ำไม่ร้อนเพราะไม่ถูกแสงอาทิตย์
..............
(๓) “โอตตฺต” 
บาลีอ่านว่า โอ-ตัด-ตะ รากศัพท์มาจาก โอ (คำอุปสรรค = ลง) + ตปฺ (ธาตุ = ร้อน, เดือดร้อน) + ต ปัจจัย, แปลง ปฺ ที่สุดธาตุเป็น ต 
: โอ + ตปฺ = โอตปฺ + ต = โอตปฺต > โอตตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ร้อนลง” หมายถึง ความร้อนแผดเผาลงมา
รากศัพท์ โอ + ตปฺ มีรูปวิเคราะห์เต็มๆ ดังนี้ -
..............
นตฺถิ สูริยานํ สนฺตาเปหิ โอตตฺตํ อุณฺหํ อุทกํ เอตฺถาติ อโนตตฺโต = น้ำร้อนเพราะดวงอาทิตย์แผดเผาในสระนั้นย่อมไม่มี เหตุนั้น สระนั้นจึงชื่อว่า “อโนตตฺโต” = “สระที่ไม่มีน้ำร้อน”
..............
น + อวตตฺต แปลง น เป็น อน แปลง อว เป็น โอ
: น + อวตตฺต = อนวตตฺต > อโนตตฺต แปลตามศัพท์ว่า “สระที่มีน้ำไม่ร้อนเพราะไม่ถูกแสงอาทิตย์”
น + โอตตฺต แปลง น เป็น อน
: น + โอตตฺต = อโนตตฺต แปลตามศัพท์ว่า “สระที่ไม่มีน้ำร้อน” 
..............
บาลี “อโนตตฺต” ใช้ในภาษาไยเป็น “อโนดาต” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 
“อโนดาต : (คำนาม) ชื่อสระ ๑ ในสระทั้ง ๗ ในป่าหิมพานต์ ได้แก่ ๑. สระอโนดาต ๒. สระกัณณมุณฑะ ๓. สระรถการะ ๔. สระฉัททันตะ ๕. สระกุณาละ ๖. สระมัณฑากินี ๗. สระสีหัปปปาตะ. (ป. อโนตตฺต).”

ขยายความ :
คัมภีร์อรรถกถาแถลงเหตุที่สระนั้นได้นามว่า “อโนดาต” ไว้ดังนี้ -
..............
จนฺทิมสุริยา  ทกฺขิเณน  วา  อุตฺตเรน  วา  คจฺฉนฺตา  ปพฺพตนฺตเรน  ตตฺถ  โอภาสํ  กโรนฺติ  ฯ  อุชุํ  คจฺฉนฺตา  น  กโรนฺติ  ฯ  เตเนวสฺส  อโนตตฺโตติ  สงฺขา  อุทปาทิ  ฯ
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เมื่อโคจรไปทางทิศทักษิณหรือทิศอุดร ก็โคจรไปตามระหว่างภูเขา ส่องแสงไปที่ภูเขานั้น ไม่ส่องแสงผ่านสระนั้นไปตรงๆ เหตุนั้นแล สระนั้นจึงเกิดนามบัญญัติว่า “อโนดาต” แปลว่า “ดวงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง”
ที่มา:
ปปัญจสูทนี ภาค 3 หน้า 42 (อรรถกถาโปตลิยสูตร)
มโนรถปูรณี ภาค 3 หน้า 354 (อรรถกถาอัฏฐกนิบาต)
..............
คัมภีร์จักกวาฬทีปนียกคำอธิบายเรื่องสระอโนดาตในอรรถกถามาแสดงไว้ ดังนี้ -
..............
จริงอยู่ ในอรรถกถาทั้งหลายมีอรรถกถาอัฏฐกนิบาต อังคุตรนิกายเป็นต้น ได้พรรณนาสระอโนดาตไว้อย่างนี้ว่า “สระอโนดาตนั้นมีท่าเป็นที่อาบซึ่งมีน้ำปราศจากมลทินเช่นกับแก้วผลึก มีสัตว์น้ำ เช่น ปลา และเต่า มีกระดานหินอันจูงใจ มีบันไดทองและบันไดแก้วมณีจัดแจงไว้เป็นอันดี เป็นที่สรงสนานของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพ และเป็นที่อาบของฤๅษีผู้มีฤทธิ์ เป็นที่เล่นอุทยานกรีฑาของเทวดาและยักษ์เป็นต้น. ในข้างทั้งสี่ของสระอโนดาตนั้น มีปาก ๔ คือ ปากราชสีห์ ปากช้าง ปากม้า ปากโคอุสภะ ซึ่งเป็นทางไหลออกแห่งแม่น้ำทั้งสี่. ที่ฝั่งแม่น้ำซึ่งไหลออกจากปากราชสีห์ มีราชสีห์มากกว่าสัตว์อื่น ที่ฝั่งแม่น้ำซึ่งไหลออกจากปากช้าง ปากม้า ปากโคอุสภะ ก็มีช้าง มีม้า มีโคอุสภะมากกว่าสัตว์อื่น.”
ที่มา: จักกวาฬทีปนี 
กรมศิลปากร จัดพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๒๓ หน้า ๓๙ 
..............
ดูก่อนภราดา!
: การที่เราไม่เคยเห็น ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นไม่มี
: เพราะมีสิ่งที่มีอยู่จริงเป็นอันมากที่เรายังไม่เคยเห็น






ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,723)

ไอศวรรย์
แปลว่าอะไร รู้ไว้ไม่ไร้ประโยชน์
อ่านว่า ไอ-สะ-หฺวัน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“ไอศวรรย์ : (คำนาม) ความเป็นเจ้าเป็นใหญ่, ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน; อํานาจ; (กลอน) สมบัติแห่งพระราชาธิบดี, ใช้ว่า ไอศุริย หรือ ไอศูรย์ ก็มี. (ส. ไอศฺวรฺย; ป. อิสฺสริย).”
พจนานุกรมฯ บอกว่า “ไอศวรรย์” บาลีเป็น “อิสฺสริย” 
“อิสฺสริย” อ่านว่า อิด-สะ-ริ-ยะ รากศัพท์มาจาก อิสฺสร + อิย ปัจจัย
(ก) “อิสฺสร” (อิด-สะ-ระ) รากศัพท์มาจาก -
(1) อิ (ตัดมาจาก “อิฏฺฐ” = น่าปรารถนา) + อสฺ (ธาตุ = มี, เป็น) + อร ปัจจัย, ซ้อน สฺ ระหว่าง อิ + อสฺ
: อิ + สฺ + อสฺ = อิสฺส + อร = อิสฺสร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มี คือผู้เกิดในภูมิที่น่าปรารถนา” (อยากมี อยากเป็น อยากได้อะไร สมปรารถนาทั้งหมด ไม่มีใครขัดขวาง)
(2) อิสฺสฺ (ธาตุ = เป็นใหญ่) + อร ปัจจัย
: อิสฺส + อร = อิสฺสร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นใหญ่”
(3) อีสฺ (ธาตุ = ครอบงำ) อร ปัจจัย, ซ้อน สฺ ระหว่าง อีสฺ + อร, รัสสะ อี ที่ อี-(สฺ) เป็น อิ (อีสฺ > อิสฺ)
: อีส > อิสฺ + สฺ + อร = อิสฺสร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ครอบงำ” หมายถึงปกครอง
“อิสฺสร” (ปุงลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -
(1) ผู้เป็นเจ้า, ผู้ปกครอง, ผู้เป็นนาย, หัวหน้า (lord, ruler, master, chief)
(2) พระเจ้าผู้สร้างโลก, พระพรหม (creative deity, Brahmā)
(ข) อิสฺสร + อิย ปัจจัย
: อิสฺสร + อิย = อิสฺสริย แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะแห่งผู้เป็นใหญ่” หมายถึง ความเป็นผู้ปกครอง, ความเป็นนาย, ความเป็นใหญ่, อำนาจปกครอง (rulership, mastership, supremacy, dominion)
“อิสฺสริย” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “อิสริยะ” 
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“อิสริย-, อิสริยะ : (คำนาม) ความเป็นใหญ่, ความเป็นเจ้า, ความยิ่งใหญ่. (ป. อิสฺสริย; ส. ไอศฺวรฺย).”
พจนานุกรมฯ บอกว่า “อิสริยะ” สันสกฤตเป็น “ไอศฺวรฺย”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีคำว่า “ไอศฺวรฺยฺย” และ “ไอศฺวรฺย” บอกไว้ว่า -
(สะกดตามต้นฉบับ)
“ไอศฺวรฺยฺย, ไอศฺวรฺย : (คำนาม) ‘ไอศวรรย์,’ เทวานุภาพ, สรรพสมรรถศักดิ์, ความแลไม่เห็น, ฯลฯ; ความเปนใหญ่, พลศักดิ์, กำลัง; divine power, omnipotence, invisibility, etc.; supremacy, power, might.”
โปรดสังเกตคำแปลเป็นอังกฤษ ระหว่าง “อิสฺสริย” ในบาลี ซึ่งฝรั่งแปล กับ “ไอศฺวรฺย” ในสันสกฤต ซึ่งไทยแปล (นายร้อยเอก หลวงบวรบรรณรักษ์ [นิยม รักไทย] ผู้จัดทำ สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน) มีตรงกันคำเดียวคือ supremacy
..............
สรุปว่า -
ไทย: ไอศวรรย์
บาลี: อิสฺสริย
สันสกฤต: ไอศฺวรฺยฺย, ไอศฺวรฺย
อังกฤษ: supremacy
ถ้าถามว่า เรื่องแบบนี้รู้ไว้ได้ประโยชน์อะไร?
ก็คงตอบยาก ขึ้นอยู่กับว่าใครเห็นว่าอะไรเป็นประโยชน์ ต้องไปจำกัดความกันก่อนว่า “ประโยชน์” สำหรับใครหมายถึงอะไร เพราะสิ่งที่คนหนึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ อีกคนหนึ่งอาจเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ก็ได้
แต่ผู้รู้ท่านบอกว่า เรื่องที่รู้ไว้ อย่างไรเสียก็ไม่ไร้ประโยชน์ - ลองอ่าน ดูก่อนภราดา! ดู
..............
ดูก่อนภราดา!
สพฺพํ สุตมธีเยถ
หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิมํ
สพฺพสฺส อตฺถํ ชาเนยฺย
น จ สพฺพํ ปโยชเย
โหติ ตาทิสโก กาโล
ยตฺถ อตฺถาวหํ สุตํ.
ควรเรียนวิชาทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเรื่องชั่ว เรื่องดี เรื่องกลางๆ
ควรรู้ประโยชน์ของวิชาทุกอย่าง
แต่ไม่ควรใช้ทุกอย่าง
เวลาเช่นไหนที่วิชาจะใช้ประโยชน์ได้
เวลาเช่นนั้นมีแน่
ที่มา: มูสิกชาดก ปัญจกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม 27 ข้อ 817


ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,722)

กุลเชษฐ์
คนพิเศษในตระกูล
อ่านว่า กุน-ละ-เชด
ประกอบด้วยคำว่า กุล + เชษฐ์
(๑) “กุล” 
บาลีอ่านว่า กุ-ละ รากศัพท์มาจาก กุลฺ (ธาตุ = ผูก, พัน, นับ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ
: กุลฺ + ณ = กุล แปลตามศัพท์ว่า “เชื้อสายที่เป็นเครื่องผูกพัน” “เชื้อสายที่ผูกพันกัน” “เชื้อสายอันเขานับรวมไว้” 
“กุล” (นปุงสกลิงค์) หมายถึง -
(1) ตระกูล, วงศ์, สกุลผู้ดี (clan, a high social grade, good family) 
(2) ครอบครัว, บ้าน, ประชาชน (household, house, people)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 
“กุล ๑, กุล- : (คำนาม) ตระกูล, สกุล. (ป., ส.).”
(๒) “เชษฐ์”
บาลีเป็น “เชฏฺฐ” อ่านว่า เชด-ถะ รากศัพท์มาจาก วุฑฺฒ (เจริญ) + อิฏฺฐ ปัจจัย, แปลง วุฑฺฒ เป็น ช, แปลง อิ ที่ อิฏฺฐ เป็น เอ (อิฏฺฐ > เอฏฺฐ)
: วุฑฺฒ > ช + อิฏฺฐ = ชิฏฺฐ > เชฏฺฐ แปลตามศัพท์ว่า “คนที่เจริญโดยวิเศษกว่าคนที่เจริญคนนี้ ๆ” 
วาดเป็นภาพว่า ให้คนเจริญคือมีอายุมากมารวมกันหลายๆ คน แยกคนที่เจริญกว่าเพื่อนออกมาคนหนึ่ง แล้วชี้ไปที่คนอื่นๆ พลางพูดว่า “คนนี้เจริญกว่าคนพวกนี้” 
“เชฏฺฐ” หมายถึง เจริญที่สุด หรือประเสริฐที่สุด
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แสดงความหมายตามรากศัพท์ว่า "stronger than others" (แข็งแรงกว่าผู้อื่น) และบอกความหมายว่า better [than others], best, first, supreme; first-born; elder brother or sister, elder, eldest (ดีกว่า [สิ่งหรือผู้อื่น], ดีที่สุด, เลิศ, ยอด; หัวปี; พี่ชายหรือพี่สาวคนโต, แก่กว่า, แก่ที่สุด)
เชฏฺฐ สันสกฤตเป็น “เชฺยษฺฐ” 
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -
(สะกดตามต้นฉบับ)
“เชฺยษฺฐ : (คำคุณศัพท์) ดียิ่ง, วิเศษยิ่ง, ประเสริฐ, บรม; แก่ยิ่ง, เก่ายิ่ง; เกิดก่อน; best, most excellent, pre-eminent; very old, oldest; or elder born;- น. ดาวหมู่หนึ่งซึ่งนับเป็นนักษัตร นักษัตรหมู่ที่สิบแปด, มีดาวอยู่สามดวง ๆ หนึ่งได้แก่ดาวแมลงป่อง; นิ้วกลาง; ทุกข์อันโรปยติเป็นภควดี; แม่น้ำคงคา; จิ้งจก; ชื่อเดือน; ความชรา; one of the asterisms considered as a lunar mansion; the eighteenth lunar mansion comprising three stars, of which one is Scorpionis; the middle finger; misfortune, personified as a goddess; the Ganges; a small house-lizard; the name of a month; old age.”
บาลี “เชฏฺฐ” ในภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเป็น “เชษฐ” (เชด-ถะ) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 
“เชษฐ- ๑ : (คำวิเศษณ์) เจริญที่สุด, เจริญกว่า, อายุสูงสุด, อายุสูงกว่า. (คำนาม) พี่ผู้เป็นใหญ่ เช่น เชษฐบุรุษ. (ป. เชฏฺฐ; ส. เชฺยษฺฐ), (ราชา) ถ้าใช้ว่า พระเชษฐภคินี หมายถึง พี่สาว, ถ้าใช้ว่า พระเชษฐภาดา หรือ พระเชษฐา หมายถึง พี่ชาย.”
กุล + เชฏฺฐ = กุลเชฏฺฐ (กุ-ละ-เชด-ถะ) แปลว่า “ผู้ประเสริฐที่สุดในตระกูล” หรือ “ผู้ประเสริฐที่สุดของตระกูล” หมายถึง ผู้ใหญ่ในตระกูล (the clan-elders)
“กุลเชฏฺฐ” ในภาษาไทยใช้เป็น “กุลเชษฐ์” (กุน-ละ-เชด)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำที่ขึ้นต้นด้วย “กุล-” ไว้หลายคำ คือ -
(1) กุลทูสก : ผู้ประทุษร้ายต่อตระกูล หมายถึงภิกษุที่ประจบตระกูลต่าง ๆ ด้วยอาการที่ผิดวินัย. (ป.).
(2) กุลธิดา : ลูกหญิงผู้มีตระกูล.
(3) กุลบดี : หัวหน้าตระกูล. (ส.).
(4) กุลบุตร : ลูกชายผู้มีตระกูล.
(5) กุลสตรี : หญิงผู้มีตระกูลและมีความประพฤติดี.
(6) กุลสัมพันธ์ : เกี่ยวเนื่องกันทางตระกูล. (ป.).
แต่คำว่า “กุลเชษฐ์” ยังไม่ได้เก็บไว้
ขยายความ :
คำว่า “กุลเชษฐ์” มีอยู่ในคำบาลีว่า “กุเลเชฏฺฐาปจายี” (กุเลเชฏฐาปะจายี) ประกอบด้วยคำว่า กุเลเชฏฺฐ (ผู้เจริญที่สุดในตระกูล) + อปจายี (ผู้เคารพยำเกรง)
“กุเลเชฏฺฐาปจายี” แปลว่า “ผู้เคารพยำเกรงผู้เจริญที่สุดในตระกูล” หมายความว่า ให้ความเคารพแก่ผู้ใหญ่ในตระกูล (paying due respect to the clan-elders)
“กุเลเชฏฺฐาปจายี” ปรากฏอยู่ในคาถาแสดง “วัตตบท” คือข้อปฏิบัติสู่ความเป็นท้าวสักกะ (ปฏิบัติตามนี้แล้วจะได้เป็นพระอินทร์) มีข้อความดังนี้ -
..............
มาตาเปตฺติภรํ ชนฺตุํ      กุเลเชฏฺฐาปจายินํ
สณฺหํ สขิลสมฺภาสํ        เปสุเณยฺยปฺปหายินํ
มจฺเฉรวินเย ยุตฺตํ          สจฺจํ โกธาภิภุํ นรํ
ตํ เว เทวา ตาวตึสา       อาหุ สปฺปุริโส อิติ ฯ
(มาตาเปตติภะรัง ชันตุง     กุเลเชฏฐาปะจายินัง
สัณหัง สะขิละสัมภาสัง      เปสุเณยยัปปะหายินัง
มัจเฉระวินะเย ยุตตัง          สัจจัง โกธาภิภุง นะรัง
ตัง เว เทวา ตาวะติงสา      อาหุ สัปปุริโส อิติ ฯ)
(1) เลี้ยงมารดาบิดา 
(2) ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล 
(3) กล่าวถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน 
(4) ละวาจาส่อเสียด 
(5) กำจัดความตระหนี่
(6) มีวาจาสัตย์ 
(7) ข่มความโกรธได้ 
ทวยเทพชั้นดาวดึงส์เรียกนรชนผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้นั่นแลว่าสัปบุรุษ
ที่มา: ปฐมเทวสูตร สังยุตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 907
และดูเพิ่มเติมที่ สักกวัตถุ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค 2 
..............
คำว่า “กุเลเชฏฺฐาปจายินํ” (รูปคำเดิม “กุเลเชฏฺฐาปจายี”) อรรถกถาขยายความไว้ดังนี้ -
..............
กุเลเชฏฺฐาปจายีติ  กุเล  เชฏฺฐกานํ  มหาปิตา  มหามาตา  จูฬปิตา  จูฬมาตา  มาตุโล  มาตุลานีติอาทีนํ  อปจิติการโก  ฯ
คำว่า กุเลเชฏฺฐาปจายี หมายความว่า กระทำความยำเกรงต่อผู้เป็นใหญ่ในตระกูล เป็นต้นว่า ปู่ (มหาปิตา) ย่า (มหามาตา) อา (จูฬปิตา) น้า (จูฬมาตา) ลุง (มาตุโล) ป้า (มาตุลานี)
ที่มา: สารัตถปกาสินี ภาค 1 หน้า 471
..............
หมายเหตุ :
ศัพท์ว่า “กุเลเชฏฺฐาปจายี” ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ สะกดแยกคำเป็น “กุเล  เชฏฺฐาปจายี” ก็มี ในอรรถกถาฉบับของไทยเราสะกดแยกคำทุกแห่ง 
ศัพท์นี้ว่าตามหลักแล้วควรเป็นคำเดียวกัน คือสะกดเป็น “กุเลเชฏฺฐาปจายี” เป็นคำสมาสชนิดที่เรียกว่า “อลุตตสมาส” คือไม่ลบวิภัตติที่บทหน้า 
“กุเล” รูปคำเดิมเป็น “กุล” (กุ-ละ) แจกด้วยวิภัตตินามที่เจ็ด (สัตตมีวิภัตติ) เปลี่ยนรูปเป็น “กุเล” (แปลว่า “ในตระกูล”) เข้าสมาสกับ “เชฏฺฐาปจายี” 
“กุเล” เกี่ยวข้องกับ “เชฏฺฐ” (ผู้เจริญที่สุด) เท่านั้น คือหมายถึง “ผู้เจริญที่สุดในตระกูล” ไม่เกี่ยวโดยตรงกับ “อปจายี” (ผู้เคารพยำเกรง) คือไม่ได้หมายถึง “ผู้เคารพยำเกรงในตระกูล” แต่หมายถึง “ผู้เคารพยำเกรงผู้เจริญที่สุด” ดังนั้น “กุเล” กับ “เชฏฺฐ” เป็นคำเดียวกันจึงเหมาะที่สุด เป็นการชี้ชัดลงไปว่า “กุเล” เกี่ยวข้องกับ “เชฏฺฐ” เท่านั้น คือหมายถึง “ผู้เจริญที่สุดในตระกูล” ไม่ใช่ “ผู้เคารพยำเกรงในตระกูล”
“กุเล  เชฏฺฐาปจายี” เข้าสมาสกัน ถ้าลบวิภัตติก็จะได้รูปเป็น “กุลเชฏฺฐาปจายี” (กุ-ละ-เชด-ถา-ปะ-จา-ยี) ในที่นี้ไม่ลบวิภัตติ จึงได้รูปเป็น “กุเลเชฏฺฐาปจายี” (กุ-เล-เชด-ถา-ปะ-จา-ยี)
ขอเชิญนักเรียนบาลีร่วมแสดงความเห็น เห็นตามนี้หรือเห็นต่างจากนี้ ว่ากันตามหลักวิชาได้เต็มที่ เพื่อผู้อ่านจะได้ความรู้ที่ถูกต้องเป็นหลักต่อไป
..............
ดูก่อนภราดา!
: ถ้าไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ในตระกูล
: ความเป็นมนุษย์ก็สูญไปจากหัวใจ


ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,721)

ภวเนตติ์
รูปสวย แต่ร้ายสุด
อ่าว่า พะ-วะ-เนด
“ภวเนตติ์” เขียนแบบบาลีเป็น “ภวเนตฺติ” อ่านว่า พะ-วะ-เนด-ติ ประกอบด้วยคำว่า ภว + เนตฺติ 
(๑) “ภว”
อ่านว่า พะ-วะ รากศัพท์มาจาก ภู (ธาตุ = มี, เป็น; เจริญ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อู ที่ ภู เป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว (ภู > โภ > ภว) 
: ภู + ณ = ภูณ > ภู > โภ > ภว (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ความมีความเป็น” (2) “ภาวะที่เจริญ” (3) “เหตุเป็นเครื่องเจริญแห่งเหล่าสัตว์” (4) “ที่เป็นที่เกิดขึ้น” (5) “เหตุที่ทำให้มีการเกิดขึ้น” หมายถึง ความเกิดใหม่, ภพ, รูปกำเนิด, ความมี, ชีวิต (becoming, form of rebirth, state of existence, a life)
ในภาษาไทย คำนี้ใช้เป็น “ภว-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) และ “ภวะ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า -
“ภว-, ภวะ : (คำนาม) ความเกิด, ความมี, ความเป็น; ภพ. (ป., ส.).”
บาลี “ภว” ในภาษาไทยแปลง ว เป็น พ ใช้เป็น “ภพ” ได้อีกรูปหนึ่ง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า -
“ภพ : (คำนาม) โลก, แผ่นดิน; วัฏสงสาร. (ป. ภว).”
(๒) “เนตฺติ”
อ่านว่า เนด-ติ รากศัพท์มาจาก นี (ธาตุ = นำไป) + ติ ปัจจัย, แผลง อี ที่ นี เป็น เอ (นี > เน), ซ้อน ตฺ ระหว่างธาตุกับปัจจัย
: นี + ตฺ + ติ = นีตฺติ > เนตฺติ (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้นำไป” หมายถึง ผู้นำทาง, สื่อ; ที่พึ่งพิง (a guide, conductor; support)
ภว + เนตฺติ = ภวเนตฺติ (พะ-วะ-เนด-ติ) แปลว่า “ผู้นำไปสู่ภพ” หมายถึง ผู้นำไปเกิดใหม่, ผู้นำทางไปสู่ภพหรือชีวิต (leader to renewed existence, guide to existence)

ขยายความ :
คำว่า “ภวเนตฺติ” คัมภีร์อรรถกถาไขความไว้ดังต่อไปนี้ -
..............
ภวเนตฺตีติ  ภวรชฺชุ  ฯ
คำว่า ภวเนตฺติ หมายถึง ภวรชฺชุ คือตัณหาอันเปรียบเหมือนเชือกผูกสัตว์ไว้ในภพ
ตณฺหายเอว  เอตํ  นามํ  ฯ
คำว่า “ภวเนตฺติ” นั้น เป็นชื่อของตัณหานั่นเอง
ตาย  หิ  สตฺตา  โคณา  วิย  คีวายํ  พนฺธิตฺวา  ตํ  ตํ  ภวํ  นิยฺยนฺติ  ตสฺมา  ภวเนตฺตีติ  วุจฺจติ  ฯ
จริงอยู่ ตัณหานั้นย่อมนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ภพนั้นๆ เหมือนผูกคอโค (จูงไป) เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภวเนตฺติ (แปลว่า “ผู้นำสัตว์ไปสู่ภพ” คือทำให้เวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จบสิ้น)
ที่มา: มโนรถปูรณี ภาค 2 หน้า 413
..............
“ภวเนตฺติ” ใช้ในภาษาไทย ถ้าเขียนตามรูปบาลีเป็น “ภวเนตติ” (ไม่มีจุดใต้ ต ตัวหน้า) ก็ต้องอ่านว่า พะ-วะ-เนด-ติ ในที่นี้ต้องการให้อ่านว่า พะ-วะ-เนด จึงการันต์ที่ -ติ เขียนเป็น “ภวเนตติ์” อ่านว่า พะ-วะ-เนด
“ภวเนตติ์” เสียงคล้ายคำว่า “ภูวเนตร” (พู-วะ-เนด) ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” เป็นคำที่มีความหมายสูง 
“ภวเนตติ์” รูปและเสียงก็ใกล้เคียงกับ “ภูวเนตร” จัดว่าเป็นคำที่รูปงามได้คำหนึ่ง เสียงก็เพราะอีกต่างหาก นักตั้งชื่ออาจหยิบเอาไปตั้งชื่อสตรีได้อย่างไม่ขัดเขิน
แต่ถ้ารู้ความหมาย คงต้องคิดหลายๆ รอบ
..............
ดูก่อนภราดา!
: ดูคำ อย่ามองแค่รูปและเสียงถูกใจ
: ดูคน ต้องระวังระไว อย่ามองแค่รูปถูกตา


ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,720)

สาฎก
คำบาลีที่ควรรู้จัก
อ่านว่า สา-ดก
“สาฎก” บาลีเป็น “สาฏก”
โปรดระวัง:
ไทย “สาฎก” -ฏก ฏ ชฎา
บาลี “สาฏก” -ฏก ฏ ปฏัก
บาลี “สาฏก” อ่านว่า สา-ตะ-กะ รากศัพท์มาจาก สฏฺ (ธาตุ = เสียดแทง) + ณฺวุ ปัจจัย, แปลง ณฺวุ เป็น อก (อะ-กะ), ทีฆะ อะ ที่ ส-(ฏฺ) ต้นธาตุเป็น อา (สฏฺ > สาฏ)
: สฏฺ + ณฺวุ > อก = สฏก > สาฏก (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เสียดสีร่างกาย”
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “สาฏก” ว่า ผ้า, ผ้าสาฎก
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สาฏก” ว่า an outer garment, cloak; cloth (ผ้าสาฎก, เสื้อผ้าชั้นนอก, ผ้าคลุม; ผ้า)
บาลี “สาฏก” (-ฏก ฏ ปฏัก) ในภาษาไทยใช้เป็น “สาฎก” (-ฏก ฏ ชฎา) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 
“สาฎก : (คำนาม) ผ้า. (ป. สาฏก; ส. ศาฏก).”
พจนานุกรมฯ บอกว่า สันสกฤตเป็น “ศาฏก”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีคำว่า “ศาฏก” และ “ศาฏี” บอกไว้ดังนี้ -
(สะกดตามต้นฉบับ)
“ศาฏก, ศาฏี : (คำนาม) ‘ศาฎก, ศาฎี,’ กังเกงชั้นใน; a petticoat, an under-skirt.”
โปรดสังเกตคำแปลของสํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน ที่บอกว่า a petticoat, an under-skirt (กังเกงชั้นใน) แต่พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลว่า an outer garment (เสื้อผ้าชั้นนอก)

