สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระมาตุจฉา(น้า)​มหาปชาบดีโคตมีของพระพุทธองค์​ ถวาย​ผ้าอาบน้ำฝนที่อุตส่าห์ทำเ​องตั้งใจ​เจาะจง​ถวาย​พระองค์​ แต่กลับทรงตรัสว่าให้ถวายแก่สงฆ์มีผลเลิศ​ สังฆรัตนะมีประเสริฐกว่าพุทธรัตนะหรือ?​ 

     โคตมิวัตถุทาน​​ปัญหา​ (ปัญหาที่เกี่ยวกับพระนางมหาปชาบดีถวายผ้าอาบน้ำฝน)

   พระเจ้าม​ิ​ลินท์​  " พระคุณเจ้านาคเสน  พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่งความข้อนี้​ แก่พระพระมาตุจฉาที่กำลังถวายผ้าอาบน้ำฝนอยู่ว่า​  " สํเฆ  โคตมิ  เทหิ, สํเฆ​ เต  ทินฺเน  อหญฺเจว  ปูชิโต​ ภวิสฺสามิ​ สํโฆ จ​ -​ ดูก่อน​ พระนางโคตมี​ ขอพระองค์​จงถวายในพระสงฆ์เถิด, เมื่อพระองค์ได้ถวายในพระสงฆ์แล้ว​ ก็จักเป็นอันได้บูชาอาตมภาพด้วย​ ได้บูชาพระสงฆ์​ ", พระคุณเจ้านาคเสน​ พระตถาคตทรงเป็นบุคคล​ ที่ไม่ควรตระหนัก​ ไม่ควรเคารพ​ ไม่ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลที่ยิ่งกว่าพระสังฆรัตนะ​หรือไร, พระตถาคตจึงรับสั่งให้พระมาตุจฉาของพระองค์ถวายผ้าอาบน้ำฝนที่พระนางทรงย้อมสีเอง​ ปอกฝ้ายเอง​ ระบมเอง​ ปั้นเอง​ ทอเอง​ ที่กำลังถวายพระองค์​อยู่แก่พระสงฆ์, พระคุณเจ้า​นาคเสน​ ถ้าหากว่า​ พระตถาคตทรงเป็นผู้สูงกว่า หรือยิ่งกว่า​ หรือวิเศษกว่าพระสังฆรัตนะ, พระตถาคตก็ควรจะตรัสว่า​  " เมื่อได้ถวายในอาตมภาพ​ กก็จักมีผลมาก" ดังนี้​ จะไม่รับสั่งให้มาตุจฉาถวายผ้าอาบน้ำฝนที่ทรงย้อมสีเอง​ ปอกฝ้ายเอง​ ระบมเอง​ ปั่นเอง​ ทอเอง​ แก่พระสงฆ์, เพราะเหตุที่พระตถาคตไม่โปรดให้ปรารถนาพระองค์​ ไม่โปรดให้อิงอาศัยพระองค์​ พระตถาคต​จึงรับสั่งให้พระมาตุจฉาถวายผ้าอาบ​น้ำ​ฝน​ผืนนั้นแก่พระสงฆ์เสีย."

   พระนาคเสน​ " พระผู้มีพระภาครับสั่งความข้อนี้แก่พระมาตุจฉามหาปชาบดีโคตมี​ ผู้กำลังถวาย​ผ้าอาบ​น้ำ​ฝน​อยู่ว่า​  " ดูก่อน​ พระนางโคตมี​ ขอพระองค์​จงถวาย​ในพระสงฆ์​เถิด, เมื่อพระองค์​ได้ถวาย​ในพระสงฆ์​แล้ว​ ก็จักเป็นอันได้บูชาอาตมภาพด้วย​ ได้บูชาพระสงฆ์​ด้วย​ " ดังนี้จริง ก็คำนั้นตรัสไว้เพราะความที่ทานของผู้น้อมถวายเฉพาะ​พระองค์เป็นของมีวิบากผล​ และอานิสงส์​ผล​ น้อยก็หาไม่​ เพราะความที่พระองค์​มิใช่ทักขิไณยบุคคล​ ก็หาไม่, ขอถวายพระพร​ พระตถาคตทรงดำริว่า​ ในกาลอนาคต​ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว​ พระสงฆ์​จักเป็นผู้ที่ชาวบริษัท​กระทำความเคารพยำเกรง​ ดังนี้​ แล้วทรงประสงฆ์จะยกย่องคุณของพระสงฆ์​ที่มีอยู่จริงนั่นแหละ​ เพื่อประโยชน์​เกื้อกูล​ เพื่ออนุเคราะห์​พระสงฆ์​ จึงตรัสอย่างนี้ว่า​ " ดูก่อน​ พระนางโคตมี​ ขอพระองค์​ถวาย​ในพระสงฆ์​เถิด,  เมื่อพระองค์ได้ถวาย​ในพระสงฆ์​แล้ว​ ก็จักเป็นอันได้บูชาอาตมภาพ​ด้วย​ ได้บูชาพระสงฆ์​ด้ด้วย"

