แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสงฆ์ แสดงบทความทั้งหมด



พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๔)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

.... ในยุคที่ ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่ คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น ถ้าไม่ปรับตัว เตรียมตัวเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี 

..........................................................

“ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่” - อันนี้เป็นข้อเท็จจริงตามระบบ สังคมหรือโลกกำหนดระบบอะไรขึ้นมาใช้กันอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น ผมไม่ติดใจและไม่มีความเห็น

แต่จะขออนุญาตเล่าประสบการณ์-ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้เพราะเกิดมาไม่เคยเห็น

ผมเข้ารับราชการในสมัยที่การรับเงินเดือนใช้วิธีไปยืนหน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่การเงิน เซ็นชื่อ รับตัวธนบัตรตามจำนวนอัตราเงินเดือนมาจากมือเจ้าหน้าที่ และเพื่อความแน่นอนเจ้าหน้าที่การเงินจะบอกว่า “นับก่อนนะคะ” ผมก็จะยืนนับเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ครบถ้วนถูกต้องแล้วก็ถอยออกมา

ทุกเดือนที่รับเงินเดือนจะต้องปฏิบัติแบบนี้

แต่เมื่อรับเงินเดือนเดือนสุดท้าย (“เงินเดือนเดือนสุดท้าย” - เขียนแบบนี้นะครับ ไม่ใช่ “เงินเดือนๆ สุดท้าย” อย่างที่ชอบเขียนกันผิดๆ “เงินเดือน” เป็นคนละความหมายกับ “เดือนสุดท้าย” จึงใช้ไม้ยมกไม่ได้) ผมไม่ต้องเข้าไปยืนเซ็นชื่อที่โต๊ะเจ้าหน้าที่การเงิน ไม่ต้องยืนนับเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่การเงิน ฯลฯ เมื่อต้องการใช้เงิน ผมก็เอาบัตรไปเสียบที่ตู้ของธนาคารซึ่งจัดตั้งไว้ในที่สาธารณะ กดปุ่มนั่นนี่โน่นตามกลไกที่ตกลงกันไว้ เงินก็ออกมาให้ผม ถ้าผมไม่ไปทำอะไร เงินก็อยู่ในบัญชี

ระบบนี้ใช้ก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการหลายปี ใช้กันทั่วไปทุกหน่วยงาน ก็คือระบบที่คนรุ่นใหม่เกิดมาก็เห็นแบบนี้และใช้แบบนี้อยู่ในทุกวันนี้

การไม่เอาตัวเงินใส่มือโดยตรง แต่จ่ายเงินผ่านระบบ-แบบนี้ กระทบต่อพระสงฆ์สามเณรอย่างไรหรือไม่?

บทความบอกว่า -

..........................................................

“คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น”

..........................................................

นี่คือภาพที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้

ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็ควักตัวธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายออกมาจากกระเป๋า ยกขึ้นจบพร้อมกับตั้งความปรารถนาตามใจชอบ แล้วก็เอาตัวธนบัตรนั้นใส่บาตรที่พระเณรยื่นมารับ ในกรณีอื่นเช่น “รับนิมนต์ไปสวดมนต์” ก็เอาตัวธนบัตรใส่ซองแล้วยื่นซองนั้นให้พระ พระก็รับไป

คนไทยทั่วโลกทุกวันนี้ถวายเงินให้พระเณรด้วยวิธีนี้กันทั้งนั้น

ขอให้รับทราบไว้ว่า แบบนั้น (“ยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตร” “รับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทอง”) เป็นการกระทำที่ผิดวินัย

ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อของพระ มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -

..........................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  ชาตรูปรชตํ  อุคฺคเณฺหยฺย  วา  อุคฺคณฺหาเปยฺย  วา  อุปนิกฺขิตฺตํ  วา  สาทิเยยฺย  นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยํ  ฯ

อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้, ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐

..........................................................

อีกข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -

..........................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  นานปฺปการกํ  รูปิยสํโวหารํ  สมาปชฺเชยฺย  นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยํ  ฯ

อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๙

..........................................................

สรุปความตามสิกขาบทที่ยกมาให้ดูก็คือ ภิกษุรับเงินก็ตาม เอาเงินไปซื้อของก็ตาม เป็นอาบัติ คือมีความผิดตามพระวินัย

แต่พระเณรก็จำเป็นต้องมีของฉัน (ของกิน) ของใช้ที่จำเป็น ไม่ให้รับเงินไม่ให้เอาเงินไปซื้อ แล้วจะให้ทำอย่างไร?

