สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
กรรมส่งผลได้หรือไม่?
ถาม การกระทำทุกอย่างเรียกว่ากรรมใช่หรือไม่ อาจเป็นกรรมดีก็ได้ กรรมชั่วก็ได้ใช่ไหม? การกระทำพวกนี้จะส่งผลให้เราหรือไม่ ในชาตินี้หรือชาติหน้าจะส่งผลหรือไม่ คนที่รวยมากๆ คนที่มีอำนาจมากๆ แปลว่า ชาติก่อนเขาทำบุญกุศลมามาก ใช่หรือไม่ จึงมาส่งผลเอาชาตินี้ ขอความกระจ่างด้วย
ตอบ คำว่า กรรม นั้น หมายถึงการกระทำนั้นถูกแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะ เป็นการกระทำดีหรือชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่วก็เรียกว่ากรรมทั้งสิ้น แต่เป็นกรรมที่เกิดพร้อมกับจิตแต่ละดวง คือเมื่อจิตทุกดวงเกิดขึ้นจะมีกรรม คือตัวเจตนานี้เกิดขึ้นพร้อมกับจิตเสมอ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกเจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับจิตทุกดวงว่า สหชาตกรรม หมายความว่า สหชาตกรรมนี้เกิดกับบุคคลทุกประเภทที่มีจิต ไม่เว้นแม้แต่พระอรหันต์
แต่กรรมที่สามารถจะส่งผลให้เกิดความสุขและความทุกข์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาเจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับกุศลจิตและอกุศลจิตเท่านั้น ที่เมื่อดับไปแล้ว สามารถจะเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือวิบากแก่ผู้กระทำ กรรมชนิดที่เมื่อเกิดพร้อมกับกุศล อกุศล และดับไปแล้ว สามารถให้ผล คือความสุข ความทุกข์ แก่ผู้กระทำได้ พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นานักขณิกกรรมๆ นี้เท่านั้นที่สามารถให้ผล คือความสุข และความทุกข์แก่ผู้กระทำ ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อจากชาติหน้าไปตราบจนกว่า จะปรินิพพาน
ด้วยเหตุนี้ การทำกุศลหรืออกุศลเพียงครั้งเดียว กุศลและอกุศลนั้นสามารถ ให้ผลได้ถึง ๓ ชาติเป็นอย่างน้อย คือให้ผลในชาตินี้ ให้ผลในชาติหน้า และให้ผลต่อจาก ชาติหน้าไป ซึ่งกรรมชนิดนี้เมื่อได้เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมจะให้ผลทันที โดยที่ไม่มีใคร ต้านทานหรือป้องกันได้ แม้ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดอย่างพระพุทธเจ้า ก็ไม่อาจ หลีกเลี่ยงกรรมที่ได้โอกาสให้ผลนั้นได้ ซึ่งในข้อนี้ก็มิได้พูดเอาเอง แต่พระพุทธเจ้า ตรัสเล่าไว้ด้วยพระองค์เอง เพราะเหตุที่กรรมดีกรรมชั่วที่แต่ละคนทำไปแล้วแต่ละอย่างๆ สามารถจะให้ผลได้ถึง ๓ ชาติด้วยกันเป็นอย่างน้อย กรรมดีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ กรรมชั่วเป็นสิ่งที่ควรละเว้น เพราะเพียงในวันเดียว เราก็ไม่อาจจะนับได้ว่า เราได้ทำกรรมดี กรรมชั่วไปกี่ครั้ง ยิ่งเป็นเดือน เป็นปี เป็นร้อยปี ตลอดชีวิต และเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ทุกชาติที่เกิด เราจึงไม่อาจนับคำนวณนับได้เลยว่า ในอดีตอนันตชาติที่ล่วงมาแล้วนั้น เราได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วมาแล้วมากเท่าไร แต่เรารู้เพียงว่า เมื่อใดที่เราได้รับความสุข เมื่อนั้นกรรมดีที่ทำไว้กำลังให้ผล และเมื่อใดที่เราได้รับความทุกข์ เมื่อนั้นกรรมชั่วกำลังให้ผล เพราะฉะนั้นในตอนท้ายที่ถามว่า คนที่รวยมากๆ คนที่มีอำนาจมากๆ แปลว่า ชาติก่อนเขาทำบุญกุศลมามากใช่หรือไม่นั้น คำตอบคือใช่
เพจ : ธรรมะและพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า
การลดกรรม 45อย่าง (ควรอ่านอย่างยิ่ง) มาทำความดี ละเว้นความชั่วกันดีกว่า
1. กรรมที่ไม่มีลูก
กรรมจาก การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น
ลดผลของกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ มูลนิธิเด็กอ่อน
2. เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย
กรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์
ลดผลของกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต
3. ตาบอดหรือเป็นโรคตา
กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ
ลดผลของกรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพร! ะ บริจาคเงินในกล่อง ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด
4. ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย
กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ
ลดผลของกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ
5. สูญเสียคนใกล้ชิด
กรรมจาก เคยยิงนกตกปลา
ลดผลของกรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต หรือกินเจทุกๆ 3 เดือน ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา
6.ถูกนินทา ถูกให้ร้าย
กรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน
ลดผลของกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์ พูดให้ผู้อื่นมีความสุข
7. มักเดือดร้อนเพราะไฟ ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด
กรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา
ลดผลของกรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ หรือทุกๆเดือนในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือ ธรรมะแจกจ่ายฟรี
8. ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร
กรรมจาก ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ
ลดผลของกรรม ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้
9. ตั้งหลักปักฐานไม่ได้ โยกย้ายบ่อย
กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอารามต่างๆ
ลดผลของกรรม ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย
10. มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน
กรรมจาก ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช
ลดผลของกรรม บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจะบวช 7 วัน หรือ 15 วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่ จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่าง
สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้
11.ไม่มีคนชื่นชมเอ็นดู ชาดเสน่ห์
กรรมจาก ไม่เคยถวายของหอม
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวันพระ ถวายธูปหอม เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย ทองคำเปลว ประน้ำอบน้ำปรุง ประพฤติดี ปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น คิดดี ทำดี พูดดี ให้ผู้อื่นได้ดี มิให้ร้ายผู้ใด
12. เป็นที่รังเกียจ มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว
กรรมจาก ทำติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทาน
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์มหาชาติทุกๆปี ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจกฟรี
13. ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค
กรรมจาก เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก
ลดผลของกรรม บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้ ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก
14. เป็นคนรับใช้เขาร่ำไป
กรรมจาก เคยเนรคุณผู้ที่เคยมีพระคุณแก่ตน
ลดผลของกรรม ตอบแทนผู้มีคุณด้วยความกตัญญู ร่วมทำบุญสร้างพระพุทธรูป พระประธาน ทำทานทั้งกับคนและสัตว์
15. ขัดสน อดมื้อกินมื้อ
กรรมจาก เคยละเว้นการใส่บาตร ละเว้นการให้ทาน เมื่อมีคนยากไร้มาขอทานอาหารและน้ำ
ลดผลของกรรม แบ่งปันอาหาร น้ำ เสื้อผ้า แก่คนยากไร้อนา! ถา แม้ไม่มีเงินก็แบ่งปันสิ่งของตามที่มี ตักบาตรทุกเช้าหรือทุกวันพระ
16. อาภัพคู่ ร้างคู่
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขา
ลดผลของกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานคู่บ่าวสาวที่ยากจน ถวายของเป็นคู่ เช่น แจกันคู่
เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เป็นต้น
17. ได้คู่ที่เลวร้าย ทำร้ายตนหรือทำให้เป็นทุกข์
กรรมจาก เคยข่มขืนเขาในชาติก่อน เคยทุบตีทำร้ายคู่
ลดผลของกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา
18. อยู่โดดเดี่ยวยามบั้นปลาย
กรรมจาก เคยจับสัตว์ขัง
ลดผลของกรรม ทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญทำทานแก่เด็กอนาถาและสัตว์อนาถา
19. รูปร่างหน้าไม่งดงาม
กรรมจาก ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม
ลดผลของกรรม ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ทำบุญบริจาคดวงตา บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล
20. มักถูกโกง ถูกเบี้ยวเงิน
กรรมจาก เคยคดโกงผู้อื่น!
