แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม แสดงบทความทั้งหมด

 


อยู่ในสังคมสงฆ์ก็ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

---------------------------------------

พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันวาน 

แต่เกิดขึ้นมานานนักหนา 

มีพระคัมภีร์บันทึกหลักคำสอนเป็นหลักฐาน

พระคัมภีร์บันทึกคำสอน เราไม่ใช่คนแรกที่มาพบเข้า

บูรพาจารย์ท่านเรียน ท่านดู ท่านรู้ ท่านเห็นมาก่อนเรา 

เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่อิ่มแค่พระคัมภีร์ ก็ตามไปดูมติของท่านบูรพาจารย์ให้ตลอดสาย 

เมื่อศึกษาหมดสิ้นตลอดสายแล้ว 

ต่อจากนั้นก็ถึงทีของเราที่จะแสดงความเห็น 

เรามีความเห็นอย่างไรก็ว่าไปได้เต็มที่ 

ขอเพียงอย่างเดียว-ขอให้มีความซื่อตรงสุจริต

.......................

ตามธรรมดา ตลอดสายของพระคัมภีร์จะไม่ขัดแย้งกัน 

มีแต่จะช่วยเสริมความเข้าใจให้กระจ่างแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น 

นี่คือความซื่อตรง

ความเห็นของบูรพาจารย์ก็จะไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ 

ประเด็นไหนมีข้อเยื้องแย้ง ท่านก็จะทำเพียงแสดงเหตุผลประกอบไว้เพื่อให้ช่วยกันพิจารณา 

แต่จะไม่หักล้างเพิกถอน 

นี่ก็คือความซื่อตรง

ตามที่ว่ามานี้ อาจเข้าใจไปว่าความซื่อตรงคือต้องเห็นด้วยเท่านั้น ห้ามโต้แย้ง

ตรงนี้ต้องขออนุญาตขยายความ

พระธรรมวินัยนั้นเป็นกฎกติกาของสังคมสงฆ์ 

พระธรรมวินัยว่าไว้อย่างไร ใครเข้าไปอยู่ในสังคมสงฆ์ก็หมายถึงชอบใจในพระธรรมวินัย พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น

เมื่อใช้สิทธิ์ในการเข้าไปเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ จึงเท่ากับสละสิทธิ์ที่จะเห็นต่างหรือเห็นแย้งกับพระธรรมวินัยไปแล้ว 

แบบนี้ไม่ใช่เผด็จการหรือปิดกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 

เรายังสามารถใช้เสรีภาพในความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ตามที่เราปรารถนา 

แต่ต้องตั้งอยู่บนความซื่อตรง

ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อ ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เราก็มีสิทธิ์ที่จะออกไปจากพระธรรมวินัยที่เราไม่เชื่อนั้นได้ทันที

หมายความว่า หลักของผู้ที่เจริญแล้วในโลกนี้มีอยู่ว่า เมื่อใครชอบใจสมาคมสังคมของใคร ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกของสังคมนั้น ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสังคมนั้น ๆ 

กฎกติกามารยาทของสังคมสงฆ์ก็คือพระธรรมวินัย 

เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ก็คือสมัครใจพอใจที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย 

ถ้าไม่ชอบใจ ไม่พอใจ หรือเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้จะด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม เราก็มีสิทธิ์ที่จะสละความเป็นสมาชิกในสังคมสงฆ์ออกไปเสีย 

นี่คือความซื่อตรง

การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเสือกไสไล่ส่ง 

หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความซื่อตรง 

สังคมที่เจริญแล้วที่ไหน ๆ ก็ยอมรับกฎกติกาดังว่านี้กันทั้งนั้น

ไม่เชื่อ ไม่เห็นด้วย โต้แย้ง ไม่ปฏิบัติตาม 

แต่ก็ยังอยู่ในสังคมนั้นด้วย 

แบบนี้คือไม่มีความซื่อตรง

ที่มีปัญหาอยู่ในเวลานี้ก็เพราะความไม่ซื่อตรงนี่แหละ 

คือขอใช้สิทธิ์เป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ด้วย

แล้วก็ใช้อภิสิทธิ์ (ซึ่งตามเป็นจริงแล้วใช้ไม่ได้) ขอไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย 

เป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว 

การได้สิทธิ์อยู่ในสังคมสงฆ์ก็เพราะมีสัญญาที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจึงเป็นการทำผิดสัญญา 

มีผลเท่ากับบอกคืนสิทธิ์ที่จะอยู่ในสังคมสงฆ์นั่นเอง

ดังนั้น การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่ยังถือสิทธิ์อยู่ในสังคมสงฆ์จึงเป็นการขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว

.......................

