แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิธรรมปิฎก แสดงบทความทั้งหมด



 สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


แสดงวจนัตถะ(ความหมาย) และลักขณาทิจตุก(วิเสสลักษณะ)ของปฏิจจสมุปบาท

1. อวิชชา

      - วิชฺชา ปฏิปกฺขาติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด เป็นไปตรงกันข้ามกับปัญญา ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - อวินฺทิยํ วินฺทตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด ย่อมได้ซึ่งทุจริตที่ไม่ควรจะได้ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - วินฺทยํ น วินฺทตีติ=อวิชชา-ธรรมชาติใด ย่อมไม่ได้ซึ่งสุจริตธรรมที่ควรจะได้ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - อวิชฺชมาเน ชวาเปตีติ=อวิชฺชา - ธรรมชาติใดเป็นผู้รู้ผิดในบัญญัติธรรม มี ชาย หญิง เป็นต้น ที่ไม่มีปรากฏโดยสภาวะ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - วิชฺชมาเน น ชวาเปตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด เป็นผู้ทำให้ไม่รู้ ในปรมัตถธรรม มี ขันธ์ 5 เป็นต้น ที่มีปรากฏโดยสภาวะ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - วิทิตพฺพํ อวิทิตํ กโรตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด ย่อมทำให้ไม่รู้ฃึ่งธรรมที่ควรรู้ มี สัจจะ 4 เป็นต้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      สรุปความว่า การไม่รู้ความเป็นจริงที่ควรรู้ รู้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปตามเป็นจริงที่ไม่ควรรู้ นี่แหละ ชื่อว่า อวิชชา องค์ธรรมปรมัตถ์ ก็คือ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต 12


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอวิชชา

      1) อญานลกฺขณา มีความไม่ร ู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ

      2) สมฺโมหนรสา มีความลุ่มหลง เป็นกิจ

      3) ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีการปกปิดความเป็นจริง เป็นอาการปรากฏ

      4) อาสวปทฏฺฐานา มี อาสวะ 3 (เว้นอวิชชาสวะ) เป็นเหตุใกล้


2. สังขาร

      - สงฺขตํ สงฺขโรนฺติ อภิสงฺขโรนฺตีติ=สงฺขารา-ธรรมเหล่าใดย่อมปรุงแต่งสังขตธรรม ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร ได้แก่เจตนาที่ในอกุศลจิตและในโลกิยกุศลจิต

      - สงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ=สงฺขารา-สัตว์ย่อมปรุงแต่ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นสังขตธรรม โดยเจตนาเหล่านั้น เจตนาที่เป็นเหตุปรุงแต่งเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร ได้แก่เจตนาที่ในอกุศลจิตและในโลกิยกุศลจิต


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของสังขาร

      1) อภิสงฺขรณลกฺขณา มีการปรุงแต่งสังขตธรรม (ขันธ์ 5)เป็นลักษณะ

      2) อายูหนรสา มีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรม (นามขันธ์ 4)ให้ขนขวายเป็นกิจ

      3) เจตนาปจฺจุปฏฐานา มีกาาจัดแจงสังขตธรรม (ขันธ์ 5) เป็นอาการปรากฏ

      4) อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชา เป็นเหตุใกล้


3. วิญญาณ

      - วิชานาตีติ=วิญฺญานํ-ธรรมชาติใดย่อมรับรู้อารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาน(หมายเอาโลกิยวิปากจิต 32)

      - วิชานนฺติ เอเตนาติ=วิญฺญานํ-สัตว์บุคคลทั้งหลาย ย่อมรับรู้อารมณ์โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ธรรมชาติที่่เป็นเหตุให้สัตว์บุคคลรับรู้อารมณ์ได้นั้น ชื่อว่า วิญญาณ(หมายเอาโลกิยวิปากจิต 32)


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของวิญญาณ

      1) วิชานนลกฺขณํ มีการรับรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ

      2) ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูป เป็นกิจ

      3) ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการปฏิสนธิ เป็นอาการปรากฏ

      4) สงฺขารปทฏฺฐานํ วา วตฺถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีสังขาร 3 เป็นเหตุใกล้ หรือ มีวัตถุ 6 กับอารมณ์ 6 เป็นเหตุใกล้


