แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรวดน้ำ แสดงบทความทั้งหมด



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,330)


กรวดน้ำ ไม่ใช่ตรวจน้ำ

ทำไมจึงไม่ใช่?

คำว่า “กรวด” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“กรวด ๓ : (คำกริยา) หลั่งน้ำ เช่น น้ำพระเต้าสิโตทกธารามารดริน กรวดลงในมืออินทพฤฒาจารย์. (ม. กาพย์ สักบรรพ). (ข. จฺรวจ).”

คำนิยามที่ว่า “หลั่งน้ำ” ยืนยันว่า “กรวดน้ำ” ใช้ “กรวด” ก-ร-ว-ด ไม่ใช่ “ตรวจ” ต-ร-ว-จ

“ตรวจ” (ต-ร-ว-จ) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ตรวจ : (คำกริยา) พิจารณาดูความเรียบร้อย เช่น ตรวจพล ตรวจราชการ, พิจารณาดูว่าถูกหรือผิด ดีหรือร้าย เป็นต้น เช่น ตรวจบัญชี ตรวจแบบฝึกหัด ตรวจดวงชะตา, พิจารณาหาสมุฏฐาน เช่น ตรวจโรค, สำรวจ เช่น ตรวจพื้นที่. (คำนาม) ชื่อเรือชนิดหนึ่ง.”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “กรวดน้ำ” บอกไว้ว่า - 

“กรวดน้ำ : (คำกริยา) แผ่ส่วนบุญด้วยวิธีหลั่งนํ้า; (ภาษาปาก) โดยปริยายหมายความว่า ตัดขาดไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย, มักใช้ว่า กรวดนํ้าควํ่ากะลา หรือ กรวดนํ้าควํ่าขัน.

ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ปรับแก้คำนิยามเป็นดังนี้ - 

“กรวดน้ำ : (คำกริยา) แผ่ส่วนบุญด้วยวิธีหลั่งนํ้า.”

และเก็บคำว่า “กรวดน้ำคว่ำกะลา, กรวดน้ำคว่ำขัน” บอกไวดังนี้ -

“กรวดน้ำคว่ำกะลา, กรวดน้ำคว่ำขัน : (สำนวน) (คำกริยา) ตัดขาดไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย.”

แต่คำที่สะกดเป็น “ตรวจน้ำ” ไม่มีเก็บไว้ในพจนานุกรมฯ

เพราะฉะนั้น ขอให้เลิกพูดและเขียนผิด ๆ เป็น “ตรวจน้ำ” กันเสียที

“กรวดน้ำ” กรวด- ก-ร-ว-ด

ไม่ใช่ “ตรวจน้ำ” ตรวจ- ต-ร-ว-จ

ขยายความ :

“กรวดน้ำ” พูดเป็นคำบาลีว่าอย่างไร?

“กรวดน้ำ” เป็นคำไทย พจนานุกรมฯ บอกความหมายว่า “แผ่ส่วนบุญด้วยวิธีหลั่งนํ้า” 

คำว่า “แผ่ส่วนบุญ” ตรงกับคำบาลีว่า “ปตฺติทาน” อ่านว่า ปัด-ติ-ทา-นะ แปลตามศัพท์ว่า “การให้ส่วนบุญ” คำกริยาสามัญว่า “ปตฺตึ เทติ” (ปัด-ติง เท-ติ) แปลว่า “ย่อมให้ส่วนบุญ” 

ถ้าพูดถึงบุญที่ทำด้วยวิธีแผ่ส่วนบุญ ใช้คำว่า “ปตฺติทานมย” อ่านว่า ปัด-ติ-ทา-นะ-มะ-ยะ แปลว่า “บุญที่สำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ”

คำขยายความที่ว่า “ด้วยวิธีหลั่งนํ้า” พาดพิงไปถึงคำว่า “ทักขิโณทก”

“ทักขิโณทก” เขียนแบบบาลีเป็น “ทกฺขิโณทก” อ่านว่า ทัก-ขิ-โน-ทะ-กะ แยกศัพท์เป็น ทกฺขิณ (บุญทานที่ทำเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย) + อุทก (น้ำ)

: ทกฺขิณ + อุทก = ทกฺขิณุทก > ทกฺขิโณทก แปลว่า “นํ้าที่หลั่งในเวลาทำบุญเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย”

“ทกฺขิโณทก” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ทักขิโณทก” และ “ทักษิโณทก”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ - 

(1) ทักขิโณทก : (คำนาม) นํ้าที่หลั่งในเวลาทำบุญทำทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย, นํ้าที่หลั่งลงเป็นการแสดงว่ามอบให้เป็นสิทธิ์ขาด, นํ้าที่หลั่งลงให้แทนสิ่งของซึ่งใหญ่โตหรือไม่มีรูปที่จะหยิบยกให้ได้ อย่างวัด ศาลา บุญกุศล เป็นต้น. (ป.).