ลดผลของกรรม สละทรัพย์บริจาคร่วมการกุศลต่างๆ ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวรทุกๆเดือน
21. พิการ ร่างกายไม่สมประกอบ
กรรมจาก เคยทุบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือศีล 5 ศีล 8 เจริญภาวนา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน
22. มีคดีความ
กรรมจาก เคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยหรือพยายามหาทางช่วยเหลือ
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือนๆละ 7 วัน
23. ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
กรรมจาก ไม่สงเคราะห์คนอนาถา ที่มาขออาหาร ขอชายคาหลบฝน ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก
ลดผลของกรรม ร่วมทำบุญซื้อกระเบี้องหลังคาโบสถ์ หมั่นไปกราบไหว้บู! ชาศาลหลักเมือง ทำบุญทำทานแก่สัตว์พิการหรือสัตว์จรจัด
24. จิตใจขุ่นมัว ดุดัน ขี้โมโห
กรรมจาก มักตะหนี่ในการทำบุญ
ลดผลของกรรม สวดมนต ์ไหว้พระ ทุกวันพระ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 5 หรือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือน บริจาคทาน แบ่งปันเงินทองหรือ สิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือร่วมทำบุญบริจาคทานกับมูลนิธิสถานสงเคราะห์ และวัดวาอารามต่างๆ
25. ไม่มีชื่อเสียง
กรรมจาก เคยติฉินนินทาทำให้ผู้อื่นเสียหาย
ลดผลของกรรม ร่วมทำบุญสร้างหอระฆัง ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา
26. ไม่มีวาสนาบารมี
กรรมจาก ไม่เคยนับถือชื่นชมผู้นับถือธรรมมะ
ลดผลของกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป ทำทานกับคน
27. มีลูกหลานไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง
กรรมจาก ทำแท้ง เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน
ลดผลของกรรม บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง
28. เจอแต่คนเอาเปรียบ
กรรมจาก เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ ขโมยเงินครอบครัวมาใช้
ลดผลของกรรม หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดีๆเข้ามาในชีวิต
ลดผลของกรรม โอหัง อวดดี จิตใจคับแคบ
ลดผลของกรรม ร่ว??ทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธาน ทำบุญทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี
30. ไร้สง่าราศี ขาดวาสนา
กรรมจาก เคยเมาสุระอาละวาด ระรานผู้อื่น!