เวลานี้ความคิดและการกระทำเช่นนี้มีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ 

คือมีผู้เห็นดีเห็นด้วยกับแนวคิดและการปฏิบัติเช่นนี้กันมากขึ้น 

อยู่ในสังคมสงฆ์ด้วย

ไม่ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย

ซ้ำพากันเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกด้วย

ถ้าเป็นแบบนี้กันมาก ๆ ความวิปริตก็เกิด 

พระธรรมวินัยก็วินาศ

พระพุทธศาสน์ก็วิบัติ

มีใครต้องการให้เป็นแบบนี้บ้าง? 

---------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๑:๔๖

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม - ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๓)-จบ

----------------------------------------------

หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?

ใครที่เห็นระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง-มานานพอสมควร จะเห็นความจริงอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่เราปลอบใจกันว่า ผู้บริหารบ้านเมืองหรือผู้ได้อำนาจรัฐที่เราไม่ชอบ เราก็ทนไปแค่ไม่กี่ปีก็มีโอกาสเปลี่ยนตัวได้-นั้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่ครั้ง เราก็จะได้นักการเมืองที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกครั้ง คือ เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเป็นหลัก 

เพราะนักการเมืองที่มีให้เราเลือกล้วนแต่เป็นพันธุ์เดียวกันทั้งนั้น

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยด้วยคนหนึ่ง เขียนไว้ในหนังสือ พจนานุกรมการเมือง ว่า

.........................................................

นักการเมือง: ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

.........................................................

(หมายเหตุ: ผมเคยอ่านหนังสือเล่มที่ว่านี้ ชื่อพจนานุกรม-หรือปทานุกรม-การเมือง อะไรทำนองนี้ ไม่แน่ใจ แต่แน่ใจว่าเป็นหนังสือที่ยกถ้อยคำภาษาเกี่ยวกับการเมืองขึ้นมาตั้ง แล้วให้คำจำกัดความทำนองเดียวกับพจนานุกรม ในช่วงเวลานั้น ดร.ภิญโญ สาธร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประกาศว่าจะสร้างเสาธงหน้ากระทรวงศึกษาธิการให้สูงที่สุดในประเทศ หนังสือพจนานุกรมเล่มนั้นยกคำว่า “ภิญโญ” ขึ้นมาตั้ง แล้วให้คำจำกัดความว่า “สูงยิ่งขึ้นไปเหมือนเสาธงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ” -อย่างนี้เป็นต้น คำจำกัดความคำว่า “นักการเมือง” ที่ผมยกมาว่า “ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว” นั้น อาจไม่ตรงตามนั้นทุกตัวอักษร แต่ใจความเป็นอย่างนั้นแน่นอน ตอนนี้ผมหาหนังสือพจนานุกรมการเมืองเล่มนั้นไม่ได้ ท่านผู้ใดเคยเห็น และสามารถหาได้ ช่วยบอกด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง)

.........................................................

นักการเมืองที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างบริสุทธิ์จริงแท้ ไม่มีเลยหรือ? 

มีครับ ไม่ใช่ไม่มี 

แต่มีอย่างที่ภาษาบาลีเรียกว่า “อัพโพหาริก” คือมีก็เหมือนไม่มี (ineffective) 

แล้วจุดอับที่สำคัญและฉกรรจ์มาก ๆ ของระบอบเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีเลือกตั้งคืออะไร?

จุดอับก็คือ ระบอบนี้ไม่มีหลักการในการสร้างผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี

หมายความว่า ระบอบนี้ตัดสินว่าใครจะได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองก็ด้วยวิธีเลือกตั้ง คือตัดสินด้วยคะแนนที่อยู่ในหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสินด้วยคุณธรรมของนักการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้ง

คุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เรากำหนดขึ้น ก็เป็นคุณสมบัติด้านกายภาพ เช่น อายุ วุฒิการศึกษา กับที่เกี่ยวด้วยกฎหมาย เช่น ไม่เคยต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์เป็นต้น ที่กำหนดเป็นคุณธรรมไว้บ้างก็เป็นเพียงภาพรวมหลวม ๆ กว้าง ๆ เช่น-ไม่มีความประพฤติเสียหายทางด้านศีลธรรม 

ดูคุณสมบัติแล้ว ก็คือคุณสมบัติของประชาชนธรรมดาทั่วไปในสังคมนั่นเอง

ที่เป็นจุดอับสำคัญก็คือ เราไม่ได้กำหนดคุณธรรมของผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองไว้ในคุณสมบัติของนักการเมือง 

