แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาบาลี แสดงบทความทั้งหมด



ภาษามคธ (บาลี)

ถอยหลังจากนี้ ๒๕๐๐ ปีขึ้นไป แถบเหนือของประเทศอินเดียมีแคว้นหนึ่งชื่อ มคธ (รัฐพิหาร ปัจจุบัน) สมัยนั้นชาวเมืองใช้ภาษา มาคธี หรือ มคธภาษา มันคือแยกย่อยของภาษาปรากฤต แห่งชนชาวอินเดียโบราณ..พุทธองค์ทรงสอนประชาชนด้วยภาษานี้..เลยถูกแยกเป็น ๒ ภาษาคือ

เทสิยา (อสุทธมาคธี) ภาษาพื้นบ้านที่พูดกัน ไม่มีแบบแผนมาตรฐานอะไรนัก

ปาลิ (สุทธมาคธี) ภาษาร้อยกรองพุทธพจน์ - มีระเบียบแบบแผนเช่นหลักไวยากรณ์เป็นต้น..นักปราชญ์เรียกว่า "ตนฺตี ภาสา"

 บาลี แบ่งเป็นหมวดใหญ่ ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก.

พระไตรปิฎกนี้เป็น "มุขปาฐะ" ทรงจำกันด้วยปากเรื่อยมา ตั้งแต่พุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ จน พ.ศ. ๔๕๒ - ๔๖๔ จดลงใบลานที่ศรีลังกา(สังคายนาครั้งที่ ๕) นี่เป็นบาลีชั้นที่หนึ่ง.

ประมาณ พ.ศ. ๙๕๖ พระพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา แก้ไขอธิบายพระไตรปิฎก..เรียกตำราของท่านว่า "อรรถกถา" (ที่เราใช้เรียนกัน) นี่เป็นบาลีชั้นที่สอง..ต่อมาจึงเกิด ฎีกา อนุฎีกา โยชนา และไวยากรณ์ต่างๆขึ้น.

ตำราไวยากรณ์ที่สำคัญๆคือ กัจจายนะ โมคคัลลานะ สัททนีติ (ที่สูญหายไปก็มี)

ตำราคัมภีร์กัจจายนะ ฎีกาท่านว่า พระมหากัจจายนะแต่งขึ้น(สมัยพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่)

คัมภีร์โมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะแต่งขึ้นที่ลังกา ประมาณ พ.ศ. ๑๖๙๕ - ๗ (แต่ง อภิธานัปปทีปิกาด้วย)

คัมภีร์สัททนีติ พระอัคควงสาจารย์แต่งที่พม่า รุ่นเดียวกับคัมภีร์โมคคัลลานะ..คัมภีร์สัททนีติ ละเอียดที่สุด พวกฝรั่งก็มีของ ชิลเดอรส เป็นต้น.

 ปัจจุบัน น.ร.บาลีเมืองไทย เรียนไวยากรณ์แบบย่อของสมเด็จมหาสมณเจ้าฯ ในพม่าและบางสำนักเรียนในไทย เรียนบาลีใหญ่ คือจากคัมภีร์กัจจายนะเป็นต้น..ไทยโบราณก็เรียน "มูลกัจจายน์" เหมือนกัน.

    คำว่า "มคธ"

๑. อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร วิเคราะห์ว่า มคฺเคน สทฺธึ ธาวนฺตีติ มคฺคธา แปลว่า เที่ยวไปกับทาง ลง กฺวิ ปัจจัย.

๒. ฎีกาภูมิวรรค วิเคราะห์ว่า มํเสสุ คิชฺฌนฺตีติ มคธา แปลว่า คนติด(กิน)เนื้อ คิธ  ธาตุ ในความจำนง.

๓. อรรถกถากูฏทันตสูตร ว่า เป็นชื่อหมู่บ้านของเจ้าชายชื่อ มคธ.

๔. อรรถกถากุสิภารทวารสูตรว่า พระเจ้าเจติยราชโกหก ถูกแผ่นดินสูบ คนพูดกันว่า "พวกเราช่วยกันขุดดินหาพระราชาเถิด" ตรงนั้นเลยชื่อ มคธ แปลว่า ค้นหา มคฺค ธาตุ ในความค้นหา.


[full-post]



อักษรกับภาษาต่างกันอย่างไร

-------------------------------

ผมเข้าใจว่า คนส่วนมากไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า “ภาษา” กับคำว่า “อักษร”

เรื่องนี้เป็นวิชาการเล็กน้อย กล่าวคือ “อักษร” เป็นส่วนหนึ่งของ “ภาษา” ซึ่งอาจจะพูดคลุมๆ ไปได้ว่า อักษรก็คือภาษา

แต่อักษรกับภาษาก็มีส่วนที่แตกต่างและแบ่งเขตกันชัดเจน

“อักษร” คือลายลักษณ์ที่กำหนดรู้กันว่า ลายลักษณ์รูปร่างอย่างนี้หมายถึงอะไร ถ้าอ่านออกมาเป็นเสียง ต้องออกเสียงว่าอย่างไร

ส่วน “ภาษา” คือความหมายของลายลักษณ์อักษรตัวนั้นๆ หรือความหมายของเสียงที่เปล่งออกมาว่าอย่างนั้นๆ รวมไปถึงความหมายของกิริยาท่าทางที่ทำอย่างนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น “ทองย้อย” - นี่คืออักษรไทย และภาษาไทย 

แต่พอเขียนเป็น “Thongyoi” - ถามว่านี่คืออะไร 

เด็กไทยสมัยนี้จะตอบทันทีว่า “ภาษาอังกฤษ” และทุกคนจะยืนยันว่านี่คือภาษาอังกฤษ

นี่คือคำที่เราพูดกันด้วยความเข้าใจผิด หรือพูดตรงๆ ว่า-พูดด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ

ความเป็นจริงตามหลักวิชาก็คือ “Thongyoi” เป็นคำที่เขียนเป็นอักษรที่ใช้เขียนภาษาอังกฤษ 

แต่ “Thongyoi” ไม่ใช่ “ภาษาอังกฤษ” 

“Thongyoi” ยังคงเป็นภาษาไทย

เอาคำว่า “Thongyoi” ไปถามฝรั่งอังกฤษหรือใครที่รู้ภาษาอังกฤษว่าแปลว่าอะไร จะไม่มีใครตอบได้ นั่นเพราะ “Thongyoi” ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ 

แม้หากจะมีภาษาอังกฤษที่เขียนอย่างนี้จริง ภาษาอังกฤษคำนั้นก็จะไม่ได้หมายถึง “ทองย้อย” 

การเอาคำภาษาหนึ่งไปเขียนเป็นอักษรที่ใช้เขียนภาษาอังกฤษ มีคำเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Romanization หมายถึง ทำให้เป็นแบบโรมัน หรือเปลี่ยนใช้อักษรโรมัน

การเอาไปทำให้เป็นโรมัน หรือ Romanization นี่แหละที่คนไทยเรียกกันผิดๆ ว่า “ภาษาอังกฤษ”

ผมขอเสนอให้เลิกเรียกแบบนั้น

และขอเสนอให้ใช้คำว่า “ตัวโรมัน”

ถามว่า “Thongyoi Sangsinchai” คืออะไร

ตอบว่า คือภาษาไทยตัวโรมัน

ไม่ใช่ “ภาษาอังกฤษ”




.......................

ขออีกสักตัวอย่าง เพื่อให้ชัดยิ่งขึ้น

“นะโม” เป็นภาษาบาลี อักษรไทย

“นะโม” เขียนเป็นตัวโรมัน = “namo” 

“namo” เป็นภาษาอะไร

อยากตอบว่า “ภาษาอังกฤษ” ละสิ

ไม่ใช่

“namo” - เป็นภาษาบาลีตัวโรมัน

เข้าใจหรือยังว่า “อักษร” กับ “ภาษา” ต่างกันอย่างไร

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๙:๑๑

[full-post]



 สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ความสำคัญของภาษาบาลีที่แตกต่างจากภาษาไทยเป็นต้น

การแปลความระหว่างภาษาตระกูลที่คำศัพท์เกิดจากธาตุ(รากศัพท์)และปัจจัย เช่น ภาษาบาลีเป็นต้น กับภาษาตระกูลที่คำศัพท์เกิดจากการเรียงคำ เช่น ภาษาไทย เป็นต้น มีความสำคัญเป็นไฉน?

