แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสรีภาพ แสดงบทความทั้งหมด



สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลกับการอยู่ร่วมกันในสังคม

-----------------

ถามว่า ในการอยู่ร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เราสามารถอ้าง “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ได้แค่ไหน? 

อันที่จริง ควรต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” คืออะไร คืออย่างไร 

การเดินแก้ผ้าไปในตลาด ในขณะที่คนอื่น ๆ แต่งตัวตามปกติ ยอมรับได้หรือไม่ว่านั่นเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ใครใดไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตำหนิหรือห้ามปราม? 

ได้ยินเสียงใครบางคนอ้างกฎหมายว่าด้วย-อนาจาร 

ถ้ามีกฎหมายที่ว่านี้อยู่จริง เราก็คงเริ่มจะเห็นกันแล้วว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลก็ต้องมีกรอบขอบเขต

เมื่ออ้าง “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ก็ต้องอ้างกรอบขอบเขตควบคู่กันไปด้วยเสมอ

แต่ถ้าใครไปอยู่ป่าหิมพานต์คนเดียว กรอบขอบเขตแห่งสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเขาย่อมกว้างขวางมาก จนอาจจะพูดเล่นลิ้นได้ว่า-เป็นกรอบขอบเขตที่ไร้กรอบขอบเขตเลยทีเดียว 

แต่สำหรับคนในเมือง-อันที่จริงต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปนั่นแหละ-กรอบขอบเขตแห่งสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลย่อมมีอยู่เป็นอันมาก นั่นก็คือ แต่ละคน-หรือทุกคน-นั่นเองที่กลายเป็นกรอบขอบเขตของคนอื่นหรือของกันและกัน 

ดังคำที่กล่าวกันว่า เสรีภาพของคนหนึ่งต้องไม่ไปล่วงล้ำเสรีภาพของอีกคนหนึ่ง 

ทีนี้ สมมุติว่า มีใครคนหนึ่งประกาศว่า การเดินแก้ผ้าไปในตลาดเป็น “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของเขา 

ในขณะที่ใครอีกคนหนึ่งประกาศว่า การเดินแก้ผ้าไปในตลาดเป็นการล่วงล้ำ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของเขา 

และในขณะที่ใครอีกคนหนึ่งประกาศว่า การได้ดูคนเดินแก้ผ้าไปในตลาดเป็น “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของเขา

ถามว่า คนที่กำลังเดินแก้ผ้าไปในตลาดจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่เป็นการลิดรอนหรือล้วงล้ำ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของเพื่อนร่วมสังคม? 

...........................

ถ้าใครจะบูชา “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ว่าเป็นสิ่งสูงสุดกันแล้ว ผมว่าดูวิถีชีวิตสัตว์เดรัจฉาน จะได้ idol ที่ชัดเจน 

โดยเฉพาะใน ๔ เรื่องหลัก ๆ - กิน นอน กลัว สืบพันธุ์

สัตว์มันหากินด้วยวิธีขโมยกิน แย่งกันกิน ลูกแย่งพ่อแม่กิน พ่อแม่แย่งลูกกิน นั่นคือ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของมัน

สัตว์มันอยากจะพักผ่อนหรืออยากจะเสพสุขด้วยวิธีการอย่างไร ๆ มันก็ทำได้อย่างเสรี อยากนอนตรงไหนมันก็นอน อยากเที่ยวเล่นที่ไหนมันก็เที่ยว นั่นคือ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของมัน

เวลาสัตว์มันหลบหลีกหนีภัย มันก็ทำทุกวิธีทุกวิถีทาง สัตว์อื่นตัวอื่นจะเป็นอย่างไร มันไม่ต้องห่วง เอาชีวิตตัวมันเองรอดเป็นสำคัญ นั่นคือ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของมัน

เวลาสัตว์มันจะเสพสมกัน มันเอาความอยากเป็นที่ตั้ง เกณฑ์ของมันมีข้อเดียวคือ เป็นตัวที่มันสามารถจะเสพได้ จะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นญาติพี่น้องหรือเป็นอะไรกับมัน มันไม่รับรู้ มันรู้อย่างเดียว-ถ้ามันอยาก และมีตัวที่มันจะเสพได้อยู่ตรงหน้า มันก็เสพทันที ไม่เลือกทั้งเวลาและสถานที่ นั่นคือ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ของมัน

...........................

เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึง “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” 

จะพูดลอย ๆ ไม่ได้

ต้องแนบหรืออ้างถึง “กรอบขอบเขตแห่งสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ไว้ด้วยทุกครั้งไป

มิเช่นนั้น มนุษย์จะเท่ากับสัตว์เดรัจฉานทันที

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๖ 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

อย่างไหนเป็นเสรีภาพและอิสรภาพ

  ถาม เสรีภาพและอิสรภาพตามแนวของพุทธศาสนา นั่นคือข้อใดใน ๔ ข้อนี้ 

  ๑ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ 

  ๒. คิด พูด ทำได้เต็มที่ ไม่ต้องสำรวมระวัง 

  ๓. คิด พูด ทำได้ทุกกาลเวลาและสถานที่ ถ้าคิดดี พูดจริง ทำจริง 

  ๔. ปฏิบัติตามมรรค มีองค์ ๘ ก็จะได้อิสรเสรีภาพขึ้นมาเอง

  ตอบ เป็นการถามถึงเสรีภาพและอิสรภาพตามแนวของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นคำตอบข้อสุดท้ายจึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องและตรงที่สุด คือปฏิบัติตามมรรค มีองค์ ๘ อันเป็นทางสายกลาง เป็นทางเพื่อตรัสรู้พระนิพพาน และหมดจดจากกิเลส ทั้งมวล

  คนที่จะมีเสรีและเป็นใหญ่ในตัวเอง คือมีอิสระแก่ตัวเองนั้น คือคนที่เป็นไท ไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่เป็นไทไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหาว่า เสรีชน คนที่เข้าถึงความเป็นเสรีชน จึงจะชื่อว่า อิสรชน ได้

  คนที่ยังมีกิเลส ล้วนตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงมีพระราชอำนาจไปทั่วโลก ก็ยังตกอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหา เป็นทาสของกิเลสตัณหา ไม่สามารถจะพ้นไปจากอำนาจของกิเลสตัณหาได้ เพราะฉะนั้น แม้ท่านจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ท่านก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเสรีชนและอิสรชน ตามแนว พระพุทธศาสนา หากว่าท่านยังไม่สิ้นกิเลส

  ลองคิดดูก็ได้ ประเทศต่างๆ ที่รบราฆ่าฟันกันอยู่ทุกวันนี้ก็ดี ที่แย่งความเป็นเจ้าโลกกันก็ดี ประเทศเหล่านั้นพูดให้ถูกก็คือ ผู้นำของประเทศเหล่านั้นล้วนแต่ต้องการ ครองโลกทั้งสิ้น เขาได้ความเป็นใหญ่มาจากเลือดเนื้อและชีวิตของคนในชาติ และจากน้ำตาของพ่อแม่พี่น้องญาติมิตรของคนที่ตายไป ความเป็นใหญ่ของเขาทำความเดือดร้อน ให้คนอื่นมากมาย บางครั้งทำความเดือดร้อนให้คนและสัตว์ทั่วโลก เพื่อต้องการเพียงความเป็นใหญ่ในโลก แต่ก็ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้แท้จริง ไม่ช้าไม่นานก็ล้มหายตายจากกันไป แล้วก็กลับมาเกิดใหม่ ต่อสู้ดิ้นรนแสวงหาความเป็นใหญ่กันต่อไปอีก ไม่จบสิ้น ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหานี้แหละ กิเลสตัณหาจึงเป็นใหญ่เหนือคนเหล่านั้น แต่เสรีชนและอิสรชนในพระพุทธศาสนาคือพระอรหันต์นั้น ท่านอยู่เหนือกิเลส กิเลสท่าอะไรท่านไม่ได้เลย ท่านจึงเป็นเสรีชนและอิสรชนที่แท้จริง และการเป็นพระอรหันต์นั้น ต้องปฏิบัติตามทางสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น ข้อปฏิบัติอื่นไม่อาจให้ถึงความ เป็นพระอรหันต์ได้