(2) ทักษิโณทก : (คำราชาศัพท์) (คำนาม) นํ้าที่หลั่งการบำเพ็ญพระราชกุศล, นํ้าที่หลั่งลงเป็นการแสดงว่ามอบให้เป็นสิทธิ์ขาด, นํ้ากรวด คือ น้ำที่ใช้แทนสิ่งของที่ให้ซึ่งใหญ่โตหรือสิ่งไม่มีรูปที่จะหยิบยกให้ได้ อย่างวัด ศาลา บุญกุศล เป็นต้น เช่น พระเวสสันดรหลั่งทักษิโณทกยกสองกุมารให้ชูชก, ชื่อของพระเต้าที่พระมหากษัตริย์ทรงหลั่งน้ำเพื่ออุทิศพระราชกุศล เรียกว่า พระเต้าทักษิโณทก. (ส.).

..............

ดูก่อนภราดา!

: ทำบุญเองเมื่อยังมีชีวิต

: ดีกว่ารอบุญที่คนอื่นอุทิศไปให้ 

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,069)


มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา

เรียนบาลีจากคำกรวดน้ำ

อ่านว่า มา-โร-กา-สัง ละ-พัน-ตุ มา

คำบาลีที่ตาเห็นมี 3 คำ คือ “มาโรกาสํ” “ลภนฺตุ” “มา”

(๑) “มาโรกาสํ” 

อ่านว่า มา-โร-กา-สัง เป็นคำบาลี 2 คำ สนธิกัน แยกศัพท์เป็น มารา + โอกาสํ

(ก) “มารา” รูปคำเดิมเป็น “มาร” อ่านว่า มา-ระ แปลตามศัพท์ว่า -

(1) “ผู้ยังกุศลธรรมให้ตาย” คือมารเข้าที่ไหน ความดีที่มีอยู่ในที่นั้นก็ถูกทำลายหมดไป ความดีใหม่ๆ ก็ทำไม่ได้ 

(2) “ผู้เป็นเครื่องหมายแห่งความเศร้าหมองยังความดีให้ตาย” คือไม่ใช่ฆ่าความดีให้ตายอย่างเดียว หากแต่ยังก่อให้เกิดความสกปรกเลอะเทอะอีกด้วย

สรุปว่า “มาร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำให้ตาย” มีความหมายว่า สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มาร” ว่า Death, the Evil one, the Tempter (ความตาย, คนชั่วร้าย, นักล่อลวง)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“มาร, มาร- : (คำนาม) เทวดาจําพวกหนึ่ง มีใจบาปหยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ทําบุญ; ยักษ์; ผู้ฆ่า, ผู้ทำลาย, ในพระพุทธศาสนาหมายถึงผู้กีดกันบุญกุศล มี ๕ อย่าง เรียกว่า เบญจพิธมาร คือ ขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร เทวบุตรมาร, โดยปริยายหมายถึงผู้ที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง. (ป., ส.).”

“มาร” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) พหุวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “มารา” แปลว่า “อันว่ามารทั้งหลาย”

(ข) “โอกาสํ”รูปคำเดิมเป็น “โอกาส” อ่านว่า โอ-กา-สะ แปลตามศัพท์ว่า “ช่องเป็นที่ไถลง” 

อธิบายเป็นภาพว่า ถ้าเอาไถไปไถตรงไหน แล้วไถนั้นไม่ถูกอะไรเลย มีแต่ปักหัวลงท่าเดียว ตรงนั้นแหละเรียกว่า “โอกาส” 

ดังนั้น ความหมายของ “โอกาส” ก็คือ -

1 ที่ว่าง, ช่องว่าง, ที่โล่งแจ้ง, บรรยากาศ, อวกาศ 

2 การมองเห็นได้, รูปร่าง

3 วาระ, จังหวะ, การตกลง, ความยินยอม ( = อนุญาตให้-)

4 (คุณศัพท์) มองดูเหมือน-, ดูปรากฏว่า- 

“โอกาส” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “โอกาสํ” แปลว่า “ซึ่งโอกาส”

มารา + โอกาสํ = มาโรกาสํ 

พึงทราบว่า “มาโรกาสํ” ไม่ใช่คำเดียวกัน เป็นคำ 2 คำที่สนธิกันด้วยเหตุผลทางฉันทลักษณ์ กล่าวคือ ข้อความตรงนี้ต้องการคำ 4 พยางค์ มารา กับ โอกาสํ นับรวมกันได้ 5 พยางค์ เกินต้องการ จึงแก้ปัญหาด้วยวิธีเชื่อมเสียง มา-รา โอ-กา-สัง เข้าด้วยกันเป็น มา-โร-กา-สัง จาก 5 พยางค์เหลือ 4 พยางค์ตามต้องการ

