แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวดอุตริ แสดงบทความทั้งหมด



อวดอุตริ : ปาราชิกที่น่าเลื่อมใส (๒)

------------------------------

ความเคร่ง ความฝักใฝ่ในธรรมปฏิบัติ เป็นเรื่องดี 

แต่ถ้าเอามาแสดงออกเพื่อให้คนอื่นรู้ ถือว่าเป็นการ “อวดอุตริ” วิธีหนึ่ง

ความเคร่ง คือการตั้งใจปฏิบัติตามข้อกำหนดทางพระวินัย 

อะไรห้ามทำ ไม่ทำเด็ดขาด

อะไรต้องทำ ไม่ละเลยเด็ดขาด

นี่คือความเคร่ง

ความฝักใฝ่ในธรรมปฏิบัติ คือการตั้งใจปฏิบัติตามข้อกำหนดทางพระธรรม เช่นตั้งใจเจริญสมาธิภาวนา ตั้งใจเจริญวิปัสสนาภาวนา เจริญสติกำกับจิตอยู่ทุกอิริยาบถ

ถ้าจะมองภาพรวมให้เข้าใจ ก็ขอให้ตั้งหลักกันที่หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่รู้จักกันในนาม “โอวาทปาติโมกข์”

.......................................

๑ สพฺพปาปสฺส อกรณํ: ไม่ทำชั่วทั้งปวง 

นี่คือไม่ทำความเดือดร้อนให้ตัวเองและสังคม

๒ กุสลสฺสูปสมฺปทา: ยังกุศลให้ถึงพร้อม 

นี่คือทำประโยชน์ให้ตัวเองและสังคม (ไม่ใช่ทำประโยชน์ให้ตัวเอง แต่เบียดบังประโยชน์ของสังคม)

๓ สจิตฺตปริโยทปนํ: ทำจิตของตนให้ผ่องใส 

นี่คือปฏิบัติขัดเกลาตนเอง

.......................................

ผู้ที่เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต มีหน้าที่เหมือนกันคือปฏิบัติตามหลักคำสอนนี้ โดยเฉพาะการปฏิบัติขัดเกลาตนเองซึ่งเป็นกิจที่สำคัญแตกต่างไปจากศาสนาอื่น

และในกระบวนการปฏิบัติตามคำสอน ก็ไม่ปรากฏเงื่อนไขว่า ใครปฏิบัติอะไรไปแล้วหรือกำลังปฏิบัติอยู่ จะต้องบอกแจ้งแถลงข่าวให้คนอื่นรับรู้ด้วย มิเช่นนั้นการปฏิบัติจะไม่เกิดผล 

อุปมาเหมือนคนป่วย ใช้ยารักษาโรค ประสงค์จะหายจากโรคก็กินยาใช้ยาไปตามกำหนดกฎเกณฑ์ของยาชนิดนั้นๆ ไม่ใช่ว่ากินยาแล้วต้องไปแจ้งความก่อนโรคจึงจะหาย มิเช่นนั้นโรคจะไม่หาย

อันนี้อุปมาแบบสนุกๆ แต่ในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีคติแบบนี้จริงๆ ผลเกิดจากการปฏิบัติของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าต้องแสดงต้องอวดใครๆ ว่าฉันเคร่งฉันเป็นนักปฏิบัติ ผลจึงจะเกิด

อนึ่ง พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้สอน การที่มีผู้เข้ามาเลื่อมใสคำสอน ก็เพื่อเอาคำสอนไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตัวผู้เลื่อมใสเอง มิใช่เพื่อให้ผู้เลื่อมใสเอาประโยชน์มาให้ผู้สอน

เป็นอันได้หลักว่า 

(๑) ผู้ปฏิบัติก็มุ่งขัดเกลาตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องประกาศบอกกล่าวเพื่อให้ใครเลื่อมใส 

(๒) ฝ่ายผู้เลื่อมใสก็เพื่อเอาคำสอนไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตนเอง มิใช่เพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ตนเลื่อมใส

ดังนั้น การปฏิบัติเพื่อมุ่งขัดเกลาตนเอง กับปฏิบัติเพื่อให้คนเลื่อมใส จึงไม่ใช่อย่างเดียวกัน และการปฏิบัติเพื่อให้คนเลื่อมใส-เพื่อให้เขาอำนวยประโยชน์ให้ตน-ย่อมไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

สมดังพระพุทธพจน์ว่า -

.......................................