ท่านให้ทำผ่านคนวัดที่ไม่ใช่พระเณร คนชนิดนี้ภาษาพระเรียกว่า “ไวยาวัจกร” หรือ “กัปปิยการก” ชาวบ้านรุ่นเก่าเรียก “อุปัฏฐาก”

ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็เอาเงินไปมอบไว้แก่ไวยาวัจกร/กัปปิยการก/อุปัฏฐาก แล้วแจ้งให้พระเณรทราบ

ฝ่ายพระเณรต้องการจะซื้ออะไรอันสมควรแก่สมณบริโภค ก็ให้ไวยาวัจกร/กัปปิยการก/อุปัฏฐาก ไปจัดการซื้อให้โดยใช้เงินจากยอดที่มีผู้ถวายพระเณรรูปนั้นๆ

โดยวิธีนี้ พระเณรก็สามารถมีของฉันของใช้ที่จำเป็นและสมควรแก่สมณบริโภคได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องรับเงินจับเงินหรือกำเงินไปซื้อของเองให้ผิดพระวินัย

แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่พระเณรทุกวันนี้ไม่ใช้ ไม่ทำ ไม่เอาด้วย อ้างว่ายุ่งยาก มากเรื่อง เกะกะ รุ่มร่าม รุงรัง รับเงินเอง กำเงินไปซื้อเองสะดวกกว่า

ฝ่ายชาวบ้านก็เห็นดีเห็นงามด้วย ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็เอาเงินมือใส่บาตรให้พระเณรไปตรงๆ อ้างว่าสะดวกดี

เป็นอันว่า ศีล ๒ ข้อของพระ (เณรก็มีสิกขาบทห้ามรับเงินด้วย) ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านไม่มีใครคิดจะรักษาปฏิบัติตาม 

มีคำอธิบายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้จะผิดพระวินัยก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ควรเห็นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควรยกขึ้นมาพูด

ใครยกขึ้นมาพูด-อย่างที่ผมกำลังพูดอยู่นี้-ก็จะถูกตำหนิ ถูกรุมประณามว่าไอ้หมอนี่ดีแต่ด่าพระ ได้ดีไปจากวัดแล้วแว้งกัดพระ ไอ้คนเนรคุณ ไอ้คนอกตัญญู ฯลฯ ฯลฯ

......................

สิ่งที่เราทำผิดพลาดกันมานานก็คือ ไม่ใส่ใจศึกษาว่า พระเณรห้ามทำอะไรบ้าง และต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อไม่ศึกษาก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้ก็ทำผิด 

คือ ทำสิ่งที่ห้ามทำ ละเลยสิ่งที่ต้องทำ

เมื่อทำผิดกันทั่วไป ก็หาเหตุผลมาอ้างว่า ถึงผิดก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลานี้ก็คือ พระเณรไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่มีอุตสาหะที่จะหาคำอธิบายมาบอกว่า จำเป็นต้องทำผิดเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ และการทำผิดนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ

......................

เจตนาของผมที่ยกเรื่องนี้มาพูดบ่อยๆ ก็คือ ขอให้ชาววัดและชาวบ้านมีอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้หลักพระธรรมวินัยเป็นเบื้องต้น

อะไรบ้างที่ท่านบอกว่าห้ามทำ และอะไรบ้างที่ท่านบอกว่าต้องทำ - ขอให้ศึกษาเรียนรู้กันหน่อย

เมื่อรู้แล้ว ต่อจากนั้นใครจะทำตามหรือใครจะไม่ทำตาม ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะตัดสินใจเอาเอง ผมไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งด้วย ไม่เคยคิดไปกะเกณฑ์ว่าจะต้องอย่างนั้นจะต้องอย่างนี้

ขอร้องแต่เพียงว่า-ศึกษาเรียนรู้กันหน่อยได้ไหม

คนที่เอาสตางค์ใส่บาตรเวลาพระออกบิณฑบาต ร้อยทั้งร้อยคือคนที่ไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นผิด - นี่คือโทษของการไม่ศึกษาเรียนรู้

บางคนอาจจะพอนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็อ้างว่า ใครๆ ที่ไหนๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ - นี่คือโทษของการไม่ศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง 

บทความที่ยกมาข้างต้นวาดภาพว่า พระเณรจะอยู่สบายต้องมีเงิน และวิธีที่พระเณรจะมีเงินก็คือต้องมีคนเอาเงินใส่บาตรหรือใส่มือให้โดยตรง ดังนั้น เมื่อเกิดระบบจ่ายเงินโดยไม่ต้องผ่านมือโดยตรง ก็จึงวาดภาพไปว่า “ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น”

ทั้งๆ ที่วิธีที่พระเณรจะรับเงินใช้เงินโดยไม่ผิดวินัยนั้น ท่านเปิดประตูไว้ให้แล้ว และเปิดไว้พร้อมๆ กับที่ห้ามรับเงินจ่ายเงินเองนั่นเอง

แต่เพราะ (๑) ไม่ศึกษาเรียนรู้ (๒) ไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตาม และ (๓) ไม่เห็นว่าเป็นโทษ การทำผิดจึงเกิดขึ้นทั่วไปจนเป็นเรื่องปกติดังที่เห็นกันอยู่

ผมกลับมองเห็นว่า ระบบจ่ายเงินโดยไม่ผ่านมือที่ใช้กันทุกวันนี้จะเป็นช่องทางช่วยให้พระเณรปฏิบัติตามสิกขาบท ๒ ข้อนั้นได้สะดวกขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ต้องกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมให้รัดกุม ดังที่เคยนำเสนอในเรื่อง “ปวารณาบัตร”

..........................................................

