แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใจ แสดงบทความทั้งหมด



เอาใจไว้กับตัว

------------------------

ปฏิบัติธรรมตามธรรมชาติ

พอพูดว่า “ปฏิบัติธรรม” เราก็มักจะนึกถึงวัดหรือสำนักต่าง ๆ

นึกถึงภาพคนที่แต่งชุดขาว ไปทำกิจกรรมอยู่ในวัดหรือสำนักปฏิบัติธรรม ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน

นึกถึงภาพคนนั่งขัดสมาธิหลับตาบนอาสนะ

นึกถึงภาพคนเดินจงกรม

ฯลฯ

ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ปฏิบัติธรรม”

และเราเชื่อว่า ต้องทำอย่างนั้นจึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม

...........................

ผมขอเสนอวิธีปฏิบัติธรรมอีกวิธีหนึ่ง-ซึ่งผมปฏิบัติอยู่เป็นประจำ

ไม่ต้องไปวัดหรือไปที่สำนักไหน ๆ 

อยู่กับบ้าน หรืออยู่ที่ไหนก็ได้ที่เราใช้ชีวิตประจำวันที่นั่น

แต่งชุดอะไรก็ได้ที่เราแต่งอยู่ในชีวิตประจำวัน

ยืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูดคิดไปตามปกติที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน

วิธีปฏิบัติก็อยู่ในคำสั้น ๆ ว่า “เอาใจไว้กับตัว”

ถ้าแปลเป็นคำฝรั่งให้พอเข้าใจได้ ก็น่าจะเป็นว่า -

Keep your mind in your body

...........................

วิธี Keep your mind in your body (เอาใจไว้กับตัว) นี้ ผมกำหนดตามอาการที่ได้ลงมือปฏิบัติ 

น่าจะตรงกับคำที่ท่านแปล “สติสัมปชัญญะ” ว่า “รู้ตัวทั่วพร้อม” 

กระบวนการปฏิบัติก็คือ ทำความรู้สึกตัว หรือ “สติ” ให้มีกำกับอยู่ทุกขณะที่กำลังทำ พูด คิด 

“คิด” คือจิต 

เป็นคนละอย่างกับ “สติ” 

เราอาจคิดโดยไม่มีสติก็ได้

อย่างที่ว่า-นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ พอมีคนมาตบหลังถึงกับสะดุ้ง

“คิดอะไรเพลิน ๆ” นั่นแหละคือคิดโดยไม่มีสติ

จิต-คือความคิด มีตลอดเวลา

สติ-คือความรู้สึกตัว มีเป็นบางเวลา

ปัญหาในชีวิตมนุษย์เกิดจากมนุษย์คิดโดยไม่มีสติกำกับจิต

การปฏิบัติตามสูตร “เอาใจไว้กับตัว” ก็คือ การฝึกให้มีสติกำกับจิต

ถ้าพูดให้เห็นเป็นภาพก็เหมือนกับว่า-ฝึกให้มีกระแสของสติแผ่ซ่านอยู่ในตัวเราเหมือนกระแสไฟฟ้า ทำให้รู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ 

เรายังคงยืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูดคิดไปตามธรรมชาติตามปกติในชีวิตประจำวัน พร้อม ๆ ไปกับมีสติกำกับไปด้วย

เหมือนขีดเส้น ๒ เส้นบนกระดาน 

เส้นแรกคือจิต 

เส้นที่ ๒ คือสติ 

ขีดเส้นสติให้ทับลงไปบนเส้นจิต 

ทับได้ยาวได้มากได้หมดเท่าไหน 

ก็หมายถึงสติทับจิตได้เท่านั้น

นั่นหมายถึงเรายืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูดคิดโดยมีสติกำกับอยู่ด้วยตามธรรมชาติได้มากได้นานเท่านั้น

เมื่อเริ่มฝึก อาการที่ปรากฏก็คือ สติทับจิตอยู่ได้-อย่างที่เรียกว่า “แวบหนึ่ง” ก็จะหายไป 

ต้องตามไปดึงกลับมาใหม่ 

อยู่ได้อีก “แวบหนึ่ง” ก็จะหายไปอีก

ต้องคอยตามกลับมาอยู่เรื่อย ๆ 

แต่พอฝึกจนคุ้น จนชิน จนรู้ทีกันแล้ว 

สติจะอยู่กับจิตนานขึ้น 

แม้จะหลุดไปอีกก็ดึงกลับได้ง่าย

ผมปฏิบัติวิธีนี้แล้วสบายอย่างยิ่ง 

ไม่ต้องกังวลกับตัวเลข-เช่นการนับลมหายใจ (ตัวเลขกับผมไม่ถูกชะตากันเป็นอย่างยิ่ง) 

และไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องให้สติอยู่กับจิตนานกี่นาทีกี่ชั่วโมง 

ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ 

หมายถึงฝึกให้สติกำกับจิตอยู่จนเป็นธรรมชาติ 

แม้เวลาที่สติหลุดจากจิต ก็เพียงกำหนดรู้ว่าชั่วขณะนั้น ๆ สติไม่อยู่กับจิต 

พอกำหนดรู้ สติก็จะกลับมาทันที

วิธีนี้ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า ขณะที่สติกำกับจิตอยู่นั้น มนุษย์เราจะทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่วได้ยากอย่างยิ่ง 

อุปมาเหมือนคนร้ายที่กำลังจะทำทุจริต 

ถ้ารู้ว่ามีคนสะกดรอยตามดูอยู่ 

เขาจะไม่ลงมือทำ 

จิต เหมือนคนร้าย 

สติ เหมือนคนสะกดรอย

...........................

ท่านผู้ใดกำลังแสวงหาวิธีปฏิบัติธรรม

ถ้าไม่รังเกียจวิธี “เอาใจไว้กับตัว”

จะนำไปทดลองทำดู ก็-ตามอัธยาศัยนะครับ

ข้อดีมาก ๆ ของการปฏิบัติธรรมวิธีนี้ก็คือ ไม่ต้องแบ่งเวลาออกจากชีวิตประจำวัน

ไม่ต้องอ้างว่า-หมู่นี้ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม

ปฏิบัติได้ทุกเวลาทุกสถานที่และทุกสถานการณ์

อย่างที่พูดกันขำ ๆ ว่า แม้แต่กำลังเข้าห้องน้ำก็ปฏิบัติได้

แต่โปรดระลึกถึงสำนวนที่ว่า “ลางเนื้อชอบลางยา”

วิธีที่คนหนึ่งใช้ได้ดี

อีกคนหนึ่งใช้บ้าง อาจไม่ได้เรื่องก็ได้

ท่านผู้ใดถนัดกับวิธีไหน ก็เชิญใช้วิธีนั้นไปเถิด

มีข้อแนะนำนิดเดียว-หมั่นตรวจสอบความก้าวหน้าในการปฏิบัติไว้ด้วยนะครับ

การปฏิบัติธรรมอุปมาเหมือนใช้ยารักษาโรค

ใช้ยาขนานไหนมานานแค่ไหน โรคหายไปได้แค่ไหน

อย่าให้กลายเป็นว่า ปฏิบัติมากี่ปี ๆ โรคก็ยังเต็มตัวเหมือนเดิม

ขอให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมโดยทั่วกัน เทอญ

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๔ 

[full-post]



"ใจ"  อยู่ที่ไหน ?


"ใจ" (จิตฺตํ, มโน, มนํ...) อาศัยช่องทาง คือ ทวาร ๖ เกิด คือ - 

- ตา (จักขุปสาท) กระทบรูปารมณ์ (สี) เมื่อไร - การเห็น (จักขุวิญญาณ) คือใจ เกิดที่นั่น (เกิดที่จักขุปสาท)  

- หู (โสตปสาท) กระทบสัททารมณ์ (เสียง) เมื่อไร - การได้ยิน (โสตวิญญาณ) คือใจ เกิดที่นั่น (เกิดที่โสตปสาท) 

- จมูก (ฆานปสาท) กระทบคันธารมณ์ (กลิ่น) เมื่อไร - การรู้กลิ่น (ฆานวิญญาณ) คือใจ เกิดที่นั่น (เกิดที่ฆานปสาท) 

- ลิ้น (ชิวหาปสาท) กระทบรสารมณ์ (รส) เมื่อไร - การรู้รส (ชิวหาวิญญาณ) คือใจ เกิดที่นั่น (เกิดที่ชิวหาปสาท) 

- กาย (กายปสาท) กระทบโผฏฐัพพารมณ์ (เย็น-ร้อน,อ่อน-แข็ง,หย่อน-ตึง) เมื่อไร - การรู้สัมผัส... (กายวิญญาณ) คือใจ เกิดที่นั่น (เกิดที่กายปสาท ซึ่งมีทั่วไปในร่างกายมนุษย์ เว้นปลายเล็บ,เส้นผมเป็นต้น) 

