แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุสัย แสดงบทความทั้งหมด

 


ธรรมที่ถูกประหาณด้วยอนิจจานุปัสสนา


      เมื่อวิปัสสนาญาณได้รู้เห็น "อนิจจลักขณะ" ตามสภาวะแล้ว สัญญาความจำหมายว่าเที่ยงคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่เป็นนิจจสัญญาวิปัลลาสก็หายไป เมื่อนิจจสัญญาวิปัลลาสหายไป นิจจทิฏฐิวิปัลลาส นิจจจิตวิปัลลาสทั้ง ๒ ก็บรรเทาเบาลงไปด้วย พร้อมกันนั้นเองก็มีการประหาณกิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ที่เนื่องมาจากนิจจสัญญาวิปัลลาสอันจักเกิดต่อไปนั้นลงได้อีกตามสมควร 

      กิเลสวัฏฏ์นั้นหมายเอา อวิชชาความหลงความไม่รู้ในสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าและตัณหาความยินดีพอใจรักใคร่อยู่ในอารมณ์ อุปาทานความยึดมั่นในอารมณ์ด้วยอำนาจของโลภะและทิฏฐิ 

      กัมมวัฏฏฏ์นั้นหมายเอาสังขาร คือการจัดแจงปรุงแต่งกาย วาจา ใจ ในสิ่งที่ดีและไม่ดี และกัมมภวะ คือการลงมือกระทำด้วยกาย วาจา ใจ ในเรื่องที่ดีและไม่ดี วิปากวัฏนั้นหมายเอาวิญญาณนามรูป สพายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ ชรามรณะ

      อนึ่ง การปรากฏแห่ง "อนิจจานุปัสสนา" นี้ ถ้าว่าตามวิปัสสนาญาณแล้ว จะปรากฏต่อเมื่อสัมมสนญาณและอุทยัพพยญาณเกิด  แต่ยังไม่สมบูรณ์แท้เท่านั้น เพราะว่าในขณะนั้นยังมิได้มีการประหาณนิจจสัญญา ที่เนื่องด้วยสันตติฆนบัญญัติ และสันตติฆนบัญญัตินั้น ก็ยังไม่ขาดแตกออกไป

      การประหาณวิปัลลาสธรรมต่างๆ ของ "อนิจจานุปัสสนา" ตามที่ได้บรรยายมานี้ปรากฎมีอยู่ในปฏิสัมภิทามรรคพระบาลีและวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า 

      ๑. อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ฯ แปลความว่า ผู้พิจารณาเห็นสังขารธรรม รูป นาม โดยความเป็นอนิจจังย่อมละนิจจสัญญาเสียได้ 

          และอนิจจานุปัสสนาที่แท้จริงนี้ เมื่อว่าตามวิปัสสนาญาณแล้ว จะต้องปรากฎมาจนถึงภังคญาณเป็นต้นไป อันเป็นปหานปริญญาจึงจะประหาณนิจจสัญญาลงได้ ด้วยอำนาจตทังคประหาณ

      ๒. นิจฺจสญฺณนฺติ นิจฺจคาหํ สญฺญาสีเสน นิทฺเทโส สุขสญฺญํ อตฺตสญฺญนฺติ เอตฺถาปี เอเสว นโย ฯ  ความยึดมั่นในสังขารธรรม รูปนามว่าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงชื่อว่านิจจสัญญา คำว่า นิจุจสญญา นี้เป็นคำที่แสดงยกสัญญาขึ้นไว้เป็นหัวหน้าเป็นประธานในคำว่า สุขสัญญา อัตตสัญญา ก็พึงทราบโดยทำนองเดียวกันนี้ 

      ๓. นิจฺจสญฺญายาติ สงฺขตธมมา นิจฺจา สสฺสตาติ เอวํ ปวตฺตาย มิจฺฉาสญฺญาย สญฺญคฺคหเณเนว ทิฏฺฐิจิตฺตานมฺปิ คหณํ ทฏฺฐพฺพํ เอสนโย อิโต ปราสุ ฯ (วิสุทธิมรรคมหาฎีกา)  

        คำว่า นิจจสญฺญาย คือความยินดีพอใจด้วยนิจจสัญญานั้นอธิบายว่า ความยินดีพอใจด้วยมิจฉาสัญญา ความจำผิด ไปในทำนองว่าสังขารธรรมคือรูป เสียงเป็นต้น และการเห็น การได้ยินดีเป็นต้นเหล่านี้เที่ยงอยู่เป็นนิจ ตั้งอยู่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง 

      นักศึกษาทั้งหลายพึงทราบในข้อนี้ว่า เมื่อได้ยกคำว่า สัญญาขึ้นแสดง ทิฏฐิวิปัลลาส และจิตตวิปัลลาส ทั้ง ๒ นี้ก็เป็นอันว่าได้แสดงไปด้วย นอกจากนี้ในทุกขานุปัสสนาและ อนัตตานุปัสสนา ก็พึงทราบโดยนัยเดียวกันนี้

      ถ้าจะถามว่ากิเลสต่างๆ มี "นิจจสัญญาวิปัลลาส" เป็นต้นที่ "อนิจจานุปัสสนา" ได้ประหาณไปแล้วนั้นเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ? ตอบว่าไม่ใช่เป็นกาลใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นกาลวิมุตติกิเลส คือ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานโดย ความยังไม่ปรากฎเป็นสภาวปรมัตถ์

      จริงอยู่ ในบรรดากิเลสต่าง ๆ เหล่านั้น กิเลสที่เป็นอดีตก็ได้ดับไปแล้วในอนาคตก็ยังไม่เกิดเพียงแต่จักเกิดขึ้นเท่านั้น สำหรับปัจจุบันกิเลสนั้นเล่าก็ไม่มีเพราะในขณะนั้นมีแต่มหากุศลจิต คือ อนิจจานุปัสสนาเกิดอยู่ ดังนั้นกิเลสที่ได้ประหาณไปแล้วนั้นจะเรียกว่าเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบันแต่อย่างใด ๆ ก็ไม่ได้ทั้งสิ้นจึงเป็นกาลวิมุตติแห่งกิเลส คือ อนุสัยนั้นเอง

      ในบรรคากิเลสต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องอยู่ในกาล ๓ และพ้นจากกาล ๓ นั้น อนาคตกิเลสกับอนุสัยกิเลสนี้มีสภาพคล้าย ๆ กันโดยความที่ยังไม่ปรากฎเป็นสภาวปรมัตถ์ แต่เมื่อว่าโดยการเกิดขึ้นแล้วก็ต่างกันคือ กิเลสที่จักเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นอนาคตกิเลส ดังเช่นในขณะที่มีความยินดีพอใจอยู่นั้นในขณะนั้นกิเลสอื่น ๆ ที่นอกจากโลภะ โมหะนี้เป็นอนาคตกิเลส ขณะที่มีความกลุ้มใจเสียใจโกรธเคืองอยู่นั้น ในขณะนั้นกิเลสอื่นที่นอกจากโทสะ โมหะ นี้เป็นอนาคตกิเลส ขณะที่ไม่มีความเชื่อความเลื่อมใสคงมีแต่ความลังเล สงสัยในสิ่งที่ควรเชื่อ มีคุณของพระรัตนตรัยเป็นต้นอยู่นั้น ในขณะนั้นกิเลสอื่น ๆ ที่นอกจากโมห วิจิกิจฉานี้ เป็นอนาคตกิเลสเพราะว่าจักเกิดต่อไปอย่างแน่นอน กิเลสที่จักเกิดไม่แน่นอนเป็นอนุสัยกิเลส และอนุสัยกิเลสนี้เมื่อว่าโดยธรรมาธิยฐานแล้วมีอยู่อย่างเดียว คือจักเกิดไม่แน่นอน แต่เมื่อว่าโดยบุคคลอันเป็นที่นอนเนื่องอยู่แห่งอนุสัยกิเลสนี้แล้วก็มีอยู่ด้วยกัน ๔ จำพวก คือ :

      ๑. พวกที่อนุสัยกิเลสจักเกิดโดยแน่นอน

      ๒. พวกที่อนุสัยกิเลสจักเกิดไม่แน่นอน

      ๓. พวกที่อนุสัยกิเลสจักไม่เกิดแน่นอน

      ๔. พวกที่อนุสัยกิเลสจักไม่เกิดแต่ก็ไม่แน่นอน

ในบรรดา ๔ อย่างนี้ 

      - ผู้ที่กำลังบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา นอนหลับ อยู่อนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้จักเกิดโดยแน่นอน 

      - ผู้ที่ปฏิสนธิด้วยติเหตุกำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่อย่างเคร่งครัดพร้อมกับอธิษฐานใจว่า จักปฏิบัติจนกระทั่งได้มรรคผล อนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้บางอย่างหรือทั้งหมดจักเกิดไม่แน่นอน 

      - ผู้ที่ปฏิบัติได้สำเร็จมรรคผลแล้วอนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้บางอย่างหรือทั้งหมดจักไม่เกิดแน่นอน แล้วแต่มรรคผลที่ตนได้ และโทสะอนุสัยกิเลสของพรหมโสดาบัน สกทาคามีก็จะไม่เกิดแน่นอน เช่นกันผู้ที่ปฏิสนธิด้วยติเหตุ ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเคร่งครัดพร้อมกับอธิษฐานใจว่า จักปฏิบัติจนกระทั่งได้มรรคผล อนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้บางอย่างหรือทั้งหมดจักไม่เกิดแต่ไม่แน่นอน และโทสานุสัยกิเลสของพรหมปุถุชนที่กำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ก็จักไม่เกิดแต่ไม่แน่นอน 

      ดังนั้นเมื่อจะสรุปแล้วอนุสัยกิเลสนี้ ถ้าไม่ยกบุคคลขึ้นมากล่าวคงกล่าวเฉพาะแต่สภาพความเป็นจริงตามธรรมาธิษฐานแล้ว เป็นอนาคตกิเลสไม่ได้เลย คงเป็นแต่กาลวิมุตติกิเลสเท่านั้น แต่ถ้ายกบุคคลขึ้นมากล่าว อนุสัยกิเลสนี้จัดเป็นอนาคตกิเลสก็มี ไม่เป็นอนาคตกิเลสก็มี 

การนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส และธรรมที่ประหาณการนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส นี้มีอยู่ ๒ ประการคือ

      ๑. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในการเกิดขึ้นสืบต่อแห่งรูปนาม ชื่อว่าสันตานานุสยกิเลส

      ๒. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ที่เป็นปียรูป สาตรูป อปิยรูป อสาตรูป ชื่อว่า อารัมมณานุสยกิเลส

      ใน ๒ ประการนี้ มรรคทั้ง ๔ ทำการประหาณสันตานานุสยกิเลส, วิปัสสนาญาณที่มีรูปนามเป็นอารมณ์ทำการประหาณอารัมมณานุสยกิเลส 

      ฉะนั้นอนุสัยกิเลสที่อนิจจานุปัสสนา เป็นต้น ได้ประหาณไปนั้นเป็นอารัมมณานุสยกิเลส ส่วนสันตานานุสัยกิเลสนั้น เมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ตราบใด แม้ว่าผู้นั้นจะได้เคยปฏิบัติวิปัสสนามาแล้วหลายครั้งหลายหน หรือกำลังปฏิบัติอยู่ก็ตาม หรือผู้ที่เป็นญานลาภี อภิญญาลาภีทำฤทธิ์เดชต่าง ๆ นานาได้ก็ตาม หรือจะได้ไปบังเกิดเป็นพรหมติดต่อกันหลายภพหลายชาติก็ตาม สันตานานุสยกิเลสก็ยังคงมีอยู่เต็มที่เป็นปกติ โดยอาการที่ยังมิได้ถูกประหาณลงเลยแม้แต่เล็กน้อย สำหรับอารัมมณานุสยกิเลสนั้น เมื่อวิปัสสนาญาณของพระโยคีได้เข้าถึงขั้นภังคญาณอารัมมณานุสยกิเลสก็ถูกประหาณลงทันทีตั้งแต่ญาณนี้เรื่อย ๆ ไป ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระวิภังคบาลีว่า :

      สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฐานุสโย วิจิกิจฉานุสโย ภาราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ราคานุสโย อนุเสติ, ยํ โลเก อปฺปิยรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ปฏิฆานุสโย อนุเสติ อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา, ตเทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ทฏฺฐพฺพา ฯ

แปลความว่า อนุสัยกิเลสมี ๗ อย่าง คือ

      ๑) กามราคานุสัย ธรรมชาติที่ยินดีพอใจรักใคร่ในกามคุณอารมณ์ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

      ๒) ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติที่เคืองแค้นในอารมณ์นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน 

      ๓) มานานุสัย ธรรมชาติที่ถือตัวนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน 

      ๔) ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติที่เห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน 

      ๕) วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติที่สงสัยในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูอาจารย์ นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน 

      ๖) ภวราคานุสัย ธรรมชาติที่ยินดีพอใจในภพชาตินอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน 

      ๗) ธรรมชาติที่ลุมหลงมัวเมาอยู่ในเรื่องเห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน 

        (เหล่านี้เป็นสันตานานุสยกิเลส) 

      ๑) ปิยรูปสาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลกคือสังขารธรรมรูปนามภายในตน กามราคะและภวราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูป สาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีเหล่านี้ 

      ๒) อปิยรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่น่ารักไม่น่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลกคือสังขารธรรมรูปนามภายในตน ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในอปิยรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่รักไม่น่ายินดีเหล่านี้ 

      เมื่อเป็นดังนี้ อวิชชานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องอยู่ในราคะและปฏิฆะ ทั้ง ๒ นี้ด้วย 

      ส่วนมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ก็ย่อมตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับจิตที่มีอวิชชา (นี้เป็นอารัมมณานุสยกิเลส) นักศึกษาทั้งหลายพึงทราบดังนี้

หมายเหตุ....

           หมายเหตุ....

           คำว่า "ปิยรูป-สาตรูป" ซึ่งถือว่าเป็น "อารัมมณานุสัย" นั้น ในคัมภีร์ยมก ตอนว่าด้วยขันธยมก แสดงองค์ธรรมว่า ได้แก่ โลกียจิต ๘๑, เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘ ที่รวมกันอยู่, และรูป ๒๘) ในข้อนี้ ทำให้เข้าใจได้ว่า "ในเจตสิก ๕๒ นั้น มีองค์ธรรมที่เป็นอนุสัย ๖ อย่าง คือ โลภะ,โทสะ,โมหะ,มานะ,ทิฏฐิ,วิจิกิจฉา อยู่ในนั้นด้วย คือประกอบอยู่ในอกุศลจิต ๑๒ ตามสมควร เพราะอาศัยความเข้าใจที่ว่า "เมื่อ โลภะ,โทสะ,โมหะ,มานะ,ทิฏฐิ,วิจิกิจฉา เกิดขึ้นเมื่อไร ก็ต้องประกอบกับอกุศลจิต ปรากฏในปัญญาของบัณฑิตว่าเขาเกิดอยู่กับอกุศลจิต ๑๒ ตามสมควร เป็นประจำ" เลยทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจไปว่า "แม้ในขณะที่เขายังไม่เกิด เขาก็ประกอบอยู่ในอกุศลจิต ๑๒ อยู่ดี" ข้อนี้อาจจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน คือ เมื่อเขายังไม่เกิด ยังไม่ได้ปัจจัยที่จะเกิดได้ จะกล่าวว่า เขาประกอบอยู่กับจิต ก็ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก คือจะกล่าวไม่ได้เลยว่า เขาสัมปยุตตอยู่กับจิต อุปมาเหมือนบุคคลเอาก้านไม้ขีดไปขีดที่ข้างกล่อง แล้วเกิดไฟ(สสัมภาระ)ลุกติดขึ้นที่ก้านไม้ขีด จะกล่าวว่า "ไฟอยู่ที่หัวก้านไม้ขีดก่อนแล้ว ก็ไม่ใช่, จะบอกว่า ไฟอยู่ที่ข้างกล่องไม่ขีดก็ไม่ได้, ไฟอยู่ที่การเสียดสีกัน ก็ไม่ได้" เพียงแต่อาศัยหัวไม้ขีด,ข้างกล่องไม้ขีด และผัสสะการเสียดสีกันของหัวไม้ขีดกับข้างกล่องไม้ขีด จึงเกิดไฟขึ้น ฉันใด, แม้จิต เจตสิก จะเกิดพร้อมกัน แต่ทั้งสอง ก็ไม่ได้ประกอบกันอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่อาศัยเหตุ-ปัจจัย คือ วัตถุ,อารมณ์,ผัสสะ ให้เขาเกิดพร้อมกัน จิต ก็ไม่ใช่เจตสิก, เจตสิก ก็ไม่ใช่จิต.

      อีกประการหนึ่ง อารมณ์ที่เกิดกับจิต มิใช่ว่า "เมื่ออารมณ์นั้นเป็นเจตสิกธรรม ก็มิได้หมายความว่า เจตสิกนั้นประกอบอยู่กับจิต เช่น ฌานลาภีบุคคลที่ได้ปฐมฌาน ปรารถนาจะได้ทุติยฌาน ก็ใส่ใจในวิตกวิจารเท่านั้น ให้เห็นว่าวิตกวิจารนั้นเป็นของหยาบและทำความเบื่อหน่ายในวิตกวิจารนั้น ไม่นานก็ละวิตกวิจารได้ ได้บรรลุทุติยฌาน ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลสามารถทำเพียงเจตสิกให้เป็นอารมณ์เท่านั้นได้, หรือเวลาที่พระอริยบุคคลบรรลุมรรคนั้น ๆ แล้ว ก็ออกจากมรรควิถีนั้น ๆ มาพิจารณากิเลสที่ละไปแล้วและกิเลสที่ยังไม่ได้ละ ... ก็มีเพียงกิเลสซึ่งเป็นเจตสิกเท่านั้นเป็นอารมณ์    

      ดังนั้น ความเป็นสัมปยุตตกันของอนุสัยที่ประกอบในอกุศลจิต จึงอาศัยตอนที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตมาเป็นเครื่องกล่าวว่า "อารัมมณานุสัยนั้นสัมมปยุตตกับจิต" แท้จริง จิตและเจตสิกที่ยังไม่ได้เหตุ-ปัจจัยเกิดขึ้น ไม่อาจกล่าวได้ว่า "สัมปยุตตกันอยู่".  

      สันตานานุสัยกิเลส กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานโดยอาการที่ยังไม่ปรากฏเป็นสภาวปรมัตถ์ คือยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ (เกิด ตั้ง ดับ) นั้นได้ชื่อว่า สันตานานุสยกิเลส ดังนั้น ผู้ที่ยังมิได้ทำการประหาฌอนุสัยกิเลสโดยสมุจเฉทนั้นได้ ชื่อว่าเป็นปุถุชน และปุถุชนคนเหล่านี้แม้ว่าจะยังเป็นเด็กอยู่ในครรภ์มารดาก็ตาม เป็นเด็กเล็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่แก่เฒ่าลงไปก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ บรรพชิตก็ตาม ได้ฌานอภิญญา เหาะดำดินไปได้ก็ตาม แม้ที่สุดจะได้บังเกิดเป็นพรหมอยู่หลายภพหลายชาติก็ตาม ปุถุชนคนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ที่มือนุสัยกิเลสอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 

      แม้ว่าจะได้สำเร็จเป็นพระ โสดาบัน สกทาคามีแล้วก็ตาม อนุสัยกิเลสอีก ๕ อย่างก็ยังเหลืออยู่ ยังหาได้ประหาณให้หมดไปไม่ คงประหาณได้แต่ทิฏฐิ วิจิกิจฉานุสัย ๒ อย่างนี้เท่านั้น ครั้นเป็นพระอนาคามี ภวราคะ มานะ อวิชชานุสัย ทั้ง ๓ ก็ยังมีอยู่หาได้หมดไปเพียงขั้นนี้ไม่ ฉะนั้นบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนี้จึงยังมีอนุสัยกิเลสอยู่ อุปมาเหมือนกับคนไข้ที่ยังไม่หายไข้ มีผู้มาถามว่าท่านสบายดีหรือ ? แม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้เป็นไข้แต่ก็ตอบว่าเป็นไข้อยู่ โดยมาคำนึงนึกถึงไข้ที่เคยเป็นมาแล้วและจักเป็นอีกในวันหน้า หรืออุปมาเหมือนกับผู้ที่ยังมิได้มีการเว้นขาดจากการรับประทานเนื้อ เมื่อถูกถามว่าท่านรับประทานเนื้ออยู่หรือเปล่า ? ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้รับประทานอยู่ก็จริง แต่ก็ตอบว่าข้าพเจ้ารับประทานอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามาคำนึงนึกถึงที่ได้เคยรับประทานมาและจักรับประทานอีกในวันหน้า สมดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในอนุสยยมกว่า :

      ยสฺส กามราคานุสโย อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อุปฺปชฺชตีติ ? กามราคานุสัยเกิดอยู่กับบุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็เกิดอยู่กับบุคคลนั้นใช่ไหม ? 

      อามนตา ใช่ 

      การที่ทรงวิสัชนาดังนี้ก็เพราะทรงหมายถึงความที่ยังเป็นอนุสัยอยู่ โดยอาการที่เคยเกิดและจักเกิดดังที่ได้ยกอุปมามาเปรียบเทียบให้เห็นแล้วทั้ง ๒ ข้อนั้น แต่ถ้าจะถามว่า

     ยสฺส กามราโค อุปฺปชชติ ตสฺส ปฏิโฆ อุปฺปชฺชตีติ ?

     กามราคะ กำลังเกิดแก่บุคคลใด ปฏิฆะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม ?

     วิสัชนาว่า นุปฺปชฺชติ ไม่ใช่กำลังเกิด  

(ความหมายคือ กามราคะ คือ โลภะที่กำลังเกิดกับโลภมูลจิต (ในโลภชวนะจิต) ขณะนั้น โทสะไม่ใช่กำลังเกิด เพราะโทสะจะไปเกิดร่วมกับโลภะไม่ได้) (กามราคานุสัย กับ กามราคะ แตกต่างกัน คือ กามราคานุสัย ยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ คือ อุปปาทะ ฐีติ ภังคะ, ส่วนกามราคะ ประกอบกับจิตแล้ว ถึงความเป็น อุปปาทะ ฐีติ ภังคะแล้ว เป็นปริยุฏฐานกิเลสแล้ว) 

      อนึ่ง อนุสัยกิเลสทั้ง ๓ ประการนี้เมื่อปรากฏขึ้นโดยความเป็นสภาวปรมัตถ์ คือเข้าถึงปริยุฏฐานแล้วนั้นเกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี เกิดไม่พร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี แต่เมื่อยังเป็นอนุสัยอยู่นั้น ไม่อาจกล่าวได้ว่านอนเนื่องอยู่ในจิตใด พร้อมกันหรือไม่พร้อมกัน เพราะยังไม่ได้เหตุปัจจัยเกิดขึ้น เพียงแต่การกล่าวนั้นยกบุคคลมาเทียบเคียงการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่เท่านั้น เหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงแสดงในอนุสยยมกว่า :

      ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสตีติ ?

      กามราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของบุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของบุคคลนั้นใช่ไหม ? 