ถามว่า มารา + โอกาสํ เป็น “มารากาสํ” ไม่ได้หรือ ทำไมต้องเป็น “มาโรกาสํ”

ตอบว่า เป็นวิธีรักษารูปคำเดิม ถ้าเป็น “มารากาสํ” อาจแยกศัพท์เป็น มารา + อากาสํ รูปคำเดิมของ “โอกาสํ” ก็จะคลาดเคลื่อนไป ทำให้เข้าใจผิดไปได้ว่าคำนี้เป็น “อากาสํ” ไม่ใช่ “โอกาสํ” 

แต่เมื่อเป็น “มาโรกาสํ” การแยกศัพท์จะไม่มีโอกาสผิดพลาด คือเห็นได้ชัดว่าคำหลังต้องเป็น “โ-กาสํ” ส่วนจะเป็น มาโร + โอกาสํ หรือ มารา + โอกาสํ ก็ดูบริบทคือข้อความอื่นๆ ในประโยค 

คำสำคัญในประโยคนี้คือ “ลภนฺตุ” ซึ่งเป็นคำกริยา (กิริยา) พหุวจนะ เป็นการบังคับให้ “มาร” ซึ่งเป็นประธานในประโยคต้องเป็นพหุวจนะ นั่นคือต้องเป็น “มารา” ไม่ใช่ “มาโร” 

มารา + โอกาสํ ใช้สูตร “ลบสระหน้า คงสระหลัง” สระหน้าคือ อา ที่ (มา)-รา : มารา > มาร สระหลังคือ โอ ที่ โอ-(กาส) 

: มารา > มาร + โอกาสํ = มาโรกาสํ 

“มาโรกาสํ” ตาเราเห็นเป็นคำเดียว แต่สถานะของคำเป็น 2 คำ

คนไม่ได้เรียนบาลีเห็นเป็น “มาโรกาสํ”

คนเรียนบาลีเห็นเป็น “มารา โอกาสํ” 

นี่คือความได้เปรียบของคนเรียนบาลี

(๒) “ลภนฺตุ” 

อ่านว่า ละ-พัน-ตุ เป็นคำกิริยาอาขยาต ปฐมบุรุษ (ประธานเป็นผู้ที่ถูกพูดถึง ในที่นี้คือ “มารา”), พหุวจนะ รากศัพท์มาจาก ลภฺ (ธาตุ = ได้) + อ (อะ) ปัจจัยประจำหมวด ภู ธาตุ + อนฺตุ (อัน-ตุ) วิภัตติอาขยาตหมวดปัญจมี 

: ลภฺ + อ + อนฺตุ = ลภนฺตุ แปลว่า “จงได้” 

(๓) “มา”

เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย คือคงรูปเดิมเสมอ อาจเปลี่ยนรูปโดยวิธีสนธิกับคำอื่นบ้าง แต่คงถือว่าเป็นคำเดิมเพราะเวลาแปลต้องแยกคำออกเป็นคำเดิมเสมอ 

นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า “น ไม่ โน ไม่ มา อย่า ว เทียว” (น [นะ] = ไม่, โน = ไม่, มา = อย่า, ว [วะ] = เทียว) 

“มา” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, อย่า, หวังว่าคงไม่, ขอให้...ไม่ (not, do not, let us hope not, I wish that ... not)

ขยายความ :

“มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา” เป็นวรรคหนึ่งในบทกรวดน้ำ “อิมินา” มีชื่อเป็นทางการว่า “อุททิสสนาธิฏฐานคาถา” (อุด-ทิด-สะ-นา-ทิด-ถา-นะ-คา-ถา) แปลตามประสงค์ว่า “คาถาตั้งจิตอุทิศส่วนบุญ” คนเก่าท่องได้กันเป็นส่วนมาก คนไม่รู้หนังสือก็ยังอุตส่าห์ท่องได้ น่าอนุโมทนา 

ภายหลัง สำนักสวนโมกขพลารามได้แปลเป็นบทร้อยกรองเผยแพร่ใช้สวดควบกัน มีผู้ท่องบ่นกันแพร่หลายทั่วไป

“มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา” เขียนแบบคำอ่านเป็น “มาโรกาสัง ละภันตุ มา” แปลเป็นไทยว่า “ขอมารทั้งหลายจงอย่าได้โอกาส (ที่จะมาขัดขวางการอุทิศส่วนบุญของข้าพเจ้า)”

ข้อควรระวัง :

เวลาเขียนคำบาลี โปรดแยกคำให้ถูกต้อง

มาโรกาสํ /คำหนึ่ง

ลภนฺตุ /คำหนึ่ง

มา /คำหนึ่ง

มาโรกาสํ / ลภนฺตุ / มา

มาโรกาสํ  ลภนฺตุ  มา.