ขยายความ :
“สาฏก” ที่ควรจะคุ้นกันดีคือผ้าที่คำบาลีเรียกว่า “วสฺสาวาสิกสาฏก” (วัด-สา-วา-สิ-กะ-สา-ตะ-กะ) แปลว่า “ผ้าที่ถวายแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบแล้ว” ภาษาไทยเรียกว่า “ผ้าจํานําพรรษา” 
โปรดสังเกตว่า “อยู่จำพรรษาครบแล้ว” คือหลังจากออกพรรษาแล้ว ไม่ใช่ก่อนเข้าพรรษา หรือระหว่างสามเดือนในพรรษา
ผ้า “วสฺสาวาสิกสาฏก” (ผ้าจํานําพรรษา) เป็นผ้าที่ถวายหลังจากออกพรรษาแล้วเพื่อให้พระภิกษุผลัดเปลี่ยนจีวรชุดเดิม
อีกคำหนึ่งคือ “วสฺสิกสาฏก” (วัด-สิ-กะ-สา-ตะ-กะ) แปลว่า “ผ้าที่พึงใช้ในฤดูฝน” คือ “ผ้าอาบน้ำฝน” เรียกสั้นๆ ว่า “ผ้าอาบ” คนเก่าๆ เรียก “ผ้าชุบอาบ” หรือ “ผ้าชุบสรง” 
ผ้า “วสฺสิกสาฎก” นี้ ต้องถวายก่อนเข้าพรรษา ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้พระภิกษุสามเณรใช้ผลัดอาบนํ้าในฤดูฝนคือในระหว่างจำพรรษา
“สาฎก” (-ฏก ฏ ชฎา) อีกคำหนึ่งที่มหาเปรียญทุกคนจะต้องรู้จักก็คือ “จูเฬกสาฎก” (จู-เล-กะ-สา-ดก) เป็นชื่อพราหมณ์คนหนึ่ง เป็นชาวเมืองสาวัตถี พราหมณ์กับภรรยาต้องใช้ผ้าสาฎก (ใช้ห่มเมื่อเวลาออกนอกบ้าน) ผืนเดียวกันเนื่องจากยากจน ทั้งบ้านมีผ้าสาฎกผืนเดียว เพราะฉะนั้น พราหมณ์กับภรรยาจึงออกนอกบ้านพร้อมกันไม่ได้
วันหนึ่ง พราหมณ์จูเฬกสาฎกไปฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าเปลื้องผ้าสาฎกที่มีอยู่ผืนเดียวนั้นออกบูชาธรรมหลังจากลังเลใจมาตั้งแต่หัวค่ำจนเที่ยงคืน มาชนะใจได้เอาตอนใกล้รุ่ง ได้เปล่งวาจาอันเป็นอมตะคือมีคนจำกันได้มากว่า - 
ชิตํ เม ชิตํ เม
(ชิตัง เม ชิตัง เม)
เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว
โปรดศึกษารายละเอียดเรื่องพราหมณ์จูเฬกสาฎกได้จากธัมมปทัฏฐกถา ภาค 5
..............
ดูก่อนภราดา!
: ชนะอื่นหมื่นแสนทั้งแดนไตร
: ยังแพ้ได้ไม่เหมือนพระชนะมาร


ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,719)

ธัญญาหาร [2]
หญ้าปากคอกอีกคำหนึ่ง
อ่านว่า ทัน-ยา-หาน
แยกศัพท์เป็น ธัญญ + อาหาร
(๑) “ธัญญ”
เขียนแบบบาลีเป็น “ธญฺญ” อ่านว่า ทัน-ยะ รากศัพท์มาจาก -
(1) ธาน (การเลี้ยง) + ย ปัจจัย, รัสสะ อา ที่ ธาน เป็น อะ (ธาน > ธน), แปลง นฺย (คือ -น ที่ ธาน และ ย ปัจจัย) เป็น ญ, ซ้อน ญฺ
: ธาน + ย = ธานฺย > ธนฺย > ธ + ญฺ + ญ = ธญฺญ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่มีการเลี้ยงเป็นความดี” (คือดีในทางเลี้ยงผู้คน) 
(2) ธนฺ (ธาตุ = ปรารถนา) + ย ปัจจัย, แปลง นฺย เป็น ญ, ซ้อน ญฺ
: ธนฺ + ย = ธนฺย > ธ + ญฺ + ญ = ธญฺญ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันผู้คนปรารถนา”
“ธญฺญ” ในที่นี้หมายถึง ข้าวเปลือก, ข้าว (grain, corn)
นอกจากนี้ “ธญฺญ” ยังแปลตามศัพท์ว่า “ซึ่งอุดมด้วยข้าว” หมายถึง ร่ำรวย; มีความสุข, มีโชคดี, มีเคราะห์ดี ("rich in corn" : rich; happy, fortunate, lucky)
ในภาษาไทย ตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่งใช้เป็น “ธัญ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “ธัญ” ไว้ 2 คำ บอกไว้ดังนี้ -
(1) ธัญ ๑ : (คำแบบ) ว. รุ่งเรือง, มั่งมี, มีโชค, ดี, เลิศ, เช่น ธัญลักษณ์ ว่า มีลักษณะดี. (ป. ธญฺญ; ส. ธนฺย).
(2) ธัญ ๒, ธัญ- : (คำนาม) ข้าวเปลือก. (ป. ธญฺญ; ส. ธานฺย).
ในที่นี้ “ธัญ” ใช้ในความหมายตามข้อ (2)

ขยายความ :
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษขยายความคำว่า “ธญฺญ” ไว้ว่า -
..............
The usual enumn comprises 7 sorts of grain, which is however not strictly confined to grain-fruit proper ("corn") but includes, like other enumns, pulse & seeds. (ตามปกติจำแนกข้าวไว้ 7 ชนิด, ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะข้าวที่แท้จริง แต่รวมถั่วและเมล็ดพืชต่างๆ ด้วย)
..............
ในคัมภีร์แสดงรายการ “ธัญญาหาร” ไว้ 7 ชนิด คือ -
(1, 2) สาลิ และ วีหิ = ข้าวเจ้า (rice-sorts)
(3) ยว = ข้าวเหนียว (barley)
(4) โคธุม = ข้าวสาลี (wheat)
(5) กงฺุคุ = ข้าวเดือย (millet)
(6) วรก = ถั่ว (beans)
(7) กุทฺรูสก = หญ้ากับแก้ (a kind of grain)
(๒) “อาหาร” 
บาลีอ่านว่า อา-หา-ระ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง, กลับความ, ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ”) + หร (ธาตุ = นำไป, มี “อา” นำหน้า กลับความเป็น นำมา) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นธาต คือ อะ ที่ ห-(รฺ) เป็น อา (หรฺ > หาร)
: อา + หรฺ = อาหร + ณ = อาหรณ > อาหร > อาหาร (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่นำมาซึ่งผล” ตามที่เข้าใจกันทั่วไปคือ เมื่อกินอาหารแล้วก็นำมาซึ่งผลคือมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“อาหาร : (คำนาม) ของกิน, เครื่องคํ้าจุนชีวิต, เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต, เช่น อาหารเช้า อาหารปลา อาหารนก; โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น อาหารตา อาหารใจ. (ป., ส.).”
พระพุทธศาสนาจำแนกอาหารออกเป็น 4 หมู่ คือ - 
1 ของกินทั่วไป คืออาหารกาย (ศัพท์วิชาการว่า = กพฬิงการาหาร)
2 ตาดูหูฟัง อย่างเช่นดูหนังฟังเพลง หรือที่พูดว่า อาหารหูอาหารตา เป็นต้น ( = ผัสสาหาร)
3 ความหวังตั้งใจ เช่นมีความหวังว่าจะได้ จะมี จะเป็น เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจอยู่ได้ ( = มโนสัญเจตนาหาร)
4 การได้รับรู้รับทราบ เช่นอยากรู้อะไรก็ได้รู้สิ่งนั้น (อาการที่ตรงกันข้าม คือ “หิวกระหายใคร่รู้”) เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ( = วิญญาณาหาร)
ธัญญ + อาหาร = ธัญญาหาร อ่านว่า ทัน-ยา-หาน เขียนกลับเป็นบาลีเป็น “ธญฺญาหาร” อ่านว่า ทัน-ยา-หา-ระ แปลว่า “อาหารคือข้าว” หรือ “อาหารคือพืช”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“ธัญญาหาร : (คำนาม) อาหารคือข้าว. (ป.).”
หมายเหตุ : ข้างต้นบอกไว้ว่า ในภาษาไทย ตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่งใช้เป็น “ธัญ” แต่คำว่า“ธัญญาหาร” ใช้ ญ หญิง 2 ตัว ไม่ขัดแย้งกันหรือ?
ไม่ขัด แต่ต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติม กล่าวคือ ใช้เป็น “ธัญ” เมื่ออยู่เดี่ยวๆ หรืออยู่ท้ายคำ หรือเป็นคำหน้าของสมาสที่คำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ เช่น -
ธัญชาติ (ธัญ + ชาติ) ไม่ใช ธัญญชาติ 
ธัญพืช (ธัญ + พืช) ไม่ใช่ ธัญญพืช
แต่ในกรณีที่เป็นคำหน้าของสมาสที่คำหลังขึ้นต้นด้วยสระซึ่ง ญ หญิง จะต้องสนธิกับสระ กรณีเช่นนี้ให้คง ญ หญิง ไว้ทั้ง 2 ตัวตามรูปคำเดิม เพื่อให้ตัวหน้าเป็นตัวสะกด และตัวหลังสนธิกับสระ 
เช่นในที่นี้ ธัญญ + อาหาร ถ้าตัด ญ หญิง ออกตัวหนึ่งตามหลักนิยมทั่วไป ก็คือ -
: ธัญ + อาหาร = ธัญาหาร 
ญ หญิง ตัวเดียวเป็นทั้งตัวสะกด และเป็นตัวสนธิกับสระในคำหลัง ไม่ถูกหลักภาษา จึงต้องคง ญ หญิง ไว้ทั้ง 2 ตัว -
: ธัญญ + อาหาร = ธัญญาหาร 

ขยายความ :
พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2565 ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2565 มีคำทำนายตอนหนึ่ง ดังนี้ -
..............
... พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้าได้ 4 คืบ น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ และพระโคกินน้ำ หญ้า ถั่ว และเหล้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ...
..............
คำว่า “ธัญญาหาร” “ผลาหาร” “ภักษาหาร” “มังสาหาร” เป็นคำธรรมดาๆ ฟังหรืออ่านแล้วก็ผ่านไป เป็นอย่างที่เรียกว่า “หญ้าปากคอก” 
“หญ้าปากคอก” หากปล่อยให้ผ่านเฉยเลยไปนานเข้า ถึงเวลาจำเป็นจะต้องรู้ความหมายเข้าจริงๆ บางทีอาจทำให้งงงวยไปได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ทบทวนไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
..............
ดูก่อนภราดา!
: ถ้ากินพืชเป็นเหตุให้กิเลสสิ้น
: ทั้งแผ่นดินคงมีแต่คนสิ้นกิเลส


ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,718)

ผลาหาร
หญ้าปากคอกอีกคำหนึ่ง
อ่านว่า ผะ-ลา-หาน
ไม่ใช่ ผะ-หฺลา-หาน
และไม่ใช่ พะ-ลา-หาน (ไม่ใช่ พ พาน)
แยกศัพท์เป็น ผล + อาหาร
(๑) “ผล”
บาลีอ่านว่า ผะ-ละ รากศัพท์มาจาก ผลฺ (ธาตุ = สำเร็จ, เผล็ดผล, แตกออก, แผ่ไป) + อ (อะ) ปัจจัย
: ผลฺ + อ = ผล แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่เผล็ดออก” (2) “สิ่งเป็นเครื่องแผ่ไป” คือขยายพืชพันธุ์ต่อไป (3) “อวัยวะเป็นเครื่องผลิตบุตร” 
“ผล” (นปุงสกลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -
(1) ผลของต้นไม้ ฯลฯ (fruit of trees etc.)
(2) ผลที่ได้รับ, ผลที่เกิดตามมา, การสำเร็จผล, พรที่ได้ (fruit, result, consequence, fruition, blessing)
(3) ลูกอัณฑะข้างหนึ่ง (a testicle)
ในที่นี้ “ผล” ใช้ในความหมายตามข้อ (1)
ในภาษาไทย ถ้าใช้เดี่ยวๆ หรืออยู่ท้ายคำ อ่านว่า ผน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -
“ผล : (คำนาม) ส่วนของพืชที่เจริญมาจากรังไข่ เช่น ผลมะม่วง ผลมะปราง; สิ่งที่เกิดจากการกระทำ เช่น ผลแห่งการทำดี ผลแห่งการทำชั่ว; ประโยชน์ที่ได้รับ เช่น ทำนาได้ผล เรียนได้ผล; ในพระพุทธศาสนา เป็นชื่อแห่งโลกุตรธรรม มี ๔ ชั้น คือ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล, คู่กับ มรรค; ลักษณนามเรียกผลไม้ เช่น มะม่วง ๒ ผล มะปราง ๓ ผล; จำนวนที่ได้จากการคำนวณ เช่น ๕ กับ ๗ บวกกัน ได้ผลเท่ากับ ๑๒, ผลลัพธ์ ก็ว่า. (ป., ส.).”
(๒) “อาหาร” 
บาลีอ่านว่า อา-หา-ระ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง, กลับความ, ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ”) + หร (ธาตุ = นำไป, มี “อา” นำหน้า กลับความเป็น นำมา) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นธาต คือ อะ ที่ ห-(รฺ) เป็น อา (หรฺ > หาร)
: อา + หรฺ = อาหร + ณ = อาหรณ > อาหร > อาหาร (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่นำมาซึ่งผล” ตามที่เข้าใจกันทั่วไปคือ เมื่อกินอาหารแล้วก็นำมาซึ่งผลคือมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“อาหาร : (คำนาม) ของกิน, เครื่องคํ้าจุนชีวิต, เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต, เช่น อาหารเช้า อาหารปลา อาหารนก; โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น อาหารตา อาหารใจ. (ป., ส.).”
พระพุทธศาสนาจำแนกอาหารออกเป็น 4 หมู่ คือ - 
1 ของกินทั่วไป คืออาหารกาย (ศัพท์วิชาการว่า = กพฬิงการาหาร)
2 ตาดูหูฟัง อย่างเช่นดูหนังฟังเพลง หรือที่พูดว่า อาหารหูอาหารตา เป็นต้น ( = ผัสสาหาร)
3 ความหวังตั้งใจ เช่นมีความหวังว่าจะได้ จะมี จะเป็น เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจอยู่ได้ ( = มโนสัญเจตนาหาร)
4 การได้รับรู้รับทราบ เช่นอยากรู้อะไรก็ได้รู้สิ่งนั้น (อาการที่ตรงกันข้าม คือ “หิวกระหายใคร่รู้”) เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ( = วิญญาณาหาร)
ผล + อาหาร = ผลาหาร อ่านว่า ผะ-ลา-หาน ไม่ใช่ ผะ-หฺลา-หาน ในภาษาบาลี คำนี้ก็เป็น “ผลาหาร” เหมือนในภาษาไทย แต่อ่านว่า ผะ-ลา-หา-ระ แปลว่า “อาหารคือผลไม้” หรือ “อาหารคือลูกไม้”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“ผลาหาร : (คำนาม) อาหารคือลูกไม้.”

อภิปราย :
“ผลาหาร” ก็คือที่เรารู้จักกันดีว่า “ผลไม้” นอกจากผลแล้วน่าจะหมายรวมทั้งส่วนต่างๆ เช่น ใบ ดอก ราก หัว ที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้
คำว่า “ผลาหาร” มักมีผู้เขียนผิดเป็น “พลาหาร” (พล- พ พาน) เกิดมาจากคนพูดคำว่า “ผลาหาร” (ผล- ผ ผึ้ง) ออกเสียงเพี้ยนเป็น พะ-ลา-หาน (พะ- พ พาน) คนฟังก็เข้าใจผิดว่าเป็น พล- พ พาน จึงพลอยเขียนเป็น “พลาหาร” ไปด้วย
พื้นฐานของความผิดเกิดจากการไม่ศึกษาให้รอบคอบ โดยเฉพาะก็คือไม่สืบค้นคติเดิมของเรื่อง หากแต่เอาความเข้าใจของตนเป็นที่ตั้ง 
คำผิดทำนองเดียวกันนี้ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็อย่างเช่น - 
“คาหนังคาเขา” กับ “คาหลังคาเขา”
“ติดหลังแห” กับ “ติดร่างแห”
“เส้นผ่าศูนย์กลาง” กับ “เส้นผ่านศูนย์กลาง” 
คำเหล่านี้ถูกอธิบายให้ผิดกลายเป็นถูกไปหมดแล้ว จนบอกไม่ได้ว่าคำไหนผิดคำไหนถูก แต่กลายเป็นถูกทั้งคู่ 
เหตุทั้งนี้ก็เพราะเมื่อเกิดคำผิดขึ้นทีแรก ไม่มีใครทักท้วงเหนี่ยวรั้งกันไว้ คนใช้ผิดก็ไม่ศึกษาคติเดิมให้เข้าใจ เอาความเข้าใจอย่างใหม่ของตัวเองเข้าไปอธิบายผิดให้เป็นถูก 
คำว่า “ผลาหาร” (ผล- ผ ผึ้ง) นี้ก็เช่นกัน เมื่อเขียนเป็น “พลาหาร” (พล- พ พาน) ถ้าไม่ทักท้วงกันไว้ เดี๋ยวก็จะมีนักรู้ออกมาอธิบายว่า “พลาหาร” (พล- พ พาน) หมายถึงอาหารบำรุงกำลัง คืออาหารเสริมต่างๆ ที่กินแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรง
คนรุ่นใหม่ซึ่งมีความโน้มเอียงที่จะคิดเองเข้าใจเองโดยไม่ศึกษาคติเดิมในวัฒนธรรมของตนก็จะพากันเห็นคล้อยตาม แล้วผิดก็จะกลายเป็นถูกไปอีกคำหนึ่ง 

ขยายความ :
พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2565 ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2565 มีคำทำนายตอนหนึ่ง ดังนี้ -
..............
... พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้าได้ 4 คืบ น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ และพระโคกินน้ำ หญ้า ถั่ว และเหล้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ...
..............
คำว่า “ธัญญาหาร” “ผลาหาร” “ภักษาหาร” “มังสาหาร” เป็นคำธรรมดาๆ ฟังหรืออ่านแล้วก็ผ่านไป เป็นอย่างที่เรียกว่า “หญ้าปากคอก” 
“หญ้าปากคอก” หากปล่อยให้ผ่านเฉยเลยไปนานเข้า ถึงเวลาจำเป็นจะต้องรู้ความหมายเข้าจริงๆ บางทีอาจทำให้งงงวยไปได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ทบทวนไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
..............
ดูก่อนภราดา!
: ถ้ายังมีอุปาทานในสิ่งที่กิน
: ก็คงยากที่จะสิ้นอุปาทาน

ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,716)