4. นาม

      - อารมฺมเณ นมตีติ=นามํ-ธรรมชาติใด ย่อมน้อมไปสู่อารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า นาม (หมายเอาเจตสิกในโลกิยวิปากจิต 32)


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของนาม

      1) นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณะ

      2) สมฺปโยครสํ มีการประกอบร่วมกันกับจิตเป็นกิจ (คือ มีความเกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยอย่างเดียวกันกับจิต)

      3) อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกกันกับจิต เป็นอาการปรากฏ

      4) วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มี วิญญาณ เป็นเหตุใกล้


5. รูป

      สีตุณฺหาทิวิโรธิปจฺจเยหิ รูปฺปตีติ=รูปํ-ธรรมชาติใด ย่อมแตกทำลายไป เพราะปัจจัยอันเป็นข้าศึก มีความเย็นความร้อนเป็นต้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ลรูป(หมายเอา กัมมขรูป และจิตตชรูป)


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของรูป

      1) รุปฺปนลกฺขณํ มีการแตกทำลายไป เป็นลักษณะ

      2) วิกิรณรสํ มีการแยกอยู่เป็นกลาปเช่น จักขุทสกลาป เป็นสัมปัตติรส(คุณสมบัติ)

      3) อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอัพยากดธรรม หรือมีความไม่รู้อารมณ์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้


6. สฬายตน

      - อายตํ สํสารวฏฺฎํ นยตีติ = อายตนํ ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่ยืนยาว ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อายตน ได้แก่ อายตนะ ๑๒

      - ฉ อายตนานิ = สฬายตนํ แปลงตัว ฉ เป็นตัว ส ลง ฬ อาคม สำเร็จรูปเป็น สฬายตนํ


     แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของสฬายตน

      1) อายตนลูกขณ์ มีการกระทบ หรือมีการทำให้วัฏฏสงสารยืนยาว เป็นลักษณะ

      2) ทสฺสนรสํ มีการยึดอารมณ์ของตน ๆ เป็นกิจ (วา) ทสฺสนทิรสํ หรือมีการเห็นเป็นต้น เป็นกิจ

      3) วตฺถุทฺวารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุ 6 และทวาร 6 ของปัญจวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ตามสมควร เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) นามรูปปทฏฺฐานํ มีเจตสิกและกัมมชรูป เป็นเหตุใกล้


7. ผัสส

      - อารมฺภํ ผุสฺสตีติ = ผสฺโส ธรรมชาติใด ย่อมกระทบซึ่งอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงเรียกว่า ผัสสะ

      - ผุสนฺติ สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ ผสฺโส สัมปยุตตธรรม คือจิต และเจตสิกทั้งหลายย่อมกระทบซึ่งอารมณ์ โดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุ ให้สัมปยุตตธรรมกระทบซึ่งอารมณ์นั้น ชื่อว่า ผัสส

      - ผุสมํ = ผสฺโส (วา) สํผุสเต = สมฺผสฺโส การกระทบอารมณ์ ชื่อว่าผัสสะ หรือชื่อว่า สัมผัสสะ


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของผัสสะ

      1) ผุสนลกฺขโณ มีการกระทบซึ่งอารมณ์เป็นลักษณะ

      2) สงฺฆฏฺฏนรโส มีการกระทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกันเป็นกิจ

      3) สงฺคติปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุมร่วมกันระหว่างวัตถุ อารมณ์และวิญญาณ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) สฬายตนปทฏฺฐาโน มีอัชฌัตตายตน 6 เป็นเหตุใกล้


8. เวทนา

      - เวทยตีติ = เวทนา ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ ๖ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่ออว่า เวทนา


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของเวทนา

      1) อนุภวนลกฺขณา มีการเสวยอารมณ์ 6 เป็นลักษณะ

      2) วิสยรสสมฺโภครสา มีการเสวยรสของอารมณ์เป็นกิจ

      3) สุขทุกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีความสุขและความทุกข์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะเป็นเหตุใกล้


9. ตัณหา

      - วตฺถุกามํ ปริตสฺสตีติ = ตณฺหา ธรรมชาติใด ย่อมยินดีติดใจซึ่งวัตถุกาม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ตัณหา จึงชื่อว่า