      อามนฺตา ใช่ 

     (หมายความว่า บุคคลที่มีกามราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ ได้แก่ปุถุชน ๔, โสดาบัน, สกทาคามี และบุคคลตามที่กล่าวมานี้ ยังมีปฏิฆานุสัยเกิดอยู่แน่นอน เพราะยังไม่สามารถละปฏิฆานุสัยได้) 

      ฉะนั้น การประหาณสันตานานุสัยกิเลสได้โดยเด็ดขาดนั้น ก็มีแต่มรรคญาณอย่างเดียว สำหรับวิปัสสนาญาณนั้นคงประหาณได้ด้วยตทังคปหานเท่านั้น ส่วนโลกียฌาน สามารถประหาณด้วยวิกขัมภนะ คือด้วยการข่มไว้เป็นเวลานาน ๆ คือหลายวันหลายเดือนหลายปีหลายมหากัป (แท้จริงการข่มกิเลสไว้ได้ของพวกโลกียฌานลาภีบุคคลนั้น ข่มกิเลสที่เป็นปริยุฏฐานกิเลส คือนิวรณ์ธรรมเท่านั้น, อนุสัยกิเลส ยังมีอยู่ และอนุสัยกิเลส เป็นธรรมที่ไม่อยู่ในฐานของวิกขัมภณประหาณ แต่อยู่ในฐานของสมุจเฉทปหาณด้วยสมาธิขันธมัคคังคะ ในมรรคจิตเท่านั้น) 

      อารัมมณานุสัยกิเลส การเกิดขึ้นของกิเลสโดยไม่สิ้นสุดในอารมณ์ที่ยังมิได้มีการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยวิปัสสนาญาณ มรรญาณ กิเลสนี้ชื่อว่าอารัมมณานุสัยกิเลส fดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทาน โอวาทแก่บรรดาภิกษุทั้งหลายว่า :- 

      สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย ราคานุสโย ปหาตพฺโพ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหาตพฺโพ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหาตพฺโพ ฯ

     (มาในเวทนา สังยุตตพระบาลี) 

      แปลความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลาย ควรละราคานุสัยในการเสวยสุข ควรละปฏิฆานุสัยในการเสวยทุกข์ ควรละอวิชชานุสัยในการเสวยอารมณ์ที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์

พระโอวาทนี้ทรงมุ่งหมายถึง "อารัมมณานุสัยกิเลส" 

      ทั้งพระอรรถกถาจารย์ ก็ยังได้กล่าวไว้ว่า :- 

      อิมสฺมึ สุตฺเต อารมฺมณานุสโย กถิโต ในสูตรที่มี สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอารัมมณานุสัยกิเลส แต่ก็หาได้ทรงชี้แจงถึงข้อปฏิบัติที่จะทำการละ "อารัมมณานุสัยกิเลส" นี้แต่ประการใด ไม่เพียงแต่ทรงเตือนให้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ เท่านั้น เพราะว่า ถ้าภิกษุทั้งหลาย มิได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฎฐาน ๔ แล้ว ก็จะไม่ประหาณอารัมมณานุสัยกิเลสนี้ได้ แต่ถ้าได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้อยู่โดยเคร่งครัดแล้ว ก็จะกล่าวได้ว่ามีการละกิเลสในการเสวยอารมณ์นั้น ๆ ได้ ดังที่พระฎีกาจารย์ได้แสดงไว้ในอานาปานัสสติกรรมฐานแห่งวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า :-

      อนิจฺจานุปสฺสนา ตาว ตทงฺคปฺปหานวเสน นิจฺจสญฺญํ ปริจฺจชติ ปริจฺจชนฺตี จ ตถา อปฺปวตฺติยํ เย นิจฺจนฺติ คหณวเสน กิเลสา ตมฺมูลกา อภิสงฺขารา ตทุภยมูลกา* วิปากา ขนฺธา อนาคเต อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต สพฺเพ อปฺปวตฺติกรณวเสน ปริจฺจชติ ตถา ทุกฺขานุปสฺสนาทโย เตนาห วิปสฺสนา หิ ตทงฺกวเสน สทฺธึ ขนฺธาภิสงฺขาเรหิ กิเลเส ปริจฺจชตีติ ฯ

      แปลความว่า อนิจจานุปัสสนาที่แสดงในอันดับแรกนี้ย่อมสละละทิ้งนิจสัญญาด้วยอำนาจแห่งตทังคประหาณ เมื่ออนิจจานุปัสสนาได้สละละทิ้งนิจจสัญญาได้แล้ว ถ้าหากว่ามิได้มีการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงโดยอาการดังที่กล่าวนี้ กิเลสต่าง ๆ อาจเกิดได้ในภายหลังด้วยอำนาจแห่งความยึดถือว่ารูปนามนี้เที่ยง และอภิสังขารคืออกุศล โลกียกุศลกรรมที่มีกิเลสเป็นมูลก็ดี วิบากนามขันธ์อันเป็นตัวภพใหม่ที่มีกรรมและกิเลสทั้ง ๒ นี้เป็นมูลก็ดีอาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง อนิจจานุปัสสนาที่สละละทิ้งนิจจสัญญาได้นั้น ย่อมสละละทิ้งกิเลสกรรมวิบาก แม้เหล่านี้ทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้นได้พร้อมกันอีกด้วย ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา ที่สละละทิ้งสุขสัญญา อัตตสัญญาเป็นต้นได้นั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ เพราะฉะนั้นพระมหาพุทธ โฆษาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคว่า "วิปัสสนาญาณย่อมสละกิเลสพร้อมด้วยวิบากนามขันธ์และอภิสังขารด้วยอำนาจตทังคปหาน เมื่อ "อนิจจานุปัสสนา" เกิด "ทุกขานุปัสสนา และอนัตตานุปัสสนา" ก็ย่อมเกิดขึ้นตาม

      ในเรื่องนี้ เมื่อมีการพิจารณาเห็นว่าเป็นอนิจจะแล้วกิเลสที่เกี่ยวกับนิจจสัญญาก็เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นไม่ได้ อันนี้เห็นได้โดยแจ้งชัดไม่มีข้อที่จะต้องสงสัย แต่ปัญหามีอยู่ว่าที่เกี่ยวกับสุขสัญญาและอัตตสัญญานั้นจะเกิดขึ้นในอารมณ์อันเดียวกันนี้ได้หรือไม่ ? แก้ว่า เกิดไม่ได้เพราะว่า ผู้ปฏิบัติที่ได้พิจารณาเห็นในอารมณ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยอำนาจการปรากฏแห่งอนิจจลักขณะคือเกิดดับ ๆ นั้น ครั้นได้หวนกลับไปพิจารณาดูในอารมณ์นั้นอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่เห็นว่าเป็นสุข คงเห็นว่าเป็นทุกข์ โดยการเกิดขึ้นดับไปไม่หยุดยั้ง ทั้งมิได้เห็นว่ามีตัวตนเป็นแก่นสารแต่อย่างใดเลยในอารมณ์นั้นอีกด้วย คงเห็นแต่ว่าไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชา ไม่เป็นไปตามประสงค์ คงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ดังนั้น กิเลสที่เกี่ยวกับสุขสัญญาและอัตตสัญญาจึงเกิดขึ้นไม่ได้ในอารมณ์ที่มีการพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงดังนี้ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ใน อังคุตตรพระบาลี ว่า :-

      อนิจฺจสญฺญา ภาเวตพฺพา อสมิมานํ สมุคฺฆาตาย, อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ, อนตฺตสญฺญี อสฺมิมานสมุคฺฆาตํ ปาปุณาติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิพฺพานํ.  

      แปลความว่า พึงเจริญอนิจจสัญญา คือความจำหมายว่าไม่เที่ยงเพื่อถอนออกเสียซึ่งอัสมิมานะที่มีอาการถือตนว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลายอนัตตสัญญา ความจำหมายว่าไม่ใช่ตน เรา เขา ย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดีแก่ผู้ที่มีการพิจารณาเห็นเป็นอนิจจะ ผู้ที่พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตะ คือไม่ใช่ตน เรา เขานั้น ย่อมเป็นผู้ที่เข้าถึงซึ่งการถอนออกแห่งอัสมิมานะที่มีอาการยกตนว่า เรา แล้วเข้าถึงนิพพาน คือความสงบแห่งกิเลสในภพที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้านี้นั่นเทียว

      ในพระบาลีนี้คำรับรองที่เป็นพยานหลักฐานอย่างสำคัญในเรื่องนี้ ก็อยู่ตรงพระบาลีที่กล่าวว่า อนิจฺจสญญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ และพระอรรถกถาจารย์ก็ยังได้กล่าวคำอธิบายขยายความตามพระบาลีนี้ไว้ใน อังคุตตรอรรถกถา อีกว่า :-

      อนตฺตสญฺญา สณฺฐาตีติ อนิจฺจลกฺขเณ ทิฏฺเฐ อนตฺตลกฺขณํ ทิฏฺฐเมว โหติ, เอเตสุ หิ ตีสุ ลกฺขเณสุ เอเกกสฺมึ ทิฏฺเฐ อิตรทฺวยํ ทิฏฺเฐเมว โหติ, เตน วุตฺตํ อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาตีติ ฯ แปลความว่า ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ (อนัตตสัญญาความจำหมายว่า ไม่ใช่ตน เรา เขาย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดี) นั้น อธิบายว่า เมื่อพิจารณาเห็นการเกิดดับที่เป็นอนิจจลักขณะแล้วก็จักเห็นอนัตตลักขณะ คือไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชามีแต่เกิดดับเป็นไปตามเหตุปัจจัยสำเร็จไปด้วย เป็นความจริงดังนั้นเมื่อได้เห็นลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง

      ในบรรดาลักษณะ ๓ อย่างนั้นก็จะต้องได้เห็นลักษณะทั้ง ๒ ที่เหลืออีกด้วยอย่างแน่แท้ เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า นิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณุฐาติ. ดูกรภิกษุทั้งหลายอนัตตสัญญาความจำหมายว่าไม่ใช่ตน เรา เขา ย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดี แก่ผู้ที่มีการพิจารณาเห็นเป็นอนิจจะ

-----------///----------


[full-post]

 


ว่าด้วยอนุสัยกิเลส


- มีคำถามว่า "อนุสัยกิเลส เป็นสัมปยุตตธรรม หรือเป็น วิปปยุตตธรรม" ?  

- ตอบว่า เป็น "วิปปยุตตธรรม" คือ "วิปปยุตต" เพราะยังไม่เข้าประกอบกับจิต อย่างหนึ่ง, และเป็นวิปปยุตต์โดยความที่ไม่ประกอบกับจิตบางดวง เหมือนกับเจตสิกบางดวงที่ไม่ประกอบกับจิตบางดวง  "อภาววิปปยุตตะ" อย่างหนึ่ง ฯ

- อนุสัย เป็นสภาวธรรมที่ยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ (อุปปาทะ, ฐีติ, ภังคะ)     

- เมื่อใดก็ตามที่อนุสัย ไป สัมปยุตตกับจิต (อกุศลจิต ๑๒) เมื่อนั้น อนุสัยนั้น นับเป็น "ปริยุฏฐานกิเลส" (เพราะเข้าถึงความเป็นอุปปาทะ, ฐีติ, ภังคะ) ทันที, ไม่ใช่อนุสัยกิเลส อีกต่อไป (คำอธิบายเรื่องอนุสัยของอาจารย์ทั่ว ๆ ไป มักอธิบายอนุสัยในเชิงของปริยุฏฐานกิเลส, คืออธิบายไปอธิบายมา ตกไปเป็นปริยุฏฐานกิเลสทุกที โดยที่ผู้อธิบายไม่เฉลียวใจ, พระพุทธเจ้า ทรงแสดงกิเลสเป็น ๓ ระดับอยู่แล้วอย่างชัดเจน พาดพิงไปถึงการประหาณด้วยศีล สมาธิ ปัญญาด้วย)

- เมื่ออนุสัย ยังไม่ประกอบ (สัมปยุตต) กับจิต แล้วอนุสัยอยู่ที่ไหน? 