ลดผลของกรรม นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ทำทานกับคนอนาถา และสัตว์อนาถา ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี
31. ไม่เจริญก้าวหน้า จิตใจเป็นทุกข์
กรรมจาก เคยชักจูงคนทำชั่ว
ลดผลของกรรม ถือศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ 3 เดือน หมั่นทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน
32. จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์
กรรมจาก เคยริษยาผู้อื่น
ลดผลของกรรม ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยปลาลงน้ำ นั่งสมาธิ สวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร
33. ชีวิตตกต่ำ ทำสิ่งใดไม่เจริญ
กรรมจาก เคยทำแท้ง
ลดผลของกรรม ปล่อยปลาลงน้ำทุกๆเดือน จนครบ 9 เดือน หรือ 1 ปีเต็ม ถวายสังฆทาน ทำบุญใส่บาตรเสมอ
34. เป็นเมียน้อย เมียเก็บ
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขามาก่อน ขืนใจเขาโดยไม่ยินยอม เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
ผลผลของของ ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ อย่างใดก็ได้ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและสมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม
35. เป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัว
กรรมจาก เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ
ลดผลของกรรม ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้ นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
36. เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
กรรมจาก ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
ลดผลของตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม ถวายยาเข้าวัด
หรือช่วยเหลือคนป่วย
37. เป็นมะเร็ง
กรรมจาก รู้เห็นเป็นใจกับการทำแท้ง การทารุณสัตว์ หรือการทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น
ลดผลของกรรม ทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
ทำบุญสร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์หรือสร้างศาลาวัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี หมั่นนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน
38. ค้าขายขาดทุน ทำงานไม่ก้าวหน้า
กรรมจาก เคยลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเครื่องเซ่นสังเวย เจ้าที่-เจ้าทาง หมั่นสวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร
39. ด้อยปัญญา
กรรมจาก ฝักใฝ่อบายมุขในชาติก่อน หรือชักชวนคนไปทำชั่ว ดูแคลนหลักธรรมมะ
ลดผลของกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจก ทำบุญทำทานกับโรงเรียนของเด็กพิการหรือตามมูลนิธิต่างๆ
40. ตกงาน
กรรมจาก เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นในเรื่องงาน หรือแย่งงานผู้อื่น