   ขอถวายพระพร​ เปรียบเหมือนว่า​ ผู้เป็นบิดา​ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง​ ก็กล่าวยกย่องคุณของบุตรซึ่งก็มีอยู่จริงนั่นแหละ​ ในพระราชสำนักของพระราชา​ ท่ามกลางพวกอำมาตย์​ ข้าราชการ​ กำลังพล​ นายประตูเมือง​ นายทหารรักษาพระองค์​ และชาวบริษัท​ทั้งหลาย​ ด้วยคิดว่า​  " บุตรของเราได้รับการแต่งตั้งในที่นี้แล้ว​ ต่อไปในอนาคตกาล​ จักเป็นผู้ที่คนทั้งหลายเคารพนับถือ​ " ดังนี้​  ฉันใด, พระตถาคตทรงดำริว่า​ ในกาลอนาคต​ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว​ สงฆ์จักเป็นผู้ที่ชาวบริษัทกระทำความเคารพยำเกรง​ ดังนี้แล้ว​ ทรงประสงค์จะยกย่องคุณของพระสงฆ์ที่มีอยุ่​จริงนั่นแหละ​ เพื่อเกื้อกูล​ เพื่ออนุเคราะห์​พระสงฆ์​เหล่านั้น​ จึงตรัสอย่างนี้ว่า​ " ดูก่อน​ พระนางโคตมี​ ขอพระองค์​ถวาย​ในพระสงฆ์เถิด,  เมื่อพระองค์ได้ถวาย​ในพระสงฆ์แล้ว​ ก็จักเป็นอันได้บูชาอาตมภาพด้วย​ ได้บูชาพระสงฆ์ด้วย​ "  ดังนี้​ ฉันนั้นเหมือนกัน.

   ขอถวายพระพร​ พระสงฆ์หาชื่อว่า​เป็นผู้ยิ่งกว่า​ หรือพิเศษกว่าพระตถาคต​ เพราะเหตุสักแต่ว่ารับสั่งให้ถวาย​ผ้าอาบ​น้ำ​ฝน​ให้เท่านั้นไม่.​ ขอถวายพระพร​เปรียบเหมือนว่า​ ผู้เป็นมารดาหรือบิดา​ ย่อมแต่งตัวให้บุตร​ ถูตัวให้​ อาบน้ำให้​ สระผมให้  ขอถวายพระพร​ ก็แต่ว่า​ ผู้เป็นบุตรชื่อว่า​ เป็นผู้ยิ่งกว่า​ หรือพิเศษ​กว่าผู้เป็นมารดา​และบิดา​ เพราะเหตุสักว่าเขาแต่งตัวให้​ ถูตัวให้​ อาบน้ำให้​  สระผมให้  เท่านั้น​หรือหนอ? "

   พระเจ้า​มิลินท์​ " หามิได้​ พระคุณเจ้า, เป็นหน้าที่ของมารดาและ​บิดา​ เมื่อบุตรเป็นผู้ยังไม่อาจทำกิจ​ใดได้​ มารดาและบิดาก็ย่อมช่วยทำกิจนั้นให้.​ "

   พระนาคเ​สน​ " ขอถวายพระพร​ อุปมาเป็นฉันใด​ อุปมัยก็เป็นฉันนั้น​เหมือนกัน​ พระสงฆ์หาชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งกว่า​ หรือ​พิเศษ​กว่าพระตถาคต​ เพราะเหตุสักว่ารับสั่งให้ถวาย​ผ้าอาบ​น้ำ​ฝน​ให้เท่านั้น​ไม่​ ก็แต่ว่า​ พระตถาคตเมื่อจะทรงทำกิจที่พระสงฆ์​ไม่อาจทำตามที่ตนต้องการ​ได้​ จึงโปรดให้พระมาตุจฉาถวายผ้าอาบน้ำ​ฝน​นั้นแก่พระสงฆ์.