- อธิบายว่า ก็เหมือนกับเจตสิกบางดวง ที่ไม่ประกอบกับจิตบางดวง ถามว่า ตอนที่เจตสิกบางดวง ไม่ประกอบกับจิตบางดวงขณะนั้น เจตสิกเหล่านั้น อยู่ที่ไหนล่ะ? เช่น เมื่อโลภมูลจิตเกิดขึ้น ถามว่า มีโทสเจตสิกประกอบไหม? ก็ต้องตอบว่า "ไม่ประกอบ" แล้วโทสะเจตสิกขณะนั้นอยู่ที่ไหน? อย่าบอกว่า "ไม่มี" นะ, ถ้าบอกว่า "ไม่มี" เดี๋ยวจะกลายเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ไป คือผู้นั้นก็จะมีสถานะเทียบเท่าพระอนาคามีและพระอรหันต์นั่นเอง เพราะไม่มีโทสะแล้ว... แท้จริงแล้วปุุถุชนและโสดา-สกทาคามี ยังมีโทสะอยู่ แต่เพราะไม่ได้เหตุปัจจัย โทสะจึงไม่เข้าประกอบกับจิตขณะนั้น...แต่โลภเจตสิกและสัมปยุตตธรรมอื่น ๆ ได้เหตุปัจจัย จึงเข้าประกอบกับจิตในขณะนั้น จิตนั้นจึงถูกเรียกว่า "โลภมูลจิต" ฯ 


      อีกอย่างหนึ่ง ความแปรเปลี่ยนไปของอนุสัยกิเลส อุปมาเหมือนกับภวังคจิตที่ปล่อยอารมณ์เก่าแล้วรับอารมณ์ใหม่ ภวังคจิตก็เปลี่ยนไปเป็นจิตใหม่ คือเป็น ป จัก สํ ณ วุ ช ต สิ้นสุดวิถี จิตนั้นก็อยู่ในสภาพของภวังค์อีกต่อไป ตอนที่เป็นภวังค์ ก็ต้องเรียกว่าภวังค์ ตอนทำหน้าที่เป็นอาวัชชนะในทางปัญจทวาร ก็ต้องเรียกว่า ปัญจทวาราวัชชนะ...ตอนทำหน้าที่เป็นอาวัชชนะในทางมโนทวาร ก็ต้องเรียกว่ามโนทวาราวัชชนะ...จนถึงทำหน้าที่เสพอารมณ์ ก็เรียกว่า ชวนะ หรือทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ ก็เรียกว่า ตทารัมมณะ เช่นเดียวกัน กิเลสเหล่าใดเป็นอนุสัย ขณะนั้นก็ต้องเรียกว่า "อนุสัย" ขณะใดแปรเปลี่ยนไปเป็นปริยุฏฐาน ก็ต้องเรียกว่า "ปริยุฏฐาน" ขณะใดแปรเปลี่ยนไปเป็นวีติกกมะ ก็ต้องเรียกว่า วีติกกมะ จึงจะถูกต้อง และเป็นไปตามกิจของการประหาณ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ฯ 

     ในข้อนี้ให้ศึกษาข้ออุปมาจากพระพุทธพจน์ที่ว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ, ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ยถาภูตํ นปฺปชานาติ, ตสฺมา อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส จิตฺตภาวนา นตฺถีติ วทามีติ."

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่มีการอบรมจิต. (เอกนิบาต อังคุตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ ข้อ ๕๒-๕๓) 

      พระดำรัสนี้ ได้ความว่า "ปภสฺสรํ อิทํ จิตฺตํ..." จิตนี้ประภัสสร (อรรถกถาแก้ว่า ได้แก่ ภวังคจิต) (แท้จริงแล้วจิตที่เป็น กุศลชาติ,กริยาชาติ, และที่เป็นวิปากชาติอื่น ๆ ที่นอกจากภวังคจิต ก็ไม่ถูกกิเลสทำให้เศร้าหมอง คือไม่มีกิเลสเข้าไปประกอบ, แต่ในข้อนี้ พระอรรถกถาจารย์นับเอาแต่ภวังค์...ว่าเป็นจิตประภัสสร ข้อนี้สาเหตุก็เพราะว่า ในภพหนึ่ง ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย มีจิตที่เป็นประจำภพของสัตว์ก็คือวิบากจิต ซึ่งทำหน้าที่ ๓ อย่าง คือ ปฏิสนธิ ได้แก่ที่สืบต่อภพต่อภพและดำรงอยู่ในฐานที่ทำหน้าที่ภวังคกิจ ต่อแต่นั้นบั้นปลายเมื่อได้เหตุปัจจัย ก็เคลื่อนคือจุติจากภพหนึ่งไป...) ภวังคจิตนั้น เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา...(จิตจะเศร้าหมองได้ต้องมีอุปกิเลสเข้าประกอบ เป็นสัมปยุตตธรรมเท่านั้น "สังกิลิฏฐ") ตอนที่ภวังคจิตนั้นเศร้าหมอง จิตนั้นได้ชื่อว่า "อกุศลจิต" (เปลี่ยนชื่อจิตไป กลายเป็นอกุศลชาติไปแล้ว ด้วยอำนาจของกิเลสที่มีสภาวะเศร้าหมองและทำให้สัมปยุตตธรรมอื่น ๆ มีจิตเป็นต้น เศร้าหมองไปด้วย) จะบอกว่าจิตนั้นยังเป็นภวังคจิตอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้,  ก่อนที่จิตนั้นจะถูกเรียกว่า "อกุศลจิต" จิตนั้นผ่านการเรียกชื่อมาหลายอย่าง คือ อตีตภวังค์บ้าง, ภวังคจลนบ้าง, ภวังคุปัจเฉทบ้าง, (ปัญจทวาราวัชชนะบ้าง),จักขุวิญญาณ, (โสต-ฆานะ-ชิวหา-กายวิญญาณ)บ้าง, สัมปฏิจฉนบ้าง,สันตีรณบ้าง,(โวฏฐัพพนบ้าง) แล้วจึงมาเป็น ชวนะ คือ อกุศลจิต...เป็นจิตที่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาทำให้เศร้าหมอง ฯ 

*หมายเหตุ : ตรงคำว่า "ปัญจทวาราวัชนนะบ้าง, โวฏฐัพพนะบ้าง" ที่วงเล็บไว้ เป็นจิตที่มีชาติเป็นกริยา (ซึ่งไม่ตรงกับชาติของภวังคจิตซึ่งเป็นวิปากชาติ) เป็นจิตพิเศษที่ไม่เป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่มีบทบาททำให้เกิดวิถีจิตขึ้นและตัดสินอารมณ์ให้ชวนะเกิดขึ้นได้ 

      จิตที่ดับไปแล้ว ก็ถือว่าดับไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่, จิตที่เกิดใหม่ (ได้รับอำนาจปัจจัยจากจิตดวงที่ดับไปแล้วโดยปัจจัยกลุ่มอนันตรชาติ) ก็เป็นจิตใหม่ จะมีสภาพเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุ-ปัจจัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ตามจิตตนิยาม. 

      ในขณะที่ภวังค์จิตแปรสภาพไปเป็นจิตมีชื่อเรียกอย่างอื่นๆ ตั้งแต่ อตีตภวังค์...โวฏฐัพพนะ ในขณะนั้น อุปกิเลสยังไม่เข้าประกอบกับจิตเหล่านั้น, จิตเหล่านั้น ก็ยังถือว่าไม่เศร้าหมอง แต่ตรงโวฏฐัพพนะ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ คือ ถ้าตรงโวฏฐัพพนะ ได้เหตุปัจจัยที่ดีกระตุ้นเตือนที่เรียกว่า "โยนิโสมนสิการกธรรม"  คือ จักรธรรม ๔ อย่าง คือ ปุพเพกตปุญญตา, ปฏิรูปเสทวาสะ, สัปปุริสูปัสสยะ และอัตตสัมมาปณิธิ กระตุ้นเตือนแล้วละก็ โวฏฐัพพนก็จะตัดสินอารมณ์ในทางที่ดี ทำให้กุศลชวนะเกิดติดต่อถึง ๗ ขณะ, แต่ถ้าโวฏฐัพพนะตัดสินอารมณ์ไปในทางที่ไม่ดี เพราะไม่ได้อุปการจากโยนิโสมนสิการกธรรม ๔ อย่าง ก็จะเป็นเหตุให้อกุศลชวนะเกิดต่อถึง ๗ ขณะ, จิตถึงความเป็นจิตที่เศร้าหมองก็ตรงขณะแห่งชวนะนี่เอง...ฯ  


      ถ้าจะมีคำถามว่า "อนุสัยกิเลส,ปริยุฏฐานกิเลส,วีติกกมกิเลส" มีสภาวะอย่างเดียวกันหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า "มีสภวะอย่างเดียวกัน" เช่น 

กามราคานุสัย แปรไปเป็น กามฉันทะนิวรณ์ และแปรเปลี่ยนไปเป็นวีติกกะ คือ ก่อกายกรรม เช่น อทินนาทาน หรือกาเมสุมิจฉาจาร และ วจีกรรม มีการกล่าวล่อลวงเพื่อให้ได้ทรัพย์,หรือพูดเกี้ยว,พูดให้เขาบำเรอด้วยกามคุณ...เป็นต้น ภาวะของกิเลสที่กล่าวมาทั้ง ๓ ระดับ ก็คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจติดใจในกามอารมณ์ เช่นเดียวกันทั้งหมด ที่ค่อย ๆ พัฒนาดีกรีความรุนแรงไปตามลำดับ   


- การกล่าวว่า "อนุสัยเป็นสัมปยุตธรรม" นั้น เป็นการกล่าวเรียกในเชิงย้อนปัจจุบันไปหาอดีต (ปัจจุบันสันตติ) คือ ในปัจจุบัน สภาพธรรม มี โลภะ,โทสะ,โมหะ...เป็นต้น ประกอบปรากฏอยู่กับจิต ซึ่งปัญญาของบัณฑิตรู้ได้ ก็เลยทำให้มีการร้องเรียกสืบต่อติดมาตั้งแต่สภาพธรรมเหล่านั้นยังเป็นอนุสัยว่า "อนุสัยเป็นสัมปยุตตธรรม" (หลาย ๆ คน ก็เลยโมเมเอาว่า อนุสัยประกอบกับจิตเป็นสัมปยุตตธรรมที่ประกอบกับจิตแล้ว) 

     อุปมาเหมือน การกล่าวว่า "พระพุทธเจ้าประสูตรที่ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ" ซึ่งตอนที่ประสูตรนั้น ใคร ๆ ก็ทราบว่า พระองค์ยังไม่ได้เป็นพุทธเจ้า พระองค์เป็นพระราชกุมาร เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้น อีกตั้ง ๓๕ ปีต่อมา พระองค์จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อได้ตรัสรู้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวงกรุงราชคฤห์ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี, แต่เวลามีคำถามว่่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ไหน ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "พระองค์ทรงประสูตรที่ลุมพินีวัน" ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเลย แต่ทุกคนก็เรียกว่า พระพุทธเจ้าประสูติที่นั่น เพราะอาศัยการณ์ในปัจจุบันที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เรียกย้อนไปหาอดีตของพระองค์ เป็นการกระทำที่เรียกว่า "ทำสิ่งที่แตกต่างกันให้เหมือนกัน คือไม่ให้แตกต่างกัน" คือตอนที่ประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ กับตอนที่เป็นพระพุทธเจ้า ต่างขณะกัน, แต่ก็กระทำให้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน คือ เรียกตอนที่พระองค์ประสูติกับตอนที่พระองค์ตรัสรู้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน (คือเรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้าประสูติ-ตรัสรู้) ทั้ง ๆ ที่ตอนประสูติยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า, ตอนที่เป็นพระพุทธเจ้าก็คนละขณะกับที่ประสูติที่ลุมพินีวัน คำพูดในลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า เป็น "วังกโวหาร คำพูดอ้อม" ซึ่งมีใช้ทั่วไปในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา...ฯ     


- คำถามที่ว่า "เมื่ออนุสัย ยังไม่ประกอบกับจิต แล้วอนุสัยอยู่ที่ไหน" ?  