และที่เป็นจุดอับอย่างฉกรรจ์ก็คือ สังคมของเราไม่มีระบบสร้างบุคคลที่มีคุณธรรมเพื่อเตรียมเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

นักการเมืองที่เรียงหน้ากันเข้ามาให้เราเลือก และที่เราปลอบใจกันว่า-ไม่ชอบคนนี้เราก็ยังมีสิทธิ์เปลี่ยนตัวไปเลือกคนโน้น-นั้น ล้วนเป็นคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาตั้งแต่เกิดเพื่อจะเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง 

พูดกันตรง ๆ ก็คือ นักการเมืองของเราเป็นใครมาจากไหนก็ได้ คุณสมบัติสำคัญมีข้อเดียว คือมีความสามารถที่จะทำให้ตัวเองชนะการเลือกตั้ง-เท่านั้นพอ

.......................

เรามีความหวังกันว่า การศึกษาจะทำให้คนเป็นคนดี มีความสามารถ ซึ่งก็คือหวังว่า ถ้าเราจัดการให้คนของเราได้รับการศึกษา เราก็จะมีคนดีมีความสามารถเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

แต่การจัดการศึกษาและบริหารการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกิดการเบี่ยงเบนที่ไม่คาดคิด คือแทนที่จะเป็นการศึกษาเพื่อให้มีความรอบรู้ควรแก่ฐานะ ( = ความรู้) ทำได้ ทำเป็นตามแนวทางที่ศึกษามา ( = ความสามารถ) และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ( = คุณธรรม) ผลการศึกษาที่มุ่งหวังต้องการกลับกลายเป็นศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากการสอบได้สอบผ่านตามกระบวนการศึกษา ใช้คำตามสำนวนของ วิทยากร เชียงกูล ก็คือ “กระดาษแผ่นเดียว” 

.........................................................

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง

ฉันจึงมาหาความหมาย 

ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย 

สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

- กลอนชื่อ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ของ วิทยากร เชียงกูล

.........................................................

สอบผ่านสอบได้ ทำให้ได้กระดาษแผ่นเดียว

กระดาษแผ่นเดียว ทำให้ได้ศักดิ์และสิทธิ์

ศักดิ์และสิทธิ์ทำให้ได้อะไร ๆ ที่ต้องการตามมา

สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันก็คือ นักเรียนนักศึกษาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ “กระดาษแผ่นเดียว”

จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่ว่า-มีการทำทุจริตในการสอบ ลักลอบข้อสอบ รับจ้างสอบ รับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ลอกวิทยานิพนธ์ ฯลฯ

ความรู้ความสามารถ เป็นเพียงผลพลอยได้

คุณธรรม เลิกพูดไปเลย

.........................................................

น่าตกใจที่-ค่านิยมศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากกระดาษแผ่นเดียวนี้ ได้ลามเข้ามาในการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยด้วย

.........................................................

เป็นอันว่า ระบบการศึกษาที่เราหวัง-และที่เราจัดการอยู่ในทุกวันนี้ ให้ได้อย่างมากที่สุดก็แค่ความรู้และความสามารถ แต่คุณธรรมไม่มี

ใช้คำของท่านพุทธทาสภิกขุก็คือ การศึกษาแบบหมาหางด้วน

เรียนวิชาหนังสือและวิชาอาชีพ

แต่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมให้มีคุณธรรมศีลธรรม

ยิ่งการฝึกฝนอบรมเพื่อให้คนของเรามีความรู้และประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม เพื่อเตรียมตัวไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองด้วยแล้ว มีค่าเป็นศูนย์

จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงาน หน่วยการศึกษา หรือสถาบันไหนเลยที่ทำหน้าที่ฝึกฝนอบรมคนของเราให้มีความรู้และประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมืองที่เรียงหน้ามาให้เราเลือก เพียงแค่ถามว่า ทศพิธราชธรรมมีอะไรบ้าง จะมีสักกี่คนที่ตอบได้ ยังไม่ต้องหวังไปถึงขั้นมีความรู้และประพฤติตามได้ครบถ้วน

ในการบริหารบ้านเมือง ระบบการศึกษาอบรมที่เราจัดการอยู่ตอบได้แต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เข้าไปเป็นผู้มีอำนาจมีตำแหน่ง

แต่การศึกษาของเรายังตอบไม่ได้ว่า เมื่อเป็นผู้มีอำนาจมีตำแหน่งแล้วควรทำอย่างไร-จึงจะเกิดผลดีที่สุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ