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญทำทาน ร่วมงานบุญต่างๆ ปล่อยนกปล่อยปลา
41. ไม่มีโชคลาภ
กรรมจาก ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถวายธูป เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย และทองคำเปลว
42. เรียนไม่จบ การเรียนมีอุปสรรค
กรรมจาก ชาติก่อนปฏิเสธการฟังเทศน์ฟังธรรม
ลดผลของกรรม หมั่นเข้าวัด ร่วมงานบุญต่างๆ ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ
43. มีอาชีพต้อยต่ำที่ผู้คนดูแคลน
กรรมจาก ชาติก่อนเคยบวชด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไร้ความศรัทธา อาศัยผ้าเหลืองหากิน
ลดผลของกรรม ถือศีล 5 ศีล 8 นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ถวายสังฆทานทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน
44. ครอบครัวยากจน
กรรมจาก ชาติก่อนไม่เคยบริจาคทาน
ลดผลของกรรม หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้ามีเงินไม่มากก็บริจาคเป็นสิ่งของ แรงกาย หรือน้ำใจ ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น ไปช่วยอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด
45. เป็นทุกข์เพราะความรัก
กรรมจาก ชาติก่อนเจ้าชู้ หลอกผู้อื่นให้อกหัก
ลดผลของกรรม ประพฤติดีปฏิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆให้คนอื่นได้สมรักสม
--------------------
รายละเอียดที่ควรรู้ของ “กรรม” (ต่อ)
ส่วนที่ ๓ ความหนักเบาของกรรม
กรรมดีกรรมชั่วที่ทำลงไป แม้จะอยู่ในฝ่ายกรรมดีเหมือนกันหรือกรรมชั่วเหมือนกัน แต่น้ำหนักการให้ผลของกรรมแต่ละอย่างจะไม่เท่ากัน
กรรมในส่วนนี้ท่านแสดงไว้ดังนี้ -
๑ กรรมที่มีน้ำหนักมากให้ผลก่อน
ตัวอย่างในข้อนี้ ฝ่ายกรรมดี คือสมาบัติ ๘ ใครปฏิบัติจิตภาวนาจนถึงระดับได้สมาบัติ คือจิตดิ่งนิ่งแน่วแน่หนักหน่วงถึงขนาด ผลจากสมาบัติจะเกิดทันทีไม่มีอะไรมาคั่นหรือปิดกั้นได้
ในฝ่ายกรรมชั่ว คืออนันตริยกรรม (ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์ให้แตกกัน) ใครทำเข้า กรรมชั่วนี้จะให้ผลทันทีเช่นกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง -
คนที่เจริญจิตภาวนาจนได้สมาบัติ ๘ แม้จะได้ทำกรรมอื่นใดไว้ ผลจากกรรมเหล่านั้นก็ต้องหลีกทางให้สมาบัติให้ผลก่อน
คนที่ทำอนันตริยกรรม แม้จะได้ทำกรรมอื่นใดไว้ ผลจากกรรมเหล่านั้นก็ต้องหลีกทางให้อนันตริยกรรมให้ผลก่อน
กรรมชนิดนี้เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “ครุกกรรม” (คะ-รุ-กะ-กำ) แปลว่า “กรรมหนัก” (weighty kamma)
๒ กรรมที่ทำจนเคยชิน ให้ผลรองลงมาจากครุกกรรม
กรรมที่ทำจนเคยชิน คือที่ทำซ้ำ ทำบ่อย ทำจนเป็นนิสัยหรือเป็นบุคลิกประจำตัว ถ้าไม่มีกิจอะไรอื่นมาแทรกเป็นต้องทำอยู่เสมอ ถ้าเป็นสิ่งของก็มีแต่เพิ่มพูนเป็นกอบเป็นกำเป็นกองมูนมองมากมาย กรรมที่ทำด้วยอาการอย่างนี้จะให้ผลรองลงมาจากครุกกรรม
