ปฏิจจสมุปบาท

--------------------

- นิทเทส ๗  

    ตโยทฺธา ทฺวาทสงฺคานิ      อาการาเยว วีสติ

    ติสนฺธิ จตุสงฺเขปา          ตีณิ วฏฺฏานิ สตฺตมํ

    เทฺว มูลานีติ นิทฺเทสา      สตฺต ตตฺถ ปกาสิตา ฯ  

    (นิติเมธี - เรียบเรียงคาถา)

  ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ท่านแสดงนิทเทส ๗ อย่าง คือ 

     ๑) อัทธา - กาล ๓ (อตีตอัทธา, ปัจจุบันอัทธา, อนาคตอัทธา)

     ๒) องค์ - องค์ ๑๒  (อวิชชา, สังขาร, วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ตัณหา, ภว ชาติ ชรามรณะ)

     ๓) อาการ - อาการ ๒๐ (อดีตเหตุ ๕, ปัจจุบันผล ๕, ปัจจุบันเหตุ ๕, อนาคตผล ๕)

     ๔) สนธิ - ความสืบต่อ ๓ (ระหว่าง สังขาร+วิญญาณ, ระหว่าง เวทนา+ตัณหา, ระหว่าง กัมมภวะ+ชาติ)

     ๕) สังเขป - สังเขป ๔  (อดีตเหตุ, ปัจจุบันผล, ปัจจุบันเหตุ, อนาคตผล ๕)

     ๖) วัฏฏะ - วัฏฏะ ๓ (กิเลสวัฏฏ์, กรรมวัฏฏ์, วิปากวัฏฏ์) 

     ๗) มูล - มูล ๒ (อวิชชา-โมหมูล, ตัณหา-โลภมูล)

===============<>==============  

- นัย ๗

    สภาวเทสนาอตฺถ-         ปหานกิจฺจลกฺขณํ

    สตฺตโม ปจฺจโย เจติ     นยา ตตฺถ ปกาสิตา ฯ 

    (นิติเมธี - เรียบเรียงคาถา)


อาการที่ท่านแสดงปฏิจจสมุปบาท มี ๗ นัย (วิสุทธิมรรค) 


๑) สภาวนัย เป็นการแสดงสภาวะ คือองค์ธรรมของปฏิจจสมุปบาทธรรมแต่ละองค์

๒) อัตถนัย เป็นนัยที่แสดงความหมายขององค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ องค์ และธรรมที่เป็นนิสสันทผล

๓) ลักขณนัย เป็นนัยที่แสดงลักขณาทิจตุกกะ ขององค์ปฏิจจสมุปบาทและนิสสันทผล

๔) กิจจนัย เป็นนัยที่แสดงรส (กิจรส) ขององค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ และนิสสันทผล

๕) ปหานนัย เป็นนัยที่ให้ผู้ศึกษาเรียนรู้เพื่อละทิฏฐิ ๗ อย่าง เป็นต้น

๖) เทสนานัย เป็นการแสดงนัยแห่งเทศนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งมี ๔ นัย

๗) ปัจจยนัย เป็นนัยแห่งการแสดง โดยนำเอาปัจจัยในมหาปัฏฐานมาสงเคราะห์ในความเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันของปฏิจจสมุปบาท


==================<>====================

๑. นัยแห่งสภาวะ

    นัยแห่งสภาวะ นี้เป็นการแสดงสภาวะ คือ องค์ธรรมของปฏิจจสมุปบาทธรรม แต่ละองค์ คือ

   ๑) อวิชชา องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒

   ๒. สังขาร องค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจตสิก ๒๙ ที่ในอกุศลจิต ๑๒ โลกียกุศลจิต ๑๗

   ๓. วิญญาณ องค์ธรรมได้แก่ โลกียวิปากจิต ๓๒

   ๔. นามรูป แบ่งเป็น ๒ อย่างคือ

      ก. นาม องค์ธรรมได้แก่ เจตสิก ๓๕ ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต ๓๒

      ข. รูป องค์ธรรมได้แก่ ปฏิสนธิกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป จิตตชรูป

   ๕. สฬายตนะ องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ โลกียวิปากจิต ๓๒

   ๖. ผัสสะ องค์ธรรมได้แก่ ผัสสะเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต ๓๒

   ๗. เวทนา องค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต ๓๒

   ๘. ตัณหา องค์ธรรมได้แก่ โลภะเจตสิก ที่ประกอบกับโลภมูลจิต ๘

   ๙. อุปาทาน องค์ธรรมได้แก่ โลกเจตสิก ที่ประกอบกับโลภมูลจิต ๘ และทิฏฐิเจตสิก ที่ประกอบกับทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

   ๑๐. ภพ มี ๒ อย่าง คือ

        ก. กัมมภวะ องค์ธรรมได้แก่ เจตนากรรม ๒๘ (เจตนาเจตสิกที่ประกอบใน อกุศลจิต ๑๒, โลกียกุศลจิต ๑๗)

        ข. อุปปัตติภวะ องค์ธรรมได้แก่ โลกียวิปากจิต ๓๒ เจตสิก ๓๕ กัมมชรูป ๒๐

   ๑๑. ชาติ องค์ธรรมได้แก่ อาการเกิดขึ้นของปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิก ๓๕ กัมมชกกลาป ๓, ๗, ๔ (คัพภเสยยกะ ๓, โอปปาติกะ+สังเสทชะ ในกามภูมิ ๗ รูปพรหม ๔)

   ๑๒. ชรามรณะ องค์ธรรมได้แก่ อาการที่กำลังแก่และกำลังดับของโลกียวิบาก ๓๒ เจตสิก ๓๕ และ กัมมชรูป ๒๐

   ๑๓. โสกะ องค์ธรรมได้แก่ โทมนัสสเวทนา ที่ประกอบกับ โทสมูลจิต ๒ 

   ๑๔. ปริเทวะ องค์ธรรมได้แก่ จิตตชวิปปลาสสัททรูป (เสียงที่เกิดจากจิตที่วิปลาส)

   ๑๕. ทุกขะ องค์ธรรมได้แก่ กายิกทุกข์ คือ เวทนาเจตสิก ที่ประกอบกับทุกขสหคตกายวิญญาณจิต

   ๑๖. โทมนัสสะ องค์ธรรมได้แก่ เจตสิกทุกข์ คือ เวทนาเจตสิก ที่ประกอบในโทสมูลจิต ๒

   ๑๗. อุปายาสะ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยพยสนะ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง

==================<>====================

๒. นัยแห่งอรรถ

   ๑) อรรถ (ความหมาย) ของอวิชชา คือ - 

      - ธรรมชาติ ที่เป็นไปตรงกันข้ามกับปัญญา (วิชชา ปฏิปกฺขาติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่ย่อมให้ได้ทุจริตธรรมที่ไม่ควรได้ (อวินฺทิยํ วินฺทตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่ย่อมไม่ให้ได้สุจริตธรรมที่ควรได้ (วินฺทิยํ น วินฺทตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่เป็นผู้ให้รู้ผิดในบัญญัติธรรม มี ชาย หญิง เป็นต้น ที่ไม่มีปรากฏโดยสภาวะ (อวิชฺชมาเน ชวาเปตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่เป็นผู้ไม่ให้รู้ปรมัตถธรรม มี ขันธ์ ๕ เป็นต้น ที่มีปรากฏโดยสภาวะ (วิชฺชมาเน น ชวาเปตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่ไม่ให้รู้ธรรมที่ควรรู้ มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น (วิทิตพฺพํ อวิทิตํ กโรตีติ อวิชฺชา)