บทความชุด : ถ้าจะรักษาพระศาสนา จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์

ปวารณา: พยานปากเอก- (๘)

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0S55BpeLNERio3oJmf3bjy7v3jbKVHToeF1MkLtmK9kRNgQ2xqVrsb5D2JJ4JpgQLl

..........................................................

เมื่อไม่ปฏิบัติตามสิกขาบท ๒ ข้อนี้ได้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ต่อไปก็จะค่อยๆ ลามไปถึงสิกขาบทอื่นๆ อีกจนหมดสิ้นทั้ง ๒๒๗ สิกขาบท

ตอนนี้ยังเป็นแค่-ไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตามไปเงียบๆ ก่อน แต่ต่อไปจะมีพระเณรที่-พอบวชแล้วก็ประกาศทันทีว่า “อาตมาเป็นปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ อาตมาจะไม่ปฏิบัติตามสิกขาบทข้อนั้นนะข้อนี้นะ ให้รู้ไว้เสียด้วย” 

ตอนนี้ยังไม่มีหรอก-พระเณรแบบนี้ แต่ถ้ายังไม่มีอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ ต่อไปมีแน่

ยืมคำในบทความมาใช้เสียเลยก็ยังได้ - “ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี” 

-------------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๖:๓๘ 

[full-post]



พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑)

---------------------------

เมื่อเร็วๆ นี้ มีญาติมิตรส่งบทความเรื่องหนึ่งมาให้ผมอ่าน อ่านแล้วก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่านที่ไหนมาก่อนนานมาแล้ว

อ่านครั้งก่อนที่ว่า-คลับคล้ายคลับคลา จำไม่ได้ว่าใครเขียน ที่ส่งมาคราวนี้ก็ไม่ได้ลงชื่อผู้เขียน 

บทความต้นฉบับจริงอาจลงชื่อผู้เขียน-จะเป็นชื่อจริงหรือนามแฝงก็ช่างเถอะ แต่คนที่เอาบทความมาเผยแพร่ต่อทำชื่อหล่นหาย หรือจงใจตัดชื่อออก เมื่อลอกต่อๆ กันไปหลายๆ ทอด ก็เลยกลายเป็นบทความที่ไม่มีชื่อผู้เขียน

ก็เลยจำเป็นต้องสรุปเป็นข้อยุติไว้ทีก่อนว่า บทความนี้-หรือบทความทำนองนี้ หรือบทความจากกลุ่มนี้ ไม่นิยมเปิดเผยตัวผู้เขียน หรือแม้ลงชื่อผู้เขียนก็มักเป็นนามแฝง ตัวจริงเป็นใครไม่ให้ใครรู้ - สรุปแบบนี้ไว้ก่อน จริงไม่จริงค่อยว่ากันอีกที

และพึงตั้งหลักให้ถูกว่า เมื่ออ่านบทความแบบนี้ ขอให้ตัดประเด็น “ใครเขียน” ออกไป สนใจเฉพาะ “เขียนอะไร” เท่านั้นพอ

ขอนำบทความที่ได้รับมาเสนอไว้ในที่นี้ เพื่อให้มี “ตัวบท” หรือ “ต้นเรื่อง” เป็นหลักฐาน ต่อจากนั้นจะได้แสดงความคิดเห็นตามที่เห็นสมควร

ขอเชิญอ่านครับ

(สะกดการันต์วรรคตอนคงตามต้นฉบับ)

...................................................

... #เรื่องราวที่อยากเขียน ...

ใครที่บวชมาสังกัดคณะสงฆ์ไทย ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และอีก 10 ปีข้างหน้า จะอยู่ในช่วงที่คณะสงฆ์มีเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โลก และสังคม มากที่สุด....