   ในภาษาบาลีที่ใช้รักษาพุทธพจน์นั้น ถึงอรรถของธาตุจะมีมากมาย แต่ก็ถูกระบุอรรถด้วยปัจจัยประจำคณะธาตุ มี ภูคณะธาตุเป็นต้น

   ในภาษาไทยที่ใช้แปลความพุทธพจน์ ซึ่งใช้การสรรหาคำเพื่อเรียงลำดับให้ถูกต้องตรงต่อพุทธพจน์

   ตัวอย่างเช่นคำว่า เผลอ กับ คำว่า เผอเรอ

   เผลอ มีความหมายว่าหลงลืม หรือไม่ระวังตัวชั่วขณะหนึ่ง ทั้งนี้แล้วแต่บริบทหรือข้อความที่ห้อมล้อมจะกำหนด เช่นที่ใช้กันว่า

   “เนื่องจากเขาเผลอเป็นประจำจึงมักทำผิดบ่อย ๆ"

(เผลอ=หลงลืม)

“เพราะตำรวจเผลอผู้ต้องหาจึงแย่งปืนไปได้ (เผลอ=ไม่ระวังตัวชั่วขณะหนึ่ง)

“นักเรียนเดินเผลอไปสะดุดกับขาโต๊ะ” 

(เผลอ=ไม่ระวังตัว)

   เผอเรอ มีความหมายว่าเลินเล่อ ไม่รอบคอบ สุรุ่ยสุร่าย เช่นที่ใช้กันว่า “การทำงานเกี่ยวกับการเงินต้องอาศัยความละเอียดลออและความระมัดระวัง มาก จะทําเผอเรอให้ผิดพลาดไม่ได้ "

(เผอเรอ=เลินเล่อ)

“เขาเผอเรอเป็นประจำทั้งในด้านการทำงานและการประพฤติตน"

(เผอเรอ=เลินเล่อ ไม่รอบคอบ)

“คนทุกคนไม่ควรใช้จ่ายให้เผอเรอ ต้องประหยัดเงินไว้เพื่อสร้างฐานะของตน"

(เผอเรอ=สรุ่ยสุร่าย)

   คำ “เผลอ” กับ “เผอเรอ” มีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ไม่ตรงกันทีเดียว

นัก ถ้าพิจารณาโดยถี่ถ้วนรอบคอบแล้วจะเห็นว่าความหมายของคำ “เผอเรอ” หนักกว่า คำว่า “เผลอ” ความหมายของ “เผลอ” มีเพียงว่า หลงลืม ไม่ระวังตัว แต่ความหมายของคำว่า “เผอเรอ” บ่งบอกถึงความหลงลืมหรือไม่ระมัดระวังตัวอย่างมาก จนถึงขั้นเลินเล่อ ไม่รอบคอบ หรือขาดความระมัดระวังตัวไปเลย 

   คำทั้งสองนี้อาจจะใช้แทนกันได้บ้างในบางโอกาส แต่ก็ใช้แทนกันไม่ได้เสมอไป อย่างในประโยคตัวอย่างที่ยกมาจะแทนกันไม่ได้เลย หากใช้แทนกันจะทำให้น้ำหนักของความหมายต่างไป และไม่ได้ความดีเท่าที่ควร ซึ่งถือว่าเป็นการใช้คำผิดความหมาย 

   โดยทั่ว ๆ ไปแล้วการใช้คำทั้งสองมีที่ผิดอยู่ ๒ ประการ ประการแรกได้แก่การใช้สับกัน คือใช้ “เผลอ” แทน “เผอเรอ” หรือใช้ “เผอเรอ” แทน “เผลอ” ส่วนความผิดประการที่สองได้แก่การใช้ “เผอเรอ” เป็น “เผลอเรอ” ซึ่งเป็นความผิดที่มีอยู่ทั่วไปทั้งในการพูดและการเขียน

   จะเห็นได้ว่านอกจากจำเป็นต้องเรียนไวยากรณ์ทั้งสองภาษาแล้ว ผู้ประสงค์จะแปลพุทธพจน์ให้ได้ทั้งองค์ธรรมทั้งอรรถรส พึงจำต้องเรียนอรรถศาตร์และภาษาศาตร์ เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าวด้วย


[full-post]



ช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้อง

---------------------------

อย่าช่วยกันรับรองความไม่รู้ว่าเป็นความถูกต้อง

เมื่อวันก่อนผมอ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง ท่านเขียนคำบาลีที่อ่านว่า นัตถิปัญญาสะมาอาภา 

คำบาลีนี้เขียนแบบบาลีเป็น นตฺถิปญฺญาสมาอาภา

คำบาลีนี้เป็นพุทธภาษิต หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ แปลว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี” (พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ หน้า ๔๑)

คำบาลีนั้นเขียนแยกเป็นคำๆ แบบเดียวกับภาษาอังกฤษ

เช่น Longlivetheking

ภาษาอังกฤษไม่ได้เขียนติดกันแบบนี้

ต้องแยกเป็นคำๆ แบบนี้ -

Long live the king

นตฺถิปญฺญาสมาอาภา หรือ นัตถิปัญญาสะมาอาภา ก็ต้องแยกเป็นคำๆ

คนส่วนมากที่ยกบาลีคำนี้ไปอ้าง จะเขียนเป็น ๔ คำ

นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา

นัตถิ / ปัญญา / สะมา / อาภา

..................

โปรดทราบและโปรดช่วยกันจำว่า คำบาลีที่ยกมานี้เขียนแยกเป็น ๓ คำ คือ -

นตฺถิ / ปญฺญาสมา / อาภา

นัตถิ / ปัญญาสะมา / อาภา

นตฺถิ คำหนึ่ง

ปญฺญาสมา คำหนึ่ง

อาภา คำหนึ่ง

นตฺถิ แปลว่า ไม่มี

ปญฺญาสมา เป็นคำเดียวกัน แปลว่า เสมอด้วยปัญญา

อาภา แปลว่า แสงสว่าง

ปญฺญาสมา เป็นคำสมาส คือ ๒ คำมารวมกันเป็นคำเดียว 

ตามกฎไวยากรณ์บาลี ก่อนจะมารวมกันต้องกระจายคำเพื่อหาความหมาย ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “ตั้งวิเคราะห์”

คำนี้ตั้งวิเคราะห์ว่า ปญฺญาย สมา (อาภา)

แปลว่า (แสงสว่าง) อันเสมอ ด้วยปัญญา

ปญฺญาย สมา ยุบรวมกันเป็น ปญฺญาสมา

ปญฺญาสมา จึงต้องเขียนติดกันแบบนี้

ไม่ใช่แยกเป็น ปญฺญา สมา อย่างที่มักเขียนกันทั่วไป

...................

สิ่งที่เป็นปัญหาและน่าเห็นใจอย่างยิ่งก็คือ คนทั่วไปไม่ได้เรียนบาลี

เมื่อไม่ได้เรียน ก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้ ก็เขียนไปตามที่เข้าใจหรือตามที่คุ้น

ก็จึงผิด

แม้แต่คนที่เรียนบาลี-เช่นญาติมิตรที่ผมเอ่ยถึงข้างต้นท่านก็เรียนบาลี แต่ท่านก็เขียนคำนี้เป็น นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา คือแยกเป็น ๔ คำซึ่งไม่ถูก อาจเป็นเพราะเคยมือ ไม่ทันคิด หรือเผลอไป

...................

สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือ มีคนออกมาบอกว่า การเขียนแบบนี้เป็นภาษาของชาวบ้าน หรือเรียกตามหลักวิชาว่า “ภาษาท้องถิ่น” คือชาวบ้านเขาเขียนกันอย่างนี้ จะไปว่าเขียนผิดไม่ได้

แบบนี้แหละที่ผมบอกว่า-สิ่งที่เป็นปัญหาตามมา

นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา - เขียนแยกเป็น ๔ คำแบบนี้ เกิดจากความไม่รู้ครับ

ไม่ใช่ภาษาชาวบ้านหรือภาษาท้องถิ่น

ต้องบอกกันตรงๆ ว่าเป็นภาษาของคนไม่รู้ 

เขียนเช่นนั้นเพราะความไม่รู้

วิธีแก้ไขคือ บอกกล่าว ชี้แจง แนะนำ ย้ำเตือนว่า ที่ถูกต้องคืออย่างนี้ๆ

เมื่อบอกกล่าวชี้แจงแนะนำไปแล้ว ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเขาก็จะรู้ 

เมื่อรู้ เขาก็จะเลิกเขียนผิด

แล้วก็จะเขียนถูก

วิธีแก้ไข-ไม่ใช่ไปรับรองความไม่รู้ว่าเป็นความถูกต้อง

แต่ต้องช่วยกันบอกกล่าวชี้แจงแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้เขารู้

และนี่แหละคืองาน คือหน้าที่ของนักเรียนบาลี-ซึ่งเราต้องช่วยกันปลูกฝังนักเรียนบาลีของเราให้มีอัธยาศัยใจรักที่จะทำงานแบบนี้-งานบอกกล่าวชี้แจงแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้สังคมรู้