อญฺญา หิ ลาภูปนิสา        อญฺญา นิพฺพานคามินี 

เอวเมตํ อภิญฺญาย           ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก 

สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย        วิเวกมนุพฺรูหเย.

ปฏิบัติเพื่อลาภสักการะ เป็นอย่างหนึ่ง ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

ภิกษุพุทธสาวกรู้ชัดอย่างนี้แล้ว ไม่ควรไยดีลาภลักการะ ควรอยู่อย่างสงบ 

ที่มา: พาลวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๕

.......................................

ได้หลักอย่างนี้แล้ว พอเห็นใครทำอะไรที่ส่อว่าต้องการให้คนเลื่อมใส คือ “อวด” เราก็รู้ทัน

หลักข้อนี้ไม่ได้ห้ามใครไม่ให้ศรัทธาเลื่อมใสใคร ใครจะศรัทธาเลื่อมใสใครยังคงทำได้เต็มที่ เพียงแต่ควรรู้ทันว่ากำลังศรัทธาเลื่อมใสอะไร และด้วยเหตุผลอะไร

.......................................

คนส่วนมากไม่มีความรู้แม้ในเรื่องที่ตนกำลังศรัทธานั่นเอง เป็นอย่างที่ว่าศรัทธากับปัญญาไม่สมดุลกัน นี่เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่ง

.......................................

ต้นเรื่องของอาบัติปาราชิกกรณีอวดอุตริมนุสธรรม เกิดจากการขาดแคลนอาหาร แล้วมีภิกษุคิดอุบายอวดว่าได้บรรลุมรรคผลเพื่อทำให้คนเลื่อมใส คนที่เลื่อมใสก็ถวายอาหาร ภิกษุได้อาหารสมความปรารถนา

จึงได้ข้อสรุปว่า -

(๑) อวดอุตริก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้อวด 

(๒) การปฏิบัติตามคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่มีความจำเป็นจะต้องอวดหรือแสดงตัว

(๓) หากจะเลื่อมใสใคร ก็มีหลักอยู่ว่า เลื่อมใสเพื่อเอาคำสอนมาปฏิบัติ มิใช่เพื่ออำนวยประโยชน์ให้เจ้าของคำสอน

(๔) เมื่อมีผู้อวดหรือแสดงตัวจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ถ้าเราเข้าใจหลักดังกล่าวมา ก็จะช่วยให้รู้ทันและวางท่าทีที่ถูกต้องได้

.......................................

เราไม่สามารถจะห้ามใครๆ ไม่ให้อวดอุตริได้

แต่เราสามารถรู้ทันได้

การรู้ทันจะช่วยไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว

.......................................

ผู้มุ่งปฏิบัติธรรมก็ดี ผู้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติแล้วก็ดี ถ้าเป็นผู้สุจริตแท้จริงย่อมไม่มีความต้องการที่จะอวดหรือแสดงตัวด้วยอาการอย่างใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามมีแต่จะพยายามไม่ให้ใครรู้ว่าตนเป็นนักปฏิบัติหรือมีคุณธรรมเช่นไร

มีตัวอย่างเป็นอันมากที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ ขอยกมาเล่าสั้นๆ เพียงเรื่องเดียว

.......................................

พระเถระ ๒ องค์เป็นพี่น้องกัน องค์พี่ถือเอกาสนิกังคธุดงค์ (ฉันมื้อเดียวคือเมื่อฉันเสร็จแล้วจะไม่ฉันอะไรอีก) ถือมาเงียบๆ ๕๐ ปีไม่มีใครรู้ 

วันหนึ่ง มีโยมถวายอ้อยให้พระน้องชาย พระน้องชายเอาไปถวายพระพี่ชาย ประจวบเวลาที่ท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านบอกว่า ไม่ละ 

พระน้องชายถามว่าหลวงพี่ถือธุดงค์หรือ 

แทนที่ท่านจะรับว่าใช่ ท่านกลับรับอ้อยเอามาฉันเพื่อไม่ใช่พระน้องชายรู้ว่าท่านถือธุดงค์ข้อนี้

วันนั้นท่านฉันเสร็จแล้ว ฉันอ้อยอีก ธุดงค์ข้อเอกาสนิกังคะที่ถือติดต่อกันมา ๕๐ ปีก็ขาด 

ธุดงค์ขาด ท่านก็ตั้งใจสมาทานใหม่ เริ่มถือใหม่ ไม่บอกให้ใครรู้เหมือนเดิม

.......................................