- คำตอบคือ เขามีอยู่ แต่เป็นอัพโพหาริก (กล่าวไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน) แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม เขาก็เกิดขึ้น ตามอำนาจของเหตุ-ปัจจัย เพราะอำนาจของเหตุ-ปัจจัย นี่แหละ ที่ทำให้พระพุทธศาสนา ไม่ตกไปข้างฝ่ายสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ...ฯ


------------/ นิติเมธี /------------

[full-post]


อะไรคือ สิ่งที่จะทำให้ วิชชาปรากฏ อวิชชาหายไป

() อวิชชา มี ๓ ระดับ 

    - ระดับวีติกกมะ  คือประกอบอยู่กับอกุศลจิต ๑๒ ขณะที่กระทำกายทุจริต ๓, วจีทุจริต ๔ 

    - ระดับที่เป็นปริยุฏฐาน คือกลุ้มรุมอยู่ภายในจิต (เกิดประกอบกับจิตแล้ว) โดยฐานที่เป็นนิวรณ์ธรรม (อวิชชานิวรณ์)

    - ระดับที่เป็นอนุสัย คือยังไม่ประกอบกับจิต แต่มีอยู่โดยฐานที่ยังละไม่ได้ด้วยอรหัตตมรรค 

() ถ้าอวิชชายังมีอยู่ในระดับที่เป็นอนุสัย (ยังไม่เข้าประกอบกับจิต) ยังไม่อาจทำอันตรายหรือปิดบังปัญญาได้ หรือแม้อนุสัยอื่น ๆ มีกามราคานุสัยเป็นต้น หากอยู่ในระดับอนุสัย ย่อมไม่เป็นอันตรายแก่การบรรลุมรรค เช่น ปุถุชนผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนถึงโสดาปัตติมรรค อวิชชานุสัย ก็ยังมีอยู่ (ย้ำว่ามีอยู่โดยความเป็นอนุสัย) แต่ก็ไม่ทำอันตรายแก่การบรรลุโสดาปัตติมรรคได้...ฯ ถึงผลเสกขบุคคล ๓ ก็ยังมีอวิชชานุสัยอยู่ ต่อเมื่อทำอรหัตตมรรคให้เกิดขึ้นได้เท่านั้น อนุสัยจึงนับว่าไม่มี เพราะถูกอรหัตตมรรคนั้นถอนเรียบร้อยแล้ว (อวิชฺชานุสโย จตุตฺถมคฺเคน สมุจฺฉินฺโน)


* อะไรคือ สิ่งที่จะทำให้ วิชชาปรากฏ?

    - วิชชา องค์ธรรมได้แก่ ปัญญา ความรู้ ที่อยู่ในมหากุศลจิต (เป็นบุรพภาค)...และในมรรคจิต (อันเป็นส่วนเบื้องปลาย "ปริโยสาน")  

* แล้วทำอย่างไร จึงจะให้กุศลจิตเกิด และมีปัญญาเข้าประกอบด้วย?  

    - อันดับแรก คือ มีโยนิโสมนสิการ (ชวนะปฏิปาทกมนสิการ คือมโนทวาราวัชชนจิต ขณะทำหน้าที่ตัดสินอารมณ์ให้ชวนะเกิด) ได้แก่ มีจักรธรรม ๔ คือ ปุพเพกตปุญญตา, ปฏิรูปเทสวาสะ, สัปปุริสูปัสสยะ,อัตตสัมมาปณิธิ (คือจักรธรรม ๔ อย่างนี้เอง จะเป็นตัวกระตุ้น โดยความเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยให้มโนทวาราวัชชนะ ตัดสินอารมณ์ไปในทางที่ดี แล้วเป็นเหตุให้กุศลชวนะ (มหากุศลจิต) เกิดขึ้นทำหน้าที่ชวนะในวิถีจิต ทั้งปัญจทวารวิถีและมโนทวารวิถี) เมื่อเป็นกุศลชวนะ วิชชา (ปัญญา) จึงจะมีโอกาสได้ช่องเกิด,  ถ้าชวนะเป็นอกุศล เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ ไม่ต้องไปกล่าวถึง วิชชา หรือปัญญา เลย (วิชชาไม่มีโอกาสเกิดได้อยู่แล้ว) 

    - ต่อจากนั้น เจริญวิปัสสนากรรมฐาน คือใช้มหากุศลจิต อันเกิดแต่โยนิโสมนสิการนั้น เพ่งอารมณ์คือสังขารธรรมรูป-นาม โดยลักขณูปนิชฌาน ตามแนวทาง วิสุทธิ ๗, สติปัฏฐาน ๔, ญาณ ๑๖... 

    - ปัญญาที่เกิดขึ้นในมหากุศล อันสำเร็จมาจากการอบรมด้วยดี (ภาวนามยญาณ) นั้น เรียกว่า เป็นวิชชาแรก (วิปัสสนาญาณ) ในบรรดาวิชชา ๘ อย่าง

    - ในขณะอบรมจิต เจริญวิปัสสนา เห็นสังขารธรรมโดยความเป็นรูป-นาม...เป็นไตรลักษณ์อยู่นั้น, อวิชชา คือ โมหะ ไม่มีโอกาสประกอบในจิตได้เลย...เพราะอวิชชาต้องประกอบกับจิตที่เป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะที่ทำหน้าที่ชวนะเท่านั้น...เมื่ออกุศลจิตไม่เกิด อวิชชาก็ถือว่ายังไม่เกิด, คือไม่ประกอบกับจิต ... แต่ถามว่า ผู้นั้นยังมีอวิชชาอยู่ไหม? ต้องตอบว่า "มีอยู่" (ถ้าตอบว่าไม่มี แล้วจะไปต่างอะไรกับพระอรหันต์) มีอยู่โดยความเป็นธรรมที่ยังละไม่ได้ มีอยู่โดยความเป็นอนุสัย (สันตานานุสัย) (ตั้งแต่ภังคญาณเป็นต้นไป ท่านจัดว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า "ปหาณปริญญา", อารัมมณานุสัย ถูกประหาณไปได้ด้วยตทังคปหาณ) 

    - เมื่อถึงโคตรภูญาณ ...ต่อด้วยมรรคญาณ ...ปัญญานั้นพร้อมด้วยองค์มรรคอื่น ๆ มีวิตกเป็นต้น ก็ถอนอนุสัย (ตามสมควรแก่มรรค) เป็นสมุจเฉทปหาณ....ฯ 


*สรุปย่อ ๆ ว่า วิชชา (ปัญญา) เกิดได้อย่างไร เพียงเท่านี้...


     

[full-post]


อนุสัย เกิดเวลาไหน และอย่างไร?


      วิปัลลาสต่าง ๆ มีนิจจสัญญาวิปัลลาสเป็นต้น ที่ "อนิจจานุปัสสนา" ได้ประหาณไปแล้วนั้นเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ? ตอบว่าไม่ใช่เป็นกาลใดๆ ทั้งสิ้นเป็นกาลวิมุตติกิเลส (กาลวิมุตติเทียม) คือ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานโดยความยังไม่ปรากฎเป็นสภาวปรมัตถ์

      จริงอยู่ ในบรรดากิเลสต่างๆ เหล่านั้น กิเลสที่เป็นอดีตก็ได้ดับไปแล้วในอนาคตก็ยังไม่เกิดเพียงแต่จักเกิดขึ้นเท่านั้น สำหรับปัจจุบันกิเลสนั้นเล่าก็ไม่มีเพราะในขณะนั้นมีแต่มหากุศลจิต คือ อนิจจานุปัสสนาเกิดอยู่ ดังนั้นกิเลสที่ได้ประหาณไปแล้วนั้นจะเรียกว่าเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบันแต่อย่างใดๆ ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น จึงเป็นกาลวิมุตติแห่งกิเลส คือ อนุสัยนั้นเอง 

      ในบรรดากิเลสต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องอยู่ในกาล ๓ และพ้นจากกาล ๓ นั้น อนาคตกิเลสกับอนุสัยกิเลสนี้มีสภาพคล้ายๆ กันโดยความที่ยังไม่ปรากฎเป็นสภาวปรมัตถ์ แต่เมื่อว่าโดยการเกิดขึ้นแล้วก็ต่างกันคือ กิเลสที่จักเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นอนาคตกิเลส ดังเช่นในขณะที่มีความยินดีพอใจอยู่นั้นในขณะนั้นกิเลสอื่น ๆ นอกจากโลภะ โมหะนี้เป็นอนาคตกิเลส ขณะที่มีความกลุ้มใจเสียใจโกรธเคืองอยู่นั้น ในขณะนั้นกิเลสอื่นที่นอกจากโทสะ โมหะ นี้เป็นอนาคตกิเลส ขณะที่ไม่มีความเชื่อ ความเลื่อมใสคงมีแต่ความลังเล สงสัยในสิ่งที่ควรเชื่อ มีคุณของพระรัตนตรัยเป็นต้นอยู่นั้น ในขณะนั้นกิเลสอื่นๆ ที่นอกจากโมหวิจิกิจฉานี้เป็นอนาคตกิเลสเพราะว่าจักเกิดต่อไปอย่างแน่นอน กิเลสที่จักเกิดไม่แน่นอนเป็นอนุสัยกิเลส และอนุสัยกิเลสนี้เมื่อว่าโดยธรรมาธิษฐานแล้วมีอยู่อย่างเดียว คือจักเกิดไม่แน่นอน แต่เมื่อว่าโดยบุคคลอันเป็นที่นอนเนื่องอยู่แห่งอนุสัยกิเลสนี้แล้วก็มีอยู่ด้วยกัน ๔ จำพวก คือ :

๑) พวกที่อนุสัยกิเลสจักเกิดโดยแน่นอน

๒) พวกที่อนุสัยกิเลสจักเกิดไม่แน่นอน

๓) พวกที่อนุสัยกิเลสจักไม่เกิดแน่นอน

๔) พวกที่อนุสัยกิเลสจักไม่เกิดแต่ก็ไม่แน่นอน

      ในบรรดา ๔ อย่างนี้ผู้ที่กำลังบริจาคทาน รักษาศีล เจริญกาวนา นอนหลับอยู่ อนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้จักเกิดโดยแน่นอน ผู้ที่ปฏิสนธิด้วยติเหตุกำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่อย่างเคร่งครัดพร้อมกับอธิษฐานใจว่า จักปฏิบัติจนกระทั่งได้มรรคผล อนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้บางอย่างหรือทั้งหมดจักเกิดไม่แน่นอน ผู้ที่ปฏิบัติได้สำเร็จมรรคผลแล้วอนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้บางอย่างหรือทั้งหมดจักไม่เกิดแน่นอน แล้วแต่มรรคผลที่ตนได้ และโทสะอนุสัยกิเลสของพรหมโสดาบัน สกทาคามีก็จะไม่เกิดแน่นอนเช่นกันผู้ที่ปฏิสนธิด้วยติเหตุ ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเคร่งครัดพร้อมกับอธิษฐานใจว่า จักปฏิบัติจนกระทั่งได้มรรคผล อนุสัยกิเลสของบุคคลเหล่านี้บางอย่างหรือทั้งหมดจักไม่เกิดแต่ไม่แน่นอน และโทสะอนุสัยกิเลสของพรหมปุถุชนที่กำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ก็จักไม่เกิดแต่ไม่แน่นอน ดังนั้นเมื่อจะสรุปแล้วอนุสัยกิเลสนี้ ถ้าไม่ยกบุคคลขึ้นมากล่าวคงกล่าวเฉพาะแต่สภาพความเป็นจริงตามธรรมาธิษฐานแล้ว เป็นอนาคตกิเลสไม่ได้เลย คงเป็นแต่กาลวิมุตติกิเลสเท่านั้น แต่ถ้ายกบุคคลขึ้นมากล่าวอนุสัยกิเลสนี้จัดเป็นอนาคตกิเลสก็มี ไม่เป็นอนาคตกิเลสก็มี การนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส และธรรมที่ประหาณการนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส นี้มีอยู่ ๒ ประการคือ