      - วตฺถุกามํ ตสฺสนฺติ ปริตสฺสนฺติ สตฺตา เอตายาติ = ตณฺหา สัตว์ ทั้งหลาย ย่อมยินดีติดใจซึ่งวัตถุกามโดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัตว์ ทั้งหลายยินดีติดใจซึ่งวัตถุกามนั้น ชื่อว่า ตัณหา ได้แก่โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต 8


     แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของตัณหา

      1) เหตุลกฺขณา มีความเป็นเหตุของทุกข์ทั้งปวง เป็นลักษณะ

      2) อภินนฺฺทนรสา มีความยินดีพอใจในอารมณ์ ภูมิ และภพ เป็นกิจ

      3) อติตฺตภาวปจฺจุปฏฺฺฐานา มีความไม่รู้จักอิ่มในอารมณ์ต่าง ๆ ของจิต หรือ บุคคล เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนา เป็นเหตุใกล้


10. อุปาทาน

      - ภุสํ อาทิยนฺติ อนุญฺจคาหํ คยฺหนฺตีติ = อุปาทานามิ ธรรมเหล่าใด ย่อมยึดถืออย่างแรงกล้า คือ ถือไว้ไม่ยอมปล่อย ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอุปาทาน .

      - อุปาทิยนฺตีติ = อุปาทานานิ ธรรมเหล่าใด ย่อมเข้าไปยึดมั่น ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อุปาทาน ได้แก่ตัณหาและทิฏฐิ ที่มีกำลังมาก


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปาทาน

      1) คหณลกฺขณํ มีการยึดไว้เป็นลักษณะ

      2) อนุญฺจนรสํ มีการไม่ยอมปล่อยเป็นกิจ (กิจจรส)

      3) ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฺปฏฺฐานํ มีตัณหาที่มีกำลังอย่างมั่นคง และมีความเห็นผิดเป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหาเป็นเหตุใกล้


11. ภว

      แสดงวจนัตถะของคำว่า ภว

      - ภวติ เอตสฺมาติ = ภโว ผลย่อมเกิดขึ้น โดยอาศัยกรรมนั้น ฉะนั้นกรรมที่เป็นเหตุของผลนั้น ชื่อว่า ภว

      - กมฺมเมว ภโว=กมฺมภโว กรรมนั้นแหละเป็นเหตุให้ผลเกิด จึงชื่อว่า กัมมภวได้อกุศลเจตนา 12 โลกียกุศลเจตนา 17


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของกัมมภว

      1) กมฺมลกฺขโณ มีความเป็นกรรม เป็นลักษณะ

      2) ภาวนรโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ(กิจจรส)

      3) ปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย ๒. ภาวนาโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ (กิจจรส) 3.กุสลากุสลปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นกุศล อกุศล เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้


12. อุปปัตติภว

     วจนัตถะของอุปปัตติภว

      - อุปปชฺชตีติ = อุปปตฺติ ธรรมชาติใด เข้าไปเกิดในภพใหม่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุปปัตติ

      - ภวตีติ = ภโว ธรรมใด ได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรม ฉะนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า ภว

      - อุปฺปตฺติ จ โส ภโว จาติ = อุปฺปตฺตภโว ธรรมใดเข้าไปเกิดในภพใหม่นั้นด้วยได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรมด้วย ฉะนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า อุปปัตติภว ได้แก่โลกียวิปากจิต 32 เจตสิก 35 กัมมชรูป 20


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปปัตติภว

      1) กมฺมผลลกฺขโณ มีความเป็นผลของกรรมเป็นลักษณะ

      2) ภวนรโส มีการเกิดขึ้นเป็นกิจ

      3) อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นอัพยกตธรรม เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทานเป็นเหตุใกล้


13. ชาติ

      - ชนนํ = ชาติ ความเกิดขึ้นของขันธ์ 5 ชื่อว่า ชาติ 2. ชายนฺติ ปาตุวนฺติ ธมฺมา เอตายาติ = ชาติ สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏเกิดขึ้นโดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฏเกิดขึ้นของสังขารธรรมนั้น ชื่อว่า ชาติ ได้แก่การเกิดขึ้นครั้งแรก (อุปปาทักขณะ) ของ โลกียวิปากจิต 32 เจตสิก 35 กัมมชรูป 20 ซึ่งเป็นอุปปัตติภวใน ๓๑ ภูมิ โดยมีขันธ์ 1 บ้าง ขันธ์ 4 บ้าง ขันธ์ 5 บ้าง