- ใจ (มโนทวาร ได้แก่ภวังคจิต ๑๙) กระทบธัมมารมณ์ (สภาพธรรมต่าง ๆ มีสิ่งที่เคยเห็นมาแล้วเป็นต้นแล้วเก็บมาคิด-นึก) เมื่อไร การรู้อารมณ์ทางใจ (ทางมโนทวาร) ก็เกิดที่นั่น (หทยวัตถุ ซึ่งเป็นช่องเล็ก ๆ ในหทยรูป เป็นที่อาศัยเกิดของจิตที่เรียกว่า "มโนทวาร" (ภวังคจิต ๑๕) และเป็นที่อาศัยเกิดของมโนวิญญาณ ๗๕ ด้วย (ในปัญจโวการภูมิ))

(หมายเหตุ : อรูปวิบาก ๔ เป็นมโนทวารในอรูปภูมิ ไม่ต้องอาศัยหทยวัตถุเกิด)

   

     * จิต (ใจ) อาศัยช่องทางทั้ง ๖ ที่กล่าวมา เป็นที่อาศัยเกิด ... ถ้าไม่มีช่องทางทั้ง ๖ (มุ่งหมายว่า ไม่มีปสาทรูป ๕ มโนทวาร, และหทยวัตถุ ๑) จิต หรือใจ ก็เกิดไม่ได้...(เว้นในอรูปภูมิ ๔)ฯ 

     * ในส่วนของสมอง ยังมีกายปสาทอยู่...กายปสาท (ปสาทรูป) เป็นที่ตั้งหรือเป็นที่เกิดของกายทวารวิถีจิต คือจิตที่รับรู้อารมณ์ที่เป็นความเย็น-ร้อน,อ่อน-แข็ง,หย่อน-ตึง (ที่แสดงออกมาเป็นความเจ็บ-ปวด...หรือเป็นสุข เป็นทุกข์ ก็ได้)

     * กายทวารวิถีจิตนี้ มีจิตเกิดได้ถึง ๔๔ ดวง รวมทั้งกายวิญญาณจิต ๒ ด้วย ก็เป็น ๔๖ ดวง, ในจิต ๔๖ ดวงนี้ ที่อาศัยกายปสาทเกิด มีเพียงแค่กายวิญญาณจิต ๒ เท่านั้น แต่อีก ๔๔ ดวง มีหทยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิด แต่อาศัยช่องทาง (ทวาร) ที่เป็นไปทางกายทวารเกิดได้ (กายทวารวิถีจิต) 

     *** มีข้อสังเกตว่า - บริเวณศีรษะของมนุษย์ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย (คือกายปสาทที่บริเวณแก้ม-รอบศีรษะและภายในศีรษะทั้งหมด) อยู่ในบริเวณเดียวกันหมด จิตที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงวนเวียนเกิดอยู่ในบริเวณศีรษะของบุคคล... จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า จิต เกิดที่สมอง...(จริง ๆ มีบางส่วนเท่านั้นเกิดที่สมอง คือกายวิญญาณจิต ๒) 

     อีกประการหนึ่ง ฌานจิตทั้งหมด ๖๗ (รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต มรรคจิต ผลจิต) อาศัยเกิดที่หทยวัตถุ ในปัญจโวการภูมิ, ส่วนในจตุโวการภูมิ ไม่ต้องมีวัตถุ หรือสมอง จิตเหล่านั้นก็เกิดได้ ฯ 

      ทูรงฺคมํ เอกจรํ                  อสรีรํ คุหาสยํ
      เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ    โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ


   ชนเหล่าใด จักสำรวมจิต ที่รับอารมณ์ในที่ไกลได้ (อารมณ์ที่ละเอียด), รับอารมณ์ได้คราวละดวง
    ไม่มีสรีระ มีถ้ำ (หทยวัตถุ) เป็นที่อาศัย, ชนเหล่านั้น จะพ้นจากบ่วงแห่งมารได้ ฯ 
    (ขุททกนิกาย ธรรมบท จิตตวรรค)

   (จิตที่พระองค์กำลังตรัสถึงนี้ มุ่งหมายเอามหากุศลจิตในเบื้องต้น และมรรคจิตในเบื้องปลาย ในปัญจโวการภูมิ) 

--------///------- 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.