***สรุปความว่า การไม่รู้ตามความเป็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ รู้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไป ตามความเป็นจริงที่ไม่ควรรู้ นั่นแหละ ชื่อว่า อวิชชา


   ๒) อรรถ (ความหมาย) ของสังขาร คือ- 

      - ธรรมชาติ ที่ปรุงแต่งสังขตธรรมที่เป็นผลโดยตรงให้เกิดขึ้น (สงฺขตํ สงฺขโรนฺติ อภิสงฺขโรนฺติ = สงฺขารา)

      - ธรรมชาติ ที่เป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของสัตว์ทั้งหลาย (สงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ = สงฺขารา)

      - ธรรมชาติที่เป็นบุญ และ เป็นผู้ปรุงแต่งให้ผลบุญเกิดขึ้นโดยตรงด้วย (ปุญฺญญฺจ ตํ อภิสงฺขาโร จาติ = ปุญฺญาภิสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่เป็นบาปและเป็นผู้ปรุงแต่งให้ผลบาปเกิดขึ้นโดยตรงด้วย (อปุญฺญญฺจ ตํ อภิสงฺขาโร จาติ = อปุญฺญาภิสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่เป็นกุศลตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็นผู้ปรุงแต่งให้ผลของตนเกิดขึ้นโดยตรงด้วย (อาเนญฺชญฺจ ตํ อภิสงฺขาโร จาติ = อาเนญฺชาภิสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย (กายํ สงฺขโรตีติ = กายสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจา (วาจํ สงฺขโรตีติ = วจีสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งใจ ( จิตฺตํ สงฺขโรตีติ = จิตฺตสงฺขาโร )


   ๓) อรรถ (ความหมาย) ของวิญญาณ คือ - 

      - ธรรมชาติที่ได้รู้อารมณ์อยู่เสมอ ( อารมฺมณํ วิชานาตีติ - วิญฺญาณํ)

      - ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้บุคคลทั้งหลายได้รู้อารมณ์เป็นพิเศษ (อารมฺมณํ วิชานนฺติ เอเตนาติ = วิญฺญาณํ)


   ๔) อรรถ (ความหมาย) ของนามรูป คือ-

      - นาม คือ ธรรมชาติ ที่น้อมไปในอารมณ์ ( อารมฺมเณ นมตีติ = นามํ)

      - รูป คือ ธรรมชาติที่สลายไป เพราะปัจจัยที่เป็นปฏิปักษ์กัน มีความร้อน และ ความเย็น เป็นต้น (สีตุณฺหาทิวิโรธิปจฺจเยหิ รุปฺปตีติ = รูปํ)


   ๕) อรรถ (ความหมาย) ของสฬายตนะ คือ-

      - อายตนะ คือ ธรรมชาติที่ทรงไ ว้ซึ่งสังสารวัฏฏ์อันยืดยาว (อายตํ สงฺสารวฏฺฏํ นยตีติ = อายตนํ)

      - อายตนะภายใน ๖ ชื่อว่า สฬายตนะ ( ฉ อายตนานิ = สฬายตนํ )

      - อายตนะทั้ง ๖ และอายตนะที่ ๖ ชื่อว่า สฬายตนะ (สฬายตนญฺจ ฉฏฺฐายตนญฺจ = สฬายตนํ)


   ๖) อรรถ (ความหมาย) ของผัสสะ คือ -

      - ผัสสะ คือ ธรรมชาติที่กระทบอารมณ์ (อารมฺมณํ ผุสตีติ = ผสฺโส )

      - ผัสสะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรมกระทบอารมณ์ (ผุสนฺติ สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ = ผสฺโส)

      - จักขุสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับจักขุวิญญาณ (จกฺขุวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = จกฺขุสมฺผสฺโส)

      - โสตสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับโสตวิญญาณ (โสตวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = โสตสมฺผสฺโส)

      - ฆานสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับฆานวิญญาณ (ฆานวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = ฆานสมฺผสฺโส)

      - ชิวหาสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับชิวหาวิญญาณ (ชิวฺหาวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = ชิวฺหาสมฺผสฺโส)

      - กายสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับกายวิญญาณ (กายวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = กายสมฺผสฺโส)

      - มโนสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับมโนวิญญาณ (มโนวิญญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = มโนสมฺผสฺโส)


   ๗) อรรถ (ความหมาย) ของเวทนา คือ - 

      - เวทนา คือ ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์ (อารมฺมณํ เวทยตีติ = เวทนา)


   ๘) อรรถ (ความหมาย) ของตัณหา คือ -

      - ตัณหา คือ ธรรมชาติที่ยินดีติดใจในวัตถุกาม (วตฺถุกามํ ปริตสฺสตีติ = ตณฺหา)

      - ตัณหา คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายยินดีติดใจซึ่งวัตถุกาม (วตฺถุกามํ ตสฺสนฺติ ปริตสฺสนฺติ สตฺตา เอตายาติ = ตณฺหา)

      - กามตัณหา คือ ธรรมชาติที่ยินดีอยากได้ในอารมณ์ ๖ และยึดติดอยู่ในอารมณ์นั้นด้วย ( กาโม จ โส ตณฺหา จาติ = กามตณฺหา)

      - ภวตัณหา คือ ธรรมชาติที่เห็นว่า "ตัวตนที่อยู่ในอารมณ์ ๖ นั้น ปรากฏมีอยู่เสมอไม่สูญหาย และยินดีติดอยู่ในอารมณ์นั้นด้วย" (ภโว จ โส ตณฺหา จาติ = ภวตณฺหา)

      - วิภวตัณหา คือ ธรรมชาติที่เห็นว่า "ตัวตนที่อยู่ในอารมณ์ ๖ นั้น ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ตลอด ย่อมสูญหายไป และยินดีติดใจอยู่ในอารมณ์นั้นด้วย หรือ 

        ความยินดีพอใจในอุจเฉททิฏฐิ (วิภโว จ โส ตณฺหา จาติ = วิภวตณฺหา (วา) วิภเว ตณฺหา = วิภวตณฺหา)


   ๙) อรรถ (ความหมาย) ของอุปาทาน คือ - 

      - อุปาทาน คือ ธรรมชาติที่ยึดถืออย่างแรงกล้า ไม่ย่อมปล่อย (ภุสํ อาทิยนฺติ อมุญฺจคาหํ คยฺหนฺตีติ - อุปาทานานิ)

      - อุปาทาน คือ ธรรมชาติที่เข้าไปยึดมั่น (อุปาทียนฺตีติ - อุปาทานานิ)


   ๑๐) อรรถ (ความหมาย) ของภพ คือ -

      - ภพ คือ กรรมที่เป็นเหตุของผล (ภวติ เอตสฺมาติ = ภโว)

      - กัมมภพ คือ กรรมที่เป็นเหตุให้ผลเกิดขึ้น (กมฺมเมว ภโว = กมฺมภโว)