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของชาติ 

      1) ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติลกฺขณา มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ

      2) นิยฺยาตนรสา มีการเป็นไปคล้ายกับว่ามอบขันธ์ 5 ที่มีขอบเขตในภพนั้นๆ ให้แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ (สัมปัตตรส)

      3) อตีตภวโต อิธ อุมฺมุชฺชนปจฺจุปัฏฐานา (วา) ทุกฺขวิจิตฺตตาปจฺจุปฏฺฐานา มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพก่อน เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย (หรือ) มี สภาพที่เต็มไปด้วยกองทุกข์ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) อุปจิตนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นเหตุใกล้


14. ชรา

      - ชีรณํ = ชรา ความแก่ของวิบากนามขันธ์ 4 และนิปผันนรูป ชื่อว่า ชรา

      - ชีรนฺติ ชิณฺณภาวํ คจฺฉนฺติ เอตายาติ = ชรา สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงความแก่โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเข้าถึงความแก่ของสังขารธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ชรา ได้แก่ ความแก่ของโลกียวิบาก และกัมมชรูป คือ วิบากและก้มมชรูปเหล่านี้ เกิดขึ้นเป็นชาติแล้วย่อมมีขณะที่ตั้งอยู่ เรียกว่า ฐิติขณะ และ ฐิติขณะของโลกียวิบาก และกัมมชรูปนี่แหละชื่อชรา

      - โสจนฺติ จิตฺตปริฬาหํ คจฺฉนฺติ เอเตนาติ = โสโก สัตว์ทั้งหลายย่อม มีความเศร้าโศก เข้าถึงความเดือดร้อน โดยอาศัยธรรม ธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกเดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลายนั้น ชื่อว่าโสก ได้แก่ โทมนัสเวทนาที่ประกอบกับโทสมูลจิต 2


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของโสก 

      1) อนฺโตนิชฺฌานลกฺขโณ มีการเผาอยู่ภายใน หรือมีความเหี่ยวแห้งใจ เดือดร้อนใจ เป็นลักษณะ

      2) เจโตปรินิชฺฌายนรโส ทำให้จิตเดือดร้อนใจอยู่เสมอเป็นกิจ (กิจจรส)

      3) อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าโศรกอยู่เนือง ๆ ไปตามความพินาศ ที่ตนได้ประสพอยู่นั้น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน มีโทสจิตตูปบาท เป็นเหตุใกล้


17. ปรเทโว

      - ปริเทวนํ = ปริเทโว การร้องไห้รำพรรณ ชื่อว่า ปริเทว

      - ตํ ตํ ปวตฺตึ ปริกิตฺเตตฺวา เทวนฺติ กนฺฺทนฺติ เอเตนาติ = ปริเทโว สัตว์ทั้งหลาย ย่อมรำพรรณถึงเรื่องราวต่าง ๆ แล้วร้องไห้ โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นแห่งการพรรณแล้วร้องไห้ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า ปริเทว ได้แก่ จิตตชวิปปลาสสัทท ที่เกิดขึ้นโดยมีการร้องไห้รำพรรณ เพราะอาศัยพยสนะ 5 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุ


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของปริเทว

      1) ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพัน เป็นลักษณะ

      2) คุณโทสปริติตฺตนรโส มีการรำพรรณถึงคุณและโทษเป็นกิจ (กิจจรส) 

      3) สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีจิตวุ่นวายไม่ตั้งมั่น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัญฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูปที่เกิดจากโทสจิต เป็นเหตุใกล้


18. ทุกฺขํ

      - ทุกุจฺฉิตํ หุตฺวา กายิกสุขํ ขณตีติ = ทุกฺขํ ธรรมชาติได้เป็นที่น่าเกลียด และทำลายความสุขกาย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าทุกข์

      - ทุกฺขมนฺติ = ทุกขํ สัตว์ทั้งหลายย่อมอดทนได้ยากต่อเวทนาใด ฉะนั้น เวทนานั้นชื่อว่า ทุกข์ ทุกขัง