  คนทุกว่านี้ล้วนแสวงหาความเป็นเสรีชนและอิสรชนกันโดยไม่ถูกทางเป็น ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนไม่รู้จบ แต่ก็ยังไม่สำนึก ยังคงแสวงหากันเรื่อยไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ หมดลมหายใจในชาตินี้แล้ว เกิดใหม่ ก็ยังตามไปแสวงหากันในชาติใหม่อีก เป็นทาสของกิเลสตัณหาชนิดที่โงหัวไม่ขึ้นทีเดียว คิดๆ ดูก็น่ากลัว ในการที่เราทั้งหลายได้ตายๆ เกิดๆ กันมานาน จนนับชาติไม่ได้ และ ยังจะตายเกิดกันไปอีกนานเท่าไรก็ไม่อาจจะนับได้เช่นกัน บางครั้งก็ได้เกิดในที่ดีมีความสุข บางครั้งก็พลัดลงไปอยู่ในที่ชั่ว ต้องทนทุกข์ทรมานมิใช่น้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเราตกเป็นทาสของตัณหานี้แหละ ถ้าไม่คิดก็สบายดี แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง ให้ถ่องแท้ เราจึงจะ เห็นโทษภัยและความน่ากลัวในการที่จะต้องตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงแสวงหาทางที่จะพ้นจากความเป็นทาส ด้วยการปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ คือมรรค มีองค์ ๘ แล้ว ประกาศความเป็นไท คือความเป็นอิสรชนหรือเสรีชนนี่แหละ

  พระบรมศาสดาของเรา ทรงประกาศความเป็นเสรีชนด้วยความองอาจ ภายหลังจากทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใหม่ๆ ว่า อเนกชาติสังสารัง เป็นต้น ซึ่งแปลว่า เมื่อเราแสวงหานายช่าง คือตัณหาผู้สร้างเรือนยังไม่พบ จึงต้องท่องเที่ยวไปสู่สงสารนับชาติไม่ถ้วน การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่าง คือตัณหาผู้สร้างเรือน เราพบท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือน คืออัตภาพร่างกายไม่ได้อีกแล้ว ซี่โครงของท่าน คือ กิเลสทั้งมวลเราก็หักเสียแล้ว ยอดเรือน คืออวิชชาเราก็รื้อแล้ว จิตของเราถึงวิสังขาร คือ พระนิพพานแล้ว ได้ถึงความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว 

  พระบรมศาสดาจึงทรงค้นพบความเป็นอิสรชนด้วยพระองค์เอง แล้วยังทรงชี้ทางให้ผู้อื่นได้พบความเป็นอิสรชนนั้นด้วย นับว่าเป็นพระมหากรุณาอย่างใหญ่หลวงหาที่สุดมิได้ หากว่าเราทั้งหลายในปัจจุบันจะได้เห็นคุณค่าของความเป็นเสรีชนแล้ว เราก็ควรจะได้ทำ ตามคำสอนของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงผู้ชี้ทางให้เท่านั้น ส่วนการจะเดินไปตามทางนั้นจนบรรลุจุดหมายนั้นเป็นเรื่องของเราเอง ไม่มีใครช่วยใครได้ 

  สรุปว่าความเป็นเสรีชนและอิสรชนที่แท้นั้น คือความเป็นผู้ไม่มีกิเลสอย่างสิ้นเชิง มิใช่อยากทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ก็ทำได้เต็มที่ตามความพอใจของตน


[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.