นี่แหละคือจุดอับหรือจุดดับฉกรรจ์ที่สุดที่ไม่มีใครนึก หรือแม้จะมีคนนึกอยู่บ้างก็ยังไม่มีใครลงมือแก้ไข 

ขอให้นึกเทียบกับระบบกษัตริย์ที่สังคมเราเคยเป็นมามีมาในอดีต สมาชิกในสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีระบบการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนผู้ที่อยู่ในฐานะจะต้องบริหารบ้านเมืองให้รู้ เข้าใจ และประพฤติตามทศพิธราชธรรมไปตั้งแต่ต้นทาง เรียกได้ว่าอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนไปตั้งแต่เกิดนั่นเลย

ในขณะที่ระบบใหม่ที่เรานำมาใช้หรือคิดอ่านขึ้นยังไม่เคยมีการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนนักการเมืองไปตั้งแต่ต้นทางแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย

เราสอนกันแต่ว่า-ทำอย่างไรจึงจะได้เป็น

แต่ไม่เคยสอนกันว่า-เป็นแล้วควรทำอย่างไร-ประชาชนและประเทศชาติจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

.......................

เป็นอันว่า บัดนี้เราก็รู้แล้วว่า ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ

และรู้แล้วว่า ทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์

ผมมีข้อชวนคิดหรือคำถามในตอนจบนี้ว่า -

๑ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมีระบบการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนสมาชิกให้มีคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองพร้อมจะเป็นผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี แต่การจะให้สถาบันกลับมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองเหมือนเดิมก็คงยาก เพราะเราเกิดรังเกียจที่จะให้เป็นเช่นนั้น ยิ่งคนบางกลุ่มด้วยแล้ว มิใช่เพียงรังเกียจที่จะให้บริหารบ้านเมือง แต่รังเกียจถึงขั้นจะไม่ให้มีอยู่ในบ้านเมืองด้วยซ้ำ

๒ ฝ่ายนักการเมืองที่เรายินดีพอใจจะเลือกเข้าไปเป็นผู้บริหารบ้านเมือง ก็ปรากฏชัดว่ามักจะขาดคุณธรรมของผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี การที่จะคิดอ่านอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนบุคคลเหล่านั้นให้มีคุณธรรมก็คงเป็นเรื่องยาก เข้าหลัก-ไม้แก่ดัดยาก

๓ ครั้นมองไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ หน่วยงานหรือสถาบันของเราที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมก็ไม่เคยมีอุดมการณ์ อุดมคติ หรือนโยบายที่จะอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมของผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี เพื่อจะได้เข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองต่อไป การที่จะทำให้หน่วยงานหรือสถาบันที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมมีอุดมการณ์ อุดมคติ หรือนโยบายที่จะอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมเช่นนั้นก็คงยากอีกนั่นแหละ

นี่คือปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ จะมีใครรู้หรือไม่รู้ก็ตาม จะมีใครคิดหรือไม่ติดก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง ๆ 

ผมไม่รู้ว่า เมืองไทยของเราจะทนต่อสภาพปัญหาเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน

ปัญหาที่ชวนคิดก็คือ เราควรจะคิดอ่านทำอย่างไรกันดี?

หรือไม่ต้อง?

แค่ท่องคาถา -

“ทุกอย่างเป็นอนิจจัง” 

“บ้านเมืองไม่ใช่ของกูคนเดียว” 

แล้วอยู่กันไปวัน ๆ เท่านั้นพอ?

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๗:๔๘

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม -ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๑)

----------------------------------------------

หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?

การที่สังคมไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น คนรุ่นใหม่ที่บูชาความเสมอภาคยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง

เป็นที่มาของแนวคิดชนิดหนึ่งที่เรียกรู้กันว่า “ขบวนการล้มเจ้า”

สถาบันพระมหากษัตริย์มีสิทธิ์อะไรจึงมาอยู่เหนือประชาชน-คนรุ่นใหม่ที่บูชาความเสมอภาคมองแบบนั้น

เป็นการมองแบบคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องเดิม

บอกไว้ก่อนนะครับว่า ผมไม่ใช่พวกเชียร์สถาบันแบบไม่ลืมหูลืมตา

แต่ผมเป็นพวกชวนให้ศึกษาเรื่องเดิม-สถาบันพระมหากษัตริย์เกิดมาได้อย่างไร

.......................

ทำไมสังคมมนุษย์จึงต้องมีผู้นำ?

สัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ส่วนมากหรือแทบทั้งหมดจะต้องมีตัวหนึ่งที่เป็นจ่าฝูง นี่เป็นกฎธรรมดาหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกฎธรรมชาติของสัตว์สังคม ไม่ใช่เป็นเพราะสัตว์ชนิดไหน ตัวไหน หรือใครคนไหน เป็นผู้ตั้งกฎขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

กระบวนการคัดเลือกจ่าฝูง อาจใช้ขนาดของร่างกาย หรือความสามารถในการใช้เขี้ยวเล็บ ซึ่งแต่ละตัวมีไม่เท่ากัน ตัวไหนโตกว่า ดุกว่า จิกกัดทำร้ายตัวอื่นได้เก่งกว่า ตัวนั้นก็เป็นจ่าฝูง

ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งชื่อ อัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๕๑-๗๒) บรรยายถึงกำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่ามาจากไหน ผู้สนใจพึงศึกษาดูได้ 

.........................................................

อัคคัญญสูตร

https://84000.org/tipitaka/read/?11/51-72

.........................................................

ในที่นี้ขอตัดตอนมาเล่าว่า เริ่มต้นมนุษย์อาศัยพืชผลธรรมชาติเป็นเครื่องดำรงชีพ ต่อมาก็มีการจับจองพื้นที่เป็นที่อยู่และทำมาหากิน แต่ก็เกิดปัญหาเนื่องจากมีการขโมยพืชผลกัน เป็นเหตุให้คิดแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกคนให้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองป้องกันมิให้เกิดการประพฤติผิด

คนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำในยุคโน้น มีคุณสมบัติตามที่แสดงไว้ในพระสูตร ดังนี้ -

.........................................................

อภิรูปตโร = มีรูปงาม (of perfect form)

ทสฺสนียตโร = น่าดู (fair to behold)

ปาสาทิกตโร = น่าเลื่อมใส (pleasing)

มเหสกฺขตโร = มีศักดิ์ใหญ่ (possessing great power or authority)

.........................................................

โดยสรุปก็คือ เลือกคนที่มีบุคลิกดี มีพลังอำนาจ

ภารกิจและเงื่อนไขในการทำหน้าที่ผู้นำคืออะไร ลองฟังสำนวนภาษาบาลีดู -

.........................................................

เอหิ  โภ  สตฺต  สมฺมาขียิตพฺพํ  ขียิ  สมฺมาครหิตพฺพํ  ครหิ  สมฺมาปพฺพาเชตพฺพํ  ปพฺพาเชหิ  มยํ  ปน  โว  สาลีนํ  ภาคํ  อนุปทสฺสามาติ  ฯ

มาเถิดสัตว์ผู้เจริญ ท่านจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยสมควร จงติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยสมควร จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยสมควร ส่วนพวกเราจักให้ส่วนแห่งข้าวสาลีแก่ท่าน

ที่มา: อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๖๒

.........................................................

เมื่อต้องทำหน้าที่แก้ปัญหาหรือปกป้องหมู่คณะ ก็ย่อมไม่มีเวลาที่จะทำมาหากินเป็นส่วนตัว ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งก็คือ ลูกคณะต้องแบ่งพืชผลส่วนหนึ่งให้แก่หัวหน้าเพื่อให้หัวหน้าสามารถดำรงชีพอยู่ได้ นี่ก็เป็นหลักธรรมดา

แต่มนุษย์มีสิ่งที่เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่น สมด้วยคำที่ผู้รู้ประพันธ์เป็นคำบาลีว่า -

.........................................................

อาหารนิทฺทา  ภยเมถุนญฺจ

สามญฺญเมตปฺปสุภี  นรานํ

ธมฺโมว  เตสํ  อธิโก  วิเสโส

ธมฺเมน  หีนา  ปสุภี  สมานา.

กิน นอน กลัว สืบพันธุ์

มีเสมอกันทั้งคนและสัตว์

ธรรมะทำให้คนประเสริฐเหนือสัตว์

เสื่อมจากธรรมะ คนก็เท่ากับสัตว์

.........................................................

หมายความว่า มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรม” เหนือกว่าสัตว์อื่น ๆ จึงมีระบบคัดสรรโดยใช้คุณสมบัติอื่น ๆ อีกด้วย แต่ถึงกระนั้น เมื่อประมวลแล้วก็รวมอยู่ในกระบวนความสามารถใน (๑) อาหาร = การหากิน (๒) = นิทฺทา การเลือกถิ่นที่อยู่ (๓) ภย = การป้องกันภัย และ (๔) เมถุน = การดำรงเผ่าพันธุ์ 

ผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้า มีคำเรียกขานตามที่ปรากฏพระสูตร ๓ คำ คือ “มหาสมมต” “ขัตติยะ” และ “ราชา” และมีคำขยายความดังนี้ -

.........................................................