การรับรองความไม่รู้ว่าเป็นความถูกต้องนั้น ง่ายดี ไม่ต้องทำอะไร ไม่เหนื่อย

แต่คือการทำให้เกิดความวิปริตขึ้นในพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว 

--------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๑:๒๙ 

[full-post]

 


๑๘ เกณฑ์การเรียงประโยคบาลี

๑ วิธีเรียงปฐมาวิภัตติ    

๒ วิธีเรียงทุติยาวิภัตติ        

๓ วิธีเรียงตติยาวิภัตติ    

๔ วิธีเรียงจตุตถีวิภัตติ    

๕ วิธีเรียงปัญจมีวิภัตติ    

๖ วิธีเรียงฉัฏฐีวิภัตติ    

๗ วิธีเรียงสัตตมีวิภัตติ        

๘ วิธีเรียงอาลปนะ        

๙ วิธีเรียงวิเสสนะ        

๑๐ วิธีเรียงวิกติกัตตา        

๑๑ วิธีเรียงกิริยา        

๑๒ วิธีเรียงกิริยาปธานนัย        

๑๓ วิธีเรียงกิริยาวิเสสนะ        

๑๔ วิธีเรียงประโยค สักกา        

๑๕ วิธีเรียงประโยคอนาทร        

๑๖ วิธีเรียงประโยคลักขณะ        

๑๗ วิธีเรียงนิบาต        

๑๘ วิธีเรียงปัจจัยในอัพยยศัพท์

-------------------------------------

๑. วิธีเรียงปฐมาวิภัตติ

๑ ในประโยคกัตตุ/เหตุกัตตุวาจก ให้เรียงไว้ต้นประโยค

๒ ในประโยคกัมม/เหตุกัมมวาจก ให้เรียงไว้หลังอนภิหิตกัตตา ( ถ้ามีตัวอนภิหิตกัตตา )        

๓ ถ้ามีนิบาตต้นข้อความ/กาลสัตตมี/ศัพท์ขยายกิริยาบางศัพท์/บทขยายประธาน ให้เรียงไว้หลังบทนิบาตเป็นต้นเหล่านั้น

๒. วิธีเรียงทุติยาวิภัตติ

๑ เรียงไว้หน้ากิริยาที่ตนขยายและสัมพันธ์เข้าด้วย

๒ ถ้าบททุติยาวิภัตติมาร่วมกันหลายบทมีหลักการเรียงดังนี้

           ซึ่ง - สู่                           

           ยัง - ซึ่ง                          

           สิ้น ,ตลอด - ซึ่ง             

           ซึ่ง - ให้เป็น,ว่าเป็น                

           กะ,เฉพาะ - ซึ่ง

๓. วิธีเรียงตติยาวิภัตติ

๑ มาโดดๆ ขยายบทใดเรียงไว้หน้าบทนั้น    

๒ มาคู่กับทุติยาวิภัตติให้เรียงไว้หน้าทุติยาวิภัตติ    

๓ ขยาย กึ และ อลํ ให้เรียงไว้หลัง และไม่ต้องมีกิริยาคุมพากย์            

๔ เข้ากับ ปูรฺ ธาตุ นิยมเรียงเป็นรูปฉัฏฐีวิภัตติ    

๕ อนภิตกัตตา นิยมเรียงไว้หน้าประธานมากกว่าเรียงไว้หลัง            

๖ อิตฺถมฺภูตนาม เรียงไว้หลังตัวประธาน อิตฺถมฺภูตกิริยา เรียงไว้หน้าหรือหลังอิตฺถมฺภูตนามก็ได้    

๗ สหตฺถตติยา เรียงไว้หน้า สทฺธึ แต่เรียงไว้หลัง สห

๔. วิธีเรียงจตุตถีวิภัตติ

๑ ขยายบทใดเรียงไว้หน้าบทนั้น        

๒ ถ้ามาคู่กับทุติยาวิภัตติ/สัตตมีวิภัตติ มีหลักการดังนี้        

         แก่ - ซึ่ง      สู่ - เพื่อ     ใน - เพื่อ

๕. วิธีเรียงปัญจมีวิภัตติ

๑ ขยายบทใดให้เรียงไว้หน้าบทนั้น    

๒ มาร่วมกับบททุติยาวิภัตติ เรียงไว้หน้าหรือหลังก็ได้    

๓ เรียงไว้หลังนิบาตเหล่านั้น ยาว วินา อญฺญตร และอารา เรียงไว้หน้านิบาตเหล่านี้ อุทฺธํ นานา ปฏฺฐาย    

๔ เรียง ยสฺมา ตสฺมา กสฺมา กึการณา ไว้ต้นประโยคแต่ กสฺมา ให้เรียงไว้หลัง อถ เป็น อถ กสฺมา ..

๖. วิธีเรียงฉัฏฐีวิภัตติ

๑ ขยายบทใดให้เรียงไว้หน้าบทนั้น    

๒ โว โน เนสํ ที่ใช้เป็นนิทธารณะ ถ้ามีบทอื่นนำหน้าอยู่แล้วเรียงปกติธรรมดาถ้าไม่มีให้เรียงไว้หลัง นิทธารณียะ

๗. วิธีเรียงสัตตมีวิภัตติ

๑ ขยายบทใดให้เรียงไว้หน้าบทนั้น    

๒ มาร่วมกับบทอวุตฺตกมฺม เรียงไว้หน้า    

๓ กาลสัตตมีที่บอกกาลใหญ่ครอบทั้งประโยคและมาจากอัพยยศัพท์ให้เรียงไว้ต้นประโยค

๔ กาลใหญ่ ให้เรียงไว้หน้ากาลย่อยตามลำดับ ( สมัย - ปี - เดือน - วัน - เวลา )        

๕ วิสยาธาร บ่งที่อยู่แคบๆ วางไว้หน้าบทที่ตนขยาย บ่งที่อยู่กว้างๆ คลุมทั้งประโยค วางไว้ต้นประโยค

๘. วิธีเรียงอาลปนะ ( อยู่ในประโยคเลขในเท่านั้น )

๑ เป็นประโยคบอกเล่าเรียงไว้ต้นประโยค    

๒ เป็นประโยคแสดงความประสงค์ หรือประโยคคำถาม หรือต้องการเน้นข้อความนิยมเรียงไว้สุดประโยค

๓ อาลปนนิบาต  มาคู่  อาลปนนาม  เรียงอาลปนนิบาตไว้หน้า    

๙. วิธีเรียงวิเสสนะ  (ปรุงศัพท์ให้มีลิงค์ วจนะ วิภัตติเหมือนกับบทที่ตนขยาย )

๑ สามัญวิเสสนะ ( คุณนาม/สัพพนาม/ศัพท์ที่ปรุงมาจาก ต อนฺต มาน ปัจจัย )ให้เรียงไว้หน้า บทที่ตนขยาย

๒ วิสามัญวิเสสนะ ( เป็นวิเสสนะแสดง ยศ ตำแหน่ง ตระกูล หรือความพิเศษที่ไม่ทั่วไป )  ให้เรียงไว้หลัง  บทที่ตนขยาย            

๓ ถ้านามตัวที่ตนขยายมีหลายศัพท์  ให้ประกอบวิเสสนะมีลิงค์ วจนะ วิภัตติ เหมือนกับนามตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด    

๔ ถ้านามที่จะขยายมีหลายศัพท์  และประกอบด้วย จ หรือ ปิ ศัพท์  ให้ประกอบศัพท์ วิเสสนะเป็นพหูพจน์เสมอ    

๕ ถ้าในประโยคนั้น มีวิเสสนะหลายศัพท์  ให้เรียงลำดับก่อนหลัง ดังนี้ อนิยม  -  นิยม  -  คุณนาม  -  สังขยา  -  นาม    

๖ วิเสสนะที่ประกอบด้วย ต อนฺต มาน ปัจจัย ในวิภัตติต่างๆ เว้นปฐมาวิภัตติ   จะเรียงไว้หน้า หรือหลัง บทที่ตนขยายก็ได้  แต่นิยมเรียงไว้หลัง พร้อมกับข้อความที่สัมพันธ์เข้ากับตนทั้งหมด        

๗ วิเสสนะที่ประกอบด้วย อนฺต มาน ปัจจัย ที่ทำหน้าที่ขยายบทประธาน    

ในประโยคกัตตุวาจก  นิยมเรียงไว้หน้าบทประธาน    

ในประโยคกัมมวาจก  นิยมเรียงไว้หลังบทประธาน

๑๐. วิธีเรียงวิกติกัตตา (สัมพันธ์เข้ากับกิริยาที่มาจาก  ภู หุ อฺส ชา ธาตุ )