ครุกกรรมหมดวาระเมื่อไร ถึงทีฉันละ ใครอย่ามาแซงเสียให้ยาก
กรรมชนิดนี้เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “พหุลกรรม” (พะ-หุน-ละ-กำ) แปลว่า “กรรมข้างมาก” หรือ “อาจิณณกรรม” (อา-จิน-นะ-กำ) แปลว่า “กรรมที่ทำจนเคยชิน” (habitual kamma)
๓ กรรมใกล้ตัวหรือกรรมใกล้ตาย ให้ผลเป็นลำดับถัดมา
บางคน ในชีวิตปกติก็ไม่ได้ฝักใฝ่ทั้งการบุญการบาปใดๆ แต่ในเวลาจวนเจียนใกล้ตาย อะไรอยู่ใกล้ตัวหรือนึกอะไรได้ก็คว้าเอาสิ่งนั้นมาทำลงไป สิ่งหรือเรื่องที่ทำยังจับใจอยู่ใหม่ๆ เมื่อดับจิต ถ้าไม่มีครุกกรรมหรือพหุลกรรม (อาจิณณกรรม) กรรมใกล้ตายนี้จะให้ผลก่อนกรรมอื่น
ท่านอุปมาเหมือนโคอยู่ในคอก เวลาเจ้าของเปิดประตูคอก โคที่ยืนจ่ออยู่หน้าประตูแม้ว่าจะมีกำลังน้อย ก็มีโอกาสได้ออกจากคอกก่อนโคตัวอื่น “อาสันนกรรม” ก็เหมือนโคที่ยืนจ่ออยู่หน้าประตูคอกนั่นแหละ
วิถีชีวิตคนรุ่นเก่า เมื่อปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เจ็บป่วยใกล้ตาย ลูกหลานจะมานั่งล้อมรอบที่นอน คำที่ลูกหลานพูดกับคนป่วยคำหนึ่งคือ “พระอรหัง พระอรหัง” คือเตือนสติคนป่วยให้นึกถึงคุณพระรัตนตรัย นี่ก็คือการทำกรรมที่เรียกว่า “อาสันนกรรม” นั่นเอง
กรรมชนิดนี้เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “อาสันนกรรม” (อา-สัน-นะ-กำ) แปลว่า “กรรมที่ทำเมื่อจวนเจียน” จะเรียกว่า “กรรมใกล้ตาย” ก็ได้ (death-threshold kamma; proximate kamma)
๔ กรรมสักว่าทำ ให้ผลหลังสุด
กรรมสักว่าทำ หมายถึงกรรมที่ทำด้วยเจตนาอันอ่อน หรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตรง อย่างที่พูดว่า-ทำไปยังงั้นเอง ทำอย่างเสียไม่ได้ ไม่ได้ตั้งใจจริงจัง กรรมที่ทำด้วยอาการเช่นนี้จะให้ผลหลังสุด คือไม่มีกรรมอื่นใดจะให้ผลอีกแล้ว กรรมชนิดนี้จึงจะให้ผล
กรรมชนิดนี้เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “กตัตตากรรม” (กะ-ตัด-ตา-กำ) หรือ “กตัตตาวาปนกรรม” (กะ-ตัด-ตา-วา-ปะ-นะ-กำ) แปลว่า “กรรมสักว่าทำ” (reserve kamma; casual act)
หมายเหตุ: ภาษาอังกฤษในวงเล็บ จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [338]
(ยังมีต่อ)
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๗ กันยายน ๒๕๖๕
๑๓:๓๕
ปกิณกะเรื่อง “กรรม”
เข้าใจคำว่า “กรรม” ก่อน
โดยความมุ่งหมาย ท่านหมายเอา “เจตนา” (เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา… อํ.ฉกฺก, ๑๒๘)
“เจตนา” เป็นเจตสิกธรรม ประกอบได้ในจิตทั้งหมด (๘๙/๑๒๑) ทั้งที่เป็น อกุศล กุศล วิบาก กริยา
“เจตนา” ว่าโดยกิจ เป็นอย่าง ๒ อย่าง คือ
๑) “สํวิธานกิจ” กิจ คือการจัดแจงให้สัมปยุตตธรรมที่เกิดพร้อมกันกับตน ให้ทำหน้าที่ของตน ๆ
ใน “สํวิธานกิจ” นี้ เจตนาจึงเป็นปัจจัยให้แก่สัมปยุตตธรรมที่เกิดพร้อมกันกับตัวเจตนาได้ในจิตทั้งหมด โดยได้อำนาจความเป็นปัจจัยตามกลุ่ม “สหชาตชาติ” (ซึ่งเป็นไปตามสภาวธรรม) (คัมภีร์มหาปัฏฐาน)