      - อุปปัตติภพ คือ ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภพใหม่ เพราะอาศัยกรรม (อุปปตฺติ จ โส ภโว จาติ = อุปปตฺติภโว)


   ๑๑) อรรถ (ความหมาย) ของชาติ คือ -

      - ชาติ คือ อาการเกิดขึ้นของขันธ์ (ชนนํ = ชาติ)

      - ชาติ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฎขึ้นของสังขารธรรม (ชายนฺติ ปาตุภวนฺติ ธมฺมา เอตายาติ = ชาติ)


   ๑๒) อรรถ (ความหมาย) ของชรามรณะ คือ -

      - ชรา คือ ความแก่ของวิบากนามขันธ์ ๔ และนิปผันนรูป (ชิรณํ = ชรา)

      - ชรา คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงความแก่ของสังขารธรรมทั้งหลาย (ชีรนฺติ ชิณฺณภาวํ คจฺฉนฺติ เอตายาติ = ชรา)

      - มรณะ คือ อาการที่กำลังดับของโลกียวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป (มริยเต = มรณํ)

      - มรณะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการตายของสัตว์ทั้งหลาย (มรนฺติ สตฺตา เอเตนาติ = มรณํ)


   ๑๓) อรรถ (ความหมาย) ของโสกะ คือ - 

      - โสกะ คือ ความเศร้าโศก (โสจนํ - โสโก)

      - โสกะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกเดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลาย (โสจนฺติ จิตฺตปริฬาหํ คจฺฉนฺติ เอเตนาติ - โสโก)


   ๑๔) อรรถ (ความหมาย) ของปริเทวะ

      - ปริเทวะ คือ อาการคร่ำครวญร่ำไห้ (ปริเทวนํ = ปริเทโว)

      - ปริเทวะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการคร่ำครวญร่ำไห้ของสัตว์ทั้งหลาย (ตํ ตํ ปวตฺตึ ปริกิตฺเตตฺวา เทวนฺติ กนฺทนฺติ เอเตนาติ - ปริเทโว)


๑๕) อรรถของทุกขะ คือ -

      - ทุกขะ คือ ธรรมชาติที่เป็นที่น่าเกลียดและทำลายความสุขกายของสัตว์ทั้งหลาย ( ทุกุจฺฉิตํ หุตฺวา กายิกสุขํ ขณตีติ = ทุกฺขํ )

      - ทุกขะ คือ ธรรมชาติที่สัตว์ทั้งหลายอดทนได้ยาก (ทุกฺขมนฺติ = ทุกฺขํ)

      - ทุกขะ คือ เวทนาที่อดทนได้ยาก (ขมิตุํ ทุกฺกรนฺตํ = ทุกฺขํ)


   ๑๖) อรรถ (ความหมาย) ของโทมนัสสะ คือ - 

      - โทมนัสสะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้ไม่สบายใจ (ทุมนสฺสภาโว = โทมนสฺสํ)

      ***เหตุให้เกิดโทมนัสสะ (ตามสุตตันตนัย)

         ๑. ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ (อปฺปีเยหิ สมฺปโยโค)

         ๒. พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ (ปีเยหิ วิปฺปโยโค)

         ๓. ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น (ยมฺปีจฺฉํ น ลภติ)


   ๑๗) อรรถ (ความหมาย) ของอุปายาส คือ - 

      - อุปายาส คือ ความลำบากใจอย่างหนัก (ภุโส อายาสนํ = อุปายาโส)

      - อุปายาส เป็นความลำบากใจอย่างหนึ่ง คือ ความกับแค้นใจ หรือ ความเสียใจอย่างใหญ่หลวง ที่สืบเนื่องมาจากโสกะ ปริเทวะ กล่าวคือ ความเศร้าโศกเสียใจ

      - ครั้งแรก จัดเป็น โสกะ เมื่อ โสกะมีกำลังมากขึ้น หรือ เสียใจหนักขึ้น จนถึงบ่นเพ้อรำพันคร่ำครวญออกมา จัดเป็น ปริเทวะ เมื่อคร่ำครวญร้องไห้ บ่น เพ้อรำพันหนักขึ้น จนถึงน้ำตาเหือดแห้ง จัดเป็น อุปายาส คือ ความแห้งใจ

      - อุปมาโสกะ ปริเทวะ อุปายาส เหมือนน้ำมันที่ถูกเคี่ยว น้ำมันที่ใส่ลงในกระทะ ที่ยกตั้งบนเตาไฟ เมื่อถูกความร้อน เริ่มมีอาการเดือดผุดขึ้น เปรียบได้กับอาการของ โสกะ,

น้ำมันที่ถูกความร้อนเผาจนเดือนพล่าน เปรียบได้กับอาการของ ปริเทวะ, น้ำมันที่ถูกเคี่ยวจนแห้งหมดกระทะ จนมีควันลุกฟุ้งขึ้น เปรียบได้กับอาการของ อุปายาส

==================<>====================

๓. นัยแห่งลักษณะ (ลักขณาทิจตุกกะ)

    ๑) ลักขณาทิจตุกะของอวิชชา

        - อญาณลกฺขณา มีความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ

        - สมฺโมหนรสา มีความหลง หรือความมืดมน เป็นกิจ

        - ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีความปกปิดสภาวะที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นอาการปรากฏ

        - อาสวปทฏฺฐานา มีอาสวะ ๓ (เว้นอวิชชาสวะ) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๒) ลักขณาทิจตุกะของสังขาร

        - อภิสงฺขรณลกฺขณา มีการปรุงแต่ง เป็นลักษณะ

        - อายูหนรสา มีความขวนขวายให้เกิดปฏิสนธิ (ประมวลมาซึ่งผลที่เกี่ยวเนื่องกับตนเอง) เป็นกิจ

        - เจตนาปจฺจุปฏฺฐานา มีการตั้งใจกระทำ เป็นอาการปรากฏ

        - อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชา เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

     (๒) ลักขณาทิจตุกกะของ เจตนา

        - เจตยิกลกฺขณา มีความจงใจ เป็นลักษณะ

        - อายูหนรสา ประมวลมาซึ่งผลที่เกี่ยวเนื่องกับตนเอง เป็นกิจ

        - สํวิธานปจฺจุปฏฺฐานา มีการจัดแจง เป็นอาการปรากฏ

        - เสสขนฺธตฺตยปทฏฺฐานา มีนามขันธ์ ๓ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    

    ๓) ลักขณาทิจตุกะของวิญญาณ

        - อารมฺมณิ วิชชานนลกุขณ์ มีการรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ 

        - ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูปเป็นกิจ

        - ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการสืบต่อภพเก่าและภพใหม่ เป็นอาการปรากฏ

        - สงฺขารปทฏฺฐานํ (วา) มีสังขาร ๓ เป็นเหตุใกล้ (หรือ)

        - วตุถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีวัตถุ ๖ กับอารมณ์ ๖ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๔) ลักขณาทิจตุกะของนาม

        - อารมฺมณํ นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ

        - สมฺปโยครสํ มีการประกอบกับวิญญาณและประกอบกันเอง เป็นกิจ

        - อวินิพฺโภคปจฺอุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกจากกันกับจิต เป็นอาการปรากฏ

        - วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ (ปฏิสนธิวิญญาณ) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๕) ลักขณาทิจตุกะของรูป