..............

ดูก่อนภราดา!

: แยกคำ ต้องใช้สูตรสนธิ์

: แยกคน ต้องใช้ศาสตร์ศิลป์

 

[full-post]



บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๓๕)

------------------------------

อนุโมทนา + กรวดน้ำ (๖)

------------------------------

บทกรวดน้ำ “อิมินา” มีชื่อเป็นทางการว่า “อุททิสสนาธิฏฐานคาถา” (อุด-ทิด-สะ-นา-ทิด-ถา-นะ-คา-ถา) แปลตามประสงค์ว่า “คาถาตั้งจิตอุทิศส่วนบุญ” คนเก่าท่องได้กันเป็นส่วนมาก คนไม่รู้หนังสือก็ยังอุตส่าห์ท่องได้ น่าอนุโมทนา 

ภายหลัง สำนักสวนโมกขพลารามได้แปลเป็นบทร้อยกรองเผยแพร่ใช้สวดควบกัน มีผู้ท่องบ่นกันแพร่หลายทั่วไป

ขอนำตัวบทที่เป็นคำบาลี และคำบาลีสลับคำแปลมาเสนอไว้ในที่นี้ดังต่อไปนี้

.........................................................

อุททิสสนาธิฏฐานคาถา

(เฉพาะคำบาลี)

.........................................................

อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ         อุปัชฌายา  คุณุตตะรา

อาจะริยูปะการา  จะ           มาตา  ปิตา  จะ  ญาตะกา.

สุริโย  จันทิมา  ราชา          คุณะวันตา  นะราปิ  จะ

พ๎รัห๎มะมารา  จะ  อินทา  จะ  โลกะปาลา  จะ  เทวะตา.

ยะโม  มิตตา  มะนุสสา  จะ    มัชฌัตตา  เวริกาปิ  จะ

สัพเพ  สัตตา  สุขี  โหนตุ      ปุญญานิ  ปะกะตานิ  เม

สุขัง  จะ  ติวิธัง  เทนตุ        ขิปปัง  ปาเปถะ  โวมะตัง.

อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ          อิมินา  อุททิเสนะ  จะ

ขิปปาหัง  สุละเภ  เจวะ         ตัณหุปาทานะเฉทะนัง.

เย  สันตาเน  หินา  ธัมมา      ยาวะ  นิพพานะโต  มะมัง

นัสสันตุ  สัพพะทาเยวะ         ยัตถะ  ชาโต  ภะเว  ภะเว.

อุชุจิตตัง  สะติปัญญา           สัลเลโข  วิริยัมหินา

มารา  ละภันตุ  โนกาสัง        กาตุญจะ  วิริเยสุ   เม.

พุทธาทิปะวะโร  นาโถ           ธัมโม  นาโถ  วะรุตตะโม

นาโถ  ปัจเจกะพุทโธ  จะ        สังโฆ  นาโถตตะโร  มะมัง.

เตโสตตะมานุภาเวนะ            มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา

ทะสะปุญญานุภาเวนะ            มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา.

.........................................................

อุททิสสนาธิฏฐานคาถา

(บาลีสลับคำแปล)

.........................................................

อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ  - ด้วยบุญนี้ อุทิศให้

อุปัชฌายา  คุณุตตะรา  - อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ

อาจะริยูปะการา  จะ  - แลอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน

มาตา  ปิตา  จะ  ญาตะกา  - ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ

สุริโย  จันทิมา  ราชา  - สูรย์จันทร์ แลราชา

คุณะวันตา  นะราปิ  จะ  - ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ

พ๎รัห๎มะมารา  จะ  อินทา  จะ  - พรหม มาร และอินทราช

โลกะปาลา  จะ  เทวะตา  - ทั้งทวยเทพ และโลกบาล

ยะโม  มิตตา  มะนุสสา  จะ  - ยมราช มนุษย์มิตร

มัชฌัตตา  เวริกาปิ  จะ  - ผู้เป็นกลาง ผู้จ้องผลาญ

สัพเพ  สัตตา  สุขี  โหนตุ  - ขอให้ เป็นสุขศานติ์

ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน  - ปุญญานิ  ปะกะตานิ  เม

บุญผอง ที่ข้าทำ  - จงช่วยอำ-นวยศุภผล

สุขัง  จะ  ติวิธัง  เทนตุ  - ให้สุข สามอย่างล้น

ขิปปัง  ปาเปถะ  โวมะตัง.  - ให้ลุถึง นิพพานพลัน.

อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ  - ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ

อิมินา  อุททิเสนะ  จะ  - แลอุทิศ ให้ปวงสัตว์

ขิปปาหัง  สุละเภ  เจวะ  - เราพลันได้ ซึ่งการตัด

ตัณหุปาทานะเฉทะนัง  - ตัวตัณหา อุปาทาน

เย  สันตาเน  หินา  ธัมมา  - สิ่งชั่ว ในดวงใจ

ยาวะ  นิพพานะโต  มะมัง  - กว่าเราจะ ถึงนิพพาน

นัสสันตุ  สัพพะทาเยวะ  - มลายสิ้น จากสันดาน

ยัตถะ  ชาโต  ภะเว  ภะเว  - ทุกทุกภพ ที่เราเกิด

อุชุจิตตัง  สะติปัญญา  - มีจิตตรง และสติ

ทั้งปัญญา อันประเสริฐ  - สัลเลโข  วิริยัมหินา

พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ  - เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย

มารา  ละภันตุ  โนกาสัง  - โอกาส อย่าพึงมี

แก่หมู่มาร สิ้นทั้งหลาย  - กาตุญจะ  วิริเยสุ  เม

เป็นช่อง ประทุษร้าย  - ทำลายล้าง ความเพียรจม

พุทธาทิปะวะโร  นาโถ  - พระพุทธผู้ บวรนาถ

ธัมโม  นาโถ  วะรุตตะโม  - พระธรรม ที่พึ่งอุดม

นาโถ  ปัจเจกะพุทโธ  จะ  - พระปัจเจ-กะพุทธ สม-

สังโฆ  นาโถตตะโร  มะมัง-ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง

เตโสตตะมานุภาเวนะ  - ด้วยอานุภาพนั้น

มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา  - ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง

ทะสะปุญญานุภาเวนะ  - ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง

มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา.  - อย่าเปิดโอกาสแก่มารเทอญ.

.........................................................

บทกรวดน้ำ “อิมินา” นี้ เรียกกันว่า “อิมินาใหญ่” สื่อความหมายว่ายังมีบท “อิมินาน้อย” อีกบทหนึ่ง ผมพยายามสืบหาดู ยังไม่พบว่ามีบทกรวดน้ำบทไหนที่เป็น “อิมินาน้อย” ญาติมิตรท่านใดถ้ารู้ว่าบทไหนเป็น “อิมินาน้อย” ขอความกรุณาบอกกล่าวมาก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

ที่เดาเอาในตอนนี้ก็คือ ตั้งแต่ “อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ  อุปัชฌายา  คุณุตตะรา ...” จนถึง “สุขัง  จะ  ติวิธัง  เทนตุ  ขิปปัง  ปาเปถะ  โวมะตัง” ความยาว ๓ คาถากึ่ง ถ้ากรวดน้ำจบเพียงแค่นี้ นี่คือ “อิมินาน้อย”

แต่ถ้ากรวดน้ำตั้งแต่ “อิมินา  ปุญญะกัมเมนะ  อุปัชฌายา  คุณุตตะรา ...” จบ “อิมินาน้อย” แล้วกรวดต่อไปอีกจนถึง “เตโสตตะมานุภาเวนะ  มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา” รวมทั้งหมด ๘ คาถากึ่ง นี่คือ “อิมินาใหญ่” 

(“อิมินาใหญ่” ที่สวดเฉพาะคำบาลี เท่าที่พระท่านสวดกันทั่วไปจบแค่ “มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา” ส่วนอีก ๒ วรรค คือ “ทะสะปุญญานุภาเวนะ  มาโรกาสัง  ละภันตุ  มา” ผมเพิ่งเคยเห็นในหนังสือของสำนักสวนโมกขพลาราม อาจจะมีทั่วไป แต่เผอิญผมพลาดไปไม่เคยเห็นก็เป็นได้)

ถ้า “อิมินาน้อย” ไม่ใช่ตามที่ผมสันนิษฐานนี้ และยังไม่สามารถชี้ได้ว่าบทไหนเป็น “อิมินาน้อย” ผมขอเสนอทฤษฎีใหม่ นั่นคือผมพบ “อิมินา” บทหนึ่งที่จัดให้เป็น “อิมินาน้อย” ได้อย่างสบายๆ 

ผมตั้งชื่อเอาเองว่า “อิมินาพระอนุรุทธ” หรือ “บทกรวดน้ำพระอนุรุทธ” 