๒) “พีชนิธานกิจ” กิจ คือการสร้างพืชพันธุ์ ได้แก่ การก่อวิบาก (วิปากจิต, เจตสิก, กัมมชรูป) ให้เกิดทั้งในปัจจุบันชาตินี้ (ผลจิต) และในภพที่สองเป็นต้นไป (ตามสมควร)
*ปริยายผล (ผลโดยอ้อม) ของเจตนา ยังเป็นปัจจัยให้แก่ จิต,เจตสิก ในลักษณะต่าง ๆ เช่น ปกตูปนิสสยปัจจัย แก่จิต เจตสิก…ที่เกิดหลัง ๆ (คัมภีร์มหาปัฏฐาน)
เมื่อเจตนา ทรงตรัสเรียกว่า “กรรม”
คำว่า “กรรม” มีนัย ๒ อย่าง คือ
๑) “มุขยนัย” นัยที่ตรง ได้แก่ ตัวเจตนา ที่เป็นตัวกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลธรรมโดยตรง คือเจตนากรรม ๓๓ ในอกุศลจิต ๑๒, มหากุศลจิต ๘, รูปาวจรกุศล ๕, อรูปาวจรกุศล ๔, มรรคจิต ๔/๒๐) *(พีชนิธานกิจ)
๒) “อุปจารนัย” นัยโดยอ้อม ตรัสหมายเอาผลหรือวิบากที่ใกล้ต่อกรรม เรียกว่าเป็นผลูปจารนัย เช่น ตรัสว่า “จักขุ โสตะ…. กาย” ชื่อว่า “กรรมเก่า” แท้จริงแล้ว จักขุ,โสต..กาย…เป็นผลที่เกิดมาจากกรรมเก่า (อดีตกรรม), เป็นตัวผล หรือวิบาก ซึ่งไม่ใช่เป็น “กรรม” แต่ตรัสว่า “กรรม” เพราะตรัสผลที่ใกล้ต่อเหตุ คือกรรม ฯ
* ในข้อที่ ๒ นี้ เป็นเรื่องของผล หรือ วิบาก ซึ่งไม่ใช่กรรมจริง ๆ แต่เป็นโวหารโดยอุปจารนัยเท่านั้น ฯ
————-
“กรรม” กับธรรมที่เป็น “ผลของกรรม” มีความเกี่ยวพันกันใน ๒ นัย คือ
๑ กรรม (เจตนา) เกิดขึ้นพร้อมกันกับผล คือเจตนา กับผลของเจตนาเกิดขึ้นพร้อมกัน (ปัจจัยกับกับปัจจยุปบันธรรม เกิดพร้อมกัน) ได้แก่เจตนาที่ทำหน้าที่ “สํวิธานกิจ” ซึ่งจะได้เจตนาที่ในจิตทั้งหมด (๘๙/๑๒๑)
๒ กรรม (เจตนา) ที่ให้ผลหลังจากเจตนากรรมนั้นดับไปแล้ว แต่สร้างวิบากให้เกิดต่างขณะจิตกัน หรือให้ผลในภพต่อไป (พีชนิธานกิจ) ได้แก่ เจตนากรรม ๓๓ คือ
– อกุศลกรรม ๑๒ (เจตนาที่ในอกุศลจิต ๑๒)
– มหากุศลกรรม ๘ (เจตนาที่ในมหากุศลจิต ๘)
– รูปาวจรกุศลกรรม ๕ (เจตนาที่ในรูปาวจรกุศลจิต ๕)
– อรูปาวจรกุศลกรรม ๔ (เจตนาที่ในอรูปาวจรกุศลจิต ๔)
– มรรคกุศลกรรม ๔/๒๐ (สร้างผลจิตให้เกิดติดต่อกัน และต่างขณะที่ไม่ติดต่อกันก็ได้)
————
ความมุ่งหมายที่พระองค์ทรงแสดงเรื่องกรรม มุ่งหมายเอาหลัก ๆ ๒ ชาติ
๑) อกุศลกรรม (อกุศลชาติ) เป็นกรรมที่เป็นไปในวัฏฏะอย่างเดียว
๒) กุศลกรรม (กุศลชาติ) ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง หลัก ๆ คือ
– วัฏฏคามีกุศลกรรม ๑๗ (กามาวจรกุศลกรรม ๘, รูปาวจรกุศลกรรม ๕, อรูปาวจรกุศลกรรม ๔)
– วิวัฏฏคามีกุศลกรรม (ในมรรคจิต ๔ /๒๐)
*วัฏฏคามีกุศลกรรม คือ กุศลกรรมที่ก่อวิบากที่ให้เป็นไปในวัฏฏะ (ก่อปฏิสนธิวิญญาณ,กัมมชรูป…)
*วิวัฏฏคามีกุศลกรรม คือ กุศลกรรมที่ไม่ก่อวิบากที่เป็นไปในวัฏฏะ (ไม่ก่อปฏิสนธิวิญญาณ,กัมมชรูป…)
* เจตนาในจิตที่เป็น วิปากชาติ, และกริยาชาติ ไม่จัดเข้าเป็นกรรมในที้นี้ เพราะไม่ทำพีชนิธานกิจ กิจคือการก่อพืชพันธุ์ …ฯ
————
พระดำรัสที่พระพุทธองค์ ตรัสหมายถึงกรรม โดยชื่อ ๒ ชื่อ (ในปฏิจจสมุปบาท) คือ