๑ วิกติกตฺตานาม คงลิงค์ วจนะ ของตนไว้    

๒ วิกติกตฺตาคุณนามแท้ ต้องเปลี่ยน ลิงค์ วจนะ วิภัตติ ไปตามรูปนามเจ้าของ            

๓ วิกติกตฺตาที่มาจากกิริยากิตก์ มีคติเหมือนคุณนาม ต้องเปลี่ยนรูปไปตามนามเจ้าของ        

๔ วิกติกตฺตา มีบทเดียว  เรียงไว้หลังประธาน หน้ากิริยาที่ตนสัมพันธ์เข้าด้วย            

๕ วิกติกตฺตา ที่มาร่วมกันตั้งแต่ ๒ ตัวขึ้นไป มีนามเจ้าของบทเดียวกัน นิยมเรียงไว้หน้ากิริยาเพียงตัวเดียว นอกนั้นเรียงไว้หลังกิริยา        

๖ วิกติกตฺตา ที่มีบทประธานเป็นเอกวจนะหลายๆบท และควบด้วย จ หรือ ปิ ศัพท์  นิยมประกอบเป็นพหุวจนะ  รวมทั้งกิริยาด้วย        

๗ วิกติกตฺตา ที่เป็นอุปมา นิยมใช้กับ วิย ศัพท์ ไม่นิยมใช้กับ อิว ศัพท์                

๘ วิกติกตฺตา ในประโยคกัมมวาจกและภาววาจก มีรูปเดิมเป็นตติยาวิภัตติเท่านั้น            

๙ วิกติกตฺตา ตามปกติจะพบในรูปปฐมาวิภัตติ แต่ที่มาในรูปวิภัตติอื่นก็มี        

๑๑. วิธีเรียงกิริยา

   ก อนุกิริยา (ต อนฺต มาน และ ตูนาทิปัจจัย)    

   ข มุขยกิริยา (กิริยาอาขยาตทั้งหมด และ ต อนีย ตพฺพ )        

    ก อนุกิริยา

๑ เรียงไว้หลังประธาน ในประโยคธรรมดา โดยเรียงเป็นลำดับเรื่อยไป                

๒ เรียงไว้หน้าประธาน  โดยมากก็คือศัพท์ที่ประกอบด้วย ตฺวา ปัจจัย ที่แปลว่า เพราะ / เว้น / ครั้นแล้ว ( เช่น สุตฺวา ทิสฺวา ฐเปตฺวา กตฺวา นิสฺสาย)  และ ศัพที่ประกอบด้วยต อนฺต มาน ปัจจัย    

๓ เรียงไว้หลังกิริยาใหญ่  ในกรณีอนุกิริยาทำหน้าที่พร้อมกิริยาใหญ่ หรือเป็นกิริยาอปรกาลแต่เป็นกิริยารองไปจากกิริยาใหญ่ ซึ่งถืออิริยาบถใหญ่เป็นประมาณ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน        

๔ เรียงไว้หน้ากิริยาใหญ่  กรณีใช้แทนปุริสสัพพนามคือทำหน้าที่คล้ายประธานในประโยคเพราะไม่เรียงประธานไว้ด้วย อนุกิริยา เช่นนี้ มักมีศัพท์ว่า นาม กำกับด้วย    

   ข มุขยกิริยา

๑ เรียงไว้ท้ายประโยค ในประโยคธรรมดาทั่วๆไป

๒ เรียงไว้ต้นประโยค ในกรณีพิเศษดังต่อไปนี้ ประโยคคำถาม / ประโยคบังคับ/ประโยคอ้อนวอน / ประโยคตักเตือน-ชักชวน /   ประโยคสงสัยเชิงถาม / ประโยคห้ามหรือคัดค้าน / ประโยคปลอบใจ / ประโยคให้พร /   ประโยคเน้นความ / ประโยคแสดงความมั่นใจ    

๑๒. วิธีเรียงกิริยาปธานนัย  ๓ ลักษณะ (กิริยาที่ประกอบด้วยตูนาทิปัจจัยโดยมากเป็น ตฺวา ปัจจัย ทำหน้าที่เป็นกิริยาคุมพากย์ในประโยค)

๑ ประธานเป็นพหุวจนะ +  กิริยา ตฺวา ปัจจัย + ประธานเอกวจนะ + กิริยาคุมพากย์เอกวจนะ + ประธานเอกวจนะ + กิริยาคุมพากย์เอกวจนะ    

๒ ประธานเป็นพหุวจนะ + อนุกิริยา + ประธานเอกวจนะ + กิริยา ตฺวา ปัจจัย + ประธานเอกวจนะ + กิริยา ตฺวา ปัจจัย + กิริยาคุมพากย์พหุวจนะ

๓ ประธานพหุวจนะ + กิริยาคุมพากย์พหุวจนะ + ประธานเอกวจนะ + กิริยา ตฺวา ปัจจัย + ประธานเอกวจนะ + กิริยา ตฺวา ปัจจัย

๑๓. วิธีเรียงกิริยาวิเสสนะ  (มีรูปเป็นทุติยาวิภัตติ เอกวจนะเท่านั้น แต่ถ้าเป็นอัพยยศัพท์  ให้คงรูปเดิมไว้)

๑ กิริยาวิเสสนะ ของกิริยาที่เป็นอกัมมธาตุ คือกิริยาที่ไม่มีบทอวุตฺตกมฺมอยู่ด้วยให้เรียงไว้หน้า ชิดกิริยา

๒ กิริยาวิเสสนะ ของกิริยาที่เป็นสกัมมธาตุ มีบทอวุตฺตกมฺม อยู่ด้วยจะเรียงไว้หน้าหรือหลังบทอวุตฺตกมฺม ก็ได้    

๓ กิริยาวิเสสนะ ที่คลุมตลอดทั้งประโยค นิยมเรียงไว้ต้นประโยค            

๑๔. วิธีเรียงประโยค สักกา  (เป็นได้ทั้งกัมมวาจก และภาววาจก มักมี ตุํ ปัจจัย  รวมอยู่ในประโยคด้วย)

๑ เรียง สกฺกา ไว้หน้า ตุํ ปัจจัย ( นิยมมากที่สุด )

๒ เรียง สกฺกา ไว้หลัง ตุํ ปัจจัย        

๓ บทอนภิหิตกตฺตา  นิยมเรียงไว้หน้า ตุํ  ปัจจัย    

๔ บทประธาน ในประโยคกัมมวาจก นิยมเรียงไว้หน้า สกฺกา            

๕ สกฺกา  ถ้ามีกิริยาว่ามีว่าเป็น คุมพากย์อยู่ก็ทำหน้าที่เป็น วิกติกตฺตา  เข้ากับกิริยานั้น        

๖ สกฺกา ทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคได้บ้าง           

๑๕. วิธีเรียงประโยคอนาทร

   ( นามกับกิริยา มีรูปเป็น  ฉัฏฐีวิภัตติ แปล่ว่าเมื่อ )

๑ มุ่งจะกล่าวถึงเนื้อความตอนต้นกับตอนปลายให้สัมพันธ์กันโดยไม่ขาดตอน นิยมเรียงไว้ต้นประโยค หน้าประธาน            

๒ ถ้าเป็นเนื้อความแทรกเข้ามาลอยๆ แทรกเข้ามาตอนไหน ให้เรียงไว้ตอนนั้น    

๑๖. วิธีเรียงประโยคลักขณะ    

   ( นามกับกิริยา มีรูปเป็นสัตตมีวิภัตติ แปลว่าครั้นเมื่อ )

๑ มุ่งจะกล่าวถึงเนื้อความตอนต้นกับตอนปลายให้สัมพันธ์กันโดยไม่ขาดตอน นิยมเรียงไว้ต้นประโยค หน้าประธาน            

๒ ถ้าเป็นเนื้อความแทรกเข้ามาลอยๆ แทรกเข้ามาตอนไหน ให้เรียงไว้ตอนนั้น    

๑๗. วิธีเรียงนิบาต

    (แยกออกเป็น ๒ พวกใหญ่ๆ)

๑ นิบาตที่เรียงไว้ต้นประโยคได้  ได้แก่  นิบาตพวก สเจยทินนุอโห  ยาว  ตาว  ยถา เอวํ หนฺท อถ อถโข  อถวา  อปฺเปวนาม เสยฺยถา กิญฺจาปิ เป็นต้น            

๒ นิบาตที่เรียงไว้ต้นประโยคไม่ได้ ได้แก่นิบาตพวก  หิ  จ  ปน  กิร ขลุ สุทํ  นุ  เจ  โข ว  วา  ปิ  ตุ  เป็นต้น  