มหาชนสมฺมโตติ  มหาสมฺมโต 

เพราะมหาชนสมมตขึ้นให้เป็น จึงชื่อว่า “มหาสมมต” 

เขตฺตานํ  อธิปตีติ  ขตฺติโย 

เพราะเป็นใหญ่คือเป็นผู้ปกป้องเขต (คือที่ดิน) จึงชื่อว่า “ขัตติยะ” 

ธมฺเมน  ปเรสํ  รญฺเชตีติ  ราชา 

เพราะยังคนทั้งหลายให้พอใจโดยชอบธรรม จึงชื่อว่า “ราชา”

.........................................................

เมื่อชนชาติไทยรับเอาวัฒนธรรมของชาวชมพูทวีปผ่านทางพระพุทธศาสนา เราจึงนำระบบหัวหน้าแบบชมพูทวีปมาใช้ และเรียกหัวหน้าว่า “ขัตติยะ” คือที่ใช้ในภาษาไทยว่า “พระมหากษัตริย์” และอีกคำหนึ่งคือ “พระราชา” 

นี่คือรากเดิม-เรื่องเดิมของระบบกษัตริย์ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติธรรมดาของการอยู่ร่วมกัน

.......................

ที่พึงตระหนักก็คือ ต้องแยกหลักการกับความประพฤติส่วนตัวของบุคคลออกจากกันให้ดี

คืออย่าเอาความประพฤติส่วนตัวของบุคคล-ที่เราชอบใจไม่ชอบใจ-ไปตัดสินหลักการ

แต่ต้องยึดคุณสมบัติของตัวบุคคลตามหลักการเป็นสำคัญ

นั่นคือต้องศึกษาไปให้ถึงหลักการของความเป็น “ขัตติยะ” หรือ “ราชา” ด้วย แล้วพิจารณาว่า ตัวบุคคลสามารถพัฒนาตัวเองให้มีคุณสมบัติตามหลักการได้หรือไม่ 

หลักการของความเป็น “ขัตติยะ” หรือ “ราชา” คืออะไร ขอยกไปว่าตอนหน้าครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๓:๑๕ 

[full-post]



พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๔)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

.... ในยุคที่ ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่ คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น ถ้าไม่ปรับตัว เตรียมตัวเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี 

..........................................................

“ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่” - อันนี้เป็นข้อเท็จจริงตามระบบ สังคมหรือโลกกำหนดระบบอะไรขึ้นมาใช้กันอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น ผมไม่ติดใจและไม่มีความเห็น

แต่จะขออนุญาตเล่าประสบการณ์-ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้เพราะเกิดมาไม่เคยเห็น

ผมเข้ารับราชการในสมัยที่การรับเงินเดือนใช้วิธีไปยืนหน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่การเงิน เซ็นชื่อ รับตัวธนบัตรตามจำนวนอัตราเงินเดือนมาจากมือเจ้าหน้าที่ และเพื่อความแน่นอนเจ้าหน้าที่การเงินจะบอกว่า “นับก่อนนะคะ” ผมก็จะยืนนับเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ครบถ้วนถูกต้องแล้วก็ถอยออกมา

ทุกเดือนที่รับเงินเดือนจะต้องปฏิบัติแบบนี้

แต่เมื่อรับเงินเดือนเดือนสุดท้าย (“เงินเดือนเดือนสุดท้าย” - เขียนแบบนี้นะครับ ไม่ใช่ “เงินเดือนๆ สุดท้าย” อย่างที่ชอบเขียนกันผิดๆ “เงินเดือน” เป็นคนละความหมายกับ “เดือนสุดท้าย” จึงใช้ไม้ยมกไม่ได้) ผมไม่ต้องเข้าไปยืนเซ็นชื่อที่โต๊ะเจ้าหน้าที่การเงิน ไม่ต้องยืนนับเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่การเงิน ฯลฯ เมื่อต้องการใช้เงิน ผมก็เอาบัตรไปเสียบที่ตู้ของธนาคารซึ่งจัดตั้งไว้ในที่สาธารณะ กดปุ่มนั่นนี่โน่นตามกลไกที่ตกลงกันไว้ เงินก็ออกมาให้ผม ถ้าผมไม่ไปทำอะไร เงินก็อยู่ในบัญชี

ระบบนี้ใช้ก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการหลายปี ใช้กันทั่วไปทุกหน่วยงาน ก็คือระบบที่คนรุ่นใหม่เกิดมาก็เห็นแบบนี้และใช้แบบนี้อยู่ในทุกวันนี้

การไม่เอาตัวเงินใส่มือโดยตรง แต่จ่ายเงินผ่านระบบ-แบบนี้ กระทบต่อพระสงฆ์สามเณรอย่างไรหรือไม่?

