เลข ๕ ไม่ใช่เสียงหัวเราะ

---------------------------

เสียงหัวเราะของคน ถ้าเขียนเป็นคำไทยจะสะกดอย่างไร?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกว่า หัวเราะ คือ เปล่งเสียงแสดงความขบขัน ดีใจ ชอบใจ เป็นต้น 

แต่ไม่ได้บอกว่าเสียงแบบไหน

คำที่ชวนให้นึกถึงมากที่สุดน่าจะเป็นคำว่า “ฮา” คำนี้ใช้ในหลายสถานะ พจนานุกรมฯ บอกว่า -

ฮา-เป็นคำกริยา หมายถึง หัวเราะเสียงดังพร้อม ๆ กันเพราะขบขันหรือชอบใจ เช่น นักเรียนฮากันทั้งห้อง

ฮา-เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง อาการหัวเราะของคนหมู่มากเพราะขบขันหรือชอบใจ เช่น เสียงฮา

ฮา-เป็นคำอุทาน หมายถึง คําสร้อยที่ใช้ในบทร้อยกรอง เช่น แม่ฮา พี่ฮา

ถ้าถือตามพจนานุกรมฯ เสียงหัวเราะก็ควรจะเขียนเป็น ฮา ฮา ฮา

เสียงหัวเราะจริงอาจเป็น ฮะ ฮะ ฮะ หรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ฮะ ฮะ ฮะ

ฮา ฮา ฮา

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ฮะ ฮะ ฮะ ฮา ฮา ฮา อักษรไทยเขียนได้รูปเดียว

หะ หะ หะ หา หา หา เสียงไม่ตรงกับ ฮะ ฮะ ฮะ ฮา ฮา ฮา

แต่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อาจเขียนเป็น ห้า ห้า ห้า ได้ด้วย เสียงตรงกันเท่ากันทั้ง ๒ รูป

ถ้าตกลงให้เสียงหัวเราะเป็นเสียง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ปัญหาที่ต้องมีคำตอบก็คือ จะเขียนเป็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า หรือ ห้า ห้า ห้า หรือเขียนได้ทั้ง ๒ รูป

คำที่สะกดเป็น “ฮ่า” ไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔

คำที่สะกดเป็น “ห้า” พจนานุกรมฯ บอกความหมายว่า -

๑ จํานวนสี่บวกหนึ่ง

๒ ชื่อเดือนจันทรคติ เรียกว่า เดือน ๕ ตกในราวเดือนเมษายน

พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่า “ห้า” เป็นเสียงหัวเราะ

ส่วน “ฮ่า” แม้จะไม่มีในพจนานุกรมฯ แต่ก็อธิบายได้ว่าเพี้ยนมาจาก “ฮา” ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะนั่นเอง

ดังนั้น เสียงหัวเราะที่เราได้ยินเป็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั้น เขียนเป็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า มีเหตุผลดีกว่า ห้า ห้า ห้า

......................................................

ประเด็นที่ควรเข้าใจให้ตรงกันก็คือ คำอะไรที่ไม่มีในพจนานุกรมฯ ไม่ได้แปลว่า ใช้คำนั้นไม่ได้ หรือห้ามใช้ ข้อเท็จจริงคือ มีคำเป็นจำนวนมากที่ไม่มีในพจนานุกรมฯ แต่เราก็ใช้กันทั่วไป

ยกตัวอย่างคำเดียวที่นึกได้ เช่นคำว่า “ธรรมสวนะ” คำนี้ไม่ได้เก็บเป็นคำตั้งในพจนานุกรมฯ (“คำตั้ง” คือที่เราพูดว่า “ไม่มีในพจนานุกรมฯ”) แต่เราก็พูดและเขียนคำว่า “ธรรมสวนะ” กันอยู่ทั่วไป

ที่ว่ามาข้างต้น คำก็พจนานุกรมฯ สองคำก็พจนานุกรมฯ ไม่ได้แปลว่าบ้าพจนานุกรมฯ แต่หมายถึงการอ้างหลักที่ควรใช้ร่วมกัน

พจนานุกรมฯ อยู่ในฐานะเดียวกับกฎหมาย

กฎหมายหลายๆ เรื่องเรามีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อกฎหมายนั้นยังใช้บังคับอยู่ เราก็ต้องปฏิบัติตามเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

การสะกดคำหรือการให้ความหมายของคำในพจนานุกรมฯ หลายๆ คำเรามีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมีพจนานุกรมฯ เป็นมาตรฐานของภาษา เราก็ควรใช้ตามพจนานุกรมฯ เพื่อไม่ให้เกิดการจลาจลทางภาษา

......................................................

ย้อนไปที่เสียงหัวเราะ 

ถ้าเขียนเป็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า มีคำอธิบายที่ฟังได้ว่าเพี้ยนมาจาก ฮา ฮา ฮา

แต่ถ้าเขียนเป็น ห้า ห้า ห้า เสียงเท่ากับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็จริง แต่รูปคำไปพ้องกับ “ห้า” ที่เป็นคำบอกจำนวน ชวนให้สับสนได้ง่าย จึงไม่มีเหตุผลพอที่ควรจะเขียน ห้า ห้า ห้า

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในโลกโซเชียลก็คือ มีการเขียนคำที่เป็นเสียงหัวเราะโดยเล็งไปรูปคำ ห้า ห้า ห้า 

แต่แทนที่จะเขียนเป็น ห้า ห้า ห้า

กลับเขียนเป็นตัวเลข ๕๕๕ หรือ 555

และคนทั้งหลายต่างก็เขียนเสียงหัวเราะเป็น ๕๕๕ หรือ 555 อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยหาได้เฉลียวใจไม่ว่า ได้ช่วยกันทำให้ภาษาวิปริตผิดเพี้ยนเป็นที่สุด

.......................

ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ต้องถอยไปตั้งหลักกันที่-หลักการสื่อสารของมนุษย์

มนุษย์สื่อสารด้วยเสียงเป็นเบื้องต้น คือส่งเสียงให้ได้ยินตรงๆ อ่านความหมายเอาจากเสียง

- จากเสียงเกิดภาษา 

คือกำหนดกันว่าเสียงที่เปล่งออกมาอย่างนี้มีความหมายว่าอย่างนี้ 

ความหมาย-หรือหมายถึงสิ่งเดียวกันเรื่องเดียวกัน

แต่เสียงที่เปล่งออกมาแตกต่างกันตามเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แต่ละกลุ่ม ก็คือที่เรารู้กันว่า ของสิ่งเดียวกัน แต่ละชาติแต่ละภาษาเรียกไม่เหมือนกัน

- จากภาษาเกิดลายลักษณ์ 

คือเมื่อไม่สามารถส่งเสียงให้ได้ยินหรือแสดงท่าทางให้เห็นได้ตรงๆ ก็จึงใช้ลายลักษณ์ คือเขียนเป็นรูปหรือเครื่องหมายต่างๆ บอกให้รู้

- จากลายลักษณ์เกิดอักษร

“ลายลักษณ์” คือเขียนเป็นรูปของสิ่งนั้นๆ เช่นรูปเสือ ใครเห็นก็เข้าใจได้ว่าคือเสือ-สัตว์ชนิดหนึ่ง

“อักษร” คือเส้นที่ประดิษฐ์ขึ้นแล้วตกลงกันในกลุ่มชนนั้นๆ ว่าเส้นรูปร่างอย่างนี้ๆ หมายถึงสิ่งนั้นๆ ดังเช่นอักษรไทยเขียนว่า “เสือ” แม้ไม่เขียนเป็นรูปเสือ คนที่รู้ภาษาไทยก็สามารถเข้าใจได้ว่าอักษรรูปเช่นนี้หมายถึงเสือ

พูดลัดก็คือ การสื่อสารด้วยเสียงถ่ายออกมาเป็นรูป คืออักษร

อักษรถ่ายออกไปถึงความหมาย

เนื่องจากเสียงเดียวกันอาจหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันตามแต่เหตุการณ์แวดล้อม-ที่เราใช้คำว่า “บริบท” เพราะฉะนั้น ถ่ายเสียงเดียวกันก็จริง แต่อาจต้องใช้อักษรต่างกันเพื่อสื่อถึงความหมายที่ต่างกัน 

ลักษณะอย่างนี้ หลักภาษาไทยเรียกว่า “คำพ้องเสียง”

อ่านเหมือนกัน ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน

กรณีเช่นนี้ ตัดสินความหมายที่รูปคำ ไม่ใช่ที่เสียง

คราวนี้ย้อนไปที่เสียงหัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ซึ่งเราถ่ายเสียงเป็นรูป ๕๕๕ หรือ 555

๕๕๕ หรือ 555 เป็นคำบอกจำนวน ไม่ใช่คำบอกเสียงหัวเราะ

คำบอกเสียงหัวเราะคือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ใช่ ๕๕๕ หรือ 555

๕๕๕ หรือ 555 ในภาษาไทยถ่ายเป็นอักษรหรือคำออกเสียงเป็น ห้า ห้า ห้า ไม่ใช่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

พอจะเข้าใจหรือยังว่า การเขียนเสียงหัวเราะเป็น ๕๕๕ หรือ 555 คือการช่วยกันทำให้ภาษาวิปริตผิดเพี้ยนได้อย่างไร

.......................

ที่เขียนมานี้ ขอเรียนว่าผมเข้าใจดีถึงเหตุผลที่ว่าเป็นการเขียนเล่นสนุกๆ ไม่ใช่เรื่องจริงจัง และเป็นการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่มเฉพาะกิจเท่านั้น ไม่ใช่ภาษาทางการ 

เพราะฉะนั้น ญาติมิตรที่ชอบเล่นสนุกท่านก็ยังสามารถเขียนเสียงหัวเราะเป็น ๕๕๕ หรือ 555 ได้ต่อไปตามสบาย 

ผมแค่ชวนให้ฉุกคิด ซึ่งญาติมิตรไม่จำเป็นต้องคิด 

แม้คิดก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนผม

แถมนิดหนึ่ง-เหตุผลหนึ่งที่เรายกขึ้นมาอ้างกันก็คือ ภาษาที่ยังมีคนใช้พูดใช้เขียนกันอยู่ ที่เรียกว่า “ภาษาเป็น” จะให้คงที่อยู่ไม่ได้ จะต้องมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาหรือเป็นธรรมชาติ (และมัก “เหน็บ” เข้าให้ด้วยว่า ไม่เหมือนภาษาบาลีที่เป็น “ภาษาตาย” กี่ปีกี่ชาติก็แข็งทื่ออยู่กับที่ไม่มีชีวิตชีวา)

ขอแถมข้อชวนคิดว่า ภาษามันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ คนคือผู้ที่ทำให้ภาษาเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ทำอะไรกับภาษา เราเคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า นี่เรากำลังจะทำอะไร และทำไมจะต้องทำ การกระทำของเราเป็นการสร้างสรรค์ให้ภาษาสวยงาม หรือทำให้ภาษาเสื่อมทราม

ถ้าไม่เคยถาม ก็หัดถามซะมั่งนะครับ

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๔:๑๘

[full-post]