( จะเรียงไว้ต้นประโยคไม่ได้เด็ดขาด  ถือเป็นความผิดร้ายแรง ส่วนมากก็เรียงไว้เป็นตัวที่ ๒ )

 การเรียงนิบาต มีข้อควรสังเกตุและระวังไม่ให้ผิดความนิยม คือ

๑ ปิ อปิ  ว  เอว  อิว  เหล่านี้  ให้เขียนติดกับบทที่ตนกำกับอยู่  และถ้าสนธิได้  ก็นิยมสนธิ        

๒ หิ  จ  ปน  เมื่อวางไว้หลังบทหน้า ที่ซึ่งลงท้ายด้วย  อํ  ( นิคคหิต ) นิยมสนธิกับบทนั้น  ไม่นิยมเรียงไว้โดดๆ            

   วิธีเรียง  น  ศัพท์

๑ เมื่อปฏิเสธกิริยาอาขยาต  ให้คงรูปไว้  ไม่นิยมแปลงเป็น  อ  หรือ  อน ถ้าแปลงถือว่า  เป็นผิดร้ายแรง

๒ เมื่อปฏิเสธกับกิริยา  ตูนาทิปัจจัย  เช่น  ตฺวา ปัจจัย  เป็นต้น  และปฏิเสธ  อนฺต  มาน  ปัจจัย   นิยมแปลงเป็น  อ  หรือเป็น  อน        

๓ เมื่อปฏิเสธกิริยากิตก์  ที่คุมพากย์ได้  คือ  อนียตพฺพ  ต  ปัจจัย  จะแปลงหรือคงไว้ก็ได้    

๔ เมื่อปฏิเสธศัพท์นาม หรือ ศัพท์คุณนิยมแปลงเป็น  อ  หรือ  อน            

๕ เมื่อปฏิเสธกิริยาตัวใด  ให้เรียงไว้หน้ากิริยาตัวนั้น     

๖ เมื่อปฏิเสธทั้งประโยค  นิยมเรียงไว้ต้นประโยค

๗ เมื่อปฏิเสธกิริยาตั้งแต่  ๒ ตัว ขึ้นไป  น  ตัวแรก นิยมสนธิกับ เอว ศัพท์  เป็น เนว        

๘ เมื่อมาคู่กับกิริยาอาขยาต  ที่ขึ้นต้นด้วย สระ  หรือที่มีอักษร  อ  นำหน้า  เช่น  อกาสิ  อโหสิอาคจฺฉติ  เป็นต้น  นิยมสนธิกับกิริยานั้นเลย  หรือ  เมื่อมาคู่กับกิริยากิตก์  ที่ขึ้นต้นด้วยสระ   หากไม่แปลงเป็น  อน  ก็นิยมสนธิเข้าด้วยกัน            

    วิธีเรียง  จ  ศัพท์

๑ เมื่อควบบท  นิยมเรียงไว้หลังบทที่ควบทุกตัวไป  หรือจะเรียงไว้เฉพาะบทสุดท้ายก็ได้        

๒ เมื่อควบบทที่เป็นประธานเอกพจน์หลายบท  ในประโยค  ชึ่งมี กิริยาคุมพากย์  กิริยาระหว่างและวิกติกตฺตา  ร่วมกัน  มีอำนาจให้กิริยาเหล่านั้น  และวิกติกัตตานั้น เป็นพหูพจน์ได้   ( แต่ในกรณีอย่างนี้  ถ้าใช้กิริยากิตก์ เป็นกิริยาคุมพากย์  นิยมคงรูปกิริยานั้น เป็นเอกพจน์ และให้ลิงค์อนุวัตรตามบทประธานที่อยู่ใกล้ชิดกิริยาที่สุด )            

๓ เมื่อควบบทที่มีบทขยายหลายๆศัพท์ก็ดี  ควบพากย์ก็ดี  มีวิธีเรียงได้หลายแบบ  ดังนี้        

    ก เรียงไว้เป็นตัวที่ ๒ ของทุกตอนไป        

    ข เรียงไว้เป็นตัวที่ ๒ เฉพาะในตอนสุดท้าย    

    ค เรียงไว้ท้ายสุด  ของทุกตอน        

    ง เรียงไว้ท้ายสุดของตอนต้น  และเป็นที่ ๒ ของตอนสุดท้าย            

    ( การนับศัพท์ในประโยค ให้กันตัวประธานออกนอกวงเสียก่อน )            

๔ เมื่อมี จ ศัพท์ ควบหลายตัว  จ  ศัพท์ตัวแรกนิยมสนธิกับ เอว  เป็น  เจว  เหมือน  น ศัพท์    

๕ เมื่อ จ ศัพท์ มีหน้าที่ควบตัวประธานที่เป็นเอกพจน์ตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป  นิยมประกอบกิริยาเป็น พหูพจน์    

๖ เมื่อ  จ  ศัพท์ ควบกับศัพท์ที่ลงท้ายด้วย  อํ  ( นิคคหิต ) นิยมสนธิกับศัพท์นั้น

    วิธีเรียง  วา  ศัพท์

๑ เมื่อควบบทหรือควบพากย์  นิยมเรียงเหมือน  จ  ศัพท์  เป็นพื้น  คือ  เมื่อควบศัพท์ไหนให้เรียงไว้หลังศัพท์นั้น  และให้เรียงไว้เป็นตัวที่ ๒ ของทุกตอน  เหมือน  จ  ศัพท์    

๒ เมื่อ  วา  ศัพท์ ควบตัวประธานที่เป็นเอกพจน์  ตั้งแต่ ๒ ศัพท์ขึ้นไป  ไม่ต้องเปลี่ยนกิริยาเป็นพหูพจน์เหมือน  จ  ศัพท์    

    วิธีเรียง  ปิ  ศัพท์

   ( เหมือน จ ศัพท์ หรือ วา ศัพท์ และใช้แทนศัพท์ทั้งสองนั้นได้  )

๑ เมื่อแปลกับศัพท์ไหน  ให้เรียงไว้หลังศัพท์นั้น

๒ ถ้าแปลว่า  ทั้ง  ,  ด้วย  ,  ก็ดี  มีคติเหมือน  จ  ศัพท์  และให้เรียงกิริยาเป็นพหูพจน์        

๓ ถ้าแปลว่า  บ้าง  มีคติเหมือน  วา  ศัพท์  และไม่ต้องเปลี่ยนกิริยาเป็นพหูพจน์                

    วิธีเรียง  สทฺธึ  และ  สห

๑ ศัพท์ที่ทำหน้าที่ขยาย  สทฺธึ  เรียงไว้หน้า

๒ ศัพท์ที่ทำหน้าที่ขยาย  สห  ให้เรียงไว้หลัง    

๓ ศัพท์ที่นิยมใช้กับ  สทฺธึ  ต้องเป็นศัพท์รูปธรรม  ( เป็นสิ่งมีชีวิต  มีรูปร่างปรากฏ )    

   ศัพท์ที่นิยมใช้กับ  สห  ต้องเป็นศัพท์นามธรรม  ( เป็นสิ่งไม่มีชีวิติ ไม่มีรูปร่างปรากฏ )        

    วิธีเรียง  ปฏฺฐาย  กับ  ยาว

๑ ศัพท์ที่ขยาย  ปฏฺฐาย  นิยมเรียงไว้หน้า ปฏฺฐาย และประกอบด้วย โต ปัจจัย            

๒ ศัพท์ที่ขยาย ยาว  นิยมเรียงไว้หลัง  ยาว และนิยมมีรูปเป็น ปัญจมีวิภัตติ  ที่ลงท้ายด้วย อา        

๓ ถ้า ปฏฺฐาย  กับ  ยาว  มาคู่กัน  ในประโยคเดียวกัน  และมีบทขยายด้วยกันทั้งคู่แปลเป็นสำนวนไทยว่า  ตั้งแต่  ,  จนถึง ,  จำเดิมแต่...   จนกระทั่งถึง นิยมเรียง  ท่อน ปฏฺฐาย  ไว้ข้างหน้า  เรียงท่อน  ยาว  ไว้ข้างหลัง  ส่วนบทขยาย  ก็เรียง   ตามวิธีดังกล่าวข้างต้น            

๔ ยาว  ที่มาคู่กับ  ตาว  เป็น  ยาว - ตาว  ทำหน้าที่เชื่อมประโยคแปลว่า  จน  ,  จนกว่า  ,  จนถึง  ,  ตราบเท่าที่  ,  จนกระทั่ง  ,  ตลอดเวลาที่     ให้เรียงอย่างปกติ  คือเรียง  ยาว  ตาว  ไว้ต้นประโยค   จะเรียงประโยค  ยาว  ไว้ต้น  หรือ  หลังก็ได้  แล้วแต่ความ        