บทความบอกว่า -

..........................................................

“คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น”

..........................................................

นี่คือภาพที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้

ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็ควักตัวธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายออกมาจากกระเป๋า ยกขึ้นจบพร้อมกับตั้งความปรารถนาตามใจชอบ แล้วก็เอาตัวธนบัตรนั้นใส่บาตรที่พระเณรยื่นมารับ ในกรณีอื่นเช่น “รับนิมนต์ไปสวดมนต์” ก็เอาตัวธนบัตรใส่ซองแล้วยื่นซองนั้นให้พระ พระก็รับไป

คนไทยทั่วโลกทุกวันนี้ถวายเงินให้พระเณรด้วยวิธีนี้กันทั้งนั้น

ขอให้รับทราบไว้ว่า แบบนั้น (“ยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตร” “รับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทอง”) เป็นการกระทำที่ผิดวินัย

ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อของพระ มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -

..........................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  ชาตรูปรชตํ  อุคฺคเณฺหยฺย  วา  อุคฺคณฺหาเปยฺย  วา  อุปนิกฺขิตฺตํ  วา  สาทิเยยฺย  นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยํ  ฯ

อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้, ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐

..........................................................

อีกข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -

..........................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  นานปฺปการกํ  รูปิยสํโวหารํ  สมาปชฺเชยฺย  นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยํ  ฯ

อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๙

..........................................................

สรุปความตามสิกขาบทที่ยกมาให้ดูก็คือ ภิกษุรับเงินก็ตาม เอาเงินไปซื้อของก็ตาม เป็นอาบัติ คือมีความผิดตามพระวินัย

แต่พระเณรก็จำเป็นต้องมีของฉัน (ของกิน) ของใช้ที่จำเป็น ไม่ให้รับเงินไม่ให้เอาเงินไปซื้อ แล้วจะให้ทำอย่างไร?

ท่านให้ทำผ่านคนวัดที่ไม่ใช่พระเณร คนชนิดนี้ภาษาพระเรียกว่า “ไวยาวัจกร” หรือ “กัปปิยการก” ชาวบ้านรุ่นเก่าเรียก “อุปัฏฐาก”

ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็เอาเงินไปมอบไว้แก่ไวยาวัจกร/กัปปิยการก/อุปัฏฐาก แล้วแจ้งให้พระเณรทราบ

ฝ่ายพระเณรต้องการจะซื้ออะไรอันสมควรแก่สมณบริโภค ก็ให้ไวยาวัจกร/กัปปิยการก/อุปัฏฐาก ไปจัดการซื้อให้โดยใช้เงินจากยอดที่มีผู้ถวายพระเณรรูปนั้นๆ

โดยวิธีนี้ พระเณรก็สามารถมีของฉันของใช้ที่จำเป็นและสมควรแก่สมณบริโภคได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องรับเงินจับเงินหรือกำเงินไปซื้อของเองให้ผิดพระวินัย

แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่พระเณรทุกวันนี้ไม่ใช้ ไม่ทำ ไม่เอาด้วย อ้างว่ายุ่งยาก มากเรื่อง เกะกะ รุ่มร่าม รุงรัง รับเงินเอง กำเงินไปซื้อเองสะดวกกว่า

ฝ่ายชาวบ้านก็เห็นดีเห็นงามด้วย ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็เอาเงินมือใส่บาตรให้พระเณรไปตรงๆ อ้างว่าสะดวกดี

เป็นอันว่า ศีล ๒ ข้อของพระ (เณรก็มีสิกขาบทห้ามรับเงินด้วย) ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านไม่มีใครคิดจะรักษาปฏิบัติตาม 

มีคำอธิบายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้จะผิดพระวินัยก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ควรเห็นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควรยกขึ้นมาพูด

ใครยกขึ้นมาพูด-อย่างที่ผมกำลังพูดอยู่นี้-ก็จะถูกตำหนิ ถูกรุมประณามว่าไอ้หมอนี่ดีแต่ด่าพระ ได้ดีไปจากวัดแล้วแว้งกัดพระ ไอ้คนเนรคุณ ไอ้คนอกตัญญู ฯลฯ ฯลฯ

......................