        - รูปปนลกฺขณํ มีการแปรปรวน เปลี่ยนแปลง สลายไป เป็นลักษณะ

        - วิกิรณรสํ มีการแยกออกจากจิตได้ เป็นกิจ

        - อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอพยากตธรรม คือ รู้อารมณ์ไม่ได้) เป็นอาการปรากฏ

        - วิญญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ (ปฏิสนธิวิญญาณ) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๖) ลักขณาทิจตุกะของสฬายตนะ

        - อายตนลกฺขณํ มีการสืบต่อหรือความแผ่ไปซึ่งจิตและเจตสิก เป็นลักษณะ

        - ทสฺสนาทิรสํ มีการกระทำการเห็น เป็นต้น (การเกิดขึ้นของจิตเจตสิก) เป็นกิจ

        - วตฺถุทฺวารภาวปจฺปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุ และทวาร เป็นอาการปรากฏ

        - นามรูปปทฎฐานํ มีนามรูป เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๗) ลักขณาทิจตุกะของผัสสะ

        - ผุสนลกฺขโณ มีการกระทบอารมณ์ เป็นลักษณะ

        - สํฆฏฺฏนรโส มีการทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกันเป็นกิจ

        - สงฺคตฺปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุมร่วมกันระหว่างทวาร, อารมณ์, และวิญญาณ เป็นอาการปรากฏ

        - สฬายตนปทฏฐาโน มีอัชฌัตติกายตนะ ๖ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๘) ลักขณาทิจตุกะของเวทนา

        - อนุภวนลกฺขณา มีการเสวยอารมณ์ เป็นลักษณะ

        - วิสยรสสมฺโภครสา มีการเสวยรสของอารมณ์ เป็นกิจ

        - สุขทุกฺขปจฺจุปฏฐานา มีความสุขและความทุกข์ เป็นผลปรากฏ

        - ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๙) ลักขณาทิจตุกะของตัณหา

        - ทุกฺขเหตุลกฺขณา มีการเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง เป็นลักษณะ

        - อภินนฺทนรสา มีความพอใจในอารมณ์, ภพ, และภูมิ เป็นกิจ

        - อติตฺตภาวปจฺจุปฎฐานา มีความไม่อิ่มในอารมณ์ของจิตหรือบุคคล เป็นอาการปรากฏ

        - เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนา เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๐) ลักขณาทิจตุกะของอุปาทาน

        - คหณลกฺขณํ มีการยึดถือไว้อย่างมั่นคง เป็นลักษณะ

        - อมุญฺจนรสํ มีการไม่ยอมปล่อย เป็นกิจ

        - ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ เป็นอาการปรากฏ

        - ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหา เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๑) ลักขณาทิจตุกะของกัมมภวะ

        - กมฺมลกฺขโณ มีเจตนากรรม เป็นลักษณะ

        - ภาวนรโส มีการทำให้มี ทำให้เป็น (เกิด) เป็นกิจ

        - กุสลากุสลปจฺจุปฎฐาโน มีความเป็นกุศลและอกุศล เป็นอาการปรากฏ

        - อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๒) ลักขณาทิจตุกะของอุปปัตติภวะ

        - กมุมผลลกฺขโณ มีความเป็นผลของกรรม เป็นลักษณะ

        - ภวนรโส มีการเกิดขึ้น (ของวิบากจิต และ กัมมชรูป) เป็นกิจ

        - อพฺยากตปจฺจุปฎฐาโน มีความเป็นอพยากตธรรม เป็นอาการปรากฏ

        - อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๓) ลักขณาทิจตุกะของชาติ

        - ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติลกฺขณา มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ

        - นิยฺยาตนรสา มีการเป็นไปคล้ายกับมอบขันธ์ ๕ ที่มีขอบเขตภพหนึ่ง ๆ ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นกิจ

        - อตีตภวโต อิธ อุมฺมุชฺชนปจฺจุปฎฐานา (วา) ทุกฺขวิจิตฺตตฺตาปจฺจุปฏฐานา มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพก่อน หรือ มีสภาพเต็มไปด้วยทุกข์ เป็นอาการปรากฏ

        - อุปจิตนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๔) ลักขณาทิจตุกะของชรา

        - ขนฺธปริปากลกฺขณา มีความแก่ของขันธ์ ๕ เป็นลักษณะ

        - มรณูปนยนรสา มีการนำให้เข้าไปใกล้ความตาย เป็นกิจ

        - โยพฺพนฺนวินาสปจฺจุปฎฐานา มีการทำลายวัยที่ดี ให้พินาศไป เป็นอาการปรากฏ

        - ปริปจฺจมานนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่กำลังแก่ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๕) ลักขณาทิจตุกะของมรณะ

        - จุติลกุขณํ มีการเคลื่อนย้ายจากภพที่อยู่ เป็นลักษณะ

        - วิโยครสํ มีการจากสิ่งที่เคยพบเห็นไปเป็นกิจ

        - คติวิปฺปวาสปจฺจุปฎฐานํ มีการย้ายที่อยู่จากภพเก่า เป็นอาการปรากฏ

        - ปริภิชฺชมานนามรูปปทฏฺฐานํ มีนามรูปที่กำลังดับ เป็นเหตุใกล้ไห้เกิด

    ๑๖) ลักขณาทิจตุกะของโสกะ

        - อนฺโตนิชฺฌามลกฺขโณ มีการเผาไหม้อยู่ภายใน หรือ มีความแห้งใจ เป็นลักษณะ

        - เจโตปรินิชฺฌายนรโส มีการทำให้จิตเดือนร้อน เป็นกิจ

        - อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าโศกเนือง ๆ ตามความพินาศ เป็นอาการปรากฏ

        - โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน มีโทสมูลจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๗) ลักขณาทิจตุกะของปริเทวะ

        - ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพัน เป็นลักษณะ

        - คุณโทสปริกิตฺตนรโส มีการรำพันถึงคุณและโทษ เป็นกิจ

        - สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีจิตวุ่นวายไม่ตั้งมั่น เป็นอาการปรากฏ

        - โทสจิตฺตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูปที่เกิดจากโทสมูลจิต เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๘) ลักขณาทิจตุกะของทุกขะ

        - กายปีพนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนร่างกาย เป็นลักษณะ

        - ทุปฺปญฺญานํ โทมนสฺสกรณรสํ  มีความเป็นเหตุให้โกรธ, เสียใจ เกิดขึ้นแก่ผู้มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

        - กายิกาพาธปจฺจุปฏฺฐานํ มีความอาพาธทางกาย เป็นอาการปรากฏ

        - กายปสาทปทฏฺฐานํ มีกายปสาทรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๙) ลักขณาทิจตุกะของโทมนัสสะ

        - จิตฺตปีฬนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนใจ เป็นลักษณะ

        - มโนวิฆาตรสํ มีการทรมานใจ เป็นกิจ

        - มานสพฺยาธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีความไม่สบายใจ เป็นผลปรากฏ

        - หทยวตฺถุปทฏฺฐานํ มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๒๐) ลักขณาทิจตุกะของอุปายาส