เรื่องราวจะเป็นประการใด ติดตามฟังกันตอนหน้าครับ

-----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑ ธันวาคม ๒๕๖๕

๑๒:๕๓ 

[full-post]

 


บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๓๒)

------------------------------

อนุโมทนา + กรวดน้ำ (๓)

------------------------------

ทำบุญวันพระวัดมหาธาตุราชบุรี พอหลวงพ่อกล่าวสัมโมทนียกถาจบท่านจะลงท้ายว่า “โยมกรวดน้ำ” ก็จะมีเสียงภาชนะกระทบกัน เช่นทัพพีกระทบขันข้าว หรือขันข้าวกระทบชาม นั่นคือคนที่มาทำบุญเตรียมทำสิ่งที่เรียกกันว่า “กรวดน้ำ”

อันที่จริง การกรวดน้ำไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด กรวดที่ไหนก็ได้ แต่เมื่อการกรวดน้ำเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ทำควบคู่ไปกับการอนุโมทนา และเมื่อการทำบุญวันพระพระสงฆ์ท่านอนุโมทนาเป็นขั้นตอนหนึ่ง ก็ควรจะอธิบายเรื่องการกรวดน้ำไว้ด้วย

“กรวดน้ำ” จะว่าเป็นเรื่องหญ้าปากคอกก็ว่าได้ คือเห็นทำกันทั่วไป ใครๆ ก็ทำกัน แต่จะว่าเป็นเรื่องลึกลับก็ว่าได้อีก เพราะมีคนเป็นอันมากยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกรวดน้ำ และน่าจะมีเป็นอันมากที่เข้าใจผิดเรื่องกรวดน้ำ

จับหลักสั้นๆ ง่ายๆ ไว้ก่อน - กรวดน้ำคือการอุทิศส่วนบุญ เหตุผลที่ต้องกรวดน้ำก็คือ คนทำบุญแล้วต้องการอุทิศส่วนบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ถ้าไม่ต้องการจะอุทิศส่วนบุญให้ใคร ก็ไม่ต้องกรวดน้ำ

เคยมีคนถามว่า เมื่อเช้าใส่บาตร แล้วลืมกรวดน้ำ จะได้บุญไหม?

กรวดน้ำไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้การทำบุญสำเร็จเป็นบุญ

ใส่บาตรเสร็จ เป็นบุญแล้ว บุญจากการใส่บาตรผู้ใส่บาตรได้รับไปเรียบร้อยแล้วทันทีที่ใส่บาตรเสร็จ ไม่ใช่ว่าต้องไปกรวดน้ำอีกทีหนึ่งบุญจากการใส่บาตรจึงจะสำเร็จเป็นบุญ-อย่างที่คนถามเข้าใจผิดๆ

อ้าว ถ้างั้นเขากรวดน้ำกันทำไมล่ะ? เห็นใครๆ ใส่บาตรเสร็จเป็นต้องกรวดน้ำทันที ก็เลยนึกว่า-กรวดน้ำเพื่อให้ได้บุญจากการใส่บาตร ถ้าไม่กรวด จะไม่ได้บุญ

ถ้าเช่นนั้นก็เข้าใจเสียใหม่ได้แล้ว

ตั้งต้นกันที่-ชาวพุทธเราทำบุญได้กี่วิธี ขอให้กัดฟันศึกษาเรียนรู้หลักวิชาไว้สักนิด

..................

วิธีทำบุญตามแนวพระพุทธศาสนา เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ” แปลว่า “ที่ตั้งแห่งการทำบุญ” มี ๒ ชุด:

ชุดมาตรฐาน หรือชุดเล็ก มี ๓ วิธี คือ -

๑. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ (ทำบุญให้ทาน)

๒. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี (ทำบุญถือศีล)

๓. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญา (ทำบุญภาวนา)

ชุดใหญ่มี ๑๐ วิธี คือขยายต่อจากชุดเล็กไปอีก ๗ วิธี คือ 

๔. อปจายนมัย ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม (ทำบุญไหว้พระ)

๕. เวยยาวัจจมัย ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ (ทำบุญช่วยงาน)

๖. ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น (ทำบุญแบ่งบุญ)

๗. ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น (ทำบุญโมทนา)

๘. ธัมมัสสวนมัย ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้ (ทำบุญฟังเทศน์)

๙. ธัมมเทสนามัย ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้ (ทำบุญให้ธรรม)

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรงตามความเป็นจริง (ทำบุญเห็นถูก)

..................