มังสาหาร
หญ้าปากคอกอีกคำหนึ่ง
อ่านว่า มัง-สา-หาน
แยกศัพท์เป็น มังส + อาหาร
(๑) “มังส”
เขียนแบบบาลีเป็น “มํส” อ่านว่า มัง-สะ รากศัพท์มาจาก มนฺ (ธาตุ = รู้) + ส ปัจจัย, แปลง นฺ ที่สุดธาตุเป็นนิคหิต (มนฺ > มํ)
: มนฺ + ส = มนส > มํส (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันคนรู้จัก” หมายถึง เนื้อคน, เนื้อสัตว์ (flesh, meat)
“มํส” ในภาษาไทยใช้เป็น “มังส” และอิงสันสกฤตเป็น “มางสะ” 
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -
“มังส-, มังสะ, มางสะ : (คำนาม) เนื้อของคนและสัตว์. (ป.).”
คำที่เราคุ้นกันดีคือ “มังสวิรัติ” (มัง-สะ-วิ-รัด) ก็มาจาก “มํส” คำนี้
(๒) “อาหาร” 
บาลีอ่านว่า อา-หา-ระ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง, กลับความ, ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ”) + หร (ธาตุ = นำไป, มี “อา” นำหน้า กลับความเป็น นำมา) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นธาต คือ อะ ที่ ห-(รฺ) เป็น อา (หรฺ > หาร)
: อา + หรฺ = อาหร + ณ = อาหรณ > อาหร > อาหาร (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่นำมาซึ่งผล” ตามที่เข้าใจกันทั่วไปคือ เมื่อกินอาหารแล้วก็นำมาซึ่งผลคือมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“อาหาร : (คำนาม) ของกิน, เครื่องคํ้าจุนชีวิต, เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต, เช่น อาหารเช้า อาหารปลา อาหารนก; โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น อาหารตา อาหารใจ. (ป., ส.).”
พระพุทธศาสนาจำแนกอาหารออกเป็น 4 หมู่ คือ - 
1 ของกินทั่วไป คืออาหารกาย (ศัพท์วิชาการว่า = กพฬิงการาหาร)
2 ตาดูหูฟัง อย่างเช่นดูหนังฟังเพลง หรือที่พูดว่า อาหารหูอาหารตา เป็นต้น ( = ผัสสาหาร)
3 ความหวังตั้งใจ เช่นมีความหวังว่าจะได้ จะมี จะเป็น เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจอยู่ได้ ( = มโนสัญเจตนาหาร)
4 การได้รับรู้รับทราบ เช่นอยากรู้อะไรก็ได้รู้สิ่งนั้น (อาการที่ตรงกันข้าม คือ “หิวกระหายใคร่รู้”) เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ( = วิญญาณาหาร)
มังส + อาหาร = มังสาหาร อ่านว่า มัง-สา-หาน เขียนกลับเป็นบาลีเป็น “มํสาหาร” อ่านว่า มัง-สา-หา-ระ แปลตามสำนวนนักเรียนบาลีว่า “อาหารคือเนื้อ” 
หมายความว่า อาหารอาจจะมีหลายอย่าง แต่ในที่นี้หมายถึง “เนื้อ” คือเนื้อนั่นแหละเป็นอาหารชนิดหนึ่ง จึงเรียกว่า “อาหารคือเนื้อ” 
คนที่ไม่คุ้นกับสำนวนแปลบาลีฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่ารุ่มร่าม พูดไปตรงๆ ว่า “เนื้อ” ก็ได้ ทำไมจะต้องเยิ่นเย้อเป็น “อาหารคือเนื้อ” 
คำอธิบายของนักเรียนบาลีก็คือ บางกรณี “เนื้อ” อาจอยู่ในฐานะอื่นๆ ที่ไม่ใช่ “อาหาร” ก็เป็นได้ เช่นกำลังใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการศึกษาวิชาบางอย่างของนักเรียนเป็นต้น แต่เนื้อที่กำลังพูดถึงนี้อยู่ในฐานะเป็น “อาหาร” และอาหารที่กำลังพูดถึงอยู่นี้คือ “เนื้อ” ไม่ใช่อาหารชนิดอื่น เมื่อความจริงยันกันอยู่อย่างนี้จึงใช้คำว่า “อาหารคือเนื้อ” มีความหมายที่ชัดเจน ดิ้นไม่ได้
นี่คือความละเอียดของภาษาบาลี ถ้าไม่คิดก็ไม่เห็น
อนึ่ง คำว่า “เนื้อ” ในคำว่า “มังสาหาร” นี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเนื้อวัวชนิดเดียว เนื้อสัตว์อื่นๆ แม้แต่ปลา ก็รวมอยู่ในคำว่า “เนื้อ” ด้วย คำแปลหรือคำจำกัดความที่น่าจะครอบคลุมได้หมดคือแปลว่า “เนื้อสัตว์”

ขยายความ :
พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2565 ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2565 มีคำทำนายตอนหนึ่ง ดังนี้ -
..............
... พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้าได้ 4 คืบ น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ และพระโคกินน้ำ หญ้า ถั่ว และเหล้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ...
..............
คำว่า “ธัญญาหาร” “ผลาหาร” “ภักษาหาร” “มังสาหาร” เป็นคำธรรมดาๆ ฟังหรืออ่านแล้วก็ผ่านไป เป็นอย่างที่เรียกว่า “หญ้าปากคอก” 
“หญ้าปากคอก” หากปล่อยให้ผ่านเฉยเลยไปนานเข้า ถึงเวลาจำเป็นจะต้องรู้ความหมายเข้าจริงๆ บางทีอาจทำให้งงงวยไปได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ทบทวนไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
..............
ดูก่อนภราดา!
: กินอะไร ก็เป็นเรื่องสำคัญ
: แต่กินแล้วเอากำลังเรี่ยวแรงไปทำอะไร สำคัญกว่า

ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,715)

ปริเยสนา
เรากำลังแสวงหาอะไรกันอยู่?
อ่านว่า ปะ-ริ-เย-สะ-นา
“ปริเยสนา” เป็นรูปคำบาลี อ่านว่า ปะ-ริ-เย-สะ-นา รากศัพท์มาจาก ปริ + เอสนา
(๑) “ปริ”
อ่านว่า ปะ-ริ เป็นคำอุปสรรค (คำสำหรับใช้เติมข้างหน้าคำนามหรือคำกริยาที่เป็นรูปคำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพี้ยนไปจากเดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็นคำเดียวกับคำนามหรือคำกริยานั้น เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามลำพัง) มีความหมายว่า รอบ, เวียนรอบ; ทั่วไป, เต็มไปหมด, รวมหมด (around, round about; all round, completely, altogether)
(๒) “เอสนา”
อ่านว่า เอ-สะ-นา รากศัพท์มาจาก อิสฺ (ธาตุ = ปรารถนา; แสวงหา) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แผลง อิ ที่ อิ-(สฺ) เป็น เอ (อิสฺ > เอส) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์
: อิสฺ + ยุ > อน = อิสน > เอสน + อา = เอสนา แปลตามศัพท์ว่า (1) “ความปรารถนา” (2) “การแสวงหา” หมายถึง ความปรารถนา, ความอยาก, ความต้องการ; การแสวงหา (desire, longing, wish; looking for)
ปริ + เอสนา ลง ย อาคมระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (ปริ + ย + เอสนา)
: ปริ + ย + เอสนา = ปริเยสนา (ปะ-ริ-เย-สะ-นา) แปลตามศัพท์ว่า “การแสวงหาไปรอบๆ” หมายถึง การค้นหาหรือตามหา, การไต่ถาม, การสอบถาม (search, quest, inquiry)

ขยายความ :
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายความหมายของ “ปริเยสนา” ไว้ดังนี้ -
..............
ปริเยสนา : การแสวงหา มี ๒ คือ 
๑. อนริยปริเยสนา แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ ตนยังมีทุกข์ ก็ยังแสวงหาสภาพที่มีทุกข์ 
๒. อริยปริเยสนา แสวงหาอย่างประเสริฐ ตนมีทุกข์ แต่แสวงหาสภาพที่ไม่มีทุกข์ได้แก่นิพพาน; 
สำหรับคนทั่วไป อธิบายว่า มิจฉาอาชีวะ เป็นอนริยปริเยสนา สัมมาอาชีวะ เป็นอริยปริเยสนา
..............
และที่คำว่า “อนริยปริเยสนา” และ “อริยปริเยสนา” อธิบายไว้ดังนี้ -
..............
อนริยปริเยสนา : การแสวงหาที่ไม่เป็นอริยะ คือ แสวงหาสิ่งที่ยังตกอยู่ในชาติชรามรณะ หรือสิ่งที่ระคนอยู่ด้วยทุกข์ กล่าวคือ แสวงหาสิ่งอันทำให้ติดอยู่ในโลก, สำหรับชาวบ้านท่านว่า หมายถึงการแสวงหาในทางมิจฉาชีพ (ข้อ ๑ ในปริเยสนา ๒)
อริยปริเยสนา : การแสวงหาที่ประเสริฐคือแสวงหาสิ่งที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งชาติชรามรณะ หรือกองทุกข์ โดยความได้แก่แสวงหาโมกขธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์, ความหมายอย่างง่าย ได้แก่ การแสวงหาในทางสัมมาชีพ (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒)
..............
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [33] ปริเยสนา 2 อธิบายไว้ดังนี้ -
..............
ปริเยสนา 2 (การแสวงหา — Pariyesanā: search; quest)
1. อนริยปริเยสนา (แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ, แสวงหาอย่างอนารยะ คือ ตนเองเป็นผู้มีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่สิ่งอันมีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา — Anariya-pariyesanā: unariyan or ignoble search)
2. อริยปริเยสนา (แสวงหาอย่างประเสริฐ, แสวงหาอย่างอารยะ คือ ตนเป็นผู้มีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว ใฝ่แสวงธรรมอันเกษม คือ นิพพาน อันไม่มีสภาพเช่นนั้น — Ariya-pariyesanā: ariyan or noble search)
สองอย่างนี้ เทียบได้กับ อามิสปริเยสนา และ ธรรมปริเยสนา ที่ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย; แต่สำหรับคนสามัญ อาจารย์ภายหลังอธิบายว่า ข้อแรกหมายถึงมิจฉาอาชีวะ ข้อหลังหมายถึง สัมมาอาชีวะ ดังนี้ก็มี.
..............
ดูก่อนภราดา!
สรรพสิ่งที่ปรารถนา ...
: แสวงหาไปไกลแสนไกล
: ที่แท้ก็อยู่ในหัวใจของเรานี่เอง

ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (3,714)