นักปฏิบัติที่แท้จริง ไม่อวดตัวไม่แสดงตัวได้จริงๆ ถึงเพียงนี้

ถ้าได้ศึกษาตัวอย่างที่เล่านี้ เมื่อเห็นใครจัดฉากธุดงค์ เราก็รู้ทัน

............................................

ศึกษาเรื่องพระผู้ไม่อวดตัวได้ที่ลิงก์นี้

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=62

............................................

ความต่อไปนี้ผมจงใจพูดเพื่อเกิดความกระทบใจครับ ---

เชื่อได้เลยว่า คนในประเทศนี้ส่วนมากไม่เคยอ่านเรื่องในคัมภีร์ที่แปะไว้ให้นี้ 

ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้าน พูดเฉพาะชาววัดเอง ผมก็เชื่อว่าพระเณร-ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยคือเรื่องในคัมภีร์แบบนี้-ส่วนมากก็ไม่ได้อ่านเรื่องนี้ 

อย่าว่าแต่พระเณรทั่วไปเลย แม้แต่พระเณรที่เรียนบาลีโดยตรงก็ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ที่เป็นหลักสูตร

และแม้กระทั่งพระที่จบดอกเตอร์ซึ่งเรากำลังให้คะแนนนำพระจบเปรียญ ผมก็เชื่อว่าท่านก็ไม่ได้อ่านเรื่องนี้ 

เวลานี้ระบบการศึกษาทางพระของเรามีค่านิยมอยู่ว่า เมื่อจบประโยคจบชั้นนั้นๆ แล้วก็ถือว่าจบการศึกษา เก็บตำรา ไม่ต้องเรียนอะไรอีก โดยเฉพาะ-ถ้าจะให้อ่านพระไตรปิฎก เราก็มีเหตุผลรองรับอยู่ว่า-ควรเป็นไปตามอัธยาศัย 

การเรียนบาลีของเรา 

กล่าวได้ว่า เรามาถูกทาง 

แต่ไปไม่สุดทาง

สาเหตุใหญ่ที่ไปไม่สุดทางก็เพราะไปตกหลุมคือศักดิ์และสิทธิ์ที่เกิดจากการสอบได้

การตกหลุมคือศักดิ์และสิทธิ์ที่เกิดจากการสอบได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะนั่นคือโลกธรรม แต่ข้อสำคัญตกแล้วต้องขึ้นจากหลุมเพื่อไปต่อ-ไปให้สุดทาง คือศึกษาต่อไปให้ถึงพระไตรปิฎก 

ไม่ใช่ตกคลักอยู่ในหลุม

ถ้าทำอย่างนี้ ก็จะได้อ่านเรื่องนี้ในพระไตรปิฎก-เรื่องพระปฏิบัติแท้ไม่อวดตัว

และเรื่องอื่นๆ อีกเป็นอเนกอนันต์-แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อันเป็นหน้าที่โดยตรงของชาวพุทธ-โดยเฉพาะชาววัด-ที่จะต้องศึกษาเรียนรู้

สิ่งที่เราควรทำ แต่ยังไม่ได้ทำ และยังไม่เคยคิดจะทำ คือการปลูกฝังอุดมการณ์ “เรียนบาลีไปให้สุดทาง-คือไปให้ถึงพระไตรปิฎก”

ถ้าลงมือปลูกฝังกันตั้งแต่วันนี้ อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี นักเรียนบาลีในเมืองไทยจะตั้งเป้าเรียนไปถึงพระไตรปิฎกกันทุกคน

ไม่ต้องรอให้เป็นไปตามอัธยาศัย-เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้

---------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

๑๖:๕๖ 

[full-post]



อวดอุตริ : ปาราชิกที่น่าเลื่อมใส (๑)

------------------------------

ภาษาไทยมีคำว่า “อุตริ” (อ่านว่า อุด-ตะ-หฺริ) หมายถึง นอกคอก นอกทาง นอกรีต 

ได้ยินใครคุยโวโอ้อวดจะทำนั่นทำนี่ที่ไม่มีใครทำได้ คนฟังเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ก็จะบอกว่า “อวดอุตริ”

คำว่า “อุตริ” น่าจะมาจากคำเต็มในภาษาบาลีว่า “อุตฺตริมนุสฺสธมฺม” (อุด-ตะ-ริ-มะ-นุด-สะ-ทำ-มะ) เอามาใช้ในภาษาไทยสะกดเป็น “อุตริมนุสธรรม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า - 

.....................................................