รู้หลักแล้ว คราวนี้ลองมองภาพ ไปทำบุญวันพระ มีกับข้าวไปถวายพระ มีข้าวไปใส่บาตร นี่คือทานมัย-ทำบุญให้ทาน

ตอนรับศีล นี่คือสีลมัย-ทำบุญถือศืล

ตอนฟังพระสวดถวายพระพระ ไม่ว่าจะนั่งฟังกับที่ หรือฟังขณะลุกไปใส่บาตร กำหนดจิตตามเสียงพระสวดไปด้วย นี่คือภาวนามัย-ทำบุญภาวนา

แต่ละตอน ได้บุญเข้าบัญชีสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปกรวดน้ำอีกทีหนึ่งจึงจะสำเร็จเป็นบุญ

แล้วกรวดน้ำทำไม

ดูต่อไปจะเห็นว่า มีการทำบุญอีกวิธีหนึ่ง คือข้อ ๖ ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น และผมวงเล็บไว้ว่า “ทำบุญแบ่งบุญ” ก็คือที่เรามักพูดกันว่า “แบ่งส่วนบุญ” และกิริยาที่แบ่งส่วนบุญก็คือ กรวดน้ำ

ย่อหน้าข้างต้น ผมบอกว่า “ถ้าไม่ต้องการจะอุทิศส่วนบุญให้ใคร ก็ไม่ต้องกรวดน้ำ” 

หลักคำสอนในศาสนาบอกว่า เราสามารถทำบุญแล้วอุทิศส่วนบุญไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้วได้ และมนุษย์ในโลกนี้ทุกคนล้วนแต่มีบรรพบุรุษญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อทำบุญเสร็จแล้วก็เป็นธรรมดาที่จะต้องระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อจากระลึกถึงก็คืออุทิศส่วนบุญไปให้ นี่คือมนุษย์ธรรมดา

บางคน (๑) ไม่นับถือเลื่อมใสคำสอนในศาสนาดาใดๆ ทั้งนั้น (๒) แม้นับถืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดจะทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นบุญวิธีไหนๆ ทั้งนั้น (๓) บางทีอาจจะเคยทำบุญอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดจะอุทิศส่วนบุญให้ใครไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษหรือมนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น - อาจจะมีมนุษย์ที่ไม่ธรรมดาแบบนี้อยู่บ้าง 

แต่คนที่ทำบุญได้ ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นมนุษย์ธรรมดา เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมดาที่ทำบุญแล้วจะต้องระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อจากระลึกถึงก็คืออุทิศส่วนบุญไปให้

และกิริยาที่อุทิศส่วนบุญไปให้ เราทำกันด้วยวิธี “กรวดน้ำ” - นี่คือเหตุผลที่ทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำ

กรวดน้ำ คือเทน้ำลงในภาชนะหรือที่รองรับ ที่ใช้วิธีเทน้ำ ผู้รู้ท่านอธิบายเหตุผลว่า การมอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ใคร ถ้าสิ่งนั้นสามารถหยิบจับยกยื่นให้กันได้ ก็ใช้วิธีจับยื่นให้ ดังที่เราทำกันทั่วไป

แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่สามารถหยิบจับยกยื่นให้กันได้ เช่นเป็นของใหญ่โต หรือมีน้ำหนักมาก หรือติดอยู่กับที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ นี่อย่างหนึ่ง และสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างตัวตนที่จะหยิบจับให้เห็นได้ นี่อีกอย่างหนึ่ง เมื่อจะให้สิ่งดังกล่าวนี้ ท่านจึงกำหนดให้ใช้วิธีหลั่งน้ำลงบนฝ่ามือของผู้รับเป็นกิริยาแทนการหยิบยื่นให้ 

เช่น พระเวสสันดรพระราชทานช้างปัจจัยนาคให้เมืองกาลิงคะ ช้างตัวโตใหญ่ จับยกให้ไม่ได้ ก็ใช้วิธีหลั่งน้ำลงบนฝ่ามือพราหมณ์ที่เป็นผู้แทนแคว้นกาลิงคะ ดังนี้เป็นตัวอย่าง

ผลบุญหรือส่วนบุญเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตนที่จะหยิบยื่นส่งให้กันได้ และผู้ที่เราอุทิศส่วนบุญให้ก็ไม่มีตัวตนปรากฏมารับส่วนบุญ ท่านจึงให้ใช้การกรวดน้ำเป็นกิริยาแทนการอุทิศส่วนบุญ

ส่วนกรณีที่นิยมกรวดน้ำทันทีที่ทำบุญเสร็จ ก็มีเหตุผลอยู่ว่า เมื่อทำบุญเสร็จใหม่ๆ จิตใจของผู้ทำยังผ่องใส ระลึกถึงบุญที่ทำได้แจ่มชัด ขณะนั้นพลังจิตมีกำลังแรง สมควรที่จะกรวดน้ำทันที คนทำบุญจึงนิยมกรวดน้ำทันทีที่ทำบุญเสร็จ