   ขอถวายพระพร​ อีกอย่างหนึ่ง​ เปรียบเหมือนว่า​ บุรุษบางคนพึงน้อมเกล้าฯ​ ถวาย​เครื่องบรรณาการ​แก่พระราชา, พระราชาพระราชทานเครื่องบรรณาการ​นั้นแก่คนอื่น​ ซึ่งเป็นข้าราชการบ้าง​ กำลังพลบ้าง​ เสนาบดีบ้าง​ ปุโรหิตบ้าง, ขอถวายพระพร​ บุรุษผู้ได้รับเครื่องบรรณาการ​นั้น​ ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งกว่า​ หรือพิเศษกว่าพระราชา​ เพราะเหตุสักว่าได้รับเครื่องบรรณาการ​เท่านั้น​ หรือหนอ? "พระเจ้าม​ิ​ลินท์​ " หามิได้พระคุณ​เจ้า, บุรุษ​ผู้นั้นเป็นผู้ที่พระราชาทรงชุบเลี้ยง​ เป็นผู้อาศัย​พระราชาเลี้ยงชีพ​ พระราชาเมื่อทรงดำรงอยู่ในอิสสริยฐานะนั้น​ ก็ย่อมมีอำนาจพระราชทานเครื่องบรรณาการแก่คนอื่นได้​ "

   พระนาคเ​สน​ " ขอถวายพระพร​ อุปมาเป็นฉันใด​ อุปมัยก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน​ พระสงฆ์หาชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งกว่า​ หรือประเสริฐกว่าพระตถาคต​ เพราะเหตุสักว่ารับสั่งให้ถวาย​ผ้าอาบ​น้ำ​ฝน​เท่านั้นไม่, ทว่า​ พระสงฆ์เป็นผู้ที่พระตถาคตทรงชุบเลี้ยง​ เป็นผู้ที่อาศัยพระตถาคตเลี้ยงชีพ.พระตถาคตทรงดำรง​อยู่​ในฐานะประดุจพระบิดาแห่งสงฆ์​ ก็ย่อมมีความสง่างามรับสั่งให้ถวายผ้าอาบน้ำ​ฝน​แก่พระสงฆ์ได้

   ขอ​ถวายพระพร​ อีกอย่างหนึ่ง​ พระตถาคตทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า​  " สงฆ์เป็นผู้ที่ชาวโลกควรบูชาโดยสภาวะ, เราจักให้ชาวโลกบูชาพระสงฆ์ในสำนักของเรา​ " ดังนี้​ แล้วก็รับสั่งให้ถวายผ้าอาบ​น้ำ​ฝน​แก่สงฆ์, ขอถวายพระพร​ พระตถาคตหาตรัสสรรเสริญการบูชาพระองค์เองเท่านั้นไม่,  ทว่าบุคคลเหล่าใดเป็นผู้ควรบูชาในโลก,  พระตถาคตจะตรัสสรรเสริญการบูชาแม้ต่อบุคคลเหล่านั้น.

   ขอถวายพระพร​ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเหล่าเทพ​ เมื่อทรงจะยกย่องข้อปฏิบัติมักน้อย​ ในคราวแสดงเรื่อง​ ธรรมทายาทสูตร​ ซึ่งเป็นความประพฤติที่น่าชื่นชม​ ว่า​ " อสุ  เยว เม  ปุริโม​ ภิกขุ​ ปุชฺชตโร​ จ​ ปาสํสตโร​ จ​ -​ ภิกษุรูปแรกนั่นแหละ​จัดว่าเป็น​ผู้ที่น่าบูชา​กว่า​ และน่าสรรเสริญ​กว่า​ สำหรับเรา​ " ดังนี้​ (ม.มู.12/21) [ ความย่อมีอยู่ว่าภิกษุ​ 2​ รูปเดินทางเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า​ถูกความอ่อนเพลีย​และความหิวครอบงำ​ ขณะนั้นพระพุทธองค์​ทรงเสวยพระกระยาหาร​เสร็จ​แล้ว​ แต่ยังมีอาหารเหลือเป็นเดนอยุ่​ ทรงอนุญาต​ให้ภิกษุ​ 2​ รูปนั้นฉันอาหารที่เป็นเดนได้​  ภิกษุ​รูปแรกมักน้อยตระหนักถึงพระดำรัสที่ว่า​ " ดูก่อน​ ภิกษุ​ทั้งหลาย​ พวกเธอจงเป็นธรรมทายาทเถิด, อย่าเป็นอามิส​ทายาทเลย." แต่ว่าบิณฑบาตนี้​ ก็จัดว่าเป็นอามิสอย่างหนึ่ง, ถ้ากระไร​ เราจะไม่ฉันบิณฑบาต​นี้​ จะทำตลอดคืนและวันนี้ให้ล่วงไป​ พร้อมกับความอ่อนเพลียและความหิวนี้แหละ​ ส่วนภิกษุ​รูปที่​ 2​ ฉันบิณฑบาตนั้น​ ]​ ขอถวายพระพร​ ในภพทั้งหลาย​ สัตว์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล​ไหนๆ​ ที่สูงส่งกว่า หรือวิเศษ​ยิ่งกว่าพระตถาคต​ หามีไม่​ ขอถวายพระพร​ มาณวคามิกเทพบุตร​ ยืนอยุ่​เบื้องหน้าพระพักตร์พระผู้มีพระภาค​ ท่ามกลาง​เทวดาและมนุุษย์ทั้งหลาย​ ได้กล่าวภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า​ :-                      

 " วิปุโล  ราชคหียานํ            คิริ เสฏฺโฐ​ ปวุจจติ

   เสโต  หิมวตํ เสฏฺโฐ            อาทิจฺโจ​ อฆามินํ.