      - ขมิตํุ ทุกฺกรนฺตํ = ทุกขํ เวทนาที่อดทนได้ยาก ฉะนั้น จึงชื่อว่าทุกข์ ได้แก่ กายิกทุกขเวทนา


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของทุกข์

      1) กายปีฬนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนร่างกาย เป็นลักษณะ

      2) ทฺุปฺปญฺญานํ โทมนสฺสภรณรสํ เป็นเหตุให้ความโกรธ ความเสียใจ กลุ้มใจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

      3) กายิกาพาธปจฺจุปฏฺฐานํ มีความป่วยทางกาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) กายปสาทปทฏฺฐานํ มีกายปสาท เป็นเหตุใกล้


19. โทมนสฺสํ

      - ทุมนสฺส ภาโว = โทมนสฺสํ สภาพที่เป็นเหตุให้เป็นผู้ใจคอไม่ดี ชื่อว่า โทมนัสสะ คือความทุกข์ใจ


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของโทมนัสสะ

      1) จิตฺตปีฬนลฺกขณํ มีการเบียดเบียนใจ เป็นลักษณะ

      2) มโนวิฆาตรสํ มีการทรมานใจ เป็นกิจ

      3) มานสพฺยาธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการป่วยใจ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั่งหลาย

      4) หทยวตฺถุปทฏฺฐานํ มีหทัยวัตถุ เป็นเหตุใกล้


20. อุปายาส

      - ภุโส อายาสนํ = อุปายาโส ความลำบากใจอย่างหนัก ชื่อว่าอุปายาส ได้แก่ โทสเจตสิกที่เกิดขึ้นโดยอาศัยพยสนะ 5 อย่างใดอย่างหนึ่ง


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปายาส

      1) จิตฺตปริทหนลกฺขโณ มีการเผาจิตอย่างหนัก เป็นลักษณะ

      2) นิตฺถุนนรโส มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ

      3) วิสาทปจฺจุปฏฺฐาโน มีกายและใจขาดกำลังลง เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) หทยวตฺถุปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้


21. อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข

      ความประจวบด้วยสิ่งทั้งหลายอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์


      ลักขณาทิจตุกกะ ของ "อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข"

      1) อนิฏฺฐโสโมธานลกฺขโณ มีการประสบด้วยสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เป็นลักษณะ

      2) จิตฺตวิฆาตกรณโส มีกระทบใจ เป็นกิจ

      3) อนตฺฺถภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีความวอดวาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


22. ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข

      ความพลัดพราก จากสิ่งทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่รักก็เป็นทกข์


      ลักขณาทิจตุกกะ ของ "ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข"

      1) อิฏฺฺฐวตฺถุวิโยคลกฺขโณ มีการพลัดพรากจากวัตถุที่ปรารถนา เป็นลักษณะ

      2) โสกุปฺปาทนรโส มีการยังความเศร้าโศกให้เกิดขึ้น เป็นกิจ

      3) พฺฺยสนปจฺจุปฏฺฺฐาโน มีความฉิบหาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


23. อโห วต มยํ น ชาติธมฺมา อสฺสามาติ อาทีสุ อลพฺภเนยฺยวตฺถูสุ อิจฺฉาว

     ความปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้มีอาทิว่า โอหนอ เราพึงเป็นผู้ไม่มีการเกิดเป็นธรรมดา

     ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปี ทุกฺขนฺติ วุตฺตา บุคคลไม่ได้แม้สิ่งใด แม้ที่ตนปรารถนา แม้สิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์


     ลักขณาทิจตุกกะ ของ "อุภยตานํ ธมฺมานํ" 

      1) อลพฺภเนยฺยวตฺถุอิจฺฉนฺลกฺขณา มีการอยากได้ซึ่งวัตถุที่ควรจะได้ เป็นลักษณะ

      2) ตปฺปริเยสนรสา มีการแสวงหาวัตถุชนิดนั้น เป็นกิจ 

      3) อุปฺปตฺติปจฺจุปฏฺฺฐานา มีอันประสบวัตถุเหล่านั้น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


(หมายเหตุ ข้อ 21, 22, 23 มีเหตุใกล้เหมือนกัน)


      จำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาท 12 โดยสัจจะ ตามอภิธรรมภาชนียนัย

      - อวิชชา, สังขาร จัดเป็น สมุทยสัจจ์

      - วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา จัดเป็น ทุกขสัจจ์

      - ตัณหา, อุปาทาน, กัมมภวะ จัดเป็น สมุทยสัจจ์

      - อุปปัตติภวะ, ชาติ, ชรามรณะ จัดเป็น ทุกขสัจจ์


--------///---------


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

      ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต

      ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

      ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

      ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

      ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย

      ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

      ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


แสดงปัจจัยตามกาล

      ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถิปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

      ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


สรุปอำนาจของปัจจัย

      ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

      ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

      อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


สรุปปัจจัยตามภูมิ

      ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

      ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

      ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ

      ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย

      ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

      ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

      ๙. อัพ อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต

อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

      ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

      ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ

      ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

      ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้


ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

      ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ 

          เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

      ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโยฯ 

          ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

      ๓. เชฎฺฐกฎฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

      ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโยฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

      ๕. อุปฺปชฺชมาโน สห อุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

      ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

      ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

      ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ

          แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

      ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ

          แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตนๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

      ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ

          แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

      ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ 

           แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

      ๑๒. เรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ

           แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

      ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปญฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

      ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปัจจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

      ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

      ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปัจจโย ฯ 

           แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

      ๑๗. อธิปตฺยฎฺเฐน อุปการกา อิตถินทรียปุริสินทรียวชฺชา วีสตินฺทริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

      ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺข เวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ

          แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

      ๑๙. ยโต ตโต วา นิยุยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโยฯ

          แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

      ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

      ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

      ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

      ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

      ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

      ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ

           แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย อนึงทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต) นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด


--------///-------

 

[full-post]



หิริ-โอตตัปปะ เจตสิก


      หิริเจตสิก คือธรรมชาติที่ละอายต่อบาป ได้แก่ สภาพความเกลียด และละอายต่อการงานอันเป็นทุจริต มีอรรถ ๔ ประการ โดยเฉพาะ (ลักขณาทิจตุกะ) คือ :-

      - ปาปโต ชิคุจฺฉนลกฺขณา มีความเกลียดต่อบาป เป็นลักษณะ

      - ปาปานํ อกรณรสา มีการไม่ทำบาป เป็นกิจ

      - ปาปโต สงฺโกจนปจฺจุปฏฺฐานา มีความละอายต่อบาป เป็นผล

      - อตฺตคารวปทฏฺฐานา มีความเคารพตนเอง เป็นเหตุใกล้


โอตตัปปเจตสิก

      โอตตัปปเจตสิก คือธรรมชาติที่สะดุ้งกลัวต่อบาป ได้แก่ สภาพความสะดุ้งกลัวต่อการงานอันเป็นทุจริต มีอรรถ  ประการ โดยเฉพาะ (ลักขณาทิจตุกะ) คือ :-

      - อุตฺตาสนลกขณํ มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป เป็นลักษณะ

      - ปาปานํ อกรณรสํ มีการไม่ทำบาป เป็นกิจ

      - ปาปโต สงโกจนปจฺจุปฺปฏฺฐานํ มีความละอายต่อบาป เป็นผล

      - ปรคารวปทฏฺฐานํ มีความเคารพผู้อื่น เป็นเหตุใกล้


      หิริ และโอตตัปปเจตสิก ทั้งสองนี้ย่อมปรากฎขึ้นในโอกาสที่เว้นจากความชั่ว หิริ นั้นมีอันเกลียดบาปเป็นลักษณะ โอตตัปปะ นั้น มีอันสะดุ้งกลัวต่อบาปเป็นลักษณะ

      หิริ เปรียบเหมือนหญิงสาวผู้มีสกุล ที่ขยะแขยงรังเกียจต่อบาปธรรม ด้วยอำนาจความเคารพตน และอาศัย เหตุภายใน เป็นสมุฏฐาน ได้แก่ เหตุภายใน ๘ ประการ คือ :-

      ๑. กุละ ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงตระกูลของตน

      ๒. วยะ ละอายต่อบาปโดยคำนึงวัยของตน

      ๓. พาหุสัจจะ ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงการศึกษาของตน

      ๔. ชาติมหัคคตะ ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงชาติภูมิอันประเสริฐของตน

      ๕. สัตถุมหัคคตะ ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงพระศาสดา, บิดา, มารดา, ครูอาจารย์

      ๖. ทายัชชมหัคคะ  ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงทายาทที่เป็นใหญ่

      ๗. สหพรหมจารีมหัคคตะ ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงเพื่อนสหพรหมจารี ที่เป็นใหญ่

      ๘. สุรภาวะ ละอายต่อบาปโดยคำนึงถึงความแกล้วกล้า เข้มแข็งของตน

      โอตตัปปะ เปรียบเหมือนหญิงแพศยา ผู้มีความเกรงกลัวต่อบาปธรรมด้วยอำนาจเคารพผู้อื่น และโอตตัปปะนี้อาศัยเหตุภายนอกเป็นสมุฏฐาน ได้แก่ เหตุภายนอก ๔ ประการ คือ :-

      ๑. อตุตานุวาทภยํ กลัวต่อการติเตียนตนเอง

      ๒. ปรวาทานุภยํ กลัวต่อการติเตียนจากผู้อื่น

      ๓. ทณุฑภยํ กลัวต่อราชทัณฑ์ คือกฎหมายบ้านเมือง

      ๔. ทุคฺคติภยํ กลัวต่อภัยในอบายภูมิ 

       ความละอายและความสะดุ้งกลัว อันเป็นสภาพธรรมของหิริ และโอตตัปปะนี้ ไม่เป็นอกุศล เพราะเป็นการละอายและเกรงกลัวในบาปทุจริตโดยพิจารณาเห็นโทษแล้วว่า ไม่ควรประพฤติปฏิบัติ เหมือนกับผู้พิจารณามรณานุสสติ โดยเอาความตายมาเป็นอารมณ์ หรือผู้ที่กำลังพิจารณาอสุภกรรมฐาน ซึ่งขณะจิตที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น จิตย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจฝ่ายอกุศล หิริและโอตตัปปะนี้ก็เช่นกัน ย่อมพิจารณาถึงบาปทุจริตแล้ว ไม่กระทำกรรมชั่ว ย่อมบริหารตนให้หมดจด ด้วยเหตุนี้หิริและโอตตัปปะ จึงจัดว่าเป็นธรรมที่คุ้มครองโลก สมดังพุทธดำรัสในอังคุตรนิกายทุกนิบาตว่า 

      "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม ๒ ประเภทนี้ย่อมคุ้มครองโลก ธรรม ๒ ประการคืออะไรบ้าง คือหิริ , โอตตัปปะ ๑ 

      ดูกร ภิกษุทั้งหลายสุกกธรรม ๒ ประการนี้ ย่อมคุ้มครองโลก ถ้าหากสุกกธรรม ๒ ประการนี้ไม่พึงคุ้มครองโลกไซร้ ในโลกนี้จะไม่พึงปรากฎคำว่า มารดา บิดา พี่ ป้า น้า อา สามี ภรรยา ครู อาจารย์ ๆ ชาวโลกจักได้ถึงความปะปนกันเหมือนอย่าง แพะ แกะ ไก่ สุกร และสุนัข ฉะนั้นดูกร ภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม ๒ ประการนี้แล คุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้นจึงยังปรากฏคำว่า มารดา บิดา พี่ ป้า น้า อา ครู อาจารย์ ฯ" ดังนี้

----------------

 

[full-post]



สติเจตสิก


      สติเจตสิก คือ ธรรมชาติที่มีความระลึกได้ในอารมณ์ และให้สังวรอยู่กับกุศลธรรม เป็นลักษณะ มีอรรถ ๔ ประการ โดยเฉพาะ (ลักขณาทิจตุกะ) คือ :

      - อปีลาปนลกขณา มีความระลึกได้ในอารณ์เนืองๆ เป็นลักษณะ

      - อสมฺโมหรสา มีความไม่หลงลืม เป็นกิจ

      - วิสยาภิมุขภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีความจดจ่อต่ออารมณ์ เป็นผล

      - ถิรสญฺญา ปทฏฺฐานา (วา) มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้ (หรือ)

      - กายาทิสติปฏฺฐานปทฏฺฐานา มีสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุใกล้