    วิธีเรียง  อิติ  ศัพท์

   ( แปลว่า ว่า , คือ , ด้วยประการฉะนี้ )

๑ ที่แปลว่า  ด้วยประการฉะนี้ , ด้วยอาการอย่างนี้  ให้เรียงไว้ต้นประโยค            

๒ ที่แปลว่า คือ  เป็นไปตามสำนวนไทย  ใช้ในกรณีที่มีเลขนอกเลขในโดยเลขนอกบอกจำนวนเต็มไว้  ส่วนเลขในภายในอิติ  บอกจำนวนย่อยไว้    

๓ ที่แปลว่า  ว่า  มีวิธีเรียงดังนี้            

    ก  ประโยคเลขในหรือประโยคคำพูด  เมื่อเรียงจบประโยคข้อความแล้ว  ต้องใส่  อิติ  คุมท้ายประโยคทุกครั้ง  ถ้าไม่มีถือว่าผิด            

    ข  ถ้าขยายนามเช่น  อตฺโถ  ให้เรียง อตฺโถ  ไว้หลัง    

    ค  ถ้าขยาย  อนุกิริยา  หรือ  กิริยาในระหว่าง  ( อนฺต มาน  ตฺวา ปัจจัย ) ต้องเรียง   กิริยาเหล่านั้น ไว้หลัง  อิติ  ทั้งหมด จะเรียงไว้หน้าไม่ได้เด็ดขาด            

    ง  ถ้าขยาย  กิริยาคุมพากย์  จะเรียงกิริยานั้น ไว้หน้าหรือหลัง อิติ  ก็ได้   แต่มีข้อสังเกตุอยู่ว่า  ในประโยคที่มีข้อความเลขในสั้นๆ นิยมเรียงกิริยาไว้หลัง ในประโยคที่มีข้อความเลขในยาวๆ นิยมเรียงกิริยาไว้ข้างหน้า อิติ

๑๘. วิธีเรียงปัจจัยในอัพยยศัพท์

ปัจจัย ในอัพยยศัพท์  คือ  โต  ตฺรตฺถ  ห  ธ  ธิ  หึ  หํ หิญฺจนํ  ว ที่ใช้ประกอบกับ  นามนามบ้าง  สรรพนามบ้าง  ได้รูปเป็น  ตโต  กุโต  เป็นต้น  เมื่อเรียงเข้าประโยค  นิยมใช้โดดๆ  มีรูปเป็นวิเสสนะ ไม่ต้องใส่นามที่ตนขยายมากำกับ แต่เวลาแปล ผู้แปลต้องโยคนามเอง                       

    ใช้ปัจจัยในอัพยยศัพท์  ไม่ต้องมีนามกำกับ    

    ใช้สรรพนามต้องมีนามกำกับ    

อ้างอิง : หลักการแปลไทยเป็นมคธสำหรับชั้นป.ธ.๔-๕ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙)

 


ทองย้อย แสงสินชัย


บาลีไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

———————————-

มีพระคุณท่านรูปหนึ่งแสดงความคิดเห็นท้ายโพสต์บาลีวันละคำเมื่อวานนี้ (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ : #บาลีวันละคำ (1,721) : ศาสนภัย)

ผมถ่ายรูปข้อความมาลงประกอบเรื่องวันนี้ด้วยแล้ว

ขอคัดขอความมาให้อ่านดังนี้

………………………

พระเจษฎา โกฎิเเก้ว ·

“ไม่มีหลักฐานครับว่าพระพุทธเจ้าพูดบาลี เพราะหลักฐานที่เก่าแก่คือพวกศิลา และศิลาเหล่านั้นเกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 200 กว่าปี สมัยพระพุทธเจ้าใช้การทรงจำ ไม่ใช่การเขียน”

ข้อความข้างบน..ลอกมาจากการสนทนากับโยมคนหนึ่ง เขาพูดถูกไหม.. คืออาตมาเเสดงความคิดเห็นไว้ว่าพระต้องเรียนบาลี ภาษาบาลีเป็นภาษาที่รักษาพุทธวจนะ โยมเขาบอกว่าไม่มีหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าเผยเเพร่เป็นภาษาบาลี โยมเขาบอกว่าพระพุทธเจ้าเผยแพร่พระธรรมเป็นภาษาอื่น รบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วย..

(จบความคิดเห็น)

………………………

ทีแรกคิดว่าจะเขียนตอบลงไปที่ท้ายความคิดเห็นนั้นเลย แต่พอลงมือเขียน ก็ทำท่าจะยาว แล้วก็เห็นว่าถ้าเอามาขึ้นสเตตัสใหม่ ญาติมิตรน่าจะได้อ่านกันทั่วถึง จึงเป็นที่มาของโพสต์วันนี้ครับ

คำตอบของผมมีดังนี้ –

………………………

เรื่องนี้มีผู้ตีรวนมาตลอด คือต้องการจะหักล้างว่าพระไตรปิฎกที่บันทึกไว้เป็นภาษาบาลีนั้นไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า

หลักคิดในเรื่องก็คือ

๑ พระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริงในโลก ไม่ใช่ตำนานปรัมปราเหมือนเทพนิยาย

๒ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง

๓ พระพุทธเจ้าตรัสสอนสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้คือ “พระธรรมวินัย” จริง และมีผู้ได้ยินได้ฟังคำสอนนั้นจริง ไม่ใช่ตรัสรู้แล้วก็หายเงียบไปเลย

๔ ภาษาที่พระพุทธเจ้าตรัสจะต้องเป็นภาษาคน คือพูดออกไปแล้วคนฟังเข้าใจ

ภาษาที่ว่านี้จะเรียกชื่อว่าภาษาอะไร ใครอยากรู้ก็ไปสืบค้นเอาเอง แต่ถึงเราจะไม่รู้ว่าชื่อภาษาอะไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่อยู่ที่พระองค์ตรัสสอนเรื่องอะไร และตรัสสอนว่าอย่างไร

๕ หลักฐานเก่าสุดที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรารู้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือ “พระไตรปิฎก”

หมายความว่า ถ้าอยากรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอะไร และตรัสสอนว่าอย่างไร ก็ต้องไปอ่านจากพระไตรปิฎก

๖ พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาเถรวาท (คืออย่างที่นับถือกันอยู่ในเมืองไทย ลาว พม่า ลังกา) เป็นภาษาที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “บาลี” หรือ “ภาษาบาลี” หรือบางทีก็เรียกว่า “ภาษามคธ” แต่ใครจะเรียกชื่อภาษานี้ว่าภาษาอะไรก็แล้วแต่จะเรียก

นั่นคือ แล้วแต่จะตกลงกันว่าเวลาพูดถึงภาษาที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎก ให้เรียกว่าภาษา x y z อะไรก็ตกลงกันไป ขอให้เข้าใจตรงกันก็แล้วกันว่าหมายถึงภาษาที่ใช้บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้าอันท่านรวบรวมไว้ในสิ่งที่ตกลงเรียกกันในเวลานี้ว่า “พระไตรปิฎก”

๗ เวลานี้คนทั่วไปตกลงกันว่า ให้เรียกชื่อภาษานี้ (ตามข้อ ๖) ว่า “ภาษาบาลี”

๘ แต่ใครพอใจจะโต้เถียงว่าภาษานี้ไม่ใช่ภาษาบาลี หรือภาษานี้ไม่ได้เรียกว่าภาษาบาลี แต่เรียกว่าภาษา x y z อะไร ก็ให้เขาเถียงกันเอาเอง เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเถียงด้วย เพราะเป้าหมายของเราในการนับถือพระพุทธศาสนาอยู่ที่-ต้องการจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอะไร และตรัสสอนว่าอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ประพฤติปฏิบัติตามได้ถูกต้อง

๙ เวลานี้เราก็รู้กันและยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า พระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า คือถ้าใครอยากรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอะไร และตรัสสอนว่าอย่างไร ก็ต้องไปอ่านจากพระไตรปิฎกดังที่ว่าแล้ว

๑๐ แต่ถ้าใครจะบอกว่า “ข้อความในพระไตรปิฎกที่บันทึกไว้เป็นภาษาบาลีนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า” ก็มีสิทธิ์ที่จะพูดได้ และพูดได้อย่างเต็มที่ด้วย ดังที่มีผู้ใช้สิทธิ์พูดเช่นนั้นกันมาตลอด

แม้แต่พระภิกษุที่กำลังบวชอยู่ในพระพุทธศาสนานั่นเองก็เคยใช้สิทธิ์พูดเช่นนั้นกันมาแล้ว เช่นบอกว่า

