ปาฬิศัพทศาสตร์


คัมภีร์บาฬีไวยากรณ์ ๒ ประเภทหลัก

.....๑. ไวยากรณ์มีสูตร เรียกว่า “บาฬีใหญ่”

.....๒. ไวยากรณ์ไม่มีสูตร เรียกว่า “บาฬีน้อย”[1]

กล่าวเฉพาะคัมภีร์บาฬีใหญ่ มีอยู่ ๓ สาย[2] คือ

.....๑. สายกัจจายนะ

.....๒. สายโมคคัลลานะ

.....๓. สายสัททนีติ

.....(เพิ่มสายสัททสังคหะ รวมเป็น ๔ สาย เพราะว่าคัมภีร์นี้มีสูตรเฉพาะเป็นของตัวเอง ซึ่งรจนาในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ โดยอาจารย์ยอมินจีอูโบหล่าย (ယောမင်းကြီးဦးဘိုးလှိုင်) รัชสมัยพระเจ้ามินดง พระราชวงศ์โก้นบอง (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๖-๒๔๒๑) ในปัจจุบันได้มีการตีพิมพ์ด้วยอักษรพม่าออกมาบ้างแล้วบางส่วน ยังไม่ครบทั้งคัมภีร์)[3]

.....คัมภีร์ไวยากรณ์นี้ สำนวนไทย (ส่วนกลาง) นิยมเรียกว่า “สัททาวิเศษ”[4] และนอกจากคัมภีร์ไวยากรณ์แล้ว ยังมีกลุ่มคัมภีร์ที่ใช้ประกอบการศึกษาร่วมกับไวยากรณ์ อีก ๓ ประเภท ซึ่งก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มของคัมภีร์สัททาวิเศษเช่นกัน คือ 

.....๑. คัมภีร์อภิธาน (นิฆัณฑุศาสตร์) ว่าด้วยศัพท์ไวพจน์บาฬี 

.....๒. คัมภีร์ฉันท์ (ฉันทศาสตร์) ว่าด้วยโคลงกลอนบาฬี 

.....๓. คัมภีร์อลังการะ (เกฏุภศาสตร์) ว่าด้วยหลักการใช้ภาษาบาฬี 

.....ซึ่งคัมภีร์เหล่านี้เป็นเครื่องรักษาพระไตรปิฎก อรรถกถา สืบมาแต่โบราณกาล 

.....โบราณาจารย์ในดินแดนแถบประเทศไทยในอดีต[5] นิยมใช้คัมภีร์ "กัจจายนะ"[6] เป็นหลักสูตรหลักในการเรียนการสอนภาษาบาฬี สำหรับประเทศไทย (ส่วนกลาง) ได้จัดเรียงคัมภีร์นี้ใหม่ โดยนำการกกัปป์ ซึ่งเป็นกัปป์ที่ ๓ ไปไว้ในลำดับท้ายสุด ซึ่งเป็นกัปป์ที่ ๘[7] โดยเรียกชื่อเป็นสำนวนไทยกลาง ว่า “มูลกัจจายน์” และเรียกชื่อในฉบับภาษาบาฬีว่า “กจฺจายนมูล” (กจฺจายนมูลสฺส สนฺธิกปฺโป ฯลฯ กจฺจายนมูลสฺส การกกปฺโป)[8] ดังพระราชโองการในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าด้วยภิกษุสามเณรเรียนมูลกัจจายนสูตร ในเอกสารชื่อ “วชิรญาณวิเสศ” เล่ม ๒ แผ่น ๓๙ จ.ศ. ๑๒๔๙ (พ.ศ. ๒๔๓๐) หน้า ๓๐๗ ว่า

"...แม้นภิกษุสามเณรรูปใด อารามใด สังวัทธยายมูลกัจจายนสูตรจบถึงการก ขึ้นปากเจนใจได้ชำนิชำนาญ ก็ให้ผู้กำกับจดหมายรายชื่อภิกษุสามเณรผู้มีเพียร เป็นอย่างเอก โท ตรี ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงพระราชศรัทธาถวายไตรจีวรบริขารแก่พระภิกษุสามเณรทุกครั้ง แล้วให้อาลักษณ์จดหมายรายจำนวนพระภิกษุสามเณร ซึ่งได้ทรงถวายไทยทานเป็นรายเดือนปี จาฤกลงทูลเกล้าไว้เป็นพระสมุดข้างที่ จะได้เป็นจารีตราชกุศลราศี สืบๆ ประเพณีพระมหากษัตริย์ต่อไป แลพระภิกษุสามเณรซึ่งได้เล่าสูตร ทรงถวายไทยทานแต่ ณ ปีมะแม เบญจศก รายปีมาถึงปีจอ อัฐศก (ช่วง ๔ ปี) ภิกษุสามเณรในพระอาราม ๓๔ อาราม ได้ภิกษุ ๕ สามเณร ๓๗๖ ยกเป็นเอก ๑๙๘ โท ๑๕๔ ตรี ๒๙ รวม ๓๘๑ รูป..." (ในยุคนี้ใช้อักษรขอมบาฬีและหนังสือใบลาน)