... ในยุคที่โลกหมุนเร็วทุกๆวัน แต่พระสงฆ์ องค์เณรส่วนมาก ยังไม่เคยเข้าใจและพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับโลก ต่อไปจะอยู่ลำบาก เมื่อรู้ตัวอีกที ก็หลงยุคไปเสียแล้ว

.... ในยุคที่ ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่ คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น ถ้าไม่ปรับตัว เตรียมตัวเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี 

..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ 

... ดังนั้น พระสงฆ์ต้องรู้ตัวเอง การจะก้าวย่างไปในสังคม ต้องดูหน้าดูหลัง จะเรียกร้องนั่น โน่น นี่ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ คนที่ศรัทธาก็มี แต่คนที่เกลียดก็เยอะ เป็นพระในยุคนี้ อย่าเยอะ....ดูความเหมาะสมให้มาก

... ในยุคนี้ พระต้องอยู่ภายใต้ กฎหมาย 3 ฉบับ คือ กฎพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมายบ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เกรงใจพระเหมือนสมัยโบราณ เขาพร้อมจะใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ 

ดังนั้น จะทำอะไร ให้คิดให้รอบคอบ เช่นการสร้างวัดสร้างถาวรวัตถุ การแสดงออกทางสังคม การแสดงออกผ่านสื่อ จากที่เป็นที่เคารพนับถือ คุณจะกลายเป็นเหยื่อทันที

... ยุคนี้เป็นยุคที่อำนาจวาสนาไม่มีอะไรแน่นอน ยศศักดิ์ ตำแหน่ง เป็นภาพลวงตา ไม่ควรหลงให้มาก หากดำรงอยู่ในตำแหน่งจงปฏิบัติตัวให้สมกับตำแหน่ง ตำแหน่งต่างๆทางคณะสงฆ์ไม่ใช่ตำแหน่งกินเมืองเหมือนในอดีต แต่เป็นตำแหน่งที่มาพร้อมกับ ภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบ หากวันใดพลาด มาตรา 157 รอเล่นงานอยู่เสมอ 

... บางครั้งการปล่อยวาง และการไม่มีตำแหน่งอะไรเป็นการดีและปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้บวชมาเพื่อแสวงหาความสงบ และบุญกุศล

...# ในอนาคต สถานการณ์จะบีบครั้นพระสงฆ์มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าโพสต์ภาพพระไปช่วยทำนา คนจะยกมือสาธุ 

... แต่ในปัจจุบัน หากมีการโพสต์แบบนั้นจะมีคนบางคนด่าว่า...ไอ้.... เป็นพระไม่รู้จักหน้าที่......หรือเดินฉายไฟฉายโดนตบ....นี่แค่ตัวอย่างเดียว หรือแค่โพสต์ภาพพระไปนั่งฉันชาบู หรือ ไปนั่งฉันอาหารริมแพ แค่นั้น ก็จะโดนสังคมรุมด่า ยังกะไปฆ่าข่มขืนพ่อแม่เขาเจ็ดชั่วโคตร 

ดังนั้น พระสงฆ์จะต้องรู้จักว่า อันไหนควรไม่ควร

... ในอนาคต แค่พระสงฆ์โพสต์ภาพคู่กับล็อตเตอรี่ หรือ ไปนั่งทำพิธีกรรม หรือ ดูดวง ให้กับญาติโยม วันดีคืนดี จะโดนจู่โจมและโดนจับสึกโดยไม่รู้ตัว 

... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น 

... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก 

... ต่อไป กฎหมายจะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันศาสนามากขึ้น เช่น การเก็บภาษี การขออนุญาตต่างๆให้ถูกต้อง การปลูกสร้างอาคาร พระสงฆ์ในอนาคตจะต้องดำเนินการต่างๆให้ถูกต้อง ชัดเจน เพราะข้าราชการคนนี้อาจจะหยวนได้ แต่คนใหม่มาอาจจะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ นั่นหมายความว่า ปัญหาต่างๆจะตามมาทันที

... ยุคเก่า ป่าช้า เป็นสถานที่พระสงฆ์สามารถไปสร้างที่พัก สำนักสงฆ์ได้ แต่ยุคนี้ ป่าช้า คือสาธารณะประโยชน์ ถ้าบุกรุกโดนคดีแน่นอน อย่าไปสร้างถาวรวัตถุบนที่ที่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง 

... #สรุปคือ ในอนาคตพระสงฆ์จะอยู่ลำบาก ถ้าไม่ยอมปรับตัว ตื่นตัว รู้ทันสังคมโลก ส่วนมากพระสงฆ์ที่รู้ทันโลกมากคือ พระที่ศึกษา และพระนักปฏิบัติจริงๆ 

#แต่ท่านที่นอนอยู่เฉยๆบิณฑบาตกินไปวันๆ จะเป็นกลุ่มที่ล้าหลังมากที่สุด ดังนั้น จงเรียนรู้ ตื่นตัว รู้เท่าทัน ให้มากที่สุด

...................................................

(จบบทความ)

.....................

อ่านแล้วขอเชิญญาติมิตรช่วยกันตรึกตรอง มีประเด็นไหนบ้างที่ควรพินิจพิจารณา ควรอภิปรายถกเถียง เพื่อให้เกิดความรู้ความคิดความเข้าใจที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่ท่าทีและการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๑:๔๙ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.