– พระอภิธรรมปิฎกไม่ใช่พระพุทธพจน์

– พระวินัยปิฎกตรงนั้นตรงโน้นก็ไม่ใช่พระพุทธพจน์

– พระไตรปิฎกนั้นฉีกทิ้งเสียสัก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังได้

– พระสูตรนั้นพระสูตรนี้ไม่ใช่พระพุทธพจน์

– ข้อความตรงนั้นตรงนี้ในคัมภีร์เล่มนั้นเล่มนี้พูดไว้ผิด พูดแบบนั้นไม่ใช่พระพุทธพจน์

ฯลฯ

“ไม่ใช่พระพุทธพจน์” คือไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า-ก็มีผู้ประกาศให้ได้ยินกันอยู่เสมอ

๑๑ โปรดทราบว่า ทุกคนทุกฐานะมีสิทธิ์วิจารณ์ได้เต็มที่ และควรวิจารณ์กันให้มากๆ ด้วย จะได้ช่วยกันพิจารณาว่าใครโง่ใครฉลาด

๑๒ เมื่อบอกว่า “ข้อความในพระไตรปิฎกที่บันทึกไว้เป็นภาษาบาลีนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า” ต่อจากนั้นถ้าเชื่อว่าคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ก็แสดงหลักฐานมาให้ดูกัน และสมควรแสดงอย่างยิ่ง เพื่อคนทั้งหลายจะได้ใช้สติปัญญาช่วยกันพิจารณา และเมื่อพิจารณาแล้ว ใครชอบใจคำสอนแบบไหนก็มีสิทธิ์ที่จะเชื่อที่จะนับถือที่จะปฏิบัติตามได้อย่างเต็มที่ ไม่มีข้อขัดข้องตรงไหนเลย

๑๓ แต่ไม่ว่าใครจะมีหลักฐานชั้นสุดยอดมาจากที่ไหนอีกก็ตาม เวลานี้พระไตรปิฎกที่เป็นภาษาบาลีก็ยังคงเป็นหลักฐานชั้นปฐมภูมิ (Primary sources) สำหรับใช้อ้างอิงว่าอะไรเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า อะไรไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า และยังจำเป็นจะต้องรักษาหลักฐานนี้ไว้เพื่อให้ผู้คนได้พิสูจน์หรือตรวจสอบกันด้วยสติปัญญา

ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นคนละประเด็นกัน

ไม่ใช่ว่า-พอมีใครบอกว่า “ข้อความในพระไตรปิฎกที่บันทึกไว้เป็นภาษาบาลีนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า” เราก็เลยฉีกพระไตรปิฎกทิ้ง หรือชวนกันเผาพระไตรปิฎกให้สิ้นซากไปจากโลก โดยที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า-แล้วคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าว่าอย่างไร อยู่ที่ไหน

๑๔ อันที่จริงควรจะตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า เราทุกวันนี้ศึกษาคำสอนในพระไตรปิฎกทั่วถึงแล้วหรือ และได้ปฏิบัติตามทั่วถ้วนแล้วหรือ จึงรู้ว่านั่นไม่ใช่คำสอนที่แท้จริง

หรือเป็นแต่เพียงมันไม่ตรงกับที่เราเข้าใจ หรือไม่ตรงกับที่เราชอบ เราก็เลยบอกว่าไม่ใช่

หรือเป็นเพราะมีใครประกาศคำสอนที่ผิดพลาดออกมา แล้วเกิดอาการ “ผิดไม่เป็น” จึงต้องพยายามหาวิธีอธิบายผิดให้กลายเป็นถูก และหนึ่งในวิธีที่ว่านั่นก็คือบอกว่า-พระไตรปิฎกไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคำสอนของข้าพเจ้าหรือของอาจารย์ข้าพเจ้าจึงย่อมมีสิทธิ์ที่จะเป็นคำสอนที่ถูกต้อง

๑๕ โปรดสังเกตว่า บูรพาจารย์ที่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมนั้นท่านไม่เสียเวลาที่จะมาสงสัยว่าพระพุทธเจ้าพูดภาษาอะไร พระไตรปิฎกเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่ท่านลงมือเลือกเฟ้นวิธีปฏิบัติที่เหมาะแก่จริต แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติจนได้ลิ้มรสพระธรรมไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ในขณะที่คนอีกเป็นจำนวนมากยังเถียงกันไม่เสร็จว่าพระพุทธเจ้าพูดภาษาอะไร พระไตรปิฎกเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าหรือไม่

๑๖ อุปมาเหมือนคนป่วย บางพวกพอรู้ว่าต้องใช้ยาอะไรและใช้อย่างไร ก็ลงมือรักษาตัวทันที

แต่บางพวกมีความสุขที่จะสืบสวนว่า หมอคนนี้จบจากสำนักไหน ตัวยาชนิดนี้เข้าสมุนไพรอะไรบ้าง สมุนไพรชนิดนั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบไหนของโลกและมีสรรพคุณรักษาโรคอะไรได้บ้าง ฯลฯ

ไม่ใช่ว่าการศึกษาสืบค้นประวัติศาสตร์จะไม่มีประโยชน์ แต่ควรจะมีกรอบขอบเขตที่ดี และจัดลำดับความเร่งด่วนให้เหมาะสม

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

๑๘:๕๓

000000------000000


ข้อคิดเห็น เพิ่มเติม โดย  VeeZa

ขออนุญาต ให้ความเห็นตรงนี้ ดังนี้ (ผิดพลาดอย่างไร ก็ขอให้บัณฑิตได้แนะนำติติงหรือเพิ่มเติมได้…)

จากหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “บาลีไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า” ดู ๆ ก็น่าจะถูกแล้ว เพราะคำว่า “บาลี” กับ คำว่า “คำสอนของพระพุทธเจ้า” น่าจะคนละอย่างกัน บาลีไม่ใช่คำสอน, คำสอนก็ไม่ใช่บาลี ฯ

“บาลี” เป็นภาษา ซึ่งท่านขยายว่า “เป็นภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์” (พุทฺธวจนํ ปาเลตีติ ปาลิ) ได้แก่ภาษามาคธี หรือ มาคธีภาสา เป็นภาษาของชาวมคธ ที่ชาวมคธใช้พูดสื่อสารกัน…

ส่วน “คำสอนของพระพุทธเจ้า” (พุทธสาสนํ) มี ๒ ลักษณะ คือ

– เป็นนามธรรม หรือสภาวธรรมที่ปรากฎเป็นจริง มีอยู่จริง ตามสภาพของตน ๆ ไม่มีการผิดแปลกผันแปรแต่ประการใด (สภาวปรมัตถ์) เช่นสภาวะที่เป็นกุศล ก็คงความเป็นกุศลอยู่อย่างนั้น, สภาวะที่เป็นอกุศล ก็เป็นอกุศลอยู่อย่างนั้น …ฯ

– เป็นการปฏิบัติ หรือปฏิปทาที่เข้าถึงได้ รับรู้ได้เฉพาะตน ๆ เช่น ข้อปฏิบัติที่ให้บรรลุคุณวิเสส มี ฌาน อภิญญา มรรค ผล ฯ ซึ่งก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา…ฯ

เมื่อนามธรรมและสภาวธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ปรากฎได้หรือเข้าถึงได้เฉพาะตน ๆ การจะเอาไปแนะนำผู้อื่นหรือบอกต่อแก่ผู้อื่นได้ ก็ต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือสื่อให้ถึงอรรถแห่งนามธรรมหรือสภาวธรรมนั้น ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสัททบัญญัติอย่างหนึ่งที่เป็นเครื่องสื่อให้คนได้รู้ถึงสภาวะธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฎทางทวารทั้ง ๖ ได้อย่างถูกต้อง และเป็นเครื่องกำหนดหมายรู้ร่วมกันเวลาที่กล่าวแสดง อย่างเช่น ทำสังคายนา (สวดพร้อมกัน) พระพุทธเจ้าทรงเพรียบพร้อมด้วยนิรุตติปฏิสัมภิทา ทรงพระปรีชาที่จะแสดงธรรมด้วยภาษาต่าง ๆ ที่เวไนยสัตว์จะพึงเข้าใจได้เป็นอย่างดี….ฯ

ภาษา และธรรมที่ทรงสั่งสอน จึงแตกต่างกันดังนี้…ฯ

หมายเหตุ : ถ้าใช้คำว่า “พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรม (เทศนาธรรม) ด้วยภาษาอะไร? ก็จะชัดแจ้งว่า “บาลีไม่ใช่คำสอน” …ฯ


[right-side]

 


การศึกษาบาลี ช่วยรักษาไว้ซึ่งวงศ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พุทฺธปฺปเวณิธารสฺส     สุธมฺมรกฺขณาย จ

อคฺคสมฺปตฺติยา ปาฬึ   อุคฺคณฺหาม มยํ อิติ.


พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เทศนาสั่งสอนเวไนยสัตว์ ด้วยภาษาบาลี (มาคธภาษา) 

การเทศนาสั่งสอนด้วยภาษาบาลีนั้น จึงเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ 

เพราะฉะนั้น การศึกษาภาษาบาลี จึงเป็นการดำรงไว้ซึ่งประเพณีของพระพุทธเจ้า...ฯ

(นิติเมธี ประพันธ์)


ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จะถูกรักษา คุ้มครองไว้ได้ด้วยดี ด้วยภาษาบาลี ดังที่ท่านกล่าวว่า " พุทธวจนํ ปาเลตีติ ปาลิ" (ภาษาที่รักษาคุ้มครองพุทธพจน์ไว้ ชื่อว่า "บาลี")  เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ภาษาบาลีเป็นอย่างดี จึงเป็นการช่วยกันรักษาพระพุทธพจน์ไว้ได้...ฯ


พระสาวกทั้งหลาย พระอริยสาวกทั้งหลาย รู้ธรรมได้ บรรลุธรรมอันเลิศ คือ มรรค ผล นิพพาน ได้ ก็เพราะการได้เรียนรู้และเข้าใจภาษาบาลี ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วยอักษรและภาษาต่าง ๆ, ถ้าขาดผู้เรียนรู้และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาของ ๆ โดยไม่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว...การปฏิบัติ จะให้ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ยาก หรือปฏิบัติไม่ถูก...เมื่อปฏิบัติไม่ถูก ปฏิบัติผิดไป ก็ไม่จำต้องกล่าวถึงปฏิเวธ... ปฏิเวธก็ผิด เป็นมิจฉาวิมุตติ เช่นเดียวกัน..

ดังนั้น การเรียนบาลีได้ถูกต้อง แปล และเข้าใจความหมายตามพุทธประสงค์ได้ถูกต้อง จึงเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตน และผู้อื่น ช่วยให้การปฏิบัติได้ถูกต้อง และได้รับผลที่ถูกต้อง...ฯ 


ยาย เทสิยเต ธมฺโม       ปาเลติ สตฺถุสาสนํ

อคฺคธมฺมญฺจ พุชฺฌนฺติ    ปาลิภาสาติ วุจฺจติ.

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยภาษาใด, ภาษาใด คุ้มครองรักษาคำสอนของพระศาสดาไว้ได้

อนึ่ง พระสาวกทั้งหลาย บรรลุธรรมอันเลิศ (อรหัตตมรรค-ผล) ด้วยภาษาใด, ภาษานั้น ท่านเรียกว่า "ภาษาบาลี".

(นิติเมธี ประพันธ์)

--------

-นิติเมธี- 


ภาษาบาลีอย่างเดียว ช่วยให้พุทธศาสนายั้งยืนได้จริงหรือ?

(มงฺคลตฺถทีปนี ปฐโม ภาโค)

“….อาการตฺเถน เหเตน เถโร นานานยปริปุณฺณํ ธมมตฺถเทสนาปฏิเวธคมฺภีรํ สพฺพสตฺเตหิ สกสกภาสานุรูปมุปลกฺขณียสภาวํ สตฺถุ วจนํ ตํ สพพปฺปกาเรน โก สมตฺโถ วิญฺญาตุํ อถโข มยาปิ เอเกนากาเรน สุตํ โสตวิญฺญาณปุพฺพงฺคมาย โสตวิญฺญาณวีถิยา อุปธาริตนฺติ ทีเปติ” ฯ

(ด้วย เอวํ ศัพท์ อันมีอาการเป็นอรรถนี้, พระเถระ (อานนท์) ย่อมแสดงว่า พระดำรัสของพระศาสดาเต็มไปด้วยนัยหลายหลาก ลึกโดย เหตุ,ผล,เทศนา,และการบรรลุ มีสภาพที่สรรพสัตว์จะพึงกำหนดรู็ได้ตามสมควรแก่ภาษาของตน ๆ, ที่แท้ แม้ข้าพเจ้าก็ฟังมาโดยอาการอย่างหนึ่ง คือ ทรงจำไว้ได้ ด้วยโสตวิญญาณวิถี ซึ่งมีโสตวิญญาณจิตเป็นหัวหน้า (โสตวิญญาณวิถี ตามด้วยตทนุวัตติกมโนทวารวิถี ๔ วิถี นับจำนวนวิถีไม่ได้, และมโนทวารวิถีล้วน ๆ ซึ่งเกิดในภายหลังที่ท่านคิดนึก และนำมาแสดง)


คำว่า “มีสภาพที่สรรพสัตว์จะพึงกำหนดได้ตามสมควรแก่ภาษาของตน ๆ” นั้น หมายความว่า เสียงที่ท่านพระอานนท์กล่าวออกมานั้นเป็น มาคธีภาษา หรือเรียกว่า “บาฬี” ในกาลต่อมา เมื่อถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร (อกฺขร) ใช้อักษรไปแทนเสียง (สทฺท), อักษรของชนชาติใด ก็เป็นอักษรหรือภาษาของชนชาตินั้น แต่ภาษาที่เปล่งออกมา ก็ยังเป็นภาษามาคธีหรือบาฬีอย่างเดิม

เช่น

– ใช้อักษรสีหล ไปแทนเสียงมาคธีหรือบาฬีภาษา ก็เรียกว่า “บาลีอักษรสีหล” (ถ้าคำว่า “พระบาลี” หมายถึงพระไตรปิฎก”  คำว่า “บาลีอักษรสีหล” ก็หมายความว่า “พระบาลี คือพระไตรปิฎกนั้น ถูกจารึก และถ่ายทอดให้คนที่รู้อักษรสีหล อ่านได้,รู้ได้,เข้าใจได้ เขียนได้ เปล่งวาจาสาธยายได้…”

– ใช้อักษรพม่า ไปแทนเสียงมาคธีหรือบาฬีภาษา ก็เรียกว่า “บาลีอักษรพม่า”….ฯลฯ…

– ใช้อักษรขอม ไปแทนเสียงมาคธีหรือบาฬีภาษา ก็เรียกว่า “บาลีอักษรขอม” …ฯลฯ…

– ใช้อักษรล้านนา ไปแทนเสียงมาคธีหรือบาฬีภาษา ก็เรียกว่า “บาลีอักษรล้านนา” …ฯลฯ…

– ใช้อักษรไทย ไปแทนเสียงมาคธีหรือบาฬีภาษา ก็เรียกว่า “บาลีอักษรไทย” …ฯลฯ…

– ใช้อักษรโรมัน ไปแทนเสียงมาคธีหรือบาฬีภาษา ก็เรียกว่า “บาลีอักษรโรมัน” …ฯลฯ…

…….เมื่อใช้อักษรของชนชาติใด ๆ ไปแทนเสียงที่เป็นมาคธีหรือบาฬีภาษา นั้น เรียกว่า “อันสรรพสัตว์จะพึงเข้าไปกำหนดได้ตามสมควรแก่ภาษาของตน ๆ”

…….นอกจากนั้น เมื่อใช้อักษรแทนเสียงที่เปล่งออกมาแล้ว ยังต้องแปลความหมายของสัททะ (ศัพท์) นั้น ๆ ออกมาเป็นภาษาที่ชนชาตินั้น ๆ จะพึงเข้าใจได้อีกด้วย ฯ ไม่ใช่เปล่งคำว่า “นโม” ออกมาแล้ว ใช้อักษรไทยไปแทนเสียงเขียนเป็น “นะโม” คนฟัง คนอ่าน จะรู้เรื่อง เข้าใจทันทีเลยก็ยังไม่ได้ ต้องแปล หรือต้องให้ความหมาย คำนิยาม ความประสงค์ ของคำว่า “นโม” นั้นออกมาอีกครั้ง อาจต้องอธิบายยืดยาวออกไปอีก ว่า คำว่า “นโม” ในความหมายของทางพุทธศาสนาหมายถึงอะไร มุ่งหมายถึงใคร อย่างไรจึงจะเรียกว่า “นโม”… //


“มาคธีหรือบาฬี” อย่างเดียว ไม่อาจจะดำรงพุทธศาสนาไว้ได้ (ไม่งั้น พุทธศาสนาคงไม่หายไปจากอินเดีย นานถึง ๘๐๐ ปี)

ต้องถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาท้องถิ่นนั้น ๆ ได้โดยถูกต้อง ความหมายถูกต้องตามพุทธประสงค์ ทุกคนเข้าใจ และปฏิบัติได้ …จึงจะช่วยจรรโลงพุทธศาสนาเอาไว้ได้…ฯ


ขับเคลื่อนโดย Blogger.