อุตริมนุสธรรม [-มะนุดสะทํา] น. คุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ได้แก่ธรรมวิเศษมีการสําเร็จฌาน สําเร็จมรรคผลเป็นต้น. (ป. อุตฺตริ + มนุสฺส + ธมฺม; ส. อุตฺตริ + มนุษฺย + ธรฺม).

.....................................................

“อุตริมนุสธรรม” เป็นคำที่เกี่ยวกับวินัยของภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นศีลข้อหนึ่งที่เรียกว่า “ปาราชิก” ซึ่งมี ๔ ข้อในจำนวน ๒๒๗ ข้อ 

ในวินัยปิฎกมีสิกขาบทบัญญัติไว้ว่า -

(ท่านที่อึดอัดกับภาษาบาลี ไม่ต้องอ่านคำบาลีก็ได้นะครับ ผมยกมาแสดงไว้ด้วยก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้เราระลึกว่า คำสอนในพระพุทธศาสนามีที่ไปที่มา หรือมีต้นธาตุต้นธรรมต้นน้ำต้นทาง ไปให้ถึงต้นน้ำก่อน ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต่อจากนั้นใครพอใจจะถือเอาที่ต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ก็ใช้สติปัญญาเลือกเอา ไม่ควรเลือกโดยไม่รู้ว่าต้นกลางปลายอยู่ที่ไหน สำหรับนักเรียนบาลีก็จะได้เกิดอุตสาหะว่า คัมภีร์บาลีไม่ได้หมดแค่ ๕ คัมภีร์ที่สอบได้ แต่ยังมีอีกมากที่ควรศึกษาต่อยอดไปอีก)

.....................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  อนภิชานํ  อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ  อตฺตูปนายิกํ  อลมริยญาณทสฺสนํ  สมุทาจเรยฺย  อิติ  ชานามิ  อิติ  ปสฺสามีติ  ตโต  อปเรน  สมเยน  สมนุคฺคาหิยมาโน  วา  อสมนุคฺคาหิยมาโน  วา  อาปนฺโน  วิสุทฺธาเปกฺโข  เอวํ  วเทยฺย  อชานเมวํ  อาวุโส  อวจํ  ชานามิ  อปสฺสํ  ปสฺสามิ  ตุจฺฉํ  มุสา  วิลปินฺติ  อญฺญตฺร  อธิมานา  อยมฺปิ  ปาราชิโก  โหติ  อสํวาโสติ  ฯ  

ที่มา: จตุตถปาราชิกกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๒๓๒

.....................................................

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ว่า -

.....................................................

อนึ่ง ภิกษุใดไม่รู้เฉพาะ [คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตริมนุสธรรมอันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐอย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดหนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม แต่ในบทภาชนีย์คัมภีร์วิภังค์แก้ความว่า ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม] ก็เป็นต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด [คือพ้นโทษ] จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้

ที่มา: วินัยมุข เล่ม ๑ หน้า ๔๗

.....................................................

หนังสือ นวโกวาท หน้า ๒ แปลสรุปความ “ภิกษุอวดอุตริมนุสธรรม (คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก”

.................

ใครเคยเข้าไปนั่งดูพิธีอุปสมบทในโบสถ์ จะสังเกตเห็นว่า เมื่อสำเร็จเป็นองค์พระแล้ว พระอุปัชฌาย์จะสอนพระใหม่เดี๋ยวนั้นทันที เรียกกันว่า “บอกอนุศาสน์” เนื้อหาสำคัญมี ๒ ส่วน คือ -

๑ วิธีดำรงชีพ คือจะกินจะอยู่ จะนุ่งจะห่มอย่างไร ต้องรู้ทันที เพราะเมื่อเปลี่ยนเพศแล้วจะกินจะอยู่อย่างชาวบ้านไม่ได้ ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “นิสสัย” มี ๔ หัวข้อ

๒ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด ส่วนนี้ก็ต้องรีบบอกให้รู้ไว้ เพราะถ้าไม่บอกไว้ก่อน แล้วไปทำเข้า จะขาดจากความเป็นบรรพชิตทันที ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “อกรณียกิจ” มี ๔ หัวข้อ

เรื่องทั้ง ๒ ส่วนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ท่านจึงรีบสอนกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่บวชเข้ามา 

“อกรณียกิจ” ๔ หัวข้อ ก็ยกมาจากอาบัติปาราชิก ๔ สิกขาบทนั่นเอง หัวข้อที่ ๔ มีข้อความดังนี้ -

.....................................................