        - จิตฺตปริทหนลกฺขโณ มีการเผาผลาญจิตอย่างหนัก เป็นลักษณะ

        - นิตฺถุนฺนรโส มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ

        - วิสาทปจฺจุปฏฺฐาโน มีการขาดกำลังกายและกำลังใจ เป็นอาการปรากฏ

        - หทยวตฺถุปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

==================<>====================

๔. นัยแห่งรส (กิจรส)

   นัยแห่งรส เป็นการแสดงถึงกิจ คือ หน้าที่ ขององค์ปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์ ที่มีหน้าที่เฉพาะของตน ๆ คือ

   ๑) อวิชชา มีหน้าที่ทำให้หลง ไม่รู้ตามความเป็นจริงของสังขารรูปนามขันธ์ ๕ หรือ ทำให้ไม่รู้สภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง เป็นกิจ

   ๒) สังขาร มีหน้าที่จัดแจงปรุงแต่ง และ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ เป็นต้น เป็นกิจ

   ๓) วิญญาณ มีหน้าที่เป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูป เป็นกิจ

   ๔) นาม มีหน้าที่ในการประกอบกับวิญญาณและประกอบกันเอง เป็นกิจ

   ๕) รูป มีหน้าที่ในการแยกออกจากจิตได้ เป็นกิจ

   ๖) สฬายตนะ มีหน้าที่กระทำความเห็น เป็นต้นให้เกิดขึ้น คือ เป็นที่อาศัยเกิดรับรู้อารมณ์ของจิต เป็นกิจ

   ๗) ผัสสะ มีหน้าที่ทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกัน เป็นกิจ

   ๘) เวทนา มีหน้าที่ในการเสวยรสของอารมณ์ เป็นกิจ

   ๙) ตัณหา มีหน้าที่ในการยินดีติดใจในอารมณ์ ภพ, และภูมิ เป็นกิจ

   ๑๐) อุปาทาน มีหน้าที่ในการยึดถืออารมณ์ไว้ไม่ยอมปล่อย เป็นกิจ

   ๑๑) กัมมภวะ มีหน้าที่ทำให้มี ทำให้เป็น (เกิด) คือ ทำให้วิบากวิญญาณและกัมมชรูปเกิดขึ้น เป็นกิจ

   ๑๒) อุปปัตติภวะ มีหน้าที่ในการเกิดขึ้นของวิบากวิญญาณ และกัมมชรูป เป็นกิจ

   ๑๓) ชาติ มีหน้าที่ในการเป็นไปคล้ายกับมอบขันธ์ 2 ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นกิจ

   ๑๔) ชรา มีหน้าที่นำให้เข้าไปใกล้ความตาย เป็นกิจ

   ๑๕) มรณะ มีหน้าที่จากสิ่งที่เคยพบเคยเห็นไป เป็นกิจ

   ๑๖) โสกะ มีหน้าที่ทำให้จิตเดือดร้อนเนือง ๆ เป็นกิจ

   ๑๗) ปริเทวะ มีหน้าที่ทำให้รำพึงรำพันถึงคุณ (ที่ยังไม่ได้ทำ)และโทษ(ที่ทำไปแล้ว) เป็นกิจ

   ๑๘) ทุกขะ มีหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความโกร, ความเสียใจแก่ผู้มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

   ๑๙) โทมนัสสะ มีหน้าที่ในการทำให้ใจทรมาน เป็นกิจ

   ๒๐) อุปายาส มีหน้าที่ในการทำให้ขาดกำลังกายกำลังใจ หรือ มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ

==================<>====================

๕. นัยแห่งการละ (ปหานะ)

     ๑) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ย่อมละสัสสตทิฏฐิความเห็นผิดที่ว่าโลกมีผู้สร้างได้

     ๒) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า สังขาร (กรรม ๓ อย่าง มี ปุญญาภิสังขาร เป็นต้น ) เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ (โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒) ย่อมสามารถละอัตตทิฏฐิ ความเห็นผิดในขันธ์ ๕ ว่า เป็นตัวตน ได้

     ๓) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า วิญญาณ (โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒) เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป (ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๘ เจตสิกที่ประกอบ ๓๕ และกัมมชรูป ๒๐) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า ขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่มีแก่นสาร ได้

     ๔) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า นามรูป (ปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิกที่ประกอบ ๓๕ และกัมมชรูป ๒๐ ) เป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ (อายตนะภายใน ๖ มี จักขายตนะเป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า เราเป็นผู้เห็นเป็นผู้ได้ยินเป็นต้นได้

     ๕) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า สฬายตนะ (อายตนะภายใน ๖) เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ (ผัสสะ ๖ มี จักขุสัมผัสสะ เป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า มีผู้เข้าไปกระทบอารมณ์ได้

     ๖) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ผัสสะ (ผัสสะ ๖) เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา (เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า มีผู้เข้าไปเสวยความสุขความทุกข์ ได้

     ๗) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า เวทนา (เวทนา ๖ ) เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา (ตัณหา ๓ ในอารมณ์ ๖ มี กามตัณหา ในรูปารมณ์ เรียกว่า รูปตัณหา เป็นต้น) ย่อมสามารถละความทะยานอยากในการเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ได้

     ๘) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทาน ๔ มี กามุปาทาน เป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า ขันธ์เป็นของเราอย่างมั่นคง ได้

     ๙) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิดภพ (กัมมภพ, อุปปัตติภพ) ย่อมสามารถละอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นผิดที่ว่า ขันธ์ ๕ นี้ สูญโดยปราศจากเหตุ ได้

     ๑๐) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ (โลกียวิบากจิต ๓๒) ย่อมสามารถละสุขสัญญาวิปลาส ได้

     ๑๑) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส ย่อมสามารถละนิจจสัญญาวิปปลาส และสุภสัญญาวิปปลาส ได้


***การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท มี ๔ นัย

     ๑) เอกัตตนัย การพิจารณาโดยนัยเดียว เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า รูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลาย มีการเกิดดับติดต่อกัน ไม่ขาดสาย ในภพหนึ่งก็ดี ในภพต่อ ๆ ไปก็ดี

     ๒) นานัตตนัย การพิจารณาโดยนัยต่าง ๆ กัน เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า การสืบต่อกันของรูปนามขันธ์ ๕ นี้ แม้ว่าจะเป็นไป่โดยไม่ขาดสายก็จริง แต่สภาวะของปฏิจจสมุปบาทธรรมเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่ต่าง ๆ กัน มีเหตุและผลที่ต่างกัน เช่น อวิชชา เป็นเหตุ สังขาร เป็นผล, สังขารเป็นเหตุ วิญญาณ เป็นผล ดังนี้เป็นต้น

     ๓) อพยาปารนัย ว่าด้วยความเกิดขึ้นโดยความเป็นเหตุและผลของกันและกัน ของสภาวธรรมนั้น ๆ โดยไม่มีการขวนขวายพยายามให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด เป็นการพิจารูณาแล้วรู้ว่า เพราะเหตุต่าง ๆ มีอวิชชา เป็นต้น ที่ให้ผลต่าง ๆ มี สังขาร เป็นต้นเกิดขึ้นนั้น ก็ไม่มีการขวนขวายพยายามเพื่อให้ผลนั้นเกิดขึ้น แต่ประการใด ธรรมที่เป็นเหตุและเป็นผลเหล่านั้น เกิดขึ้นและเป็นไปตามสภาวะของตนเท่านั้น