      ๑. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในการเกิดขึ้นสืบต่อแห่งรูปนาม ชื่อว่าสันตานานุสยกิเลส

      ๒. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ที่เป็นปียรูป สาตรูป อปิยรูป อสาตรูป ชื่อว่า อารัมมณานุสยกิเลส

      ใน ๒ ประการนี้ มรรคทั้ง ๔ ทำการประหาณสันตานานุสยกิเลส วิปัสสนาญาณที่มีรูปนามเป็นอารมณ์ทำการประหาณอารัมมณานุสยกิเลส ฉะนั้นอนุสัยกิเลสที่อนิจจานุปัสสนา เป็นต้น ได้ประหาณไปนั้นเป็นอารัมมณานุสยกิเลส ส่วนสันตานานุสยกิเลสนั้นเมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ตราบใด แม้ว่าผู้นั้นจะได้เคยปฏิบัติวิปัสสนามาแล้วหลายครั้งหลายหนหรือกำลังปฏิบัติอยู่ก็ตาม หรือผู้ที่เป็นฌานลาภี อภิญญาลาภี ทำฤทธิ์เดชต่างๆ นานาได้ก็ตาม หรือจะได้ไปบังเกิดเป็นพรหมติดต่อกันหลายภพหลายชาติก็ตาม สันตานานุสยกิเลสก็ยังคงมีอยู่เต็มที่เป็นปกติ โดยอาการที่ยังมิได้ถูกประหาณลงเลยแม้แต่เล็กน้อย สำหรับอารัมมณานุสยกิเลสนั้น เมื่อวิปัสสนาญาณของพระโยคี ได้เข้าถึงขั้นภังคญาณอารัมมณานุสยกิเลสก็ถูกประหาณลงทันทีตั้งแต่ญาณนี้เรื่อยๆ ไป ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระวิภังคบาลีว่า :

      สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฎิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ราคานุสโย อนุเสติ, : โลเก อปฺปิยรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตาน ปฏิฆานุสโย อนุเสติ, อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา, ตเทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ทฏฺฐพฺพา ฯ

      แปลความว่า อนุสัยกิเลสมี ๗ อย่าง คือธรรมชาติที่ยินดีพอใจรักใคร่ในกามคุณอารมณ์ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานธรรมชาติที่คับแค้นใจในอารมณ์นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ธรรมชาติที่ถือตัวนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ธรรมชาติที่เห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ธรรมชาติที่สงสัยในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูอาจารย์ นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ธรรมชาติที่ยินดีพอใจในภพชาตินอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ธรรมชาติที่หลงอยู่ในเรื่องเห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน (นี้เป็นสันตานานุสยกิเลส) ปียรูปสาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลกคือสังขารธรรมรูปนามภายในตน กามราคะและภวราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูป สาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีเหล่านี้, อปียรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่น่ารักไม่น่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลกคือสังขารธรรมรูปนามภายในตน ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในอปียรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่รักไม่น่ายินดีเหล่านี้

      เมื่อเป็นดังนี้ อวิชชานุสัยเล่า ก็ย่อมนอนเนื่องอยู่ในราคะและปฎิฆะ ทั้ง ๒ นี้ด้วย ส่วน มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ ก็ย่อมตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับจิตที่มีอวิชชา (นี้เป็นอารัมมณานุสยกิเลส) นักศึกษาทั้งหลายพึงทราบดังนี้ 

      "สันตานานุสัยกิเลส" กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานโดยอาการที่ยังไม่ปรากฏเป็นสภาวปรมัตถ์ คือยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ (เกิด ตั้ง ดับ) นั้นได้ชื่อว่า "สันตานานุสยกิเลส" ดังนั้น ผู้ที่ยังมิได้ทำการประหาณอนุสัยกิเลสโดยสมุจเฉทนั้นได้ ชื่อว่าเป็นปุถุชน และปุถุชนคนเหล่านี้แม้ว่าจะยังเป็นเด็กอยู่ในครรภ์มารดาก็ตาม เป็นเด็กเล็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่แก่เฒ่าลงไปก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ บรรพชิตก็ตาม ได้ฌานอภิญญา เหาะดำดินไปได้ก็ตาม แม้ที่สุดจะได้บังเกิดเป็นพรหมอยู่หลายภพหลายชาติก็ตาม ปุถุชนคนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ที่มีอนุสัยกิเลสอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าจะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน สกทาคามีแล้วก็ตาม อนุสัยกิเลสอีก ๕ อย่างก็ยังเหลืออยู่ ยังหาได้ประหาณให้หมดไปไม่ คงประหาณได้แต่ทิฏฐิ วิจิกิจฉานุสัย ๒ อย่างนี้เท่านั้น ครั้นเป็นพระอนาคามี ก็ประหาณเพิ่มได้อีก ๑ คือ ปฏิฆานุสัย (และกามราคานุสัย) ส่วน ภวราคะ มานะ อวิชชานุสัย ทั้ง ๓ ก็ยังมีอยู่หาได้หมดไปไม่

      ฉะนั้นบุคคลทั้ง ๔ จำพวกนี้จึงยังนับว่ามีอนุสัยกิเลสอยู่ อุปมาเหมือนกับคนไข้ที่ยังไม่หายไข้ มีผู้มาถามว่าท่านสบายดีหรือ ? แม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้เป็นไข้แต่ก็ตอบว่าเป็นไข้อยู่ โดยมาคำนึงนึกถึงไข้ที่เคยเป็นมาแล้วและจักเป็นอีกในวันหน้า หรืออุปมาเหมือนกับผู้ที่ยังมิได้มีการเว้นขาดจากการรับประทานเนื้อ เมื่อถูกถามว่าท่านรับประทานเนื้อหรือเปล่า ? ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้รับประทานอยู่ก็จริงแต่ก็ตอบว่าข้าพเจ้ารับประทานอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามาคำนึงนึกถึงที่ได้เคยรับประทานมาและจักรับประทานอีกในวันหน้า สมดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในอนุสยยมกว่า :

      ยสฺส กามราคานุสโย อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อุปฺปชฺชตีติ ?

      กามราคานุสัย เกิดอยู่แก่บุคคลใด, ปฏิฆานุสัยก็เกิดอยู่ แก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ? 

      อามนฺตา ใช่  

      การที่ทรงวิสัชนาดังนี้ก็เพราะทรงหมายถึงความที่ยังเป็นอนุสัยอยู่ โดยอาการที่เคยเกิดและจักเกิดดังที่ได้ยกอุปมามาเปรียบเทียบให้เห็นแล้วทั้ง ๒ ข้อนั้น แต่ถ้าจะถามว่า

      ยสฺส กามราโค อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิโฆ อุปฺปชฺชตีติ ?

      กามราคะกำลังเกิดแก่บุคคลใด ปฏิฆะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม ?

      วิสัชนาว่า นุปฺปชฺชติ ไม่ใช่กำลังเกิด

      อนึ่ง อนุสัยกิเลสทั้ง ๗ ประการนี้เมื่อปรากฎขึ้น โดยความเป็นสภาวปรมัตถ์ คือเข้าถึงปริยุฏฐานแล้วนั้นเกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี เกิดไม่พร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี แต่เมื่อยังเป็นอนุสัยอยู่นั้น (ยังไม่ประกอบกับจิต) กล่าวได้แต่เพียงว่า "นอนเนื่องอยู่" เมื่อยังละไม่ได้ด้วยมรรคทั้ง ๔ ก็ต้องกล่าวว่า "มีอยู่" แต่จะมีอยู่โดยประการใดนั้น ไม่อาจกล่าวได้ (อัพโพหาริก) อุปมาเหมือนกับเมล็ดมะม่วง เมื่อยังไม่นำไปปลูก บุคคลจะผ่าดูว่า หน่อ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก...มีอยู่ในเมล็ดมะม่วงหรือไม่ เมื่อผ่าดูแล้วก็ไม่เห็นมีหน่อ ลำต้น กิ่ง.....แต่อย่างใดเลย แต่พอครั้งเอาเมล็ดมะม่วงไปปลูก...เมื่อได้เหตุปัจจัยพอเหมาะ เมล็ดมะม่วงนั้นก็แตกหน่อ เป็นลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก และผลในเวลาต่อมา...หน่อ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ของมะม่วง ตอนผ่าดู ไม่เห็น ไม่ปรากฎ ฉันใด, อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ที่ยังละไม่ได้ ก็ไม่อาจจะเห็นได้ ฉันนั้น...แต่เมื่ออนุสัยนั้น ได้เหตุปัจจัย (อโยนิโสมนสิการ) ตรงโวฏฐัพพนในปัญจทวาร, และมโนทวาราวัชชนในมโนทวารวิถี (ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย) ก็จะปรากฎในจิตทันที ขณะที่จิตนั้นเป็นอกุศลชวนะ คือเข้าถึงความเป็นอุปปาทักขณะพร้อมกับการเกิดขึ้นของอกุศลจิต เหมือนกับหน่อหรือลำต้นที่แตกออกมาจากเมล็ดมะม่วง ปรากฏให้บุคคลได้เห็น, หน่อหรือลำต้นมะม่วง ไม่ใช่เมล็ดมะม่วง เมล็ดมะม่วงก็ไม่ใช่หน่อหรือต้น แต่ทั้งหน่อหรือลำต้น เกิดมาจากเมล็ดมะม่วงที่เขาเอาไปฝังดินนั้น ฉันใด, อนุสัย ที่มองไม่เห็น แต่พอประกอบในอกุศลจิต ก็กล่าวได้ว่าเกิด หรือประกอบในอกุศลจิต ตอนที่ประกอบในอกุศลจิต เขาได้เปลี่ยนสถานะจากอนุสัยไปเป็นปริยุฏฐานะแล้ว ไม่ใช่อนุสัยเช่นเดิม,

คำว่า "ปริยุฏฐานะ" แปลว่า กลุ้มรุมจิต ทำให้จิตเศร้าหมอง (อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ กิลิฏฺฐํ) เขาต้องประกอบกับจิตเท่านั้น จึงจะเรียกว่า "กลุ้มรุมจิต, และทำให้จิตเศร้าหมองได้" ถ้ายังไม่ประกอบกับจิต จะทำให้จิตเศร้าหมองไม่ได้ (ดู สงฺกิลิฏฺฐติก ในติกมาติกา, หรือดูจากพระดำรัสว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ....") ปริยุฏฐานกิเลส ปรากฎให้เห็นในปัญญาของบัณฑิตได้ และก็กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า อยู่ในจิตดวงใดบ้าง, ในบางครั้ง ท่านก็ยังเรียกว่า "อนุสัยประกอบอยู่ในโลภมูลจิตบ้าง,โทสมูลจิตบ้าง,โมหมูลจิตบ้าง" ทั้งนี้โดยอาศัยความสืบต่อขณะที่เป็นอนุสัยนั้นเอง มาเรียกชื่อว่าเป็นอนุสัยประกอบอยู่กับจิต, เหมือนกับการตอบคำถาม ที่มีผู้ถามว่า "พระพุทธเจ้าประสูติที่ใด, ผู้คนก็ตอบว่า "ที่ลุมพินีวัน" จริง ๆ แล้ว ตอนที่ประสูติกาลที่ลุมพินีวัน ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า, ยังเป็นปุถุชน เป็นพระโพธิสัตว์อยู่...แต่เมื่อเวลาผู้คนกล่าวถึงการประสูติของพระพุทธเจ้า ก็กล่าวว่าประสูติที่ลุมพินีวัน... เพราะอาศัยปัจจุบันสันตติ ย้อนสถานะที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ขณะปัจจุบัน ไปหาอดีตที่พระองค์ประสูติซึ่งยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า....       