อุปสมฺปนฺเนน  ภิกฺขุนา  อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม  น  อุลฺลปิตพฺโพ  อนฺตมโส  สุญฺญาคาเร  อภิรมามีติ  ฯ  โย  ภิกฺขุ  ปาปิจฺโฉ  อิจฺฉาปกโต  อสนฺตํ  อภูตํ  อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ  อุลฺลปติ  ฌานํ  วา  วิโมกฺขํ  วา  สมาธึ  วา  สมาปตฺตึ  วา  มคฺคํ  วา  ผลํ  วา  อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย  ฯ  

อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้วไม่พึงพูดอวดอุตริมนุสธรรม โดยที่สุดว่าเรายินดียิ่งในเรือนว่างเปล่า ภิกษุใดมีความปรารถนาเลวทราม อันความปรารถนาเลวทรามครอบงำแล้ว พูดอวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่ อันไม่จริง คือฌานก็ดี วิโมกข์ก็ดี สมาธิก็ดี สมาบัติก็ดี มรรคก็ดี ผลก็ดี ภิกษุนั้นไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร

เสยฺยถาปิ  นาม  ตาโล  มตฺถกจฺฉินฺโน  อภพฺโพ  ปุน  วิรุฬฺหิยา  เอวเมว  ภิกฺขุ  ปาปิจฺโฉ  อิจฺฉาปกโต  อสนฺตํ  อภูตํ  อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ  อุลฺลปิตฺวา  อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย  ฯ  ตนฺเต  ยาวชีวํ  อกรณียนฺติ  ฯ 

เปรียบเหมือนต้นตาลมียอดด้วนแล้วไม่อาจจะงอกอีก ภิกษุก็เหมือนกัน มีความปรารถนาเลวทราม อันความปรารถนาเลวทรามครอบงำแล้วพูดอวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริง ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร การนั้นเธอไม่พึงทำตลอดชีวิต

ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๔๔ 

.....................................................

จึงมีการศึกษาเรียนรู้ถือเป็นหลักสืบมาว่า ห้ามภิกษุอวดอุตริมนุสธรรม 

ถ้าไม่มีคุณพิเศษตามที่อวด มีโทษถึงขาดจากความเป็นพระ ที่เรียกว่า “ต้องอาบัติปาราชิก” 

แม้จะมีคุณพิเศษจริงตามที่อวด ก็ยังต้องอาบัติอยู่นั่นเอง 

พระภิกษุที่ท่านรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ท่านจึงระมัดระวังมาก ไม่เอ่ยถึงคุณธรรมพิเศษ หรือความสามารถทางด้านจิตใดๆ ที่ได้บรรลุให้ใครฟัง

ผู้ที่เอ่ยอ้างถึงคุณพิเศษของตัวเองให้คนอื่นฟัง เช่นตนรู้ว่าคนนั้นตายไปเกิดเป็นเทวดา เทพองค์นี้เมื่อชาติก่อนเคยเกิดเป็นคนนั้น อะไรทำนองนี้ ถ้าเป็นพระก็มักมีผู้เลื่อมใสนับถือว่าท่านเก่ง ท่านรู้อดีตอนาคต

ความจริงท่านกำลังเดินเฉียดปากเหว (หรือตกเหวลงไปแล้ว) โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จะศรัทธาเลื่อมใสท่านผู้ใด จึงต้องมีปัญญากำกับไว้ด้วย

.......................

มีวิธีอวดอุตริมนุสธรรมอีกแบบหนึ่ง คือ แสดงความเคร่งให้คนเห็น หรือแสดงตัวว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในการปฏิบัติโดยลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

พูดอย่างนี้ ชวนให้สงสัยว่า ความเคร่งในพระธรรมวินัยและการฝักใฝ่ในการปฏิบัติ เป็นเรื่องดีงามมิใช่หรือ ทำไมมองไปว่าเป็นอวดอุตริมนุสธรรมเสียเล่า

ทิ้งไว้ให้สงสัยแค่นี้ก่อน

ตอนหน้าค่อยเปิดวงพิจารณากัน

-----------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

๑๙:๐๓

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.