๑) สังขาร (อภิสังขาร ๓ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร,อปุญญาภิสังขาร,อาเนญชาภิสังขาร) (ในพระสูตร มุ่งหมายเอาเจตนากรรมที่เป็นไปในวัฏฏะเท่านั้น)
๒) กัมมภวะ (กัมมภว ๓ ได้แก่ ปุญญกัมมภว,อปุญญกัมมภว,อาเนญชกัมมภว)
โดยปริยายอื่น ทรงตรัสไปตามกัมมทวาร (ทวารที่ทำให้กรรมสำเร็จ) ๓ คือ
๑) กายกรรม หรือ กายสังขาร (เจตนาใน อกุศลจิต ๑๒, มหากุศลจิต ๘ ที่ให้สำเร็จกรรมทางกายทวารได้)
๒) วจีกรรม หรือ วจีสังขาร (เจตนาใน อกุศลจิต ๑๒, มหากุศลจิต ๘ ที่ให้สำเร็จกรรมทางวจีทวารได้)
๓) มโนกรรม หรือ มโนสังขาร (เจตนาใน อกุศลจิต ๑๒, มหากุศลจิต ๘, มหัคคตกุศลกรรม ๙ ที่ให้สำเร็จกรรมทางมโนทวารได้)
กุศลกรรมบถ, อกุศลกรรมบถ…. กรรมที่ทรงตรัสโดยนัยต่าง ๆ ว่า กรรม ๑๒, กรรม ๑๖ …ฯลฯ…
ทั้งหมด โดยความมุ่งหมาย ทรงหมายเอากรรมที่เป็นโลกียะ และกรรมที่เป็นโลกียะนี้ จะถึงการนับว่าเป็น “กรรม” (ที่จะก่อผล คือ โลกียวิบาก ๓๒,เจตสิก ๓๕, กัมมชรูป ๒๐) ได้ ก็เพราะมี อวิชชา, ตัณหา เป็นปัจจัยอันสำคัญ เพราะถ้าไม่มี อวิชชา, ตัณหา เป็นปัจจัยแล้ว, “กรรม” ก็มีไม่ได้ ฯ
ผู้ที่ไม่มี อวิชชา ตัณหา ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น และบุคคลที่เป็นพระอรหันต์ กระทำสิ่งใด ๆ เช่นแสดงธรรม, เดินบิณฑบาต, ทำฌาน, อภิญญา, สมาบัติ… สิ่งนั้นเป็นกิริยา ไม่เรียกว่า “กรรม” เพราะไม่ก่อวิบากอันเป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิในภพภูมิต่าง ๆ ฯ
(ผลจิตของพระอรหันต์ หรือของพระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ๓ ไม่ทำหน้าที่ ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ทำหน้าที่เป็น ชวนะ เท่านั้น)
***หมายเหตุ : ความมุ่งหมายของคำว่า “กรรม” ในคำว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ…” ทรงมุ่งหมายเอากรรม คือเจตนาที่ใน อกุศล, และโลกียกุศล
————–
หมายเหตุ : ปริยายของคำว่า “กรรม” มีอีกมากมายเยอะแยะ… เช่นในวินัยปิฎก กัมมขันธกะ, (สังฆกรรม, จีวรกรรม, อปโลกนกรรม, ตัชชนียกรรม…ปริวาสกรรม, อปโลกนกรรม, ญัตติกรรม…ฯลฯ…จัดเป็นบัญญัติกรรมตามพระวินัย) แต่ทั้งหมด มาจบลงตรงที่ “เจตนา, จิต, กาย, วาจา” (ต้องนำองค์ธรรมปรมัตถ์ในอภิธรรมไปกำหนดเสมอ)
—————-
กรรมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือกรรมอะไร?
“กรรมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ” (เบื้องต้น, บุรพภาค) หมายเอาเจตนากรรม ที่เป็นไปในโลกียกุศลจิต ๑๗ โดยอาศัยสัมมาทิฏฐิเบื้องต้น ๔ อย่างคือ
๑) ตถาคตโพธิสัทธา
๒) กัมมสัทธา
๓) วิปากสัทธา
๔) กัมมัสสกตาสัทธา
เกิดขึ้นโดยอาศัย บุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง…
โดย “อันติมะ” (นัยสูงสุด) มุ่งหมายเอา “เจตนากรรมในมรรคจิต” ที่เป็นตัวทำลายภพชาติ
– เจตนาที่ในโลกียกุศล ยังเป็นไปในวัฏฏะ
– เจตนาที่ในมรรคกุศล ไม่เป็นไปในวัฏฏะ
———–
[full-post]