สิ่งที่เราทำผิดพลาดกันมานานก็คือ ไม่ใส่ใจศึกษาว่า พระเณรห้ามทำอะไรบ้าง และต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อไม่ศึกษาก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้ก็ทำผิด 

คือ ทำสิ่งที่ห้ามทำ ละเลยสิ่งที่ต้องทำ

เมื่อทำผิดกันทั่วไป ก็หาเหตุผลมาอ้างว่า ถึงผิดก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลานี้ก็คือ พระเณรไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่มีอุตสาหะที่จะหาคำอธิบายมาบอกว่า จำเป็นต้องทำผิดเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ และการทำผิดนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ

......................

เจตนาของผมที่ยกเรื่องนี้มาพูดบ่อยๆ ก็คือ ขอให้ชาววัดและชาวบ้านมีอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้หลักพระธรรมวินัยเป็นเบื้องต้น

อะไรบ้างที่ท่านบอกว่าห้ามทำ และอะไรบ้างที่ท่านบอกว่าต้องทำ - ขอให้ศึกษาเรียนรู้กันหน่อย

เมื่อรู้แล้ว ต่อจากนั้นใครจะทำตามหรือใครจะไม่ทำตาม ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะตัดสินใจเอาเอง ผมไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งด้วย ไม่เคยคิดไปกะเกณฑ์ว่าจะต้องอย่างนั้นจะต้องอย่างนี้

ขอร้องแต่เพียงว่า-ศึกษาเรียนรู้กันหน่อยได้ไหม

คนที่เอาสตางค์ใส่บาตรเวลาพระออกบิณฑบาต ร้อยทั้งร้อยคือคนที่ไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นผิด - นี่คือโทษของการไม่ศึกษาเรียนรู้

บางคนอาจจะพอนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็อ้างว่า ใครๆ ที่ไหนๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ - นี่คือโทษของการไม่ศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง 

บทความที่ยกมาข้างต้นวาดภาพว่า พระเณรจะอยู่สบายต้องมีเงิน และวิธีที่พระเณรจะมีเงินก็คือต้องมีคนเอาเงินใส่บาตรหรือใส่มือให้โดยตรง ดังนั้น เมื่อเกิดระบบจ่ายเงินโดยไม่ต้องผ่านมือโดยตรง ก็จึงวาดภาพไปว่า “ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น”

ทั้งๆ ที่วิธีที่พระเณรจะรับเงินใช้เงินโดยไม่ผิดวินัยนั้น ท่านเปิดประตูไว้ให้แล้ว และเปิดไว้พร้อมๆ กับที่ห้ามรับเงินจ่ายเงินเองนั่นเอง

แต่เพราะ (๑) ไม่ศึกษาเรียนรู้ (๒) ไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตาม และ (๓) ไม่เห็นว่าเป็นโทษ การทำผิดจึงเกิดขึ้นทั่วไปจนเป็นเรื่องปกติดังที่เห็นกันอยู่

ผมกลับมองเห็นว่า ระบบจ่ายเงินโดยไม่ผ่านมือที่ใช้กันทุกวันนี้จะเป็นช่องทางช่วยให้พระเณรปฏิบัติตามสิกขาบท ๒ ข้อนั้นได้สะดวกขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ต้องกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมให้รัดกุม ดังที่เคยนำเสนอในเรื่อง “ปวารณาบัตร”

..........................................................

บทความชุด : ถ้าจะรักษาพระศาสนา จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์

ปวารณา: พยานปากเอก- (๘)

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0S55BpeLNERio3oJmf3bjy7v3jbKVHToeF1MkLtmK9kRNgQ2xqVrsb5D2JJ4JpgQLl

..........................................................

เมื่อไม่ปฏิบัติตามสิกขาบท ๒ ข้อนี้ได้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ต่อไปก็จะค่อยๆ ลามไปถึงสิกขาบทอื่นๆ อีกจนหมดสิ้นทั้ง ๒๒๗ สิกขาบท

ตอนนี้ยังเป็นแค่-ไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตามไปเงียบๆ ก่อน แต่ต่อไปจะมีพระเณรที่-พอบวชแล้วก็ประกาศทันทีว่า “อาตมาเป็นปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ อาตมาจะไม่ปฏิบัติตามสิกขาบทข้อนั้นนะข้อนี้นะ ให้รู้ไว้เสียด้วย” 

ตอนนี้ยังไม่มีหรอก-พระเณรแบบนี้ แต่ถ้ายังไม่มีอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ ต่อไปมีแน่

ยืมคำในบทความมาใช้เสียเลยก็ยังได้ - “ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี” 

-------------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๖:๓๘ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.