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ล่วงเลยเวลานั้นไปแล้วกรวดน้ำไม่ได้ หรือที่บางคนเชื่อว่าหลังดวงอาทิตย์ตกกรวดน้ำไม่ได้ 

หลักก็คือ บุญที่ได้ทำมา ระลึกถึงได้ในเวลาไหน ก็สามารถกรวดน้ำได้ในเวลานั้น 

ทำบุญตั้งหลายปีมาแล้ว แต่ยังระลึกถึงได้แจ่มชัด ก็สามารถอุทิศส่วนบุญนั้นให้ผู้ล่วงลับไปแล้วได้เสมอ

มีปัญหาอีกบางประการเกี่ยวกับการกรวดน้ำ เช่น

ไม่มีน้ำหรือไม่ใช้น้ำ กรวดน้ำได้หรือไม่-ดังที่มีผู้เรียกการกรวดน้ำที่ไม่ใช้น้ำว่า “กรวดแห้ง”

เวลากรวดน้ำ ต้องเอานิ้วไปรอน้ำที่กรวดหรือไม่

คนหนึ่งกรวดน้ำ คนอื่นๆ จับมือจับแขนจับตัวจับชายเสื้อต่อๆ กันไป แบบนี้ใช้ได้หรือไม่

เวลากรวดน้ำ ต้อง “ว่า” คำบาลีหรือไม่ ถ้าว่าไม่ได้จะทำอย่างไร

น้ำที่กรวดแล้วต้องทำอย่างไร

คำแนะนำรวมๆ ก็คือ 

- ถ้าสามารถหาน้ำได้ ควรใช้น้ำ และควรเป็นน้ำสะอาด ปราศจากสีและกลิ่น

- ถ้ามีเต้ากรวดน้ำ ควรใช้เต้ากรวดน้ำ ถ้าไม่มีก็ใช้ภาชนะที่สะอาด ใบหนึ่งใส่น้ำ ใบหนึ่งรองน้ำ

- เมื่อลงมือกรวด-คือเมื่อพระขึ้น ยะถา ให้รินน้ำลงในภาชนะรอง ไม่ต้องใช้นิ้วรอ รินน้ำให้เป็นสาย ไม่ควรให้ขาดสาย ตามองสายน้ำ ปากว่าคำกรวดน้ำ ถ้าว่าไม่ได้หรือไม่รู้จะว่าบทไหน ก็ให้ระลึกถึงผู้ที่เราตั้งใจอุทิศส่วนบุญให้ ตั้งความปรารถนาที่ดีงามตามที่ต้องการ

- ผู้ไม่ได้กรวดด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องจับตัวต่อๆ กันไป ตั้งจิตอุทิศส่วนบุญไปตามที่ต้องการก็เป็นอันใช้ได้

- เมื่อพระขึ้นบท สัพพี ให้เทน้ำให้หมดภาชนะ แล้วประนมมือรับพร

- น้ำที่กรวดแล้วนำไปเทในพื้นที่ที่สะอาด ที่ไม่มีใครเหยียบย่ำ เทที่โคนต้นไม้ดีที่สุด เป็นประโยชน์แก่ต้นไม้อีกทางหนึ่งด้วย

พึงระลึกว่า การอุทิศส่วนบุญสำเร็จได้ด้วยการตั้งใจอุทิศ น้ำหรือคำกรวดน้ำหรือการทำกิริยาอาการใดๆ เป็นเพียงส่วนประกอบ ถ้ามีถ้าทำ ก็ทำไปตามหลักที่กล่าวมา ถ้าไม่มีหรือไม่ได้ทำ ก็ทำเพียงตั้งจิตอุทิศ

ขอย้ำว่า การกรวดน้ำ ใครจะถืออย่างไร ใครจะทำอย่างไร สามารถทำได้ตามปรารถนา ขอเพียงศึกษาให้รู้เหตุผลว่าทำไมจึงถืออย่างนั้น ทำไมจึงทำอย่างนั้น เห็นใครทำอะไรไม่ตรงกับเหตุผลที่เรารู้มา ก็พึงใช้ความอดทน มีเมตตาต่อกัน ขอให้ระลึกว่า อินทรีย์คือความสามารถที่จะเข้าใจอะไรๆ ได้อย่างถูกต้องนั้น คนเรามีไม่เท่ากัน

แชมป์ว่ายน้ำ โดดลงน้ำตัวเปล่าๆ ทั้งนั้น

แต่เด็กน้อยหัดว่ายน้ำต้องเกาะห่วงยางไปก่อน

-----------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

๑๔:๓๖

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.