     ๔) เอวังธัมมตานัย ว่าด้วยความเป็นไปตามธรรมดาของตนเช่นนั้นเองของสภาวธรรมทั้งหลาย เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า ผลของธรรมที่เกิดขึ้นนั้น มีเหตุของตน ๆ โดยเฉพาะไม่ก้าวก่ายกัน เช่น สังขารเกิดขึ้น เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุ นอกจากอวิชชาแล้ว ธรรมอื่น ๆ ที่จะเป็นเหตุให้สังขารเกิดขึ้นนั้นไม่มี ดังนี้เป็นต้น


***ข้อควรศึกษา ในการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ๔ นัย เพื่อละทิฏฐิทั้ง ๓

     ๑) เอกัตตนัย สามารถละ อุจเฉททิฏฐิ และ นัตถิกทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเกิดสัสสตทิฏฐิได้)

     ๒) นานัตตนัย สามารถละ สัสสตทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเป็นเหตุให้เกิด อุจเฉททิฏฐิได้)

     ๓) อพยาปารนัย สามารถละ อิสสรนิมมานวาททิฏฐิ และ อัตตทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเป็นเหตุให้เกิด อกิริยทิฏฐิได้)

     ๔) เอวังธัมมตานัย สามารถละ อเหตุกทิฏฐิ และ อกิริยทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเป็นเหตุให้เกิด สัสสตทิฏฐิได้)


***การพิจารณาโดยละเอียด ในการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๔ นัย

     ๑) การพิจารณาโดย เอกัตตนัย ย่อมสามารถละ อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่า ขาดสูญ) และ นัตกทิฏฐิ (ความเห็นว่ากรรมไม่มีผล) ได้ เพราะได้พิจารณาเห็นสันตติ คือ ความสืบต่อกันไม่ขาดสายของรูปนาม ได้แก่ เห็นความเกิดแล้วตาย ตายแล้วก็เกิดอีก ไม่มีการสูญหายไปไหน แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบคอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือโดยความเป็นสัสสตทิฏฐิ ได้อีก เนื่องจากเห็นความสืบเนื่องกันแห่งรูปนามขันธ์ ๕ ไม่ขาดสายนั่นเอง

     ๒) การพิจารณาโดย นานัตตนัย ย่อมสามารถละ สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่า เที่ยง) ได้ เพราะได้พิจารณาเห็นสภาพของเหตุและสภาพของผลนั้น ไม่เหมือนกัน และธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลนั้น ก็เกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอไม่ใช่อันเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเห็นว่า เที่ยง ก็หายไป แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบคอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือ โดยความเป็นอุจเฉททิฏฐิ ได้อีก เนื่องจากเห็นความขาดตอนไปแห่งเหตุและผล แต่ละอย่าง ๆ นั่นเอง

     ๓) การพิจารณาโดย อพยาปารนัย ย่อมสามารถละ อิสสรนิมมานวาททิฏฐิ (ความเห็นว่า สิ่งทั้งหลาย มีพุระเจ้าเป็นผู้สร้าง) และอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวตน) ได้ เพราะ ได้พิจารณาเห็นว่า ธรรมที่เป็นเหตุที่ให้ผลเกิดขึ้น และธรรมที่เป็นผลที่จากมาจากเหตุนั้น แต่ละอย่างก็เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวะของตน ไม่มีการขวนขวายพยายามแต่อย่างใด ทั้งไม่มีใครมาบ่งการด้วย แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบคอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือโดยความเป็นอกิริยทิฏฐิ ได้อีก เนื่องจากเห็นความขาดตอนไปแห่งเหตุและผล แต่ละอย่าง ๆ นั่นเอง

     ๔) การพิจารณาโดย เอวังธัมมตานัย ย่อมสามารถละ อเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นว่าผลทั้งหลายไม่มีเห็น) และ อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่า การกระทำทุกอย่างไม่เป็นกรรม) ได้ เพราะพิจารณาเห็นว่า ธรรมที่เป็นเหตุ และธรรมที่เป็นผลนั้น ย่อมเกิดขึ้นเป็นคู่ ๆ กันไป จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบกอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือโดยความเป็นสัสสตทิฏฐิ ได้อีก เพราะเห็นความสืบเนืองกันแห่งเหตุและผลทั้งหลาย นั้นเอง

--------------------

***การพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

      ในสัปดาห์ที่ ๑ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตลอด ๗ วัน ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ ตลอดยามทั้ง ๓ แห่งราตรี โดยทรงเปล่งพระอุทาน ดังนี้

      ในปฐมยาม ทรงเปล่งพระอุทานว่า 

      "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

       อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 

       อถสฺส กงฺขาว ปยนฺติ สพฺพา

       ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ"

   "เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ 

   เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป 

   เพราะมารู้แจ้งธรรมว่า เกิดแต่เหตุ"


      ในมัชฌิมยามทรงเปล่งพระอุทานว่า 

      "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

       อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 

       อถสฺส กงฺขาว ปยนฺติ สพฺพา

       ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิ"       

   "เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ 

   เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งความ

   สิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลายว่าเป็นเหตุแห่งความสิ้นไปของผลทั้งหลาย"


      ในปัจฉิมยาม ทรงเปล่งพระอุทานว่า 

      "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

       อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 

       วิธูปยํ ติตฺถติมารเสนํ

       สูโรว โอภาสยมนฺตลิกฺขํ"

   "เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ 

   เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย 

   กำจัดความมืดทำอากาศให้สว่างได้ ฉะนั้น"

==================<>====================

๖. นัยแห่งการแสดง มี ๔ นัย

    ๑) แสดงจากต้นไปหาปลาย คือ แสดงตั้งแต่อวิชชา ไปตามลำดับจนถึง ชรามรณะเป็นที่สุด เรียกว่า อาทิปริโยสานอนุโลมเทศนา

    ๒) แสดงจากกลางไปหาปลาย คือ แสดงตั้งแต่ เวทนา ไปตามลำดับจนถึง ชรามรณะ เรียกว่า มัชฌิมปริโยสานอนุโลมเทศนา

    ๓) แสดงจากปลายไปหาต้น คือ แสดงตั้งแต่ชรามรณะ ถอยหลังไปตามลำดับจนถึงอวิชชา เรียกว่า ปริโยสานาทิปฏิโลมเทศนา

    ๔) แสดงจากกลางไปถึงต้น คือ แสดงตั้งแต่ตัณหา ถอยหลังไปตามลำดับจนถึงอวิชชา เรียกว่า มัชฌิมาทิปฏิโลมเทศนา

==================<>====================

๗. นัยแห่งปัจจัย (เป็นการแสดงปัจจัยสงเคราะห์) 


*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา

(๑) อวิชชาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปุญญาภิสังขารนั้นได้อำนาจปัจจัย ๒ คือ

       ๑. อารัมมณปัจจัย ๒. ปกตูนิสสยปัจจัย

          ( กามปุญญาภิสังขาร ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย, ปกตูนิสสยปัจจัย 

            รูปปุญญาภิสังขาร ๑ ปัจจัย คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย )


(๒) อวิชชาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อปุญญาภิสังขารนั้นได้อำนาจปัจจัย ๑๕ คือ