.....กลุ่มคัมภีร์ “สัททาวิเศษ” หมายถึง กลุ่มคัมภีร์เกี่ยวกับหลักภาษาบาฬีที่พิเศษจากกลุ่มพระไตรปิฎก ดังการสังคายนาในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น มีการแบ่งคณะผู้สังคายนาเป็น ๔ กอง คือ (๑) กองพระวินัย (๒) กองพระสูตร (๓) กองพระปรมัตถ์ หรือ พระอภิธรรม (๔) กองพระสัททาวิเศษ[9]  “สัททา” มาจาก “สทฺท” ที่แปลว่า “ไวยากรณ์” โดยมีการทีฆะสระอะท้ายศัพท์เป็นอา เพื่อการออกเสียงสะดวกตามแบบไทย ซึ่งในคัมภีร์อรรถกถาเรียกคัมภีร์ไวยากรณ์ว่า "สทฺทสตฺถ"[10] (ศัพทศาสตร์) และเรียกนักไวยากรณ์ว่า "สทฺทสตฺถวิทู"[11] (ผู้รู้ศัพทศาสตร์) "สทฺทลกฺขณวิทู"[12] (ผู้รู้ลักษณะไวยากรณ์) "สทฺทวิทู"[13] (ผู้รู้ไวยากรณ์) "อกฺขรจินฺตกา"[14] (ผู้คิดในเรื่องอักษร)

.....ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หอสมุดวชิรญาณ ได้จัดพิมพ์บัญชีรายชื่อคัมภีร์ภาษาบาฬีและภาษาสันสกฤต ถวายในงานเฉลิมพระชันษาซายิด สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีชื่อคัมภีร์สัททาวิเศษ ๑๕๓ คัมภีร์ ปัจจุบันบัญชีรายชื่อดังกล่าวมีปรากฏอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ[15] แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของการศึกษาภาษาบาฬีในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นอย่างดี

-------------------------------

[1] ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "บาฬีน้อย" ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/Palisaddas.../posts/996156324176651

[2] ดูเพิ่มเติมใน; คันธาสาราภิวงศ์, พระ. พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์และประวัติคัมภีร์สัททวิเสส. (กรุงเทพฯ : หกจ.ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๔๗), หน้า ๔๙.

.....ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ได้ที่ลิงก์นี้ https://drive.google.com/.../1iZTv.../view...   

[3] ในนิทานกถาของสัททนีติ สุตตมาลา ฉบับอักษรพม่า ได้กล่าวถึงคัมภีร์สัททสังคหะ (รจนา พ.ศ. ๒๔๑๓) ซึ่งมีสูตรเป็นของตนเอง แต่เนื่องจากยังไม่ได้จัดพิมพ์มาก่อน จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ทั้งหมด***

*** กจฺจายนมหาเถร. กจฺจายนพฺยากรณํ (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), บทนำ หน้า [๒๘].

***ประวัติและผลงาน "อาจารย์ยอมินจีอูโบหล่าย" (ယောမင်းကြီးဦးဘိုးလှိုင်)

https://my.wikipedia.org/.../%E1%80%98%E1%80%AD%E1%80%AF...

[4],[9] สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน. ภาค ๒ เอกสารทางประวัติศาสตร์ ส่วนที่ ๑ เอกสารเกี่ยวกับการชำระและการจารึกพระไตรปิฎก ในรัชกาลที่ ๑ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙) หน้า ๓๒.

[5] โบราณาจารย์ล้านนา ก็นิยมใช้คัมภีร์ "กัจจายนะ" เป็นหลักสูตรหลักในการเรียนการสอนภาษาบาฬี เรียกชื่อเป็นสำนวนล้านนาว่า "สัททาทัง ๘" (คัมภีร์กัจจายนะทั้ง ๘ กัณฑ์)

.....ดูเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/Palisadda/posts/318802899030770