   สมุทฺโท​ อุทธีนํ​ เสฏฺโฐ        นกฺขตฺตานญฺจ​ จนฺทิมา

   สเทวกสฺส​ โลกสฺส              พุทฺโธ  อคฺโค​ ปวุจฺจติ."(สํ.ส.15/92)  แปลว่า

" ภูเขาวิปุละ​ กล่าวได้ว่า​ประเสริฐสุดแห่งบรรดาภูเขาในกรุงราชคฤห์​ ภูเขาเสตะ กล่าวได้ว่าประเสริฐ​สุดแห่งบรรดาภูเขาหิมพานต์​ พระอาทิตย์​ กล่าวำได้ว่าแสงประเสริฐสุดแห่งบรรดาดวงดาวที่โคจรไปในอากาศ​ มหาสมุทร​ กล่าวได้ว่าประเสริฐสุดแห่งบรรดาแหล่งขังน้ำทั้งหลาย​ และพระจันทร์​ก็กล่าวได้ว่าประเสริฐสุดแห่งหมู่ดาวนัก​ษัตรทั้งหลาย​ ฉันใด, พระพุทธเจ้าก็กล่าวได้ว่าทรงเป็นบุคคลผู้เป็นยอดในโลกที่มีพร้อมพรั่งทั้งมนุษย์​ทั้งเทวดา​ ฉันนั้นเหมือนกันแล."  ขอถวายพระพร​ ก็คาถานี้นั้น​ เป็นคาถาทึ่มาณวคามิกเทพบุตรขับกล่าวไว้ได้ดี​ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงเห็นชอบ, ขอถวายพระพร​ แม้พระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวไว้เหมือนกันมิใช่หรือ​ ว่า​  :-

  " เอโก​ มโนปสาโท

    สรณคมนมญฺชลิปณาโม​ วา

    อุสฺสหเต  ตารยตุํ

    มารพลนิสูทเน  พุทฺเธ "

แปลว่า  " ความเลื่อมใสแห่งใจ​ ก็ดี​ การถึงว่าเป็นสรณ  ก็ดี​ การน้อมอัญชลีไป​ ก็ดี​ เพียงอย่างเดียว ในพระพุทธเจ้าผู้ทรงทำลายกำลังมารได้​ ย่อมสามารถทำให้สัตว์ข้ามภพกันดารได้​แล " รวมแม้กระทั้ง​ พระผู้มีพระภาคเองก็ได้ทรงตรัสไว้ว่า​ " เอกปุคฺคโล  ภิกฺขเว​ โลเก อุปฺปชฺชมาโน  อุปฺปชฺชติ​ พหุชนหิตาย​ พหุชนสุขาย​ โลกานุกมฺปาย​ อตฺถาย​ หิตาย​ สุขาย​ เทวมนุสฺสานํ, กตเม  เอกปุคฺคโล, ตถาคโต​ อรหํ  สมฺมาสมฺพุทฺโธ​ ฯเปฯ เทวมนุสฺสานํ​ -​ ดูก่อน​ ภิกษุ​ทั้งหลาย​ บุคคลผู้เป็นเอกเมื่อเกืดขึ้นมาในโลก​ ย่อมเกิดขึ้นมาเพื่อเกื้อกูลชนทั้งหลาย​เป็นอันมาก​ เพื่อความสุขของชนทั้งหลาย​เป็นอันมาก​ เพื่ออนุเคราะห์​โลก​ เพือประโยชน์​ เพื่อความเกื้อกูล​ เพื่อความสุข​ แห่งเทวดาและมนุษย์​ทั้งหลาย, บุคคลผู้เป็นเอกคนไหนเล่า, คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า​ ฯเปฯ แห่งเทวดาและมนุษย์​ทั้งหลาย​แล​ " (องฺ​ เอกก.20/28)

   พระเจ้ามิลินท์​  " สาธุ​ สาธุ​ สาธุ พระคุณเจ้า​นาคเสน ข้าพเจ้า​ขอน้อมรับคำแสดงไขด้วยเหตุผลและหลักฐาน​ของท่าน."

[right-side]