มุขสัตติ 
“หอกคือปาก”
อ่านว่า มุก-ขะ-สัด-ติ
ประกอบด้วยคำว่า มุข + สัตติ
(๑) “มุข” 
บาลีอ่านว่า มุ-ขะ รากศัพท์มาจาก -
(1) มุขฺ (ธาตุ = เปิด, ไป, เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย
: มุขฺ + อ = มุข แปลตามศัพท์ว่า (1) “อวัยวะอันเขาเปิดเผย” (2) “อวัยวะเป็นเครื่องเป็นไปแห่งประโยชน์สุข”
(2) มุ (ธาตุ = ผูก) + ข ปัจจัย
: มุ + ข = มุข แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะเป็นเครื่องผูก”
“มุข” (นปุงสกลิงค์) หมายถึงอวัยวะ 2 อย่าง คือ ปาก (the mouth) และ หน้า (the face) จะหมายถึงอะไรต้องสังเกตที่บริบท
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“มุข, มุข- : (คำนาม) หน้า, ปาก; ทาง; หัวหน้า; ส่วนของตึกหรือเรือนที่ยื่นออกมาจากส่วนใหญ่ มักอยู่ด้านหน้า. (ป., ส.).”
ในที่นี้ “มุข” หมายถึง ปาก (the mouth) 
(๒) “สัตติ” 
เขียนแบบบาลีเป็น “สตฺติ” (มีจุดใต้ ตฺ ตัวหน้า) อ่านว่า สัด-ติ รากศัพท์มาจาก -
(1) สกฺ (ธาตุ = สามารถ) + ติ ปัจจัย, แปลง กฺ ที่สุดธาตุเป็น ตฺ (นัยหนึ่งว่า ลบ กฺ ซ้อน ตฺ)
: สกฺ + ติ = สกฺติ > สตฺติ แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่สามารถ” หมายถึง ความสามารถ, กำลัง, อำนาจ (ability, power)
(2) สสฺ (ธาตุ = เบียดเบียน) + ติ ปัจจัย, แปลง สฺ ที่สุดธาตุเป็น ตฺ
: สสฺ + ติ = สสฺติ > สตฺติ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เบียดเบียน” หมายถึง หอก, หลาว; มีด, กริช, ดาบ (a spear, javelin; knife, dagger, sword)
บาลี “สตฺติ” สันสกฤตเป็น “ศกฺติ”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -
(สะกดตามต้นฉบับ)
“ศกฺติ : (คำนาม) ‘ศักติ,’ กำลัง, แรง, ความกล้า; หอกหรือศรเหล็ก; เตชัส (หรือเดช) ของเทพดา, อันโรปยติเปนชายาของเธอ; นัยหรือความหมายของศัพท์; power, strength, prowess; an iron spear or dart; the energy of a deity, personified as his wife; signification or meaning of words.”
ในที่นี้ใช้ตามแบบบาลีเป็น “สัตติ” หมายถึง หอก, หลาว; มีด, กริช, ดาบ (a spear, javelin; knife, dagger, sword)
คำว่า “สัตติ” ยังไม่ได้เก็บไว้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 
มุข + สตฺติ = มุขสตฺติ (มุ-ขะ-สัด-ติ) แปลว่า “หอกคือปาก” หมายถึง คำที่ทิ่มแทง, ปากกล้า (piercing words) 
เช่นในประโยคว่า -
..............
มุขสตฺตีหิ  วิตุทนฺตาติ  คุณานํ  ฉินฺทนฏฺเฐน  ทุพฺภาสิตา  วาจา  มุขสตฺติโยติ  วุจฺจนฺติ  ตาหิ  วิตุทนฺตา  วิชฺฌนฺตา  ฯ
คำว่า มุขสตฺตีหิ  วิตุทนฺตา (ทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก) หมายความว่า วาจาชั่วหยาบท่านเรียกว่า “หอกคือปาก” โดยความหมายว่าตัดคุณความดีของกัน คือทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปากนั้น
ที่มา: มโนรถปูรณี ภาค 2 หน้า 74
..............
ตาหิ  มุขสตฺตีหิ  วิตุทนฺตา  วิชฺฌนฺตา  วิหรนฺติ  ฯ
อยู่ด้วยกันก็ใช้ปากถากถากทิ่มแทงกัน
ที่มา: ปรมัตถทีปนี อุทานวัณณนา หน้า 516
..............
ข้อสังเกต :
คำว่า “มุข” กับคำว่า “สตฺติ” เป็นคำที่มีความหมาย 2 นัยทั้ง 2 คำ คือ -
“มุข” แปลว่า หน้า (the face) ก็ได้ แปลว่า ปาก (the mouth) ก็ได้
“สตฺติ” แปลว่า ความสามารถ (ability) ก็ได้ แปลว่า หอก (a spear) ก็ได้
..............
บาลี “มุขสตฺติ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “มุขสัตติ” (มุก-ขะ-สัด-ติ) แปลว่า “หอกคือปาก” คือเปรียบปากว่าเหมือนหอก ในความหมายที่ว่า ใช้ถ้อยคำวาจาทิ่มแทงกัน พูดให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บใจ เหมือนคนใช้หอกทิ่มแทงกันฉะนั้น
คำว่า “มุขสัตติ” ยังไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ในภาษาไทยก็ยังไม่ได้ยินว่ามีใครใช้พูดกัน 
จึงขอฝากไว้ในวงวรรณอีกคำหนึ่ง
ดูเพิ่มเติม: “มุขศักดิ์” บาลีวันละคำ (3,059) 27-10-63 
..............
ดูก่อนภราดา!
: ปัญหาที่เกิดจากปาก
: แก้ยากกว่าปัญหาที่เกิดจากหอก

 

ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,713)


อาหุไนยบุคคล

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก

อ่านว่า อา-หุ-ไน-ยะ-บุก-คน

ประกอบด้วยคำว่า อาหุไนย + บุคคล

(๑) “อาหุไนย” 

บาลีเป็น “อาหุเนยฺย” อ่านว่า อา-หุ-เนย-ยะ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง) + หุ (ธาตุ = ให้, บูชา, เซ่นไหว้) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) + เอยฺย ปัจจัย

(ก) : อา + หุ = อาหุ + ยุ > อน = อาหุน แปลตามศัพท์ว่า “การมอบให้” “การบูชา” “การเซ่นไหว้” หมายถึง ของบูชายัญ, ของเซ่นสรวง; ความเคารพ, การบูชา (oblation, sacrifice; veneration, adoration)

(ข) : อาหุน + เอยฺย = อาหุเนยฺย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ควรแก่การมอบให้” “ผู้ควรแก่การบูชา” “ผู้ควรแก่การเซ่นไหว้” หมายถึง เกี่ยวกับการสังเวย, ควรเซ่นสรวง, ควรบูชาหรือสังเวย, ควรเคารพ, ควรบูชายัญ, ควรบวงสรวง (sacrificial, worthy of offerings or of sacrifice, venerable, adorable, worshipful)

“อาหุเนยฺย” ใช้ในภาษาไทยเป็น “อาหุไนย”

คำว่า “อาหุไนย” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 

(๒) “บุคคล”

บาลีเป็น “ปุคฺคล” อ่านว่า ปุก-คะ-ละ รากศัพท์มาจาก -

(1) ปุ (นรก) + คลฺ (ธาตุ = เคลื่อน) + อ (อะ) ปัจจัย, ซ้อน คฺ 

: ปุ + คฺ + คลฺ = ปุคฺคลฺ + อ = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เคลื่อนไปสู่นรก” 

(2) ปูติ (ของบูดเน่า) + คลฺ (ธาตุ = กิน) + อ (อะ) ปัจจัย, รัสสะ อู ที่ ปู-(ติ) เป็น อุ แล้วลบ ติ (ปูติ > ปุติ > ปุ), ซ้อน คฺ 

: ปูติ > ปุติ > ปุ + คฺ + คลฺ = ปุคฺคลฺ + อ = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้กินอาหารคือของบูดเน่า” 

(3) ปุคฺค (อาหารที่ยังอายุของสัตว์ให้เต็ม) + ลา (ธาตุ = กิน) + อ (อะ) ปัจจัย, ลบ อา ที่ ลา (ลา > ล) 

: ปุคฺค + ลา = ปุคฺคลา > ปุคฺคล + อ = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้กินอาหารที่ยังอายุของสัตว์ให้เต็มเป็นไป” (คือต้องกินจึงจะมีชีวิตอยู่ได้) 

(4) ปูร (เต็ม) + คล (เคลื่อน), รัสสะ อู ที่ ปู-(ร) เป็น อุ แล้วลบ ร (ปูร > ปุร > ปุ), ซ้อน คฺ ระหว่าง ปูร + คล 

: ปูร > ปุร > ปุ + คฺ + คล = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำหมู่สัตว์โลกให้เต็มและเคลื่อนไปสู่ธรรมดาคือจุติและอุบัติ” (คือเกิดมาทำให้โลกเต็มแล้วก็ตาย)

“ปุคฺคล” ในบาลีหมายถึง -

(1) ปัจเจกชน, บุคคล, คน (an individual, person, man) 

(2) สัตว์, สัตว์โลก (being, creature)

“ปุคฺคล” ใช้ในภาษาไทยว่า “บุคคล” (อ่านว่า บุก-คน, ถ้ามีคำอื่นมาสมาสข้างท้ายอ่านว่า บุก-คะ-ละ-, บุก-คน-ละ-) 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า -

“บุคคล, บุคคล- : (คำนาม) คน (เฉพาะตัว); (คำที่ใช้ในกฎหมาย) คนซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า บุคคลธรรมดา; กลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า นิติบุคคล. (ป. ปุคฺคล; ส. ปุทฺคล).”

ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ปรับแก้คำนิยามเหลือเพียง -

“บุคคล, บุคคล- : (คำนาม) คน (เฉพาะตัว); (คำที่ใช้ในกฎหมาย) บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล. (ป. ปุคฺคล; ส. ปุทฺคล).”

อาหุเนยฺย + ปุคฺคล = อาหุเนยฺยปุคฺคล แปลว่า “บุคคลผู้ควรแก่การมอบให้” “บุคคลผู้ควรแก่การบูชา” “บุคคลผู้ควรแก่การเซ่นไหว้”

“อาหุเนยฺยปุคฺคล” ใช้ในภาษาไทยเป็น “อาหุไนยบุคคล” (อา-หุ-ไน-ยะ-บุก-คน)

คำว่า “อาหุไนยบุคคล” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 

ขยายความ :

ในพระไตรปิฎกมีคาถาแสดงคุณของบิดามารดาบทหนึ่งว่า -

..............

พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร

ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร  

อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ

ปชาย อนุกมฺปกา  ฯ

มารดาบิดาทั้งหลายชื่อว่าเป็นพรหม 

เป็นบุรพาจารย์

และเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย

เป็นผู้เอ็นดูประชาคือบุตร

ที่มา: พรหมสูตร ติกนิบาตร อังคุตรนิกาย

พระไตรปิฎกเล่ม 20 ข้อ 470

..............

มีคำอธิบายว่า -

..............

อาหุเนยฺยา  จ  ปุตฺตานนฺติ  ปุตฺตานํ  อาหุนปาหุนอภิสงฺขตอนฺนปานาทีสุ  อรหนฺติ  อนุจฺฉวิกา  ตํ  ปฏิคฺคเหตุํ  ฯ  ตสฺมา  อาหุเนยฺยา  จ  ปุตฺตานนฺติ  วุตฺตา  ฯ

คำว่า อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ หมายความว่า ย่อมควรได้รับข้าวน้ำเป็นต้นที่บุตรจัดมาเพื่อบูชา เพื่อต้อนรับ คือเป็นผู้เหมาะสมเพื่อจะรับข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ (และเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย) ดังนี้

ที่มา: มโนรถปูรณี ภาค 2 หน้า 158

..............

คำว่า “เป็นอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย” นี้ มีผู้นิยมนำมาพูดกันว่า “บิดามารดาเป็นพระอรหันต์” ทั้งนี้เพราะคำว่า “อาหุเนยฺย” เป็นคำแสดงคุณสมบัติข้อหนึ่งของพระอรหันต์ ดังปรากฏอยู่ในบท “สังฆคุณ” ที่ขึ้นต้นว่า “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ”

เมื่อพูดว่า “บิดามารดาเป็นพระอรหันต์” ก็มักจะมีผู้แย้งว่า ไม่ถูกต้อง เพราะบิดามารดาเป็นฆราวาส ยังมีกิเลสอยู่ จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร

อันที่จริง ผู้พูดว่า “บิดามารดาเป็นพระอรหันต์” นั้น มิได้มีเจนาจะบอกว่าบิดามารดาสิ้นกิเลสแล้วเหมือนพระอรหันต์ เพียงแต่จะบอกว่าบิดามารดาเป็นผู้ควรแก่การบูชาเซ่นสรวงเช่นเดียวกับพระอรหันต์ และเป็นเช่นนั้นเฉพาะกับบุตรทั้งหลายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกับคนทั่วไปที่ไม่ใช่บุตร เพราะมีคำว่า “ปุตฺตานํ” กำกับอยู่ชัดแจ้ง ผู้แย้งจึงควรเข้าใจเจตนาของคำพูดว่า “บิดามารดาเป็นพระอรหันต์”

..............

ดูก่อนภราดา!

: หลายคนกว่าจะยอมรับว่าพ่อแม่มีคุณ

: ก็ต่อเมื่อไม่มีพ่อแม่จะให้ตอบแทนคุณเสียแล้ว

ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,712)


นิรินธนพินาศ

รูปคำประหลาด แต่ความหมายล้ำเลิศ

ถ้าไม่ได้เรียนรู้คำบาลี คงมีคนอ่านว่า นิ-ริน-ทน-พิ-นาด

คำนี้ไม่ได้อ่านแบบนั้น 

แต่อ่านว่า นิ-ริน-ทะ-นะ-พิ-นาด

แยกศัพท์เป็น นิรินธน + พินาศ

(๑) “นิรินธน” 

เขียนแบบบาลีเป็น “นิรินฺธน” (-รินฺ- มีจุดใต้ นฺ) อ่านว่า นิ-ริน-ทะ-นะ รากศัพท์มาจาก นิร + อินฺธน 

(ก) “นิร” อ่านว่า นิ-ระ ตามที่ตาเห็นก็เป็น “นิร” แต่หลักภาษาบอกว่า คำนี้เดิมเป็น “นิ” เป็นศัพท์จำพวก “อุปสรรค” แปลว่า เข้า, ลง, ไม่มี, ออก เมื่อนำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ มักลง ร อาคมแทรกระหว่างคำที่มาเชื่อมกัน เช่น -

นิ + ร + อนฺตราย = นิรนฺตราย แปลว่า ไม่มีอันตราย

นิ + ร + อปราธ = นิรปราธ แปลว่า ไม่มีความผิด 

อักษรจำพวกที่เรียกว่า “อาคม” นี้ยังมีอีกหลายตัว เหตุผลสำคัญที่ต้องลงอาคมก็เพื่อให้เกิดความสละสลวยหรือคล่องปากเมื่อออกเสียง

ในสันสกฤต อุปสรรคตัวนี้เป็น “นิร”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -

(สะกดตามต้นฉบับ)

“นิรฺ : (นิบาต) นิบาตและอุปสรรคบอกอสังศยะหรือความเชื่อแน่; ความประติเษธ; ความปราศจาก; a particle and prefix implying certainty or assurance; negation or privation; – (กริยาวิเศษณ์ หรือ บุรพบท) ภายนอก, นอก, ออก, ปราศจากหรือไม่มี, พลัน; outside, out, without, forth.”

(ข) “อินฺธน” อ่านว่า อิน-ทะ-นะ รากศัพท์มาจาก -

(1) เอธฺ (ธาตุ = เจริญ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แผลง เอ ที่ เอธฺ เป็น อิ (เอธ > อิธ), ลงนิคหิตอาคมต้นธาตุ แล้วแปลงนิคหิตเป็น นฺ (อิธ > อึธ > อินฺธ)

: เอธฺ + ยุ > อน = เอธน > อิธน > อึธน > อินฺธน แปลตามศัพท์ว่า “วัตถุที่ยังไฟให้เจริญคือให้ลุกไหม้ขึ้น”

(2) อินฺธฺ (ธาตุ = สว่าง) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: อินฺธฺ + ยุ > อน = อินฺธน แปลตามศัพท์ว่า “วัตถุเป็นเครื่องสว่างแห่งไฟ”

“อินฺธน” หมายถึง ฟืนหรือไม้สำหรับติดไฟ, เชื้อเพลิง (firewood, fuel)

“อินฺธน” ในภาษาไทยใช้เป็น “อินธน์” (อ่านว่า อิน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“อินธน์ : (คำนาม) การจุดไฟ; เชื้อไฟ, ไม้สําหรับติดไฟ, มักใช้เป็นส่วนท้ายของสมาส เช่น นิรินธน์ ว่า ไม่มีเชื้อไฟ. (ป., ส.).”

: นิร (นิ + ร) + อินฺธน = นิรินฺธน (นิ-ริน-ทะ-นะ) แปลว่า “ไม่มีเชื้อ” (without fuel)

“นิรินฺธน” ในภาษาไทยใช้เป็น “นิรินธน์” (อ่านว่า นิ-ริน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“นิรินธน์ : (คำแบบ) (คำวิเศษณ์) ไม่มีเชื้อ (ใช้แก่ไฟ). (ป.).”

หมายเหตุ: “คำแบบ” หมายถึง คำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป

(๒) “พินาศ”

บาลีเป็น “วินาส” อ่านว่า วิ-นา-สะ รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + นสฺ (ธาตุ = พินาศ, หายไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ น-(สฺ) เป็น อา (นสฺ > นาสฺ)

: วิ + นสฺ = วินส + ณ = วิสนณ > วินส > วินาส (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ความหายไป” หมายถึง ความพินาศ, ความล่มจม, ความสูญหาย (destruction, ruin, loss)

“วินาส” ใช้ในภาษาไทยตามรูปสันสกฤตเป็น “วินาศ” (วิ-นาด) และแผลง ว เป็น พ ตามหลักนิยม จึงเป็น “พินาศ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“พินาศ : (คำนาม) ความเสียหายสิ้นเชิง, ความเสียหายย่อยยับ. (คำกริยา) เสียหายสิ้นเชิง, เสียหายย่อยยับ. (ป. วินาส; ส. วินาศ).” 

นิรินฺธน + วินาส = นิรินฺธนวินาส (นิ-ริน-ทะ-นะ-วิ-นา-สะ) แปลว่า “ความหายไปเพียงดังว่าไฟที่สิ้นเชื้อ”

“นิรินฺธนวินาส” ใช้ในภาษาไทยเป็น “นิรินธนพินาศ” (นิ-ริน-ทะ-นะ-พิ-นาด) 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“นิรินธนพินาศ : (คำนาม) ความหมดสิ้นอย่างไฟขาดเชื้อ คือ ไม่ลุกลามได้อีก (มักใช้เปรียบถึงความดับกิเลสของพระอรหันต์).”

ขยายความ :

กิเลสของปุถุชน อาจมีเวลาลดลงหรือหายไปได้ชั่วพักหนึ่ง แล้วก็กลับเกิดขึ้นได้อีก เหมือนไฟที่ยังมีเชื้ออยู่ แม้ดับไป แต่เมื่อเชื้อยังมีอยู่ เมื่อจุดไฟเข้าก็สามารถลุกติดเป็นไฟได้อีกเสมอ

ต่างจากพระอรหันต์ กิเลสของพระอรหันต์ถูกกำจัดให้หมดสิ้นเหมือนไฟที่สิ้นเชื้อ คือไม่มีอะไรทำให้ไฟดับ แต่ดับเพราะหมดเชื้อ ดับแบบนี้ทำอย่างไรก็ติดเป็นไฟขึ้นอีกไม่ได้ เพราะเชื้อที่จะติดไฟหรือทำให้ไฟติดหมดสิ้นไปแล้ว เชื้อใหม่ก็ไม่มีเติม เป็นการดับสนิทดังคำว่า “นิรินธนพินาศ” นั่นแล

..............

ดูก่อนภราดา!

อยู่กับกิเลสเหมือนกัน แต่คนคิดไม่เหมือนกัน

คนเขลา: ไม่เป็นกับมัน ก็อยู่กับมันไม่ได้

คนฉลาด: เมื่อจำเป็นก็อยู่กับมัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกับมัน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.