     การนอนเนื่องอยู่ของอนุสัยทั้ง ๗ อย่าง ย่อมมีแก่บุคคลผู้ยังละอนุสัยไม่ได้เลย เหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงแสดงในอนุสยยมกว่า :

      ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสตีติ ?

      กามราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของบุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของบุคคลนั้นใช่ไหม ? 

      อามนฺตา ใช่ 

(สรุปสั้น ๆ ว่า บุคคลที่ยังมีกามราคานุสัยอยู่ คือ ปุถุชน ๔ และ โสดาบัน, สกทาคามี ยังถือว่า ต้องมีปฏิฆานุสัยอยู่แน่ ๆ ท่านจึงตอบว่า "อามันตา") 

      ฉะนั้น การประหาณสันตานานุสัยกิเลสได้โดยเด็ดขาดนั้นก็มีแต่มรรคญาณอย่างเดียว สำหรับวิปัสสนาญาณนั้นคงประหาณได้ด้วยตทังคปหานเท่านั้น ส่วนฌานสามารถประหาณด้วยวิกขัมภนะคือด้วยการข่มไว้เป็นเวลานาน ๆ คือหลายวันหลายเดือนหลายปีหลายมหากัปอารัมมณานุสัยกิเลส การเกิดขึ้นของกิเลสโดยไม่สิ้นสุดในอารมณ์ที่ยังมิได้

มีการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยวิปัสสนาญาณ มรรคญาณ กิเลสนี้ชื่อว่าอารัมมณานุสัยกิเลส ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานโอวาทแก่บรรดาภิกษุทั้งหลายว่า :- สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย ราคานุสโย ปหาตพฺโพ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหาตพโพ, อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหาตพุโพ ฯ (มาในเวทนา สังยุตตพระบาลี) 

     แปลความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายควรละราคานุสัยในการเสวยสุข ควรละปฏิฆานุสัยในการเสวยทุกข์ ควรละอวิชชานุสัย ในการเสวย ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์

     พระโอวาทนี้ทรงมุ่งหมายถึง "อารัมมณานุสัยกิเลส" ทั้งพระอรรถกถาจารย์ก็ยังได้กล่าวไว้ว่า - อิมสฺมึ สุตฺเต อารมฺมณานุสโย กถิโต ในสูตรที่มี สุขาย ภิกุขเว เวทนาย เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอารัมมณานุสัยกิเลส แต่ก็หาได้ทรงชี้แจงถึงข้อปฏิบัติที่จะทำการละ "อารัมมณานุสัยกิเลส" นี้แต่ประการใด ไม่เพียงแต่ทรงเตือนให้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ เท่านั้น เพราะว่าถ้าภิกษุทั้งหลายมิได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ แล้วก็ไม่มีทางอื่นใดที่จะทำการประหาณอารัมมณานุสัยกิเลสนี้ได้ ถ้าว่าได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้อยู่โดยเคร่งครัดแล้ว ก็จะกล่าวได้ว่ามีการละกิเลสในการเสวยอารมณ์นั้นๆ ได้ ดังที่พระฎีกาจารย์ได้แสดงไว้ในอานาปานัสสติกรรมฐานแห่งวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า : อนิจฺจานุปสสนา ตาว ตทงฺคปฺปหานวเสน นิจฺจสญฺญํ ปริจฺจชติ ปริจฺจชนฺตี จ ตถา อปุปวตฺติยํ เย นิจฺจนฺติ ตณฺหาวเสน กิเลสา ตมมูลกา อภิสงฺขารา ตทุภยมูลกา จ วิปากา ขนฺธา อนาคเต อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต สพฺเพ อปฺปวตฺติกรณวเสน ปริจฺจชติ ตถา ทุกฺขานุปสฺสนาทโย เตนาห วิปสฺสนา หิ ตทงฺควเสน สทฺธึ ขนฺธาภิสงฺขาเรหิ กิเลเส ปริจฺจชตีติ ฯ

     แปลความว่า อนิจจานุปัสสนาที่แสดงในอันดับแรกนี้ย่อมสละละทิ้งนิจสัญญาด้ายอำนาจแห่งตทังคประหาณ เมื่ออนิจจานุปัสสนาได้สละละทิ้งนิจจสัญญาได้แล้ว ถ้าหากว่ามิได้มีการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงโดยอาการดังที่กล่าวนี้ กิเลสต่าง ๆ อาจเกิดได้ในภายหลังด้วยอำนาจแห่งความยึดถือว่ารูปนามนี้เที่ยง และอภิสังขารคือ อกุศลโลกียกุศลกรรมที่มีกิเลสเป็นมูลก็ดี วิบากนามขันธ์อันเป็นตัวภพใหม่ที่มีกรรมและกิเลสทั้ง ๒ นี้เป็นมูลก็ดีอาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง อนิจจานุปัสสนาที่สละละทิ้งนิจจสัญญาได้นั้น ย่อมสละละทิ้งกิเลสกรรมวิบาก แม้เหล่านี้ทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้นได้พร้อมกันอีกด้วย ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา ที่สละละทิ้งสุขสัญญา อัตตสัญญาเป็นต้นได้นั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ เพราะฉะนั้นพระมหาพุทธโฆษาจารย์จึงได้แสดงไ ว้ในวิสุทธิมรรคว่า วิปัสสนาญาณย่อมสละกิเลสพร้อมด้วยวิบากนามขันธ์และอภิสังขารด้วยอำนาจตทังคปหาน

--------------//---------------


[full-post]

 


การนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส และธรรมที่ประหาณ

การนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส นี้มีอยู่ ๒ ประการคือ


….. ๑. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในการเกิดขึ้นสืบต่อแห่งรูปนาม ชื่อว่า “สันตานานุสยกิเลส”

….. ๒. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ที่เป็นปียรูป สาตรูป อปียรูป อสาตรูป (โลกียจิต ๘๑,เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘) ชื่อว่า “อารัมมณานุสยกิเลส”

….. ใน ๒ ประการนี้ มรรคทั้ง ๔ ทำการประหาณสันตานานุสยกิเลส วิปัสสนาญาณที่มีรูปนามเป็นอารมณ์ทำการประหาณอารัมมณานุสยกิเลส ฉะนั้นอนุสัยกิเลสที่อนิจจานุปัสสนา เป็นต้น ได้ประหาณไปนั้นเป็นอารัมมณานุสยกิเลส ส่วนสันตานานุสยกิเลสนั้นเมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ตราบใด แม้ว่าผู้นั้นจะได้เคยปฏิบัติวิปัสสนามาแล้วหลายครั้งหลายหนหรือกำลังปฏิบัติอยู่ก็ตาม หรือผู้ที่เป็นญานลาภี อภิญญาลาภี ทำฤทธิ์เดชต่างๆ นานาได้กี่ตาม หรือจะได้ไปบังเกิดเป็นพรหมติดต่อกันหลายภพหลายชาติก็ตาม สันตานานุสยกิเลสก็ยังคงมีอยู่เต็มที่เป็นปกติ โดยอาการที่ยังมิได้ถูกประหาณลงเลยแม้แต่เล็กน้อย

….. สำหรับอารัมมณานุสยกิเลสนั้น เมื่อวิปัสสนาญาณของพระโยคีได้เข้าถึงขั้นภังคญาณ อารัมมณานุสยกิเลสก็ถูกประหาณลงทันทีตั้งแต่ญาณนี้เรื่อยๆ ไป ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระวิภังคบาลีว่า :

….. สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปียรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ราคานุสโย อนุเสติ, ยํ โลเก อปฺปียรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ปฏิฆานุสโย อนุเสติ อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา, ตทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฉา จ ทฏฺฐพฺพา ฯ

แปลความว่า อนุสัยกิเลสมี ๗ อย่าง คือ

….. – กามราคานุสัย ธรรมชาติที่ยินดีพอใจรักใคร่ในกามคุณอารมณ์ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

….. – ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติที่ขัดแค้นในอารมณ์นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

….. – มานานุสัย ธรรมชาติที่ถือตัวนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

….. – ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติที่เห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

….. – วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติที่สงสัยในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูอาจารย์ นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

….. – ภวราคานุสัย ธรรมชาติที่ยินดีพอใจในภพชาตินอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน

….. – อวิชชานุสัย ธรรมชาติที่หลงอยู่ในเรื่องเห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน (นี้เป็นสันตานานุสยกิเลส)

….. ปียรูปสาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลก คือสังขารธรรมรูปนามภายในตน กามราคะและภวราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในปียรูป สาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีเหล่านี้ อปียรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่น่ารักไม่น่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลกคือสังขารธรรมรูปนามภายในตน ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในอปียรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่รักไม่น่ายินดีเหล่านี้ เมื่อเป็นดังนี้ อวิชชานุสัยก็ย่อมนอนเนื้องอยู่ในราคะและปฏิฆะ ทั้ง ๒ นี้ด้วย ส่วน มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ แม้เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับจิตที่มีอวิชชา (นี้เป็นอารัมมณานุสยกิเลส) นักศึกษาทั้งหลายพึงทราบดังนี้

….. สันตานานุสัยกิเลส กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานโคยอาการที่ยังไม่ปรากฏเป็นสภาวปรมัตถ์ คือยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ (เกิด ตั้ง ดับ) นั้นได้ชื่อว่า “สันตานานุสยกิเลส” ดังนั้น ผู้ที่ยังมิได้ทำการประหาฌอนุสัยกิเลสโดยสมุจเฉทนั้นได้ชื่อว่าเป็นปุถุชน และปุถุชนคนเหล่านี้แม้ว่าจะยังเป็นเด็กอยู่ในครรภ์มารคาก็ตาม เป็นเด็กเล็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่แก่เฒ่าลงไปก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ บรรพชิตก็ตาม ได้ฌานอภิญญา เหาะดำดินไปได้ก็ตาม แม้ที่สุดจะได้บังเกิดเป็นพรหมอยู่หลายภพหลายชาติก็ตาม ปุถุชนคนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ที่มีอนุสัยกิเลสอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าจะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน สกทาคามีแล้วก็ตาม อนุสัยกิเลสอีก ๕ อย่างก็ยังเหลืออยู่ ยังหาได้ประหาณให้หมดไปไม่ คงประหาณได้แต่ทิฏฐิ วิจิกิจฉานุสัย ๒ อย่างนี้เท่านั้น ครั้นเป็นพระอนาคามี ภวราคะ มานะ อวิชชานุสัย ทั้ง ๓ ก็ยังมีอยู่ หาได้หมดไปเพียงขั้นนี้ไม่

….. ฉะนั้นบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนี้จึงยังมีอนุสัยกิเลสอยู่ อุปมาเหมือนกับคนไข้ที่ยังไม่หายไข้ มีผู้มาถามว่าท่านสบายดีหรือ ? แม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้เป็นไข้แต่ก็ตอบว่าเป็นไข้อยู่ โดยมาคำนึงนึกถึงไข้ที่เคยเป็นมาแล้วและจักเป็นอีกในวันหน้า หรืออุปมาเหมือนกับผู้ที่ยังมิได้มีการเว้นขาดจากการรับประทานเนื้อ เมื่อถูกถามว่าท่านรับประทานเนื้อหรือเปล่า ? ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้รับประทานอยู่ก็จริงแต่ก็ตอบว่าข้าพเจ้ารับประทาน ทั้งนี้ก็เพราะว่ามาคำนึงนึกถึงที่ได้เคยรับประทานมาและจักรับประทานอีกในวันหน้า สมดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในอนุสยยมกว่า :


ยสฺส กามราคานุสโย อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อุปฺปชฺชตีติ ?

กามราคานุสัยกำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม ?

อามนฺตา ใช่


การที่ทรงวิสัชนาดังนี้ก็เพราะทรงหมายถึงความที่ยังเป็นอนุสัยอยู่ โดยอาการที่เคยเกิดและจักเกิดดังที่ได้ยกอุปมามาเปรียบเทียบให้เห็นแล้วทั้ง ๒ ข้อนั้น แต่ถ้าจะถามว่า


ยสฺส กามราโค อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิโฆ อุปฺปชฺชตีติ ?

กามราคะกำลังเกิดแก่บุคคลใด ปฏิฆะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม ?

วิสัชนาว่า นุปฺปชฺชติ ไม่ใช่กำลังเกิด


….. อนึ่ง อนุสัยกิเลสทั้ง ๗ ประการนี้เมื่อปรากฏขึ้นโดยความเป็นสภาวปรมัตถ์ คือเข้าถึงปริยุฏฐานแล้วนั้น ย่อมเกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี (เช่น โลภะ โมหะ), เกิดไม่พร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี (เช่น โลภะ โทสะ) แต่เมื่อยังเป็นอนุสัยอยู่นั้น ได้นอนเนื่องอยู่พร้อมกันทั้ง ๗ อย่าง สำหรับปุถุชน, นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของพระโสดาบัน,สกทาคามี ๔, นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของพระอนาคามี ๓, และไม่มีนอนเนื่องในขันธสันดานของพระอรหันต์เลย) เหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงแสดงในอนุสยยมกว่า :


ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสตีติ ?

กามราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในขันธสันคานของบุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของบุคคลนั้นใช่ไหม ?

อามนฺตา ใช่


….. ฉะนั้น การประหาณสันตานานุสัยกิเลสได้โดยเด็ดขาดนั้น ก็มีแต่มรรคญาณอย่างเดียว สำหรับวิปัสสนาญาณนั้นคงประหาณได้ด้วยตทังคปหานเท่านั้น ส่วนฌานสามารถประหาณด้วยวิกขัมภนะคือด้วยการข่มไว้เป็นเวลานานๆ คือหลายวันหลายเดือนหลายปีหลายมหากัป อารัมมณานุสัยกิเลส การเกิดขึ้นของกิเลส โดยไม่สิ้นสุดในอารมณ์ที่ยังมิได้มีการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยวิปัสสนาญาณ มรรคญาณ กิเลสนี้ชื่อว่า “อารัมมณานุสัยกิเลส” ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานโอวาทแก่บรรดาภิกษุทั้งหลายว่า :-

….. สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย ราคานุสโย ปหาตพฺโพ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหาตพโพ, อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหาตพฺโพ ฯ (มาในเวทนา สังยุตตพระบาลี)

….. แปลความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายควรละราคานุสัยในการเสวยสุข ควรละปฏิฆานุสัยในการเสวยทุกข์ ควรละอวิชชานุสัย ในการเสวย ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ พระโอวาทนี้ทรงมุ่งหมายถึง “อารัมมณานุสัยกิเลส” ทั้งพระอรรถกถาจารย์ ก็ยังได้กล่าวไว้ว่า : – อิมสฺมึ สุตฺเต อารมฺมณานุสโย กถิโต ในสูตรที่มี สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสคงอารัมมณานุสัยกิเลส แต่ก็หาได้ทรงชี้แจงถึงข้อปฏิบัติที่จะทำการละ “อารัมมณานุสัยกิเลส” นี้แต่ประการใดไม่ เพียงแต่ทรงเตือนให้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ เท่านั้น เพราะว่าถ้าภิกษุทั้งหลายมิได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ แล้วก็ไม่มีทางอื่นใดที่จะทำการประหาณอารัมมณานุสัยกิเลสนี้ได้ ถ้าว่าได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฎฐานทั้งนี้อยู่โดยเคร่งครัดแล้ว ก็จะกล่าวได้ว่ามีการละกิเลสในการเสวยอารมณ์นั้นๆ ได้ ดังที่พระฎีกาจารย์ได้แสดงไว้ในอานาปานัสสติกรรมฐานแห่งวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า :

….. อนิจฺจานุปสฺสนา ตาว ตทงฺคปฺปหานวเสน นิจฺจสญฺญํ ปริจฺจชติ ปริจฺจชนฺตี จ ตถา อปฺปวตฺติยํ เย นิจฺจนฺติ คหณวเสน กิเลสา ตมฺมูลกา อภิสงฺขารา ตทุภยมูลกา จ วิปากา ขนฺธา อนาคเต อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต สพฺเพ อปฺปวตฺติกรณวเสน ปริจฺจชติ ตถา ทุกฺขานุปสฺสนาทโย เตนาห วิปสฺสนา หิ ตทงฺควเสน สทฺธึ ขนฺธาภิสงฺขาเรหิ กิเลเส ปริจฺจชตีติ ฯ

….. แปลความว่า อนิจจานุปัสสนาที่แสดงในอันดับแรกนี้ย่อมสละละทิ้งนิจจสัญญาด้วยอำนาจแห่งตทังคประหาณ เมื่ออนิจจานุปัสสนาได้สละละทิ้งนิจจสัญญาได้แล้ว ถ้าหากว่ามิได้มีการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงโดยอาการดังที่กล่าวนี้ กิเลสต่างๆ อาจเกิดได้ในภายหลังด้วยอำนาจแห่งความยึคถือว่ารูปนามนี้เที่ยง และอภิสังขารคือ อกุศลโลกียกุศลกรรมที่มีกิเลสเป็นมูลก็ดี วิบากนามขันธ์อันเป็นตัวภพใหม่ที่มีกรรมและกิเลสทั้ง ๒ นี้เป็นมูลก็คีอาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง อนิจจานุปัสสนาที่สละละทิ้งนิจจสัญญาได้นั้น ย่อมสละละทิ้งกิเลสกรรมวิบาก แม้เหล่านี้ทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้นได้พร้อมกันอีกด้วย ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปีสสนา ที่สละละทิ้งสุขสัญญา อัตตสัญญาเป็นต้นได้นั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ เพราะฉะนั้นพระมหาพุทธ โฆษาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคว่า วิปัสสนาญาณย่อมสละกิเลสพร้อมด้วยวิบากนามขันธ์และอภิสังขารด้วยอำนาจตทังคปหาน เมื่อ “อนิจจานุปัสสนา” เกิด “ทุกขานุปัสสนา และอนัตตานุปัสสนา” ก็ย่อมเกิดขึ้นตาม

….. ในเรื่องนี้ เมื่อมีการพิจารณาเห็นว่าเป็นอนิจจะแล้วกิเลสที่เกี่ยวกับนิจจสัญญาก็เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นไม่”ได้ อันนี้เห็นได้โดยแจ้งชัดไม่มีข้อที่จะต้องสงสัย แต่ปัญหามีอยู่ว่าที่เกี่ยวกับสุขสัญญาและอัตตสัญญานั้นจะเกิดขึ้นในอารมณ์อันเดียวกันนี้ได้หรือไม่ ? แก้ว่า เกิดไม่ได้เพราะว่า ผู้ปฏิบัติที่ได้พิจารณาเห็นในอารมณ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยอำนาจการปรากฏแห่งอนิจจลักขณะคือเกิดดับๆ นั้น ครั้นได้หวนกลับไปพิจารณาดูในอารมณ์นั้นอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่เห็นว่าเป็นสุข คงเห็นว่าเป็นทุกข์ โดยการเกิดขึ้นดับไปไม่หยุดยั้ง ทั้งมิได้เห็นว่ามีตัวตนเป็นแก่นสารแต่อย่างใดเลยในอารมณ์นั้นอีกด้วย คงเห็นแต่ว่าไม่ได้อยู่ภายใต้บังกับบัญชา ไม่เป็นไปตามประสงค์ คงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ดังนั้น กิเลสที่เกี่ยวกับสุขสัญญาและอัตตสัญญา จึงเกิดขึ้นไม่ได้ในอารมณ์ที่มีการพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงดังนี้ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ใน อังคุตตรพระบาลี ว่า :

….. “อนิจฺจสญฺญา ภาเวตพฺพา อสฺมิมานํ สมุคฺฆาตาย, อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ, อนตฺตสญฺญี อสฺมิมานสมุคฺฆาตํ ปาปุณาติ ทิฏเฐว ธมฺเม นิพฺพานํ” แปลความว่า พึงเจริญอนิจจสัญญาคือความจำหมายว่าไม่เที่ยง เพื่อถอนออกเสียซึ่งอัสมิมานะที่มีอาการถือตนว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนัตตสัญญาความจำหมายว่าไม่ใช่ตน เรา เขา ย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดีแก่ผู้ที่มีการพิจารณาเห็นเป็นอนิจจะ ผู้ที่พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตะ คือไม่ใช่ตน เรา เขานั้น ย่อมเป็นผู้ที่เข้าถึงซึ่งการถอนออกแห่งอัสมิมานะที่มีอาการยกตนว่า เรา แล้วเข้าถึงนิพพาน คือความสงบแห่งกิเลสในภพที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้านี้นั่นเทียว

….. ในพระบาลีนี้คำรับรองที่เป็นพยานหลักฐานอย่างสำคัญในเรื่องนี้ ก็อยู่ตรงพระบาลีที่กล่าวว่า อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ และพระอรรถกถาจารย์ก็ยังได้กล่าวคำอธิบายขยายความตามพระบาลีนี้ไว้ใน อังคุตตรอรรถกถาอีกว่า :-

….. อนตฺตสญฺญา สณฺฐาตีติ อนิจฺจลกฺขเณ ทิฏฺเฐ อนตฺตลกฺขณํ ทิฏฺฐเมว โหติ, เอเตสุ หิ ตีสุ ลกฺขเณสุ เอเกกสฺมึ ทิฏฺเฐ อิตรทฺวยํ ทิฏฺฐเมว โหติ, เตน วุตฺตํ อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาตีติ ฯ แปลความว่า ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อนตฺตสญฺญา สญฺญาติ (อนัตตสัญญาความจำหมายว่า ไม่ใช่ตน เรา เขาย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดี) นั้น อธิบายว่า เมื่อพิจารณาเห็นการเกิดดับที่เป็นอนิจจลักขณะแล้ว ก็จักห็นอนัตตลักขณะ คือไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชามีแต่เกิดดับเป็นไปตามเหตุปัจจัยสำเร็จไปด้วย เป็นความจริงดังนั้นเมื่อได้เห็นลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาลักษณะ ๓ อย่างนั้นก็จะต้องได้เห็นลักษณะทั้ง ๒ ที่เหลืออีกด้วยอย่างแน่แท้ เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ ดูกรภิกยุทั้งหลายอนัตตสัญญาความจำหมายว่าไม่ใช่ตน เรา เขา ย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดี แก่ผู้ที่มีการพิจารณาเห็นเป็นอนิจจะ.


——–///———

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.