       ๑. เหตุปัจจัย ๒. อารัมมณปัจจัย ๓. อธิปติปัจจัย ๔. อนันตรปัจจัย ๕. สมนันตรปัจจัย ๖. สหชาตปัจจัย ๗. อัญญมัญญปัจจัย ๘. นิสสยปัจจัย ๙. อุปนิสสยปัจจัย ๑๐. อาเสวนปัจจัย ๑๑. สัมปยุตตปัจจัย ๑๒. อัตถิปัจจัย ๑๓. นัตถิปัจจัย ๑ ๔. วิคตปัจจัย ๑๕. อวิคตปัจจัย


(๓) อวิชชาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อาเนญชาภิสังขารนั้นได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ "ปกตูปนิสสยปัจจัย"

                                  

--------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ


สังขารทั้ง ๓ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่วิปากวิญญาณนี้ได้อำนาจปัจจัย ๒ คือ

       ๑. ปกตูปนิสสยปัจจัย  ๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย

             

------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ"


(๑) วิปากวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นาม คือเจตสิกที่ประกอบนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. อาหารปัจจัย ๖. อินทริยปัจจัย ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ๙. อวิคตปัจจัย


(๒) ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่หทัยวัตถุรูปนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. อาหารปัจจัย ๖. อินทริยปัจจัย ๗. วิปปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ธ. อวิคตปัจจัย


(๓) ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปฎิสนธิกัมมชรูป (เว้นหทัยวัตถุ) นั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. นิสสยปัจจัย ๓. วิปากปัจจัย ๔. อาหารปัจจัย ๕. อินทริยปัจจัย ๖. วิปปยุตตปัจจัย ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


(๔) กัมมวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปฏิสนธิกัมมชรูปในอสัญญสัตตภูมิและปวัตติกัมมชรูปในปัญจโวการภูมิ และเอกโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ  "ปกตูนิสสยปัจจัย"


*** ปัญจโวการวิบาก ๒๘ (-อรูปวิบาก ๔) ที่เกิดหลัง ๆ เป็นปัจจัยแก่จตุสมุฏฐานิกรูปที่เกิดก่อนแล้วกำลังตั้งอยู่ ด้วยอำนาจปัจจัยกลุ่มปัจฉาชาตชาติ ฯ 

-----------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ"


  (๑) นาม คือ เจตสิกขันธ์ 3 ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิปากจิต ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๗ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. อัตถิปัจจัย  ๗. อวิคตปัจจัย


  (๒) นาม คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่ประกอบกับ โลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียสเหตุกวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้นได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย ๔. นิสสยปัจจัย ๕. วิปากปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


  (๓) นาม คือ เจตนาเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. สหชาตกัมมปัจจัย ๕. วิปากปัจจัย ๖. นามอาหารปัจจัย

       ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ๙. อวิคตปัจจัย


 (๔) นาม คือ ผัสสะ เจตนา ที่ประกอบกับโกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาดปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. นามอาหารปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย 

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


 (๕) นาม คือ วิตก วิจาร ปีติ ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก (เว้นทวิปัญจวิญญาณ) ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. ฌานปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


 (๖) นาม คือ ชีวิตินทรีย์ เวทนา ศรัทธา ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้นได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สหชาตินทริยปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย 

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


 (๗) นาม คือ วิริยะ สติ ปัญญา ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สหชาตินทริยปัจจัย ๖. มัคคปัจจัย 

       ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย . ๙. อวิคตปัจจัย 


 (๘) นาม คือ เอกัคตา ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑๐ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญูปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สหชาตินทริยปัจจัย ๖. ฌานปัจจัย ๗ มัคคปัจจัย

       ๘. สัมปยุตตปัจจัย ๙. อัตถิปัจจัย ๑๐. อวิคตปัจจัย

    ***การจำแนกปัจจัยและปัจจยุบัน ตั้งแต่ข้อ ๑-๘ ดังกล่าวมานี้ เป็นปัจจัยได้ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล


  (๙) นาม คือ เจตสิกขันธ์ ๓ ที่ประกอบกับปัญจโวการปฏิสนธิจิต เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะในปฏิสนธิกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. นิสสยปัจจัย ๓. วิปากปัจจัย ๔. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย

ในที่นี้สำหรับ จักขุ โสตะ มานะ ชิวหา อายตนะทั้ง ๔ นี้ มุ่งหมายเอาสังเสทชะและโอปปาติกกำเนิด ส่วนกายายตนะนั้น ได้กำเนิดทั้งหมด


 (๑๐) นาม คือ เจตสิกขันธ์ ๓ ที่ประกอบกับปัญจโวการวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะในปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๔ คือ

       ๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ๒. ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ๓. อัตถิปัจจัย  ๔. อวิคตปัจจัย


(๑๑) รูป คือ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕ ในปฏิสนธิกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย  ๒. อัญญมัญญูปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย

 

(๑๒) รูป คือ หทัยวัตถุ ที่เกิดก่ ลังตั้งอยู่ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่ปัญจโวการวิบาก ๑๘ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ) ในปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๕ คือ

       ๑. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. วัตถุปเรชาตปัจจัย  ๓. วัตถุปเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๔. อัตถิปัจจัย ๕. อวิคตปัจจัย


(๑๓) รูป คือ ปัญจายตนะ ที่เกิดก่อนและ ะกำลังตั้งอยู่ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ในปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้นได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. วัตถุปเรชาตปัจจัย ๓. ปุเรชาตินทริยปัจจัย ๔. วัตถุปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย


(๑๔) รูป คือ กัมมชมหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะ ที่ตั้งอยู่ในกลาปอันเดียวกันกับตน ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๔ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. สหชาตนิสสยปัจจัย ๓. อัตถิปัจจัย ๔. อวิคตปัจจัย


(๑๕) รูป คือ รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะ ที่ตั้งอยู่ในกลาปอันเดียวกันกับตน ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๓ คือ

       ๑. รูปชีวิตินทริยปัจจัย ๒. อัตถิปัจจัย ๓. อวิคตปัจจัย


(๑๖) รูป คือ กัมมชโอชา เป็นปัจจัยช่วยอุปกระแก่ปัญจายตนะ ที่ตั้งอยู่ในกลาปอันเดียวกันกับตน และในกลาปอื่นๆ ในปวัตติกาลแห่งกามภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๓ คือ

       ๑. รูปอาหารปัจจัย ๒. อัตถิปัจจัย ๓. อวิคตปัจจัย


***เมื่อรวมอำนาจปัจจัยในการช่วยเหลืออุปการะ ของนามรูปแก่สฬายตนะนั้นได้ ๒๒ ปัจจัย คือ

       ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย๔. สหชาตนิสสยปัจจัย ๕. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๖. วัตถุปเรชาตปัจจัย ๗. ปัจฉาชาตปัจจัย ๘. วิปากปัจจัย ๙. กัมมปัจจัย ๑๐. รูปอาหารปัจจัย ๑๑. นามอาหารปัจจัย ๑๒. สหชาตินทริยปัจจัย ๑๓. ปเรชาตินทริยปัจจัย ๑๔. รูปชีวิตินทริยปัจจัย ๑๕. ฌานปัจจัย ๑๖. มัคคปัจจัย ๑๗. สัมปยุตตปัจจัย ๑๘. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๑๙. วัตถุปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๒๐. ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ๒๑. อัตถิปัจจัย (ทั้ง ๕ ปัจจัย) ๒๒. อวิคตปัจจัย (ทั้ง ๕ ปัจจัย)