สติ มีลักษณะ ๒ ประการ ดังที่แสดงในมิลินทปัญหา คือ :

      ๑. อปิลาปนลักขณาสติ

      ๒. อุปคัณหณลักขณาสติ


      ๑. อปีลาปนลักขณาสติ ได้แก่ สติที่เตือนให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมสิ่งนี้ดี สิ่งนั้นชั่ว. สิ่งนี้เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์. ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔, สิ่งนี้เป็นพละ ๕, สิ่งนี้เป็นโพชฌงค์ ๓, สิ่งนี้เป็นมรรค ๘ หรือสิ่งนี้เป็นสมถกรรมฐาน, สิ่งนี้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน, สิ่งนี้เป็น ฌาน, เป็นสมาบัติ, เป็นวิชา, เป็นวิมุตติ, เป็นกองจิต, กองเจตสิก

      เมื่อ "อปีลาปนลักขณาสติ" เตือนให้ระลึกถึงธรรมเหล่านี้แล้ว ก็มิได้ส้องเสพธรรมอันมิควรเสพ กลับเสพธรรมที่ควรเสพ สตินี้ จึงหมายถึงสติที่ประกอบทั่วไปในโสภณจิต ย่อมให้ระลึกถึงกุศลธรรม โดยทำหน้าที่กั้นกระแสแห่งนิวรณ์ธรรม จะประกอบด้วยปัญญา หรือมิได้ประกอบด้วยปัญญา ก็สามารถให้ระลึกถึงกุศลธรรมโดยชอบได้

      ๒. อุปคัณหณลักขณาสติ ได้แก่ สติที่ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี ย่อมระลึกว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการะ, ธรรมสิ่งนี้มิได้มีอุปการะ ถือเอาแต่ธรรมที่เป็นประโยชน์ ธรรมที่เป็นอุปการะ ดุจนายประตูของพระบรมกษัตริย์ ถ้าเห็นผู้ใดประหลาดเข้าไปสู่ประตูพระราชวัง ก็ห้ามเสียมิให้เข้า ผู้ใดมีอุปการะแก่พระบรมกษัตริย์ ก็ปล่อยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน ย่อมกำจัดเสียซึ่งคนอันใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่คนที่เป็นข้าเฝ้าให้เข้าสู่พระราชฐานนั้นได้ 

      "อุปคัณหณลักขณาสติ" จึงเป็นสติที่อุปการะแก่ปัญญาโดยตรง ได้แก่ สติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในขณะพิจารณากาย, เวทนา, จิต, ธรรม ที่เรียกว่าเจริญ "สติปัฏฐาน ๔" อันเป็นปุพพภาคมรรค ซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ที่จะอุปการะให้แจ้งพระนิพพาน

ฉะนั้น สติ จึงมี ๒ อย่างคือ :-

      ๑) สติ ที่ประกอบกับโสภณจิตโดยทั่วไป ในขณะระลึกรู้อารมณ์ที่อดีตสัญญา เก็บจำไว้ตามนัยปริยัติด้วยอปิลาปนลักขณาสติ กับ

      ๒) สติ ที่กระทำความรู้สึกตัวขณะกำหนดรูปนามตามความจริงในการเจริญสติปัฏฐานตามนัยปฏิบัติด้วยอุปคัณหณลักขณาสติ

-------------

สติ - ในสติปัฏฐาน หรือในกุศลธรรมทั้งปวง มีหน้าที่กั้นกระแสแห่งตัณหาและปฏิฆะ อย่างที่ทรงตรัสว่า "อาตาปี สติมา สมฺปชาโน วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ" ผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสติสัมปชัญญะ พึงกำจัดความยินดีและยินร้ายในขันธโลกเสียได้...ฯ 

และที่ทรงตรัสกับอชิตมาณพว่า- 

      ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ      สติ เตสํ นิวารณํ

      โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ            ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร. 

    กระแสเหล่าใด มีอยู่ในโลก, สติ เป็นเครื่องกันกระแสเหล่านั้น

    เรากล่าวสติ ว่าเป็นธรรมเครื่องกั้นกระแส, กระแสเหล่านั้น 

    อันบุคคลพึงละได้ ด้วยปัญญา (ที่เข้าถึงภังคญาณ และ มรรคญาณ) ฯ 


------------


 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.