[6] คัมภีร์กัจจายนะ มีฎีกาอธิบายที่เก่าแก่ที่สุด ชื่อ "นยาสะ" (มุขมัตตทีปนี) และยังมีคัมภีร์โยชนากัจจายนะ แสดงวิธีทำตัวรูปตามอุทาหรณ์ของคัมภีร์กัจจายนะ ชื่อ "กัจจายนรูปทีปนี" รจนาโดยพระญาณกิตติเถระ ชาวเชียงใหม่ วัดขนุน ซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครเชียงใหม่ ช่วงรัชสมัยพระเจ้าสิริภูวนาทิจจธัมมราชา (พระเมืองแก้ว) รัชกาลที่ ๑๑ แห่งพระราชวงศ์มังราย พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘ (เทียบปีจากคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินีโยชนา รจนาโดยพระญาณกิตติเถระ ชาวเชียงใหม่ ในปี จ.ศ.๘๖๔) นอกจากคัมภีร์ที่กล่าวมานี้แล้ว ยังมีคัมภีร์อธิบายคัมภีร์กัจจายนะอีกหลายคัมภีร์*** 

.....สำหรับผู้รจนาคัมภีร์กัจจายนะนี้ มี ๓ มติ คือ มติที่ ๑ พระมหากัจจายนเถระ พระมหาสาวก เป็นผู้รจนาทั้งหมด ส่วนมติที่ ๒ พระมหากัจจายนเถระ พระมหาสาวก เป็นผู้รจนาสูตร พระสังฆนันทีเถระ เป็นผู้รจนาวุตติ (คำอธิบายสูตร) และพระพรหมทัตตเถระ เป็นผู้รจนาอุทาหรณ์ ซึ่งการรจนาวุตติและอุทาหรณ์นั้น เป็นการรจนาเพิ่มเติมมาในภายหลัง มตินี้แสดงไว้ในคัมภีร์กัจจายนเภทฎีกา (ใหม่) รจนาโดย พระอุตตมสิกขเถระ ชาวพม่า ในปี พ.ศ. ๒๒๑๓ และมติที่ ๓ มติของนักวิชาการชาวพม่าบางท่าน เห็นว่าเป็นพระกัจจายนเถระ รุ่นหลัง ไม่ใช่พระมหากัจจายนเถระ พระมหาสาวก ในสมัยพุทธกาล***

***ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน; คันธาสาราภิวงศ์, พระ. พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์และประวัติคัมภีร์สัททวิเสส. หน้า ๕๓-๘๕. 

.....ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ได้ที่ลิงก์นี้ https://drive.google.com/.../1iZTv.../view...   

[7] ดูรายละเอียดโดยย่อเกี่ยวกับลำดับกัปป์ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/Palisadda.../posts/1003817990077151

[8] พระคัมภีร์มูลกัจจายน์ บาลีและแปล พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไท ถนนรองเมือง กรุงเทพฯ ไม่ระบุผู้จัดพิมพ์และปีที่พิมพ์ และพระคัมภีร์บาลีกัจจายนมูล ตรวจชำระโดย พระราชปริยัติโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.) คณะ ๑๑ วัดชนะสงคราม จัดพิมพ์โดยสถาบันบาฬีศึกษาพุทธโฆส มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๕ 

.....หมายเหตุ; คำว่า “มูล” เป็นคำที่โบราณาจารย์ไทย เพิ่มเติมเข้ามาภายหลัง สันนิษฐานว่ามาจากบาทคาถาว่า “มาคธี มูลภาสา” (ภาษาดั้งเดิม อันเป็นของชาวมคธ) ในคัมภีร์รูปสิทธิ สูตรที่ ๖๐ คาถาเต็มว่า;

.....สา มาคธี มูลภาสา 

.....นรา ยายาทิกปฺปิกา

.....พฺรหฺมาโน จสฺสุตาลาปา 

.....สมฺพุทฺธา จาปิ ภาสเร.

.....แปลความว่า; ชนผู้เกิดในต้นกัป พรหม ชนผู้ไม่เคยฟังคำพูดของมนุษย์ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมพูดด้วยภาษาใด ภาษานั้น ชื่อว่า ภาษาดั้งเดิม (มูลภาษา) อันเป็นภาษาของชาวมคธ.

[10]-[11] ขุ.ปฏิ.อ. ๔๘/๒๒๗/๑๙๔ (สฺยา.)

[12] ขุ.ม.อ. ๔๕/๑๐/๑๑๙ (สฺยา.)

[13] ม.มู.อ ๗//๑๔ (สฺยา.)

[14] วิ.มหา.อ. ๑/๒๔๔ (สฺยา.)

[15] กจฺจายนมหาเถร. กจฺจายนพฺยากรณํ, บทนำ หน้า [๒๖] 

------------------------

ลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์คัมภีร์บาฬีไวยากรณ์ ผลงานปริรรตและแปลของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) https://drive.google.com/.../1Km9nXsKmQpicNRsbJIb07...

------------------------

ภาพประกอบ; หน้าปกพระคัมภีร์บาลีกัจจายนมูล ตรวจชำระโดย พระราชปริยัติโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.) คณะ ๑๑ วัดชนะสงคราม จัดพิมพ์โดยสถาบันบาฬีศึกษาพุทธโฆส มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๕


[full-post]