--------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส"

(๑) จักขายตนะ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่จักขุสัมผัสสะนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. วัตถุปุเรชาตปัจจัย ๓. ปุเรชาตินทริยปัจจัย ๔. วัตถุปเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. วัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัย ๖. วัตถุปุเรชาตอวิตปัจจัย


(๒) โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่โสตสัมผัสสะ ฆานสัมผัสสะ ชิวหาสัมผัสสะ กายสัมผัสสะ นั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ ปัจจัย เช่นเดียวกับจักชายตนะเป็นปัจจัย จักขุสัมผัสสะเป็นปัจจยุปบัน


(๓) มนายตนะ คือ โลกียวิปากจิต ๒๒ (ทวิปัญจวิญญาณ) เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มโนสัมผัสสะ ที่ประกอบกันตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

      ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. นามอาหารปัจจัย ๖. สหชาตินทริยปัจจัย ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. สหชาตัตถิปัจจัย ๙. สหชาตอวิคตปัจจัย 

-------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ผสฺสปจฺจยา เวทนา" ผัสสะทั้ง ๖ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่เวทนาทั้ง ๖ นั้น ได้อำนาจ ปัจจัย ๘ คือ

      ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. นามอาหารปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย ๗. สหชาตัตถิปัจจัย ๘. สหชาตอวิคตปัจจัย


---------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "เวทนาปจฺจยา ตณฺหา" เวทนาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ตัณหานี้ ได้อำนาจปัจจัย ๑ ปัจจัย คือ  "ปกตูปนิสสยปัจจัย"


-------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ"


(๑) ตัณหาที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กามุปาทาน ที่เกิดหลังๆ นั้น ได้ปัจจัย ๑ คือ "ปกตูปนิสสยปัจจัย"


(๒) ตัณหาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ทิฏฐปาทาน สีลัพพตปาทาน อัตตวาทุปาทาน ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้นได้ปัจจัย ๗ คือ

      ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย ๔. สหชาตนิสสยปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. สหชาตัตถิปัจจัย ๓. สหชาตอวิตปัจจัย


(๓) ตัณหาที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อุปาทาน ๓ (เว้นกามุปาทาน) ที่เกิดหลังๆ นั้น ได้ปัจจัย ๑ คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย

--------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "อุปาทานปจฺจยา ภโว"


(๑) กามุปาทาน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมภวะ ที่ประกอบกับตนนั้นได้อำนาจปัจจัย ๗ คือ

      ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาติปัจจัย ๓. อัญญมัญญูปัจจัย ๔. สหชาตนิสสยปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. สหชาตัตถิปัจจัย

๗. สหชาตอวิคตปัจจัย


(๒) ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตปาทาน อัตตวาทุปาทาน ทั้ง ๓ นี้เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมภวะ ที่ประกอบกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๗ ถือ

      ๑. สหชาติปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. มัคคปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. สหชาตัตถิปัจจัย

๗. สหชาตอวิคตปัจจัย


(๓) อุปาทานทั้ง ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมกวะ ที่เกิดขึ้นติดต่อกันกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่นนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

      ๑. อนันตรปัจจัย ๒. สมนันตรปัจจัย ๓. อนันตรูปนิสสยปัจจัย ๔. อาเสวนปัจจัย ๕. นัตถิปัจจัย ๖. วิคตปัจจัย ๔. อุปาทานทั้ง ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมภวะและอุปปัตติภวะ ที่ไม่ได้เกิดพร้อมกันกับตน หมายความว่า ตามธรรมคาผู้ที่ไม่มีอุปาทานแล้วนั้น

การกระทำของบุคคลนั้นไม่เป็นกุศลอกุศลกัมมภวะ และเมื่อตายจากโลกนี้แล้ว 


(๔) อุปปัตติภวะคือการเกิดเป็นสัตว์น้อยใหญ่ก็ย่อมไม่มี แต่การกระทำของสัตว์ทั้งหลายที่สำเร็จเป็นกุศลอกุศลกัมมภวะก็ดี และเมื่อตายจากโลกนี้แล้ว ไปเป็นสัตว์น้อยใหญ่อันเป็นอุปปัตติภวะก็ดี เหล่านี้ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจอุปาทาน อย่างใคอย่างหนึ่งที่มีอยู่แล้วในสันคานของตนนั้นเองเป็นปัจจัย ฉะนั้น ในการช่วยอุปการะของอุปาทานทั้ง ๔ แก่ภวะทั้ง ๒ นี้ ย่อมได้อำนาจปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว


(๕) ในขณะที่กุศลอกุศลกัมมภวะเกิดขึ้น โคยมีอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์อย่างสามัญ ขณะนั้นอุปาทานทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กุศลอกุศลกัมมภวะนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ อารัมมณปัจจัย


(๖) ในขณะที่กุศลอกุศลกัมมภวะเกิดขึ้นโคยมีอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์อย่างเอาใจใส่เป็นพิเศษ ขณะที่อุปาทานทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยช่วยอุปาการะแก่กุศลอกุศลกัมมภวะนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๓ คือ

      ๑. อารัมมณปัจจัย ๒. อารัมมณาธิปติปัจจัย ๓. อารัมมณูปนิสสยปัจจัย

-----------------

แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ภวปจฺจยา ชาติ" กัมมภวะเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ชาตินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ

      ๑. ปกตูปนิสสยปัจจัย ๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย


   หมายเหตุ ในบท "ภวปจฺจยา ชาติ" นี้ ท่านมูลฎีกาเอากัมมภวะ และอุปปัตติภวะทั้ง ๒ โดยยกเหตุผลว่า ชาตินั้นก็คือ การเกิดขึ้นของโลกียวิบากและกัมมชรูปอันเป็นอุปปัตติภวะจะมีได้ก็ต้องอาศัยกัมมภวะ ถ้าขาดกัมมภวะแล้วอุปปัตติภวะก็มีไม่ได้ และถ้าอุปปัตติภวะไม่มี ชาติก็มีไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้น ภวะ ที่เป็นปัจจัยของชาติจึงเอาทั้งกัมมภวะ และอุปปัตติภวะ แต่สำหรับท่านพระอรรถกถาจารย์นั้น ไม่เอาอุปปัตติภวะ

-----------------

แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ชาติปจฺจยา ชรามรณํ" ชรา มรณะ ที่แสดงตามอภิธรรมภาชนียนัยนั้น ไม่มีปัจจัยสงเคราะห์ เพราะชรา ก็ได้แก่ฐิติขณะของรูปและนาม และมรณะก็ได้แก่ภังคักขณะของรูปและนามเช่นเดียวกัน ส่วนชรามรณะที่แสดงตามสุตตันตภาชนียนัยนั้นมีปัจจัยสงเคราะห์ได้ คือ

ชาติเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ ชรา มรณะ นั้นได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ "ปกตูปนิสสยปัจจัย"

----------------

แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ชาติปจฺจยา โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ" ชาติเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ เหล่านี้ ได้อำนาจปัจจัย ๑ ปัจจัย คือ "ปกตูนิสสยปัจจัย"

-------///-------

 

[full-post]